ถ้าดูโดยภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้วเราก็จะพบว่าดัชนีหรือราคาตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2558 นั้น ไม่ได้มีการปรับตัวลงมามากนัก ดัชนีตลาดลดลงมาเพียง 94 จุดหรือเป็นการปรับลงมาประมาณ 6.3% และถ้าคิดรวมปันผลที่ได้ประมาณ 3% นักลงทุนระยะยาวโดยเฉลี่ยก็น่าจะขาดทุนประมาณ 3.3% ถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าคุยกับนักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากก็จะพบว่าตลาดปรับตัว “รอบนี้” ค่อนข้าง “หนัก” หลายคน “ร้องไห้หนักมาก” เพราะเพิ่งเข้ามาเล่นหุ้นในตลาด ไม่เคยได้กำไรแต่ขาดทุนหนักมากเนื่องจากหุ้นที่เข้าไปเล่นนั้นเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีความผันผวนสูง จำนวนมากจดทะเบียนในตลาดหุ้น MAI อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านักลงทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถอนใจออกจากตลาด ความหวังที่จะ “เอาคืน” หรือทำกำไรจากตลาดหุ้นยังมีอยู่ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พวกเขาอาจจะคิดว่าหุ้นก็ลงมามากแล้ว คงไม่ลงไปอีกมากนักแต่น่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ เขาอาจจะเชื่อว่าการเล่นหุ้นนั้น “ต้องกล้าในยามที่คนอื่นกลัว”
ลองวิเคราะห์ดูข้อมูลตั้งแต่สิ้นปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันก็พบว่า ตลาดของหุ้นขนาดใหญ่หรือ SET นั้น ราคาหุ้นตกลงมาไม่มากนักเพียงแค่ 6.3% วัดจากดัชนี ส่วนค่าความถูกความแพงวัดจากค่า PE ก็ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีที่แล้วค่า PE ของ SET เองอยู่ที่ 17.81 เท่าเทียบกับ 18.49 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับว่าหุ้นขนาดใหญ่นั้น คนยังคงให้ “คุณค่า” เท่าเดิม นั่นก็คือ ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นวันนี้ แต่ละปีก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 5-6% หาได้จากการกลับเศษเป็นส่วนของค่า PE คือค่า EP ที่เท่ากับ 1 หารด้วย 18 โดยประมาณ) ซึ่งก็เป็นอัตราที่ดีพอใช้เมื่อเทียบกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร การที่ราคาหุ้นตกลงมานั้น เกิดจากผลประกอบการหรือกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา นี่ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาในแง่ที่ว่าราคาหุ้นนั้น “ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือผลประกอบการ” ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนับจากต้นปี
ในส่วนของตลาดหุ้นขนาดเล็กที่วัดจากดัชนีหุ้น MAI นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดัชนี MAI ปรับตัวลดลงจากประมาณ 700 จุดเหลือเพียง 585 จุดในช่วงเวลาเดียวกันหรือลดลงประมาณ 16.4% และถ้าคิดรวมปันผลที่ประมาณ 0.9% ก็จะทำให้โดยเฉลี่ยแล้วหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ยประมาณ 15.5% หรือนักเล่นหุ้นขาดทุนเป็นประมาณ 4.7 เท่าเมื่อเทียบกับตลาด SET และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนบุคคลรายย่อยจึงเสียหายค่อนข้างหนักทั้ง ๆ ที่ตลาดโดยรวมไม่ได้เลวร้ายมากนัก
หุ้น MAI ที่ตกลงมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง แต่ราคาหุ้นที่ลดลงนั้นน่าจะเกิดจากการที่การ “เก็งกำไร” ในหุ้นตัวเล็กนั้นลดลง ความหมายของผมก็คือ ราคาของหุ้นนั้น โดยปกติจะมาจากสองส่วนนั่นคือ ราคาที่เกิดจากพื้นฐานกับราคาที่เกิดจากการเก็งกำไร ราคาที่เกิดจากพื้นฐานนั้น คือราคาที่เกิดจากความสามารถในการทำกำไรปกติของบริษัทที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขกำไรตัวนี้ถ้าคูณ 18 เท่าก็จะเป็นค่าของราคาหุ้นตามพื้นฐาน ส่วนราคาที่มาจากการเก็งกำไรนั้น จะเป็นราคาที่นักลงทุนให้กับหุ้นโดยดูจากการคาดการณ์กำไรในอนาคต หุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนที่คนคาดหวังสูงมากว่าจะทำกำไรได้ดีมากในอนาคตก็จะได้ราคาสูงมาก เช่น ถ้านักลงทุนคาดว่าในอนาคตกำไรจะเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้น เขาอาจจะให้ราคาบริษัทเพิ่มขึ้น 50 เท่า เป็นต้น แต่ถ้าหุ้นตัวไหนไม่มีการ “เก็งกำไร” ราคาหุ้นก็จะมาจาก “พื้นฐาน” เพียงอย่างเดียว
ดูจากค่า PE ของตลาดหุ้น MAI นั้น เมื่อปลายปีที่แล้วค่า PE เท่ากับ 69.6 เท่า ก็น่าจะชัดเจนว่าไม่ใช่ราคาที่เกิดจากพื้นฐานเพียงอย่างเดียวแน่นอน เพราะถ้าคิดเป็นค่า EP ก็จะให้ผลตอบแทนคนลงทุนเพียงปีละไม่ถึง 1% ดังนั้น หุ้นตลาด MAI จึงมีมูลค่าที่เกิดจากราคาเก็งกำไรอยู่มาก ถ้าเราสมมุติว่าหุ้นในตลาด MAI มี “คุณค่า” เท่ากับหุ้นในตลาด SET คือควรมีค่า PE ประมาณ 18-19 เท่า เราก็จะคำนวณได้ว่าราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เกิดจาก “การเก็งกำไร” นั้นเท่ากับการมีค่า PE เพิ่มขึ้นอีก 50 เท่า 69.6-19) เมื่อสิ้นปีที่แล้ว พูดง่าย ๆ หุ้นในตลาด MAI เมื่อสิ้นปีที่แล้วนั้น มีราคาตามพื้นฐานเพียง 18-19 เท่าของกำไรแต่มีราคาตามการเก็งกำไรถึง 50 เท่าของกำไรที่ “คาด” ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
ถึงวันนี้ ค่า PE ของตลาด MAI ลดลงมาเหลือ 59.8 หรือลดลงมาประมาณ 10 เท่าของกำไรและนี่ทำให้ดัชนีหุ้น MAI ลดลงมาประมาณ 16.4% การลดลงมานี้ผมคิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานอะไรนักเพราะกำไรของหุ้น MAI ก็ไม่ได้ลดลง ราคาหุ้นที่ลดลงนั้น ผมคิดว่าเกิดจากการเก็งกำไรที่ลดลง และการเก็งกำไรที่ลดลงนั้น ผมคิดว่าเกิดจากการที่ความคาดหวังที่บริษัทจะโตขึ้นลดลง และความคาดหวังที่ลดลงนั้นผมคิดว่าน่าจะเกิดจากสองประเด็นใหญ่ก็คือ หนึ่ง Story ของบริษัทหรือเรื่องราวที่สร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนนั้นเริ่ม “สั่นคลอน” เช่น ที่คาดว่าจะทำธุรกิจใหม่มีกำไรมหาศาล เมื่อเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นลดลง คาดว่าจะได้สัญญาขายไฟฟ้าทางเลือกก็ยังไม่ได้ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น ข้อสอง กำไรที่เคยคาดการณ์หรือหวังว่าจะทำได้จากยอดขายสินค้าเดิมที่จะ “เพิ่มขึ้นมาก” นั้น อาจจะยังไม่มาหรือยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นแต่มาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายต่ำกว่าเดิมมาก เช่น เคยขาย 100 กำไร 20 ซึ่งเป็นกำไรที่ “มโหฬาร” นั้น เมื่อเวลาผ่านไปพบว่ากำไรแบบนั้นไม่สามารถทำต่อเนื่องได้ ในกรณีทั้งสองแบบนี้อาจจะเริ่มทำให้คนที่ซื้อหุ้นไว้เริ่มกลัวและขายหุ้นทิ้งก่อนที่ “ความจริงจะปรากฏ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ราคาหุ้นตลาด MAI และหุ้นตัวเล็กหลาย ๆ ตัว จึงปรับตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามสำคัญก็คือ การปรับตัวลงของหุ้น MAI นั้น ลดลงมาพอหรือยัง? คำตอบก็คือ ไม่มีใครรู้! แต่ถ้าดูจากค่า PE ที่ประมาณ 60 เท่าในวันนี้และสมมุติว่าค่า PE ที่เหมาะสมตาม พื้นฐานควรจะประมาณไม่เกิน 20 เท่า ราคาที่เกิดจากการเก็งกำไรก็ยังสูงถึง 40 เท่าของกำไร หรือพูดง่าย ๆ ถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนเท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น ราคาปัจจุบันก็จะเท่ากับ 60 บาทต่อหุ้น โดยเป็นราคาพื้นฐานแค่ 20 บาทและราคา “เก็งกำไร” อีก 40 บาท ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้หรือหุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะตกลงมา 40 บาทเหลือเพียง 20 บาทต่อหุ้นหรือเป็นการลดลงประมาณ 66% ถ้า “การเก็งกำไรหมดไป”
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วการเก็งกำไรจะหมดไปได้อย่างไร? คำตอบของผมก็คือ ไม่รู้! แต่ปัจจัยสำคัญของการเก็งกำไรก็คือ ภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงนั้นส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรสูง แต่บางทีตลาดหุ้นที่ “ไม่เลวร้าย” ก็ไม่ทำลายการเก็งกำไรเท่าไรนัก บางทีถ้าหุ้นตัวใหญ่ไม่ดี คนก็ยังอาจจะหันมาเล่นเก็งกำไรในหุ้นตัวเล็กได้ แต่ในกรณีที่ตลาดหุ้นเกิด “แพนิก” หุ้นตกลงมาแรงและกลายเป็นตลาดหมี แบบนี้ก็อาจจะทำให้การเก็งกำไรหายไปได้
บ่อยครั้ง การเก็งกำไรในหุ้นรายตัวก็อาจจะหายไปได้เมื่อเวลาผ่านไปและ Story ไม่เป็นไปตามที่คาด หุ้นตัวนั้นอาจจะมีค่า PE 100 เท่าแต่เป็นราคาพื้นฐานเพียง 20% อีก 80% เป็นการเก็งกำไร ดังนั้น เมื่อ “ฝันสลาย” ราคาหุ้นก็อาจจะตกลงมา 80% ได้
บ่อยครั้งการเก็งกำไรนั้นมาจากการที่มี “จ้าวมือ” ซึ่งเป็นรายใหญ่ซื้อและถือหุ้นจำนวนมากในบริษัททำให้ราคาหุ้นขึ้นไปมากและหุ้น Free Float หรือหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีน้อย ลักษณะนี้ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ลงมาง่าย ๆ แม้ว่า Story หรือกำไรที่คาดหวังยังไม่เกิด “ภาพ” ที่ถูกส่งออกมาก็คือให้นักเก็งกำไร “รอต่อไป เดี๋ยวก็มา” ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ลงมากนัก
หุ้นตัวเล็กที่ “ล่มสลาย” จริง ๆ นั้น มักจะเกิดจาก “ความเชื่อมั่นหมดไป” ด้วยเหตุอะไรก็ตามและมักรวมถึงการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เป็น “จ้าวมือ” ทิ้งหุ้นหมดสิ้น ในวันนั้นก็จะกลายเป็น “หายนะ” ของหุ้นที่ราคาหรือมูลค่าลดลงมา บางที 90% หรือมากกว่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาโลกและก็อย่าได้คิดว่ามันจะไม่เกิดกับเราถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันเป็นนิจสิน
Showing posts with label หุ้นไทย. Show all posts
Showing posts with label หุ้นไทย. Show all posts
Sunday, August 16, 2015
Sunday, July 12, 2015
หลังชนฝา / โดย คนขายของ
เมื่อสี่สิบปีก่อนดอกเบี้ยฝากประจำ 15% เป็นเรื่องปกติ เมื่อสิบกว่าปีก่อนดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ 5% เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากดอกเบี้ยเป็นขาลงตลอด จนมาถึงตอนนี้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียวดูไม่ดึงดูดใจ ยิ่งหากใครอยู่ในวัยเกษียณ หากต้องการเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ถ้าฝากเงินกินดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาเหล่านั้นต้องมีเงิน ในบัญชีฝากประจำอย่างน้อย 25 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนทำงานเป็นพนักงาน เป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้าง จะมีเงินเก็บได้ถึงขนาดนั้น ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องออกไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนซึ่งมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร
ทางเลือกหนึ่งทีเป็นที่นิยมกันคือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถ้ามองในเรื่องความเสี่ยงแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความเสี่ยงของพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรัฐบาลเป็นประกัน ตอนนี้พันธบัตรของ รัฐบาลไทยให้ดอกเบี้ยอยู่ราวๆ 3.5-4% แต่ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศ บางประเทศ ให้ดอกเบี้ยสูงมากถึง 8-9% แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเอง ทางเลือกที่สอง คือการซื้อทองคำเก็บไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่าราคาทองคำในระยะยาวนั้นจะชนะ เงินเฟ้อ ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีพบว่าราคาทองขึ้นมามากกว่า 3 เท่า ผู้คนจึงให้ความ สนใจ ทางเลือกที่สาม คือการเข้าซื้อหุ้นในกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่ง จำเป็น และไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรคนก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิต ไฟฟ้า ประปา จึงน่าสนใจ
แต่ทางเลือกทั้งสามจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย 100% ที่นักลงทุนสามารถซื้อและถือลืมไปได้เลย โดยไม่มีโอกาสขาดทุนจริงหรือ? เราจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์เพื่อตอบคำถามเหล่านี้กัน ในหนังสือ This time is different: Eight centuries of Financial Folly ได้รวบรวมการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศต่างๆในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีถึง 82 ประเทศที่มีปัญหาทางการเงิน บางประเทศมีปัญหามากกว่า 5 ครั้ง ประเทศที่มีความมั่งคั่งสูงอย่าง เยอรมัน หรือ อังกฤษ ก็เคยประสบปัญหาเหมือนกัน ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรต่างประเทศ ก็นับว่าไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แล้วทองล่ะ? ถ้าเราหันมาดูราคาทองคำในรอบสี่สิบปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีรอบการขึ้นใหญ่ อยู่สองรอบ คือในช่วง ปี 1979-1982 และในช่วง 2000-2012 การจับจังหวะของวัฏจักร เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณพลาดไปซื้อทองในปี 1980 ที่ราคา 700$/ounce คุณต้องรอไปอีก 27 ปีถึงจะได้ทุนคืน
หุ้นสาธารณูปโภคที่ดูเหมือนจะปลอดภัยมาก แต่ในสถานะการณ์การเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบันนี้ แม้แต่มืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนชื่อ John Paulson ก็ยังพลาด ซึ่งนิตยสาร FORTUNE รายงานว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้น Athen Water ของกรีซเมื่อปีที่แล้วมูลค่ากว่า สี่พันล้านบาท กิจการนี้เป็นกิจการผูกขาด แต่ตอนนี้กิจการมีปัญหาเนื่องจากขายน้ำประปาให้รัฐ แต่รัฐไม่มีเงินจะชำระหนี้ คาดกันว่าตอนนี้ Paulsonขาดทุนไปมากกว่า 50%แล้ว
ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอาจจะมีผลดีในแง่กระตุ้นการลงทุนได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไม่มี รายได้ประจำโดยเฉพาะคนวัยเกษียณไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยดอกเบี้ยเงินฝากเพียงอย่างเดียว คนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนเพื่อหาผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงขึ้น แต่เพราะขาดความชำนาญ ทำให้อาจ มองการลงทุนด้วยภาพที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น บางคน ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย แต่ต้องออกไปสู้ในตลาดทุนตลาดเงินเพราะรายได้หลังเกษียณ ไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องออกไปสู้เพราะตอนนี้หลังชนฝาแล้ว การตัดสินใจในการลงทุนอาจทำโดย การอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาสองสามบรรทัดแล้วลงทุนเลย ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย เพื่อที่จะฝ่าวงล้อมทุนนิยมนี้ไปได้ ผมใคร่ขอแนะนำให้ทุกบ้านทุกครัวเรือน เริ่มศึกษาหา ความรู้ในการลงทุนอย่างจริงจัง หากท่านไม่ถนัดในเรื่องเงินทอง ก็อาจจะมองหาลูกหลานที่มีแวว เพื่อปั้นขึ้นมาเป็นดาวเด่นในเรื่องลงทุนของครอบครัวท่าน ทั้งนี้เพราะในภาวะดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนาน ความรู้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกบ้านควรมีเป็นสมบัติของตัวเอง
Saturday, January 10, 2015
ตลาดเงินโลกทุบหุ้นไทย"ฝรั่ง"ถือต่ำสุดรอบ4ปี
ตลาดเงินตลาดทุนโลกปั่นป่วน เงินทุนไหลออกจากหุ้นโยกเข้า "ดอลลาร์-ทองคำ" ฉุดดัชนีหุ้นไทยดิ่ง เผยนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดในรอบ 4 ปี รมว.คลังชี้ใน ปท.ต้องสร้างความเชื่อมั่น เปิดศักราชตลาดหุ้นดิ่งทั่วโลก
ไฟแนน ชียล ไทมส์ รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกราวหลังเปิดรับศักราชใหม่ นำโดยตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้วันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นฝั่งเอเชียดิ่งตาม หลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี เนื่องจากซัพพลายน้ำมันล้นตลาด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น เชฟรอนและเอ็กซอน โมบิล ถูกเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณด้านลบตั้งแต่ต้นปี 2558
นอกจาก นี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปที่ปิดร่วงลงอย่างหนักในรอบเกือบ 9 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความวิตกกังวลถึงปัญหาการเมืองของกรีซที่กำลังจะจัดเลือก ตั้งทั่วไปในวันที่ 25 มกราคมนี้ โดยพรรคสังคมนิยมซ้ายจัด ซึ่งประกาศนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดมีแนวโน้มจะชนะการเลือก ตั้ง ซึ่งอาจทำให้กรีซต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน นอกจากนี้ยังวิตกกับแนวโน้มการเติบโตของประเทศในยุโรปที่คาดว่าจะอยู่ใน ระดับต่ำ
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ และเวสต์เทกซัส ราคาต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 49.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลก หลังจากกลุ่มโอเปกยืนยันจะไม่ปรับลดเพดานการผลิต สวนทางกับความต้องการใช้น้ำมันที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปจนถึงจีนชะลอตัวลง
ตลาดหุ้นไทยหัวทิ่มติดอันดับ 30
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทย 2 วันทำการ (5-6 ม.ค. 58) ปิดที่ 1,477.58 จุด ลดลง 20.09 จุด หรือ -1.34% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,812.66 ล้านบาท
นาย ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชปี 2558 ค่อนข้างย่ำแย่ หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนักช่วง 2 วันติดต่อกัน จนติดอันดับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดอันดับที่ 30 ของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้รับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
โดย เฉพาะผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาวะตลาดอยู่ในช่วงขาลงชัดเจน ประกอบกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังอ่อนแอ ขณะที่รัสเซียมีแนวโน้มอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินภายใน รวมถึงปัจจัยใหม่ เช่น ความกังวลต่อการเลือกตั้งในกรีซ
ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังมีแรงขายของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน โดยเฉพาะจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนช่วงต้นปีจำนวนมาก โดย บล.ทรีนีตี้คาดการณ์กรอบดัชนีมีโอกาสลดลงถึง 1,420 จุด และมีแรงต้านอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด
ทิ้งหุ้นซื้อดอลลาร์-ทองคำ
นาย ณัฐชาตกล่าวว่า มีแนวโน้มที่เงินทุนในโลกจะปรับตัวอย่างรุนแรง ในทิศทางไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ, ฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์ แล้วยังมีบางส่วนไหลเข้าไปลงทุนในทองคำ ซึ่งทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกเมื่อ 5 ม.ค. 58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นปิดทะลุ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
นอกจากนี้ต้องจับตาดูผลการประชุมของธนาคาร กลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ว่าจะมีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มเติม หรือไม่ หากมีก็จะช่วยให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายความวิตกลงได้บ้าง รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 27-28 ม.ค. และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 ม.ค. หาก กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักได้
ต่างชาติถือหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 4 ปี
นาย ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 1/58 ยังเป็นช่วงยากลำบาก เนื่องจากนักลงทุนยังหวาดกลัวความไม่แน่นอน ทำให้เม็ดเงินต่างชาติยังไม่ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้ เพราะสัญญาณการลงทุนของโลกยังไม่สดใสนัก
แม้ปัจจัยภายในประเทศจะค่อน ข้างดี ตามคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยใน 1-3 เดือนข้างหน้าจะเติบโตมากขึ้นจากฐานของปีก่อนหน้าที่ค่อนข้างต่ำ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีทิศทางกำไรเติบโตกว่า 15-16% จากปีก่อน
ปีนี้แรงขายจากต่างชาติน่าจะลดน้อยลงแล้ว หลังจากปีที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ราว 3.7 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 ขายสุทธิราว 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองสุทธิหุ้นไทยเหลือระดับ 32.29% (ประกอบด้วย NVDR 6.45% และถือหุ้นตรง25.24%) เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี
LTF ครบกำหนด 1.4 แสนล้าน
นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดเงินตลาดทุน และตลาดโภคภัณฑ์ของโลกปั่นป่วนอย่างหนัก นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับการกดดันจากการขายคืนหน่วยลงทุนใน LTF ที่ครบกำหนดอายุ 5 ปี ซึ่งในต้นปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท โดยเป็น LTF ที่ครบกำหนดและมีสิทธิ์ไถ่ถอนตั้งแต่ปีที่แล้ว 8 หมื่นล้านบาท และ LTF ที่ครบกำหนดปีนี้อีก 6 หมื่นล้านบาท ที่สามารถไถ่ถอนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
"เม็ดเงินก้อน 8 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะขายไม่เยอะ เพราะถ้าอยากขายคงขายไปตั้งแต่ปีก่อนแล้ว แต่ในส่วนของเม็ดเงินก้อนใหม่ราว 6 หมื่นล้านบาท ก้อนนี้มีโอกาสที่จะไถ่ถอนสูง ข้อมูลในอดีตชี้ว่าภายในไตรมาสแรกของปี นักลงทุนจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ยประมาณ 33% ของมูลค่าที่สามารถขายได้ โดยจะขายหนักในเดือน ม.ค.ประมาณ 15%"
แม้ว่าตลาดจะมีแรงกดดันจากการ ขาย LTF ที่ครบกำหนด แต่เชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงรุนแรงเหมือนต้นปี"57 เนื่องจากปีนี้ตลาดมี Trigger Fund กองใหม่ ๆ ที่เสนอขายกันไปในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 57 มากกว่า 5 กอง ขนาดประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวประคองดัชนีในภาพรวมได้
"สมหมาย" ชี้สร้างความเชื่อมั่น
นาย สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่ต้นปีตลาดหุ้นไทยตกลง เป็นผลจากตลาดทั่วโลก ทั้งราคาน้ำมันที่ตกลงต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการเมือง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย
"นักลงทุนก็ตกใจก็เห็น มาร์เก็ตแคปหายไปเยอะ ซึ่งก็ขอให้อย่ามีอะไรที่แย่ลงไปอีก และก็ต้องมาสร้างความมั่นใจประเทศ ตั้งแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยอมรับว่าเงินที่ออกจากท่อยังไม่ถึง 50% ของเป้า แต่ก็ยังมีเวลาที่จะทำรวมถึงมาตรการจูงใจต่างชาติมาตั้งสำนักงานในไทย เป็นมาตรการระยะกลางที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น" รมว.คลังกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจด้านเศรษฐกิจ ความเสี่ยงเป็นเรื่องตลาดโลกนักลงทุนไทยก็มีความกังวลและไม่มั่นใจว่าหลัง รัฐบาลชุดนี้อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ต่างชาติจะขนเงินมาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีที่ปัจจุบัน กนง.คาดการณ์ไว้ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลนั้น อาจจะต้องมีการปรับสมมุติฐานอีกครั้ง เนื่องจากครึ่งปีหลังคาดว่าจะอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่ประเมินนี้ ไม่ได้มีแรงกดดันต่อนโยบายการเงินแต่อย่างใด และนโยบายการเงินที่มีความผ่อนคลายแล้วในปัจจุบัน จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2558 ให้ขยายตัวระดับ 4% ได้
นอกจาก นี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปที่ปิดร่วงลงอย่างหนักในรอบเกือบ 9 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความวิตกกังวลถึงปัญหาการเมืองของกรีซที่กำลังจะจัดเลือก ตั้งทั่วไปในวันที่ 25 มกราคมนี้ โดยพรรคสังคมนิยมซ้ายจัด ซึ่งประกาศนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดมีแนวโน้มจะชนะการเลือก ตั้ง ซึ่งอาจทำให้กรีซต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน นอกจากนี้ยังวิตกกับแนวโน้มการเติบโตของประเทศในยุโรปที่คาดว่าจะอยู่ใน ระดับต่ำ
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ และเวสต์เทกซัส ราคาต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 49.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลก หลังจากกลุ่มโอเปกยืนยันจะไม่ปรับลดเพดานการผลิต สวนทางกับความต้องการใช้น้ำมันที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปจนถึงจีนชะลอตัวลง
ตลาดหุ้นไทยหัวทิ่มติดอันดับ 30
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทย 2 วันทำการ (5-6 ม.ค. 58) ปิดที่ 1,477.58 จุด ลดลง 20.09 จุด หรือ -1.34% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,812.66 ล้านบาท
นาย ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชปี 2558 ค่อนข้างย่ำแย่ หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนักช่วง 2 วันติดต่อกัน จนติดอันดับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดอันดับที่ 30 ของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้รับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
โดย เฉพาะผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาวะตลาดอยู่ในช่วงขาลงชัดเจน ประกอบกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังอ่อนแอ ขณะที่รัสเซียมีแนวโน้มอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินภายใน รวมถึงปัจจัยใหม่ เช่น ความกังวลต่อการเลือกตั้งในกรีซ
ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังมีแรงขายของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน โดยเฉพาะจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนช่วงต้นปีจำนวนมาก โดย บล.ทรีนีตี้คาดการณ์กรอบดัชนีมีโอกาสลดลงถึง 1,420 จุด และมีแรงต้านอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด
ทิ้งหุ้นซื้อดอลลาร์-ทองคำ
นาย ณัฐชาตกล่าวว่า มีแนวโน้มที่เงินทุนในโลกจะปรับตัวอย่างรุนแรง ในทิศทางไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ, ฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์ แล้วยังมีบางส่วนไหลเข้าไปลงทุนในทองคำ ซึ่งทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกเมื่อ 5 ม.ค. 58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นปิดทะลุ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
นอกจากนี้ต้องจับตาดูผลการประชุมของธนาคาร กลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ว่าจะมีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มเติม หรือไม่ หากมีก็จะช่วยให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายความวิตกลงได้บ้าง รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 27-28 ม.ค. และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 ม.ค. หาก กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักได้
ต่างชาติถือหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 4 ปี
นาย ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 1/58 ยังเป็นช่วงยากลำบาก เนื่องจากนักลงทุนยังหวาดกลัวความไม่แน่นอน ทำให้เม็ดเงินต่างชาติยังไม่ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้ เพราะสัญญาณการลงทุนของโลกยังไม่สดใสนัก
แม้ปัจจัยภายในประเทศจะค่อน ข้างดี ตามคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยใน 1-3 เดือนข้างหน้าจะเติบโตมากขึ้นจากฐานของปีก่อนหน้าที่ค่อนข้างต่ำ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีทิศทางกำไรเติบโตกว่า 15-16% จากปีก่อน
ปีนี้แรงขายจากต่างชาติน่าจะลดน้อยลงแล้ว หลังจากปีที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ราว 3.7 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 ขายสุทธิราว 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองสุทธิหุ้นไทยเหลือระดับ 32.29% (ประกอบด้วย NVDR 6.45% และถือหุ้นตรง25.24%) เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี
LTF ครบกำหนด 1.4 แสนล้าน
นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดเงินตลาดทุน และตลาดโภคภัณฑ์ของโลกปั่นป่วนอย่างหนัก นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับการกดดันจากการขายคืนหน่วยลงทุนใน LTF ที่ครบกำหนดอายุ 5 ปี ซึ่งในต้นปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท โดยเป็น LTF ที่ครบกำหนดและมีสิทธิ์ไถ่ถอนตั้งแต่ปีที่แล้ว 8 หมื่นล้านบาท และ LTF ที่ครบกำหนดปีนี้อีก 6 หมื่นล้านบาท ที่สามารถไถ่ถอนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
"เม็ดเงินก้อน 8 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะขายไม่เยอะ เพราะถ้าอยากขายคงขายไปตั้งแต่ปีก่อนแล้ว แต่ในส่วนของเม็ดเงินก้อนใหม่ราว 6 หมื่นล้านบาท ก้อนนี้มีโอกาสที่จะไถ่ถอนสูง ข้อมูลในอดีตชี้ว่าภายในไตรมาสแรกของปี นักลงทุนจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ยประมาณ 33% ของมูลค่าที่สามารถขายได้ โดยจะขายหนักในเดือน ม.ค.ประมาณ 15%"
แม้ว่าตลาดจะมีแรงกดดันจากการ ขาย LTF ที่ครบกำหนด แต่เชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงรุนแรงเหมือนต้นปี"57 เนื่องจากปีนี้ตลาดมี Trigger Fund กองใหม่ ๆ ที่เสนอขายกันไปในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 57 มากกว่า 5 กอง ขนาดประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวประคองดัชนีในภาพรวมได้
"สมหมาย" ชี้สร้างความเชื่อมั่น
นาย สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่ต้นปีตลาดหุ้นไทยตกลง เป็นผลจากตลาดทั่วโลก ทั้งราคาน้ำมันที่ตกลงต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการเมือง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย
"นักลงทุนก็ตกใจก็เห็น มาร์เก็ตแคปหายไปเยอะ ซึ่งก็ขอให้อย่ามีอะไรที่แย่ลงไปอีก และก็ต้องมาสร้างความมั่นใจประเทศ ตั้งแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยอมรับว่าเงินที่ออกจากท่อยังไม่ถึง 50% ของเป้า แต่ก็ยังมีเวลาที่จะทำรวมถึงมาตรการจูงใจต่างชาติมาตั้งสำนักงานในไทย เป็นมาตรการระยะกลางที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น" รมว.คลังกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจด้านเศรษฐกิจ ความเสี่ยงเป็นเรื่องตลาดโลกนักลงทุนไทยก็มีความกังวลและไม่มั่นใจว่าหลัง รัฐบาลชุดนี้อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ต่างชาติจะขนเงินมาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีที่ปัจจุบัน กนง.คาดการณ์ไว้ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลนั้น อาจจะต้องมีการปรับสมมุติฐานอีกครั้ง เนื่องจากครึ่งปีหลังคาดว่าจะอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่ประเมินนี้ ไม่ได้มีแรงกดดันต่อนโยบายการเงินแต่อย่างใด และนโยบายการเงินที่มีความผ่อนคลายแล้วในปัจจุบัน จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2558 ให้ขยายตัวระดับ 4% ได้
ประชาชาติธุรกิจ
Sunday, January 4, 2015
สัญญานแห่งดอย
เมื่อดัชนีหุ้นขึ้นมาสูงมากติดต่อกันหลายปีเป็นตลาดหุ้น “กระทิงดุ” คำถามที่ตามมาก็คือ ตลาดหุ้นขึ้นมาถึง “ดอย” หรือยัง? เพราะถ้ามันใกล้หรือถึงจุดสูงสุดแล้ว สิ่งที่หลายคนโดยเฉพาะนักลงทุนที่เล่นหุ้นระยะสั้นหรือระยะกลางจะทำก็คือ ขายหุ้นทิ้งเสียเก็บเงินสดไว้รอช้อนหุ้นที่จะตกลงมาแรง ๆ หรือไม่ก็หันไปลงทุนอย่างอื่นที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่า การที่จะวิเคราะห์ได้ว่าตลาดหุ้นใกล้ถึง Peak หรือจุดสูงสุดและกำลังปรับตัวลงมากลายเป็นตลาด “หมี” หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะตลาดหุ้นนั้น ในระยะสั้น “คาดการณ์ไม่ได้” อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนที่คร่ำหวอดในตลาดหุ้นมายาวนานนั้น ตลาดกระทิงที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดนั้น มักจะมีอาการหรือสัญญาณหลาย ๆ อย่างประกอบกันพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
ข้อแรกก็คือ ค่า PE หรือราคาหุ้นต่อกำไรของบริษัทของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปมักจะอยู่ในระดับสูงใกล้กับระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ค่า PB หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปนั้นอยู่ในระดับสูง ส่วนอัตราเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือDividend Yield นั้นจะค่อนข้างต่ำ ดูจากตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่าค่า PE ของตลาดหุ้นน่าจะใกล้ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับค่า PB อย่างไรก็ตาม ปันผลนั้นยังค่อนข้างจะพอใช้ได้ที่ประมาณ 2.5%-3% ในความเห็นของผมนั้น ตัวเลขชุดนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหุ้นน่าจะถึงยอดดอยแล้ว เหตุผลก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดของเราในช่วงนี้ต่ำเป็นประวัติการณ์ เงินฝากอยู่ในระดับไม่เกิน 2%-3% ดังนั้น ค่า PE ระดับ 17-18 เท่าและปันผลจากการลงทุนในหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพอสมควร
ข้อสองคือ หุ้นที่เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้น “Value” นั้นหาได้ยากขึ้นมาก หุ้นดี ๆ ราคาก็ค่อนข้างแพงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหุ้นพื้น ๆ นั้น ราคาก็ไม่ถูก จริงอยู่ เราอาจจะพอลงทุนได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มี “Margin of Safety” เหลือเพียงพอสำหรับ “VI พันธุ์แท้” ที่เน้นลงทุนระยะยาวจริง ๆ ในข้อนี้ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ก็เข้าข่ายแล้ว
ข้อสามที่อาจจะบ่งบอกว่าหุ้นใกล้ถึงดอยก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดกำลังขึ้น หรือสภาพคล่องทางการเงินเริ่มลดลง หรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ Money Supplyกำลังหดตัว ซึ่งในตลาดของไทยนั้น ดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยของเรายังไม่มีท่าทีว่าจะขึ้น ว่าที่จริงอาจจะมีแนวโน้มที่จะลดลงด้วยซ้ำถ้าดูจากการลงมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งล่าสุดที่มีกรรมการ 2 เสียงลงมติให้ลดดอกเบี้ยในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังให้คงไว้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้มีโอกาสเปลี่ยนได้เร็ว และอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเองที่มีอิทธิพลต่อตลาดเงินโลกก็มีท่าทีว่าภายในปีหน้าก็จะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น สัญญาณข้อนี้จริง ๆ ยังไม่น่าไว้วางใจ
ข้อสี่คือเรื่องหุ้น IPO นี่เป็นสัญญาณที่แรงมากในตลาดหุ้นไทย นั่นก็คือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดสุดยอดนั้น จะมีหุ้น IPO ออกขายมากมายและราคาหุ้นที่เข้าตลาดในวันแรก ๆ ก็จะปรับตัวสูงขึ้นมาก และนี่ก็เป็นข้อที่ผมรู้สึกกังวลว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นอาจจะใกล้ Peak
ข้อห้าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งผมเองก็ไม่ได้ศึกษา แต่มีคนเคยศึกษาหรือให้ข้อสังเกตว่า ถ้าหุ้นกว่า 75% ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวของมันมาระยะหนึ่งซึ่งอาจจะหลายปีแล้ว ต่อมาจำนวนมันลดต่ำลงกว่า 75% นี่ก็อาจเป็นสัญญาณว่า หุ้นถึงดอยแล้ว ผมเองไม่ทราบว่ามีใครศึกษาเรื่องแบบนี้ในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ ความเชื่อของผมก็คือ หุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้นั้น กว่า 75% มีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวเพราะราคาหุ้นได้สูงขึ้นมามาก สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ ขณะนี้มันลดลงมาต่ำกว่า 75% หรือไม่
ข้อหก คือสัญญาณที่ ปีเตอร์ ลินช์ เรียกว่า ทฤษฎี “งานเลี้ยงค็อกเทล” นี่คือเหตุการณ์ที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพหันมาสนใจการลงทุนหรือเล่นหุ้น ช่วงแรก ๆ ก็อาจจะสนใจไม่มาก แต่เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว การทำเงินจากการเล่นหุ้นดูเหมือนจะง่ายมาก คนก็สนใจหุ้นมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่คนที่ไม่ควรสนใจลงทุนในหุ้นเลยเช่นช่างทำผมหรือคนขับแท็กซี่หันมาสนใจเรื่องหุ้น ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นกำลังถึงยอดดอยและใกล้จะลง จากการสังเกตของผม ผมคิดว่าช่วงนี้ในตลาดหุ้นไทยมีคนกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่น่าจะค่อนข้างมีฐานะและ/หรือมีการศึกษาพอสมควร ส่วนในคนทั่วไปนั้นผมก็คิดว่ามีความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมไม่รู้ว่ามากเท่าไร โดยรวมแล้ว น่าจะเป็นช่วงที่มีความตื่นตัวในหุ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ผมเคยเจอมา ดังนั้น ผมคิดว่าอาการนี้น่าจะ “ก้ำกึ่ง” สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้
ข้อเจ็ด คือเรื่อง “การสนองตอบต่อข่าวสารของหุ้น” ความหมายก็คือ ในช่วงที่หุ้นยังเป็น“ขาขึ้น” หรืออยู่ในภาวะกระทิงอยู่นั้น ข่าวสารที่ดี ๆ เช่น บริษัทประกาศผลประกอบการที่ดี ราคาหุ้นก็จะ “วิ่ง” รับกับข่าวชิ้นนั้น บางทีวิ่งมากกว่าข่าวดีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่จะสิ้นสุดยุคกระทิง ข่าวดีที่ประกาศออกมานั้นกลับไม่ได้ได้รับการตอบรับที่ดีเท่า บางครั้งประกาศข่าวดีแต่ราคาหุ้นกลับลง ดูเหมือนว่าหุ้นนั้นรับข่าวดีไปหมดแล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะซื้อหุ้นอีกต่อไป คนรอแต่จะขายหุ้น สำหรับในข้อนี้ ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่เห็น ผมยังรู้สึกว่าข่าวดีนั้นยังได้รับการตอบรับที่ดี บางทีหุ้นยังขึ้นมากกว่าข่าวโดยเฉพาะหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก ๆ ที่ราคายังขึ้นมากมายรับข่าวดีเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่ผลอะไรกับบริษัทจริง ๆ
ข้อแปดคือเรื่อง “การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาด” ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ ในแต่ละช่วงเวลานั้น จะมีหุ้นบางกลุ่มเป็นหุ้นกลุ่มชั้นนำในตลาดเช่น ถ้าย้อนหลังไปหลายสิบปี ในช่วงนั้น หุ้นกลุ่มแบงค์เคยเป็นหุ้นกลุ่มนำ ต่อมาอสังหาริมทรัพย์ก็เคยเป็นกลุ่มที่ทุกคนสนใจเล่นและมีขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มไฟแน้นซ์ ต่อมาก็หุ้นสื่อสารและกลุ่มพลังงานที่โดดเด่นมาจนถึงล่าสุด คำถามก็คือ ตอนนี้เรากำลังมีการ “เปลี่ยนกลุ่ม” หรือไม่โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน? ที่อาจจะมีปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ในเรื่องนี้ผมเองก็วิเคราะห์ไม่ออก แต่การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วนั้น หลายครั้งสอดคล้องกับการกลับตัวของทิศทางดัชนีตลาดหุ้น
ข้อเก้าก็คือ เรื่องของข่าวสารข้อมูลตลาดหุ้นและการลงทุนทางสื่อมวลชนด้านต่าง ๆ ในช่วงใกล้ถึงจุดสูงสุดของตลาดหุ้นนั้น ข่าวและคอมเม้นท์จะมีมากมายในสื่อซึ่งถ้ามากถึงจุดหนึ่งก็จะออกทางสื่อมวลชน “กระแสหลัก” สำหรับในข้อนี้ผมคิดว่า “ข่าวหุ้น” ของไทยนั้น มีค่อนข้างมากและกว้างขวาง การจัดสัมมนาและมหกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับหุ้นได้รับการต้อนรับมากขึ้นเรื่อย ๆ บ่อยครั้งสื่อกระแสหลักก็นำเรื่องเกี่ยวกับตลาดหุ้นไปออก ข้อนี้ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยมีอาการระดับ 8-9 จากคะแนนเต็ม 10
สุดท้ายคือคำพูดหรือความรู้สึกของคนที่มีเงินและเป็นนักลงทุน ในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นแย่ที่สุดอย่างช่วงปีวิกฤติ 2540 นั้น ทุกคนบอกว่า “Cash is King” แต่ในช่วงที่หุ้นจะถึง “ดอย” นั้น คำพูดจะเปลี่ยนเป็น “Cash is Trash” หรือเงินก็คือ “ขยะ” และสำหรับผมที่ช่วงนี้ผมมีเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นไปบางส่วนนั้น ผมรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกันว่าเงินสดที่ถืออยู่นั้นได้ดอกเบี้ยต่ำเหลือเกิน ดูคล้ายกับขยะอะไรอย่างนั้น และทั้งหมดก็คือสัญญาณบางส่วนที่เมื่อนำมาประมวลว่าหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน ข้อสรุปของผมก็คือ มันยังผสมผสานระหว่างใช่กับไม่ใช่ดอย นักลงทุนแต่ละคนจะต้องตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับพอร์ตของตน
Subscribe to:
Posts (Atom)


