Showing posts with label เหมวชิรวรากุล. Show all posts
Showing posts with label เหมวชิรวรากุล. Show all posts

Monday, May 9, 2016

เรื่องของแต้มต่อ / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

 
  การได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ต้องถือว่าเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  คงมีคนที่จะ “วิเคราะห์” และพูดถึงเหตุการณ์นี้จำนวนมาก  คนที่อยู่ในแวดวงฟุตบอลทั่วโลกคงจะพูดถึงเรื่องของการ “ทำทีม” ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งของเลสเตอร์ซิตี้ที่สามารถนำชัยชนะทั้ง ๆ  ที่ไม่ได้มีดาราระดับซุปเปอร์สตาร์ที่โดดเด่นเลย  บางคนโดยเฉพาะที่เป็นคนไทยก็อาจจะเชื่อว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับ  “สิ่งศักดิ์สิทธ์” ที่เจ้าของสโมสรใช้ “ช่วย” ในการแข่งขันซึ่งก็มักจะเป็น “ปัจจัยสำคัญ” สำหรับคนไทยที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้มากกว่าอีกหลาย ๆ  สังคมอยู่แล้ว  เหตุผลก็เพราะว่าก่อนเริ่มฤดูการแข่งขันนั้น  ทีมเลสเตอร์ซิตี้ถูกมองว่าเป็นทีม  “รองบ่อน”  ที่แทบไม่มีโอกาสจะชนะเลยมองจากตัวผู้เล่น  ผลงานในอดีตและอื่น ๆ  ว่าที่จริงปีก่อนหน้านี้ทีมยังแทบจะ “เอาตัวไม่รอด”  จากการที่จะยังสามารถเล่นอยู่ในลีกระดับสูงสุดนี้   ตัวเลขการ “ต่อรอง”  สำหรับคนที่ต้องการพนันว่าเลสเตอร์จะชนะก็คือ  5000-1 ซึ่งก็คล้าย ๆ  กับว่ามีเพียงคนเดียวที่คิดว่าเลสเตอร์จะชนะจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องฟุตบอล 5000 คน

            ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากนัก  แต่ผมรู้จัก  “แต้มต่อ” ของการพนัน  เพราะเรื่องของแต้มต่อนั้น  เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากถึงมากที่สุดในการที่จะกำหนดว่าเราจะชนะหรือแพ้พนัน—ในระยะยาว   จริงอยู่ที่ผม  “ไม่เล่นการพนัน”  แต่นั่นคือการพนันในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจเช่น  การเล่นไพ่หรือการเล่นพนันต่าง ๆ  ในคาสิโน  การเล่นม้า  การเล่นพนันฟุตบอล  หรือแม้แต่การเล่นหวยหรือล็อตเตอรี่ ซึ่งสิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้ผมไม่เล่นอยู่แล้ว  เหตุผลก็คือ  ในเกม “พนัน”  เหล่านี้  คนที่เข้าไปเล่นนั้นมักจะแพ้เสมอในระยะยาวโดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้  ส่วนคนที่ชนะนั้นก็มักจะเป็น  “เจ้ามือ”  ที่เป็นคนกำหนด  “แต้มต่อ”  ของการพนัน  เช่น  เจ้ามือหวยที่กำหนดว่าแทงถูกเลขท้าย 2 ตัวจะจ่าย 60 บาท แต่ถ้าแทงผิดจะถูกกิน  ซึ่งในระยะยาวแล้ว  เจ้ามือก็มักจะกำไร 40 บาทโดยเฉลี่ย  เพราะโอกาสที่จะถูกนั้นอยู่ที่ 1 ใน 100  คนแทง 100 คนจะถูกเพียง 1 คน  ดังนั้นเจ้ามือก็จะกินเงิน 100 บาท แต่จ่ายให้กับคนเพียงคนเดียวที่แทงถูกจำนวน 60 บาท  นี่เป็นเรื่องของสถิติโดยแท้  เพราะตัวเลขหวยที่ออกนั้นไม่มีใครทำนายได้ไม่ว่าจะเป็น “เกจิอาจารย์” สำนักไหน

            แต่จริง ๆ  แล้วผมเป็น  “นักการพนัน”  ตัวยงก็ว่าได้  เพราะผมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ผม “พนัน” ว่าหุ้นที่ผมซื้อไว้ในราคาหนึ่งนั้น  จะมีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ  อัตราการเพิ่มขึ้นรวมถึงการจ่ายปันผลจะสูงในระดับที่น่าพอใจเช่นปีละ 10-15% โดยเฉลี่ยแบบทบต้นในอีกไม่น้อยกว่า 5 ปีข้างหน้า  โดยที่ผมกล้าพนันแบบนั้นก็เพราะว่าผมวิเคราะห์แล้วผมเชื่อว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องไปอีก 5 ปี กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นเร็วถึงปีละ 10%  แบบทบต้น  และบริษัทจะเข้มแข็งที่ทำให้บริษัทอื่นไม่สามารถแย่งธุรกิจไปจากบริษัทได้  เป็นต้น

            คำถามก็คือ  แล้วใครมา “พนัน” กับผม  คำตอบก็คือ  “ตลาดหุ้น”  ซึ่งก็คือนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นคนอื่นทั้งหมดรวมกัน  คนทุกคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น  จริง ๆ  แล้วเขากำลัง “พนัน” กับคนทั้งตลาดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องกว่าคนอื่น ๆ  ทั้งหมดรวมกัน  คนเล่นหุ้นหรือลงทุนนั้นมักคิดว่าเขา  “เก่ง”  และ  “รู้ดีกว่า”  คนอื่น ๆ  ทั้งหมดที่ “ร่วมกัน” มาเล่นหุ้นแข่งกับเขา  เพียงแต่ว่าคนที่รวมกันเหล่านั้นไม่ได้ปรึกษากันเป็นทางการ   พวกเขาใช้วิธี  “โหวต”  ผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์  โดยที่แต่ละคนนั้นก็มีข้อมูลความรู้และความเข้าใจต่อตัวหุ้นที่หลากหลาย  บางทีก็ขัดแย้งกัน  แต่สุดท้ายแล้วเมื่อ  “นับเสียง”  ของแต่ละคนก็จะได้ข้อสรุปว่าหุ้นตัวนั้นพวกเขาให้ราคาเท่าไร  พูดอย่างย่อและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ  เมื่อเราเข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็เท่ากับว่าเราเข้ามา  “พนัน” กับคนอื่นทุกคนว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นหรือลงในอนาคต  คำถามต่อมาก็คือ  “แต้มต่อ”  อยู่ตรงไหน?

            นี่ก็ต้องกลับไปที่การเลือกหุ้นที่จะลงทุนซื้อข้างต้น   นั่นคือ  ผมอาจจะคาดการณ์ถูกต้องว่ากำไรของบริษัทก็เติบโตเป็นไปตามคาด  แต่ราคาหุ้นแทนที่จะขึ้นไปและให้ผลตอบแทน 10-15% ต่อปีนั้นกลับไม่ไปไหน  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นตัวนั้นมีค่า PE ในขณะที่ผมซื้อที่ 50 เท่า เวลาที่ผ่านไปนั้นแม้ว่ากำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้นจริงแต่ค่า PE ของหุ้นกลับลดลงส่งผลให้ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้น  เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ  จนครบ 5 ปี  ค่า PE อาจจะลดลงมาจนเหลือ 20 เท่าโดยที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยแม้ว่าผลประกอบการจะดีขึ้นโดยตลอด  และนี่ก็คือสิ่งที่วงการหุ้นมักพูดว่า  แม้บริษัทจะดีมากแต่ถ้าซื้อในราคาที่แพงเกินไป PE 50 เท่า) คุณก็  “แพ้”  เพราะ  “แต้มต่อ”  ในกรณีนี้ก็ต้องเรียกว่า  “ต่ำมาก”

            ตรงกันข้าม  หุ้นบางตัวนั้นกิจการดูแล้ว  “แย่”  โอกาสทำกำไรเท่าที่เราดูแล้วต่ำมาก  บริษัทคู่แข่งก็มีเพียบแถมเก่งกว่า  โอกาสชนะในธุรกิจของบริษัทน้อยมาก  แต่ราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก  คิดเป็นค่า PE แล้วก็แค่ 5 เท่า  หรือเรียกว่า  “แต้มต่อ” สูงมาก  นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ  กับทีมฟุตบอลลีกรองบ่อนที่ไม่มีคนสนใจและไม่มีใครคิดว่าจะชนะได้  ในกรณีแบบนี้  ถ้าเรามีข้อมูลและมีความสามารถวิเคราะห์ได้ว่าบริษัทจะดีขึ้นอย่างโดดเด่นในอนาคต  เราก็อาจจะ  “พนัน” กับ “ตลาด” ที่มองว่าบริษัทนั้นไม่ดีและมีโอกาสชนะน้อยได้

            โดยทั่วไปแล้ว  ในตลาดหุ้นที่  “พัฒนาแล้ว”  ตลาดจะมีความสามารถสูงมากในการ  “พนัน”  เหตุผลก็เพราะว่าตลาดนั้นประกอบไปด้วย  “ผู้เชี่ยวชาญ” จำนวนมากที่เอาข้อมูลและความสามารถในการวิเคราะห์มา “ร่วมกัน” กำหนดแต้มต่อของหุ้นแต่ละตัว   ราคาหุ้นที่จะ “รับพนัน”  กับเราจึงมักเป็นราคาที่ตลาดจะทำกำไรได้มากกว่าเรา  ตลาดนั้นรู้ว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการทำธุรกิจสูงและได้กำไรดีและรู้ด้วยว่า  “แต้มต่อ” หรือราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  อย่างไรก็ตาม  ในตลาดที่ยังไม่พัฒนามาก  หรือในหุ้นที่มีขนาดเล็กที่ตลาดยังไม่สนใจที่จะลงทุน  ราคาหุ้นที่ตลาด  “รับพนัน”  ก็อาจจะมี “แต้มต่อ”  ที่ผิดพลาด  และอาจจะทำให้เราที่อาจจะ “รู้มากกว่า”  สามารถทำกำไรจากการพนันในตลาดหรือตัวหุ้นได้

            กรณีของทีมเลสเตอร์ซิตี้นั้น  ในมุมมองของ “การพนัน” ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรมหัศจรรย์  ผมเองไม่แน่ใจว่าจะมีใครหรือเม็ดเงินมากแค่ไหนที่พนันเลสเตอร์ตั้งแต่ต้นฤดูการแข่งขันที่มีแต้มต่อ 5000-1  แต่คิดว่าคงมีน้อยมาก  และผมก็ไม่คิดว่าจะมีใครที่จะรวยจากการแทงเลสเตอร์ด้วยเพราะคงไม่มีใครกล้าลงเงินมาก ๆ  เพราะโอกาสที่จะชนะนั้นต่ำมากและโอกาสที่จะสูญเงินมีสูง  อย่างไรก็ตาม  โอกาสนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว  แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตมันจะมีโอกาสเกิดสูงขึ้น  ทีมเลสเตอร์เองในฤดูกาลหน้าแต้มต่อก็คงลดลงมาก  อาจจะเหลือแค่ 4 หรือ 5 ต่อ 1 ซึ่งก็อาจจะทำให้ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

            ในตลาดหุ้นเองนั้น  หุ้นที่อาจจะมีแต้มต่อสูง ๆ หรือสูงลิ่วก็มีอยู่ตลอดเวลา  เช่นหุ้นของบริษัทที่เข้าข่าย “ใกล้ล้มละลาย”  หรือกิจการไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ที่  “แต้มต่อ” สูงลิ่วเป็นประเภท  “100-1”  คิดจากราคาหุ้นที่อาจจะเหลือต่ำกว่า 3-4 สตางค์ต่อหุ้นและ Market Cap. เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท  จากธุรกิจที่เคยทำเป็น 1,000 ล้านบาท  แต่แล้ว  “ปาฏิหาริย์”  ก็เกิดขึ้น  บริษัทฟื้นตัวและราคาหุ้นกลับมามีราคาเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าในเวลาเพียงไม่กี่ปีส่งผลให้คนที่กล้าเข้าไปซื้อและถือต่อเนื่องร่ำรวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ  บางคนก็กลายเป็น  “เซียนหุ้น Turnaround”  อย่างไรก็ตาม  หลายคนนั้นอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความสามารถและไม่ใช่ปาฏิหาริย์  เขาอาจจะ  “เล่นต่อ”  และก็พบว่าโอกาสที่หุ้นหรือการพนันที่มีแต้มต่อสูงมากจะ “ชนะ”  นั้น  มันน้อยจริง ๆ  และทำให้เขาเสียหายอย่างหนัก  และดังนั้น  เราจึงไม่ควรจะ “เล่น” หรือเล่นมาก   ผมเองคิดว่าถ้าอยากจะเล่น  เราควรจะทำคล้าย ๆ  เอาเงินไปซื้อลอตเตอรี่รางวัลแจ็คพ็อตหรือโยกสล็อตแมชินที่เราพร้อมเสียเงินเพื่อ “ความบันเทิง” เท่านั้น

Monday, April 25, 2016

ผลกระทบของดอกเบี้ยต่ำ /ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

อัตราดอกเบี้ยคงที่ของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีที่ประกาศมาล่าสุดที่ประมาณ 1.7% ต่อปีนั้นทำให้ผมรู้สึก  “ช็อก”  ยิ่งกว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางของหลาย ๆ  ประเทศที่พัฒนาแล้ว  เพราะนี่คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยที่คนฝากเงินหรือนักลงทุนไทยจะได้รับในการนำเงินไปลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า  พูดให้ง่าย ๆ  ก็คือ  ถ้าคุณมีเงินสดเหลือและไม่สามารถที่จะนำไปทำธุรกิจหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือลงทุนในหุ้น  โอกาสก็คือ  คุณจะต้องไปลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ทั้งระยะยาวและสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นที่ยอมรับได้    ผลตอบแทนที่จะได้ก็คือประมาณปีละ 2-3% เป็นอย่างมากและมีโอกาสน้อยมากที่อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า

การที่ดอกเบี้ยต่ำมากและจะต่ำอยู่นานมากเป็น 10 ปี ขึ้นไปนั้น  ผลกระทบของมันในแง่ของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นนั้นย่อมมีมหาศาลและมันอาจจะเปลี่ยน “ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์”ของการลงทุนไปอย่างมากมาย  ลองมาดูว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากนี้อาจจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในตลาดทุนหลังจากนี้

ข้อแรกก็คือ  คนจะมีแนวโน้มย้ายเงินมาลงทุนตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่าหุ้นจะดูมีราคาแพง  ในอดีตที่อัตราดอกเบี้ยยังสูงนั้น  ตลาดหุ้นมักจะมีราคาโดยเฉลี่ยคิดเป็นค่า PE ประมาณ 10 เท่า ซึ่งแปลว่าถ้าเราลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยแล้วเราจะได้ผลกำไรต่อปีประมาณ 10% (หาได้โดยการกลับเศษเป็นส่วนของค่า PE เป็น EP) ซึ่งจะดีกว่าการฝากเงินซึ่งอาจจะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี  ส่วนต่างที่ได้ก็คือ 5% ต่อปี ซึ่งนี่ก็คือค่าของความเสี่ยงที่นักลงทุนในหุ้นต้องรับ  แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือเพียง 1-2% ต่อปี  ผลตอบแทนจากหุ้นก็ควรที่จะลดลงมาเหลือเพียง 6-7% ต่อปี  ซึ่งถ้าคิดเป็นค่า PE ก็จะเท่ากับค่า PE ที่ประมาณ 15 เท่า  ข้อสรุปก็คือ  นับจากวันนี้  ค่า PE ของตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่เกิน 15-16 เท่าก็ถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่  “ไม่แพง”  พอลงทุนได้  เพราะมันยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณปีละ 6-7%  “ดีกว่าการฝากเงินประมาณ 5%”

ข้อสอง  การที่ดอกเบี้ยต่ำมากเป็นประวัติการณ์และจะต่ำแบบนี้ต่อไปอีกนานนั้น  แปลว่าการลงทุนสร้างโรงงานหรือทรัพย์สินถาวรเพื่อประกอบธุรกิจจะมีหรือเติบโตน้อยลงไปมากและเป็นอย่างนั้นอีกนาน  ผลที่ตามมาก็คือ  เศรษฐกิจก็น่าจะโตช้าลงและจะคงอยู่อย่างนั้นอีกนาน  ถ้าจะพูดก็คือ  เศรษฐกิจไทยนั้นคงโตได้ประมาณไม่เกิน 3-4% เป็นอย่างมากในระยะเวลาหลายปีข้างหน้า  และถ้าเหตุการณ์เลวร้ายลง  เช่น  เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าด้วย  เศรษฐกิจไทยก็อาจจะถึงจุด “อิ่มตัว”  และติดกับดัก  “คนชั้นกลาง”  ประเทศไม่สามารถกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้  ซึ่งนี่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อคำนึงถึงว่าคนไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและจะกลายเป็น  “สังคมคนแก่”  ในอีกประมาณ 10-20 ปี ข้างหน้า

ข้อสาม  ถ้าเศรษฐกิจไม่โต  ตลาดหุ้นก็ไม่สามารถโตได้  และตลาดหุ้นนั้นก็จะต้องสะท้อนภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว  ผลก็คือ  การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น   น่าจะให้ผลตอบแทนต่อปีที่น้อยลง  ในอดีตย้อนหลังไป 41 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี  โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นประมาณ 6.6% ต่อปีและเป็นปันผลประมาณ 3.4% ต่อปี  อนาคตผมคิดว่าตลาดหุ้นน่าจะให้ผลตอบแทนน้อยลง  ผมคิดคร่าว ๆ  ว่าผลตอบแทนรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี  โดยที่ราคาหุ้นน่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% ในขณะที่ปันผลจะให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3% เช่นเดียวกัน  นั่นแปลว่าการลงทุนนับจากนี้  ปันผลจะถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากเท่า ๆ  กับการปรับขึ้นของราคาหุ้นในการพิจารณาเลือกหุ้นลงทุน

ข้อสี่ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ในอดีตเคยสูงและต่อมาลดลงเรื่อย ๆ  จนเหลือต่ำมากเพียง 1-2% ต่อปี ก็น่าจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำมากต่อเนื่องไปอีกนานหลาย ๆ  ปี โอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาสูงนั้นเป็นไปได้ยาก  นี่ก็คงคล้าย ๆ  กับประเทศที่ค่อนข้างเจริญส่วนใหญ่ในโลกที่เงินเฟ้อน่าจะกลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้วเนื่องจากการผลิตของโลกมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นและสินค้าสามารถเคลื่อนย้ายไปค่อนข้างเสรีทั่วโลก  การขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อมีน้อย

ข้อห้า  ในภาพของธุรกิจหรือบริษัทจดทะเบียนนั้น  บริษัทที่มีหนี้มากที่นักลงทุนเคยเกรงว่าจะมีปัญหาและ Discount หรือให้มูลค่าหุ้นต่ำลงนั้น  การที่ดอกเบี้ยลดลงมากทำให้บริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นโดยเฉพาะเมื่อหนี้ก้อนเดิมถึงกำหนดและบริษัทกู้หนี้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง  ดังนั้น หุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็อาจจะมีมูลค่าที่สูงขึ้นได้ในอนาคตมองจากมุมของดอกเบี้ยที่จะจ่ายน้อยลง

ข้อหก  การทำ M&A หรือการซื้อกิจการเพื่อการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนน่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและการที่สถาบันการเงินและตลาดการเงินมีสภาพคล่องสูง  ดังนั้น  บริษัทที่มีความมั่นคงและมีหนี้ไม่มากก็จะมีความสามารถในการกู้เงินระยะยาวที่จะใช้ซื้อกิจการที่มีกำไรที่แน่นอนพอสมควรโดยที่ราคาซื้อหุ้นอาจจะสูงกว่าปกติได้  เหตุผลก็คือ  บริษัทที่เทคโอเวอร์บริษัทอื่นนั้นอาจจะคิดว่าตนเองสามารถนำกำไรจากบริษัทเป้าหมายมาจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาซื้อได้โดยที่ตนเองไม่ต้องเพิ่มทุนหรือเพิ่มไม่มาก

ข้อเจ็ด  บริษัทที่มีการจ่ายปันผลที่ดีกว่าเฉลี่ยของตลาดและมีความมั่นคงของผลประกอบการและมีกระแสเงินสดที่ดีน่าจะกลายเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  นี่อาจจะรวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงเช่นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่จ่ายปันผลถึง 4-5% ต่อปี เหตุผลก็เพราะว่านักลงทุนมั่นใจว่าอย่างน้อยถ้าถือหุ้นเหล่านั้นก็จะได้ปันผลที่สูงกว่าเงินฝากปีละ 1-2% มาก  ดังนั้นพวกเขาอาจจะเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาวและได้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงิน  เพราะต่อให้หุ้นไม่ขึ้นเลยทั้งปีเขาก็ยังได้กำไรมากกว่าการถือเงินสดและฝากไว้ในธนาคาร

ข้อแปด  เช่นเดียวกับหุ้น  กองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REIT และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอนและให้ผลตอบแทนอยู่ในหลัก 7-8% ต่อปีก็จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนที่ถือเงินสดมากแต่ไม่กล้ารับความเสี่ยงหรือความผันผวนของหุ้นจะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่าผลตอบแทนในกองทุนเหล่านั้นจะค่อย ๆ  ลดลงเพราะราคาหน่วยลงทุนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ที่  “ทำนาย”  แนวโน้มระยะยาวต่าง ๆ  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นผมก็ไม่รับรองว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นการพยากรณ์ที่บอกว่าจะเกิด  “New Normal” หรือ “มาตรฐานใหม่”  ซึ่งแตกต่างจากเดิมไปมาก  การทำนายแบบ “สุดโต่ง” แบบนั้นมักจะมีโอกาส “หน้าแตก” ได้ง่าย ๆ  และเราก็ได้เห็นมามากแล้ว  ตัวอย่างเช่นการทำนายก่อนหน้านี้เรื่องปริมาณการผลิตน้ำมันที่จะลดลงมากและราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมากซึ่งภายใน 3-4 ปี ก็ปรากฏว่าทุกอย่างเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น  สิ่งที่ผมเขียนในวันนี้จึงอาจจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต  ตลาดของอัตราดอกเบี้ยต่ำมากขณะนี้อาจจะ  “ผิด”  เช่น  ภายใน 3-4 ปีข้างหน้าดอกเบี้ยอาจจะเปลี่ยนเป็น  “ขาขึ้น”  อย่างแรง  และคนที่คิดและกำหนดกลยุทธ์การลงทุนโดยเน้นไปที่สมมุติฐานของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ต่ำมากก็อาจจะเจ็บตัวหรือเสียหายหนักก็ได้

เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นถ้าเราคาดสถานการณ์ผิด  สิ่งที่เราควรทำก็คือ  ทุกครั้งที่จะลงทุนไม่ว่าจะเรื่องอะไร  เราจะต้อง “เผื่อ”  หรือกำหนด Margin of Safety ไว้เสมอนั่นก็คือ  ถ้าเราคาดสถานการณ์ผิด  หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่เราลงทุนก็ยังอยู่ได้  อย่างน้อยก็ไม่กลายเป็นหายนะ  และนั่นคือ  “กฎเหล็ก”  ที่ VI ทุกคนจะต้องรักษาไว้ตลอดเวลา


Monday, April 18, 2016

นกในกงสี/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



 ผมมีเพื่อนสมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัยหลายคนที่ในตอนนั้นเป็นลูกของครอบครัวคนรวยที่ทำธุรกิจ  ในขณะนั้นผมและเพื่อนคนอื่น ๆ  ต่างก็เห็นว่าพวกเขาก็คือคนที่โชคดีที่ “เกิดมารวย”  มีเงินใช้จ่ายได้ฟุ่มเฟือย  บางคนมีรถขับ  บางคนได้รับการ “ยอมรับ”  จาก “ผู้ใหญ่” และสังคมมากกว่าคนอื่น  ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ  พวกเขามักได้ “แฟนสวย”  หรือเป็นแฟนที่ “ไฮโซ”  เป็น “ดอกฟ้า”  ที่คนในมหาวิทยาลัยต่างก็หมายปอง   ผมไม่ได้อิจฉาอะไรกับพวกเขา  เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ  น่าจะพูดได้ว่าแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์  จริง ๆ  ก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น  เพราะในสมัยก่อนนั้น  กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มักจะวนเวียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งไม่ได้ใช้เงินทองอะไร  ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นนอกรั้วมหาวิทยาลัยหรือความเป็นอยู่ที่บ้านเขาจะเป็นอย่างไรนั้น  เราก็ไม่ได้รับรู้อยู่แล้ว   แต่ความคิดลึก ๆ  ของผมในตอนนั้นก็คือ  เราจะไม่มีทางเป็นแบบพวกเขาหรือรวยเท่าได้  โอกาสที่จะร่ำรวยอย่างสุจริตของคนในสังคมในเวลานั้น  ดูเหมือนว่าจะต้องพึ่งพิงอยู่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นหลัก  แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจก็ต้องพึ่งพาเงินทุน  คอนเน็คชั่น  และประสบการณ์หรือฐานทางธุรกิจ ซึ่งสำหรับผมแล้ว  เป็นไปไม่ได้!

    แต่แล้วเศรษฐกิจของไทยก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  เวลาผ่านไปกว่า 40 ปี ผมก็พบว่า  เรื่องแรก  เพื่อนหลายคนที่เป็นลูกเจ้าของธุรกิจที่  “ร่ำรวย”  ในสมัยนั้น  ตอนนี้บางคนก็อาจจะยังทำธุรกิจอยู่แต่เป็นธุรกิจ “ธรรมดา ๆ”  ที่มีการแข่งขันสูงมากและไม่ได้ทำเงินอะไรนัก  คิดแล้วแทบไม่ต่างจากการเป็นพนักงานระดับสูงในบริษัท  เขาไม่ได้เป็น “คนรวยมาก” อีกต่อไปแล้ว  เรื่องที่สองก็คือ  หลายคนนั้น  ขณะนี้ไม่ได้ทำธุรกิจหรือทำงานอยู่กับทางบ้านเนื่องจากตนเองไม่ใช่  “พี่ชายคนโต”  ที่รับช่วงบริหารธุรกิจของ  “กงสี” ต่อจากพ่อแม่  เขาทำงานเป็นพนักงานระดับสูงขององค์กรบริษัทขนาดใหญ่  มีเงินเดือนและรายได้ดีพอสมควรแก่อัตภาพแต่ไม่ใช่คนรวยอีกต่อไป  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ธุรกิจเดิมของครอบครัวหรือของพ่อแม่นั้นถดถอยหรือ “ดับ” ไปนานแล้ว  ส่วนผู้นำ “กงสี” คนใหม่ที่มักจะเป็น “พี่ชายใหญ่”  นั้น  บางครอบครัวก็  “เจ๊ง” ไปแล้วเพราะธุรกิจนั้นกำลัง “ล้าสมัย” หรือหมดยุคไม่สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน   บางครอบครัวพี่ใหญ่ก็ไปเริ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือธุรกิจใหม่ที่เป็นของ “ส่วนตัว”  ที่มักอาศัย  “ฐานธุรกิจ” หรือเงินจากกงสีเดิม  ในระหว่างนั้น  ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในกงสีก็เสื่อมลงอย่างรุนแรงจนแทบไม่มองหน้ากัน

    กรณีสุดท้ายก็คือเพื่อนที่เคยรวยมาก “ระดับชาติ”  และธุรกิจของครอบครัวเป็นสินค้าที่ยังเติบโตหรือมีความต้องการอยู่แม้ว่าการเติบโตจะไม่มากแล้วในขณะนี้  ปัจจุบันพวกเขายังทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือสูงสุดของกลุ่มบริษัทที่ครอบครัวยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  หลาย ๆ  บริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ “กงสี” ของเขาก็ยังอยู่แต่กลายเป็น Holding Company ที่ถือหุ้นหลาย ๆ  บริษัท  อย่างไรก็ตามค่าที่มีพี่น้องจำนวนมากมาย  รวมถึงเขยและสะใภ้และลูกหลานของพวกเขาอีกจำนวนเป็นทวีคูณ  การแบ่งหุ้นก็จะกระจายมาก  คิดแล้วแต่ละคนก็มีหุ้นไม่มากอย่างที่คิด  เขาอาจจะยังรวยเป็นเศรษฐี  แต่ก็ไม่ใช่มหาเศรษฐีอย่างในสมัยก่อนที่สังคมเห็น  แต่นี่ก็คือ “กงสี” ส่วนน้อยมากที่ประสบความสำเร็จสูงและสามารถรักษาความมั่งคั่งและความสัมพันธ์ของครอบครัวไว้ได้ในระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าอนาคตก็คงไม่เข้าข้างพวกเขาเท่าไร  เพราะนับวันดูเหมือนว่าธุรกิจจะด้อยลงเมื่อเทียบกับธุรกิจใหม่ ๆ  ที่เติบโตเร็วกว่ามาก

    เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจกงสีตกต่ำลงมาต่อเนื่องนั้น  ผมคิดว่าเป็นเพราะธุรกิจของกงสีมีโครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นมากเช่นเดียวกับการที่จะต้องปรับตัวและอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจสูงกว่าเดิมมากซึ่งธุรกิจกงสีไม่มี    ในประเด็นการถือหุ้นนั้น  ดูเหมือนว่าผู้นำหรือหัวหน้ากงสีจะ “ผูกขาด”  คือถือหุ้นทั้งหมด  แต่จะ “แบ่ง”  เงินที่ได้กำไรให้แก่สมาชิกตามความพอใจของตน  ในกรณีที่หัวหน้าเป็นพ่อแม่  ประเด็นความไม่พอใจก็อาจจะไม่รุนแรงมากนัก  แต่ในกรณีที่เป็นพี่ชายใหญ่หรือพี่น้องคนใดคนหนึ่ง  ปัญหาก็จะมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกเริ่มมี  “คนนอก”  เช่นสะใภ้หรือเขยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  นี่ทำให้แรงจูงใจในการทำงานอย่างทุ่มเทของสมาชิกกงสีลดน้อยลงและไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่เขาจะได้รับ  บางกงสีนั้นอาจจะมีการแบ่งการถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน  แต่ในทางปฏิบัติเองนั้น  เนื่องจากระบบบัญชีไม่มีมาตรฐานและการอนุมัติรายจ่ายต่าง ๆ  นั้นมักจะอยู่ในมือของสมาชิกที่มีอำนาจซึ่งก็คือหัวหน้ากงสี  การแบ่งผลประโยชน์ก็มักจะมีปัญหาอยู่ดี  นั่นส่งผลให้ธุรกิจไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรเป็น  และสุดท้าย  ความมั่งคั่งของกงสีก็มักจะลดลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายอาจจะต้องล้มหายตายจากไป

    การแก้ปัญหาของกงสีนั้น  ดูเหมือนว่าวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  การเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างการบริหารและการถือหุ้นของสมาชิกแต่ละคนได้มาก  อย่างไรก็ตาม  บริษัทที่จะสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหรือเจ้าของยินดีที่จะเข้าจดทะเบียนนั้นน่าจะเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับธุรกิจกงสีทั้งหมด  ดังนั้น  วิธีที่จะทำให้ธุรกิจของกงสีดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้พี่น้องมีความปรองดองกันและมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้นน่าจะอยู่ที่การจัดการหรือปรับโครงสร้างของหัวหน้ากงสีโดยเฉพาะที่เป็นพ่อแม่  เนื่องจากลูกหลานจะยอมรับมากกว่าที่หัวหน้าจะเป็นพี่น้องกัน  ประเด็นนี้มักจะไม่เกิดขึ้นง่าย  เหตุผลก็เพราะว่าพ่อแม่นั้นมักจะไม่เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งก็แน่นอนเพราะเขายัง  “คุมเงินทุกบาททุกสตางค์”  ใครกล้า “หือ” ก็อาจจะ “ถูกตัดออกจากกองมรดก”  ได้

    ประสบการณ์ของผมกับเรื่องของกงสีนั้น  ผมแทบจะกล้าบอกได้เลยว่าแทบทุกแห่งมีปัญหา  ถ้าไม่ใช่เรื่องของธุรกิจที่แย่ลงหรือเจ๊งก็จะเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงผลประโยชน์ของสมาชิกหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตหรือหมดบทบาทไปแล้ว  ปัญหาสำคัญที่การปรับโครงสร้างของกงสีทำไม่ได้หรือทำไม่ได้ดีอยู่ที่ว่าพ่อแม่ที่เป็นหัวหน้ากงสีนั้นมักจะไม่ยอม “แบ่งสมบัติ” ก่อนที่ตนเองจะตายหรือหมดความสามารถหรือต้องการเกษียณ  นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องของสัญชาติญาณมนุษย์ที่อยากจะมีอำนาจอย่างน้อยก็กับลูกหลานของตน  คนกลัวว่าถ้าให้ไปหมดแล้วลูกหลานจะไม่ฟังตนเองอีกต่อไปและอาจจะใช้เงินไปอย่างไม่ระมัดระวัง  เฉพาะอย่างยิ่งคนเอเชียอย่างเราที่มักมองลูกว่ายังเป็น “เด็ก”  ที่ต้องการเราคอยปกป้อง  เป็น “นกในกรงทอง”  ถ้าปล่อยให้เป็นอิสระก็อาจจะเอาตัวไม่รอด   บางคนก็คิดว่าอยากที่จะให้ลูกหลานอยู่ด้วยกันช่วยเหลือดูแลกันต่อไปเรื่อย ๆ  ถ้าปล่อยให้เป็นอิสระก็จะมีบางคนเอาตัวไม่รอด  ดู ๆ ไปแล้วก็อุปมาเหมือนกับการพยายาม  “เลี้ยงนกในกงสี”  ของพ่อแม่  แต่ประเด็นก็คือ  วันหนึ่งกงสีก็อาจจะ “แตก”  และเวลานั้น  นกบางตัวที่ถูกเลี้ยงไว้ใน “กงสี” ก็เอาตัวไม่รอดอยู่ดี

    ส่วนตัวผมเองคิดว่าการได้อยู่ในกงสีนั้นก็ยังเป็น  “โชคดี” อยู่ดีเพราะเขามี “แต้มต่อ”  ไม่น้อยในการที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต  อย่างไรก็ตาม ในสังคมปัจจุบันนั้น  คนที่มีความสามารถและมีทัศนคติที่ถูกต้องก็สามารถประสบความสำเร็จและร่ำรวยได้เช่นเดียวกันและไม่น้อยไปกว่ากัน  ประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ผ่านมาของผมเป็นเครื่องยืนยันได้  โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าผม “โชคดี” ที่ไม่ได้อยู่ใน “กงสี”  และก็จะไม่มี “กงสี” ให้กับลูกหลาน   การทะเลาะกันของลูกหลานนั้นผมคิดว่าไม่คุ้มค่า  ดังนั้น  ถ้าผมมีกงสี  เช่นเดียวกับที่หลายคนมี  ผมก็จะ “จัดการ” ทุกอย่างที่จะทำให้อนาคตของกิจการและลูกหลานไม่มีปัญหา  และนั่นก็คือสิ่งที่ทุกคนต้องการไม่ใช่หรือ

Sunday, April 17, 2016

Magic Formula โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล



ปัญหาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะวิเคราะห์ตัวหุ้นที่เขาจะเลือกลงทุน  นอกจากนั้น  เขาก็อาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะวิเคราะห์คุณภาพของกิจการหรือคาดการณ์อนาคตของบริษัทว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง  เหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเขา  “ไม่เก่งพอ”  หรืออาจจะเพราะว่าเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้น  เช่น  การลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่เขามักไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสกับธุรกิจของบริษัทมากนัก  ในกรณีแบบนี้ VI จะทำอย่างไร?

ถ้าเป็นในอดีตที่ข้อมูลโดยเฉพาะที่เป็นตัวเลขของกิจการและหุ้นยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก  การลงทุนในแบบ VI ก็ทำได้ยาก  แต่ในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าสูงมากในด้านของอินเตอร์เน็ตและข้อมูลต่าง ๆ  ที่หาได้ง่าย  “เพียงแค่ปลายนิ้ว”  การลงทุน “แบบ VI” ก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก  และอาจจะไม่ต่างจากการลงทุน “แบบเทคนิค” ที่ทำได้ในชั่วพริบตา    ลองมาดูกันว่าทำอย่างไร

วิธีลงทุนแบบ VI ที่ “ไม่ต้องวิเคราะห์” นี้ก็คือการลงทุนที่เรียกว่า Mechanical Trading หรือการลงทุนโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่จะมากรองหุ้นเพื่อที่จะเลือกหุ้นลงทุน  สูตรที่ใช้ก็คือตัวเลขที่เกี่ยวกับพื้นฐาน เช่น  อัตราการทำกำไรและการเติบโตของกิจการ  และอัตราความถูกความแพงของราคาหุ้น  เป็นต้น  ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สามารถที่จะหาได้ง่าย ๆ  จากข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือในเว็บไซ้ต์ต่าง ๆ  ทั้งที่ให้ฟรีและต้องเสียเงินซื้อ

สูตรที่มีการศึกษาในอดีตและพบว่าสามารถเลือกหุ้นเป็นพอร์ตและทำกำไรและผลตอบแทนได้น่าประทับใจนั้น  เริ่มแรกก็เป็นสูตรที่เน้นเลือกหุ้นที่มีราคาถูกแนว “VI ดั้งเดิม”  ซึ่งสูตรหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือ  เลือกหุ้นที่มีค่า PE ต่ำ เช่น  ไม่เกิน 10 เท่า  และค่า PB ต่ำ  เช่นไม่เกิน 1 เท่า  และค่า Dividend Yield สูง  เช่น  ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีในปีล่าสุด  หุ้นตัวไหนที่เข้าข่ายทั้งสามข้อก็จะถูกเลือกเข้ามาลงทุนในพอร์ต  โดยที่ทุกตัวจะลงทุนเท่า ๆ  กันเช่นอาจจะตัวละ 10,000 บาท  จำนวนหุ้นที่เข้าข่ายอาจจะประมาณ 50 ตัว  ใช้เงินไปประมาณ 500,000 บาท  หลังจากซื้อในตอนต้นปีก็จะถือไปถึงสิ้นปีแล้วเราก็จะคำนวณว่าพอร์ตมีมูลค่าเท่าไร  อาจจะเป็น 700,000 บาทหรือกำไร 40% ต่อปี รวมเงินปันผลแล้ว) ในปีแรก  หลังจากนั้นเราก็จะเอาหุ้นทั้งตลาดมาเลือกใหม่ด้วยสูตรเดิม  เราอาจจะได้หุ้นจำนวน 35 ตัวที่เข้าเกณฑ์ที่จะลงทุน  โดยที่แต่ละตัวเราจะลงทุนเท่า ๆ  กันคิดเป็นเงินตัวละ 20,000 บาท  ซึ่งสิ่งที่เราจะทำก็คือการ “Rebalance” หรือการปรับพอร์ตหุ้น 50 ตัวของเราให้เป็นไปตามพอร์ตใหม่ 35 ตัวที่เราคัดไว้แล้ว  เราจะทำแบบนี้ซ้ำ ๆ  ไปเรื่อย ๆ  ทุกปีตราบที่เรายังลงทุนอยู่และนี่ก็คือสูตรแรก

สูตรแบบที่สองที่ภายหลังเริ่มมีคนเสนอและใช้กันมากขึ้นจนอาจจะมากกว่าสูตรแบบแรก  นั่นก็คือสูตรที่ใช้ข้อมูลด้าน “คุณภาพ” ของกิจการ  เช่นการทำกำไรที่วัดโดยผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ประกอบกับข้อมูลความถูกความแพงที่วัดด้วยค่า PE ของหุ้น  และสูตรหนึ่งที่น่าจะเป็นที่นิยมไม่น้อยนั้นเสนอโดย Joel Greenblat ในหนังสือชื่อ The Little Book That Beats The Market ซึ่งเขาเรียกมันว่า  Magic Formula (MF) หรือ  “สูตรมหัศจรรย์” เพราะจากการศึกษาย้อนหลังพบว่ามันให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดมหาศาลคิดเป็นปีละกว่า 20-30% โดยเฉลี่ยเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี 1988 ถึง 2004 เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์อเมริกาที่ประมาณ 10% ต้น ๆ  ต่อปี

เกณฑ์ของ MF คร่าว ๆ ก็คือ  การเลือกหุ้นที่มี “ROE สูงที่สุด และ PE ต่ำที่สุด”  พูดง่าย ๆ  ก็คือ “คุณภาพดีสุดแต่ราคาต่ำสุด”  โดยวิธีที่เขาทำก็คือ  ข้อแรก  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวในตลาดด้วยค่า ROE แล้วก็จะกำหนดตัวเลข 1 ให้แก่ตัวที่มี ROE สูงที่สุด  ตัวเลข 2 ให้แก่หุ้นตัวที่มี ROE สูงที่สุดอันดับสอง  และไล่ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ขั้นตอนที่สอง  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวใหม่ด้วยค่า PE จากต่ำสุดไปสูงสุด  จากนั้นก็ให้ตัวเลขหุ้นที่มีค่า PE ต่ำสุดเป็นเลข 1  หุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองก็ได้ตัวเลข 2 ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ในขั้นตอนที่สาม เขาจะเอาตัวเลขค่า ROE กับค่า PE ของหุ้นแต่ละตัวมาบวกกันหรือรวมกันเพื่อให้ได้ตัวเลขที่เรียกว่า  “คะแนน”  ของหุ้น  โดยที่คะแนนน้อยคือหุ้นที่ดีเพราะจะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูก  ในขั้นตอนที่สี่นั้น  เขาจะเอาหุ้นทุกตัวมาเรียงลำดับตามคะแนนและเลือกเฉพาะหุ้นที่มีคะแนนต่ำที่สุด 30 ตัวแรกมาลงทุนตั้งแต่ต้นปี  เมื่อถึงปลายปี  เขาก็จะปรับพอร์ตใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิมและทำซ้ำ ๆ  แบบเดียวกับในกรณีแรกที่ใช้สูตรหุ้นถูกที่ผมกล่าวถึงแล้ว

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่นิด้าได้ทำการศึกษาทดสอบผลการลงทุนโดยใช้ทั้งเกณฑ์แบบแรกและ Magic Formula กับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1996 -2010 คิดเป็นเวลา 15 ปี ก็พบว่าพอร์ตสามารถทำผลตอบแทนสูงอย่าง “น่ามหัศจรรย์”  คือแบบ VI ดั้งเดิมให้ผลตอบแทนทบต้นโดยเฉลี่ยปีละ 36.69% เทียบกับตลาดที่เพียง 2.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 108.7 ล้านบาทเทียบกับ 1.42 ล้านบาทในกรณีของตลาด  และในกรณีที่ใช้ MF นั้น  ให้ผลตอบแทนปีละถึง 66.18% เทียบกับ 2.4% ของตลาด  เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 2,035 ล้านบาทเทียบกับตลาดที่เพียง 1.42 ล้านบาทในเวลา 15 ปี

นั่นคือ  “การศึกษาข้อมูลจากอดีต”  ที่มีการตั้งสมมุติฐานหลายอย่าง เช่น  เราสามารถซื้อขายหุ้นได้จริงตามที่เรากำหนด  แต่ความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้ เช่น  หุ้นมีสภาพคล่องน้อย  เวลาเราซื้อ  หุ้นอาจจะวิ่งขึ้นไปมากทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าที่เห็นในตัวเลขย้อนหลัง  เช่นเดียวกับที่เวลาขาย  เราอาจจะขายไม่ได้ราคาที่เห็น  นอกจากนั้น  พฤติกรรมของหุ้นใน  “อนาคต” ก็อาจจะไม่เป็นแบบเดิมเพราะสถานการณ์ต่าง ๆ  อาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นเดียวกับนักลงทุนที่ก็อาจจะเปลี่ยนความนิยมจากหุ้นที่เข้าเกณฑ์ VI ในสมัยก่อน  เช่น  นักลงทุนอาจจะสนใจลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วมากกว่าหุ้นที่ถูกอย่างในอดีต เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  การใช้เกณฑ์การลงทุนแนว VI นั้น  ก็น่าจะเป็นวิธีที่น่าสนใจอยู่โดยเฉพาะในโลกที่เป็นโลกาภิวัตรและการลงทุนข้ามประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของหุ้นมีจำกัด  ผมเองได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามโดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นทั้งแบบแรกและ MF โดยมีการผสมผสานบ้าง  จำนวนหุ้นที่ถืออยู่มีถึงกว่า 50 ตัว  การลงทุนผ่านมาเกือบ 2 ปี  ผลตอบแทนที่ได้นั้นต้องถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแต่ปัญหาก็คือ  ผมไม่สามารถขายทำกำไรได้เนื่องจากสภาพคล่องของหุ้นดูเหมือนจะไม่ใคร่พอเนื่องจากหุ้นที่ถือนั้นมีขนาดเล็กเกินไป  ผมคงต้องรอไปอีก  อาจจะหลายปีถ้าต้องการขาย  ผมคิดว่าเกณฑ์ที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในแง่ของขนาดและสภาพคล่องของหุ้น  นั่นทำให้ผมไม่ได้ปรับพอร์ตในแต่ละปีตามเกณฑ์  ผมไม่รู้ว่าหลังจากการลงทุนอาจจะซัก 4-5 ปี อะไรจะเกิดขึ้น  ในขณะนี้ถ้าจะเรียกว่าผม  “ติดหุ้น” ก็ไม่ใช่  จะเรียกว่าประสพผลสำเร็จก็ไม่น่าจะใช่  เวลาและผลตอบแทนที่จะได้รับที่แท้จริงคือ  “ขายหุ้นได้”  จะเป็นตัวบอก  แต่บทเรียนสำหรับคนที่จะใช้หลักเกณฑ์การลงทุนตามสูตรก็คือ  ผลตอบแทนที่จะได้จาก “สูตรมหัศจรรย์”  อาจจะไม่ได้มหัศจรรย์อย่างที่เขาบอก  ดังนั้นก่อนที่จะใช้ต้องคิดดูให้ดีและต้องพร้อมที่จะรับผลของมันด้วย

Wednesday, April 6, 2016

แนวรบด้านตะวันออก /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

 

     หลังจากการเริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงกลางปี 2557 หรือเป็นเวลาประมาณ 1 ปี กับอีก 9 เดือน ผมก็มี  “การประเมินสถานการณ์” เพื่อที่จะดูว่าผลการลงทุนเป็นอย่างไรบ้างและน่าจะทำอะไรต่อไป  แต่นี่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นการประเมินครั้งแรก  ว่าที่จริงผมประเมินมาตลอด  ดูว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไรโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนาม  และผมควรที่จะปรับตัวหรือปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อที่จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น  หรือเพื่อที่จะ “ถอย” เพื่อที่จะลดความสูญเสียให้น้อยลงในกรณีที่เห็นว่าตนเองจะ  “พ่ายแพ้”  ดูไปแล้วผมคิดเหมือนกับเป็นเสนาธิการหรือแม่ทัพที่ส่งกองทัพออกไปสู้รบกับฝ่ายตรงข้ามในสงคราม  ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ  การประเมินว่าเราน่าจะมีโอกาสชนะหรือไม่มากน้อยแค่ไหนถ้าเราเข้าไปรุกรบในสมรภูมินั้น  ประเด็นต่อมาก็คือการวางยุทธวิธีที่จะรบให้ได้ชัยชนะโดยคำนึงถึงศักยภาพของทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงเป็นต้น  หลังจากนั้นเราก็ต้องประเมินผลการรบต่อเนื่องเป็นระยะเพื่อที่จะดูว่าจะต้องปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้บรรลุภารกิจที่วางไว้และในเวลาแค่ไหน

            ตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  สำหรับผมแล้ว  มันก็คือการ “รบ” หรือการลงทุนในอีกสมรภูมิหนึ่งหรือในอีกตลาดหนึ่งที่ผมเพิ่งจะเริ่มวางแผนและลงมือปฏิบัติเมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว  ถ้าจะใช้คำศัพท์เพื่อที่จะล้อไปกับเรื่องของสงคราม  ผมจะเรียกว่านี่คือ  “แนวรบด้านตะวันออก”  เลียนแบบการรุกรบของเยอรมันต่อรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่เยอรมันชนะฝรั่งเศสใน  “แนวรบด้านตะวันตก” เรียบร้อยแล้ว  เนื่องจากเวียตนามนั้นก็อยู่ทางฝั่งตะวันออกของไทย

            วันที่ผมตัดสินใจเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  ผมประเมินหรือวิเคราะห์ดูแล้วก็พบว่าโอกาสที่จะ  “ชนะ”  ในการลงทุนโดยเฉพาะในระยะยาวน่าจะสูงพอสมควร  เหตุผลสำคัญก็คือ  ข้อแรกเศรษฐกิจของเวียตนามกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าจะโตอย่าง  “ยั่งยืน” หรือเติบโตต่อเนื่องไปอีกนานเนื่องจากนโยบายต่าง ๆ  ของรัฐบาลที่เน้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นมาก  และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ประชากรของเวียตนามนั้นมีจำนวนมาก  มีคุณภาพสูงและยังมีอายุไม่มาก  สองสิ่งนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจเวียตนามโตเร็วไปอีกนานคล้าย ๆ กับไทยเมื่อ 20 ปีก่อนที่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปทั่วโลก  ผมคาดว่าในที่สุดเวียตนามก็จะโตทันและอาจจะ  “แซง” ไทยที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างมากด้วยเหตุผลสำคัญหลายอย่างรวมถึงการที่ประชากรแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว

            ในแง่ของตลาดหุ้นเวียตนามเองนั้น  ผมก็ดูว่าน่าสนใจมาก  เนื่องจากตลาดหุ้นเวียตนามซึ่งเปิดในปี 2000 นั้นยังค่อนข้างใหม่และเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้วดัชนีตลาดหุ้นเคยขึ้นไปสูงถึงประมาณ 1200 จุด  แต่หลังจากนั้นตลาดก็เกิดวิกฤติ  ดัชนีลดลงมาเหลือเพียง 200 กว่าจุดในเวลาอันสั้นเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงหนักและค่าเงินด่องลดลงมหาศาล  แต่หลังจากนั้น  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมั่นคง  ค่าเงินด่องมีเสถียรภาพ  การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดและเวียตนามกลายเป็น“ซุปเปอร์สตาร์” ทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตาม  ดัชนีตลาดหุ้นและปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กลับไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศ  ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 5-600 จุด และอยู่ในระดับนั้นมาเป็นเวลานาน  ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันแค่ประมาณ 3-4000 ล้านบาทต่อวัน  เช่นเดียวกับที่มูลค่าตลาดหุ้นหรือ Market Cap ของทั้งตลาดก็ต่ำมากคิดเป็นประมาณไม่เกิน 20% ของ GDP ในขณะที่ของไทยนั้นอยู่ในหลัก 100% ของ GDP  และราคาหุ้นเวียตนามก็ค่อนข้างถูก  หุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่นักลงทุนต่างชาติไม่สนใจนั้นมีราคาถูกมาก  ค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า  ค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า  และอัตราปันผลเทียบกับราคาหุ้นนั้นมักจะสูงกว่า 5% และจำนวนไม่น้อยสูงถึง 10%ต่อปี

            สถานการณ์ของเวียตนามดังกล่าวนั้น ผมมองดูแล้วคล้ายคลึงกับของไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มาก  ดังนั้นผมเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นยังแย่อยู่ทั้ง ๆ  ที่เศรษฐกิจนั้นฟื้นตัวและกำลังเติบโตอย่างแรง  โอกาสที่เราจะได้กำไรหรือผลตอบแทนที่สูงจากตลาดหุ้นก็น่าจะมีมาก—อย่างน้อยถ้าเราถือหุ้นไว้ อาจจะซัก 3-5 ปีที่คนเวียตนามจะกลับมาสนใจตลาดหุ้นอีกครั้งเมื่อคนเวียตนามรวยขึ้นและมีเงินสดเหลือที่จะลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

            กลยุทธ์การลงทุนในเวียตนามของผมนั้น  เนื่องจากผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับตัวกิจการแต่ละบริษัทเลย  ดังนั้นผมจึงใช้วิธีซื้อหุ้นโดยใช้แต่ข้อมูลที่เป็นตัวเลข 2 ชุด  นั่นคือ  ข้อมูลทางด้านพื้นฐานเช่น  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  และข้อมูลด้านความถูกความแพงของหุ้น เช่น ค่า PE และ PBเป็นต้น มาเป็นตัวคัดกรองหุ้นที่จะลงทุน  หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้สำหรับการคัดกรองบางส่วนผมก็ใช้สูตร Magic Formula ของ Joel Greenblatt และสูตรที่ผมเองเคยศึกษากับข้อมูลอดีตแล้วได้ผลดีมาใช้ในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน  ผลก็คือ  ผมลงทุนในหุ้นถึงประมาณ 60 ตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแต่ละบริษัททำหรือขายอะไร  หลังจากที่ซื้อหุ้นครบซึ่งกินเวลาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน  ผมก็ถือหุ้นไว้เฉย ๆ ไม่เคยขายหุ้นเลยแต่มีการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นบ้างเนื่องจากมีเงินสดเพิ่มขึ้นจากปันผล ผมคิดว่าถ้าสิ่งที่ผมคาดไว้ถูกต้อง  ในที่สุดหุ้นราคาถูกที่ผมซื้อไว้น่าจะปรับตัวขึ้น  โอกาสที่เงินจะเพิ่มเป็นเท่าตัวในเวลา 5 ปี  หรือทำผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 15% น่าจะเป็นไปได้  โอกาสที่จะขาดทุนน่าจะน้อย

            ผมติดตามผลการดำเนินงานของพอร์ตโฟลิโอเป็นระยะ ๆ  บ่อย ๆ  ในช่วงแรก  ภายในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีแรก  สิ่งที่ผมพบก็คือ  ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามไม่ไปไหน  และแม้จนถึงวันนี้  ดัชนีตลาดเวียตนามก็ยังอยู่ที่เดิมคือประมาณ 580 จุด พอ ๆ  กับวันที่ผมเริ่มลงทุนเมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่าน  อย่างไรก็ตาม เงินปันผลเริ่มจะ “ไหลเข้ามา”  เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จากเกือบทุกบริษัท  เวลาผ่านไป 1 ปี  พอร์ตไม่ได้กำไรเลยจากราคาหุ้นแต่เงินจากปันผลทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นประมาณเกือบ 10%  ซึ่งทำให้ผม “สรุป”  ในเบื้องต้นว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบ “หว่านแห”  นั้น  ไม่ค่อยได้ผลเท่าไรแต่ผมก็ยังค่อนข้างพอใจที่ได้ผลตอบแทนประมาณ 10%  ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  ผมคงไม่ลงทุนเพิ่มเนื่องจากผมคงไม่สามารถเพิ่มการลงทุนให้มากขึ้นจนมีนัยสำคัญด้วยวิธีนี้ซึ่งเป็นวิธีที่มักจะได้แต่หุ้นตัวเล็กที่เข้าเกณฑ์ตามสูตรการลงทุนที่ใช้

            ผมคิดว่ากลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนที่ผมใช้อาจจะไม่ถูกต้อง  ผม “ไม่ชนะสงคราม” ในแนวรบด้านตะวันออกแต่ก็ “ไม่แพ้” หลังจากลงทุนได้ปีเศษ ๆ   ผมเริ่มลดระดับความสนใจติดตามหุ้นที่เวียตนาม  หลายเดือนที่ผ่านมาไม่เคยดูพอร์ตเลย  แต่แล้ว  เมื่อสัปดาห์ก่อนผมก็อยากจะดูว่าผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเร็ว  ผมคิดว่าพอร์ตน่าจะกำไรน้อยลง  แต่ผิดคาด!  พอร์ตที่เคยนิ่งมานานกลับโตขึ้นเป็นประมาณ 26% ในเวลา 1 ปี 9 เดือน   หุ้นหลายตัวกำไรกว่า 100%  ผมเองยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดและก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะมีเวลาศึกษามากน้อยแค่ไหน  แต่ความรู้สึกก็คือ  บางทีสิ่งที่เราเคยคิดไว้อาจจะถูกต้อง  และหุ้นของเราก็จะโตต่อไปและได้ “ชัยชนะ” การที่มันนิ่งมานานก่อนหน้านี้อาจจะเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น  และตราบใดที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวียตนามยังดีเยี่ยมและหุ้นที่เราถืออยู่ยังมีราคาถูกมาก  ในที่สุดแล้วสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีก็จะต้องเกิดขึ้น  ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าผมอาจจะต้องเปิด “แนวรบด้านตะวันตก”  หรือการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วแทนที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย  แต่ก็มักจะหยุดทุกครั้งเนื่องจากผมยังไม่มั่นใจในชัยชนะ  ณ. เวลานี้ผมอาจจะต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าผมจะ “เพิ่มกำลัง” ในแนวรบด้านตะวันออกดีไหม  เวลาและสถานการณ์จะเป็นสิ่งที่บอก

Wednesday, March 23, 2016

หุ้นแห่งทศวรรษ /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   

 ถ้าจะถามผมว่าหุ้นตัวไหนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลานี้คือ “หุ้นแห่งทศวรรษ”  ผมคิดว่าคือหุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือหุ้น  ไม่ใช่เพราะว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด  แม้ว่าในช่วงหนึ่งมันให้ผลตอบแทน “สุดยอด”  แต่เพราะว่า JAS เป็นหุ้นที่ “มีทุกอย่าง” ที่คนเล่นหุ้นหรือนักลงทุนต้องการไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่  เป็นหุ้นยอดนิยมของทั้ง Value Investor ของ “ขาใหญ่”  ในตลาดหุ้น  และของนักเล่นหุ้นและนักลงทุนรายย่อย   เป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงติดอันดับ 1 ใน 10 เกือบทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องมาหลาย ๆ  ปี  เป็นหุ้นที่ทำให้คนบางคนรวยเป็นเศรษฐีและทำให้คนบางคนโดยเฉพาะรายย่อยบางคน  “เจ๊งยับเยิน” และอื่น ๆ  อีกมาก  มาดูกันว่าหุ้นตัวนี้มีเรื่องราวและ  “ดราม่า” มากน้อยแค่ไหนโดยที่ผมเองนั้นจะเขียนจากความทรงจำคร่าว ๆ  ที่ได้รับรู้เกี่ยวกับบริษัทจากสื่อและวงการนักลงทุนที่ผมรู้จัก

หุ้นของ JAS นั้นเริ่มต้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์มีสายในต่างจังหวัดผ่านบริษัท TT&T และการให้บริการอื่น ๆ  เกี่ยวกับโทรคมนาคม  ราคาหุ้น JAS นั้นเคยขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 10 บาทต่อหุ้นในช่วงปี 2539 ก่อนปีวิกฤติเศรษฐกิจ  แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกลงมาอย่างหนัก  ภายในปีเดียวหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 2 บาทเศษ ๆ  หรือลดลงถึงเกือบ 80%   หลังจากการลดค่าเงินบาทในปี 2540 หุ้นก็ตกลงมาอีกจากประมาณ 2 บาทเหลือเพียง 1 บาทภายในเวลาเพียงปีเดียวเช่นเดียวกัน  รวมแล้วหุ้นตกลงมาประมาณ  90%  คนที่ถือหุ้นระยะยาวในช่วงนั้นขาดทุนแทบเป็น “หายนะ”  เหตุผลนั้นนอกจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็แย่มากเนื่องจากสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์ในต่างจังหวัดนั้นขาดทุนหนักเนื่องจากค่าสัมปทานที่สูงมากเกินกว่าที่จะคุ้มค่าเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์บ้านไม่ได้ดีอย่างที่คิด  นอกจากนั้น  โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนจำนวนมากเริ่มใช้มือถือแทนโทรศัพท์บ้าน

หุ้น JAS หลังจากนั้นก็ “เงียบเหงา” ยกเว้นแต่ในบางช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรงในลักษณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติอย่างเช่นในปี 2542 และ 2546 ที่ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมา 36% และ 117% ตามลำดับ  โดยที่ราคาหุ้น JAS ที่ปรับตัวขึ้นแต่ละครั้งนั้นสูงขึ้นมาครั้งละถึงประมาณ 3-4 เท่าตัว  จากราคาที่เป็น  “เศษสตางค์”  แต่หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลงกลับมาใกล้กับราคาเดิมก่อนที่จะขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าราคาที่ขึ้นมานั้น  มาจากการเล่นเก็งกำไรมากกว่าที่จะเกิดจากพื้นฐานของบริษัทที่น่าจะยังไม่ฟื้นตัว  แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหุ้น JAS นั้นมีศักยภาพของการเป็นหุ้นเก็งกำไรสูงมากตั้งแต่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์

ราคาของหุ้น JAS หลังจากปี 2546 ก็ตกต่ำลงและนิ่งอยู่ที่ประมาณ 40-50 สตางค์ต่อเนื่องยาวนานมากเป็นเวลา 7 ปี จนถึงปี 2553  ในช่วงเวลานี้แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจะมีกำไรมากกว่าขาดทุน  แต่ก็เป็นกำไรที่น่าจะเป็น “ตัวเลข” นั่นคือเกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้และอื่น ๆ  ตัวกิจการเองนั้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์พื้นฐานดูเหมือนว่าจะ “ไปไม่ไหว”  ดังนั้น  หุ้น JAS จึงกลายเป็นหุ้นที่ “โลกลืม”  แต่แล้ว  ผลจากการปรับโครงสร้างและการหันมาเล่นธุรกิจที่เกี่ยวข้อง “เล็ก ๆ” อย่างหนึ่งนั่นคือธุรกิจให้บริการอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่บริษัทสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้บริการได้ในต้นทุนที่ถูกก็ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเริ่มจะดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปสังคมไทยก็เริ่มเข้าสู่ยุคบูมของการใช้อินเตอร์เน็ต  บริษัทก็เริ่มขยายตัวและมีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเตอร์เน็ตบรอดแบรนด์ในต่างจังหวัด

ผลการดำเนินงานของ JAS เริ่มฟื้นตัวในปี 2552 ที่บริษัทมีกำไรประมาณ 200 ล้านบาทเศษหลังจากขาดทุนกว่าพันล้านในปี 2551  อย่างไรก็ตาม  ผลการดำเนินงานที่ชัดเจนว่าโดดเด่นขึ้นจากการดำเนินงานทางธุรกิจจริง  ๆ  นั้นน่าจะเกิดขึ้นในปี 2553 ที่ JAS สามารถทำกำไรได้ถึง 663 ล้านบาท  และก็ในปีนี้เองที่หุ้นเริ่มเป็นที่สนใจของ VI “ชั้นนำ” หลาย  ๆ คนที่ต่างก็เข้ามาซื้อหุ้น JAS กันอย่างหนักในราคาประมาณ 40-50 สตางค์ต่อหุ้นจนกลายเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และหลังจากนั้น  หุ้นก็ได้รับการ  “ประโคม”  อย่างหนักในสื่อทุกช่องทางโดยเฉพาะในเวบไซ้ต์ของเหล่านักลงทุน VI และเวบไซ้ต์ที่เน้นนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก  “สตอรี่” ของหุ้นก็คือ  มันอยู่ในเมก้าเทรนด์ที่จะต่อเนื่องไปยาวนานนั่นคือ  ให้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่จะมีการใช้เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด  บริษัทนั้นถึงแม้ว่ายังมีลูกค้าน้อยกว่ารายอื่นแต่บริษัทเป็นเอกชนที่มีความคล่องตัวสามารถเอาชนะคู่แข่งที่เป็นรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่บริษัทมีเครือข่ายที่กว้างขวางอานิสงค์จากการที่บริษัทมีอุปกรณ์ที่พร้อมกว่าคู่แข่งอื่น

ปี 2552 -2555 คิดเป็นเวลา 4 ปี นั้น  คือปีที่ตลาดหลักทรัพย์ไทย “บูมสุดขีด” หลังภาวะวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551  ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 63%  41%  0% และ 36% ตามลำดับ  แนวความคิดและวิธีการลงทุนแบบ VI ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและนักลงทุน VI ระดับ “เซียน”  รุ่นใหม่เกิดขึ้น  “ทุกวัน”  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี  ทั่วทั้งสังคมต่างก็พูดถึงการลงทุนที่จะสามารถ  “เปลี่ยนชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ได้ในเวลาอันสั้นจากการลงทุน “แบบ VI”  หุ้นที่เข้าข่ายเป็น “หุ้น VI”  ต่างก็ปรับตัวขึ้นไปแรงและบ่อยครั้ง  “มโหฬาร”  หุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้น VI ทุกตัวหรือไม่นั้นเป็นคำถามที่นักวิชาการคงต้องไปหาคำตอบภายหลัง  แต่สิ่งหนึ่งที่ “เซียน VI” ในช่วงนั้นมองหาก็คือ  มันต้องเป็นหุ้นที่  “โตเร็ว”  และยิ่งเร็วยิ่งดี  และหนึ่งในสุดยอดหุ้นในช่วงนั้นก็คือหุ้น JAS

ราคาหุ้น JAS ตั้งแต่กลางปี 2553 ปรับตัวขึ้นมโหฬาร  อานิสงค์จากแรงเชียร์และแรงซื้อจากเหล่า VI  ราคาหุ้นปรับขึ้นไปน่าจะประมาณ 4 บาท หรือเป็นหุ้น  “10 เด้ง” ภายในเวลาปีเดียว  เหตุที่เป็นเช่นนั้นนอกจากพลังจาก VI แล้วยังน่าจะมาจากการผลประกอบการของบริษัทที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมาก  กำไรโตปีละ 30-40% บริษัทเป็นผู้นำในตลาดต่างจังหวัดและรุกคืบขยายตัวเข้ากรุงเทพ  การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นดึงดูดนักเล่นหุ้นรายย่อยเข้า “ร่วมวง”  สถาบันลงทุนบางแห่งก็น่าจะเข้าเล่นด้วย  หุ้น JAS  กลายเป็นหุ้นยอดนิยมที่มีการซื้อขายสูงสุดสิบอันดับแทบทุกวันและบ่อยครั้งเป็นอันดับหนึ่งทั้งที่เป็นหุ้น “ตัวเล็ก ๆ”  ในตลาด  มีนักเล่นหุ้นน้อยคนในตลาดที่ไม่เคยเข้ามาซื้อขายหุ้น JAS  อย่างไรก็ตาม  การขึ้นของหุ้นขนาด 10 เท่าในปีเดียวนั้นน่าจะยากที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเรื่องของการเก็งกำไรอย่างรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง  ดังนั้น  “เซียน VI”  และเหล่า “VI วงใน” จึงเริ่มขายหุ้น JAS ทิ้ง อย่างรวดเร็ว   ภายใน 6 เดือน  ราคาหุ้น JAS ดิ่งลงจาก 4 บาท เหลือประมาณ 1.5 บาท ลดลงถึง 75%  นักเล่นหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยที่เล่นหุ้น JAS ตาม “เซียน VI” จำนวนมากเสียหายอย่างหนัก  และเข้าไปวิจารณ์ในสื่อสังคมเกี่ยวกับหุ้นว่าตนเอง “ถูกหลอก” ให้เข้าไปรับหุ้นเพื่อให้ “เซียน VI” ขาย  และเรียกเหล่า VI นั้นว่าเป็น  “VI ทมิฬ”

หลังจากหุ้น JAS ปรับตัวลงมาแรงในปลายปี 2554 แล้ว  ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอาจจะเนื่องจากผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างน่าประทับใจ  กำไรของบริษัทเติบโตอย่างมากและก้าวกระโดดจากแค่ 200 ล้านบาทเป็นกว่า 3000 ล้านบาทในปี 2558 หรือโตขึ้นกว่า 10 เท่าเป็นไปอย่างที่ VI กลุ่มนั้นคิด  ราคาหุ้นขึ้นจาก 1.5 บาทกลับมาเป็น 10 บาทหรือเพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัวในช่วงเวลาประมาณปีครึ่งและรักษาระดับราคาอยู่ที่ 7-8 บาทมาจนถึงต้นปี 2558 ก่อนที่จะ “ทิ้งดิ่ง”  อีกครั้งเมื่อเริ่มมี  “ภัยคุกคาม”  จาก “อินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่”  ที่มาจากโทรศัพท์มือถือที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ  และนั่นทำให้บริษัทต้องเข้าไปเล่นหรือเข้าไปประมูลคลื่นวิทยุเพื่อเข้าไปเป็นผู้เล่นในธุรกิจที่ “ใหญ่กว่าตัวเองมาก”

นับจากต้นปี 2558 หุ้น JAS ตกลงมาจาก 9 บาทเหลือไม่ถึง 3 บาทเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผลจากการที่คนไม่มั่นใจว่า JAS จะไปต่ออย่างไรภายใต้ภาวะ “คุกคาม” จากเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น  มันเป็นความเสี่ยงที่แท้จริงของโลกในปัจจุบัน  เราคงต้องดูต่อไปว่าหุ้น JAS ในที่สุดแล้วจะไปทางไหน  จะสามารถเข้าไปเล่นในธุรกิจมือถือได้หรือไม่และธุรกิจเดิมจะอยู่อย่างไรถ้าพลาดจากธุรกิจใหม่   แต่ระหว่างนี้ผมขอยกให้หุ้น JAS เป็น  “หุ้นแห่งทศวรรษ”  อย่างไม่มีข้อสงสัย

Tuesday, March 15, 2016

ปัญหาของกลยุทธ์การลงทุน / โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล


คนที่ศึกษาและติดตามเรื่องการลงทุนผ่านสื่อต่าง ๆ  มานานก็จะพบกับ “กลยุทธ์การลงทุน”  หรือ  “เทคนิคในการลงทุน”  มากมายที่มีคน  “นำเสนอ”  หรือ  “บอกต่อ”  ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีและจะนำไปสู่  “ความสำเร็จในการลงทุน”  โดย  “อัตโนมัติ”  และบ่อยครั้งพวกเขาก็แสดงผลงานและตัวเลขย้อนหลังให้เห็น  หรือไม่ก็ยกประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำมาและได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ  จริงอยู่สิ่งที่ทำหรือกลยุทธ์ที่ใช้อาจจะไม่ใช่ผลตอบแทนสูงสุด  แต่มันก็ให้ผลตอบแทนที่ “ดี” และมี“ความเสี่ยงต่ำ” เสมอ  ดังนั้น  คนที่คิดหรือรู้ว่าตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการลงทุนจริง ๆ จึงสนใจที่จะใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ  เหล่านั้นที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมกับตัวเองที่สุด   แต่ทั้งหมดนั้นจริงหรือไม่?  และมันมีปัญหาอะไรที่อาจจะทำให้กลยุทธ์บางอย่างนั้น  ใช้ไม่ได้จริง ๆ ในทางปฏิบัติ  ลองมาดูกลยุทธ์การลงทุนหลาย ๆ  อย่างที่เราได้ยินบ่อย ๆ

เรื่องแรกก็คือ  การลงทุนระยะยาวในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้น  ดังนั้น  ถ้าเราเลือกหุ้นไม่เป็น  เราก็ซื้อกองทุนรวมอิงดัชนี  เช่น SET50 แล้วก็ถือไว้เรื่อย ๆ  ไม่ต้องทำอะไรไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง  ตัวเลขย้อนหลังซัก 15 ปีของตลาดหุ้นไทยได้แสดงให้เห็นว่าคนที่ทำแบบนี้จะได้ผลตอบแทนทบต้นที่น่าประทับใจถึง ประมาณ 14% ต่อปีรวมปันผล  หรือถ้ามองย้อนหลังไป 41 ปีตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์  ผลตอบแทนรวมปันผลก็น่าจะยังอยู่ในระดับประมาณเกือบ 10% ต่อปีแบบทบต้น  ประเด็นก็คือ  กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้อาจจะได้ผลดีใน“อดีต”  และได้ผลตอบแทนดีเฉพาะ  “บางช่วงเวลา”  เช่น  เวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำมาก ๆ  และหุ้นมีราคาถูกกว่าปกติ  เช่น  เมื่อ 15 ปีที่แล้วที่เศรษฐกิจไทยเกิดวิกฤติและตลาดหุ้นตกต่ำลงมากเหลือเพียง 200 กว่าจุดจาก 1700 กว่าจุด  การลงทุนถือกองทุนรวมอิงดัชนีระยะยาวก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมถึง 14% ต่อปีในเวลา 15 ปี  แต่ถ้าเข้าลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้นสูงสุดในปี 2537 ที่ 1700 กว่าจุด  หรือประมาณ 22 ปีที่แล้ว  การลงทุนในตลาดหุ้น 22 ปีจนถึงวันนี้ก็จะได้ผลตอบแทนน้อยมากประมาณ 2% ต่อปีรวมปันผลแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนอาจจะเถียงว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว  ถ้าเราถือหุ้นระยะยาว  เช่น  อย่างน้อย 30 ปีขึ้นไป  ผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยก็น่าจะค่อนข้างดี  โอกาสที่จะแย่นั้นน้อยกว่ามาก  และถึงจะแย่ก็ยังได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ  เช่น  5-6% ขึ้นไป  โดยอาจจะยกตัวเลขของตลาดหุ้นอเมริกาหรือตลาดหุ้นไทยในอดีตมาประกอบ    แต่ในความเห็นผม  ผมคิดว่า “อนาคต”  ต่อจากนี้ก็ไม่แน่ว่าพฤติกรรมผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยอาจจะเหมือนเดิมในช่วง 41 ปีที่ผ่านมาหรือตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงที่ยาวกว่านั้นมาก  เหตุผลของผมก็คือ  ตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมานั้นตรงกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมาก  เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐที่อยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจของอเมริกาโตเร็วมากเช่นเดียวกัน  ถ้าเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้โตช้าลงมาก  ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะไม่เหมือนเดิม  ดังนั้น  การลงทุนในช่วงเวลาที่หุ้นมีราคาไม่ถูกและอนาคตเศรษฐกิจอาจจะแย่ลง “อย่างถาวร”  การลงทุนระยะยาวในหุ้นก็อาจจะไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็ได้  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ  ญี่ปุ่น  ที่ตลาดหุ้นในระยะกว่า 25 ปีที่ผ่านมานั้น  ดัชนีตกต่ำลงจาก สามหมื่นกว่าจุดเหลือเพียงหมื่นกว่าจุด  คนที่ถือกองทุนรวมอิงดัชนีระยะยาวจะเสียหายหนักมาก

กลยุทธ์การลงทุนเรื่องที่สองก็คือ  การลงทุนแบบ  Dollar Cost Average ( DCA )  นี่คือการลงทุนระยะยาวในหุ้นหลายตัวที่เราคิดว่าดี  โดยที่เราจะเก็บสะสมหุ้นเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ  ด้วยเม็ดเงินคงที่ทุกเดือนหรือทุกปีโดยไม่สนใจราคาหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง  ถ้าราคาหุ้นขึ้น  พอร์ตเราก็โตขึ้น  ไม่มีอะไรเสียหาย  ถ้าราคาลง  เราก็จะได้หุ้นจำนวนมากขึ้นหรือได้หุ้นในราคาต่ำลง  อนาคตถ้าหุ้นขึ้นปรับตัวกลับขึ้นไป  พอร์ตเราก็จะโตเร็วขึ้น  เพราะจำนวนหุ้นเรามากขึ้นกว่าการขึ้นตามปกติ   แนวความคิดหรือกลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า  ถ้าหุ้นดี  ราคาหุ้นในระยะยาวก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ดังนั้น  การทำ DCA มีแต่จะดีและปฏิบัติง่าย    แต่ประเด็นก็คือ  ถ้าหุ้นไม่ดีหรือราคาหุ้นตัวนั้นแพงเกินไปล่ะ  การซื้อหุ้นในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีในอนาคตโดยไม่คำนึงถึงราคาหุ้น  โดยเฉพาะหุ้นที่ราคากำลังตกลงมาเรื่อย ๆ  ก็อาจจะไม่ให้ผลดี  ยิ่งถ้า “พื้นฐาน”  ของกิจการกำลังเปลี่ยนแปลงในทางเลวร้ายลงอย่างถาวร  การทำ DCA ก็จะกลายเป็น  “หายนะ”เหมือนกับการ  “ขุดหลุมฝังตัวเอง” แทนที่จะหนีออกจากหลุม  ดังนั้น  การทำ DCA ที่จะให้ผลดีนั้นจึงต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าในวันที่เราซื้อหุ้นทุกครั้ง  พื้นฐานของกิจการยัง  “ดีเยี่ยม” เหมือนวันที่เราเริ่มลงทุนในหุ้นตัวนั้น

กลยุทธ์ที่สาม ก็คือการขายหุ้น “ทำกำไร”  บางส่วน  เพื่อ “ลดต้นทุน” ของหุ้น  หรือ “เอาทุนคืนมา”  ดังนั้น  ต้นทุนของหุ้นที่เราถือก็จะต่ำลง  หรือในบางกรณี  “ไม่มีต้นทุนเลย” ดังนั้น  เราก็จะรู้สึกไม่มีแรงกดดันหรือเกิดความเครียดเวลาหุ้นตัวนั้นตกลงมา  เพราะอย่างไรเสียเราก็จะยังไม่ขาดทุน  หรือไม่มีทางขาดทุนเลยเนื่องจากเราไม่มีต้นทุนแล้ว  ที่เหลือก็มีแต่กำไรทั้งสิ้น   นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่หลายคนบอกว่าเขาทำแล้วได้ผลดีมาก  เพราะได้ขายหุ้นไปเอาทุนคืนมาก่อนที่หุ้นจะปรับตัวลงมามาก   แต่ทั้งหมดของกลยุทธ์นี้นั้น  แท้ที่จริงแล้วตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้ว ราคาของหุ้นได้ขึ้นไปมากพอสมควรที่ทำให้เราสามารถขายและ “ล็อก” กำไรไว้และเอาไป  “ลดต้นทุน” หุ้นที่เหลืออยู่  แต่ถ้าไม่ใช่  แทนที่หุ้นจะขึ้นกลายเป็นหุ้นตกลงมา  กลยุทธ์นี้ก็ใช้ไม่ได้  นอกจากนั้น  การขายหุ้นเพื่อ “ลดต้นทุน” โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงพื้นฐานหรือผลประกอบการที่ดีขึ้นเทียบกับราคาก็อาจจะเป็นการ  “ขายหมู”  เพียงเพื่อที่จะทำให้ตัวเอง  “สบายใจ” ว่า  เราจะไม่เจ็บจากการที่ราคาหุ้นอาจจะลดลงในอนาคต  ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าเราควรจะหาวิธีการอื่นที่ทำให้ตนเองสบายใจโดยไม่ต้องเสียโอกาสหรือประโยชน์จากการลงทุนในหุ้นมากกว่า

กลยุทธ์ที่สี่ที่ผมจะพูดนั้น  อาจจะไม่มีการพูดถึงเป็นเรื่องเป็นราวแต่ผมคิดว่ามีคนทำไม่น้อยก็คือ  การซื้อเมื่อหุ้นลงมาที่  “แนวรับที่แข็งแกร่ง”  ของหุ้นแต่ละตัว  เสร็จแล้วก็รอขายเมื่อหุ้นขึ้นไปในระดับหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนพอสมควร  อาจจะ 5-10%   นี่มักเป็นการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เฝ้าติดตามและอาจจะเคย  “เล่นหุ้น” ตัวใดตัวหนึ่งมาหลายครั้งต่อเนื่อง  หุ้นเหล่านั้นมักจะเป็นหุ้นที่  “แข็งแกร่ง” ไม่ใช่ “หุ้นปั่น” หรือหุ้นขนาดเล็กที่ราคาหวือหวามาก ๆ  ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะขาดทุนมหาศาล  พวกเขาจะเผ้าดูราคาหุ้นต่อเนื่องมาตลอดและคิดว่าเขาเริ่มจะเห็น “Pattern”  หรือรูปแบบของราคาที่ปรับตัวขึ้นลงและก็อาจจะพบว่าพอราคาลงมาถึงจุดหนึ่งก็จะหยุดแล้วซักระยะหนึ่งก็จะปรับตัวขึ้นไป  อาจจะ 5-10%  ดังนั้น  พอเขาพบว่าหุ้นตัวนั้นปรับตัวลงมาถึงจุดนั้น  เช่น  อาจจะ 10 บาทต่อหุ้น  เขาก็จะเข้าไปช้อนซื้อเพื่อที่จะคอยให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปและเขาสามารถขายทำกำไรได้  ปัญหาของกลยุทธ์นี้ก็คือ  ในวันที่เขาซื้อหุ้นครั้งหลังสุดนั้น   รูปแบบของราคาหุ้นอาจจะเริ่มเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีก  หุ้นอาจจะตกลงไปต่ำกว่า 10 บาท  แต่แทนที่จะหยุดเหมือนเดิมมันกลับไหลลงไปถึง 8 บาทและก็อาจจะไม่ปรับตัวขึ้นมาถึง 10 บาทอีกนานมากเนื่องจากพื้นฐานของกิจการอาจจะยังไม่ดีไปอีกนานแม้ว่าบริษัทก็อาจจะยังเป็นกิจการที่ “แข็งแกร่ง”  อยู่เหมือนเดิม

ข้อสรุปของผมสำหรับคนที่ชอบใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ  ที่มีคนบอกว่าดีก็คือ  ในทุก ๆ  กลยุทธ์และทุก ๆ สถานการณ์นั้น  เราต้องวิเคราะห์ว่าพื้นฐานของตลาดและตัวหุ้นแต่ละตัวที่เราเกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร  ดีหรือร้าย  ดูว่าดัชนีหรือราคาหุ้นที่เราเห็นนั้น  ถูกหรือแพง  แน่นอนว่าไม่มีใครมีข้อมูลที่สมบูรณ์หรือความสามารถในการวิเคราะห์ที่สุดยอดไม่ผิดพลาด  ประเด็นก็คือ  เราต้องประเมินเรื่องของพื้นฐานและราคาตลอดเวลาและพยายาม  “ประมาณ”  ว่ามันถูกหรือแพงในภาพใหญ่ ๆ  ถ้าดูแล้วมันอยู่ในระดับที่เรามีโอกาสชนะมากกว่าแพ้พอสมควรไม่ว่าในด้านซื้อหรือขาย  เราถึงจะตัดสินใจโดยอิงกับกลยุทธ์ที่เราชอบ  แต่ถ้าประเมินแล้วเป็นทางตรงกันข้าม  เราก็อาจจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้กลยุทธ์ดังกล่าว  สำหรับผมเองนั้น  ผมแทบไม่ใช้เทคนิคหรือกลยุทธ์ที่กล่าวมาเลย  ผมคิดว่าการลงทุนนั้น  ความยืดหยุ่นสำคัญมาก    มี “กฎเหล็ก” น้อยมากที่ผมจะไม่ยอมผ่าน  หนึ่งในนั้นก็คือ  พื้นฐานเมื่อเทียบกับราคาจะต้องถูกหรือสมเหตุผลในการที่จะซื้อขายหุ้น  ผมไม่ตั้งเกณฑ์อะไรล่วงหน้า