Showing posts with label ลงทุนหุ้นVI. Show all posts
Showing posts with label ลงทุนหุ้นVI. Show all posts

Sunday, April 17, 2016

Magic Formula โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล



ปัญหาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะวิเคราะห์ตัวหุ้นที่เขาจะเลือกลงทุน  นอกจากนั้น  เขาก็อาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะวิเคราะห์คุณภาพของกิจการหรือคาดการณ์อนาคตของบริษัทว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง  เหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเขา  “ไม่เก่งพอ”  หรืออาจจะเพราะว่าเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้น  เช่น  การลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่เขามักไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสกับธุรกิจของบริษัทมากนัก  ในกรณีแบบนี้ VI จะทำอย่างไร?

ถ้าเป็นในอดีตที่ข้อมูลโดยเฉพาะที่เป็นตัวเลขของกิจการและหุ้นยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก  การลงทุนในแบบ VI ก็ทำได้ยาก  แต่ในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าสูงมากในด้านของอินเตอร์เน็ตและข้อมูลต่าง ๆ  ที่หาได้ง่าย  “เพียงแค่ปลายนิ้ว”  การลงทุน “แบบ VI” ก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก  และอาจจะไม่ต่างจากการลงทุน “แบบเทคนิค” ที่ทำได้ในชั่วพริบตา    ลองมาดูกันว่าทำอย่างไร

วิธีลงทุนแบบ VI ที่ “ไม่ต้องวิเคราะห์” นี้ก็คือการลงทุนที่เรียกว่า Mechanical Trading หรือการลงทุนโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่จะมากรองหุ้นเพื่อที่จะเลือกหุ้นลงทุน  สูตรที่ใช้ก็คือตัวเลขที่เกี่ยวกับพื้นฐาน เช่น  อัตราการทำกำไรและการเติบโตของกิจการ  และอัตราความถูกความแพงของราคาหุ้น  เป็นต้น  ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สามารถที่จะหาได้ง่าย ๆ  จากข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือในเว็บไซ้ต์ต่าง ๆ  ทั้งที่ให้ฟรีและต้องเสียเงินซื้อ

สูตรที่มีการศึกษาในอดีตและพบว่าสามารถเลือกหุ้นเป็นพอร์ตและทำกำไรและผลตอบแทนได้น่าประทับใจนั้น  เริ่มแรกก็เป็นสูตรที่เน้นเลือกหุ้นที่มีราคาถูกแนว “VI ดั้งเดิม”  ซึ่งสูตรหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือ  เลือกหุ้นที่มีค่า PE ต่ำ เช่น  ไม่เกิน 10 เท่า  และค่า PB ต่ำ  เช่นไม่เกิน 1 เท่า  และค่า Dividend Yield สูง  เช่น  ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีในปีล่าสุด  หุ้นตัวไหนที่เข้าข่ายทั้งสามข้อก็จะถูกเลือกเข้ามาลงทุนในพอร์ต  โดยที่ทุกตัวจะลงทุนเท่า ๆ  กันเช่นอาจจะตัวละ 10,000 บาท  จำนวนหุ้นที่เข้าข่ายอาจจะประมาณ 50 ตัว  ใช้เงินไปประมาณ 500,000 บาท  หลังจากซื้อในตอนต้นปีก็จะถือไปถึงสิ้นปีแล้วเราก็จะคำนวณว่าพอร์ตมีมูลค่าเท่าไร  อาจจะเป็น 700,000 บาทหรือกำไร 40% ต่อปี รวมเงินปันผลแล้ว) ในปีแรก  หลังจากนั้นเราก็จะเอาหุ้นทั้งตลาดมาเลือกใหม่ด้วยสูตรเดิม  เราอาจจะได้หุ้นจำนวน 35 ตัวที่เข้าเกณฑ์ที่จะลงทุน  โดยที่แต่ละตัวเราจะลงทุนเท่า ๆ  กันคิดเป็นเงินตัวละ 20,000 บาท  ซึ่งสิ่งที่เราจะทำก็คือการ “Rebalance” หรือการปรับพอร์ตหุ้น 50 ตัวของเราให้เป็นไปตามพอร์ตใหม่ 35 ตัวที่เราคัดไว้แล้ว  เราจะทำแบบนี้ซ้ำ ๆ  ไปเรื่อย ๆ  ทุกปีตราบที่เรายังลงทุนอยู่และนี่ก็คือสูตรแรก

สูตรแบบที่สองที่ภายหลังเริ่มมีคนเสนอและใช้กันมากขึ้นจนอาจจะมากกว่าสูตรแบบแรก  นั่นก็คือสูตรที่ใช้ข้อมูลด้าน “คุณภาพ” ของกิจการ  เช่นการทำกำไรที่วัดโดยผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ประกอบกับข้อมูลความถูกความแพงที่วัดด้วยค่า PE ของหุ้น  และสูตรหนึ่งที่น่าจะเป็นที่นิยมไม่น้อยนั้นเสนอโดย Joel Greenblat ในหนังสือชื่อ The Little Book That Beats The Market ซึ่งเขาเรียกมันว่า  Magic Formula (MF) หรือ  “สูตรมหัศจรรย์” เพราะจากการศึกษาย้อนหลังพบว่ามันให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดมหาศาลคิดเป็นปีละกว่า 20-30% โดยเฉลี่ยเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี 1988 ถึง 2004 เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์อเมริกาที่ประมาณ 10% ต้น ๆ  ต่อปี

เกณฑ์ของ MF คร่าว ๆ ก็คือ  การเลือกหุ้นที่มี “ROE สูงที่สุด และ PE ต่ำที่สุด”  พูดง่าย ๆ  ก็คือ “คุณภาพดีสุดแต่ราคาต่ำสุด”  โดยวิธีที่เขาทำก็คือ  ข้อแรก  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวในตลาดด้วยค่า ROE แล้วก็จะกำหนดตัวเลข 1 ให้แก่ตัวที่มี ROE สูงที่สุด  ตัวเลข 2 ให้แก่หุ้นตัวที่มี ROE สูงที่สุดอันดับสอง  และไล่ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ขั้นตอนที่สอง  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวใหม่ด้วยค่า PE จากต่ำสุดไปสูงสุด  จากนั้นก็ให้ตัวเลขหุ้นที่มีค่า PE ต่ำสุดเป็นเลข 1  หุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองก็ได้ตัวเลข 2 ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ในขั้นตอนที่สาม เขาจะเอาตัวเลขค่า ROE กับค่า PE ของหุ้นแต่ละตัวมาบวกกันหรือรวมกันเพื่อให้ได้ตัวเลขที่เรียกว่า  “คะแนน”  ของหุ้น  โดยที่คะแนนน้อยคือหุ้นที่ดีเพราะจะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูก  ในขั้นตอนที่สี่นั้น  เขาจะเอาหุ้นทุกตัวมาเรียงลำดับตามคะแนนและเลือกเฉพาะหุ้นที่มีคะแนนต่ำที่สุด 30 ตัวแรกมาลงทุนตั้งแต่ต้นปี  เมื่อถึงปลายปี  เขาก็จะปรับพอร์ตใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิมและทำซ้ำ ๆ  แบบเดียวกับในกรณีแรกที่ใช้สูตรหุ้นถูกที่ผมกล่าวถึงแล้ว

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่นิด้าได้ทำการศึกษาทดสอบผลการลงทุนโดยใช้ทั้งเกณฑ์แบบแรกและ Magic Formula กับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1996 -2010 คิดเป็นเวลา 15 ปี ก็พบว่าพอร์ตสามารถทำผลตอบแทนสูงอย่าง “น่ามหัศจรรย์”  คือแบบ VI ดั้งเดิมให้ผลตอบแทนทบต้นโดยเฉลี่ยปีละ 36.69% เทียบกับตลาดที่เพียง 2.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 108.7 ล้านบาทเทียบกับ 1.42 ล้านบาทในกรณีของตลาด  และในกรณีที่ใช้ MF นั้น  ให้ผลตอบแทนปีละถึง 66.18% เทียบกับ 2.4% ของตลาด  เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 2,035 ล้านบาทเทียบกับตลาดที่เพียง 1.42 ล้านบาทในเวลา 15 ปี

นั่นคือ  “การศึกษาข้อมูลจากอดีต”  ที่มีการตั้งสมมุติฐานหลายอย่าง เช่น  เราสามารถซื้อขายหุ้นได้จริงตามที่เรากำหนด  แต่ความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้ เช่น  หุ้นมีสภาพคล่องน้อย  เวลาเราซื้อ  หุ้นอาจจะวิ่งขึ้นไปมากทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าที่เห็นในตัวเลขย้อนหลัง  เช่นเดียวกับที่เวลาขาย  เราอาจจะขายไม่ได้ราคาที่เห็น  นอกจากนั้น  พฤติกรรมของหุ้นใน  “อนาคต” ก็อาจจะไม่เป็นแบบเดิมเพราะสถานการณ์ต่าง ๆ  อาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นเดียวกับนักลงทุนที่ก็อาจจะเปลี่ยนความนิยมจากหุ้นที่เข้าเกณฑ์ VI ในสมัยก่อน  เช่น  นักลงทุนอาจจะสนใจลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วมากกว่าหุ้นที่ถูกอย่างในอดีต เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  การใช้เกณฑ์การลงทุนแนว VI นั้น  ก็น่าจะเป็นวิธีที่น่าสนใจอยู่โดยเฉพาะในโลกที่เป็นโลกาภิวัตรและการลงทุนข้ามประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของหุ้นมีจำกัด  ผมเองได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามโดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นทั้งแบบแรกและ MF โดยมีการผสมผสานบ้าง  จำนวนหุ้นที่ถืออยู่มีถึงกว่า 50 ตัว  การลงทุนผ่านมาเกือบ 2 ปี  ผลตอบแทนที่ได้นั้นต้องถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแต่ปัญหาก็คือ  ผมไม่สามารถขายทำกำไรได้เนื่องจากสภาพคล่องของหุ้นดูเหมือนจะไม่ใคร่พอเนื่องจากหุ้นที่ถือนั้นมีขนาดเล็กเกินไป  ผมคงต้องรอไปอีก  อาจจะหลายปีถ้าต้องการขาย  ผมคิดว่าเกณฑ์ที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในแง่ของขนาดและสภาพคล่องของหุ้น  นั่นทำให้ผมไม่ได้ปรับพอร์ตในแต่ละปีตามเกณฑ์  ผมไม่รู้ว่าหลังจากการลงทุนอาจจะซัก 4-5 ปี อะไรจะเกิดขึ้น  ในขณะนี้ถ้าจะเรียกว่าผม  “ติดหุ้น” ก็ไม่ใช่  จะเรียกว่าประสพผลสำเร็จก็ไม่น่าจะใช่  เวลาและผลตอบแทนที่จะได้รับที่แท้จริงคือ  “ขายหุ้นได้”  จะเป็นตัวบอก  แต่บทเรียนสำหรับคนที่จะใช้หลักเกณฑ์การลงทุนตามสูตรก็คือ  ผลตอบแทนที่จะได้จาก “สูตรมหัศจรรย์”  อาจจะไม่ได้มหัศจรรย์อย่างที่เขาบอก  ดังนั้นก่อนที่จะใช้ต้องคิดดูให้ดีและต้องพร้อมที่จะรับผลของมันด้วย

หลุมพราง PE / โดย คนขายของ


“จะเลือกหุ้นที่จะลงทุนต้องดูอะไร?” เป็นคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนมือใหม่มักถามรุ่นพี่ๆในทุกยุคทุกสมัย คำตอบแบบสั้นๆกระชับรวบรัดที่มักได้ยินก็คือ “ดูค่า PE อันไหนต่ำแสดงว่าถูก” ข้อมูลนี้ดูเหมือนจะถูกถ่ายทอดกันมายาวนานตั้งแต่สมัยยังไม่มีอินเตอร์เน็ต นักลงทุนต้องเปิดตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์ แล้วไล่ดู

ค่า PE จากตารางหุ้นแล้วเอาปากกาวงหุ้นที่ PE ต่ำทีละตัว ความเชื่อเรื่องการดูค่า PE นั้นยังถูกใช้ อ้างอิงในอีกหลายรูปแบบ เช่น PE กลุ่มอุตสาหกรรม และ PE ในอดีต เพื่อใช้หาราคาที่เหมาะสม และ มีการใช้ในบทวิเคราะห์เพื่อหาราคาเป้าหมาย บทสรุปเหล่านี้จะใช้ได้จริงหรือไม่? มีประเด็นไหนที่เป็น จุดอ่อนบ้าง? ในบทความนี้เราจะลองมาพิจารณากัน

PE คือค่าอัตราส่วนระหว่างตัวเลข 2 ตัวคือ ราคาต่อหุ้น หารด้วย กำไรต่อหุ้น ตัวเลข PE ที่เรามักเห็นใน หน้าหนังสือพิมพ์ หรือ ตามอินเตอร์เนต มักเป็นตัวเลข PE ที่ใช้ราคาปัจจุบัน หารด้วยกำไรต่อหุ้นย้อน หลังไปสี่ไตรมาส (Trailing 12 Months PE หรือ TTM PE) หากเราใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการเลือกหุ้น ก็อาจจะเข้าทำนอง การขับรถโดยการมองแต่กระจกมองหลัง เพราะเป็นการให้ น้ำหนักกับกำไรที่ ผ่านมาแล้ว โดยไม่สนใจกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น อัตราส่วน PE ที่นักลงทุนสถาบัน หรือ นักวิเคราะห์มักให้ความสำคัญมากกว่า TTM PE ก็คือ Forward PE ซึ่งเป็นการมองออกไปข้างหน้าอีก โดยเอากำไรของบริษัทที่คาดว่าจะได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้ามาคำนวณค่า PE ซึ่งการใช้อัตราส่วนนี้น่าจะเหมาะสมกับนักลงทุนมากกว่า เพราะการลงทุนส่วนมากเป็นการซื้ออนาคตไม่ใช้อดีตที่ผ่านมาแล้ว

“PE กลุ่ม” หรือ Sector PE / Industry PE ก็เป็นอีกตัวเลขที่มีการใช้กันมาก โดยเฉพาะในบทวิเคราะห์ เพื่อหาราคาเป้าหมาย โดยใช้เป็นตัวอ้างอิงสำหรับหุ้น IPO ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เช่น มีบริษัทค้าปลีกใหม่เข้า มาทำการซื้อขายในตลาด ก็จะมีการอ้างอิง PE เฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกที่ 24 เท่า ดังนั้นหุ้น IPO นี้ก็ควรจะ มีราคาเหมาะสมที่ PE 24 เท่าด้วย แต่หากเราพิจารณาความเป็นจริงของกลุ่มค้าปลีกไทย เราจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน ค้าปลีกแบบค้าส่ง มีอัตรากำไรสุทธิน้อยกว่า ค้าปลีกแบบร้าน สะดวกซื้อ และ ห้างสรรพสินค้า อัตราส่วน ROI ก็ไม่เท่ากัน โอกาสการเติบโตในอนาคตก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นการใช้ PE กลุ่ม เพื่อหาราคาเป้าหมายอาจไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก คล้ายกันกับว่า รอบเอวเฉลี่ย ของชายไทยอยู่ที่ 32 นิ้ว ดังนั้นหากใครไม่รู้รอบเอวตัวเองและต้องการซื้อกางเกง ก็ควรจะซื้อกางเกงเอว 32 มาใส่ ซึ่งผมคิดว่าตรรกะแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่นัก ทางที่ถูกคือน่าจะเอาสายวัดมาวัดเอวของ ตัวเองดีกว่า

“PE ในอดีต” หรือ Historical PE เป็นค่า PE เฉลี่ยในอดีตซึ่งมักมีการใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงเทียบกับค่า PE ในปัจจุบันว่าราคาในตอนนี้ถูกหรือแพง การใช้ PE ในอดีตอาจพอให้เห็นภาพคร่าวๆได้ ใช้ประกอบการพิจารณาในการลงทุนได้ แต่ไม่ควรคิดว่าเป็นของศักดิ็สิทธิ์ที่จะสัมฤิทธิ์ผลทุกครั้งไป จุดอ่อนของการใช้ PE ในอดีต อยู่ที่ว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้ใส่ความละเอียดอ่อนเรื่องของ วงจรธุรกิจลงไป หรือ เรื่องของ วัฏจักรของอุตสาหกรรมลงไป เช่น PE เฉลี่ยของหุ้นของ Microsoft ในช่วงปี 1990-2000 มีค่าเฉลี่ย อยู่ที่ราวๆ 39 เท่า ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมคอนพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ต่อมาเมื่อ การใช้ Smart Phone และ Tablet เข้ามากินส่วนแบ่งการตลาด ทำให้ PE เฉลี่ยในช่วงปี 2005-2015 อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ดังนั้นการที่ Microsoft ซื้อขายกันอยู่ต่ำกว่า PE ในอดีตก็เป็นเรื่องที่สมเหตุผล ไม่ได้หมายความว่าหุ้น Microsoft ราคาถูกน่าซื้อลงทุนแต่อย่างใด

การวิเคราะห์หุ้นนั้นแบ่งเป็นหลักๆได้สองแบบ คือ หนึ่ง การวิเคราะห์แบบเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นเรื่องความ สามารถในการแข่งขัน, พลวัตในอุตสากรรม และ อำนาจต่อรองของบริษัทที่มีต่อคู่ค้า และ สองการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งเน้นเรื่องอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ เช่น PE, PBV, ROE เป็นต้น การวิเคราะห์หุ้นที่ดีนั้นควรใช้การวิเคราะห์ทั้งสองอย่างประกอบกัน การใช้ค่า PE นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์เชิงปริมาณเท่านั้น นักลงทุนควรพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆประกอบการตัดสินใจด้วย ตัวอย่างที่ดีของการวิเคราะห์หุ้นนั้น สามารถดูได้จาก “ความเห็นที่ปรึกษาการเงินอิสระเกี่ยวกับ รายการได้มาซึ่งสินทรัพย์” ซึ่งบริษัทจดทะเบียนต้องจัดทำให้ผู้ถือหุ้นเวลามีการซื้อขายกิจการ M&A)  แล้วเราจะได้เห็นว่าการวิเคราะห์อย่างมืออาชีพจริงๆนั้นเป็นอย่างไร

Monday, March 7, 2016

เสือสองตัวในถ้ำเดียวกัน /โดย ชาย มโนภาส


คอลัมน์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ โดย ชาย มโนภาส

เป็นที่รู้กันดีว่าสองมหาเศรษฐีนักลงทุนของโลก George Soros และ Warren Buffett ถึงแม้ว่าจะเกิดเดือนเดียวปีเดียวกัน แต่แนวการลงทุนของทั้งสองท่านแตกต่างกันมากทีเดียว Soros นั้นเน้นการเก็งกำไร โดยอาศัยทั้งหลักเศรษฐศาสตร์ การเมืองและจิตวิทยามวลชน แต่ Buffett จะเน้นแนวที่เรียกกันว่า Value Investing

หากหันมาดูพอร์ตลงทุนของทั้งสองจะพบว่า หุ้นที่ Soros ถือมากที่สุดในพอร์ตตอนนี้คือหุ้นสุดยอดบริษัทขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตของจีนชื่อ Alibaba ซึ่งเป็นหุ้นแนวเทคโนโลยี โดยให้น้ำหนักถึง 5% ของพอร์ต แต่ Buffett กลับเลือกที่จะถือหุ้นธนาคาร Wells Fargo ซึ่งโมเดลการทำธุรกิจแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากในอดีต โดยให้น้ำหนักถึง 23% ของพอร์ต ถึงแม้ว่าแนวการลงทุนจะแตกต่างกัน หลังจากศึกษาหุ้นที่ทั้งสองนักลงทุนเอกของโลกถือครองอยู่ ณ สิ้นปี 2014 กลับพบว่ามีหุ้นอยู่ทั้งหมดเจ็ดตัวที่ทั้ง Buffett และ Soros ถือเหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้ขอยกมา 3 ตัว เพื่อศึกษาว่ากิจการเหล่านี้มีดีอย่างไร

บริษัทที่หนึ่ง General Motor (GM) บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกาซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน Buffett ถือ GM อยู่ 1.3% ของพอร์ตในขณะที่ Soros ถือหุ้น GM อยู่ 1.5% ทำไมทั้งสองคนถึงสนใจลงทุนในหุ้นบริษัทรถยนต์แห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ GM เคยมีประวัติผลประกอบการที่ย่ำแย่?

นักวิเคราะห์ต่างชาติหลายคนประเมินว่า หลังจากการเพิ่มทุนครั้งใหญ่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ฐานะทางการเงินของ GM เปลี่ยนไปอย่างมาก ในตอนนี้ GM มีมูลค่ากิจการ 60,000 ล้านเหรียญ แต่บริษัทถือครองเงินสดไว้ราว 28,000 ล้านเหรียญตั้งแต่ปี 2010 เรื่อยมา เรียกว่าถ้าซื้อ GM ทั้งบริษัทแล้วเอาเงินสดออกมา GM จะมีมูลค่าแค่ 32,000 ล้านเหรียญ ซึ่งถูกกว่า Ford คู่แข่งหลักราว 50% แต่ GM มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงกว่า และในตอนนี้ยังมีการเรียกร้องจากกองทุนที่ถือหุ้นของ GM ให้บริษัทนำเงินสดส่วนเกินมาซื้อหุ้นคืนในตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น

หากมองกันตามที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศได้ว่ามา ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่แต่ Buffett เท่านั้น Soros เองก็มีมุมมองของ "Value Investing" ด้วยเหมือนกัน

บริษัทที่สอง Direct TV (DTV) เป็นบริษัทบริการรายการทีวีส่งตรงถึงบ้านผ่านระบบดาวเทียม มีแพ็กเกจหลากหลายให้เลือกทั้งในสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ โดยในสหรัฐมีฐานสมาชิกถึง 20 ล้านคน คู่แข่งหลักโดยตรงกับ Direct TV มีอยู่รายเดียวคือ Dish Network แต่ DTV ทำอัตรากำไรสุทธิได้ดีกว่า กิจการทีวี แบบบอกรับสมาชิกสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาล ซึ่งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ DTV สูงกว่ากำไรสุทธิราว 100% ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้เงินสดในงบดุลของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในรอบห้าปีที่ผ่านมา

โดย Berkshire Hathaway ของ Buffett เข้าไปถือหุ้นอยู่ 2.5% ของพอร์ต และ Soros Fund ถืออยู่ 0.29% ถึงแม้ว่าคนเลือก DTV เข้าพอร์ตของ Berkshire น่าจะเป็น Todd Combs มือขวา Buffett มากกว่าที่จะเป็นตัว Buffett เอง แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ Berkshire เริ่มสนใจในบริษัทที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจ นอกเหนือจากหุ้นธนาคารและอุปโภคบริโภคที่เป็นหุ้นหลักของบริษัท ส่วน Soros เองถือหุ้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในพอร์ตของเขามีทั้ง Alibaba, Facebook และ Yahoo

บริษัทที่สามคือ Phillips 66 (PSX) ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิ่งลงปลายปีที่ผ่านมา ทั้ง Buffett และ Soros ต่างขายหุ้นบริษัท Exxon Mobil ทิ้งออกจากพอร์ต แต่ทั้งสองคนยังเก็บหุ้น Phillips 66 ไว้ นอกจากนั้น Buffett ยังซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคมหลังจากที่ขายไปบางส่วนตอนต้นปี 2014

PSX ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและปิโตรเคมีแต่ไม่มีธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ โดยเน้นกลางน้ำและปลายน้ำ มีธุรกิจท่อส่งก๊าซ รถขนส่ง และปั๊มน้ำมัน ความสามารถในการแข่งขันของ PSX อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงกลั่นและระบบขนส่งเป็นของตัวเอง การค้นพบ Shale Gas และ Shale Oil ปริมาณมหาศาลในแถบตอนกลางของอเมริกาเหนือ ทำให้บริษัทมีต้นทุนน้ำมันดิบในการผลิตที่ต่ำลง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแข่งขันกับของยุโรปที่ใช้น้ำมันดิบอ้างอิงราคา Brent ซึ่งปกติราคาสูงกว่าได้เป็นอย่างดี ถึงแม้กำไรจากการดำเนินงานจะสูง ๆ ต่ำ ๆ ตามแบบหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ Buffett ก็ยังถือหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปี 2012 และ Soros เริ่มซื้อมาตั้งแต่ปี 2013

ถึงแม้ว่า Soros จะมีการลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่า อย่างหุ้น APPLE ก็ซื้อ ๆ ขาย ๆ ตลอด แต่ Buffett ลงทุนในหุ้น IBM มีแต่ซื้อเข้าอย่างเดียวทุกปีตั้งแต่ปี 2011 ไม่เล่นรอบเลย กูรูทั้งสองเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละตัวผ่านการพิจารณาทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม, ความสามารถในการแข่งขัน และอัตราส่วนทางการเงินมาเป็นอย่างดี

ตอนนี้ความมั่งคั่งของทั้งสองคนก็อยู่ในระดับเกิน 20,000 ล้านเหรียญ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะลงทุนแบบเล่นรอบหรือถือลงทุนยาว นักลงทุนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้ แต่การเลือกหุ้นเพื่อลงทุนนั้นนักลงทุนต้องใช้ "ความรู้" ในการวิเคราะห์กิจการ และมีความเข้าใจในธุรกิจที่บริษัททำอยู่พอสมควร ไม่ใช้การคิดนึกคาดเดาเอาเองเป็นหลัก

หลายคนเล่นหุ้นเน้นเฉพาะการเก็งกำไรรู้จักแค่ตัวย่อ, ชื่อหุ้น และราคาหุ้น หากเราใส่ความพยายามลงไปเพียงเท่านั้นขนาดของกำไรที่พอคาดหวังได้ก็คงไม่ต่างกัน

ที่มา : ประชาชาติออนไลน์

Tuesday, October 7, 2014

สัญญาณ บวก-ลบ ในตลาดหุ้น



      ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์และการเงินนั้น การมองหา “สัญญาณ” หรือ Indicator ที่จะสามารถบอกให้เรารู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นบวก เราก็สามารถวางแผนหรือกำหนดนโยบายในการจัดสรรทรัพยากรให้รองรับกับสิ่งนั้น หากสัญญาณบอกว่าอนาคตจะเป็นลบ เราก็จะได้เตรียมการแก้ไขไม่ให้มันเลวร้ายลงมากนัก นั่นก็เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ แต่ในด้านของนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้น พวกเขามองหา “สัญญาณ” เพื่อที่จะบอกว่าเขาควรที่จะทำอย่างไรหรือมีกลยุทธ์อย่างไรในการลงทุน พูดง่าย ๆ ก็คือ ควรจะซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน สัญญาณในตลาดหุ้นนั้นมีมากมายที่คนเชื่อกันว่าสามารถบอกอนาคตของหุ้นหรือตลาดหุ้นได้แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงก็คือ น่าจะมีสัญญาณน้อยมากที่จะสามารถบอกอนาคตได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญก็คือ โอกาสที่อนาคตจะไม่เป็นไปตามที่คาดก็มีอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมิฉะนั้น คนที่เล่นหุ้นตามสัญญาณก็รวยกันหมดแล้ว ซึ่งตามทฤษฎีก็เป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็ยังอยากจะดูสัญญาณอยู่ดี มันคงเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ มาดูกันว่ามีสัญญาณอะไรในตลาดหุ้นที่นักลงทุนสนใจดูกัน

       สัญญาณตัวแรกที่นักเล่นหุ้นจับตาดูกันทุกวันก็คือ ดัชนีดาวโจนส์ นักลงทุนเชื่อกันว่าถ้าดัชนีดาวโจนส์ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเมื่อคืนก่อนปรับตัวขึ้นแรง ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ก็จะปรับตัวขึ้นตาม แต่ถ้าดัชนีดาวโจนส์ตกลงมาอย่างแรง คืนนั้นนักเล่นหุ้นบางคนก็อาจจะ “นอนไม่หลับ” เนื่องจากกังวลว่าหุ้นที่ตนเองถืออยู่มากคงจะตกลงมาแรง บางทีเขาอาจจะคิดว่า “ทำไมเราไม่ขายไปก่อนวะ” ราวกับว่าเขารู้ว่าดาวโจนส์กำลังปรับตัวลงมาอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม สัญญาณดัชนีดาวโจนส์นั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะในนาทีแรกที่ตลาดหุ้นไทยเปิด ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้น หรือตกหนักลงไปทันที เราไม่มีโอกาสที่จะซื้อหรือขายหนีก่อน ดังนั้น ดัชนีดาวโจนส์จึงเป็นอะไรที่นักวิเคราะห์ใช้ในการอธิบายสาเหตุว่าทำไมหุ้นจึงขึ้นหรือตกอย่างแรงถ้าไม่มีสาเหตุอย่างอื่น มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณทำเงิน

       สัญญาณตัวที่สองที่นักเล่นหุ้นติดตามกันมากก็คือ กลุ่มผู้ซื้อ-ขาย สุทธิในตลาดหุ้นประจำวัน ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบัน หรือคือกลุ่มที่เป็นกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นต้น กลุ่มนี้โดยธรรมชาติก็เป็นนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวกว่ากลุ่มอื่น และก็เป็นกลุ่มที่มีการซื้อขายน้อยที่สุด กลุ่มที่สองคือกลุ่มโบรกเกอร์ที่เข้ามาเล่นหุ้นโดยใช้เงินของบริษัทเอง นี่เป็นกลุ่มที่มีการซื้อขายค่อนข้างเร็วและน่าจะมีการเก็งกำไรสูง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไม่เสียค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขาย กลุ่มที่สามคือกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีปริมาณการซื้อขายมากเป็นอันดับสองในตลาดหุ้นไทย และเป็นกลุ่มที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นจับตามองมากที่สุด เหตุผลก็คือ นักลงทุนเชื่อว่าถ้า “ฝรั่ง” ซื้อสุทธิ มาก ๆ แนวโน้มก็คือ ตลาดหุ้นจะขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าฝรั่งขายหนัก ๆ เรา “ถอยดีกว่า” เพราะนักลงทุนเชื่อในเรื่องของ “Fund Flow” นั่นคือ เงินต่างชาตินั้นมีมาก และพวกเขาจะเข้ามาซื้อหุ้นตัวใหญ่ ๆ ทำให้ดัชนีและตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นอย่างแรงและเร็ว สุดท้ายก็คือ กลุ่มนักลงทุน “รายย่อย” ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเรียกว่า “นักลงทุนส่วนบุคคล” มากกว่า เพราะในปัจจุบันนี้ จำนวนมากเป็น “นักลงทุนรายใหญ่” ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายของกลุ่มสูงที่สุดและมักจะมากกว่า 50% ของตลาดโดยรวม ประเด็นก็คือ อิทธิพลของ “ฝรั่ง” นั้น ผมคิดว่าลดลงเมื่อเทียบกับในสมัยก่อนที่ตลาดหุ้นไทยมีแต่นักลงทุนรายย่อยจริง ๆ ที่เล่นเก็งกำไร กับต่างชาติที่รอบรู้กว่า แต่ปัจจุบันไม่ใช่

        สัญญาณตัวที่สามคือ การซื้อ-ขายหุ้นของผู้บริหาร ถ้าเชื่อตามที่ ปีเตอร์ ลินช์ พูดก็คือ การขายหุ้นของผู้บริหารนั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทคงจะมีผลประกอบการที่ไม่ดีหรือหุ้นจะแพงเกินไปแล้วเสมอไป ผู้บริหารอาจจะมีภาระหรือความจำเป็นต้องใช้เงินก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพบว่าผู้บริหารหลาย ๆ คนต่างก็ขายหุ้นพร้อมหรือใกล้เคียงกันในจำนวนมาก แบบนี้ก็อาจจะต้องคิดเหมือนกันว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้บริหารต่างก็ต้องการใช้เงินพร้อมกัน ในกรณีอย่างนี้เราคงต้องวิเคราะห์และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่ามันเป็น “สัญญาณลบ” ที่ทำให้เราขายหุ้นหรือไม่ ตรงกันข้าม ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่า เหตุผลในการซื้อหุ้นของผู้บริหารนั้นมีเพียงประการเดียวนั่นคือ เขาคิดว่าหุ้นมีราคาถูกคุ้มค่าและเขาสามารถทำกำไรได้จากการลงทุน ดังนั้น ผู้บริหารซื้อหุ้นจึงเป็นสัญญาณบวก อย่างไรก็ตาม ในกรณีของตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะที่ผู้บริหารกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นรายเดียวกัน การซื้อหุ้นของผู้บริหารก็อาจจะไม่ใช่สัญญาณบวกก็ได้ เหตุผลก็คือ มันอาจจะเป็นการ “ส่งสัญญาณลวง” ให้นักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อให้ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นไปหรือพยุงราคาหุ้นไว้เพื่อให้ตนเองสามารถขายหุ้นได้สะดวก เพราะในกรณีแบบนี้ หุ้นที่เขาซื้อนั้น เป็นเพียงส่วนน้อยของหุ้นที่เขามี ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องทำกำไรจากหุ้นในส่วนที่เขาซื้อเข้ามาเพิ่มจำนวนเพียงเล็กน้อย

           สัญญาณตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ รายการซื้อขายหุ้นรายการใหญ่แบบจับคู่หรือการซื้อขายหุ้นแบบ Big Lot นี่คือการที่ผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นจำนวนมากตกลงขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก โดยปกติก็คือ คนที่ขายจะมีเพียงรายเดียวหรือไม่กี่รายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเช่นอยู่ในครอบครัวเดียวกันหรือกลุ่มบริษัทเดียวกัน ส่วนคนที่ซื้อนั้น บางครั้งก็มีรายเดียวหรือไม่กี่รายที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มักจะเป็นสถาบันที่ต้องการได้หุ้นจำนวนมาก แต่บางครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการขายหุ้นก้อนโตมหาศาลหลาย ๆ พันหรือเป็นหมื่นล้านบาทขึ้นไปก็จะมีผู้ซื้อรายใหญ่จำนวนมากเป็นสิบ ๆ รายหรือเป็นร้อยรายที่ต่างก็เข้ามาแสดงความจำนงซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ที่จะทำหน้าที่ในการขายหุ้นให้กับคนที่ต้องการขาย การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Big Lot นี้ มักทำกันแบบ “Over Night” หรือทำแบบ “ข้ามคืน” ในช่วงที่ตลาดหุ้นปิดแล้ว ซึ่งการตกลงทุกอย่างจะทำภายในคืนนั้นและมา “จับคู่” ซื้อขายหุ้นกันในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยทั่วไปราคา ซื้อ-ขาย มักจะต่ำกว่าราคาปิดของวันก่อนเล็กน้อยประมาณ 3-5% ในกรณีที่เป็นรายการที่ไม่ใหญ่มาก แต่ในกรณีที่เป็นรายการใหญ่มาก บางทีอาจจะต่ำกว่า 10% ก็มี

          สัญญาณจากการขายแบบ Big Lot นั้น แม้ว่าในหลาย ๆ กรณีผู้ขายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นผู้บริหาร แต่ก็ไม่ได้เป็นสัญญาณลบเสมอไป อย่าลืมว่าการขายของเขานั้นอาจจะมาจากเรื่องของการต้องการใช้เงินหรือเป็นการลดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงก็ได้ ไม่ใช่แปลว่าหุ้นจะไม่ดี เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนที่ซื้อเองนั้นก็เป็นนักลงทุนรายใหญ่และส่วนใหญ่เป็นสถาบัน ดังนั้น ถ้าหุ้นไม่ดีหรือไม่คุ้มค่าพวกเขาก็คงไม่ซื้อ สิ่งที่จะเป็นลบที่เห็นได้ชัดเจนจากการทำ Big Lot ก็คือ ราคาหุ้นที่ซื้อขายนั้นจะต่ำกว่าราคาหุ้นบนกระดาน ดังนั้น คนที่ซื้อบางรายอาจจะรีบ “ทำกำไร” ทันทีโดยการขายหุ้นที่ได้มาในตลาด และนี่ทำให้ราคาหุ้นในวันแรกที่ทำ Big Lot มักจะตกลงมาใกล้เคียงกับราคาที่มีการตกลงซื้อขายกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากวันแรกไปแล้ว ราคาหุ้นก็มักจะกลับมาซื้อขายกันตามพื้นฐานที่ควรจะเป็น ดังนั้น ข้อสรุปของผมก็คือ การขาย Big Lot ในระยะสั้นอาจจะเป็นลบเล็กน้อย แต่ในระยะยาวแล้วก็ไม่มีผลอะไร ว่าที่จริงในบางกรณีกลับเป็นบวก เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นตัวนั้นอาจจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจากมีนักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนมากขึ้น สภาพคล่องดีขึ้น ทำให้ราคาหุ้นดีขึ้น

        และทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงสัญญาณส่วนหนึ่งที่คนในตลาดหุ้นชอบติดตามและบ่อยครั้ง Take Action หรือตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง แต่สำหรับ VI แล้ว เรื่องเหล่านี้ เรามักจะติดตามเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราก็ไม่ควรจะทำอะไรยกเว้นแต่มันมีเหตุผลที่น่าจะทำหลังจากที่ได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น

Monday, October 6, 2014

คุณค่า(ทางจิตใจ) VS ราคา


     ในแวดวงของนักลงทุนแบบแบบ Value Invesment นั้น  คำสองคำที่เราพูดถึงอยู่เสมอก็คือ  Value กับ Price หรือ  คุณค่า  กับ ราคา   “คุณค่า”  นั้นก็คือสิ่งที่เราจะได้จากการถือทรัพย์สินนั้น  พูดง่าย ๆ  เราจะได้อะไรจากทรัพย์สินนั้น  ซึ่งในเรื่องของหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นก็คือ  ปันผลที่เราจะได้ตลอดอายุของการลงทุนหรือตลอดไป    ส่วน “ราคา” ก็คือสิ่งที่เราจะต้องจ่ายในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว  หน้าที่หลักของเราก็คือ  ประเมินดูว่าคุณค่าหรือมูลค่าของหุ้นตัวนั้นควรจะเป็นเท่าไรโดยหาจาก  “มูลค่าปัจจุบัน” ของปันผลที่จะได้รับในอนาคตทั้งหมด  แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับราคา  หากมูลค่าสูงกว่าราคาเราก็ซื้อ  แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าราคา  เราก็ขาย  เพราะเราเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว  ราคาจะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ  ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น  มูลค่าหรือคุณค่าของหุ้นมีเพียงหรือควรจะมีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือปันผลที่จะได้รับเป็นเงินสด  คุณค่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินและมักจะไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นตัวเงิน  เช่น  ชื่อเสียงหรือความรู้สึกทางจิตใจนั้น   เราจะไม่นำมาคิด

         แต่ในโลกที่กว้างออกไป  “คุณค่า” นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเงิน  คุณค่าทางด้าน  “จิตใจ” ก็มีอยู่มากพอที่จะทำให้คนยอมจ่าย  “ราคา”  เพื่อที่จะได้มันมา  หรือถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ  คนแต่ละคนจะประเมินดู  “คุณค่าทางด้านจิตใจ” ที่เขาจะได้รับทั้งหมด  แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ  “ราคาหรือเม็ดเงิน” ที่เขาจะต้องจ่าย  ถ้าคุณค่านั้นสูงกว่า  เขาก็จะ  “ซื้อ”   แต่ถ้าไม่  เขาก็อาจจะขายถ้าสามารถขายได้   ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณค่าทางจิตใจนั้นแตกต่างจากคุณค่าที่เป็นเม็ดเงินก็คือ  คุณค่าทางจิตใจนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน  ของสิ่งเดียวกันสำหรับคนหนึ่งอาจจะมีคุณค่ามาก  แต่สำหรับอีกคนหนึ่งมันอาจจะไม่มีค่าอะไรเลย  ลองมาดูกันว่าใน “ตลาด” ที่ขาย  “คุณค่าทางจิตใจ” ของประเทศไทยเรานั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ

          ในเมืองไทยที่สังคมยังค่อนข้างติดยึดกับระบบ  “ศักดินา” ที่แบ่งคนเป็น  “ชนชั้น” ตามฐานันดรต่าง ๆ  นั้น  ทำให้ยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งเป็นสิ่งที่คนต่างก็แสวงหา  คนมักจะยกย่องเชิดชูคนที่มีฐานะและตำแหน่งที่เป็นทางการสูงโดยที่ไม่ใคร่สนใจว่าคน ๆ  นั้นจะมีความรู้ความสามารถหรือมีคุณธรรมจริง ๆ หรือไม่  ดังนั้น  คนที่มีปัญญา  มีความรู้ความสามารถ  หรือเพียงแต่มีเงินจึงต้องการ  “หัวโขน” มาประดับด้วย  หัวโขนหรือตำแหน่งที่เป็น  “ทางการ”  จึงเป็นสิ่งที่มีค่า  เป็น  Value  สำหรับคนหลาย ๆ  คน  และดังนั้น  พวกเขาจึงยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเป็น “ราคา”  ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ “หัวโขน”  แต่ละแบบ   และนี่ก็เป็นที่มาของเรื่องการ  “ขายปริญญา”ของ  “มหาวิทยาลัย” ที่ไม่ได้มีมาตรฐาน  หรือไม่ก็เป็นปริญญากิตติมศักดิ์ที่มอบให้แต่ผู้รับต้อง  “จ่ายเงิน”   นอกจากนั้น  ในอดีตเราก็เคยมีกรณี  “เครื่องราช”  ที่คนต้องจ่ายเงินให้กับคนที่จัดการทำเรื่องหลอกลวงว่ามีการบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับคนที่ต้องการได้เครื่องประดับนี้โดยที่ตนไม่สมควรได้

          อาหารเสริมเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก  ผู้ผลิตมีตั้งแต่บริษัทระดับโลกไปยันกิจการครอบครัวขนาดเล็กที่ไม่มีการค้นคว้าวิจัยอะไรเลย  “คุณค่า” ของอาหารเสริมจำนวนมากที่จะมีต่อร่างกายนั้นยังมีข้อสงสัยอยู่มาก  หมอหรือนักวิชาการจำนวนมากที่ผมรู้จักหรือได้อ่านบทความนั้นบอกว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากความรู้สึกทางใจที่ว่ามันช่วยให้สุขภาพดีขึ้น  อย่างไรก็ตามคนจำนวนมากรวมทั้งผมต่างก็ดูว่ามีอาหารเสริมหลายอย่างที่ผมซื้อเพราะมัน  “คุ้มค่า”  คนจำนวนมากคิดว่าคุณค่าของมันเหนือกว่าราคาที่จ่าย  คุณค่าที่ว่านี้ก็คือการมีสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับเขานั้น  คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาก   สำหรับผมเอง  ผมก็ไม่ได้เชื่อมากนักว่าอาหารเสริมที่ผมกินนั้นจะช่วยให้สุขภาพผมดีมากมายอะไร  อย่างไรก็ตาม  เงินที่ผมจ่ายนั้น  ก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ผมมี  ดังนั้น เทียบแล้ว Value เหนือ Price และนี่เป็นเหตุผลที่อาหารเสริมนั้นเป็นธุรกิจที่เติบโตมาก

         การพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตไม่น้อยไปกว่าอาหารเสริม  ไล่ตั้งแต่การดูหมอและการผูกดวงชะตาต่าง ๆ    การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค  ไปจนถึงการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย  นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักวิชาการมีการศึกษาและพบว่าการคาดการณ์ทั้งหลายดังกล่าวนั้นไม่มีความถูกต้องแม่นยำพอที่จะมีประโยชน์ในการตัดสินใจอะไรเลย   แต่คนจำนวนมากก็ยังยอมจ่ายเงินไปเพื่อซื้อการคาดการณ์เหล่านั้น  พวกเขาเห็น  “คุณค่า”  ของมัน  คนบางคนเชื่อว่าการคาดการณ์นั้นมีความถูกต้องและจะทำให้สามารถนำไป “ทำเงิน” และคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย   คนบางคนนั้นได้  “คุณค่าทางจิตใจ”  นั่นก็คือ  มันทำให้เขารู้สึกสบายใจที่มีคนมาช่วย  “รับภาระทางใจ”  ต่อการตัดสินใจของเขา   ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดเขาก็สามารถที่จะอ้างได้ว่าเขาตัดสินใจโดยได้ใช้ข้อมูลและความเห็นของคนที่เชี่ยวชาญในการพยากรณ์อนาคตอย่างรอบคอบแล้ว

          Value หรือคุณค่าของ  “ที่ปรึกษา” ทางธุรกิจนั้น  บ่อยครั้งก็ไม่ได้มีคุณค่าที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับค่าที่ปรึกษาที่สูงลิ่ว  เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัทหรือหน่วยงานเองนั้นส่วนใหญ่น่าจะรู้ดีกว่าที่ปรึกษาที่เป็นคนนอกและเพิ่งเข้ามาศึกษาการทำงานของบริษัทจากการสอบถามพนักงานภายในบริษัทเอง   แต่ประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ประเด็นอาจจะอยู่ที่ว่าคุณค่าของที่ปรึกษาในสายตาของคนจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารอาจจะอยู่ที่ว่า  ที่ปรึกษานั้นเป็นผู้ที่จะบอกให้แต่ละหน่วยงานในบริษัททำตามเนื่องจากพวกเขาเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญคนนอก”  ที่ไม่มี  “การเมืองในบริษัท”  ที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ง่ายกว่า  นอกจากนั้น  หากเกิดมีอะไรผิดพลาด  ผู้บริหารก็ยังมีข้ออ้างว่าที่ปรึกษาได้แนะนำไว้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายบริหารทั้งหมด

          ตลาดพระเครื่องน่าจะเป็นตลาดที่  “คุณค่าทางด้านจิตใจ”  มีบทบาทสำคัญในทรัพย์สินที่มีตัวตนและเปลี่ยนมือได้  “คุณค่า” ของพระเครื่องแต่ละรุ่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยหลาย ๆ  อย่าง  เช่น  ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ห้อยพระเครื่องบางองค์รอดปลอดภัยอย่าง  “มหัศจรรย์”  คุณค่าในสายตาของคนเล่นพระเครื่องในพระรุ่นนั้นก็อาจจะสูงขึ้นมากและทำให้  “ราคา”  ค่าเช่าพระองค์นั้นวิ่งสูงขึ้นด้วย  แต่ถ้าถามว่าพระเครื่องรุ่นนั้นช่วยให้  “แคล้วคลาด”  ได้จริงหรือเปล่า?  คงไม่มีใครตอบได้จริง ๆ  

            Value ของบริษัทจัดการกองทุนรวมหรือผู้บริหารกองทุนรวมนั้น  ในต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกามีการศึกษากันมากและพบว่า  ผู้จัดการกองทุนรวมส่วนใหญ่มีคุณค่าในแง่ของการเลือกหุ้นที่ถูกต้องน้อยไม่คุ้มค่ากับค่าบริหารกองทุนที่คิดค่อนข้างสูงอาจจะ 3-4% ต่อปีของสินทรัพย์สุทธิ  อย่างไรก็ตาม  คนจำนวนมากก็ยังใช้บริการยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนในอัตราสูงแทนที่จะซื้อกองทุนอิงดัชนีที่ไม่ต้องเลือกหุ้นและคิดค่าบริหารกองทุนต่ำกว่ามาก   เหตุผลนั้นอาจจะเป็นเพราะคนยังเชื่อว่ามีกองทุนรวมที่มีฝีมือหรือคุณค่าสูงในการเลือกหุ้นเพราะพวกเขาเห็นว่ากองทุนนั้นมีผลงานที่ดีเด่นในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ความหวังที่จะได้กำไรดี ๆ  และการ “ยกความรับผิดชอบ” ให้กับบริษัทจัดการการลงทุนที่  “มีผลงานโดดเด่น”  ทำให้พวกเขายอมจ่าย “ราคา”  ที่อาจจะสูงกว่าคุณค่าที่แท้จริงของ บลจ. นั้น

           ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น  ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมต้องการจะบอกก็คือ  ในฐานะของ VI  เราจะต้องเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Value” หรือคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ  เมื่อเทียบกับ ราคา ที่เราจะจ่าย  และเราต้องเข้าใจด้วยว่า Value นั้นมีหลายรูปแบบและในสายตาของแต่ละคนก็อาจจะไม่เท่ากันถ้ามันไม่ใช่ Value ที่เป็นเม็ดเงิน  ความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้เราใช้เงินได้คุ้มค่าขึ้น  ทั้งทางด้านของการลงทุนและในด้านการใช้จ่ายอย่างอื่นของชีวิต

Tuesday, July 15, 2014

อดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้า

     

    การลงทุนในตลาดหุ้นแบบระยะยาวจริง ๆ  คือถือหุ้นแต่ละตัวโดยเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งปีหรือหลาย ๆ ปีขึ้นไปนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ยังมีอายุน้อยและมีความหวังที่จะ  “รวย”  จากการลงทุนในเวลาอันสั้น  เหตุผลที่สำคัญก็คือ  คนจำนวนมากคิดว่าการลงทุนระยะสั้นนั้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย  พวกเขาคิดว่าการ “ซื้อแล้วเก็บ” นั้น  ผลกำไรหรือผลตอบแทนของการลงทุนก็มักจะเป็นไปตามผลกำไรของบริษัทในระยะยาว  ซึ่งก็มักจะ  “ไม่สูง”  นั่นคืออย่างมากก็ประมาณ 15%  ต่อปี  แต่ถ้า  “เล่นสั้น”  ก็จะมีโอกาส  “ทำกำไร” ปีละหลายรอบ  บางทีรอบละ 10%-20%  ปีหนึ่งก็อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนหลายสิบเปอร์เซ็นต์  จริงอยู่  ในบางครั้งอาจจะพลาด  แต่โดยรวมแล้วเขาคิดว่ากำไรจะมากกว่าขาดทุน   ดังนั้น  คนส่วนใหญ่  แม้แต่ที่เป็น VI จึงนิยมลงทุนค่อนข้างสั้นไม่เกินหนึ่งปี   ถ้าไม่ใช่ VI ก็อาจจะสั้นขนาดเป็นวัน  ที่เป็น VI ก็อาจจะเป็นเดือนหรืออาจจะหลายเดือน  สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ทำให้คนเล่นสั้นนั้นมีหลากหลายและต่อไปนี้ก็คือ  “สิ่งยั่วเย้า”  ที่ทำให้คนเข้ามาซื้อขายหุ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนตัวหุ้นไปเรื่อย ๆ

             สำหรับคนที่เป็น  “เทรดเดอร์”  หรืออาจจะเป็น  “นักลงทุนรายวัน”  สิ่งที่ “ยั่ว” ให้เขาเข้ามาซื้อหรือขายหุ้นนั้นก็คือ  ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น  นี่คือการเล่นหุ้นตามแนวเทคนิคที่เน้นการซื้อขายหุ้นตามความผันผวนของราคาและความคึกคักของหุ้น  หุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่น  ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจราคาอาจจะปรับขึ้นไปเป็น 10%  หรือในช่วงไม่กี่วันราคาขยับขึ้นไปต่อเนื่องหลายสิบเปอร์เซ็นต์  อาการแบบนี้ทำให้นักเล่นหุ้นระยะสั้นแนวเทรดเดอร์  “อดทนไม่ไหว”  ต้องเข้าไปเล่นโดยหวังว่าหุ้นจะวิ่งต่อไปและตนเองสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น   คนที่เข้าไปเล่นหุ้นตามแนวทางนี้เมื่อได้กำไรในระดับหนึ่ง  เช่น  อาจจะ 5%-6% ก็มักจะรีบขายทำกำไรเพราะอาจจะกลัวว่าหุ้นจะ “ปรับตัวลง”  เช่นเดียวกัน  บางคนเข้าไปซื้อ  “ช้าเกินไป”  และหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าต้นทุน  บางทีเข้าก็อาจจะขายทิ้งเหมือนกัน

             “สิ่งยั่วเย้า”  ต่อมาที่มักทำให้คนเข้าไปซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาบริษัทอย่างลึกซึ้งก็คือ  “ข่าวดี” ของบริษัท  เช่น  บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้โดดเด่น  เช่น ขายคอนโดหมดได้อย่างรวดเร็ว  บริษัทได้รับงานใหม่ที่มีขนาดหรือรายได้สูง  เช่น  บริษัทรับเหมาก่อสร้างประมูลงานได้  หรือบริษัทชนะประมูลแข่งในกิจการสัมปทานหรืองานจากหน่วยงานรัฐและเอกชนต่าง ๆ  เป็นต้น   ข่าวดีเหล่านั้นถึงจะทำรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้นในอนาคตและอาจจะช่วยทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นซึ่งก็จะทำให้หุ้นมีค่ามากขึ้นได้  แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นเรื่องที่  “เกิดขึ้นครั้งเดียว”  หรือไม่ถาวร  ดังนั้นผลกระทบในแง่ของมูลค่าของบริษัทก็อาจจะไม่มากนัก  อย่างไรก็ตาม  นั่นเป็นเรื่อง  “ระยะยาว”  แต่ใน “ระยะสั้น”  คนก็น่าจะเข้ามาเก็บหุ้นและราคาก็จะปรับตัวขึ้น  นั่นคือสิ่งที่เราคิด  และนั่นทำให้เรา “อดไม่ได้” ที่จะต้องซื้อหุ้น  เราคิดว่านี่คือเงินที่จะได้มาง่าย ๆ  หรือเป็น  “Easy Money”

            สิ่งยั่วเย้าให้คนแห่กันเข้ามาซื้อหุ้นโดยที่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานของบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า  “Financial Engineering” ในความหมายที่ไม่ได้ตรงกับชื่อจริง ๆ  แต่ในความหมายของผมก็คือ  การออกตราสารการเงินทั้งที่เป็นหุ้นหรืออนุพันธ์ที่ให้ฟรีหรือเกือบฟรีกับผู้ถือหุ้น  หรือการปรับแต่งตัวเลขทางการเงินเช่นการปรับพาร์หรือแตกหุ้นต่าง ๆ  เหล่านี้  ซึ่งในพื้นฐานจริง ๆ  แล้วเป็นเรื่องของการพิมพ์หรือปรับตัวเลขบนกระดาษเพื่อส่งให้ผู้ถือหุ้น  แต่ผลที่มักเกิดขึ้นก็คือ  นักลงทุนคิดว่าบริษัทกำลังจ่ายปันผลหรือให้สิทธิต่าง ๆ  ที่มีค่า  ดังนั้นพวกเขาก็เข้ามาเก็งกำไรโดยการซื้อหุ้นเพื่อหวังปันผลหรือสิทธินั้นโดยอาจจะไม่เข้าใจว่ามูลค่าของหุ้นเดิมจะต้องถูกลดทอนลงหรือเกิด  “Dilution”  ราคาหุ้นก็มักจะเพิ่มขึ้น  นักลงทุนที่เห็นประกาศการทำ “Financial Engineering” ก็มักจะอดไม่ไหวที่จะเข้าไปซื้อหุ้นเพราะหวังที่จะได้กำไรอย่างง่าย ๆ

             นอกจาก “Financial Engineering” แล้ว  สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่แพ้กันก็คือ  “Business Engineering” ในความหมายของผมอีกเช่นกันที่ผมหมายถึงการดัดแปลงหรือหาธุรกิจใหม่ที่  “หวือหวา”  ที่เป็นธุรกิจที่  “มีกำไรดี” และ  “ทำได้ง่าย ๆ”  เช่น พัฒนาอสังหาริมทรัพย์    หรือเป็นธุรกิจ  “แห่งอนาคต”  เช่น  พลังงานทดแทน  มาทำแทนหรือเสริมธุรกิจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ  ผลที่เกิดมักเกิดขึ้นก็คือ  บริษัทถูกมองว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มีกำไรและเติบโตมหาศาลจากเดิมที่เป็นบริษัทที่น่าเบื่อและไม่มีอนาคต  นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นและให้มูลค่าเท่า ๆ  หรือมากกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันทั้ง ๆ ที่บริษัทยังไม่ได้พิสูจน์ผลงานเป็นที่ประจักษ์  ผลก็คือ  ราคาหุ้นพุ่งพรวดและนักลงทุนจำนวนมากก็ “อดไม่ได้”  ที่จะ “ร่วมขบวน” การ  “หาเงินง่าย ๆ”  นี้

            ในยามที่ตลาดหุ้นบูมหนักอย่างในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่จะทำกำไรแบบ Easy Money มากเท่ากับหุ้น  IPO  หรือหุ้นเข้าตลาดครั้งแรก  นี่เป็นการเก็งกำไรที่ได้เสียเร็วมากที่สุดอย่างหนึ่งเพราะราคาหุ้นผันผวนเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง  แม้แต่ชั่วนาทีก็อาจจะทำกำไรหรือขาดทุนได้หลาย ๆ  เปอร์เซ็นต์  แน่นอน  คนที่เข้าไปเล่นในวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดนั้นต่างก็หวังกำไรทั้งนั้นและพวกเขาก็อดกลั้นไม่ไหวที่จะอยู่เฉย ๆ  และมอง  “กำไรที่หายไปต่อหน้าต่อตา”  ดังนั้น  พวกเขาก็เข้าไปเล่นโดยไม่ได้สนใจพื้นฐานของกิจการ

           การสนองตอบต่อสิ่งยั่วเย้านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะต่อนักลงทุนที่  “ไม่รอบรู้”  เท่านั้น  แม้แต่คนที่เก่งกาจและเป็น VI ผู้มุ่งมั่นเองก็ประสบกับมันเช่นกัน  ความต้องการกำไรที่มากและรวดเร็วหรือเป็น  Easy Money นั้น  ทำให้หุ้นประเภทที่มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นมากและรวดเร็วเป็นที่สนใจของ VI จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่อายุยังไม่มากและพอร์ตยังไม่ใหญ่นัก  นั่นก็คือหุ้นที่ถูกจัดว่าเป็นหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว  หรือหุ้น  Cyclical หรือหุ้นวัฎจักร  หุ้นสองกลุ่มนี้คือหุ้นที่พื้นฐานหรือผลการดำเนินงานกำลังเปลี่ยนจากบริษัทใกล้ล้มละลายหรือตกต่ำอย่างหนักจากภาวะแวดล้อมทางอุตสาหกรรม  กลายเป็นบริษัทที่ “เกิดใหม่” และจะมีกำไร  หรือกลายเป็นบริษัทที่กำลังจะมีกำไรดีต่อเนื่องไปในอนาคตหลังจากตกต่ำมาช่วงเวลาหนึ่ง  ภาวะที่ดีขึ้นอย่างมากในเวลาอันสั้นนั้นมักจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า  “Euphoria”  หรือเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างเคลิบเคลิ้มจนลืมไปว่าผลประกอบการในอนาคตนั้นอาจจะไม่ได้สวยสดต่อเนื่องยาวนาน  และดังนั้นพวกเขาก็มักจะให้มูลค่าที่สูงเทียบกับผลกำไรของบริษัทที่กำลังดีขึ้นแต่อาจจะไม่คงทน  ผลก็คือ  ราคาหุ้นถูก “ดัน” ขึ้นไปมากเนื่องจากนักลงทุน  “ทนไม่ไหว”  ที่จะไม่เข้าไปซื้อหุ้นที่เห็นว่าอาจจะโตขึ้นไปได้อาจจะอีกหลายเท่า

             ยังมีสิ่งยั่วเย้าอีกมากมายในตลาดหุ้นที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นในระยะสั้น  ตัวอย่างเช่น  การที่หุ้นถูกซื้อโดย  “เซียน”  หรือนักลงทุน  “รายใหญ่”  ในตลาดหุ้น  หรือถูกซื้อโดยผู้บริหารในจำนวนมาก  หรือเรื่องราวต่าง ๆ  อีกร้อยแปดที่อาจจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างรุนแรงและทำให้นักลงทุนที่ติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาซื้อหุ้นโดยหวังที่จะทำกำไรอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นเพราะเขา “อดกลั้นไม่ได้”

            ผมเองไม่ได้บอกว่าการเข้าซื้อหุ้นบ่อย ๆ  เพราะเราอดกลั้นไม่ได้ต่อสิ่งยั่วเย้าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี  มันคงเป็นประสบการณ์ของนักลงทุนแต่ละคน  และคงขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าถูกต้องหรือไม่และบางทีก็เป็นเรื่องของช่วงเวลาที่ทำ  ส่วนตัวผมเองเชื่อว่า  การทำหรือซื้อหุ้นบ่อย ๆ  ซึ่งก็แปลว่าต้องขายบ่อยด้วยนั้น  ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่  และนั่นทำให้การรู้จักอดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้านั้น  เป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่งของ VI

CR> ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล

Sunday, February 23, 2014

วิธีเปรียบเทียบหุ้นถูก-หุ้นแพง คุณภาพ VS ราคาหุ้น ลงทุนหุ้น VI

       

                ในการซื้อของเรามักจะเปรียบเทียบคุณภาพสินค้ากับราคา  เราชอบซื้อสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาต่ำ  หลายคนแย้งว่า  คุณภาพสูงแต่ราคาต่ำนั้นไม่มี  สินค้าที่ราคาต่ำก็มักจะมีคุณภาพต่ำไปด้วย  อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น

          ในชีวิตประจำวันของคนเรา  มีคนหลายๆ คนที่นิยมใช้สินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อยี่ห้อโปโล รองเท้าไนกี้  นาฬิกาสว๊อต  กีตาร์มาร์ติน หรือ Gibson  แต่ไม่ใคร่จะมีสตางค์มากนัก  เรียกว่า  รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ  คนเหล่านั้นไม่หมดความหวังที่จะได้สินค้าดังกล่าว  วิธีการก็คือ  คุณๆ เหล่านั้นจะหมั่นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ เป็นประจำ  วันดีคืนดีก็อาจจะเจอสินค้าเป้าหมายประกาศลดราคาแบบ Amazing Sale คือลดลงมา 40 - 70 เปอร์เซนต์ก็มี  คนกลุ่มนี้ก็จะไม่รอช้า  รีบซื้อสินค้าทันที  เพราะเฝ้ารอดูราคาสินค้ามานาน  เมื่อวานยังเห็นติดป้าย  7,000 บาท  แต่วันนี้สินค้าตัวเดียวกัน  ราคาเหลือ 3,500 บาท  ก็ต้องรีบตะครุบทันทีก่อนที่ของหมด

       เรื่องนี้  ผมเห็นว่าเอามาใช้กับเรื่องของการซื้อหุ้นได้  นั่นคือ  คุณต้องรู้ก่อนว่า  หุ้นบริษัทไหนดี  ราคาควรจะเป็นเท่าไร  เสร็จแล้วเฝ้ารอว่า  เมื่อไหร่หุ้นตัวนั้นจะลดราคาขายแบบ Grand Sale คือราคาตกลงมาจากราคาที่ควรจะเป็นอย่างมหาศาล  เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น  คุณต้องรีบซื้อหุ้นตัวนั้นในทันทีเพราะถ้าช้า  ราคาอาจขึ้นกลับไปที่เดิม  และคุณซื้อไม่ลง

       คุณภาพของหุ้น

         หุ้นคุณภาพดีนั้น  เราวัดที่ความสามารถในการทำกำไรว่า  กำไรของบริษัทเติบโตมากน้อยแค่ไหน  พูดให้ชัดก็คือ  กำไรต่อห้น (Earnning per Share : EPS)  เติบโตปีละกี่เปอร์เซนต์โดยเฉลี่ย

         การเจริญเติบโตที่ว่านี้  จะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 5-6 ปีข้างหน้าเพราะฉะนั้นบางบริษัทที่มีกำไรก้าวกระโดดมากๆ เป็น 100 เปอร์เซนต์ต่อปี  เช่น กรณีของบริษัทสื่อสารโทรศัพท์มือถือในช่วงแรกๆ  ของการดำเนินงานนั้นเราจะถือว่าบริษัทนั้นเติบโต 100 เปอร์เซนต์ต่อปีไม่ได้  เพราะถ้าให้โตอย่างนี้เพียงแค่ไม่กี่ปี  บริษัทก็จะมีกำไรมากกว่ากำไรของบริษัทอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันในเวลาไม่กี่ปี  ดังนั้นเราจะต้องลดปริมาณการเติบโตนี้ลงมา  ไม่ใช่เหลือ 50 เปอร์เซนต์  แต่จะต้องเหลือ 20-25 เปอร์เซนต์ต่อปีเท่านั้น  ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตสูงมากอยู่แล้ว  เพราะถ้าธุรกิจเติบโตตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ  ก็จะเติบโตเพียงปีละไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น

         นอกจากการเจริญเติบโตแล้ว  เรื่องของความมั่นคงในการทำกำไรก็เป็นตัววัดคุณภาพที่สำคัญ  กำไรที่ขึ้นๆ ลงๆ ผันผวนมาก  ทำให้คุณภาพของหุ้นหย่อนลง  แต่การวัดเป็นตัวเลขว่า  กำไรของบริษัทมั่นคงมากน้อยแค่ไหนนั้นยุ่งยาก  เอาเป็นว่า  คุณรู้อยู่ในใจว่าคุณภาพในด้านความมั่นคงของกำไรบริษัทดีหรือเลวอย่างไร  แค่ไหน  โดยไม่ต้องวัดค่าออกมาเป็นตัวเลข

         นอกจากความมั่นคงของกำไรแล้ว  คุณภาพของบริษัทยังดูได้จากความเข้มแข็งของสินค้าของบริษัท  ฐานะการเงิน  และอื่นๆ อีกมาก  ซึ่งผลได้กล่าวถึงไว้แล้ว  แต่วัดออกมาเป็นตัวเลขตัวเดียวยาก  ดังนั้นในชั้นนี้  สิ่งที่เราสนใจและจะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการดูว่าธุรกิจมีคุณภาพดีแค่ไหนก็คือ  การเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัท

         ถ้าจะถามว่า  โตเท่าไรถึงจะเรียกว่าดี  ผมใช้สามัญสำนึกและประสบการณ์เสนอว่า

  • ถ้าโตต่ำกว่า 7 เปอร์เซนต์ต่อปี   ถือว่าเป็นประเภทโตช้า
  • 7-15 เปอร์เซนต์ต่อปี  ถือว่าโตปานกลาง และ
  • 15 เปอร์เซนต์ขึ้นไป  ถือว่าโตเร็ว  หรือเป็นหุ้นคุณภาพดี
       ในการที่จะคำนวณว่า  หุ้นตัวที่เราสนใจนั้นโตปีละกี่เปอร์เซนต์  บางทีผมขี้เกียจจะคำนวณ  เพราะต้องหาข้อมูลย้อนหลังมาก  นอกจากนั้นถึงจะได้ข้อมูลมาและคำนวณได้ว่าโตกี่เปอร์เซ็นต์ในอดีต  ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอนาคตจะโตกี่เปอร์เซนต์  เพราะอนาคตไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกับอดีต  ถ้าอย่างนั้น  ผมใช้อะไรวัด ?

        ใช้กึ๋นครับ !!

        ผมจะดูว่า  บริษัทนั้นทำอะไร  ถ้าเป็นธุรกิจสิ่งทอ  ผมคิดว่าตอนนี้บ้านเรามีเสื้อผ้าใส่กันเกือบทุกคน  เด็กใหม่ก็เกิดน้อย  ผู้ผลิตเสื้อผ้าก็มีเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นสิ่งทอหน้าจะเป็นธุรกิจที่โตช้า  ผมให้โตอย่างมาก 5-7 เปอร์เซนต์ต่อปี

         ส่วนเป๊ปซี่นั้น  ถึงแม้คนไทยจะเพิ่มขึ้นไม่มาก  แต่คนมีเงินมากขึ้น  เด็กๆ เริ่มโตเป็นวัยรุ่นมากขึ้น  คนเหล่านี้นิยมดื่มน้ำอัดลมมากขึ้น   ผมให้คะแนนว่าเป็นบริษัทที่น่าจะเติบโตปานกลางสัก 12 เปอร์เซนต์ต่อปี  

         ส่วนหุ้นพิซซ่า, แกรมมี่ หรือโทรศัพท์มือถือ  พวกนี้เป็นเรื่องของ New Generation  หรือคนรุ่นใหม่  มาทีหลังเป๊ปซี่นาน  เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเติบโตเท่ากับแป๊ปซี่  ซึ่งมีขายอยู่แล้วแทบทุกหมู่บ้านในประเทศไทย  ดังนั้นสำหรับพิซซ่าหรือแกรมมี่  หรืออินเตอร์เนต  อาจจะถือเป็นธุรกิจที่โตเร็ว  คุณภาพสูงและมีการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น 15-20 เปอร์เซนต์ต่อปี


         ราคาหุ้น

         ต่อมาก็คือ  วิธีการดูว่า   หุ้นมีราคาถูกหรือแพง  ซึ่งดูง่ายกว่าเรื่องคุณภาพ

         ยกตัวอย่างเช่น  หุ้น  ก. มีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับ 100 บาท  ส่วนหุ้น ข. มีราคา 10 บาท  แปลว่าหุ้น ก. เป็นหุ้นแพง และหุ้น ข. เป็นหุ้นถูกใช่หรือไม่ ?

         คำตอบคือ "ไม่ใช่!!"
 
         หุ้น ก. เป็นหุ้นราคาสูง  แต่อาจจะไม่แพง  ในขณะที่หุ้น ข. เป็นหุ้นราคาต่ำแต่อาจจะแพงมาก  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า  กำไรต่อหุ้นของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าบริษัท ก. มีกำไรต่อหุ้น 20 บาทต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. มีกำไรเพียง 1 บาทต่หุ้น  ก็แปลว่า ถ้าเราต้องการผลตอบแทน 20 บาทต่อปี เราต้องลงทุนซื้อหุ้น ก. 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 100 บาท หรือเราจะซื้อหุ้น ข. เราก็จะต้องซื้อถึง 20หุ้น คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายถึง 200 บาท เห็นได้ชัดว่า หุ้น ข. แพงกว่าหุ้น ก. ถึงหนึ่งเท่าตัว

        ในการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพงนั้น  เราต้องเปรียบเทียบราคาหุ้นกับผลกำไรต่อหุ้นดังที่กล่าว  อัตราส่วนนี้มีชื่อเรียกว่า P/E Ratio หรือ ค่า P/E ซึ่งหาโดยใช้ราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้นในระยะเวลา 1 ปี เรียกทัพศัพท์เป็นภาษาไทยว่า  พีอีเรโช

       ในกรณีของหุ้น ก. ค่า P/E เท่ากับ 100/20 หรือเท่ากับ 5 เท่า  ขณะที่หุ้น ข. มีค่า P/E เท่ากับ 10/1 หรือ 10 เท่า  ในกรณีอย่างนี้  ถือว่าหุ้น ก. ถูกกว่าหุ้น ข.

      กล่าวโดยสรุปก็คือ  หุ้นที่มีค่า P/E สูง  ถือว่าเป็นหุ้นแพง ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำถือเป็นหุ้นถูก
       
      P/E ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าแพง  และขนาดไหนถึงจะเรียกว่าถูก เราอาจเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้นทั้งตลาด  ซึ่งก็แสดงอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน เช่น ภาวะปัจจุบัน P/E ทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ฉะนั้นหุ้นที่มี P/E เกิน 10 เท่า ก็ถือว่าแพงกว่าหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ย  ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกกว่าหุ้นอื่นๆ โดยทั่วไป

     ในบางครั้ง P/E ของตลาดเคยขึ้นไปสูงถึงเกือบ 30 เท่า นั่นคือ ช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์บูมมาก ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยจึงมีราคาแพงมาก  ในขณะที่ปัจจุบัน P/E อยู่ในระดับประมาณ 10 เท่า ถือว่าหุ้นโดยทั่วไปในช่วงนี้ถูกสุดๆ

     แต่ถึงหุ้นจะถูก  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรซื้้อ  เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วว่า  ราคาต้องเปรียบเทียบกับคุณภาพเสมอ  หุ้นราคาถูกแต่เน่า  จะเอาไปทำอะไร?

     คุณภาพ VS ราคาหุ้น 

       ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของหุ้นนั้น  จะต้องเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของหุ้นหรือของกิจการกับราคาหุ้นที่จะซื้อ  ซึ่งหลังจากที่ได้อธิบายว่าจะวัดคุณภาพออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร  และราคาจะต้องปรับอย่างไรเพื่อให้ได้มาตรฐาน  เราก็สามารถนำมิติทั้งสองด้านนั้นมาเปรียบเทียบกัน  ก็จะได้อัตราส่วนความคุ้มค่าเรียกว่า  PEG  Ratio ซึ่งเกิดจากการเอา P/E ของหุ้นตั้งและหารด้วย G (Growth) หรือการเจริญเติบโตของกำไร

       ถ้าอัตราส่วนออกมาน้อยกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E ต่ำกว่าการเจริญเติบโตของกำไร  แสดงว่าหุ้นมีราคาถูก  เพราะราคา (ซึ่งแทนด้วยค่า P/E) ต่ำกว่าคุณภาพ (ซึ่งแสดงด้วยการเจริญเติบโตของกำไร)

       ในทางตรงกันข้าม  ถ้า PEG มีค่ามากกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E สูง  แต่การเจริญเติบโตต่ำ  แสดงว่าหุ้นมีราคาแพงเกินกว่าคุณภาพ  ไม่น่าสนใจที่จะซื้อ

       ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องของหุ้น ก. ซึ่งมี P/E เพียง 5 เท่า และหุ้น ข. ซึ่งมี P/E 10 เท่า  เราบอกว่าหุ้น ก. มีราคาถูก และหุ้น ข. มีราคาแพง แต่ถ้าสมมติว่า  กำไรของบริษัท ก.นั้น ถึงแม้ว่าจะมาก  แต่วิเคราะห์ดูแล้ว อนาคตคงไม่เติบโตขึ้นอีกเท่าไร  ประมาณให้เพียง 2.5 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. นั้นกำไรมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปอีกมาก  เพราะอยู่ในธุรกิจที่โตเร็ว และบริษัทเป็นผู้นำ  คาดว่าจะโตถึง 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5-6 ปีข้างหน้า  คำนวณค่า PEG พบว่า  หุ้น ก. มีค่า PEG เท่ากับ 5/2.5 เท่ากับ 2 เท่า  มากกว่า 1 ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน  ในขณะที่หุ้น ข. มี PEG เท่ากับ 10/20 เท่ากับ 0.5 เท่า  น้อยกว่า 1 เป็นหุ้นที่คุ้มค่า น่าลงทุนกว่า

        อย่างไรก็ตาม  การใช้ค่า PEG นั้น โดยส่วนตัวผมไม่ใช้เป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกหุ้นบริษัทหนึ่งเหนือหุ้นอีกบริษัทหนึ่ง  โดยดูว่ามีค่า PEG ต่ำกว่าแต่เพียงอย่างเดียว   เพราะค่า G หรือการเจริญเติบโตของกำไรนั้น  เป็นค่าที่เกิดจากการคาดการณ์อนาคตไปหลายปี  เอาแน่เอานอนไม่ได้  แต่ค่า P/E เป็นค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงกว่า  โดยเฉพาะค่า P หรือราคาหุ้นนั้น  เป็นของจริงที่เราต้องควักกระเป๋าจ่าย

       ดังนั้นในหลายๆ กรณี  ผมจะให้ความสำคัญแก่ค่า P/E มากกว่า เช่น ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า P/E เพียง 3-4 เท่า  ซึ่งถือว่าต่ำมาก แบบนี้แม้ผมจะดูว่ากำไรของบริษัทไม่โตเลย  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุนเพราะค่า P/E ที่ 3-4 เท่า   นั้นหมายความว่า  ค่า E/P หรือผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนซื้อหุ้น จะเท่ากับ  25-33 เปอร์เซ็นต์  ไม่จำเป็นที่กำไรจะต้องโต  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน

       ในทางตรงกันข้าม  หากค่า P/E สูงมาก เช่น เท่ากับ 20 เท่า  แม้จะดูว่าบริษัทเป็นประเภทเติบโตเร็วไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ผมก็อาจจะไม่สนใจซื้อหุ้นตัวนี้  เพราะถ้าการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาด  ราคาหุ้นอาจตกลงมาได้มาก  เนื่องจากเป็นหุ้นราคาแพง.

        

Saturday, February 22, 2014

ตะแกรงร่อนหุ้น VI จากปัจจัยทางด้านคุณภาพ


           รูปแบบการทำธุรกิจ
                     รูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model) หมายถึง กระบวนการทำธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ การตลาด  การจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย การบริหารบุคลากร เป็นต้น การเข้าใจในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้เห็นรายละเอียดว่ผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร คุณภาพระดับไหน. ราคาเท่าไร ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นอย่างไร กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร นักลงทุนสามารถคนหาข้อมูลดังกล่าวจาก "รายงานประจำปี" (Annual Report) หรือ "แบบฟอร์ม 56-1" ที่บริษัทต้องจัดทำและส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

            ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
                ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน หรือ Durable  Advantage ที่นักลงทุน VI เรยกย่อๆ ว่า "DCA" ซึ่งบริษัทที่จะมี DCA จะต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

  • บริษัทอาจมีสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้  แต่มีความโดดเด่น หรือ กีดกันคู่แข่งขัน  เช่น ยี่ห้อ  ลิขสิทธิ์  สัมปทาน  เป็ฯต้น
  • สินค้าหรือบริการของบริษัทอาจมีลักษณะที่ทำให้ลูกค้ามีความยากลำบากที่จะเลิกใช้หรือเปลี่ยนผู้ขายหรือให้บริการ
  • บริษัทมีเครือข่ายลูกค้าที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก
  • บริษัทมีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิต  ซึ่งอาจมาจากทำเลที่ตั้ง ขนาดของธุรกิจ หรือเนื่องมาจากทรัพย์สินเฉพาะอย่าง
          สัญญานของการมี DCA อย่างหนึ่งก็คือ "ส่วนแบ่งการตลาด" ของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการมีต้นทุนต่ำกว่า  ทำให้ทำกำไรได้ดีกว่าคู่แข่ง  ก่อให้เกิด "วงจรแห่งความรุ่งเรือง" ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และแม้ในช่วงเวลามีปัญหา หรือวิกฤต  ก็จะขาดทุนน้อยกว่าและฟื้นตัวกลับมาได้รวดเร็วกว่า

         ผลการดำเนินงานหรือกำไรของบริษัท
              กำไรเป็นปัจจัยที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานได้  นอกจากกำไรที่เป็นเม็ดเงินหรือกำไรต่อหุ้นแล้ว เราอาจดูผ่าน "กำไรปกติ" (Profit Margin)  ซึ่งนำกำไรไปเทียบกับยอดขาย  ยิ่งอัตราสูง  ก็แสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ดีหลังหักค่าใช้จ่ายออก อย่างไรก็ตาม  กิจการที่มีคุณภาพดี  มีกำไรสม่ำเสมอและเป็นกำไรปกติ (หมายถึง  กำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปในระยะยาวได้)  ความแน่นอนของกำไรหรือการเติบโตของกำไร   อาจมองย้อนกลับไปประมาณ 5 ปี

        ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
             หรือ Return on Equity (ROE) ซึ่งคำนวณมาจาก (กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น) x 100 ยิ่งอัตราส่วนนี้มีค่าสูง  ยิ่งแสดงว่าเงิน 1 บาทของผู้ถือหุ้นก่อให้เกิดกำไรยิ่งมาก  แสดงถึงคุณภาพของบริษัทยิ่งดี  ผู้ถือหุ้นมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลก็สูงขึ้น  หรือเงินทุนจากกำไรถ้านำไปลงทุนต่อก็มีโอกาสสร้างกำไรในอนาคตต่อ  ช่วยเพิ่มโอกาสการได้รับ Capital Gain ในอนาคตต่อไป ดร.นิเวศน์ แนะนำว่าบริษัทที่น่าสนใจควรมี ROE ประมาณ 15% ขึ้นไป

         ฐานะการเงินหรือหนี้สิน  
             ดร.นิเวศน์  เสนอแนะว่า VI ชอบบริษัทที่มีหนี้น้อย  และกลัวบริษัทที่มีหนี้มาก  โดยเฉพาะถ้าเป็นบริษัทที่มีผลกำไรไม่ค่อยแน่นอน  และพยายามโตเร็วโดยการก่อหนี้  แม้ว่าถ้าสำเร็จจะได้กำไรมาโดยไม่ต้องเพิ่มทุน  ทำให้ ROE สูงแต่ถ้าเกิดการผิดพลาด  ภาระหนี้ที่สูงต้องจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นจำนวนมาก  ถ้าผลดำเนินงานไม่ดี  จะส่งผลกระทบทางลบต่อฐานะการเงิน  บางกรณีอาจล้มละลายได้  ดร.นิเวศน์  ให้เราลองสมมติว่าเป็นเจ้าของ  ถ้าต้องรับภาระหนี้สูงมากๆ เราคงรับไม่ได้และไม่มีความสุข  บริษัทที่มีหนี้มากจึงไม่น่าสนใจ

         ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด
             กระแสเงินสดที่ดีมาจากการมี "กำไรเป็นเงินสดสูง"  มักขายสินค้าเป็นเงินสด  ขณะที่ซื้อวัตถุดิบเป็นเงินเชื่อ  มักไม่ค่อยลงทุนมากในการที่จะรักษายอดขายหรือขยายกิจการต่อไป  หุ้นบริษัทที่มีเงินสดมากและมีกระแสเงินสดที่ดี  มักจะจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง  และมักปลอดหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงิน  ทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลงมาก

         ผู้บริหาร
             นักลงทุน VI ควรติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทภิบาลของผู้บริหารด้วย  เพราะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของกิจการอย่างหนึ่ง  เช่น  มีประวัติเสียหาย  ทุจริต  ผิดจริยธรรม  เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย  มีการฟอกเงินออกจากกิจการ  อย่างนี้นักลงทุน VI ควรหลีกเลี่ยงแม้ว่าผลประกอบการจะดีเพียงใดก็ตาม  เพราะในระยะยาวกิจการยากที่จะดีไปได้









สไตล์การลงทุนแบบ VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


   ก่อนที่จะอธิบายถึงรายละเอียดของหุ้นที่มีลักษณะแบบ VI ตามแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ จะขอเริ่มต้นอธิบายจากสไตล์การลงทุน  ซึ่งมีลักษณะการลงทุนแบบ VI ก่อนจะเจาะเข้าไปถึงเคล็ดลับการค้นหาหุ้นแบบ VI ตามสไตน์ของ ดร.นิเวศน์  

         สไตล์ คือ แบบแผนของการกระทำ  ซึ่งถ้าทำซ้ำๆ กันหรือกล่าวได้ว่าชอบมีพฤติกรรมแบบนี้  เราอาจเรียกว่า "สไตล์"  ซึ่งในการลงทุนนั้น  นักลงทุนที่มีประสบการณ์น้อยหรือเรียนรู้หลักการลงทุนมาน้อย  มักจะลงทุนโดยไม่มีวิธีการที่ชัดเจน เช่น เล่นเก็งกำไรตามข่าวลือ  ลงทุนเพราะตลาดกำลังบูม  เป็นต้น  อย่างนี้อาจกล่าวได้ว่า  ลงทุนแบบไม่มีสไตล์  หรือเล่นหุ้นแบบมวยวัด

      แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มากๆ มักจะคุ้นเคยหรือชื่นชอบวิธีการบางอย่างเป็นพิเศษ  เพราะคิดว่าเป็นวิธีการลงทุนที่ได้ผล  ได้กำไรเป็นประจำ  หรือไม่ก็ดีกว่าวิธีการอื่นที่เคยใช้มา  อย่างนี้เรียกว่า  เริ่มมีสไตล์การลงทุน

     โดย  ดร.นิเวศน์  สรุปสไตล์การลงทุนออกเป็น 3 แนวทางใหญ่ๆ ดังนี้ 

    ลงทุนในหุ้นโตเร็ว (Growth Investment)
             เป็นสไตล์ที่ลงทุนซื้อหุ้นคุณภาพสูง  ไม่ค่อยเกี่ยงราคา  นักลงทุนกลุ่มนี้มีความคิดว่าหุ้นคุณภาพสูงมักจะให้ผลตอบแทนคุ้มราคา  แม้ราคาที่ลงทุนจะสูงแต่กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่น  คอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์  อิเล็กทรอนิกส์  และสินค้าไฮเทคทั้งหลาย  บริษัทเหล่านี้จะมียอดขายและกำไรเติบโตเร็วมาก  โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจดี  ทำให้คนแย่งกันซื้อ  จนทำให้หุ้นโตเร็วมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนสไตล์อื่น  แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำหุ้นกลุ่มนี้ก็จะมีราคาตกลงเร็วกว่ากลุ่มอื่น  ที่จริงในทุกวันนี้นักลงทุนที่ชอบหุ้นกลุ่มนี้ก็คงมีอยู่จำนวนไม่น้อย  

    ลงทุนในหุ้นแบกับดิน (Value Investment)
             ผมคิดว่าสไตล์การลงทุนของ ดร.นิเวศน์  คือแบบนี้ คำว่าหุ้นแบกับดินไม่ได้หมายความว่า  หุ้นไม่ดีถึงขนาดว่าต้องเอามาวางแบกับดิน  แต่หมายถึง หุ้นที่ดี (หรือมีโอกาสจะดี)  แต่มีราคาตกต่ำลงมามากจนแทบไม่มีค่า  อาจเนื่องจากไม่มีใครมองเห็น  หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น "หุ้นที่ดี  แต่ราคาถูก"  การซื้อได้ในราคาถูกทำให้เรามีภูมิคุ้มกันแม้ในอนาคตราคาขึ้นไปแล้วลงกลับมา  เนื่องจากเรามีต้นทุนต่ำกว่า  ซึ่งเรียกเป็นภาษาการลงทุนว่า เรามี "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (Margin of Safety) อยู่ในระดับสูง

    วิธีค้นหาหุ้นแบกับดินที่มี Margin of Safety สูง ดร.นิเวศน์ แนะนำสูตรอย่างง่ายของ เบนจามิน  เกรแฮม  ปรมาจารย์การลงทุนแบบ VI ดังนี้

         ราคาหุ้น < 2 ใน 3 ของ (สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินทั้งหมด) ของบริษัท

     ดร.นิเวศน์  อธิบายว่า  ถ้านำสินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งคล่องตัวอยู่แล้วไปเปลี่ยนเป็นเงินสดและนำไปชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว  ยังเหลือเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อ  โดยที่ยังไม่ได้รวมถึงสินทรัพย์ถาวรอื่นๆ เลย  ถ้าเป็นเช่นนี้ถือว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูกและคุ้มค่าที่จะซื้อ  เพราะโอกาสที่จะขาดทุนน้อยมากมีความปลอดภัยสูง 

     นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว  ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาวิธีประเมินมูลค่าแบบอื่นที่มุ่งหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น  โดยดูจากความสามารถของกิจการในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต  แล้วคิดส่วนลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน  ถ้ามูลค่าที่แท้จริงอยู่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันของหุ้นมาก  ก็ควรเข้าไป "ซื้อ"  อย่างไรก็ตามการประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตอาจทำได้ไม่ง่ายนักสำหรัรบนักลงทุนมือใหม่  เราอาจดูจากรายงานวิเคราะห์หุ้นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประกอบก็ได้  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการพยากรณ์และสร้างแบบจำลองเพื่อคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเอาไว้

     ลงทุนแบบเหวี่ยงแห (Passive Investment) 
          การลงทุนแบบนี้เกิดจากแนวคิดที่ว่า  ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ  นักลงทุนทุกคนรู้ข้อมูลค่อนข้างเท่าเทียมกัน  ถ้าหุ้น A มีข้อมูลทางบวก  ราคาหุ้น A ก็จะขึ้น ถ้าข้อมูลส่วนใหญ่เป็นลบ  ราคาหุ้น A ก็จะตกลงมา  ดังนั้น  ราคาหุ้น A ก็จะสะท้อนข้อมูลที่เข้ามากระทบอยู่เสมอ  ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้น A ได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปนั่งวิเคราะห์ให้เสียเวลาว่า  หุ้น A ราคาต่ำหรือสูงกว่าที่ควรจะเป็น  วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ  ซื้อหุ้นกระจายไปหลายๆ อุตสาหกรรม  หรือ ถ่วงน้ำหนักให้เหมือนตลาด  ทำให้ผลตอบแทนขึ้นลงตามดัชนีหลักทรัพย์ เป็นต้น

        ในทางปฏิบัติเราไม่จำเป็นต้องหาว่าวิธีไหนดีกว่ากัน  แต่ต้องหาว่า วิธีไหนหรือสไตน์ไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน  เพราะแต่ละสไตล์มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในช่วงเศรษฐกิจดี  หุ้นโตเร็วมักจะให้ผลตอบแทนที่ดี  ในขณะที่หุ้นแบบแบกับดินมักจะทำได้ดีกว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอย  ดร.นิเวศน์  เสนอแนะว่า  เราควรเลือกสไตน์ที่เข้ากับตัวเรา  ไม่ควรเลือก 2 อย่างที่อาจขัดแย้งกันในตัว  สำหรับ ดร.นิเวศน์ ท่านเลือกสไตล์การลงทุนในหุ้นแบบแบกับดิน ( แบบ VI )  พยายามค้นหาหุ้นแบบนี้  และค้นหาวิธีบริหารพอร์ตหุ้นแบบนี้ให้เกิดความมั่งคั่งเพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยาว

     เทคนิคการค้นหาหุ้น VI ของ ดร.นิเวศน์

         การค้นหาหุ้น VI ของ ดร.นิเวศน์  ไม่ได้เริ่มที่กระดานหุ้น  บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์  งบการเงินของบริษัท  แต่เริ่มจากวิธีเรียบง่าย  โดยการสังเกตจากสินค้าและบริการที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งประเภทของกิจการที่น่าลงทุนตามหลัก VI คือ  กิจการของสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด  คนจำเป็นต้องซื้อ ยี่ห้อเป็นที่นิยมติดตลาด  หรือเป็นสินค้าเจ้าเดียวในตลาด  คนอื่นเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ยาก  ดร.นิเวศน์  ให้ความสำคัญกับตัวสินค้าบริการ  และฐานะทางการตลาดของบริษัทก่อนผลกำไรหรือฐานะการเงิน  เมื่อได้พบสินค้าและบริการถูกใจ  และเป็นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  จึงค่อยหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านคุณภาพและปัจจัยทางด้านราคา

     หัวข้อสำคัญของปัจจัยทางด้านคุณภาพ  เช่น ดูจาก
  • รูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model)
  • ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยังยืน (Durable Competitive  Advantage)
  • ผลการดำเนินงาน  หรือกำไรของบริษัท
  • ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE)
  • ฐานะการเงินหรือหนี้สิน
  • ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด
  • ผู้บริหาร
     หัวข้อสำคัญของปัจจัยทางด้านราคา เช่น ดูจาก
  • ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio)
  • ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B Ratio)
  • อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล  (Dividend Yield)
  • มูลค่าตลาดของหุ้น  (Market Capitalization)
ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร