Showing posts with label บทความ. Show all posts
Showing posts with label บทความ. Show all posts

Thursday, November 19, 2015

5 เทรนด์อสังหาฯ /วีระพงษ์ ธัม

         
   ช่วงที่ผ่านมาผมใช้เวลาพอสมควร ในการเลือกที่อยู่อาศัยในอนาคตให้กับครอบครัว ทำให้ได้เห็นแนวโน้มบางอย่างที่น่าจะมาจากสภาพสังคม แนวคิด วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนเมือง และนี่คือ 5 เทรนด์ที่ผมคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และอาจจะเป็นกระแสหลักในอนาคต ทำให้ได้ไอเดียในการลงทุนในหุ้นและเลือกบ้านครับ

            กระแสแรกคือ การโตกลับข้างของเมือง Urbanization หรือวิถีชีวิตคนเมือง จะยิ่งทำให้คนเมืองเป็นเมืองยิ่งกว่าเดิม ในอดีตคนส่วนหนึ่งเบื่อการอาศัยในเมือง จึงไปสร้างบ้านชานเมืองที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า บ้านกว้างกว่า มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า ทำให้เมืองโตออกไปในแนวราบจนกรุงเทพฯ มีขนาดเมืองใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เกิดเมืองรอบนอก หรือเราเรียกว่าปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ แต่ปัญหาที่ตามมาคือ การเดินทางเข้าเมืองยากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาจราจร เพราะงานส่วนมากกระจุกตัวในเขตตัวเมืองชั้นในอยู่ดี เหตุผลนี้เองทำให้เกิดเมืองแนวสูงขึ้น แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคอนโดฯ ในเมืองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนระยะหลัง ๆ เมื่อต้นทุนที่ดินในเมืองสูงขึ้น เกิดการกระจายคอนโดออกไปชานเมืองตามแนวรถไฟฟ้า ย้อนรอยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นแนวคิดที่ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ดีเมืองจะกระชับขึ้นเรื่อย ๆ ความหนาแน่นของประชากรจะกระจุกตัวยิ่งกว่าเดิม

            กระแสที่สองคือ เกิดการพัฒนาเขตเมืองเก่าอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไปต่างประเทศจะเห็นว่าเขตเมืองเก่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูง เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบเดินทางมาสัมผัสวัฒนธรรมต้นกำเนิดของเมือง ซึ่งประเทศไทยก็มีจุดขายเป็นการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ดังนั้นการพัฒนาเมืองเก่าจึงถูกส่งเสริมจากทั้งภาครัฐและเอกชน เดิมทีเมืองเก่านั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องภาพลักษณ์ เช่นห้ามปรับปรุงตึกเพราะต้องการอนุรักษ์ของเก่า แต่ในอนาคตเรากำลังสร้างกิจกรรมที่มีวิถีชีวิตและธุรกิจเกิดขึ้น เห็นได้จากเราปรับปรุงตึกเก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เช่น นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มิวเซียมสยาม มีห้องสมุดสาธารณะดี ๆ เอาโกดังข้าวยุคในอดีตตามริมแม่น้ำพัฒนาให้เกิดแหล่งการค้า เกิดการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ตามจุดที่มีวิถีชีวิตเก่าแก่ เกิดการสร้าง Cluster ชุมชนแบบเดียวกับ Cluster ธุรกิจ

            กระแสที่สามเกิดขึ้นจากเห็นผลสองข้อแรก คือกระแสการเอาตึกเก่า เช่นบ้านเก่า ตึกแถวเก่าในเมืองมาปรับปรุง และกระแสนี้อันที่จริงสร้างวงจรแห่งความรุ่งเรืองขึ้นด้วย เพราะเดิมที คนไม่อยากอยู่ตึกแถว เพราะความทรุดโทรมของสภาพแวดล้อม แต่ถ้าต่างคนต่างปรับปรุงบ้าน สภาพแวดล้อมโดยรวมก็จะดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น มูลค่าอสังหาฯก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งถ้าเห็นทิศทางของต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจะพบเลยว่าตลาดบ้านใหม่ เล็กกว่าตลาดปรับปรุงบ้านเก่า ขนาดธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านในไทยจริง ๆ เริ่มโตช้าลงมาก แต่บริษัทอสังหาฯ ที่ผ่านมาโตแบบกินรายเล็กเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงหลัง ๆ จะเห็นกระทู้ปรับปรุงบ้านเก่ามากมาย เกิดรายการหนังสือหรือทีวีเฉพาะเรื่องการปรับปรุงบ้าน ธุรกิจปรับปรุงบ้านเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

            กระแสที่สี่คือ การเกิดธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น เอาตึกแถวมาทำโฮสเทลเล็ก ๆ กลางเมือง มีร้านกาแฟชิค ๆ หรือ Co-Working Space ที่เป็นแหล่งรวมของธุรกิจในรูปแบบใหม่ มีการพัฒนาพื้นที่ให้มีคุณค่ามากขึ้นทั้งในเชิงที่อยู่อาศัยและการค้า เราจะเลิกมองคุณค่าของที่อยู่อาศัยเป็น “พื้นที่ใช้สอย หรือพื้นที่ดิน” แต่จะมอง “อรรถประโยชน์” ของมันแทน เนื่องจากความหนาแน่นของเมืองและคน ทุกพื้นจึงมีคุณค่าและเกิดไอเดียธุรกิจใหม่ ๆ อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจะเกิดคือ ธุรกิจรับปรับปรุงคอนโดทั้งตึก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศที่เป็นเจ้าพ่อคอนโดอย่างญี่ปุ่น เพราะคอนโดในประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1950 มีหลายตึกถูกปรับปรุงยังต่อเนื่อง

            กระแสที่ห้าคือ พัฒนาการของที่อยู่อาศัย ผมสังเกตว่าส่วนหนึ่งที่คอนโดโตเร็วขึ้นมาก ๆ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ Gen X, Y ซึ่งเป็นลูกของ Baby Boomer เข้าสู่ช่วงวัยทำงานช่วงต้น คอนโดตอบโจทย์สมบูรณ์แบบคือการแยกครอบครัวมาอยู่คนเดียว ดังนั้นเราจะเห็นคอนโดส่วนใหญ่มีสัดส่วนเต็มไปด้วยห้องแบบหนึ่งห้องนอน แต่ถึงจุดหนึ่งที่เกิดการสร้างครอบครัว และลูกของ Gen X, Y เติบโตขึ้น ห้องหนึ่งห้องนอนคงไม่เพียงพอ และการย้ายไปอยู่บ้านนอกเมืองอาจจะไม่ทางเลือก การพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืนตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

            นอกจากที่อยู่อาศัยจะหนาแน่นขึ้นแล้ว พื้นที่สีเขียวจะสำคัญยิ่งกว่าเดิม การแบ่งเจียดพื้นที่เป็นสีเขียวไม่ใช่การเสียพื้นที่ใช้สอย แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าต่างหาก ไอเดียบ้านกล่อง ๆ เต็มพื้นที่ ห้างกล่อง ๆ เต็มพื้นที่ อาจจะเก่าไปแล้ว ยิ่งถ้ากรุงเทพฯ อยากจะเป็นเมืองน่าอยู่ของ ASEAN ไม่ใช่เมืองน่าเที่ยวอย่างเดียว ทุกคนต้องมองไกลกว่านั้น เรามีอดีตที่น่าอยู่มาก ๆ เพราะในน้ำมีปลา ในนามีข้าว สำหรับอนาคตแล้วถ้าทิศทางการพัฒนาเราถูกต้อง ในเมืองจะเจริญ ในบ้านมีแต่ความสุขครับ

Sunday, July 12, 2015

หลังชนฝา / โดย คนขายของ

 
   เมื่อสี่สิบปีก่อนดอกเบี้ยฝากประจำ 15% เป็นเรื่องปกติ เมื่อสิบกว่าปีก่อนดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ 5% เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากดอกเบี้ยเป็นขาลงตลอด จนมาถึงตอนนี้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียวดูไม่ดึงดูดใจ ยิ่งหากใครอยู่ในวัยเกษียณ หากต้องการเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ถ้าฝากเงินกินดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาเหล่านั้นต้องมีเงิน ในบัญชีฝากประจำอย่างน้อย 25 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนทำงานเป็นพนักงาน เป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้าง จะมีเงินเก็บได้ถึงขนาดนั้น ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องออกไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนซึ่งมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร

  ทางเลือกหนึ่งทีเป็นที่นิยมกันคือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถ้ามองในเรื่องความเสี่ยงแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความเสี่ยงของพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรัฐบาลเป็นประกัน ตอนนี้พันธบัตรของ รัฐบาลไทยให้ดอกเบี้ยอยู่ราวๆ 3.5-4% แต่ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศ บางประเทศ ให้ดอกเบี้ยสูงมากถึง 8-9% แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเอง ทางเลือกที่สอง คือการซื้อทองคำเก็บไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่าราคาทองคำในระยะยาวนั้นจะชนะ เงินเฟ้อ ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีพบว่าราคาทองขึ้นมามากกว่า 3 เท่า ผู้คนจึงให้ความ สนใจ ทางเลือกที่สาม คือการเข้าซื้อหุ้นในกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่ง จำเป็น และไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรคนก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิต ไฟฟ้า ประปา จึงน่าสนใจ

  แต่ทางเลือกทั้งสามจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย 100% ที่นักลงทุนสามารถซื้อและถือลืมไปได้เลย โดยไม่มีโอกาสขาดทุนจริงหรือ? เราจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์เพื่อตอบคำถามเหล่านี้กัน ในหนังสือ This time is different: Eight centuries of Financial Folly ได้รวบรวมการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศต่างๆในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีถึง 82 ประเทศที่มีปัญหาทางการเงิน บางประเทศมีปัญหามากกว่า 5 ครั้ง ประเทศที่มีความมั่งคั่งสูงอย่าง เยอรมัน หรือ อังกฤษ ก็เคยประสบปัญหาเหมือนกัน ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรต่างประเทศ ก็นับว่าไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แล้วทองล่ะ? ถ้าเราหันมาดูราคาทองคำในรอบสี่สิบปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีรอบการขึ้นใหญ่ อยู่สองรอบ คือในช่วง ปี 1979-1982 และในช่วง 2000-2012 การจับจังหวะของวัฏจักร เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณพลาดไปซื้อทองในปี 1980 ที่ราคา 700$/ounce คุณต้องรอไปอีก 27 ปีถึงจะได้ทุนคืน

  หุ้นสาธารณูปโภคที่ดูเหมือนจะปลอดภัยมาก แต่ในสถานะการณ์การเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบันนี้ แม้แต่มืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนชื่อ John Paulson ก็ยังพลาด ซึ่งนิตยสาร FORTUNE รายงานว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้น Athen Water ของกรีซเมื่อปีที่แล้วมูลค่ากว่า สี่พันล้านบาท กิจการนี้เป็นกิจการผูกขาด แต่ตอนนี้กิจการมีปัญหาเนื่องจากขายน้ำประปาให้รัฐ แต่รัฐไม่มีเงินจะชำระหนี้ คาดกันว่าตอนนี้ Paulsonขาดทุนไปมากกว่า 50%แล้ว

  ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอาจจะมีผลดีในแง่กระตุ้นการลงทุนได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไม่มี รายได้ประจำโดยเฉพาะคนวัยเกษียณไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยดอกเบี้ยเงินฝากเพียงอย่างเดียว คนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนเพื่อหาผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงขึ้น แต่เพราะขาดความชำนาญ ทำให้อาจ มองการลงทุนด้วยภาพที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น บางคน ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย แต่ต้องออกไปสู้ในตลาดทุนตลาดเงินเพราะรายได้หลังเกษียณ ไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องออกไปสู้เพราะตอนนี้หลังชนฝาแล้ว การตัดสินใจในการลงทุนอาจทำโดย การอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาสองสามบรรทัดแล้วลงทุนเลย ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย  เพื่อที่จะฝ่าวงล้อมทุนนิยมนี้ไปได้ ผมใคร่ขอแนะนำให้ทุกบ้านทุกครัวเรือน เริ่มศึกษาหา ความรู้ในการลงทุนอย่างจริงจัง หากท่านไม่ถนัดในเรื่องเงินทอง ก็อาจจะมองหาลูกหลานที่มีแวว เพื่อปั้นขึ้นมาเป็นดาวเด่นในเรื่องลงทุนของครอบครัวท่าน ทั้งนี้เพราะในภาวะดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนาน ความรู้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกบ้านควรมีเป็นสมบัติของตัวเอง