Thursday, May 28, 2015

Innovation ฝันสลาย / คนขายของ

   

    หลังจากที่บริษัท APPLE ประสบความสำเร็จด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถสร้างทั้งยอดขาย และกำไร ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดในโลก ทำให้ผู้บริหาร ของบริษัทต่างๆให้ความสนใจกับกลยุทธ์ทางด้าน “INNOVATION” (นวัตกรรม) มากขึ้น เป้าหมาย ทางด้านยอดขายของบางบริษัทได้มีการแยกชัดเจนว่าต้องมีสัดส่วนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ซึงเป็นนวัตกรรม ล่าสุดกี่เปอร์เซนต์ บางบริษัทได้ทุ่มงบด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมากมาย ด้วยหวังที่จะเลียนแบบความ สำเร็จของ APPLE บ้าง แต่การพัฒนาและออกสินค้าใหม่นั้นเพื่อเพิ่มผลกำไรนั้นจะสามารถทำขึ้นมา กันได้ง่ายๆหรือไม่?

  ศาสตราจารย์ Dawn Iacobucci อดีตอาจารย์ของ Kellogg School of Management ได้เขียนไว้ ในหนังสือ Kellogg on Marketingว่า อัตราการการล้มเหลวของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่โดยทั่วไปอยู่ที่ 40% Harvard Business Review ได้ประเมินว่าอัตราดังกล่าวจะสูงขึ้นไปถึงราว 75% สำหรับ ผลิตภัณฑ์จำพวกสินค้าอุปโภคบริโภค นิตยสาร Forbes รายงานว่าในช่วงปี 1995 บริษัท Michelin ได้ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นยางพร้อมตัว เซนเซอร์วัดระดับความดันลมยางที่จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อยาง โดนเจาะ และระบบยางรุ่นใหม่นี้จะยังสามารถประคองให้รถสามารถแล่นต่อได้อีกถึง 200 กิโลเมตร แม้ว่าทางบริษัทได้ตกลงในความร่วมมือกันกับบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่บางบริษัททั่งค่ายยุโรปและญี่ปุ่น แต่กลับกลายเป็นว่ายางรุ่นนี้ไม่เป็นที่นิยม ปัญหาหลักในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้อยู่ที่ว่า การที่ จะซ่อมยางรุ่นนี้ ร้านยางทั่วไปไม่สามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่ได้ ต้องทำการซื้อเครื่องมือใหม่ที่ราคาสูง และมีขนาดใหญ่ จนกลายเป็นเหตุให้ผู้ใช้ยางรุ่นนี้หาร้านรับปะยางไม่ได้ จนในที่สุดบริษัทก็ต้องเลิก การผลิต

  อีกนวัตกกรรมหนึ่งที่หลายท่านคงรู้จักกันดีก็คือ เครื่องบินที่สามารถบินได้เร็วเหนือเสียง ที่ชื่อว่า “Concorde” เป็นผลิตผลของการลงทุนร่วมกันมูลค่า 1.3 พันล้านปอนด์ ระหว่าง British Aircraft Corporation และ  Aerospatiale ของฝรั่งเศส ด้วยความเร็วระดับมัค 2 (เร็วกว่าเสียงสองเท่า) ทำให้ย่นระยะเวลาการเดินทางจากลอนดอนไปยังนิวยอร์ค จากเดิม 7-8 ชั่วโมงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง ในเครื่องบินมีเพียง 90-120 ที่นั่ง นักธุรกิจสามารถบินไปประชุมที่นิวยอร์คในตอนเช้าและกลับมา ลอนดอนได้ภายในหนึ่งวัน แต่ด้วยเงินลงทุนที่สูง และ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่แพงมาก สายการบิน British Airways ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ต้องทนแบกขาดทุนอยู่ถึง 6 ปีจึงเริ่มมีกำไร เมื่อดูโดยรวมแล้วนวัตกรรมชิ้นนี้อาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ดีเท่าไหร่นัก สุดท้ายทั้ง British Airways และ Air France ได้ประกาศหยุดให้บริการเที่ยวบินเหนือเสียงเชิงพาณิชย์ในปี 2003

  “นวัตกรรม”บางอย่างช่วยในการเพิ่มผลผลิต Productivity) ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เปิดตลาดใหม่ ขยายฐานลูกค้าของบริษัทให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกนวัตกรรมจะให้ผลในด้านบวกเสมอไป แม้แต่ผู้ผลิต เครื่องดื่มระดับโลกอย่าง Coca-Cola (KO) ก็เคยพลาดมาแล้วในการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ชื่อว่า “New Coke” ซึ่งเป็นโค้กรสชาติใหม่ เปิดตัวในเดือนเมษายน ปี1985 พร้อมกับทำการยกเลิกสายการผลิต รสชาติเดิม ช่วงก่อนเปิดตัว New Coke ราคาหุ้น KO ไต่ระดับจาก 1.29$ มายืนที่ 1.49$ แต่เมื่อ กระแสตอบรับออกมาเป็นลบจากบางพื้นที่ในสหรัฐ ราคาหุ้นก็ตกลงมาอยู่ที่ 1.4$ จนกระทั้งในที่สุด ทางบริษัทต้องประกาศนำโค้กรสชาติเดิมกลับมาผลิตอีกครั้งในวันที่ 11 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ราคาหุ้น ก็ได้กลับมาทำจุดสูงสุดของปีที่ 1.56$ จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้การออกนวัตกรรมใหม่นั้นมีผลต่อ ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นด้วย ดังนั้นเมื่อบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ทำการออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ก็ควร พิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่จะเล็งผลเลิศโดยการไล่ซื้อหุ้นทุกราคาเมื่อมีข่าวออกมา เพราะเชื่อทุกอย่างที่บริษัททำจะประสบความสำเร็จในทุกกรณีไป  

 

Wednesday, May 27, 2015

นิสัยแมงเม่าไทย / วีระพงษ์ ธัม

 
    อย่างที่รู้กันว่า นักลงทุนรายย่อยในประเทศไทย ในระยะยาว ๆ นั้น มีสัดส่วนที่ขาดทุนจากหุ้นมากกว่ากำไร สถิติของบางสำนักอาจจะว่าไปถึง มีคนขาดทุน 80% และมีคนกำไรเพียงแค่ 20% เลยทีเดียว ผมเคยสงสัยว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้คนจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับผมลองศึกษาเรื่อง “นิสัยคนไทย” ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และผมพบว่านิสัยกลุ่มเดียวกันนี้เอง ที่เป็นอุปสรรคของนักลงทุนเช่นเดียวกัน ซึ่งผมขอเรียกนิสัยเหล่านี้ว่า “นิสัยแมงเม่าไทย” ครับ

            1. เชื่อเรื่องเวรกรรม คนไทยเชื่อเรื่องบุญพาวาสนาส่ง ดังนั้นเราจะแนวโน้มที่จะ “ยอมรับ” สถานะปัจจุบันของเรา ไม่ดิ้นรนขวนขวาย และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “แข่งเรือแข่งแพแข่งได้ แต่อย่าแข่งวาสนา” คนจำนวนมากอาจจะคิดว่าดวงไม่ดี ที่ซื้อหุ้นตัวนี้ หรือเข้าออกตลอดผิดจังหวะ มากกว่าโทษตัวเอง หรือคนมากกว่านั้นคิดว่าเราไม่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตเราได้ จึงไม่กล้าริเริ่มต้นมองหาโอกาสในการลงทุน เรื่องโชคชะตา ควรตั้งอยู่บนความคิดบนกรอบของวาทะทั้ง 4 ของท่านเหลี่ยวฝาน คือ เราสามารถเปลี่ยนโชคชะตาตัวเองได้ ด้วยการกระทำดี ในความหมายคือ การทำในเหตุที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งผลลัพท์ที่ดีที่ปลายทางเสมอ ๆ

            2. ยึดถือระบบอุปถัมภ์ เชื่อคนที่มีอายุสูงกว่าหรือตัดสินคนที่ความมั่งคั่ง วัฒนธรรมไทยเคารพผู้อาวุโส และให้เชื่อฟังคนที่มีอายุมากกว่า แตกต่างจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เลือกฟังคนจาก “ความคิดความอ่าน” ความสำเร็จในการลงทุนขึ้นอยู่กับ “วิจารณญาณของคุณ” มากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ เพราะความเชื่อหรือตำราที่ผิดนำพาสู่ความล้มเหลวเสมอ การพินิจพิจารณาตามหลักกาลามสูตรโดยไม่มีอคติเรื่องใด ๆ จึงสำคัญกว่าจารีตมาก นักลงทุนพอร์ตใหญ่หรือเล็กไม่มีความเกี่ยวข้องกับความคิดหรือไอเดียที่เฉียบคม นักลงทุนที่ชื่อดังอาจจะไม่ได้การันตีความสามารถในการลงทุนอะไร หรือนักลงทุนที่อายุน้อยแต่มุ่งมั่น ก็อาจจะมีประสบการณ์มากกว่านักลงทุนที่อยู่ในตลาดหลายสิบปีก็เป็นได้

            3. พึ่งพาคนอื่น เหตุผลอาจจะเป็นเพราะในอดีต คนไทยต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนในสังคมการเกษตร เราจึงติดนิสัยในการพึ่งพาสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเอง ในตลาดหุ้น นักลงทุนก็นิยมที่จะหาคนพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นมาร์เก็ตติ้ง นักวิเคราะห์ หรืออาจจะเป็น “เซียนหุ้น” ที่จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากกว่ากับการพึ่งตัวเอง นอกจากนั้น หากเกิดความผิดพลาดในการลงทุน เราก็สามารถ “โทษคนอื่น” ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดตัวของคนไทยเช่นเดียวกัน การลงทุนที่ดีที่สุดต้องพึ่งตนเอง เพราะเราจะต้องค้นหาตัวตน วิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองให้ตกผลึกเสียก่อน อย่าคิดพึ่งพาคนอื่น มันจะนำพาหายนะในการลงทุน เพราะหากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้น คุณจะแก้ปัญหาเองไม่ได้

            4. ขาดการวางแผน สุภาษิตไทยเรื่อง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำให้คนไทยแทบจะไม่ต้องเตรียมตัว หรือวางแผนในการรับสภาพขาดแคลนอาหารในฤดูหนาว ดังนั้นนักลงทุนทั่วไปจึงแทบไม่มีการวางแผนลงทุน คิดแต่ว่าอยากรวยเร็ว ๆ ความเป็นจริงคือถ้าไม่วางแผน โอกาสที่เราจะรอคอยค่อย ๆ สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนจะเป็นไปได้ยาก สิ่งแรกที่ควรทำในการลงทุนคือวางแผนว่าจะเก็บออมเดือนละเท่าไหร่ วางแผนว่าจะได้ผลตอบแทนปีละเท่าไหร่ที่ไม่มีความเสี่ยงมากเกินไป และเราจะมีความมั่งคั่งเท่าไหร่ที่อายุไหน เราควรจะปรับพอร์ตอย่างไรบ้างในแต่ละปี และถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แผน 2 ของเราคืออะไร เราพร้อมที่จะปฏิบัติการฉุกเฉินได้ทุกเวลาหรือไม่ แผนทุกอย่างควรบันทึกอยู่ใน Excel และฝังอยู่ในสมองของนักลงทุน เพราะแผนคือหัวใจของการลงทุน

            5. เกียจคร้าน คนไทยชอบงานง่ายหน่ายงานยาก อยากหาทางลัด รักสบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายในชีวิตการลงทุน คนรุ่นใหม่จำนวนมากเข้ามาเล่นหุ้น เพราะเป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนจะทำเงินง่าย ๆ ร ไม่ต้องลงแรงอะไรมากมาย นอกจากเปิดจอคอมมากดซื้อกดขาย คิดว่าตัวเองกำไรจากหุ้นเพราะว่าเก่งกว่าคนอื่น อันที่จริงการลงทุนเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความอดทนและวินัยสูงมากในการหาความรู้ในการลงทุน หาข้อมูล หาโอกาส คิดวิเคราะห์ รอคอยความสำเร็จ และความเกียจคร้านอาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการลงทุน

            6. ไม่รู้แพ้รู้ชนะ การยอมรับความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังนั้นนักลงทุนจำนวนมากจะไม่ขายหุ้นที่ขาดทุน เพราะรู้สึกว่าเรา “แพ้” หรือ “ผิดพลาด” และหวังว่า วันพระจะไม่ได้มีหนเดียวสำหรับหุ้นตัวนั้น ๆ จุดสำคัญของการลงทุนคือการยอมรับความผิดพลาด เพราะการลงทุนเป็นกิจกรรมที่คุณอาจจะผิดบ่อยที่สุดแล้วในชีวิต แต่จำนวนครั้งที่ถูกไม่กี่ครั้ง ก็เปลี่ยนชีวิตคุณได้ ในทางกลับกันเราต้องรู้จัก “รู้ชนะ” ด้วย เพราะการลงทุนที่ไม่มีความสุข คือการลงทุนที่ไม่รู้จักพอ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ชนะเสียที แม้จะกำไรเท่าไหร่คงจะไม่มีความสุข

            7. สอดรู้สอดเห็น คนไทยชอบเรื่องของผู้อื่น ไทยมุง ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ในสังคมออนไลน์ก็มีเรื่อง Drama แชร์กันอย่างมากมาย อันที่จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเราเอาความสอดรู้สอดเห็นไปใช้ในทางที่ดี เช่นการทำ Scuttlebutt หรือการเจาะลึกหุ้น การอ่านเรื่องราวที่หลากหลายช่วยให้บัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐี ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้าเป็นการสอดรู้สอดเห็นในทางผิด ๆ เช่น ติดตามแต่เรื่องคนอื่น ติดตามข้อมูล Inside ว่า “เจ้า” กำลังเข้าตัวไหน นั่นจะเป็นหลุมพรางใหญ่ เป็นอุปสรรคสำคัญที่เหมือนสุภาษิตฝรั่งว่า Curiosity killed the cat หรือ ความสอดรู้สอดเห็นในเรื่องผิด ๆ ฆ่าแมว(นักลงทุน)มานักต่อนักแล้ว

สัญญาณจากเว็บบอร์ด / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   
 ในยุคที่คนจำนวนมากต่างก็เฝ้าหน้าจอและสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตกันวันละหลายชั่วโมง  เว็บบอร์ดยอดนิยมเกี่ยวกับหุ้นคือห้องสินธรในเว็บพันธ์ทิพจึงเป็นที่ที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรู้  ความเข้าใจ และความสนใจของคนเกี่ยวกับหุ้นถูกแสดงออกผ่านกระทู้และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  หมดยุคของการพูดคุยตามงานปาร์ตี้หรือการคุยกับช่างตัดผมหรือคนขับแท็กซี่เพื่อตรวจสอบจิตวิทยาของคนเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างที่ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดไว้ในหนังสือของเขา  เดี๋ยวนี้ถ้าอยากรู้หรือติดตามสถานการณ์ของสังคมในวงกว้างต่าง ๆ  เกี่ยวกับหุ้น  เราก็เข้าไปดูกระทู้และสิ่งที่เขาคุยกันในเว็บไซ้ต์เกี่ยวกับหุ้นที่มีมากมาย

เมื่อเร็ว ๆ  นี้ ผมได้พบกระทู้หนึ่งในเว็บสินธรที่น่าสนใจจึงอยากนำมาวิเคราะห์ดูว่ามัน  “ส่งสัญญาณ”  อะไรเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นในช่วงนี้  แต่ก็ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะดูแคลนคนที่ตั้งหรือตอบกระทู้ในทุก ๆ  ด้าน  ผมเพียงแต่ต้องการอธิบายข้อเท็จจริงและให้ข้อสังเกตว่าตอนนี้คนทั่ว ๆ ไป  นักลงทุนมือใหม่  หรือคนที่ไม่เชี่ยวชาญคิดอย่างไรเกี่ยวกับหุ้นและนั่นเป็น “สัญญาณ” อะไรที่เราจะต้องวิเคราะห์ให้ออกและนำมาใช้ในการพิจารณาเรื่องการลงทุนของเรา          หัวข้อกระทู้ก็คือ  “สอบถามเรื่องการลงทุน” และต่อไปนี้คือสิ่งที่มีการโพ้สต์ในกระทู้และข้อสังเกตของผม

“สวัสดีครับพี่ ๆ  นี้เป็นกระทู้แรกของผมครับ  ยังไงแนะนำด้วยครับ  ขอเล่ารายละเอียดครับ  ตัวผมอายุ 27 ครับ  อาชีพเชฟ อยู่ร้านอาหารเล็ก ๆ  ในกรุงเทพฯ เงินเดือนพอเลี้ยงครอบครัวได้ 22,000    ผมมีแผนการไว้ในอนาคตคือ  อีก 5-7 ปีข้างหน้า  จะเลิกทำอาชีพนี้และจะกลับไปอยู่กับภรรยาที่ศรีสะเกษ  แต่ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต  เพราะคิดจะสร้างครอบครัวมีลูก 2-3 คน  เลยสนใจอยากเล่นหุ้น  ขอแค่สามารถสร้างรายได้ต่อเดือน 40,000-50,000 ต่อเดือน  ผมต้องทำอย่างไรบ้าง  ต้องมีเงินลงทุนเท่าไร  ควรเริ่มต้นอย่างไรหรือมีที่ไหนที่สามารถสอนผมหรือแนะนำผมได้บ้าง  ถ้าเป็นไปได้สอนผมแบบลงมือทำไปด้วยกัน  จะดีมากเลยครับ

อาจจะเป็นคำถามของหลาย ๆ ท่านทำไมต้องเล่นหุ้นละ  ทำค้าขายก็ได้นี่  คือที่ผมไปสำรวจที่ศรีสะเกษ  ไม่มีแหล่งสร้างรายได้ที่จะได้ตามเป้าที่ผมต้องการ  และเราจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวถ้าทำค้าขาย  เพราะต้องวิ่งหาตลาดตลอดเวลา  ร้านของชำก็ไม่มีคนซื้อของเหมือนในกรุงเทพ  นี้คือเหตุผลของผมครับ ผมเองไม่ใช่คนฉลาดมากครับ แต่อยากสร้างครอบครัวที่ไม่ต้องวิ่งหาเงินไปตลอดจนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว)  ยังไงรบกวนพี่ ๆ ด้วยนะครับ  แนะนำน้องคนนี้หน่อยครับ”

ความคิดเห็นที่ 1  “สามารถสร้างรายได้ต่อเดือน 40,000-50,000 ต่อเดือน”   “เอ่ออ  ต้องใช้ทุนกี่ล้านอ่ะคะ”

จขกท. “ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรอ่ะครับ  อยากรู้เช่นกัน  ก่อนจะได้ขนาดนั้นต้องเริ่มยังไง  ผมเองคงไม่มีทุนขนาดนั้น  เริ่มจากเล็ก ๆ  ไปหาใหญ่  ตามเป้าในอนาคต 40,000-50,000 ต่อเดือน  ต้องทำยังไง  เริ่มลงจากอะไรก่อนดี  เพราะเท่าที่เคยได้ยินข้อมูลมา  บางท่านเริ่มลงทุนจากแค่ 50,000 บาท  ไปจนปัจจุบันมีรายได้มากกว่าปีละ 10,000,000 บาท  ผมเองไม่มีโอกาสได้เจอคนที่เขาทำแบบนี้ได้  เลยมาถามจากพี่ ๆ นะครับ”

ความคิดเห็นที่ 2   “ต้องดูว่ามีเงินทุนอยู่ในมือเท่าไร  ถ้ามีซัก 9-10 ล้าน  ซื้อกองทุนหุ้นปันผลทิ้งไว้ไม่ต้องเฝ้าพอร์ตมาก  ไม่เครียด  เฉลี่ยปันผลปีละ 7-8% ก็พอได้ปีละ 6-7 แสนอยู่ แต่บางปีไม่ปันผลก็มี)  ทุน 5-6 ล้าน ลงทุนในหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี ๆ ซื้อมาขายไประหว่างปีบ้าง  กำไรตามตลาดซัก 10% ก็น่าจะพอหวังได้อยู่แต่ต้องศึกษาดี ๆ    ทุนต่ำกว่า 5 ล้าน อาจจะต้องมาเล่นหุ้นสายเทคนิค  เข้าเร็ว  ออกเร็วอาจจะมีโอกาสได้  แต่ก็มีโอกาสเสียมากเหมือนกัน..  แบบนี้อาจจะเครียดหน่อย”

ความคิดเห็นที่ 3  “มันยากอยู่นะครับ 40,000-50,000 ต่อเดือน  ทุนต้องหนาหน่อย  ที่สำคัญสามารถต้องถึงด้วย  ถ้าทุนพี่ 100,000 ทำกำไรได้เดือนละ 40,000-50,000 ก็เท่ากับกำไรประมาณ 50% (มันยากอยู่นะครับ)  ทำกำไรได้ 15-20% ต่อเดือนทุกเดือนก็เก่งแล้วครับ  พี่ลองซื้อหนังสือหุ้นสายเทคนิคมาศึกษาดูครับ  มีความรู้ให้เราเยอะเลย”

ความคิดเห็นที่ 4  “ถ้าต้องการ 50,000 บาทต่อเดือน = 600,000 บาท/ปี ถ้าลงทุนแบบไม่ต้อง active มาก  หวังจากเงินปันผลเป็นหลัก  คิดเฉลี่ยคร่าว ๆ = 5% ต่อปี ก็ควรมีเงินต้น 12 ล้านบาทครับ  ทั้งนี้คุณต้องมีความรู้ในการลงทุนระดับหนึ่งครับที่จะสามารถบริหารเงินต้นนี้ให้ได้ผลตามเป้าและไม่เสี่ยงเกินไป  โดยสรุป  คุณเริ่มต้นคิดมาถูกทางแล้ว  ต่อจากนี้ก็อยู่ที่การใฝ่หาความรู้เร่งเก็บเงินเพื่อ  “การลงทุนเพื่อชีวิต” ครับ  โชคดีครับผม”

ความคิดเห็นที่ 5  “ถ้าตั้งคำถามแบบนี้  ยังไม่ต้องรีบครับ  ทำงานเก็บเงินไปก่อน  ผมคำนวณให้คร่าว ๆ ก่อน  ห้าหมื่นบาทต่อเดือนก็ปีละ 6 แสน ถ้าเล่นแบบซื้อหุ้นปันผล  หาหุ้นที่ปันผลปีละ 5% (หักภาษีแล้ว)  คุณต้องมีต้นทุนเท่ากับ 600,000/.05 =  12 ล้านบาทครับ   ส่วนที่บอกว่าบางท่านเริ่มลงทุนจากแค่ 50,000 บาท ไปจนปัจจุบันมีรายได้มากกว่าปีละ 10,000,000 บาท อาจจะมีจริงแต่เป็นแค่ 1 ในล้านหรือหลายล้าน  แต่คนที่มีเงินเป็นล้านเหลือแค่หลักแสนหรือหลักหมื่นนั้นมีเยอะกว่ามากมายเพียงแต่ไม่ได้มาเล่าให้ใครฟังครับ  การตั้งคำถามแบบนี้เหมือนถามว่าล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ขายอยู่แผงไหนครับ  ผมจะไปซื้อ  ประมาณนั้นครับ”

จขกท. “555  จากคำตอบพวกพี่ผม  ผมนี้น้ำตาไหลเลย  แต่ชีวิตมันต้องมีทางออก  เท่าที่พูดมา  ถ้าผมต้นทุนน้อย  ควรเริ่มต้นจากการเล่นหุ้นด้านเทคนิคก่อน  ค่อยไปด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% (หักภาษีแล้ว) แบบไม่ต้องเฝ้า  ขอบคุณครับ  อย่างน้อยทำให้ผมเห็นทางที่จะวิ่งต่อ  ตอนแรกมืดสนิท  งั้นผมควรซื้อหนังสืออันไหนมาศึกษาดีครับ”

ความคิดเห็นที่ 6  “ทำงานแบ่งเงินมาลงทุนในหุ้นปันผลไปเรื่อย ๆ จนมีเงินลงทุน 15 ล้านบาท  แค่นี้เอง  ไม่ยาก ๆ”

ข้อสังเกตของผมจากกระทู้นี้ก็คือ  หนึ่ง ช่วงนี้หุ้นคงเป็น “ฟองสบู่” อยู่บ้าง  เพราะคนที่มีอาชีพเป็นเชฟและไม่ได้มีเงินมากสนใจลงทุนในหุ้นและมองว่าหุ้นเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ที่อาจจะสามารถทำให้เราร่ำรวยได้โดยไม่ต้องทำอะไรเหนื่อยยากโดยที่เราอาจจะไม่ต้องมีเงินลงทุนมาก  สอง  อาจจะมีคนไม่น้อยที่คิดว่าเราสามารถทำผลตอบแทนจากหุ้นได้เดือนละ 15-20% ถ้าเราเก่งพอสมควรในด้านการซื้อขายหุ้นแบบเทคนิคแต่ถ้าเก่งมากก็อาจจะได้เดือนละ 50%   นี่ก็เป็นสัญญาณฟองสบู่เหมือนกัน  สาม  น่าจะมีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า  ช่วงที่มีเงินน้อย ๆ และต้องเร่งสร้างพอร์ตนั้น  จะต้องเล่นแบบเทคนิค  หลังจากมีเงินมากแล้วค่อยลงทุนแบบกินปันผลแบบสบาย ๆ  ไม่เครียด  และสุดท้ายก็คือ  “นิยาย” ของเซียนหุ้นที่ร่ำรวย  “จากหมื่นเป็นร้อยล้าน”  จากหุ้นภายในไม่กี่ปีนั้น  สามารถสร้างฝันให้กับนักลงทุนเสมอ  และก็เช่นเดียวกัน  นิยายแบบนี้มักแพร่หลายในช่วงฟองสบู่หุ้น