Showing posts with label การลงทุน VI. Show all posts
Showing posts with label การลงทุน VI. Show all posts

Thursday, December 25, 2014

10 หุ้นเด่น-การเติบโตสูง ต้อนรับปี 58

อีกเพียง 1 สัปดาห์จะล่วงเข้าสู่ปีใหม่ 2558 แล้ว ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์สุดท้ายของปียังมีให้ลุ้นว่าจะยืนนิ่งปิดตลาดในแดนบวกถึงวันสิ้นปีหรือไม่



หลังจาก 16 วันที่ผ่านมา (1-16 ธ.ค. 2557) ดัชนีตกฮวบไปถึง 132.08 จุด หรือคิดเป็น 8.29% ในภาวะฝุ่นตลบ มีหุ้นหลายตัวราคาหลุดปัจจัยพื้นฐาน เพราะนักลงทุนตื่นกลัว แต่ถ้าใจนิ่งๆ จะมองเห็น "ของดี" ที่แฝงตัวอยู่

10 หุ้นเด่น ราคาถูก-ฟรีโฟลต์สูง


ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า ยังมีหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PER) ต่ำกว่า 17.55 เท่า ซึ่งเป็น PER ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ หลายตัว และเมื่อร่อนตะแกรงคัดหุ้นที่ราคาปิดต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำ อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV RATIO) น้อย อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ดี แถมยังมีการกระจายของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) มากกว่า 30%


ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส พบว่า มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวถึง 30 แห่งโดย 10 อันดับแรก ได้แก่ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA), บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), บมจ.ศุภาลัย (SPALI), บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC), ธนาคารกรุงไทย (KTB), ธนาคารกรุงเทพ (BBL), บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP), บมจ.ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) แล้วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (19 พ.ย.-19 ธ.ค) มีราคาปรับตัวลดลง -6.37%, -5.30%, -1.78%, -5.38%, -1.28%, -3.00%, -19.59%, -7.52%, -14.51% และ -7.10% ตามลำดับ

วางกลยุทธ์ช้อนหุ้น 3 กลุ่ม


"ประกิต สิริวัฒน์เกตุ" ผู้จัดการกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นเป็น 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด จากเดิมให้ไว้ที่ 30% โดยแนะเลือกหุ้นตามกลยุทธ์รายตัวใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้


กลุ่มแรก เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง โดยกลุ่มที่ได้อานิสงส์ชัดเจน ได้แก่ กลุ่มขนส่งทางอากาศ และขนส่งทางเรือ อาทิ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV), บมจ.อาร์ ซี แอล (RCL) และ บมจ.ทิปโก้ แอสฟัลท์ (TASCO)


กลุ่มสอง หุ้นที่มีสถิติให้ผลตอบแทนชนะตลาดในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งตามข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีหุ้นหลายตัวที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกด้วยความน่าจะเป็นเกิน 70% อาทิ บมจ.เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI), บมจ.จีเอฟพีที (GFPT), ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.63%, 5.31%, 3.18% และ 2.81% ตามลำดับ


กลุ่มสาม หุ้นปันผลเด่น โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีDividend Yield สูงกว่า 4% ในงวดปี 2558 และมีราคาหุ้นต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม (Fair Value)

จุดต่ำสุดปีนี้ผ่านไปแล้ว



ด้าน "ยศพณ แสงนิล" รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และดัชนีไม่น่าจะลดลงรุนแรง หรือต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด อีกแล้วจนกว่าจะสิ้นปี หลังจากปัจจัยลบต่าง ๆ ได้คลี่คลายลง


"ปัจจุบัน P/E ของตลาดหุ้นไทยเทียบกับอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2558 อยู่ที่ 14 เท่า ดังนั้นหุ้นไทยตอนนี้จึงไม่แพงเลย และมีโอกาสช่วงที่เหลือของปีนี้จะเห็นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,550 จุด"


ตลท.ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนราว 12.6% โดยกลุ่มหุ้นที่มีผลตอบแทนเด่นที่สุด 5 อันดับในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การแพทย์ ขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ หลักทรัพย์ และธนาคาร มีผลตอบแทนสูงสุดถึง 49.7%, 35.6%, 32.9%, 29.8% และ 27.2% ตามลำดับ


ส่วนกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ ได้แก่ ปิโตรเคมีลดลง -26.7% และพลังงาน -8%


แม้ตอนนี้ภาวะตลาดหุ้นจะกลับมาดีขึ้น แต่นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และจัดพอร์ตให้เหมาะสม โดยนักลงทุนระยะยาวจะต้องศึกษาพื้นฐานหุ้นให้ดี ส่วนระยะสั้นต้องระวังแรงเก็งกำไรที่อาจทำให้ "เจ็บตัว" โดยไม่ทันตั้งตัวด้วย


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค เทคนิคหุ้น VI


เปิดกลยุทธ์ลงทุน 3 ขาใหญ่ ปี′58

เปิดกลยุทธ์ลงทุน 3 ขาใหญ่ ปี′58 "เล่นยาก" ต้องเลือก "Super Stock Pick"

แม้การลงทุนในปี 2557 เหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะดัชนีทะยานตัวขึ้นต่อเนื่องมาปิดระดับสูงสุดที่ 1,600.16 จุด ในวันที่ 26 ก.ย. 57 จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 1,298.71 จุด หรือเพิ่มขึ้น 23.21% แต่ช่วงเดือนสุดท้ายตลาดกลับหักมุมจากปัญหาราคาน้ำมันร่วงและความกังวลต่าง ๆ ทำให้ดัชนีตกฮวบจนเกิดปรากฏการณ์ "แบล็กมันเดย์" ในวันที่ 15 ธ.ค. วันเดียวดัชนีได้ร่วงลงต่ำสุดในการซื้อขายระหว่างวันถึง 138.95 จุด เกือบ 10% เรียกได้ว่าทุนหายกำไรหด จนนักลงทุนหวั่นใจกับการลงทุนในปี 2558

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนช่วงปี 2557 ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงปัจจุบัน (27 ธ.ค. 56-17 ธ.ค. 57) ดัชนีปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,480.20 จุด จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 1,298.71 จุด หรือเพิ่มขึ้น 13.97% ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 2.86% แต่ในมุมมองของตลาดหลักทรัพย์ฯถือว่าน่าพึงพอใจ แต่นักลงทุนยังค่อนข้างผิดหวัง โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่พร้อมใจกันส่ายหัวกับปรากฏการณ์หุ้นลงท้ายปี





"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ 3 นักลงทุนขาใหญ่ที่มีพอร์ตลงทุนหลักพันล้านบาท มาช่วยวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนในปี 2558 ว่าจะเป็นอย่างไร

ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา
แนะปรับลดพอร์ตลงทุนหุ้นไทย

"ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ จำกัด ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนแบบ "หุ้น 5 เด้ง" กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2557 เป็นปีแห่งการเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถสร้างกำไรได้ 3-4 เท่าตัวจากเงินลงทุนเริ่มต้น แต่ภาพรวมการลงทุนวางกลยุทธ์ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากดัชนีมีความผันผวนมาก นับเป็นปีที่ยากต่อการสร้างผลตอบแทนในระดับสูง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2558 แนะนำให้ลดการลงทุนในหุ้นไทยลงประมาณ 5% ของพอร์ตเดิม และหันมาถือครองเงินสดมากขึ้น เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าลงทุนเพิ่มในตลาดหุ้นไทย ขั้นแรกแนะนำให้เลือกหุ้นที่มีมูลค่าทางบัญชี (Price Per Book Value : PBV) ต่ำกว่า 1 เท่าประมาณ 50 บริษัท โดยไม่ต้องสนใจว่าบริษัทจะมีกำไรหรือไม่ ขั้นต่อมาให้วิเคราะห์โอกาสการเติบโตรายบริษัทให้เหลือเพียง 10 บริษัท ซึ่งจะทำให้ได้บริษัทที่น่าลงทุนในระดับหนึ่ง

"การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต ไม่จำเป็นต้องเน้นว่าบริษัทต้องมีกำไร แต่ให้ใช้เกณฑ์มาตรฐานบางอย่างมากลั่นกรองก่อน ซึ่งผมมองว่าการใช้ PBV ยังถือเป็นเครื่องมือที่ดี หลังจากนั้น เราค่อยมาสกรีนหุ้นออกทีละตัว เอาแบบที่เรามองเห็นอนาคตจริง ๆ โดยวิธีนี้จะดีกว่าเมื่อเทียบกับการที่เราไปวิ่งไล่ตามหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปแล้ว" นายปิยพันธ์กล่าว

ธำรงชัย เอกอมรวงศ์
2 ปัจจัยบวกพยุงตลาด Sideway

"ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" นักลงทุนขาใหญ่สไตล์เทคนิคอลกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้สร้างผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างผิดหวัง จากครึ่งปีแรกผลตอบแทนอยู่ระดับ 60-70% แต่ครึ่งปีหลังเกิดดราม่าตลาดเปลี่ยนไปแบบคนละภาพ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากพอร์ตของผมลดลงเหลือประมาณ 30-40%

สำหรับตลาดหุ้นไทยปี 2558 น่าจะมีลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideway) หมายถึงดัชนียังไปต่อได้ แต่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปมากนัก และไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนต่ำไปกว่าระดับ 1,400 จุด เนื่องจากประเทศไทยมี 2 ปัจจัยบวก ได้แก่ การเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ทำให้จะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง จนส่งผลให้ต้นทุนการเงินของบริษัทต่าง ๆ อยู่ในระดับต่ำ แม้ภาพรวมของยอดขายในปีหน้าจะหดตัว แต่บริษัทต่าง ๆ ก็ยังจะเติบโตต่อไปได้

ประเด็นถัดมาคือ การที่ประเทศไทยยังได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอัดฉีดออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจด้วย จึงส่งผลให้หุ้นหลายบริษัทที่ไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายพลังงานยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนั้น ส่วนตัวมีมุมมองว่ายังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กได้อยู่ เพียงแต่ความคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะลดลงจากปี 2557 เนื่องจากภาพรวมของดัชนีปรับตัวขึ้นได้ไม่มากนัก

ทั้งนี้ จะเลือกใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นแบบ "รายตัว" โดยยังให้ความสำคัญกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีประเด็น (Story) อยู่ แต่กระแสข่าวบวกที่ออกมาสนับสนุนต้องมีความชัดเจนขึ้น รวมถึงจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข่าวและผลสะท้อนที่ตามมา เช่น การลดทุน และเพิ่มทุน จะช่วยให้บริษัทได้รับผลอย่างไรบ้าง เป็นต้น

"ปี 2558 เราจะใช้วิธีอ่านงบฯอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว แต่ต้องคาดการณ์และวิเคราะห์มากขึ้น คือเรียกว่าต้องใช้วิธีแบบ Super Stock Pick อ่านโอกาสโตของธุรกิจมากกว่าการดูงบการเงิน ดังนั้น การลงทุนปีหน้าจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก" นายธำรงชัยกล่าว

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปี′58 หุ้นไทยลงทุนยากขึ้น

"ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ต้นแบบนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) มีความเห็นว่า ในปี 2558 การลงทุนในตลาดหุ้นจะทำได้ยากยิ่งกว่าปี 2557 เพราะแม้ตลาดจะปรับตัวลงบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นในตลาดถูกลงจนน่าสนใจ

เห็นได้จากราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ตลาดหุ้นที่อยู่ประมาณ 15-16 เท่า ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนที่พี/อีตลาดหุ้นไทยโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับราว 10 เท่า

"การที่ตลาดหุ้นไทยมีพี/อีระดับนี้ไม่ได้ถือว่าตลาดอยู่ในช่วงที่น่าซื้อ สำหรับนักลงทุนสไตล์ VI จึงมองว่ายังไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน" ดร.นิเวศน์กล่าว

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ภาพรวมยังไม่ถือว่าฟื้นตัวดีนัก อีกทั้งยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย จึงทำให้การออกไปลงทุนต่างประเทศต้องใช้ความระมัดระวังสูง

ส่วนความเสี่ยงในประเทศ ควรจับตาในเรื่อง "ปัญหาการเมือง" โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่จะเกิดขึ้น ประเด็นนี้ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งยังต้องติดตามความคืบหน้าโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลด้วยว่า จะเกิดได้จริงในช่วงไหน เพราะตลาดได้รับรู้ข่าวดังกล่าวไปแล้วเหลือเพียงรอให้เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

"ดร.นิเวศน์" แนะนำว่า ในปี 2558 นักลงทุนควรจับตา "เมกะเทรนด์" ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวประเมินว่ากลุ่มหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือ "กลุ่มอุปโภคบริโภค" อาทิ กลุ่มค้าปลีก, อาหาร, ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงกลุ่มสินค้าอุปโภคที่มีราคาแพง เช่น บ้าน ยานยนต์ ฯลฯ เพราะแม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัว แต่ไม่ได้อยู่ในอัตราที่สูงนัก ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมีแรงซื้อค่อนข้างจำกัด

ต้นแบบนักลงทุน VI ของไทยทิ้งท้ายว่า "การใช้วิธีลงทุนแบบรายกลุ่ม และลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก โดยหวังว่าจะได้กำไรแบบปี′57 คงไม่พอแล้ว แต่ต้องมองรายละเอียด ปีหน้าการลงทุนจะยากขึ้น ต้องคัดหุ้นรายตัวแบบ Super Stock Pick"

Tuesday, December 9, 2014

อึ้ง-ทึ่ง-เสียว

         


    บรรยากาศของตลาดหุ้นในช่วงนี้  ถ้าจะให้ผมบรรยายด้วยคำเพียง 3 คำ  ผมคิดว่าคำที่เหมาะสมที่สุดก็คือ  อึ้ง-ทึ่ง-เสียว  เพราะเหตุการณ์  เรื่องราว  และสถานะของหุ้นจำนวนไม่น้อยทำให้ผมเกิดความรู้สึกวนเวียนอยู่ในสามอาการดังกล่าวนั่นก็คือ  อึ้ง  เพราะเรื่องราวที่ปรากฏเป็นข่าวหรือบริษัทมีการกระทำหรือได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันท้าทายจริยธรรมและความเชื่อปกติของสังคมนักลงทุนมากจนทำให้เรา  พูดไม่ออก  หรือ  ไม่กล้าพูด หรือ  ไม่อยากพูด   ผม  ทึ่ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลายอย่างนั้น  มัน  แหกกฎเกณฑ์หรือทฤษฎี  หรือมันเกินไปจาก  ประสบการณ์หรือ  ภาวะปกติ ที่ผมคุ้นเคยไปมาก  และสุดท้าย  มัน  เสียว  เพราะหลาย ๆ  เรื่องที่เกิดขึ้นหรือเป็นข่าวนั้น  ดูเหมือนว่ามันน่ากลัวหรือดูมีความเสี่ยงสูง  แต่คนก็เข้าไปทำกันอย่าง  บ้าคลั่ง ราวกับว่ามันมีแต่ได้กับได้ในขณะที่ผมดูแล้วมันมีอันตรายสูงและตัวเอง  เสียว จนต้องพยายามลดความเสี่ยงลง

                        ที่จริงผมเคยเจอสถานการณ์แบบ อึ้ง-ทึ่ง-เสียว มาแล้วในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมสุด ๆ ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2538 อาการหลาย ๆ  อย่างในตลาดหุ้นในช่วงนั้นก็คล้าย ๆ  กับในช่วงนี้  ความแตกต่างดูเหมือนว่าจะเป็น  รายละเอียด ของเหตุการณ์และความรุนแรงของแต่ละเรื่อง  นอกจากนั้น  ความแตกต่างอีกข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ  ในช่วงนั้น  เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตเร็วมากระดับ 7%-10ต่อปี จนทุกคนคิดว่าเรากำลังเป็น  เสือ ทางเศรษฐกิจของเอเชีย  ในขณะที่ปัจจุบัน  เศรษฐกิจไทยกำลัง  มีปัญหา และน่าจะเติบโต  รั้งท้าย ในเอเชีย  อย่างไรก็ตาม  คนต่างก็คิดว่าเราน่าจะกำลัง  ฟื้นตัว  ในขณะที่ช่วงปี 2536-2538 นั้น  เราโตอย่าง  ไร้คุณภาพ เป็น  ฟองสบู่ ทางเศรษฐกิจ  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  อาการในตลาดหุ้นนั้น  คล้ายคลึงกัน  สิ่งที่ยังไม่รู้ก็คือ  มันจะจบเหมือนกันหรือไม่?

                        เรื่องที่ทำให้ อึ้ง” นั้น  ค่อย ๆ  ทยอยออกมาเป็นระยะ  หลาย ๆ  เรื่องก็จะเกี่ยวข้องกับคน นอก ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับหุ้นและตลาดหุ้นในทางใดทางหนึ่งหรือนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ในตลาดหุ้น  ในอดีตนั้น  เราก็จะพบเหตุการณ์เช่นว่าคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงในวงราชการที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับตลาดเงินตลาดทุนเข้ามาลงทุนในหุ้นที่มีแผนจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  หรือมีนักการเมืองบางคนมาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นบางตัวอะไรทำนองนี้แต่ก็ไม่มีใครจะพูดอะไรเพราะมันเป็น  สิทธิ อันชอบธรรมของทุกคนตราบที่เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือกฎเกณฑ์อะไรของตลาด

                        ประเด็นที่ทำให้คน อึ้ง” นั้น  อยู่ที่ว่า ดีล  หรือเงื่อนไขที่ได้มานั้น  บางทีมันก็  ดีเกินไป และคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องเป็นอย่างนั้น  ใครได้ประโยชน์และใครเสียประโยชน์  และถ้าเป็นคนอื่นเขาจะได้เงื่อนไขแบบนั้นหรือไม่  ประเด็นที่สำคัญยังอยู่ที่ว่าไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนที่จะเข้าไปตรวจสอบหรือขัดขวางการดำเนินการอะไรอย่างจริงจัง   ว่าที่จริงพวกเขาก็อาจจะทำอะไรไม่ได้จริง ๆ  และเขาก็อาจจะไม่อยากทำเพราะเหตุผลสารพัดที่ไม่อยากจะพูด  นั่นก็คือ  พวกเขาก็  อึ้ง  เหมือนกัน  ในช่วงปัจจุบันนั้น  ผมเองก็คิดว่ามันมีหลายเรื่องที่ผมรู้สึกว่ามันแปลก และมีความไม่ชอบมาพากล  แต่ในเมื่อมัน  ไม่ผิดกฎเกณฑ์อะไร ผมก็ได้แต่เก็บความคิดและความรู้สึกเอาไว้  และนี่ก็คือความหมายของคำว่า  อึ้ง

                        เรื่องน่า ทึ่ง ที่ผมเห็นนั้นมีมากมาย  ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่  ไม่น่าเป็นไปได้โดยสามัญสำนึกหรือโดยประสบการณ์  ปกติ  นี่เป็นสิ่งที่มักปรากฏขึ้นในยามที่ตลาด  ไม่ปกติ  โดยเฉพาะในยามที่ตลาดบูมมาก ๆ  เป็น ฟองสบู่”  ในอดีตนั้น  สิ่งที่เห็นชัดเจนและเป็นเรื่องน่าทึ่งก็คือราคาหุ้นขนาดเล็กโดยเฉพาะที่เป็นหุ้น  IPO นั้น  มีราคาที่สูงมากเกินกว่าผลประกอบการที่ทำได้ไปมากจนไม่น่าเชื่อ  และราคาที่ปรับขึ้นมานั้น  ส่วนมากก็ปรับขึ้นตั้งแต่วันแรก ๆ  ของการเข้ามาซื้อขายในตลาด  ในช่วงเร็ว ๆ นี้หุ้น IPO มีความน่าทึ่งยิ่งกว่าในช่วงปี 2536-2538   เพราะหลายตัวปรับขึ้นถึง 200ในวันแรกนอกจากนั้น  หุ้นตัวเล็กที่มีเรื่องราวน่าสนใจก็มีราคาสูงมากจนไม่น่าเชื่อ  ค่า PE เฉลี่ยของหุ้น MAI ที่เป็นหุ้นตัวเล็กนั้น  สูงถึง 60-70 เท่า  และที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  ปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดเพียงหลักพันล้านบาทนั้น  บ่อยครั้ง  สูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ระดับแสนล้านบาท

                        นอกจากเรื่องของราคาและปริมาณการซื้อขายของหุ้นขนาดเล็กที่ กลบรัศมี  หุ้นตัวใหญ่แล้ว  ความน่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ  ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมหนักนั้น  เราก็มักจะพบความน่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  มักจะมีรายการ  หนูกินช้าง” หรือ  ปลาเล็กกินปลาใหญ่” ในอดีตนั้น  เราเห็นบริษัทเงินทุนเอกธนกิจพยายามเทคโอเวอร์ธนาคารไทยทนุที่เป็นธนาคารที่ใหญ่กว่ามาก  แม้แต่ในต่างประเทศอย่างในตลาดสหรัฐเองนั้น  เวลาที่ตลาดหุ้นบูมหนักในบางครั้งเราก็จะเห็นความน่าทึ่งแบบนี้ที่ปลาเล็กหรือหุ้นบริษัทเล็กที่  ร้อนแรง  เทคโอเวอร์บริษัทใหญ่หรือกินปลาใหญ่ที่อ่อนแอ  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็เริ่มได้ยินข่าวแบบนี้บ้างแล้วในตลาดหุ้นไทย

                        เรื่องน่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  การเป็นเศรษฐี  ช่วงข้ามคืน”  ของคนหลาย ๆ  คนโดยเฉพาะที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นครั้งแรกหรือในหุ้นเล็กที่  มีการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งทำให้ราคาหุ้นทะยานขึ้นไป มโหฬาร” ภายในระยะเวลาอันสั้น  ความร่ำรวยของคนหลายคนในช่วงเวลาอันสั้นนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าทึ่ง  โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ถ้าเขาไม่ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาด เหตุผลก็เพราะว่า  หลายบริษัทนั้น  ไม่ได้มีกำไรอะไรมากมายนักและมีขนาดเล็ก  ถ้าอยู่นอกตลาดก็อาจจะเป็นแค่บริษัทขนาดเล็กธรรมดา ๆ ที่เจ้าของไม่สามารถที่จะเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างแน่นอน

                        ความ เสียว  นั้น  น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมเป็นส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของสังคมนักลงทุนไทย  เหตุเพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่  รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเช่น  นักวิเคราะห์  โบรกเกอร์ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่างก็ยังมองว่าตลาดหุ้นไทยและหุ้นส่วนใหญ่นั้น  ยังแข็งแรงดีอยู่  ราคาหุ้นโดยส่วนรวมก็ยังไม่แพงเทียบกับเพื่อนบ้านแม้ว่าบางคนจะดูว่าหุ้นตัวเล็กมีราคาสูงเกินไปเป็น  ฟองสบู่” แต่ถ้ามีปัญหาก็คงไม่กระทบกับหุ้นทั้งตลาด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สภาพของเศรษฐกิจ การเงิน สังคม  การเมืองและตลาดหุ้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรน่าวิตก  ค่า PEตลาดหุ้นไทยที่สูงถึง 19 เท่าและพอ ๆ  กับจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติตลาดหุ้นรอบที่แล้วก็อาจจะไม่ได้แปลว่าหุ้นไทยมีราคาแพง  เหตุผลก็เพราะอัตราดอกเบี้ยในช่วงนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ที่ต่ำติดดิน  ดังนั้น  PE 19 เท่าจึงไม่ถือว่าแพง  แต่ถ้ายังคิดว่าแพงก็มีเหตุผลว่าคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในเวลานี้ก็สูงกว่าในอดีต  ดังนั้น  สรุปว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่ากลัว

                        สิ่งที่ผมกังวลนั้น  เกิดจากเหตุการณ์และสถานการณ์หลาย ๆ  เรื่องที่โอกาสจะเกิดขึ้นอาจจะไม่สูงแต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็มี ศักยภาพ  ที่จะทำให้เกิดอาการช็อกได้กับตลาดหุ้น   ตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจไทยในปีหน้า  ถ้ายังแย่อยู่แบบปีนี้  ผลก็อาจจะรุนแรงได้เพราะมันอาจจะเปลี่ยนความเชื่อ” ของนักลงทุนว่าหุ้นจะดี  เช่นเดียวกับด้านของการเมือง  ถ้าทุกอย่างไม่ได้  ลงตัว  ปัญหาก็อาจจะรุนแรงได้  ประเด็นสำคัญก็คือ  ทุกครั้งที่หุ้นปรับตัวขึ้นมามากและดัชนีหุ้นขึ้นไปเร็วและสูงกว่ามาตรฐานระยะยาวแล้ว  โอกาสที่มันจะปรับตัวลงแรงก็มักจะมีสูงขึ้นเมื่อตลาดหุ้นประสบปัญหา  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้  ประกอบกับสัญญาณของความ  อึ้ง” และ “ทึ่ง” ดังที่กล่าว  ผมจึงรู้สึก เสียว จนบอกไม่ถูก 

มุมมอง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร