Showing posts with label หุ้นไทย. Show all posts
Showing posts with label หุ้นไทย. Show all posts

Sunday, August 16, 2015

บทเรียนหุ้นขาลง /ดร.นิเวศน์

     ถ้าดูโดยภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้วเราก็จะพบว่าดัชนีหรือราคาตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2558 นั้น  ไม่ได้มีการปรับตัวลงมามากนัก  ดัชนีตลาดลดลงมาเพียง 94 จุดหรือเป็นการปรับลงมาประมาณ 6.3% และถ้าคิดรวมปันผลที่ได้ประมาณ 3% นักลงทุนระยะยาวโดยเฉลี่ยก็น่าจะขาดทุนประมาณ 3.3% ถือว่าน้อยมาก  แต่ถ้าคุยกับนักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากก็จะพบว่าตลาดปรับตัว “รอบนี้” ค่อนข้าง “หนัก”  หลายคน  “ร้องไห้หนักมาก”  เพราะเพิ่งเข้ามาเล่นหุ้นในตลาด  ไม่เคยได้กำไรแต่ขาดทุนหนักมากเนื่องจากหุ้นที่เข้าไปเล่นนั้นเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีความผันผวนสูง  จำนวนมากจดทะเบียนในตลาดหุ้น MAI อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่านักลงทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถอนใจออกจากตลาด  ความหวังที่จะ “เอาคืน” หรือทำกำไรจากตลาดหุ้นยังมีอยู่  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  พวกเขาอาจจะคิดว่าหุ้นก็ลงมามากแล้ว  คงไม่ลงไปอีกมากนักแต่น่าจะเริ่มฟื้นตัวได้  เขาอาจจะเชื่อว่าการเล่นหุ้นนั้น  “ต้องกล้าในยามที่คนอื่นกลัว”

  ลองวิเคราะห์ดูข้อมูลตั้งแต่สิ้นปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันก็พบว่า  ตลาดของหุ้นขนาดใหญ่หรือ SET นั้น ราคาหุ้นตกลงมาไม่มากนักเพียงแค่ 6.3% วัดจากดัชนี   ส่วนค่าความถูกความแพงวัดจากค่า PE ก็ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีที่แล้วค่า PE ของ SET เองอยู่ที่ 17.81 เท่าเทียบกับ 18.49 เท่าในปัจจุบัน  ซึ่งเท่ากับว่าหุ้นขนาดใหญ่นั้น  คนยังคงให้  “คุณค่า”  เท่าเดิม  นั่นก็คือ  ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นวันนี้  แต่ละปีก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 5-6%  หาได้จากการกลับเศษเป็นส่วนของค่า PE คือค่า EP ที่เท่ากับ 1 หารด้วย 18 โดยประมาณ)  ซึ่งก็เป็นอัตราที่ดีพอใช้เมื่อเทียบกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร   การที่ราคาหุ้นตกลงมานั้น  เกิดจากผลประกอบการหรือกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา   นี่ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาในแง่ที่ว่าราคาหุ้นนั้น  “ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือผลประกอบการ”  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนับจากต้นปี

  ในส่วนของตลาดหุ้นขนาดเล็กที่วัดจากดัชนีหุ้น MAI นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ดัชนี MAI ปรับตัวลดลงจากประมาณ 700 จุดเหลือเพียง 585 จุดในช่วงเวลาเดียวกันหรือลดลงประมาณ 16.4%  และถ้าคิดรวมปันผลที่ประมาณ 0.9% ก็จะทำให้โดยเฉลี่ยแล้วหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ยประมาณ 15.5% หรือนักเล่นหุ้นขาดทุนเป็นประมาณ 4.7 เท่าเมื่อเทียบกับตลาด SET และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนบุคคลรายย่อยจึงเสียหายค่อนข้างหนักทั้ง ๆ ที่ตลาดโดยรวมไม่ได้เลวร้ายมากนัก

  หุ้น MAI ที่ตกลงมานั้น  ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง  แต่ราคาหุ้นที่ลดลงนั้นน่าจะเกิดจากการที่การ “เก็งกำไร”  ในหุ้นตัวเล็กนั้นลดลง  ความหมายของผมก็คือ  ราคาของหุ้นนั้น  โดยปกติจะมาจากสองส่วนนั่นคือ  ราคาที่เกิดจากพื้นฐานกับราคาที่เกิดจากการเก็งกำไร  ราคาที่เกิดจากพื้นฐานนั้น  คือราคาที่เกิดจากความสามารถในการทำกำไรปกติของบริษัทที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ตัวเลขกำไรตัวนี้ถ้าคูณ 18 เท่าก็จะเป็นค่าของราคาหุ้นตามพื้นฐาน  ส่วนราคาที่มาจากการเก็งกำไรนั้น  จะเป็นราคาที่นักลงทุนให้กับหุ้นโดยดูจากการคาดการณ์กำไรในอนาคต  หุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนที่คนคาดหวังสูงมากว่าจะทำกำไรได้ดีมากในอนาคตก็จะได้ราคาสูงมาก  เช่น ถ้านักลงทุนคาดว่าในอนาคตกำไรจะเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้น เขาอาจจะให้ราคาบริษัทเพิ่มขึ้น 50 เท่า เป็นต้น แต่ถ้าหุ้นตัวไหนไม่มีการ “เก็งกำไร”  ราคาหุ้นก็จะมาจาก  “พื้นฐาน”  เพียงอย่างเดียว

  ดูจากค่า PE ของตลาดหุ้น MAI นั้น  เมื่อปลายปีที่แล้วค่า PE เท่ากับ 69.6 เท่า  ก็น่าจะชัดเจนว่าไม่ใช่ราคาที่เกิดจากพื้นฐานเพียงอย่างเดียวแน่นอน  เพราะถ้าคิดเป็นค่า EP ก็จะให้ผลตอบแทนคนลงทุนเพียงปีละไม่ถึง 1% ดังนั้น  หุ้นตลาด MAI จึงมีมูลค่าที่เกิดจากราคาเก็งกำไรอยู่มาก  ถ้าเราสมมุติว่าหุ้นในตลาด MAI มี “คุณค่า” เท่ากับหุ้นในตลาด SET คือควรมีค่า PE ประมาณ 18-19 เท่า  เราก็จะคำนวณได้ว่าราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เกิดจาก  “การเก็งกำไร” นั้นเท่ากับการมีค่า PE เพิ่มขึ้นอีก 50 เท่า 69.6-19) เมื่อสิ้นปีที่แล้ว  พูดง่าย ๆ  หุ้นในตลาด MAI เมื่อสิ้นปีที่แล้วนั้น  มีราคาตามพื้นฐานเพียง 18-19 เท่าของกำไรแต่มีราคาตามการเก็งกำไรถึง 50 เท่าของกำไรที่ “คาด” ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

  ถึงวันนี้  ค่า PE ของตลาด MAI ลดลงมาเหลือ 59.8  หรือลดลงมาประมาณ 10 เท่าของกำไรและนี่ทำให้ดัชนีหุ้น MAI ลดลงมาประมาณ 16.4%  การลดลงมานี้ผมคิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานอะไรนักเพราะกำไรของหุ้น MAI ก็ไม่ได้ลดลง  ราคาหุ้นที่ลดลงนั้น  ผมคิดว่าเกิดจากการเก็งกำไรที่ลดลง  และการเก็งกำไรที่ลดลงนั้น  ผมคิดว่าเกิดจากการที่ความคาดหวังที่บริษัทจะโตขึ้นลดลง  และความคาดหวังที่ลดลงนั้นผมคิดว่าน่าจะเกิดจากสองประเด็นใหญ่ก็คือ  หนึ่ง  Story ของบริษัทหรือเรื่องราวที่สร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนนั้นเริ่ม  “สั่นคลอน” เช่น ที่คาดว่าจะทำธุรกิจใหม่มีกำไรมหาศาล  เมื่อเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นลดลง  คาดว่าจะได้สัญญาขายไฟฟ้าทางเลือกก็ยังไม่ได้  อะไรทำนองนี้  เป็นต้น  ข้อสอง กำไรที่เคยคาดการณ์หรือหวังว่าจะทำได้จากยอดขายสินค้าเดิมที่จะ “เพิ่มขึ้นมาก” นั้น  อาจจะยังไม่มาหรือยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นแต่มาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายต่ำกว่าเดิมมาก  เช่น เคยขาย 100 กำไร 20 ซึ่งเป็นกำไรที่ “มโหฬาร” นั้น  เมื่อเวลาผ่านไปพบว่ากำไรแบบนั้นไม่สามารถทำต่อเนื่องได้  ในกรณีทั้งสองแบบนี้อาจจะเริ่มทำให้คนที่ซื้อหุ้นไว้เริ่มกลัวและขายหุ้นทิ้งก่อนที่  “ความจริงจะปรากฏ”  มากขึ้นเรื่อย ๆ  ราคาหุ้นตลาด MAI และหุ้นตัวเล็กหลาย ๆ ตัว จึงปรับตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ

  คำถามสำคัญก็คือ  การปรับตัวลงของหุ้น MAI นั้น  ลดลงมาพอหรือยัง?  คำตอบก็คือ  ไม่มีใครรู้!  แต่ถ้าดูจากค่า PE ที่ประมาณ 60 เท่าในวันนี้และสมมุติว่าค่า PE ที่เหมาะสมตาม  พื้นฐานควรจะประมาณไม่เกิน 20 เท่า  ราคาที่เกิดจากการเก็งกำไรก็ยังสูงถึง 40 เท่าของกำไร  หรือพูดง่าย ๆ  ถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนเท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น  ราคาปัจจุบันก็จะเท่ากับ 60 บาทต่อหุ้น  โดยเป็นราคาพื้นฐานแค่ 20 บาทและราคา “เก็งกำไร” อีก 40 บาท ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้หรือหุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะตกลงมา 40 บาทเหลือเพียง 20 บาทต่อหุ้นหรือเป็นการลดลงประมาณ 66% ถ้า  “การเก็งกำไรหมดไป”

  คำถามที่ตามมาก็คือ  แล้วการเก็งกำไรจะหมดไปได้อย่างไร?  คำตอบของผมก็คือ  ไม่รู้!  แต่ปัจจัยสำคัญของการเก็งกำไรก็คือ  ภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงนั้นส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรสูง  แต่บางทีตลาดหุ้นที่ “ไม่เลวร้าย” ก็ไม่ทำลายการเก็งกำไรเท่าไรนัก  บางทีถ้าหุ้นตัวใหญ่ไม่ดี  คนก็ยังอาจจะหันมาเล่นเก็งกำไรในหุ้นตัวเล็กได้  แต่ในกรณีที่ตลาดหุ้นเกิด “แพนิก”  หุ้นตกลงมาแรงและกลายเป็นตลาดหมี  แบบนี้ก็อาจจะทำให้การเก็งกำไรหายไปได้

  บ่อยครั้ง  การเก็งกำไรในหุ้นรายตัวก็อาจจะหายไปได้เมื่อเวลาผ่านไปและ Story ไม่เป็นไปตามที่คาด  หุ้นตัวนั้นอาจจะมีค่า PE 100 เท่าแต่เป็นราคาพื้นฐานเพียง 20% อีก 80% เป็นการเก็งกำไร ดังนั้น  เมื่อ  “ฝันสลาย”  ราคาหุ้นก็อาจจะตกลงมา 80% ได้

  บ่อยครั้งการเก็งกำไรนั้นมาจากการที่มี  “จ้าวมือ” ซึ่งเป็นรายใหญ่ซื้อและถือหุ้นจำนวนมากในบริษัททำให้ราคาหุ้นขึ้นไปมากและหุ้น Free Float หรือหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีน้อย  ลักษณะนี้ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ลงมาง่าย ๆ  แม้ว่า Story หรือกำไรที่คาดหวังยังไม่เกิด  “ภาพ” ที่ถูกส่งออกมาก็คือให้นักเก็งกำไร  “รอต่อไป  เดี๋ยวก็มา” ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ลงมากนัก

  หุ้นตัวเล็กที่  “ล่มสลาย”  จริง ๆ  นั้น  มักจะเกิดจาก “ความเชื่อมั่นหมดไป” ด้วยเหตุอะไรก็ตามและมักรวมถึงการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เป็น  “จ้าวมือ”  ทิ้งหุ้นหมดสิ้น  ในวันนั้นก็จะกลายเป็น “หายนะ” ของหุ้นที่ราคาหรือมูลค่าลดลงมา  บางที 90% หรือมากกว่านั้น  ประวัติศาสตร์สอนเราว่า  เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาโลกและก็อย่าได้คิดว่ามันจะไม่เกิดกับเราถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันเป็นนิจสิน

Sunday, July 12, 2015

หลังชนฝา / โดย คนขายของ

 
   เมื่อสี่สิบปีก่อนดอกเบี้ยฝากประจำ 15% เป็นเรื่องปกติ เมื่อสิบกว่าปีก่อนดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ 5% เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากดอกเบี้ยเป็นขาลงตลอด จนมาถึงตอนนี้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียวดูไม่ดึงดูดใจ ยิ่งหากใครอยู่ในวัยเกษียณ หากต้องการเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ถ้าฝากเงินกินดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาเหล่านั้นต้องมีเงิน ในบัญชีฝากประจำอย่างน้อย 25 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนทำงานเป็นพนักงาน เป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้าง จะมีเงินเก็บได้ถึงขนาดนั้น ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องออกไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนซึ่งมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร

  ทางเลือกหนึ่งทีเป็นที่นิยมกันคือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถ้ามองในเรื่องความเสี่ยงแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความเสี่ยงของพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรัฐบาลเป็นประกัน ตอนนี้พันธบัตรของ รัฐบาลไทยให้ดอกเบี้ยอยู่ราวๆ 3.5-4% แต่ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศ บางประเทศ ให้ดอกเบี้ยสูงมากถึง 8-9% แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเอง ทางเลือกที่สอง คือการซื้อทองคำเก็บไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่าราคาทองคำในระยะยาวนั้นจะชนะ เงินเฟ้อ ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีพบว่าราคาทองขึ้นมามากกว่า 3 เท่า ผู้คนจึงให้ความ สนใจ ทางเลือกที่สาม คือการเข้าซื้อหุ้นในกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่ง จำเป็น และไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรคนก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิต ไฟฟ้า ประปา จึงน่าสนใจ

  แต่ทางเลือกทั้งสามจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย 100% ที่นักลงทุนสามารถซื้อและถือลืมไปได้เลย โดยไม่มีโอกาสขาดทุนจริงหรือ? เราจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์เพื่อตอบคำถามเหล่านี้กัน ในหนังสือ This time is different: Eight centuries of Financial Folly ได้รวบรวมการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศต่างๆในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีถึง 82 ประเทศที่มีปัญหาทางการเงิน บางประเทศมีปัญหามากกว่า 5 ครั้ง ประเทศที่มีความมั่งคั่งสูงอย่าง เยอรมัน หรือ อังกฤษ ก็เคยประสบปัญหาเหมือนกัน ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรต่างประเทศ ก็นับว่าไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แล้วทองล่ะ? ถ้าเราหันมาดูราคาทองคำในรอบสี่สิบปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีรอบการขึ้นใหญ่ อยู่สองรอบ คือในช่วง ปี 1979-1982 และในช่วง 2000-2012 การจับจังหวะของวัฏจักร เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณพลาดไปซื้อทองในปี 1980 ที่ราคา 700$/ounce คุณต้องรอไปอีก 27 ปีถึงจะได้ทุนคืน

  หุ้นสาธารณูปโภคที่ดูเหมือนจะปลอดภัยมาก แต่ในสถานะการณ์การเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบันนี้ แม้แต่มืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนชื่อ John Paulson ก็ยังพลาด ซึ่งนิตยสาร FORTUNE รายงานว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้น Athen Water ของกรีซเมื่อปีที่แล้วมูลค่ากว่า สี่พันล้านบาท กิจการนี้เป็นกิจการผูกขาด แต่ตอนนี้กิจการมีปัญหาเนื่องจากขายน้ำประปาให้รัฐ แต่รัฐไม่มีเงินจะชำระหนี้ คาดกันว่าตอนนี้ Paulsonขาดทุนไปมากกว่า 50%แล้ว

  ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอาจจะมีผลดีในแง่กระตุ้นการลงทุนได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไม่มี รายได้ประจำโดยเฉพาะคนวัยเกษียณไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยดอกเบี้ยเงินฝากเพียงอย่างเดียว คนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนเพื่อหาผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงขึ้น แต่เพราะขาดความชำนาญ ทำให้อาจ มองการลงทุนด้วยภาพที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น บางคน ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย แต่ต้องออกไปสู้ในตลาดทุนตลาดเงินเพราะรายได้หลังเกษียณ ไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องออกไปสู้เพราะตอนนี้หลังชนฝาแล้ว การตัดสินใจในการลงทุนอาจทำโดย การอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาสองสามบรรทัดแล้วลงทุนเลย ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย  เพื่อที่จะฝ่าวงล้อมทุนนิยมนี้ไปได้ ผมใคร่ขอแนะนำให้ทุกบ้านทุกครัวเรือน เริ่มศึกษาหา ความรู้ในการลงทุนอย่างจริงจัง หากท่านไม่ถนัดในเรื่องเงินทอง ก็อาจจะมองหาลูกหลานที่มีแวว เพื่อปั้นขึ้นมาเป็นดาวเด่นในเรื่องลงทุนของครอบครัวท่าน ทั้งนี้เพราะในภาวะดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนาน ความรู้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกบ้านควรมีเป็นสมบัติของตัวเอง

Saturday, January 10, 2015

ตลาดเงินโลกทุบหุ้นไทย"ฝรั่ง"ถือต่ำสุดรอบ4ปี


ตลาดเงินตลาดทุนโลกปั่นป่วน เงินทุนไหลออกจากหุ้นโยกเข้า "ดอลลาร์-ทองคำ" ฉุดดัชนีหุ้นไทยดิ่ง เผยนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดในรอบ 4 ปี รมว.คลังชี้ใน ปท.ต้องสร้างความเชื่อมั่น เปิดศักราชตลาดหุ้นดิ่งทั่วโลก

ไฟแนน ชียล ไทมส์ รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกราวหลังเปิดรับศักราชใหม่ นำโดยตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้วันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นฝั่งเอเชียดิ่งตาม หลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี เนื่องจากซัพพลายน้ำมันล้นตลาด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น เชฟรอนและเอ็กซอน โมบิล ถูกเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณด้านลบตั้งแต่ต้นปี 2558 

นอกจาก นี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปที่ปิดร่วงลงอย่างหนักในรอบเกือบ 9 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความวิตกกังวลถึงปัญหาการเมืองของกรีซที่กำลังจะจัดเลือก ตั้งทั่วไปในวันที่ 25 มกราคมนี้ โดยพรรคสังคมนิยมซ้ายจัด ซึ่งประกาศนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดมีแนวโน้มจะชนะการเลือก ตั้ง ซึ่งอาจทำให้กรีซต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน นอกจากนี้ยังวิตกกับแนวโน้มการเติบโตของประเทศในยุโรปที่คาดว่าจะอยู่ใน ระดับต่ำ

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ และเวสต์เทกซัส ราคาต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 49.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลก หลังจากกลุ่มโอเปกยืนยันจะไม่ปรับลดเพดานการผลิต สวนทางกับความต้องการใช้น้ำมันที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปจนถึงจีนชะลอตัวลง

ตลาดหุ้นไทยหัวทิ่มติดอันดับ 30 

ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทย 2 วันทำการ (5-6 ม.ค. 58) ปิดที่ 1,477.58 จุด ลดลง 20.09 จุด หรือ -1.34% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,812.66 ล้านบาท 

นาย ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชปี 2558 ค่อนข้างย่ำแย่ หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนักช่วง 2 วันติดต่อกัน จนติดอันดับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดอันดับที่ 30 ของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้รับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ 

โดย เฉพาะผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาวะตลาดอยู่ในช่วงขาลงชัดเจน ประกอบกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังอ่อนแอ ขณะที่รัสเซียมีแนวโน้มอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินภายใน รวมถึงปัจจัยใหม่ เช่น ความกังวลต่อการเลือกตั้งในกรีซ 

ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังมีแรงขายของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน โดยเฉพาะจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนช่วงต้นปีจำนวนมาก โดย บล.ทรีนีตี้คาดการณ์กรอบดัชนีมีโอกาสลดลงถึง 1,420 จุด และมีแรงต้านอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด

ทิ้งหุ้นซื้อดอลลาร์-ทองคำ

นาย ณัฐชาตกล่าวว่า มีแนวโน้มที่เงินทุนในโลกจะปรับตัวอย่างรุนแรง ในทิศทางไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ, ฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์ แล้วยังมีบางส่วนไหลเข้าไปลงทุนในทองคำ ซึ่งทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกเมื่อ 5 ม.ค. 58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นปิดทะลุ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ 

นอกจากนี้ต้องจับตาดูผลการประชุมของธนาคาร กลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ว่าจะมีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มเติม หรือไม่ หากมีก็จะช่วยให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายความวิตกลงได้บ้าง รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 27-28 ม.ค. และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 ม.ค. หาก กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักได้

ต่างชาติถือหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 4 ปี

นาย ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 1/58 ยังเป็นช่วงยากลำบาก เนื่องจากนักลงทุนยังหวาดกลัวความไม่แน่นอน ทำให้เม็ดเงินต่างชาติยังไม่ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้ เพราะสัญญาณการลงทุนของโลกยังไม่สดใสนัก

แม้ปัจจัยภายในประเทศจะค่อน ข้างดี ตามคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยใน 1-3 เดือนข้างหน้าจะเติบโตมากขึ้นจากฐานของปีก่อนหน้าที่ค่อนข้างต่ำ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีทิศทางกำไรเติบโตกว่า 15-16% จากปีก่อน

ปีนี้แรงขายจากต่างชาติน่าจะลดน้อยลงแล้ว หลังจากปีที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ราว 3.7 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 ขายสุทธิราว 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองสุทธิหุ้นไทยเหลือระดับ 32.29% (ประกอบด้วย NVDR 6.45% และถือหุ้นตรง25.24%) เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี

LTF ครบกำหนด 1.4 แสนล้าน

นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดเงินตลาดทุน และตลาดโภคภัณฑ์ของโลกปั่นป่วนอย่างหนัก นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับการกดดันจากการขายคืนหน่วยลงทุนใน LTF ที่ครบกำหนดอายุ 5 ปี ซึ่งในต้นปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท โดยเป็น LTF ที่ครบกำหนดและมีสิทธิ์ไถ่ถอนตั้งแต่ปีที่แล้ว 8 หมื่นล้านบาท และ LTF ที่ครบกำหนดปีนี้อีก 6 หมื่นล้านบาท ที่สามารถไถ่ถอนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

"เม็ดเงินก้อน 8 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะขายไม่เยอะ เพราะถ้าอยากขายคงขายไปตั้งแต่ปีก่อนแล้ว แต่ในส่วนของเม็ดเงินก้อนใหม่ราว 6 หมื่นล้านบาท ก้อนนี้มีโอกาสที่จะไถ่ถอนสูง ข้อมูลในอดีตชี้ว่าภายในไตรมาสแรกของปี นักลงทุนจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ยประมาณ 33% ของมูลค่าที่สามารถขายได้ โดยจะขายหนักในเดือน ม.ค.ประมาณ 15%"

แม้ว่าตลาดจะมีแรงกดดันจากการ ขาย LTF ที่ครบกำหนด แต่เชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงรุนแรงเหมือนต้นปี"57 เนื่องจากปีนี้ตลาดมี Trigger Fund กองใหม่ ๆ ที่เสนอขายกันไปในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 57 มากกว่า 5 กอง ขนาดประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวประคองดัชนีในภาพรวมได้

"สมหมาย" ชี้สร้างความเชื่อมั่น

นาย สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่ต้นปีตลาดหุ้นไทยตกลง เป็นผลจากตลาดทั่วโลก ทั้งราคาน้ำมันที่ตกลงต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการเมือง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย 

"นักลงทุนก็ตกใจก็เห็น มาร์เก็ตแคปหายไปเยอะ ซึ่งก็ขอให้อย่ามีอะไรที่แย่ลงไปอีก และก็ต้องมาสร้างความมั่นใจประเทศ ตั้งแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยอมรับว่าเงินที่ออกจากท่อยังไม่ถึง 50% ของเป้า แต่ก็ยังมีเวลาที่จะทำรวมถึงมาตรการจูงใจต่างชาติมาตั้งสำนักงานในไทย เป็นมาตรการระยะกลางที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น" รมว.คลังกล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจด้านเศรษฐกิจ ความเสี่ยงเป็นเรื่องตลาดโลกนักลงทุนไทยก็มีความกังวลและไม่มั่นใจว่าหลัง รัฐบาลชุดนี้อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ต่างชาติจะขนเงินมาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีที่ปัจจุบัน กนง.คาดการณ์ไว้ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลนั้น อาจจะต้องมีการปรับสมมุติฐานอีกครั้ง เนื่องจากครึ่งปีหลังคาดว่าจะอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่ประเมินนี้ ไม่ได้มีแรงกดดันต่อนโยบายการเงินแต่อย่างใด และนโยบายการเงินที่มีความผ่อนคลายแล้วในปัจจุบัน จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2558 ให้ขยายตัวระดับ 4% ได้

ประชาชาติธุรกิจ


Sunday, January 4, 2015

สัญญานแห่งดอย


       เมื่อดัชนีหุ้นขึ้นมาสูงมากติดต่อกันหลายปีเป็นตลาดหุ้น “กระทิงดุ  คำถามที่ตามมาก็คือ  ตลาดหุ้นขึ้นมาถึง ดอย” หรือยังเพราะถ้ามันใกล้หรือถึงจุดสูงสุดแล้ว  สิ่งที่หลายคนโดยเฉพาะนักลงทุนที่เล่นหุ้นระยะสั้นหรือระยะกลางจะทำก็คือ  ขายหุ้นทิ้งเสียเก็บเงินสดไว้รอช้อนหุ้นที่จะตกลงมาแรง ๆ  หรือไม่ก็หันไปลงทุนอย่างอื่นที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่า  การที่จะวิเคราะห์ได้ว่าตลาดหุ้นใกล้ถึง Peak หรือจุดสูงสุดและกำลังปรับตัวลงมากลายเป็นตลาด หมี” หรือไม่นั้น  เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก  เพราะตลาดหุ้นนั้น  ในระยะสั้น  คาดการณ์ไม่ได้”  อย่างไรก็ตาม  จากการสังเกตของผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนที่คร่ำหวอดในตลาดหุ้นมายาวนานนั้น  ตลาดกระทิงที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดนั้น  มักจะมีอาการหรือสัญญาณหลาย ๆ  อย่างประกอบกันพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
         ข้อแรกก็คือ  ค่า PE หรือราคาหุ้นต่อกำไรของบริษัทของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปมักจะอยู่ในระดับสูงใกล้กับระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์  ค่า PB หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปนั้นอยู่ในระดับสูง  ส่วนอัตราเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือDividend Yield นั้นจะค่อนข้างต่ำ  ดูจากตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่าค่า PE ของตลาดหุ้นน่าจะใกล้ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับค่า PB  อย่างไรก็ตาม ปันผลนั้นยังค่อนข้างจะพอใช้ได้ที่ประมาณ 2.5%-3%  ในความเห็นของผมนั้น  ตัวเลขชุดนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหุ้นน่าจะถึงยอดดอยแล้ว  เหตุผลก็คือ  อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดของเราในช่วงนี้ต่ำเป็นประวัติการณ์  เงินฝากอยู่ในระดับไม่เกิน 2%-3%  ดังนั้น  ค่า PE ระดับ 17-18 เท่าและปันผลจากการลงทุนในหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพอสมควร
          ข้อสองคือ หุ้นที่เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้น “Value” นั้นหาได้ยากขึ้นมาก  หุ้นดี ๆ  ราคาก็ค่อนข้างแพงเป็นส่วนใหญ่  ส่วนหุ้นพื้น ๆ  นั้น  ราคาก็ไม่ถูก  จริงอยู่  เราอาจจะพอลงทุนได้  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มี “Margin of Safety” เหลือเพียงพอสำหรับ “VI พันธุ์แท้ ที่เน้นลงทุนระยะยาวจริง ๆ   ในข้อนี้ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ก็เข้าข่ายแล้ว

         ข้อสามที่อาจจะบ่งบอกว่าหุ้นใกล้ถึงดอยก็คือ  อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดกำลังขึ้น  หรือสภาพคล่องทางการเงินเริ่มลดลง  หรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ  Money Supplyกำลังหดตัว  ซึ่งในตลาดของไทยนั้น  ดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยของเรายังไม่มีท่าทีว่าจะขึ้น  ว่าที่จริงอาจจะมีแนวโน้มที่จะลดลงด้วยซ้ำถ้าดูจากการลงมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งล่าสุดที่มีกรรมการ 2 เสียงลงมติให้ลดดอกเบี้ยในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังให้คงไว้  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่าเรื่องนี้มีโอกาสเปลี่ยนได้เร็ว และอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเองที่มีอิทธิพลต่อตลาดเงินโลกก็มีท่าทีว่าภายในปีหน้าก็จะปรับเพิ่มขึ้น  ดังนั้น  สัญญาณข้อนี้จริง ๆ  ยังไม่น่าไว้วางใจ

         ข้อสี่คือเรื่องหุ้น IPO  นี่เป็นสัญญาณที่แรงมากในตลาดหุ้นไทย  นั่นก็คือ  ในช่วงที่ตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดสุดยอดนั้น  จะมีหุ้น IPO ออกขายมากมายและราคาหุ้นที่เข้าตลาดในวันแรก ๆ ก็จะปรับตัวสูงขึ้นมาก  และนี่ก็เป็นข้อที่ผมรู้สึกกังวลว่า  ตลาดหุ้นไทยนั้นอาจจะใกล้ Peak

         ข้อห้าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งผมเองก็ไม่ได้ศึกษา  แต่มีคนเคยศึกษาหรือให้ข้อสังเกตว่า  ถ้าหุ้นกว่า 75% ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวของมันมาระยะหนึ่งซึ่งอาจจะหลายปีแล้ว  ต่อมาจำนวนมันลดต่ำลงกว่า 75%  นี่ก็อาจเป็นสัญญาณว่า  หุ้นถึงดอยแล้ว  ผมเองไม่ทราบว่ามีใครศึกษาเรื่องแบบนี้ในตลาดหุ้นไทยหรือไม่  ความเชื่อของผมก็คือ  หุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ  นี้นั้น  กว่า 75%  มีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวเพราะราคาหุ้นได้สูงขึ้นมามาก  สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ  ขณะนี้มันลดลงมาต่ำกว่า 75% หรือไม่

         ข้อหก  คือสัญญาณที่ ปีเตอร์ ลินช์ เรียกว่า ทฤษฎี  งานเลี้ยงค็อกเทล นี่คือเหตุการณ์ที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพหันมาสนใจการลงทุนหรือเล่นหุ้น  ช่วงแรก ๆ  ก็อาจจะสนใจไม่มาก  แต่เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างรวดเร็ว  การทำเงินจากการเล่นหุ้นดูเหมือนจะง่ายมาก  คนก็สนใจหุ้นมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่คนที่ไม่ควรสนใจลงทุนในหุ้นเลยเช่นช่างทำผมหรือคนขับแท็กซี่หันมาสนใจเรื่องหุ้น  ถ้าเกิดอาการแบบนี้  ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นกำลังถึงยอดดอยและใกล้จะลง  จากการสังเกตของผม  ผมคิดว่าช่วงนี้ในตลาดหุ้นไทยมีคนกลุ่มใหม่ ๆ  เข้ามาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่น่าจะค่อนข้างมีฐานะและ/หรือมีการศึกษาพอสมควร  ส่วนในคนทั่วไปนั้นผมก็คิดว่ามีความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ผมไม่รู้ว่ามากเท่าไร  โดยรวมแล้ว  น่าจะเป็นช่วงที่มีความตื่นตัวในหุ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ผมเคยเจอมา  ดังนั้น  ผมคิดว่าอาการนี้น่าจะ  ก้ำกึ่ง สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้

         ข้อเจ็ด  คือเรื่อง  การสนองตอบต่อข่าวสารของหุ้น  ความหมายก็คือ  ในช่วงที่หุ้นยังเป็นขาขึ้น” หรืออยู่ในภาวะกระทิงอยู่นั้น  ข่าวสารที่ดี ๆ  เช่น  บริษัทประกาศผลประกอบการที่ดี  ราคาหุ้นก็จะ  วิ่ง” รับกับข่าวชิ้นนั้น  บางทีวิ่งมากกว่าข่าวดีด้วยซ้ำ  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงที่จะสิ้นสุดยุคกระทิง  ข่าวดีที่ประกาศออกมานั้นกลับไม่ได้ได้รับการตอบรับที่ดีเท่า  บางครั้งประกาศข่าวดีแต่ราคาหุ้นกลับลง  ดูเหมือนว่าหุ้นนั้นรับข่าวดีไปหมดแล้ว  ไม่มีเงินเหลือที่จะซื้อหุ้นอีกต่อไป  คนรอแต่จะขายหุ้น   สำหรับในข้อนี้  ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่เห็น  ผมยังรู้สึกว่าข่าวดีนั้นยังได้รับการตอบรับที่ดี  บางทีหุ้นยังขึ้นมากกว่าข่าวโดยเฉพาะหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก ๆ  ที่ราคายังขึ้นมากมายรับข่าวดีเล็ก ๆ  ที่อาจจะไม่ผลอะไรกับบริษัทจริง ๆ

         ข้อแปดคือเรื่อง  การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาด  ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ  ในแต่ละช่วงเวลานั้น  จะมีหุ้นบางกลุ่มเป็นหุ้นกลุ่มชั้นนำในตลาดเช่น  ถ้าย้อนหลังไปหลายสิบปี  ในช่วงนั้น หุ้นกลุ่มแบงค์เคยเป็นหุ้นกลุ่มนำ  ต่อมาอสังหาริมทรัพย์ก็เคยเป็นกลุ่มที่ทุกคนสนใจเล่นและมีขนาดใหญ่  เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มไฟแน้นซ์  ต่อมาก็หุ้นสื่อสารและกลุ่มพลังงานที่โดดเด่นมาจนถึงล่าสุด  คำถามก็คือ  ตอนนี้เรากำลังมีการ  เปลี่ยนกลุ่ม  หรือไม่โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่อาจจะมีปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ  ในเรื่องนี้ผมเองก็วิเคราะห์ไม่ออก  แต่การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วนั้น  หลายครั้งสอดคล้องกับการกลับตัวของทิศทางดัชนีตลาดหุ้น

         ข้อเก้าก็คือ  เรื่องของข่าวสารข้อมูลตลาดหุ้นและการลงทุนทางสื่อมวลชนด้านต่าง ๆ  ในช่วงใกล้ถึงจุดสูงสุดของตลาดหุ้นนั้น  ข่าวและคอมเม้นท์จะมีมากมายในสื่อซึ่งถ้ามากถึงจุดหนึ่งก็จะออกทางสื่อมวลชน  กระแสหลัก” สำหรับในข้อนี้ผมคิดว่า  ข่าวหุ้น  ของไทยนั้น  มีค่อนข้างมากและกว้างขวาง  การจัดสัมมนาและมหกรรมต่าง ๆ  เกี่ยวกับหุ้นได้รับการต้อนรับมากขึ้นเรื่อย ๆ   บ่อยครั้งสื่อกระแสหลักก็นำเรื่องเกี่ยวกับตลาดหุ้นไปออก  ข้อนี้ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยมีอาการระดับ 8-9  จากคะแนนเต็ม 10

         สุดท้ายคือคำพูดหรือความรู้สึกของคนที่มีเงินและเป็นนักลงทุน  ในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นแย่ที่สุดอย่างช่วงปีวิกฤติ 2540 นั้น  ทุกคนบอกว่า “Cash is King”  แต่ในช่วงที่หุ้นจะถึง ดอย  นั้น  คำพูดจะเปลี่ยนเป็น  “Cash is Trash” หรือเงินก็คือ ขยะ”  และสำหรับผมที่ช่วงนี้ผมมีเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นไปบางส่วนนั้น  ผมรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกันว่าเงินสดที่ถืออยู่นั้นได้ดอกเบี้ยต่ำเหลือเกิน  ดูคล้ายกับขยะอะไรอย่างนั้น  และทั้งหมดก็คือสัญญาณบางส่วนที่เมื่อนำมาประมวลว่าหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน  ข้อสรุปของผมก็คือ  มันยังผสมผสานระหว่างใช่กับไม่ใช่ดอย  นักลงทุนแต่ละคนจะต้องตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับพอร์ตของตน