Showing posts with label วิเคราะห์. Show all posts
Showing posts with label วิเคราะห์. Show all posts

Wednesday, March 23, 2016

หุ้นแห่งทศวรรษ /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   

 ถ้าจะถามผมว่าหุ้นตัวไหนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลานี้คือ “หุ้นแห่งทศวรรษ”  ผมคิดว่าคือหุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือหุ้น  ไม่ใช่เพราะว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด  แม้ว่าในช่วงหนึ่งมันให้ผลตอบแทน “สุดยอด”  แต่เพราะว่า JAS เป็นหุ้นที่ “มีทุกอย่าง” ที่คนเล่นหุ้นหรือนักลงทุนต้องการไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่  เป็นหุ้นยอดนิยมของทั้ง Value Investor ของ “ขาใหญ่”  ในตลาดหุ้น  และของนักเล่นหุ้นและนักลงทุนรายย่อย   เป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงติดอันดับ 1 ใน 10 เกือบทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องมาหลาย ๆ  ปี  เป็นหุ้นที่ทำให้คนบางคนรวยเป็นเศรษฐีและทำให้คนบางคนโดยเฉพาะรายย่อยบางคน  “เจ๊งยับเยิน” และอื่น ๆ  อีกมาก  มาดูกันว่าหุ้นตัวนี้มีเรื่องราวและ  “ดราม่า” มากน้อยแค่ไหนโดยที่ผมเองนั้นจะเขียนจากความทรงจำคร่าว ๆ  ที่ได้รับรู้เกี่ยวกับบริษัทจากสื่อและวงการนักลงทุนที่ผมรู้จัก

หุ้นของ JAS นั้นเริ่มต้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์มีสายในต่างจังหวัดผ่านบริษัท TT&T และการให้บริการอื่น ๆ  เกี่ยวกับโทรคมนาคม  ราคาหุ้น JAS นั้นเคยขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 10 บาทต่อหุ้นในช่วงปี 2539 ก่อนปีวิกฤติเศรษฐกิจ  แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกลงมาอย่างหนัก  ภายในปีเดียวหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 2 บาทเศษ ๆ  หรือลดลงถึงเกือบ 80%   หลังจากการลดค่าเงินบาทในปี 2540 หุ้นก็ตกลงมาอีกจากประมาณ 2 บาทเหลือเพียง 1 บาทภายในเวลาเพียงปีเดียวเช่นเดียวกัน  รวมแล้วหุ้นตกลงมาประมาณ  90%  คนที่ถือหุ้นระยะยาวในช่วงนั้นขาดทุนแทบเป็น “หายนะ”  เหตุผลนั้นนอกจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็แย่มากเนื่องจากสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์ในต่างจังหวัดนั้นขาดทุนหนักเนื่องจากค่าสัมปทานที่สูงมากเกินกว่าที่จะคุ้มค่าเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์บ้านไม่ได้ดีอย่างที่คิด  นอกจากนั้น  โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนจำนวนมากเริ่มใช้มือถือแทนโทรศัพท์บ้าน

หุ้น JAS หลังจากนั้นก็ “เงียบเหงา” ยกเว้นแต่ในบางช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรงในลักษณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติอย่างเช่นในปี 2542 และ 2546 ที่ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมา 36% และ 117% ตามลำดับ  โดยที่ราคาหุ้น JAS ที่ปรับตัวขึ้นแต่ละครั้งนั้นสูงขึ้นมาครั้งละถึงประมาณ 3-4 เท่าตัว  จากราคาที่เป็น  “เศษสตางค์”  แต่หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลงกลับมาใกล้กับราคาเดิมก่อนที่จะขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าราคาที่ขึ้นมานั้น  มาจากการเล่นเก็งกำไรมากกว่าที่จะเกิดจากพื้นฐานของบริษัทที่น่าจะยังไม่ฟื้นตัว  แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหุ้น JAS นั้นมีศักยภาพของการเป็นหุ้นเก็งกำไรสูงมากตั้งแต่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์

ราคาของหุ้น JAS หลังจากปี 2546 ก็ตกต่ำลงและนิ่งอยู่ที่ประมาณ 40-50 สตางค์ต่อเนื่องยาวนานมากเป็นเวลา 7 ปี จนถึงปี 2553  ในช่วงเวลานี้แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจะมีกำไรมากกว่าขาดทุน  แต่ก็เป็นกำไรที่น่าจะเป็น “ตัวเลข” นั่นคือเกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้และอื่น ๆ  ตัวกิจการเองนั้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์พื้นฐานดูเหมือนว่าจะ “ไปไม่ไหว”  ดังนั้น  หุ้น JAS จึงกลายเป็นหุ้นที่ “โลกลืม”  แต่แล้ว  ผลจากการปรับโครงสร้างและการหันมาเล่นธุรกิจที่เกี่ยวข้อง “เล็ก ๆ” อย่างหนึ่งนั่นคือธุรกิจให้บริการอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่บริษัทสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้บริการได้ในต้นทุนที่ถูกก็ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเริ่มจะดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปสังคมไทยก็เริ่มเข้าสู่ยุคบูมของการใช้อินเตอร์เน็ต  บริษัทก็เริ่มขยายตัวและมีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเตอร์เน็ตบรอดแบรนด์ในต่างจังหวัด

ผลการดำเนินงานของ JAS เริ่มฟื้นตัวในปี 2552 ที่บริษัทมีกำไรประมาณ 200 ล้านบาทเศษหลังจากขาดทุนกว่าพันล้านในปี 2551  อย่างไรก็ตาม  ผลการดำเนินงานที่ชัดเจนว่าโดดเด่นขึ้นจากการดำเนินงานทางธุรกิจจริง  ๆ  นั้นน่าจะเกิดขึ้นในปี 2553 ที่ JAS สามารถทำกำไรได้ถึง 663 ล้านบาท  และก็ในปีนี้เองที่หุ้นเริ่มเป็นที่สนใจของ VI “ชั้นนำ” หลาย  ๆ คนที่ต่างก็เข้ามาซื้อหุ้น JAS กันอย่างหนักในราคาประมาณ 40-50 สตางค์ต่อหุ้นจนกลายเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และหลังจากนั้น  หุ้นก็ได้รับการ  “ประโคม”  อย่างหนักในสื่อทุกช่องทางโดยเฉพาะในเวบไซ้ต์ของเหล่านักลงทุน VI และเวบไซ้ต์ที่เน้นนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก  “สตอรี่” ของหุ้นก็คือ  มันอยู่ในเมก้าเทรนด์ที่จะต่อเนื่องไปยาวนานนั่นคือ  ให้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่จะมีการใช้เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด  บริษัทนั้นถึงแม้ว่ายังมีลูกค้าน้อยกว่ารายอื่นแต่บริษัทเป็นเอกชนที่มีความคล่องตัวสามารถเอาชนะคู่แข่งที่เป็นรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่บริษัทมีเครือข่ายที่กว้างขวางอานิสงค์จากการที่บริษัทมีอุปกรณ์ที่พร้อมกว่าคู่แข่งอื่น

ปี 2552 -2555 คิดเป็นเวลา 4 ปี นั้น  คือปีที่ตลาดหลักทรัพย์ไทย “บูมสุดขีด” หลังภาวะวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551  ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 63%  41%  0% และ 36% ตามลำดับ  แนวความคิดและวิธีการลงทุนแบบ VI ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและนักลงทุน VI ระดับ “เซียน”  รุ่นใหม่เกิดขึ้น  “ทุกวัน”  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี  ทั่วทั้งสังคมต่างก็พูดถึงการลงทุนที่จะสามารถ  “เปลี่ยนชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ได้ในเวลาอันสั้นจากการลงทุน “แบบ VI”  หุ้นที่เข้าข่ายเป็น “หุ้น VI”  ต่างก็ปรับตัวขึ้นไปแรงและบ่อยครั้ง  “มโหฬาร”  หุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้น VI ทุกตัวหรือไม่นั้นเป็นคำถามที่นักวิชาการคงต้องไปหาคำตอบภายหลัง  แต่สิ่งหนึ่งที่ “เซียน VI” ในช่วงนั้นมองหาก็คือ  มันต้องเป็นหุ้นที่  “โตเร็ว”  และยิ่งเร็วยิ่งดี  และหนึ่งในสุดยอดหุ้นในช่วงนั้นก็คือหุ้น JAS

ราคาหุ้น JAS ตั้งแต่กลางปี 2553 ปรับตัวขึ้นมโหฬาร  อานิสงค์จากแรงเชียร์และแรงซื้อจากเหล่า VI  ราคาหุ้นปรับขึ้นไปน่าจะประมาณ 4 บาท หรือเป็นหุ้น  “10 เด้ง” ภายในเวลาปีเดียว  เหตุที่เป็นเช่นนั้นนอกจากพลังจาก VI แล้วยังน่าจะมาจากการผลประกอบการของบริษัทที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมาก  กำไรโตปีละ 30-40% บริษัทเป็นผู้นำในตลาดต่างจังหวัดและรุกคืบขยายตัวเข้ากรุงเทพ  การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นดึงดูดนักเล่นหุ้นรายย่อยเข้า “ร่วมวง”  สถาบันลงทุนบางแห่งก็น่าจะเข้าเล่นด้วย  หุ้น JAS  กลายเป็นหุ้นยอดนิยมที่มีการซื้อขายสูงสุดสิบอันดับแทบทุกวันและบ่อยครั้งเป็นอันดับหนึ่งทั้งที่เป็นหุ้น “ตัวเล็ก ๆ”  ในตลาด  มีนักเล่นหุ้นน้อยคนในตลาดที่ไม่เคยเข้ามาซื้อขายหุ้น JAS  อย่างไรก็ตาม  การขึ้นของหุ้นขนาด 10 เท่าในปีเดียวนั้นน่าจะยากที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเรื่องของการเก็งกำไรอย่างรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง  ดังนั้น  “เซียน VI”  และเหล่า “VI วงใน” จึงเริ่มขายหุ้น JAS ทิ้ง อย่างรวดเร็ว   ภายใน 6 เดือน  ราคาหุ้น JAS ดิ่งลงจาก 4 บาท เหลือประมาณ 1.5 บาท ลดลงถึง 75%  นักเล่นหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยที่เล่นหุ้น JAS ตาม “เซียน VI” จำนวนมากเสียหายอย่างหนัก  และเข้าไปวิจารณ์ในสื่อสังคมเกี่ยวกับหุ้นว่าตนเอง “ถูกหลอก” ให้เข้าไปรับหุ้นเพื่อให้ “เซียน VI” ขาย  และเรียกเหล่า VI นั้นว่าเป็น  “VI ทมิฬ”

หลังจากหุ้น JAS ปรับตัวลงมาแรงในปลายปี 2554 แล้ว  ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอาจจะเนื่องจากผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างน่าประทับใจ  กำไรของบริษัทเติบโตอย่างมากและก้าวกระโดดจากแค่ 200 ล้านบาทเป็นกว่า 3000 ล้านบาทในปี 2558 หรือโตขึ้นกว่า 10 เท่าเป็นไปอย่างที่ VI กลุ่มนั้นคิด  ราคาหุ้นขึ้นจาก 1.5 บาทกลับมาเป็น 10 บาทหรือเพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัวในช่วงเวลาประมาณปีครึ่งและรักษาระดับราคาอยู่ที่ 7-8 บาทมาจนถึงต้นปี 2558 ก่อนที่จะ “ทิ้งดิ่ง”  อีกครั้งเมื่อเริ่มมี  “ภัยคุกคาม”  จาก “อินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่”  ที่มาจากโทรศัพท์มือถือที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ  และนั่นทำให้บริษัทต้องเข้าไปเล่นหรือเข้าไปประมูลคลื่นวิทยุเพื่อเข้าไปเป็นผู้เล่นในธุรกิจที่ “ใหญ่กว่าตัวเองมาก”

นับจากต้นปี 2558 หุ้น JAS ตกลงมาจาก 9 บาทเหลือไม่ถึง 3 บาทเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผลจากการที่คนไม่มั่นใจว่า JAS จะไปต่ออย่างไรภายใต้ภาวะ “คุกคาม” จากเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น  มันเป็นความเสี่ยงที่แท้จริงของโลกในปัจจุบัน  เราคงต้องดูต่อไปว่าหุ้น JAS ในที่สุดแล้วจะไปทางไหน  จะสามารถเข้าไปเล่นในธุรกิจมือถือได้หรือไม่และธุรกิจเดิมจะอยู่อย่างไรถ้าพลาดจากธุรกิจใหม่   แต่ระหว่างนี้ผมขอยกให้หุ้น JAS เป็น  “หุ้นแห่งทศวรรษ”  อย่างไม่มีข้อสงสัย

Wednesday, May 27, 2015

สัญญาณจากเว็บบอร์ด / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   
 ในยุคที่คนจำนวนมากต่างก็เฝ้าหน้าจอและสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตกันวันละหลายชั่วโมง  เว็บบอร์ดยอดนิยมเกี่ยวกับหุ้นคือห้องสินธรในเว็บพันธ์ทิพจึงเป็นที่ที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรู้  ความเข้าใจ และความสนใจของคนเกี่ยวกับหุ้นถูกแสดงออกผ่านกระทู้และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  หมดยุคของการพูดคุยตามงานปาร์ตี้หรือการคุยกับช่างตัดผมหรือคนขับแท็กซี่เพื่อตรวจสอบจิตวิทยาของคนเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างที่ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดไว้ในหนังสือของเขา  เดี๋ยวนี้ถ้าอยากรู้หรือติดตามสถานการณ์ของสังคมในวงกว้างต่าง ๆ  เกี่ยวกับหุ้น  เราก็เข้าไปดูกระทู้และสิ่งที่เขาคุยกันในเว็บไซ้ต์เกี่ยวกับหุ้นที่มีมากมาย

เมื่อเร็ว ๆ  นี้ ผมได้พบกระทู้หนึ่งในเว็บสินธรที่น่าสนใจจึงอยากนำมาวิเคราะห์ดูว่ามัน  “ส่งสัญญาณ”  อะไรเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นในช่วงนี้  แต่ก็ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะดูแคลนคนที่ตั้งหรือตอบกระทู้ในทุก ๆ  ด้าน  ผมเพียงแต่ต้องการอธิบายข้อเท็จจริงและให้ข้อสังเกตว่าตอนนี้คนทั่ว ๆ ไป  นักลงทุนมือใหม่  หรือคนที่ไม่เชี่ยวชาญคิดอย่างไรเกี่ยวกับหุ้นและนั่นเป็น “สัญญาณ” อะไรที่เราจะต้องวิเคราะห์ให้ออกและนำมาใช้ในการพิจารณาเรื่องการลงทุนของเรา          หัวข้อกระทู้ก็คือ  “สอบถามเรื่องการลงทุน” และต่อไปนี้คือสิ่งที่มีการโพ้สต์ในกระทู้และข้อสังเกตของผม

“สวัสดีครับพี่ ๆ  นี้เป็นกระทู้แรกของผมครับ  ยังไงแนะนำด้วยครับ  ขอเล่ารายละเอียดครับ  ตัวผมอายุ 27 ครับ  อาชีพเชฟ อยู่ร้านอาหารเล็ก ๆ  ในกรุงเทพฯ เงินเดือนพอเลี้ยงครอบครัวได้ 22,000    ผมมีแผนการไว้ในอนาคตคือ  อีก 5-7 ปีข้างหน้า  จะเลิกทำอาชีพนี้และจะกลับไปอยู่กับภรรยาที่ศรีสะเกษ  แต่ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต  เพราะคิดจะสร้างครอบครัวมีลูก 2-3 คน  เลยสนใจอยากเล่นหุ้น  ขอแค่สามารถสร้างรายได้ต่อเดือน 40,000-50,000 ต่อเดือน  ผมต้องทำอย่างไรบ้าง  ต้องมีเงินลงทุนเท่าไร  ควรเริ่มต้นอย่างไรหรือมีที่ไหนที่สามารถสอนผมหรือแนะนำผมได้บ้าง  ถ้าเป็นไปได้สอนผมแบบลงมือทำไปด้วยกัน  จะดีมากเลยครับ

อาจจะเป็นคำถามของหลาย ๆ ท่านทำไมต้องเล่นหุ้นละ  ทำค้าขายก็ได้นี่  คือที่ผมไปสำรวจที่ศรีสะเกษ  ไม่มีแหล่งสร้างรายได้ที่จะได้ตามเป้าที่ผมต้องการ  และเราจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวถ้าทำค้าขาย  เพราะต้องวิ่งหาตลาดตลอดเวลา  ร้านของชำก็ไม่มีคนซื้อของเหมือนในกรุงเทพ  นี้คือเหตุผลของผมครับ ผมเองไม่ใช่คนฉลาดมากครับ แต่อยากสร้างครอบครัวที่ไม่ต้องวิ่งหาเงินไปตลอดจนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว)  ยังไงรบกวนพี่ ๆ ด้วยนะครับ  แนะนำน้องคนนี้หน่อยครับ”

ความคิดเห็นที่ 1  “สามารถสร้างรายได้ต่อเดือน 40,000-50,000 ต่อเดือน”   “เอ่ออ  ต้องใช้ทุนกี่ล้านอ่ะคะ”

จขกท. “ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรอ่ะครับ  อยากรู้เช่นกัน  ก่อนจะได้ขนาดนั้นต้องเริ่มยังไง  ผมเองคงไม่มีทุนขนาดนั้น  เริ่มจากเล็ก ๆ  ไปหาใหญ่  ตามเป้าในอนาคต 40,000-50,000 ต่อเดือน  ต้องทำยังไง  เริ่มลงจากอะไรก่อนดี  เพราะเท่าที่เคยได้ยินข้อมูลมา  บางท่านเริ่มลงทุนจากแค่ 50,000 บาท  ไปจนปัจจุบันมีรายได้มากกว่าปีละ 10,000,000 บาท  ผมเองไม่มีโอกาสได้เจอคนที่เขาทำแบบนี้ได้  เลยมาถามจากพี่ ๆ นะครับ”

ความคิดเห็นที่ 2   “ต้องดูว่ามีเงินทุนอยู่ในมือเท่าไร  ถ้ามีซัก 9-10 ล้าน  ซื้อกองทุนหุ้นปันผลทิ้งไว้ไม่ต้องเฝ้าพอร์ตมาก  ไม่เครียด  เฉลี่ยปันผลปีละ 7-8% ก็พอได้ปีละ 6-7 แสนอยู่ แต่บางปีไม่ปันผลก็มี)  ทุน 5-6 ล้าน ลงทุนในหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี ๆ ซื้อมาขายไประหว่างปีบ้าง  กำไรตามตลาดซัก 10% ก็น่าจะพอหวังได้อยู่แต่ต้องศึกษาดี ๆ    ทุนต่ำกว่า 5 ล้าน อาจจะต้องมาเล่นหุ้นสายเทคนิค  เข้าเร็ว  ออกเร็วอาจจะมีโอกาสได้  แต่ก็มีโอกาสเสียมากเหมือนกัน..  แบบนี้อาจจะเครียดหน่อย”

ความคิดเห็นที่ 3  “มันยากอยู่นะครับ 40,000-50,000 ต่อเดือน  ทุนต้องหนาหน่อย  ที่สำคัญสามารถต้องถึงด้วย  ถ้าทุนพี่ 100,000 ทำกำไรได้เดือนละ 40,000-50,000 ก็เท่ากับกำไรประมาณ 50% (มันยากอยู่นะครับ)  ทำกำไรได้ 15-20% ต่อเดือนทุกเดือนก็เก่งแล้วครับ  พี่ลองซื้อหนังสือหุ้นสายเทคนิคมาศึกษาดูครับ  มีความรู้ให้เราเยอะเลย”

ความคิดเห็นที่ 4  “ถ้าต้องการ 50,000 บาทต่อเดือน = 600,000 บาท/ปี ถ้าลงทุนแบบไม่ต้อง active มาก  หวังจากเงินปันผลเป็นหลัก  คิดเฉลี่ยคร่าว ๆ = 5% ต่อปี ก็ควรมีเงินต้น 12 ล้านบาทครับ  ทั้งนี้คุณต้องมีความรู้ในการลงทุนระดับหนึ่งครับที่จะสามารถบริหารเงินต้นนี้ให้ได้ผลตามเป้าและไม่เสี่ยงเกินไป  โดยสรุป  คุณเริ่มต้นคิดมาถูกทางแล้ว  ต่อจากนี้ก็อยู่ที่การใฝ่หาความรู้เร่งเก็บเงินเพื่อ  “การลงทุนเพื่อชีวิต” ครับ  โชคดีครับผม”

ความคิดเห็นที่ 5  “ถ้าตั้งคำถามแบบนี้  ยังไม่ต้องรีบครับ  ทำงานเก็บเงินไปก่อน  ผมคำนวณให้คร่าว ๆ ก่อน  ห้าหมื่นบาทต่อเดือนก็ปีละ 6 แสน ถ้าเล่นแบบซื้อหุ้นปันผล  หาหุ้นที่ปันผลปีละ 5% (หักภาษีแล้ว)  คุณต้องมีต้นทุนเท่ากับ 600,000/.05 =  12 ล้านบาทครับ   ส่วนที่บอกว่าบางท่านเริ่มลงทุนจากแค่ 50,000 บาท ไปจนปัจจุบันมีรายได้มากกว่าปีละ 10,000,000 บาท อาจจะมีจริงแต่เป็นแค่ 1 ในล้านหรือหลายล้าน  แต่คนที่มีเงินเป็นล้านเหลือแค่หลักแสนหรือหลักหมื่นนั้นมีเยอะกว่ามากมายเพียงแต่ไม่ได้มาเล่าให้ใครฟังครับ  การตั้งคำถามแบบนี้เหมือนถามว่าล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ขายอยู่แผงไหนครับ  ผมจะไปซื้อ  ประมาณนั้นครับ”

จขกท. “555  จากคำตอบพวกพี่ผม  ผมนี้น้ำตาไหลเลย  แต่ชีวิตมันต้องมีทางออก  เท่าที่พูดมา  ถ้าผมต้นทุนน้อย  ควรเริ่มต้นจากการเล่นหุ้นด้านเทคนิคก่อน  ค่อยไปด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% (หักภาษีแล้ว) แบบไม่ต้องเฝ้า  ขอบคุณครับ  อย่างน้อยทำให้ผมเห็นทางที่จะวิ่งต่อ  ตอนแรกมืดสนิท  งั้นผมควรซื้อหนังสืออันไหนมาศึกษาดีครับ”

ความคิดเห็นที่ 6  “ทำงานแบ่งเงินมาลงทุนในหุ้นปันผลไปเรื่อย ๆ จนมีเงินลงทุน 15 ล้านบาท  แค่นี้เอง  ไม่ยาก ๆ”

ข้อสังเกตของผมจากกระทู้นี้ก็คือ  หนึ่ง ช่วงนี้หุ้นคงเป็น “ฟองสบู่” อยู่บ้าง  เพราะคนที่มีอาชีพเป็นเชฟและไม่ได้มีเงินมากสนใจลงทุนในหุ้นและมองว่าหุ้นเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ที่อาจจะสามารถทำให้เราร่ำรวยได้โดยไม่ต้องทำอะไรเหนื่อยยากโดยที่เราอาจจะไม่ต้องมีเงินลงทุนมาก  สอง  อาจจะมีคนไม่น้อยที่คิดว่าเราสามารถทำผลตอบแทนจากหุ้นได้เดือนละ 15-20% ถ้าเราเก่งพอสมควรในด้านการซื้อขายหุ้นแบบเทคนิคแต่ถ้าเก่งมากก็อาจจะได้เดือนละ 50%   นี่ก็เป็นสัญญาณฟองสบู่เหมือนกัน  สาม  น่าจะมีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า  ช่วงที่มีเงินน้อย ๆ และต้องเร่งสร้างพอร์ตนั้น  จะต้องเล่นแบบเทคนิค  หลังจากมีเงินมากแล้วค่อยลงทุนแบบกินปันผลแบบสบาย ๆ  ไม่เครียด  และสุดท้ายก็คือ  “นิยาย” ของเซียนหุ้นที่ร่ำรวย  “จากหมื่นเป็นร้อยล้าน”  จากหุ้นภายในไม่กี่ปีนั้น  สามารถสร้างฝันให้กับนักลงทุนเสมอ  และก็เช่นเดียวกัน  นิยายแบบนี้มักแพร่หลายในช่วงฟองสบู่หุ้น