Showing posts with label VI ราคา. Show all posts
Showing posts with label VI ราคา. Show all posts

Tuesday, October 21, 2014

หมดสิ้นยุคทองของ VI



ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของ “สัจธรรม” ข้อหนึ่งที่ว่า อะไรก็ตาม เมื่อมันดี โต ก้าวหน้า ไปมากและยาวนานเกินกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตหรือเกินกว่าสิ่งอื่นหรือคนอื่นที่เป็นคู่แข่งกัน ในที่สุดมันก็ต้องชะลอและกลับตัวลงมาเพื่อที่จะทำให้มันไม่ดีเกินไป โตเกินไป หรือก้าวหน้ามากเกินไป มิฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว มันก็จะโตเกินกว่าที่เป็นไปได้ตาม “ธรรมชาติ” ผมมีความเชื่อว่าธรรมชาตินั้น ในระยะยาวแล้วไม่มีความ “ลำเอียง” มันจะพยายามปรับให้เกิดความ “สมดุล” ที่ไม่มีอะไรที่ใหญ่หรือ “ดีเด่น” เกินไปจนทำให้สิ่งอื่นนั้นเล็กเกินไปและ “ด้อย” กว่าจนอยู่ไม่ได้ ภาษาทางปรัชญาอาจจะเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Regression to the Mean” หรือแนวโน้มทางสถิติของสิ่งต่าง ๆ ในทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่จะวิ่งเข้าหาอัตราการเติบโตหรือตัวเลขของ “ค่าเฉลี่ย” โดยที่ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลว่าอะไรทำให้มันเป็นเช่นนั้น เหตุผลนั้น แน่นอนต้องมี เพียงแต่ว่าเราอาจจะยังไม่รู้หรือมันอาจจะยังไม่เกิด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นั้นมีอาชีพต้องหาเหตุผล เพื่อที่จะบอกว่าอะไรที่จะทำให้การเติบโตนั้นจะต้องช้าลงกว่าเดิมไปอีกหลายปีเพื่อที่มันจะวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย

ผมกำลังจะบอกว่าความสำเร็จ หรือความก้าวหน้าของการลงทุน หรือผลตอบแทนที่นักลงทุนโดยรวมและเฉพาะอย่างยิ่ง VI ของไทยเคยทำได้มายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ มันอาจจะถึงเวลาที่จะต้องชะลอตัวลง การลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อปีที่เกิน 20%-30% แบบทบต้นในระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ที่สามารถทำผลตอบแทนสูงในระดับนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของตลาดหุ้นไทยนั้น ผมเชื่อว่ามีไม่น้อย และมันทำให้เกิด “ภาพลวง” ว่า การทำผลตอบแทนเกินกว่า 20%-30% ต่อปี ในระยะยาวนั้นเป็นไปได้ไม่ยาก แต่ในความคิดของผมแล้ว นี่อาจจะเป็นเวลาที่แนวโน้มการทำกำไรงดงามอย่างง่าย ๆ ของนักลงทุนในตลาดหุ้นกำลังเปลี่ยนไป นี่อาจจะเป็นเวลาที่ “ยุคทองของ VI” ที่ดำเนินมามากกว่า 10 ปี กำลังหมดลง ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้านั้น การทำผลตอบแทนได้ปีละ 15%-20% แบบทบต้นอาจจะเป็นสิ่งที่ “ดีสุดยอด” แล้ว เพราะนั่นสำหรับหลาย ๆ คนจะเป็นสถิติระดับโลกที่สามารถทำผลตอบแทนในระดับ 20% ขึ้นไปเป็นเวลาอาจจะ 20 ปีติดต่อกัน น้อยคนมากที่จะทำได้!

เหตุผลที่ผมคิดว่ายุคทองของตลาดหุ้นไทยนั้นใกล้จบลงมีหลาย ๆ เรื่อง และมันคือเหตุผลที่ทำให้เกิดยุคทองหรือทศวรรษทองของตลาดหุ้นไทยในทางตรงกันข้าม พูดง่าย ๆ สิ่งที่ขับดันราคาหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น กำลังหมดพลังลงหรือเปลี่ยนทิศ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าอยู่ในระดับปานกลางคือช่วงหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มานั้นเราโตปีละประมาณ 5% จากประมาณ 7% ก่อนหน้านั้น จนถึงประมาณปี 2550 หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็เริ่มชะลอตัวลงมาค่อนข้างมากเหลือแค่ 3%-4% ผมเองไม่รู้ว่านี่เป็นการชะลอตัวลงอย่างถาวรแล้วหรือไม่ เหตุผลก็เพราะว่าคนไทยนั้นเริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดใหม่มีน้อยลงมาก กำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็น้อยลงและในอนาคตก็อาจจะเริ่มลดลง และหากเป็นอย่างนั้น ไทยก็อาจจะเหมือนประเทศของคนสูงอายุในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเติบโตยาก ตลาดหุ้นก็จะไปไม่ได้

สิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตสูงมากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มลดลงมาอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2542 ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารขนาดใหญ่ลดลงจากประมาณ 5% เหลือ ไม่ถึง 4% พอถึงปี 2543 ดอกเบี้ยลดลงอีกเหลือประมาณ 2.5% และลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียงประมาณ 1% ในปี 2546 หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอดจนถึงวันนี้ และนี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนถอนเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นต่อเนื่องยาวนานและทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนับจากวันนี้ดูเหมือนว่ามันคงไม่สามารถลงต่อไปได้อีกและมีแต่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายของสหรัฐที่จะลดสภาพคล่องทางการเงินโดยการยกเลิก QE และหากอัตราดอกเบี้ยของไทยเริ่มปรับตัวขึ้น โอกาสก็เป็นไปได้ที่คนจะถอนเงินออกจากตลาดและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงหรือขึ้นต่อไปได้ยากขึ้น

ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2543 เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นสอดคล้องกับเวลาที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงอย่างชัดเจน จนถึงวันนี้เป็นเวลา 14 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 16%-17% แบบทบต้น เงินลงทุน 1 ล้านบาท กลายเป็นประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาที่ยาวมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นก็คือ อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ผมคิดว่าตลาดจะปรับตัวดีแบบเดิมคงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมันจะทำให้ตลาดหุ้นไทยใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ

การปรับตัวของหุ้นไทยยังน่าจะมาจากการที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 และการปรับโครงสร้างทางการเงินในช่วง 2-3 ปีต่อมา ในช่วงเวลาประมาณ 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นประมาณ 117% หรือโตปีละประมาณ 6.7% แบบทบต้น แต่ดัชนีตลาดหรือราคาหุ้นนั้นปรับตัวขึ้นถึงประมาณ 260% หรือเพิ่มขึ้นปีละกว่า 13% คิดเป็น 2 เท่าของกำไร ดังนั้น ราคาหุ้นของไทยในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมานั้นไม่ได้ขึ้นเพียงเพราะกำไรบริษัทเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วย “พลังเงิน” ของนักลงทุนที่ทำให้หุ้นแพงขึ้น ซึ่งตัวเลขค่า PE ของตลาดมีการปรับตัวขึ้นจากค่า PE ในช่วงหลังวิกฤติใหม่ ๆ ไม่เกิน 10 เท่าก็กลายเป็นประมาณ 18 เท่าในปัจจุบัน

ประเด็นก็คือ การเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนนั้น เร่งตัวขึ้นในช่วงหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ในช่วงปีหรือสองปีนี้ กำไรกลับไม่ได้โตขึ้นเท่าไรนัก อาจจะมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเนื่องจากวิกฤติการเมืองหรือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยหรืออาจจะมาจากผลของการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ อาจจะดีขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาด แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ดูเหมือนว่าจะไม่โดดเด่นนัก นอกจากนั้น ค่า PE ก็คงมีโอกาสสูงขึ้นยากและอาจจะมีแนวโน้มที่ลดลงได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอะไรบางอย่าง ดังนั้น ความหวังที่จะเห็นหุ้นปรับตัวดีขึ้นไปอีกจากปัจจุบันก็อาจจะไม่เป็นจริงได้

ทั้งหมดที่ผมพูดมานั้น ดูเหมือนจะเกี่ยวกับตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียนโดยรวมมากกว่า บางคนอาจจะเถียงว่าหุ้น VI อาจจะไม่ได้เข้าข่ายดังกล่าว ดังนั้น มันอาจจะไม่ใช่การหมด “ยุคทองของ VI” ในประเด็นนี้ผมเองกลับเห็นว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นในระยะกว่า 10 ปี ที่ผ่านมานั้น หุ้นที่เรียกว่า “VI” นั้น มีการปรับตัวขึ้นมามากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น และการปรับตัวขึ้นของมันเองนั้นก็มาจากเรื่องของกำไรที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทและการปรับตัวขึ้นของค่า PE เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป สิ่งที่แตกต่างนั้น ผมกลับคิดว่าหุ้นที่เรียกว่า VI นั้น มีการปรับตัวขึ้นของ PE มากกว่าการเพิ่มขึ้นของกำไร หรือพูดง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบแล้ว หุ้น VI นั้น มีราคาแพงขึ้นมากกว่าหุ้นธรรมดา ดังนั้น โอกาสที่หุ้น VI จะทำผลตอบแทนดีกว่าหุ้นทั่วไปในอีก 10 ปีข้างหน้าก็อาจจะยากขึ้นกว่าในอดีตมาก และนี่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้หมดยุคทองของ VI อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ VI เองนั้น ก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพียงแต่อย่าหวังว่ามันจะทำกำไรได้มหาศาลเหมือนเดิม ตัวเลขที่หวังนั้น ผมคิดว่าควรกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 10%-15% ต่อปีในระยะยาวซัก 5-10 ปีข้างหน้า

CR>ดร.นิเวศ  เหมวชิรวรากุล

Tuesday, October 7, 2014

หุ้นตัวเรา มุมมองของ VI

       

    หุ้นกับคนนั้นมีอะไรต่าง ๆ เหมือนกันอยู่มาก ว่าที่จริงบริษัทก็คือองค์กรที่ประกอบไปด้วยคนหลาย ๆ คนมารวมกันเพื่อทำธุรกิจ บริษัทเล็กอาจก็อาจจะมีคนไม่กี่คน บริษัทที่เล็กที่สุดก็อาจจะมีคนเพียงคนเดียว และดังนั้น คนคนหนึ่งก็อาจจะเหมือนกับบริษัทที่เล็กที่สุดที่สามารถ “ดำเนินธุรกิจ” และมีรายได้ เช่นเดียวกับที่ต้องมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายก็คือบริษัทที่มีกำไรซึ่งในที่สุดก็จะจ่ายเป็นปันผลที่เป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น คนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็น” ในชีวิตประจำวันก็จะมีเงินเหลือซึ่งก็อาจจะถือว่าเป็น “กำไร” ที่ในที่สุดเจ้าตัวก็สามารถเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้เป็นเหมือนกับ “ปันผล” ให้กับตัวเอง ดังนั้นบริษัทหรือคนก็เหมือนกันตรงที่ต่างก็สามารถสร้างเงินสดให้กับเจ้าของได้เรื่อย ๆ


         บริษัทหรือหุ้นที่มีกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานและเพิ่มหรือโตขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ถือว่าเป็นหุ้นที่ดีและเติบโตและจะมีคุณค่ามาก เราสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของมันได้ เช่น ถ้ากำไรปีละ 1 บาทต่อหุ้น เราอาจจะบอกว่ามันควรมีค่าหุ้นละ 25 บาท หรือเรียกว่ามีค่า PE เท่ากับ 25 เท่า ดังนั้น ถ้าคน ๆ หนึ่งมีรายได้หลังหักค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแล้วเขามีเงินเหลือปีละหนึ่งแสนบาท เราก็อาจจะตีว่าคน ๆ นี้มีมูลค่าคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ถ้าเราให้ค่า PE เขาเท่ากับ 25 เท่าเช่นเดียวกัน แต่มูลค่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้เนื่องจากเราเลิกทาสมานานแล้ว คนไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้น คนที่เป็นเจ้าของคน ๆ นี้ก็คือตัวเขาเองและไม่สามารถเอาไปขายให้ใครได้


         ความจริงที่ว่าตัวเราเองก็เหมือนกับทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ได้ และที่จริงสามารถคำนวณได้ว่ามีค่าเท่าไรนั้น ทำให้ผมคิดว่าการวางแผนทางการเงินที่นักวิชาการหรือนักวางแผนทางการเงินกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าเราทุกคนจะมี “หุ้น”อีกตัวหนึ่งที่ติดอยู่กับตัวเราเสมอและเราไม่สามารถขายมันได้ หุ้นตัวนี้อาจจะมีค่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอย่างอื่น มันอาจจะมีค่าคิดเป็นเม็ดเงินหรือความมั่งคั่งมากมหาศาล หรือมันก็อาจจะมีค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นเราก็อาจจะไม่รู้ เพราะเราอาจจะไม่เคยคิดถึงมันเลย บางทีเราอาจจะไม่เคยตระหนักว่ามันมีอยู่ หรือแม้แต่ว่าเรารู้แล้วว่าเรามี “หุ้นตัวเรา” อยู่เนื่องจากเราอ่านบทความนี้ แต่มันก็เป็นหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขาย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ลองคิดว่ามูลค่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเท่ากับเท่าไร แล้วเราจะทำอะไรกับมัน นอกจากนั้นแล้ว เราจะ “จัดพอร์ต” หุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอื่นอย่างไร?


          ก่อนที่จะพูดถึงการจัดพอร์ตหรือการลงทุนในหุ้นตัวอื่นนั้น ผมอยากจะพูดถึง “หุ้นตัวเรา” เสียก่อน หุ้นตัวเรานั้นก็มีลักษณะหรือพฤติกรรมคล้าย ๆ หุ้นทั่วไปในแง่ที่ว่ามันอาจจะสามารถจัดกลุ่มตามคุณลักษณะของการทำรายได้หรือกำไรออกเป็น 6 กลุ่มแบบปีเตอร์ลินช์ คือ คนบางคนอาจจะมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอแต่ก็เพิ่มขึ้นช้า ๆ เช่น พนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น พวกเขาอยู่ที่เดิมมานานและไม่อยากจะ “เสี่ยง” คิดหรือทำอะไรใหม่ ๆ แบบนี้เรียกว่าเป็น “หุ้นโตช้า” คนกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนอายุยังน้อยที่มีความรู้และความสามารถสูง ทำงานขยันขันแข็ง และกำลังก้าวหน้าในงานที่ทำอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็มักจะกลายเป็นผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะทำเงินหรือมีเงินเดือนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นเติบโต” คนกลุ่มที่สามคือคนที่อาจจะก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิต “ลูกจ้าง” ของเขาแล้ว พวกเขาเป็นที่ยอมรับของนายจ้าง มีเงินเดือนที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงานสูง แต่การที่จะก้าวหน้ามากขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แบบนี้เรียกว่า “หุ้นแข็งแกร่ง” คนกลุ่มที่ทำงานอิสระ เช่น อาจจะเป็นดารานักแสดง นักเขียน ขายประกัน เป็นฟรีแล้นซ์ หรือเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เหล่านี้ มักจะมีรายได้ไม่แน่นอน ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็น “หุ้นวัฏจักร” คนบางคนอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลัง “ตกต่ำ” อาจจะเนื่องจากป่วยไข้ ความนิยมตก มีปัญหาที่ทำให้รายได้หดหายไป แต่กำลังจะฟื้นตัวและกลับมามีรายได้ใหม่ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นฟื้นตัว” สุดท้ายก็คือ คนที่มีทรัพย์สินมากแต่ยังไม่ได้ใช้หรือยังใช้ไม่ได้ เช่น พ่อแม่มีทรัพย์สมบัติมาก แบบนี้อาจจะเรียกว่า “หุ้นมีทรัพย์สินมาก” และทั้งหมดนี้ก็คือ การวิเคราะห์ว่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเป็นหุ้นแบบไหน


         เนื่องจากว่าเราเป็นเจ้าของและผู้บริหาร “หุ้นตัวเรา” เอง ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดการ “กิจการ” ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เราสามารถ เพิ่มคุณค่าหรือมูลค่าให้กับหุ้นตัวเรา ว่าที่จริง ในหลาย ๆ กรณี อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่เราจะให้เวลาหรือใช้เวลาในการ “ปรับปรุง” หุ้นตัวเรา แทนที่จะใช้เวลาไปหาหุ้นตัวอื่นที่เราคิดว่ามีคุณค่ามาก การทำให้หุ้นตัวเรามี “ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น” นั้น ผมคิดว่าจะเป็นการสร้าง Value ที่สูงกว่าการใช้เวลาในการเลือกหุ้นตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เรายังมีอายุน้อย เพราะนั่นจะทำให้รายได้ในอนาคตของหุ้นตัวเราสูงขึ้นมาก


        สุดท้ายมาถึงเรื่องการจัดพอร์ตที่เราจะต้องคำนึงถึง “หุ้นตัวเรา” อยู่เสมอ ถ้ามองในแง่นี้แล้วเราก็จะพบว่า คนเราทุกคนนั้น ไม่มีใครที่ “ไม่มีเงินเลย” หรือพูดให้ถูกต้องขึ้นก็คือ ไม่มีทรัพย์สมบัติเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ เรามีหุ้นหนึ่งตัวอยู่ในพอร์ตแล้ว มันคือ “หุ้นตัวเรา” ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว มันมีค่ามากทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงที่เขายังไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้หรือเงินจากทางบ้าน หรือเพิ่งจะเริ่มทำงานมีเงินเก็บค่อนข้างน้อย ซึ่ง หุ้นตัวเรานี้แหละที่จะเป็น “เรือธง” ที่จะสร้างพอร์ตลงทุนของเราให้เติบโตขึ้นจนเรามี “อิสรภาพทางการเงิน” ในที่สุด ความหมายของผมก็คือ หุ้นตัวเราจะเป็นหุ้นที่ “จ่ายปันผล” ให้กับเราตลอดเวลาทุกปี ซึ่งเราสามารถนำปันผลที่ว่านั้นมาลงทุนซื้อหุ้นตัวอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่บางครั้งเราก็นำมันมาลงทุนในหุ้นตัวเราเพิ่ม เช่น ใช้เงินไปเรียน MBA เพื่อที่จะกลับมาสร้างรายได้ให้กับตนเองเพิ่มขึ้น


       เมื่อเรามีอายุมากขึ้น “หุ้นตัวเรา” ส่วนใหญ่ก็จะมีค่าน้อยลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นที่เราอาจจะลงทุนไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ สมมุติว่าเราเกษียณและไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ลงทุนในหุ้นเลย มูลค่าหุ้นตัวเราก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ เราก็อาศัยเงินเก็บเลี้ยงตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับคนที่ยังลงทุนในหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” ก็ยังน่าจะมากอยู่ นี่มาจากความสามารถในการลงทุนที่อาจจะยังสูงไม่น้อยกว่าสมัยที่ยังหนุ่ม ความสามารถในการลงทุนนี้ ช่วยทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเม็ดเงินแล้วก็อาจจะยังมากทีเดียว นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ผมเองไม่แนะนำให้คนที่อายุมากเกษียณแล้ว ขายหุ้นทิ้งหมด ผมรู้สึกว่านั่นเท่ากับเป็นการทำให้ “หุ้นตัวเรา” หมดค่าไปด้วย


         เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องเข้าใจเรื่องของ “หุ้นตัวเรา” เขาจะต้องรู้จักการจัดการและประเมินว่าเขาจะต้องลงทุนจัดพอร์ตอย่างไรโดยคำนึงถึงหุ้นตัวเราว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของพอร์ตลงทุนเสมอ ในบางช่วงเวลา เขาอาจจะต้องคิดถึงการประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นตัวสำคัญของเขานั้นจะยังมีค่าอยู่ในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คนบางคนที่คิดจะลาออกจากงานมาลงทุนอย่างเดียวก็จะต้องคำนึงถึงว่านั่นจะเป็นการทำลายมูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” หรือไม่แม้ว่าการลงทุนเต็มเวลาอาจจะให้ผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้นแต่นั่นก็ไม่แน่เสมอไป และคิดแล้วเป็นเม็ดเงินเท่าไร? คุ้มหรือไม่? บางที เราอาจจะต้องคำนึงถึงพอร์ตโดยรวมที่รวม “หุ้นตัวเรา” ที่เราประเมินมูลค่าไว้แล้ว เพื่อที่จะดูว่า ตกลงเราจะตัดสินใจอย่างไร มองในฐานะของ VI


Monday, October 6, 2014

คุณค่า(ทางจิตใจ) VS ราคา


     ในแวดวงของนักลงทุนแบบแบบ Value Invesment นั้น  คำสองคำที่เราพูดถึงอยู่เสมอก็คือ  Value กับ Price หรือ  คุณค่า  กับ ราคา   “คุณค่า”  นั้นก็คือสิ่งที่เราจะได้จากการถือทรัพย์สินนั้น  พูดง่าย ๆ  เราจะได้อะไรจากทรัพย์สินนั้น  ซึ่งในเรื่องของหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นก็คือ  ปันผลที่เราจะได้ตลอดอายุของการลงทุนหรือตลอดไป    ส่วน “ราคา” ก็คือสิ่งที่เราจะต้องจ่ายในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว  หน้าที่หลักของเราก็คือ  ประเมินดูว่าคุณค่าหรือมูลค่าของหุ้นตัวนั้นควรจะเป็นเท่าไรโดยหาจาก  “มูลค่าปัจจุบัน” ของปันผลที่จะได้รับในอนาคตทั้งหมด  แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับราคา  หากมูลค่าสูงกว่าราคาเราก็ซื้อ  แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าราคา  เราก็ขาย  เพราะเราเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว  ราคาจะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ  ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น  มูลค่าหรือคุณค่าของหุ้นมีเพียงหรือควรจะมีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือปันผลที่จะได้รับเป็นเงินสด  คุณค่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินและมักจะไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นตัวเงิน  เช่น  ชื่อเสียงหรือความรู้สึกทางจิตใจนั้น   เราจะไม่นำมาคิด

         แต่ในโลกที่กว้างออกไป  “คุณค่า” นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเงิน  คุณค่าทางด้าน  “จิตใจ” ก็มีอยู่มากพอที่จะทำให้คนยอมจ่าย  “ราคา”  เพื่อที่จะได้มันมา  หรือถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ  คนแต่ละคนจะประเมินดู  “คุณค่าทางด้านจิตใจ” ที่เขาจะได้รับทั้งหมด  แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ  “ราคาหรือเม็ดเงิน” ที่เขาจะต้องจ่าย  ถ้าคุณค่านั้นสูงกว่า  เขาก็จะ  “ซื้อ”   แต่ถ้าไม่  เขาก็อาจจะขายถ้าสามารถขายได้   ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณค่าทางจิตใจนั้นแตกต่างจากคุณค่าที่เป็นเม็ดเงินก็คือ  คุณค่าทางจิตใจนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน  ของสิ่งเดียวกันสำหรับคนหนึ่งอาจจะมีคุณค่ามาก  แต่สำหรับอีกคนหนึ่งมันอาจจะไม่มีค่าอะไรเลย  ลองมาดูกันว่าใน “ตลาด” ที่ขาย  “คุณค่าทางจิตใจ” ของประเทศไทยเรานั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ

          ในเมืองไทยที่สังคมยังค่อนข้างติดยึดกับระบบ  “ศักดินา” ที่แบ่งคนเป็น  “ชนชั้น” ตามฐานันดรต่าง ๆ  นั้น  ทำให้ยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งเป็นสิ่งที่คนต่างก็แสวงหา  คนมักจะยกย่องเชิดชูคนที่มีฐานะและตำแหน่งที่เป็นทางการสูงโดยที่ไม่ใคร่สนใจว่าคน ๆ  นั้นจะมีความรู้ความสามารถหรือมีคุณธรรมจริง ๆ หรือไม่  ดังนั้น  คนที่มีปัญญา  มีความรู้ความสามารถ  หรือเพียงแต่มีเงินจึงต้องการ  “หัวโขน” มาประดับด้วย  หัวโขนหรือตำแหน่งที่เป็น  “ทางการ”  จึงเป็นสิ่งที่มีค่า  เป็น  Value  สำหรับคนหลาย ๆ  คน  และดังนั้น  พวกเขาจึงยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเป็น “ราคา”  ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ “หัวโขน”  แต่ละแบบ   และนี่ก็เป็นที่มาของเรื่องการ  “ขายปริญญา”ของ  “มหาวิทยาลัย” ที่ไม่ได้มีมาตรฐาน  หรือไม่ก็เป็นปริญญากิตติมศักดิ์ที่มอบให้แต่ผู้รับต้อง  “จ่ายเงิน”   นอกจากนั้น  ในอดีตเราก็เคยมีกรณี  “เครื่องราช”  ที่คนต้องจ่ายเงินให้กับคนที่จัดการทำเรื่องหลอกลวงว่ามีการบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับคนที่ต้องการได้เครื่องประดับนี้โดยที่ตนไม่สมควรได้

          อาหารเสริมเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก  ผู้ผลิตมีตั้งแต่บริษัทระดับโลกไปยันกิจการครอบครัวขนาดเล็กที่ไม่มีการค้นคว้าวิจัยอะไรเลย  “คุณค่า” ของอาหารเสริมจำนวนมากที่จะมีต่อร่างกายนั้นยังมีข้อสงสัยอยู่มาก  หมอหรือนักวิชาการจำนวนมากที่ผมรู้จักหรือได้อ่านบทความนั้นบอกว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากความรู้สึกทางใจที่ว่ามันช่วยให้สุขภาพดีขึ้น  อย่างไรก็ตามคนจำนวนมากรวมทั้งผมต่างก็ดูว่ามีอาหารเสริมหลายอย่างที่ผมซื้อเพราะมัน  “คุ้มค่า”  คนจำนวนมากคิดว่าคุณค่าของมันเหนือกว่าราคาที่จ่าย  คุณค่าที่ว่านี้ก็คือการมีสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับเขานั้น  คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาก   สำหรับผมเอง  ผมก็ไม่ได้เชื่อมากนักว่าอาหารเสริมที่ผมกินนั้นจะช่วยให้สุขภาพผมดีมากมายอะไร  อย่างไรก็ตาม  เงินที่ผมจ่ายนั้น  ก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ผมมี  ดังนั้น เทียบแล้ว Value เหนือ Price และนี่เป็นเหตุผลที่อาหารเสริมนั้นเป็นธุรกิจที่เติบโตมาก

         การพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตไม่น้อยไปกว่าอาหารเสริม  ไล่ตั้งแต่การดูหมอและการผูกดวงชะตาต่าง ๆ    การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค  ไปจนถึงการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย  นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักวิชาการมีการศึกษาและพบว่าการคาดการณ์ทั้งหลายดังกล่าวนั้นไม่มีความถูกต้องแม่นยำพอที่จะมีประโยชน์ในการตัดสินใจอะไรเลย   แต่คนจำนวนมากก็ยังยอมจ่ายเงินไปเพื่อซื้อการคาดการณ์เหล่านั้น  พวกเขาเห็น  “คุณค่า”  ของมัน  คนบางคนเชื่อว่าการคาดการณ์นั้นมีความถูกต้องและจะทำให้สามารถนำไป “ทำเงิน” และคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย   คนบางคนนั้นได้  “คุณค่าทางจิตใจ”  นั่นก็คือ  มันทำให้เขารู้สึกสบายใจที่มีคนมาช่วย  “รับภาระทางใจ”  ต่อการตัดสินใจของเขา   ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดเขาก็สามารถที่จะอ้างได้ว่าเขาตัดสินใจโดยได้ใช้ข้อมูลและความเห็นของคนที่เชี่ยวชาญในการพยากรณ์อนาคตอย่างรอบคอบแล้ว

          Value หรือคุณค่าของ  “ที่ปรึกษา” ทางธุรกิจนั้น  บ่อยครั้งก็ไม่ได้มีคุณค่าที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับค่าที่ปรึกษาที่สูงลิ่ว  เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัทหรือหน่วยงานเองนั้นส่วนใหญ่น่าจะรู้ดีกว่าที่ปรึกษาที่เป็นคนนอกและเพิ่งเข้ามาศึกษาการทำงานของบริษัทจากการสอบถามพนักงานภายในบริษัทเอง   แต่ประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ประเด็นอาจจะอยู่ที่ว่าคุณค่าของที่ปรึกษาในสายตาของคนจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารอาจจะอยู่ที่ว่า  ที่ปรึกษานั้นเป็นผู้ที่จะบอกให้แต่ละหน่วยงานในบริษัททำตามเนื่องจากพวกเขาเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญคนนอก”  ที่ไม่มี  “การเมืองในบริษัท”  ที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ง่ายกว่า  นอกจากนั้น  หากเกิดมีอะไรผิดพลาด  ผู้บริหารก็ยังมีข้ออ้างว่าที่ปรึกษาได้แนะนำไว้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายบริหารทั้งหมด

          ตลาดพระเครื่องน่าจะเป็นตลาดที่  “คุณค่าทางด้านจิตใจ”  มีบทบาทสำคัญในทรัพย์สินที่มีตัวตนและเปลี่ยนมือได้  “คุณค่า” ของพระเครื่องแต่ละรุ่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยหลาย ๆ  อย่าง  เช่น  ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ห้อยพระเครื่องบางองค์รอดปลอดภัยอย่าง  “มหัศจรรย์”  คุณค่าในสายตาของคนเล่นพระเครื่องในพระรุ่นนั้นก็อาจจะสูงขึ้นมากและทำให้  “ราคา”  ค่าเช่าพระองค์นั้นวิ่งสูงขึ้นด้วย  แต่ถ้าถามว่าพระเครื่องรุ่นนั้นช่วยให้  “แคล้วคลาด”  ได้จริงหรือเปล่า?  คงไม่มีใครตอบได้จริง ๆ  

            Value ของบริษัทจัดการกองทุนรวมหรือผู้บริหารกองทุนรวมนั้น  ในต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกามีการศึกษากันมากและพบว่า  ผู้จัดการกองทุนรวมส่วนใหญ่มีคุณค่าในแง่ของการเลือกหุ้นที่ถูกต้องน้อยไม่คุ้มค่ากับค่าบริหารกองทุนที่คิดค่อนข้างสูงอาจจะ 3-4% ต่อปีของสินทรัพย์สุทธิ  อย่างไรก็ตาม  คนจำนวนมากก็ยังใช้บริการยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนในอัตราสูงแทนที่จะซื้อกองทุนอิงดัชนีที่ไม่ต้องเลือกหุ้นและคิดค่าบริหารกองทุนต่ำกว่ามาก   เหตุผลนั้นอาจจะเป็นเพราะคนยังเชื่อว่ามีกองทุนรวมที่มีฝีมือหรือคุณค่าสูงในการเลือกหุ้นเพราะพวกเขาเห็นว่ากองทุนนั้นมีผลงานที่ดีเด่นในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ความหวังที่จะได้กำไรดี ๆ  และการ “ยกความรับผิดชอบ” ให้กับบริษัทจัดการการลงทุนที่  “มีผลงานโดดเด่น”  ทำให้พวกเขายอมจ่าย “ราคา”  ที่อาจจะสูงกว่าคุณค่าที่แท้จริงของ บลจ. นั้น

           ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น  ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมต้องการจะบอกก็คือ  ในฐานะของ VI  เราจะต้องเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Value” หรือคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ  เมื่อเทียบกับ ราคา ที่เราจะจ่าย  และเราต้องเข้าใจด้วยว่า Value นั้นมีหลายรูปแบบและในสายตาของแต่ละคนก็อาจจะไม่เท่ากันถ้ามันไม่ใช่ Value ที่เป็นเม็ดเงิน  ความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้เราใช้เงินได้คุ้มค่าขึ้น  ทั้งทางด้านของการลงทุนและในด้านการใช้จ่ายอย่างอื่นของชีวิต