Showing posts with label การลงทุนหุ้น. Show all posts
Showing posts with label การลงทุนหุ้น. Show all posts

Sunday, April 17, 2016

Magic Formula โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล



ปัญหาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะวิเคราะห์ตัวหุ้นที่เขาจะเลือกลงทุน  นอกจากนั้น  เขาก็อาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะวิเคราะห์คุณภาพของกิจการหรือคาดการณ์อนาคตของบริษัทว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง  เหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเขา  “ไม่เก่งพอ”  หรืออาจจะเพราะว่าเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้น  เช่น  การลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่เขามักไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสกับธุรกิจของบริษัทมากนัก  ในกรณีแบบนี้ VI จะทำอย่างไร?

ถ้าเป็นในอดีตที่ข้อมูลโดยเฉพาะที่เป็นตัวเลขของกิจการและหุ้นยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก  การลงทุนในแบบ VI ก็ทำได้ยาก  แต่ในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าสูงมากในด้านของอินเตอร์เน็ตและข้อมูลต่าง ๆ  ที่หาได้ง่าย  “เพียงแค่ปลายนิ้ว”  การลงทุน “แบบ VI” ก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก  และอาจจะไม่ต่างจากการลงทุน “แบบเทคนิค” ที่ทำได้ในชั่วพริบตา    ลองมาดูกันว่าทำอย่างไร

วิธีลงทุนแบบ VI ที่ “ไม่ต้องวิเคราะห์” นี้ก็คือการลงทุนที่เรียกว่า Mechanical Trading หรือการลงทุนโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่จะมากรองหุ้นเพื่อที่จะเลือกหุ้นลงทุน  สูตรที่ใช้ก็คือตัวเลขที่เกี่ยวกับพื้นฐาน เช่น  อัตราการทำกำไรและการเติบโตของกิจการ  และอัตราความถูกความแพงของราคาหุ้น  เป็นต้น  ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สามารถที่จะหาได้ง่าย ๆ  จากข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือในเว็บไซ้ต์ต่าง ๆ  ทั้งที่ให้ฟรีและต้องเสียเงินซื้อ

สูตรที่มีการศึกษาในอดีตและพบว่าสามารถเลือกหุ้นเป็นพอร์ตและทำกำไรและผลตอบแทนได้น่าประทับใจนั้น  เริ่มแรกก็เป็นสูตรที่เน้นเลือกหุ้นที่มีราคาถูกแนว “VI ดั้งเดิม”  ซึ่งสูตรหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือ  เลือกหุ้นที่มีค่า PE ต่ำ เช่น  ไม่เกิน 10 เท่า  และค่า PB ต่ำ  เช่นไม่เกิน 1 เท่า  และค่า Dividend Yield สูง  เช่น  ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีในปีล่าสุด  หุ้นตัวไหนที่เข้าข่ายทั้งสามข้อก็จะถูกเลือกเข้ามาลงทุนในพอร์ต  โดยที่ทุกตัวจะลงทุนเท่า ๆ  กันเช่นอาจจะตัวละ 10,000 บาท  จำนวนหุ้นที่เข้าข่ายอาจจะประมาณ 50 ตัว  ใช้เงินไปประมาณ 500,000 บาท  หลังจากซื้อในตอนต้นปีก็จะถือไปถึงสิ้นปีแล้วเราก็จะคำนวณว่าพอร์ตมีมูลค่าเท่าไร  อาจจะเป็น 700,000 บาทหรือกำไร 40% ต่อปี รวมเงินปันผลแล้ว) ในปีแรก  หลังจากนั้นเราก็จะเอาหุ้นทั้งตลาดมาเลือกใหม่ด้วยสูตรเดิม  เราอาจจะได้หุ้นจำนวน 35 ตัวที่เข้าเกณฑ์ที่จะลงทุน  โดยที่แต่ละตัวเราจะลงทุนเท่า ๆ  กันคิดเป็นเงินตัวละ 20,000 บาท  ซึ่งสิ่งที่เราจะทำก็คือการ “Rebalance” หรือการปรับพอร์ตหุ้น 50 ตัวของเราให้เป็นไปตามพอร์ตใหม่ 35 ตัวที่เราคัดไว้แล้ว  เราจะทำแบบนี้ซ้ำ ๆ  ไปเรื่อย ๆ  ทุกปีตราบที่เรายังลงทุนอยู่และนี่ก็คือสูตรแรก

สูตรแบบที่สองที่ภายหลังเริ่มมีคนเสนอและใช้กันมากขึ้นจนอาจจะมากกว่าสูตรแบบแรก  นั่นก็คือสูตรที่ใช้ข้อมูลด้าน “คุณภาพ” ของกิจการ  เช่นการทำกำไรที่วัดโดยผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ประกอบกับข้อมูลความถูกความแพงที่วัดด้วยค่า PE ของหุ้น  และสูตรหนึ่งที่น่าจะเป็นที่นิยมไม่น้อยนั้นเสนอโดย Joel Greenblat ในหนังสือชื่อ The Little Book That Beats The Market ซึ่งเขาเรียกมันว่า  Magic Formula (MF) หรือ  “สูตรมหัศจรรย์” เพราะจากการศึกษาย้อนหลังพบว่ามันให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดมหาศาลคิดเป็นปีละกว่า 20-30% โดยเฉลี่ยเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี 1988 ถึง 2004 เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์อเมริกาที่ประมาณ 10% ต้น ๆ  ต่อปี

เกณฑ์ของ MF คร่าว ๆ ก็คือ  การเลือกหุ้นที่มี “ROE สูงที่สุด และ PE ต่ำที่สุด”  พูดง่าย ๆ  ก็คือ “คุณภาพดีสุดแต่ราคาต่ำสุด”  โดยวิธีที่เขาทำก็คือ  ข้อแรก  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวในตลาดด้วยค่า ROE แล้วก็จะกำหนดตัวเลข 1 ให้แก่ตัวที่มี ROE สูงที่สุด  ตัวเลข 2 ให้แก่หุ้นตัวที่มี ROE สูงที่สุดอันดับสอง  และไล่ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ขั้นตอนที่สอง  เขาจะเรียงลำดับหุ้นทุกตัวใหม่ด้วยค่า PE จากต่ำสุดไปสูงสุด  จากนั้นก็ให้ตัวเลขหุ้นที่มีค่า PE ต่ำสุดเป็นเลข 1  หุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองก็ได้ตัวเลข 2 ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  กับหุ้นทุกตัว  ในขั้นตอนที่สาม เขาจะเอาตัวเลขค่า ROE กับค่า PE ของหุ้นแต่ละตัวมาบวกกันหรือรวมกันเพื่อให้ได้ตัวเลขที่เรียกว่า  “คะแนน”  ของหุ้น  โดยที่คะแนนน้อยคือหุ้นที่ดีเพราะจะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูก  ในขั้นตอนที่สี่นั้น  เขาจะเอาหุ้นทุกตัวมาเรียงลำดับตามคะแนนและเลือกเฉพาะหุ้นที่มีคะแนนต่ำที่สุด 30 ตัวแรกมาลงทุนตั้งแต่ต้นปี  เมื่อถึงปลายปี  เขาก็จะปรับพอร์ตใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิมและทำซ้ำ ๆ  แบบเดียวกับในกรณีแรกที่ใช้สูตรหุ้นถูกที่ผมกล่าวถึงแล้ว

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่นิด้าได้ทำการศึกษาทดสอบผลการลงทุนโดยใช้ทั้งเกณฑ์แบบแรกและ Magic Formula กับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1996 -2010 คิดเป็นเวลา 15 ปี ก็พบว่าพอร์ตสามารถทำผลตอบแทนสูงอย่าง “น่ามหัศจรรย์”  คือแบบ VI ดั้งเดิมให้ผลตอบแทนทบต้นโดยเฉลี่ยปีละ 36.69% เทียบกับตลาดที่เพียง 2.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 108.7 ล้านบาทเทียบกับ 1.42 ล้านบาทในกรณีของตลาด  และในกรณีที่ใช้ MF นั้น  ให้ผลตอบแทนปีละถึง 66.18% เทียบกับ 2.4% ของตลาด  เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 2,035 ล้านบาทเทียบกับตลาดที่เพียง 1.42 ล้านบาทในเวลา 15 ปี

นั่นคือ  “การศึกษาข้อมูลจากอดีต”  ที่มีการตั้งสมมุติฐานหลายอย่าง เช่น  เราสามารถซื้อขายหุ้นได้จริงตามที่เรากำหนด  แต่ความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้ เช่น  หุ้นมีสภาพคล่องน้อย  เวลาเราซื้อ  หุ้นอาจจะวิ่งขึ้นไปมากทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าที่เห็นในตัวเลขย้อนหลัง  เช่นเดียวกับที่เวลาขาย  เราอาจจะขายไม่ได้ราคาที่เห็น  นอกจากนั้น  พฤติกรรมของหุ้นใน  “อนาคต” ก็อาจจะไม่เป็นแบบเดิมเพราะสถานการณ์ต่าง ๆ  อาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นเดียวกับนักลงทุนที่ก็อาจจะเปลี่ยนความนิยมจากหุ้นที่เข้าเกณฑ์ VI ในสมัยก่อน  เช่น  นักลงทุนอาจจะสนใจลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วมากกว่าหุ้นที่ถูกอย่างในอดีต เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  การใช้เกณฑ์การลงทุนแนว VI นั้น  ก็น่าจะเป็นวิธีที่น่าสนใจอยู่โดยเฉพาะในโลกที่เป็นโลกาภิวัตรและการลงทุนข้ามประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของหุ้นมีจำกัด  ผมเองได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามโดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นทั้งแบบแรกและ MF โดยมีการผสมผสานบ้าง  จำนวนหุ้นที่ถืออยู่มีถึงกว่า 50 ตัว  การลงทุนผ่านมาเกือบ 2 ปี  ผลตอบแทนที่ได้นั้นต้องถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแต่ปัญหาก็คือ  ผมไม่สามารถขายทำกำไรได้เนื่องจากสภาพคล่องของหุ้นดูเหมือนจะไม่ใคร่พอเนื่องจากหุ้นที่ถือนั้นมีขนาดเล็กเกินไป  ผมคงต้องรอไปอีก  อาจจะหลายปีถ้าต้องการขาย  ผมคิดว่าเกณฑ์ที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในแง่ของขนาดและสภาพคล่องของหุ้น  นั่นทำให้ผมไม่ได้ปรับพอร์ตในแต่ละปีตามเกณฑ์  ผมไม่รู้ว่าหลังจากการลงทุนอาจจะซัก 4-5 ปี อะไรจะเกิดขึ้น  ในขณะนี้ถ้าจะเรียกว่าผม  “ติดหุ้น” ก็ไม่ใช่  จะเรียกว่าประสพผลสำเร็จก็ไม่น่าจะใช่  เวลาและผลตอบแทนที่จะได้รับที่แท้จริงคือ  “ขายหุ้นได้”  จะเป็นตัวบอก  แต่บทเรียนสำหรับคนที่จะใช้หลักเกณฑ์การลงทุนตามสูตรก็คือ  ผลตอบแทนที่จะได้จาก “สูตรมหัศจรรย์”  อาจจะไม่ได้มหัศจรรย์อย่างที่เขาบอก  ดังนั้นก่อนที่จะใช้ต้องคิดดูให้ดีและต้องพร้อมที่จะรับผลของมันด้วย

Thursday, February 18, 2016

ปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 /โดยคุณวีรพงษ์ ธัม

 

  อุตสาหกรรม หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อผลิตสินค้าและบริการผ่านการ “ปฏิวัติ” มาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1760 ที่มนุษย์รู้จักใช้พลังงานไอน้ำมาสร้างผลผลิตทวีคูณแทนช้างม้าวัวควาย ต่อเนื่องมาถึงค.ศ. 1870 เราก็เอาพลังงานเหล่านั้นมาสร้างระบบการผลิตอย่างเป็นระบบจำนวนมากบนสายพาน การกำเนิดโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง พาโลกเข้าสู่ยุคทองของสินค้าอุตสาหกรรม เช่นรถยนต์ เรือ น้ำมัน เหล็ก จนกระทั่งปี 1960s เราก็เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม หรือบางครั้งเราก็เรียกว่ายุคดิจิตอล เมื่อเราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และอินเตอร์เน็ต และโลกกำลังจะก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คือการเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าหากัน จนเกิดความเป็นไปได้ที่ไม่จำกัด

            ประเทศมหาอำนาจของโลกรวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พวกเขาอาศัย First Mover advantage เก็บเกี่ยวความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจนขึ้นมาเป็นผู้นำ ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาที่ตามมาทีหลังก็ใช้วิธีเดียวกัน สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตเป็นลักษณะ “เลียนแบบ” แต่ “ไม่ได้พัฒนาต่อ” จึงมักจะจบด้วยการ “ติดหล่ม” อันที่เราเห็นตัวอย่างในแถบละตินอเมริกา

            ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อมีการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ผลลัพท์คือการเติบโต GPP หรือผลผลิตมวลรวมของแต่ละจังหวัดที่สูงสุดใน 5 อันดับแรกในปัจจุบัน คือ กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ อยุธยา ล้วนเกิดจากอิทธิพล “โรงงาน” และ “นิคมอุตสาหกรรม” หรือร่องรอยของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองของประเทศไทยทั้งสิ้น แต่ปัญหาแรกที่เราเห็นมาตลอดคือช่องว่างระหว่างขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสูงสุด 5 อันดับบนและล่างนั้นสูงมาก เนื่องจากเราไม่สามารถขยายการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปยังจังหวัดรองอื่น ๆ อย่างครอบคลุมได้เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วที่เคยทำได้ส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างพื้นฐานระบบ Logistic ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญนั้นไม่สามารถรองรับได้

            ปัญหาที่สองคือการเติบโตของการส่งออกที่ติดลบและ GDP ที่เชื่องช้า กำลังจะบอกว่าต่อจากนี้ไปการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองของไทยจะพบกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินตามรอยด้วยเส้นทางเดียวกัน ฐานการผลิตย้ายง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเครื่องจักรเป็นอัตโนมัติมากขึ้น แรงงานใหม่สามารถเรียนรู้การผลิตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นไทยจึงเหมือนถูกบังคับให้ขึ้นไปแข่งในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิม ที่ไม่ได้ง่ายนักเพราะต้องเจอคู่แข่งที่ล่วงหน้าไปก่อน เช่นประเทศไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย สิงค์โปร์

            ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ของไทยก็เริ่มจริงจังมากขึ้นตั้งแต่เราเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้นด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผลการวิจัยของมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตต์พบว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีส่วนช่วยเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจไม่น้อยไปกว่าการที่ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง จังหวัดอย่างกรุงเทพฯ ที่มีอินเตอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพจึงพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ได้ดีกว่า ดังที่เราเห็น e-commerce โตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนรุ่นใหม่พัฒนา Tech Startups เป็นดอกเห็ด

            การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้ง ส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แรงงานสามารถปรับตัวโดยย้ายจากภาคเกษตรมาสู่อุตสาหกรรม แต่สัตว์อย่าง “ม้า” เป็นล้าน ๆ ตัวที่ปรับตัวไม่ได้ ตกงานจากการเป็นพาหนะให้กับรถยนต์ อุตสาหกรรมยุคใหม่ยิ่งทำให้การปรับตัวยากขึ้นกว่าเดิม สำหรับคนที่กำลังวางแผนการศึกษาให้ลูก เด็กที่กำลังเข้าโรงเรียนประถมในวันนี้ 65% จะทำงานที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคปัจจุบัน ดังนั้น “ความสามารถในการเรียนรู้” จึงจำเป็นกว่า “ความรู้” หรือ “ทักษะ” ที่เรามีอยู่ คุณเริ่มคิดจะปฏิวัติตัวเองหรือยัง เพราะใครจะรู้ว่าเราอาจจะกลายเป็น “ม้า” ที่หมดความหมายลงในอนาคต

Monday, November 23, 2015

วันหวย (หุ้น)ออก / โดยดร.นิเวศน์

   

    การศึกษาเรื่องของยีนส์มนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิทยานั้นพบว่า  คนเรานั้นมีพฤติกรรมที่  “ชอบลุ้น”  ซึ่งนี่ก็คงเกี่ยวข้องกับการ  “พนัน” หรือการชอบ “เสี่ยง” เราจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะเห็น “ผลลัพธ์” ที่จะออกมาว่ามันดีหรือไม่ดีนั่นคือเราจะชนะหรือแพ้  เราจะได้หรือจะเสีย  หรือเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีมีโอกาสที่จะชนะหรือได้หรือไม่  ถ้าเราชนะหรือได้  เราก็จะดีใจ  แต่ถ้าออกมาแย่หรือเสีย  เราก็จะเสียใจ  หลังจากนั้น  เราก็จะเริ่มไปลุ้นเรื่องใหม่หรือรอลุ้นเรื่องเดิมในรอบต่อไป ถ้ามี)   ยิ่งรางวัลที่จะได้รับนั้นสูงเมื่อเทียบกับฐานะของเราถ้าเราชนะ  เราก็ยิ่งอยากลุ้นเพิ่มเป็นทวีคูณแม้ว่าโอกาสที่จะแพ้นั้นสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะเสี่ยง  แต่เราก็อยากที่จะเสี่ยง  และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคนที่มีเงินน้อยจึงชอบ “แทงหวย”  และคนที่มีเงินมากจึงชอบ  “เล่นหุ้น”  โดยเฉพาะหุ้นเก็งกำไรหรือ  “หุ้นปั่น”  ที่มีโอกาส “ได้เสีย”  สูงโดยเฉพาะที่เป็นการ “ได้เสีย” แบบว่า  ถ้าได้แล้ว “ได้มาก”  แต่ถ้าเสียก็  “เสียน้อย”  แต่โอกาสได้นั้นอาจจะ 1 ใน 100 หรือ 1 ในล้าน  แต่โอกาสเสียนั้นอาจจะ 99 ใน 100 หรือ 999,999 ในล้านครั้ง  ตัวอย่างเช่น  การแทงหวยที่ใช้เงินเพียงไม่ถึง 100 บาทก็อาจจะได้รางวัลเป็นล้านบาทได้  เช่นเดียวกับการซื้อชาเขียวราคาไม่ถึง 20 บาทต่อขวดแต่อาจจะได้ทองหรือรถเบ้นซ์  หรือการเล่น “หุ้นปั่น” ที่อาจจะกำไรได้หลายเท่าจากหุ้นราคาอาจจะ “ไม่ถึงบาท”

ช่วงเวลาของการ “ลุ้น” นั้น  เป็นเวลาที่น่าตื่นเต้น  บางครั้งเราแทบจะหยุดทำกิจการอื่น ๆ  เพื่อคอยดู “ผลที่ออก”  ผมยังจำได้ถึงประสบการณ์ช่วงแรกที่ผมไปทำงานในโรงงานน้ำตาลในต่างจังหวัดสมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว  ในช่วงที่โรงปิดหีบเพื่อซ่อมเครื่องจักรเป็นเวลาประมาณ 8 เดือนต่อปีนั้น  โรงงานจะมีเสียงดังมากเพราะทุกแผนกจะต้องซ่อมเครื่องจักรในส่วนของตน  แต่พอถึงวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนในช่วงเช้า  โรงงานทั้งโรงนั้นแทบจะ “เงียบสนิท” เหมือน “โรงงานร้าง”  ไม่มีคนมาทำงาน  เหตุผลก็เพราะคนงานแทบทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่อเงี่ยหูฟังวิทยุประกาศผลรางวัลที่หนึ่งและรางวัลใหญ่ทั้งหลายและรางวัลเลขท้าย 2 และ 3 ตัว   คนที่ถูกรางวัลก็จะดีใจตามรางวัลที่ถูก  ส่วนคนที่ “ถูกกิน” ก็จะเสียใจ  และทั้งสองฝ่ายต่างก็แทบไม่เป็นอันทำงานในวันนั้นทั้งวัน  หลังจากวันนั้น  ทุกคนก็กลับมาทำงานตามปกติ  ในระหว่างที่รอ “วันหวยออก” งวดต่อไป  พวกเขาต่างก็จะคอยเสาะแสวงหา  “เลขเด็ด” ที่จะมา “แทง” ต่อ  ไม่มีใครเลิกเล่น

ปัจจุบันนี้ผมไม่รู้ว่าสภาพของโรงงานยังเป็นแบบเดิมหรือไม่ในวันหวยออก  แต่ความเชื่อผมก็คิดว่าน่าจะยังเป็นอยู่บ้าง  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นคงเป็นเรื่องของคนมีเงินที่พยายามหาเงินจากเงินของตัวเองในตลาดหุ้นที่ผมรู้สึกว่าในบางมุมมีลักษณะของการเสี่ยงที่คล้าย ๆ  กับหวยเหมือนกันนั่นก็คือ  ตลาดของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก ๆ  ที่ราคาขึ้นลงหวือหวาที่เปิดโอกาสให้คน  “แทงหุ้น” และ “ลุ้นหุ้น”  เพียงแต่ว่าสำหรับหุ้นแล้ว  มัน  “ออกทุกวัน”  หลายคนแทบจะไม่เป็นอันทำอะไรเลยในช่วงตลาดเปิด  บางวันที่ “แทงถูก” มีกำไรจากหุ้น  เขาก็ดีใจ  บางวันขาดทุน  เขาก็เสียใจ  พอตลาดปิดเขาก็จะกลับไป “เสาะแสวงหา”  “หุ้นเด็ด”  ตัวใหม่ที่จะเล่นในวันต่อไป  และก็คงคล้าย ๆ  กับคนแทงหวยที่โรงงานนั่นก็คือ  ผมเองไม่เคยเห็นว่ามีใคร  “รวย” จากหวยเลย  นาน ๆ  ครั้งก็จะเกิด  “เสี่ย” ขึ้นมาเพราะถูกรางวัลใหญ่ได้เงินเป็นแสนบาทในสมัยนั้น  แต่พอเวลาผ่านไป  “เสี่ย”  ก็หมดตัวเพราะ “เสียหวย”  และ “ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย”  อื่น ๆ   คนเล่นหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่นก็คงจะคล้ายกันที่บางช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นร้อนเป็นกระทิงก็จะมีคนได้กำไรมาก  แต่เมื่อเล่นต่อเนื่องกันไปนาน ๆ  เงินก็ถูก  “คืนไปหมด”  โดยเฉพาะเวลาหุ้นตกหรือเกิดวิกฤติตลาดหุ้น  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ทุกคนก็ยังอยู่กับหวยและหุ้น  คงเป็นเรื่องยากที่จะ “รวยแล้วหยุด” หรือ  “จนแล้วหยุด”  เพราะมันอยู่ในยีนส์

ในฐานะของ VI ผู้มุ่งมั่นนั้น  เราเองก็ไม่อาจจะหลีกหนีจากความ “ชอบลุ้น”  ไปได้  สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ  เราควรพยายามลดการลุ้นหุ้นในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน  การลุ้นเป็นไตรมาศนั้นน่าจะพอยอมรับได้  แต่วันที่ “หวยออก” จริง ๆ  ของหุ้นนั้น  สำหรับผมแล้ว  มันไม่ใช่ราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือลงในวันสิ้นไตรมาศ  ผมคิดว่าราคาหุ้นนั้นมันไม่ได้สำคัญเท่ากับตัวเลขผลประกอบการประจำไตรมาศของบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ซึ่งก็จะประกาศในเวลาไม่เกิน 45 วันนับจากวันสิ้นสุดแต่ละไตรมาศ  วันที่ประกาศงบของหุ้นแต่ละตัวก็มักจะใกล้เคียงกันทุกปี  บางบริษัทก็อาจจะประกาศประมาณ  5 วันก่อนวันสิ้นสุด บางบริษัทก็ประกาศเร็วหรือช้ากว่านั้น  และนั่นก็คือวันที่ผมจะใจจดใจจ่อ “ลุ้น” ว่างวดนี้กำไรจะเป็นอย่างไร  ถ้าดีขึ้นมากก็มีความสุข  ถ้าแย่ลงหนักก็จะเป็นทุกข์  เมื่อตัวเลขออกมาแล้วผมก็จะดูสาเหตุว่าทำไมตัวเลขจึงเป็นแบบนั้นและก็จะคาดการณ์ต่อไปว่า  “งวดหน้า”  มันจะเป็นอย่างไรจะดีขึ้นหรือแย่ลงระดับไหน  แต่ผมก็มักจะไม่คิดคำนวณเป็นตัวเลขแน่นอนแบบนักวิเคราะห์  ผมชอบแบบว่า Approximately Right หรือประมาณว่าถูกก็พอ

การดูและติดตาม  “หวยที่ออก”  นั้น  ผมไม่ดูเฉพาะหุ้นที่ตนเองถืออยู่  ผมจะดูแทบทุกตัวโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ผมสนใจและหุ้นตัวใหญ่ ๆ  ส่วนหุ้นที่ผมไม่สนใจนั้น  ผมก็จะมองผ่าน ๆ  ให้พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัท  การดูตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาศและรายปีของบริษัทจดทะเบียนนั้น  ผมคิดว่ามันมีประโยชน์ในแง่ที่มันสอนให้เราเข้าใจ Pattern หรือรูปแบบของผลประกอบการของบริษัท  ซึ่งสิ่งนี้มักจะสะท้อนไปถึงลักษณะของตัวหุ้นว่ามันเป็นหุ้นประเภทไหนใน 5-6 แบบตามการจัดของปีเตอร์ ลินช์  การที่เราติดตามผลประกอบการไปเรื่อย ๆ  ต่อเนื่องยาวนานหลาย ๆ  ปี  เราก็จะ  “ซึ้ง” เข้าไปในใจว่าผลประกอบการของบริษัทนั้น  ในระยะยาวแล้วมันก็สะท้อนมาจากธรรมชาติของธุรกิจเองว่ามันแบบไหน

หุ้นจำนวนมากนั้น  พอประกาศงบมา  ถ้าเราไม่คุ้นเคยหรือไม่มีประสบการณ์กับมันมาก่อนเราก็จะรู้สึก  Surprise หรือประหลาดใจมาก  เช่น  จากที่ไม่เคยกำไรดีหรือขาดทุนก็อาจจะกำไร “โตกระโดด” ดูน่าตื่นเต้นมาก  บางทีบริษัทกำไรดีติดต่อกันมา 2-3 ปี  อยู่ ๆ ก็ขาดทุนเสียอย่างนั้นโดยไม่มีเหตุผลพิเศษ  ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นลงมากตามกันไป  หุ้นที่มีตัวเลขแนวนี้  ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ  ก็อาจจะพบว่าเราไม่สามารถใช้ตัวเลขมาประเมินราคาได้จริง ๆ  อาจจะเนื่องจากการที่มันขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาสินค้าไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมามันจะดี  ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นก็จะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ทั้งสิ้น  คือเราเก็งว่ากำไรน่าจะดีต่อไปทั้ง ๆ  ที่ “งวดหน้า” ตัวเลขอาจจะออกมาตรงกันข้าม

ปกติผมเองนั้นเน้นการลงทุนในหุ้นที่มั่นคง แข็งแกร่งและเติบโต  ดังนั้น  ผมก็จะตามตัวเลขของบริษัทที่ผมคิดว่ามันหุ้นแบบนั้นทั้งที่ถืออยู่และยังไม่ได้ถือ  สิ่งที่ผมลุ้นก็คือ  ยอดขายและกำไรของบริษัทก็ควรจะต้องเป็นแบบนั้นและก็ไม่ควรมี  “ข้อแก้ตัว”   ถ้าตัวเลขออกมาผิดกับที่มันควรจะเป็นเช่น  แทนที่ยอดขายและกำไรจะเพิ่ม  มันกลับลดลงทั้งยอดขายและกำไร  แบบนี้ถ้าจะอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดโดยการลดราคาสินค้า  ผมก็จะต้องดูว่ามันสมเหตุผลไหม  เพราะหุ้นที่เติบโตเร็วนั้น  มันควรที่จะโตได้โดยตัวของมันเองไม่ใช่อิงกับเศรษฐกิจเป็นหลัก เป็นต้น

บ่อยครั้ง นอกจากการดูหวยของผลประกอบการแล้ว  ผมก็มักจะเหลือบดูราคาหุ้นในช่วงนั้นด้วย  ที่มักจะสะท้อนตามผลประกอบการ  อย่างไรก็ตาม  หุ้นหลาย ๆ  ตัวราคาก็ไม่สะท้อนเท่าที่ควร  บางตัวก็ไปในทางตรงกันข้ามซึ่งมักจะเกิดน้อย  ผมเองก็พยายามอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น  บ่อยครั้งผมก็รู้สึกว่าหุ้นจำนวนไม่น้อยในตลาดนั้น  ถูก “ควบคุมราคา” โดยคนบางคนหรือบางกลุ่มทำให้ราคาไม่เป็นธรรมชาติซึ่งผมก็ไม่สนใจอยู่แล้ว  แต่ในหุ้นบางตัวที่ราคาไม่สะท้อนกับผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง  บางทีผมก็ถือโอกาสซื้อ  และนี่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการ  “ลุ้นหุ้น” ในแบบฉบับ VI

Monday, October 12, 2015

หนังสือเล่มเล็ก / ดร.นิเวศน์

       

     ชีวิตประจำวันหรือ  “งานประจำ” ของผมทุกวันนี้ไม่ใช่การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และสั่งซื้อขายหุ้น  ไม่ใช่การเฝ้าติดตามราคาหุ้นรายนาทีหรือรายชั่วโมง  เพราะปกติผมจะซื้อหรือขายหุ้นปีละไม่กี่ครั้งและครั้งละไม่กี่วัน  ผมคำนวณคร่าว ๆ  แล้วหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อมาจะถูกถือไว้โดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ 5 ปี  ดังนั้น  ปริมาณการซื้อขายหุ้นของผมจะค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนของผม  สำหรับโบรกเกอร์แล้ว  ผมน่าจะเป็น  “ลูกค้ารายย่อย--ขนาดใหญ่”  แม้ว่าช่วงที่มีการซื้อขายแต่ละครั้งอาจจะมีปริมาณมาก  การซื้อขายหุ้นของผมจึงไม่ใช่  “งานลงทุน” แต่เป็นงานเล็ก ๆ  ที่ต้องทำเป็นบางครั้งเมื่อผมเจอหุ้นที่จะซื้อหรือขาย

การ  “ติดตามหุ้น” นั้น  สิ่งที่ “ไม่สำคัญ” แต่ผมก็ทำตลอดเวลาก็คือการดูจอราคาหุ้นเป็นระยะเมื่อนั่ง  “ทำงาน”  ที่บ้านซึ่งก็คือ  “สำนักงาน” ของผม   การดูราคาหุ้นนั้น  ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องของ  “สัญชาติญาณ” ของคนที่น่าจะ  “อดไม่ได้”  ที่จะต้องเฝ้าดู “ทรัพย์สมบัติ” ของตนถ้ามัน  “กอง”  อยู่ตรงหน้า หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือการที่คนชอบ  “ลุ้น” ว่าตนเอง “ได้หรือเสีย”   บน  “จอคอมพิวเตอร์”  ขณะที่ผมนั่งทำงานอื่นอยู่ที่โต๊ะ   แต่ในกรณีที่ผมต้องออกไปทำงานหรือมีกิจธุระนอกบ้าน  ผมก็ไม่จำเป็นต้องติดตามราคาหุ้น

 พูดอย่างสรุปก็คือ  ผมไม่ได้ใช้เวลากับการดูราคาหุ้นเป็นเรื่องเป็นราว  ผมจะ  “จับตาดู” หุ้นบางตัวในบางช่วงเวลาเพื่อมองหา  “โอกาส”  ในการที่จะซื้อหรือขายเท่านั้น

การติดตามหุ้นที่สำคัญของผมนั้น  คือการติดตามการดำเนินงานและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผมลงทุนอยู่และบริษัทอื่นที่ผมสนใจแต่ยังไม่ได้ลงทุน   การติดตามการดำเนินงานนั้น  ผมใช้วิธีการอ่านจากหนังสือ  หนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ รวมถึงสื่ออินเตอร์เน็ตและทางทีวีที่ผมพบเจอโดยไม่ได้ตั้งใจ  นอกจากนั้น  ผมก็ยังติดตามบริษัทจากการไป  “จ่ายตลาด”  ซื้ออาหารและของใช้ประจำวันที่ผมทำเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ผมทำเป็นระยะ  ดังนั้น  นี่ก็ไม่ใช่งานที่ผมต้อง “ใช้เวลา” เป็นเรื่องเป็นราว  ส่วนการติดตาม  “ผลการดำเนินงาน”  ที่เป็นตัวเลขรายได้และกำไรของบริษัทนั้น  ผมก็ใช้เวลาเพียงปีละ 4 ครั้ง คือในช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการรายไตรมาศและรายปี

การเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหม่ ๆ  ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น  ผมโชคดีที่ว่าผมทำรายการทีวีที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน  ทุกสัปดาห์ผมจะได้คุยและซักถามผู้บริหารประมาณ 2-3 บริษัท  ดังนั้น  ผมก็จะได้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทจำนวนมากเนื่องจากผมทำรายการนั้นมาหลายปีแล้ว  บริษัทหลายแห่งนั้นผมเคยพูดคุยด้วยหลายครั้งและนั่นก็พอเพียงที่ผมจะใช้เป็นฐานหลักของการวิเคราะห์หุ้นรายตัว  ผมคิดว่าผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปพบบริษัทเพื่อที่จะศึกษาตัวบริษัทมากนัก  ดังนั้น  ผมไม่ไปงาน Opportunity Day หรือไปคุยกับผู้บริหารบริษัทก่อนที่จะพิจารณาซื้อหุ้น  มีบางบริษัทที่ผมถือหุ้นจำนวนมากที่ผมอาจจะไปเยี่ยมเยียนติดตามการดำเนินงานอยู่บ้างเหมือนกันแต่นั่นเป็น  “ข้อยกเว้น” ไม่ใช่เรื่องปกติ

การไปพบผู้บริหารหรือผู้ให้ข้อมูลที่เรียกว่า IR ของบริษัทเป็นการ  “ส่วนตัว” นั้น  ข้อดีก็คือ  บางครั้งเราอาจจะได้ข้อมูลลึก ๆ  หรือความเข้าใจในสถานการณ์ที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เป็น “เรื่องดี ๆ”  ของบริษัท  เช่นเดียวกับเรื่องที่ “ไม่ดี” ที่เราอาจจะเห็นหรือรู้สึกได้  ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราสามารถ  “ฉกฉวยโอกาส” ในการซื้อหรือขายหุ้นและทำกำไรหรือลดการขาดทุนได้อย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้นก็อาจจะทำให้เข้าใจในตัวบริษัทมากขึ้นซึ่งทั้งสองเรื่องนั้น  สำหรับ VI หลายคนแล้วก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งยวด  สำหรับบางคนแล้วเขาแทบจะบอกว่าถ้าไม่เจอผู้บริหารเขาก็จะไม่ซื้อหุ้นเลย   อย่างไรก็ตาม  การไปพบบริษัทแบบนั้นก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันในความเห็นของผมนั่นก็คือ  การไปพบผู้บริหารอาจจะทำให้เราถูก “ชักนำ” ให้เกิด  “ความลำเอียง” ว่าบริษัทมีคุณสมบัติดีกว่าที่ควรจะเป็นและ/หรือเชื่อว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้รวดเร็วต่อเนื่องด้วยความสามารถของบริษัทและผู้บริหารทั้ง ๆ  ที่ข้อมูลผลประกอบการของกิจการที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้บอกอย่างนั้น  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  เราอาจจะถูกชักนำให้  “เชื่อในสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์”  สำหรับผมเองที่เน้นการลงทุนระยะยาวที่ต้องอิงอยู่กับ  “พื้นฐานระยะยาว” ของบริษัทเป็นหลักนั้น  หุ้นที่จะเข้าข่ายควรจะต้องได้รับการ  “พิสูจน์ด้วยตัวเลขผลประกอบการ” มาพอสมควรแล้วว่าเป็นกิจการที่ดีเยี่ยม  ความจำเป็นต้องพบผู้บริหารมีน้อย

งานหลักที่สำคัญและใช้เวลามากของผมจริง ๆ ในทุกวันนี้น่าจะอยู่ที่การอ่านหนังสือที่เป็น  “ความรู้ที่หลากหลาย”  และต้องเป็น  “ความรู้ที่แท้จริง”  นั่นก็คือ  เป็นความรู้ที่ได้รับการศึกษาและพิสูจน์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  ความรู้ที่ผมสนใจศึกษานั้นรวมถึงเรื่องของจิตวิทยา  ประวัติศาสตร์  สังคมวิทยาและการเมือง  สงครามและการแข่งขัน  เรื่องของการเงินและการแข่งขันทางธุรกิจ  ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็น  และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก เป็นต้น   เมื่ออ่านและเข้าใจหัวใจหรือข้อสรุปของความรู้นั้นแล้ว  ผมก็จะพยายาม “เชื่อมโยง” ความรู้ต่าง ๆ  เหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ในชีวิต  ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นจะเป็นแนวทางที่ ชาร์ลี มังเกอร์  คู่หูและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ทำหรือไม่  แต่ที่ได้ทำมานานผมรู้สึกว่าผมมีความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ของโลกมากขึ้น  ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลมากขึ้น  และนี่อาจจะช่วยให้ผมสามารถตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นอย่างที่มังเกอร์บอก

การอ่านหนังสือเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้ ทฤษฎี ประวัติศาสตร์และเรื่องราวมากมายของโลก  อาทิเช่น  เรื่องของตลาดเสรีและระบบทุนนิยมที่บุกเบิกโดย อาดัม สมิทธิ  ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งของ ชาร์ล ดาร์วิน  สงครามและการแข่งขันระหว่างประเทศที่ฉายภาพโดดเด่นจากสงครามใหญ่โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง  การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แนวทางแบบ Value Investment ของเบน เกรแฮม และการเกิดขึ้นของทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มนักวิชาการนำโดย ยูจีน ฟามา มาร์โควิทซ์และชาร์ป   ทฤษฎีการแข่งขันทางธุรกิจโดยเฉพาะในด้านของการกำหนดกลยุทธ์ที่นำเสนอโดย Aries กับ Jack Trout ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของโลกและไทย   และการขึ้นลงและวิกฤติตลาดหุ้นทั่วโลก  เป็นต้น  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลามากมายโดยเฉพาะถ้าเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์เนื่องจากเราไม่ได้เรียนมาเลยจากห้องเรียนหรือ  “ติดลบ”  เนื่องจากเราเรียนมาด้วยข้อมูลหรือทฤษฎีที่ผิด

ด้วยปริมาณข้อมูลและความรู้มากมายที่อาจจะมีประโยชน์มหาศาลในการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะอ่านหรือศึกษาได้หมดในเวลาอันสั้น  และสำหรับคนที่ยังมีภารกิจงานประจำที่ต้องทำตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ผมคิดว่าเขาคงมีเวลาไม่พอ  ส่วนตัวผมเองนั้นก็ต้องยอมรับว่าความรู้หลากหลายเหล่านั้น  ส่วนใหญ่ผมได้มาหลังจากที่เลิกทำงานประจำมาเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว  นอกจากนั้น  ผมได้ค้นพบว่า  วิธีที่จะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ  ได้รวดเร็วขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ  พยายามอ่าน  “หนังสือเล่มเล็ก”  ที่อธิบายหรือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ  ซึ่งระยะหลัง ๆ  ผมได้เห็นว่ามีออกมามากขึ้น

     หนังสือเล่มเล็กนั้นมีข้อดีคือมันช่วยสรุป  “หัวใจ”  ของเรื่องต่าง ๆ  เอาเฉพาะ “แก่น” หรือ  “พื้นฐาน” ของเรื่องโดยไม่สนใจรายละเอียดที่บางครั้งทำให้เรา  “หลงทาง” หรือสับสน  “หนังสือเล่มเล็ก”  ในความหมายของผมนั้นอาจจะรวมถึงหนังสือ  “การ์ตูน” สั้น ๆ  หรือภาพยนตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวที่เป็น   “ภาพใหญ่” ได้ในเวลาอันสั้น  และนี่ก็คือเทคนิคการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ผมอยากให้ทดลองดู  มันอาจจะส่งผลกระทบให้เราได้อย่างมหาศาลกับการลงทุน—และชีวิต

Monday, September 7, 2015

Good Company in Bad Industry / ดร.นิเวศน์



   การเลือกหุ้นลงทุนนั้น  สิ่งแรกที่เราควรจะต้องวิเคราะห์ก็คือเรื่องของ “ภาพใหญ่”  หรือเรื่องของเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครองสังคมและกฎระเบียบต่าง ๆ  ของรัฐที่ใช้ในการควบคุมตัวธุรกิจในภาพรวม  ต่อมาก็คือ “ภาพกลาง” ซึ่งก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจว่าโครงสร้างและการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างไรหรืออาจจะพูดแบบง่าย ๆ  ธุรกิจนั้นแข่งขันกันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง   และสุดท้ายถึงจะวิเคราะห์ว่าตัวบริษัทเป็นอย่างไร  โดดเด่นแค่ไหน  ราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ “Top Down” ที่เป็นการวิเคราะห์แบบ  “มาตรฐาน”  ตามตำรา  แต่ VI จำนวนมากรวมถึงคนดังระดับโลกหลายคนเช่น ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่าเขาไม่สนใจภาพใหญ่โดยเฉพาะทางด้านของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรม  สิ่งที่เขาสนใจก็คือบริษัทที่เขาจะลงทุนเท่านั้น  บางคนเรียกการวิเคราะห์แนวนี้ว่าเป็น  “Bottom Up” ความหมายคงเป็นว่าเขาจะเน้นดูที่ตัวบริษัทเป็นหลัก  คือวิเคราะห์ดูเฉพาะตัวหุ้นที่เขาสนใจโดยไม่ดูว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในสภาวะดีหรือร้าย  ว่าที่จริง  ปีเตอร์ ลินช์บอกว่า  หุ้นที่ “ดีมาก ๆ” กลุ่มหนึ่งก็คือ  “Good Company in Bad Industry”  เหตุผลก็คือ  ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ “เลวร้าย” หรือกำลังตกต่ำนั้น  การแข่งขันมีน้อย  หลาย ๆ  บริษัทต้องถอนตัวออกไปหรือ  “เจ๊ง”  ทำให้บริษัทที่ดีนั้นกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นและทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตัวอย่างในสหรัฐก็คือเรื่องของธุรกิจพรมปูพื้น เป็นต้น

ส่วนตัวผมเองนั้น  ผมชอบดูทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up  หรือพูดง่าย ๆ  ดูทั้งสองด้าน  ผมคิดว่าปัจจัยของภาพใหญ่นั้น  มีส่วนสำคัญสำหรับการลงทุนไม่น้อยไปกว่าภาพเล็ก  ความคิดผมก็คือ  VI ระดับเซียนหรือตำนานนั้น  ส่วนมากอยู่และลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่เจริญแล้วมานานแต่ที่สำคัญก็คือ  เป็นประเทศที่  “ภาพใหญ่”  นั้นดีต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบหรือเป็นร้อยปีมาแล้ว  จะมีก็แต่ช่วงสั้น ๆ  ที่ภาพใหญ่แย่เช่นช่วงสงครามโลกหรือสงครามใหญ่อย่างเช่นสงครามเวียตนามหรือเกาหลีที่กระทบภาพใหญ่โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในบางช่วง  แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ  ระบบโครงสร้างการปกครอง สังคมและกฎหมายของอเมริกานั้นไม่ใคร่มีปัญหาและดีขึ้นตลอดเช่นเดียวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ดังนั้น  แม้ในบางช่วงที่ภาพใหญ่แย่  แต่ถ้าคุณลงทุนในหุ้นที่ดี  ผลลัพธ์ก็มักจะออกมาดีเสมอจนคุณไม่ต้องสนใจเรื่องภาพใหญ่หรือเศรษฐกิจเลย  แต่ในสังคมหรือตลาดหุ้นอื่นที่ภาพใหญ่ไม่ดี  ผมคิดว่าการลงทุนโดยมองแต่ภาพเล็กนั้นค่อนข้างอันตราย  ในตลาดหุ้นอย่างญี่ปุ่นหรือในยุโรปหลาย ๆ ประเทศ  หรือในลาตินอเมริกา  ที่เศรษฐกิจตกต่ำมานาน  การลงทุนแบบมองแต่ตัวหุ้นนั้นคงทำกำไรได้ยาก

  สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของการลงทุนที่มองเฉพาะภาพกลางกับภาพเล็กนั่นก็คือ  ระหว่างบริษัทกับภาพของอุตสาหกรรมและเป็นการมองในระดับโครงสร้างมากกว่าสถานการณ์หรือภาวะของอุตสาหกรรม   แนวความคิดพื้นฐานของผมก็คือ  อุตสาหกรรมหรือที่ถูกต้องก็คือธุรกิจนั้น  มีคำว่า  “ธุรกิจที่แย่”  หรือ  “ธุรกิจที่ดี”  ธุรกิจที่แย่นั้นในนิยามของผมก็คือธุรกิจที่โดยรวมแล้วทำผลกำไรหรือผลตอบแทนเทียบกับเงินลงทุนต่ำ  ยิ่งต่ำมากก็ยิ่งแย่  โดยที่ธุรกิจที่แย่นั้นมักจะขายสินค้าที่มีการแข่งขันสูงโดยลักษณะของธุรกิจ  และการที่มีการแข่งขันสูงนั้นเนื่องจากคนซื้อมีอำนาจการต่อรองสูงเพราะคนขายนั้นพร้อมที่จะเข้ามาเสนอขายตลอดเวลาถ้าการขายนั้นยังมี “กำไร” ที่คุ้มกับ  “ต้นทุน” การผลิตสินค้าแม้ว่าอาจจะไม่สามารถชดเชยต้นทุนทั้งหมดซึ่งรวมถึงต้นทุนที่  “คงที่”  เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร์เป็นต้น

  ถ้ามองอย่างหยาบ ๆ  ธุรกิจที่ “แย่มาก” นั้น  น่าจะเริ่มจากธุรกิจที่ขายสินค้าที่แข่งขันกันด้วยราคาเป็นหลักและสินค้านั้นมีตลาดที่เล็กลงเรื่อย ๆ   เช่นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งออกตลาดโลกและเป็นสินค้าที่ประเทศไทยเสียเปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากเหตุผลทางด้านค่าแรงงานและภาษีอาทิเช่น  สิ่งทอ หรืออาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางอย่าง  ในกรณีแบบนี้  ก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่บริษัทจะยังดีอยู่ได้แม้ว่าบริษัทนั้นจะเป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมในอุตสาหกรรม  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเบิร์กไชร์ที่เป็น “บริษัทสิ่งทอที่ดีเยี่ยม” ของบัฟเฟตต์แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลงเนื่องจากมันอยู่ในอุตสาหกรรมที่ “แย่มาก” เกินกว่าที่จะรับไหว  ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าเรามีบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่มากไม่น้อย  ซึ่งสำหรับผมแล้ว  ผมก็มักจะ “ขอบาย”  หรือไม่ขอเกี่ยวข้องสนใจลงทุนแม้ว่าบางบริษัทอาจจะ “ดีเยี่ยม”

  ธุรกิจที่ “แย่” แต่อาจจะไม่มากนั้น  ผมนิยามคร่าว ๆ  ว่าเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ผู้ซื้อไม่ได้มองที่ราคาสินค้าเป็นหลักแต่ดูคุณภาพด้วย  แต่ทั้งสองอย่างนั้นก็มักจะมีความแตกต่างกันน้อยในแต่ละยี่ห้อของสินค้า    นอกจากนั้น  ผู้ขายเองก็ไม่ขายในราคาที่ต่ำจนไม่มีกำไรหรือไม่มีมาร์จิน  ว่าที่จริงในบางผลิตภัณฑ์นั้น  ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนแปรผันหรือต้นทุนโดยตรงของการผลิตอาจจะสูงด้วยซ้ำ  แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นธุรกิจแย่ก็เพราะว่ามีคนขายหรือผู้ให้บริการเข้ามาเสนอสินค้าได้อย่างแทบไม่จำกัด  และผู้เล่นรายใหม่นั้นต่างก็สามารถเสนอสินค้าได้ในราคาและคุณภาพที่ไม่ต่างจากคนที่ขายอยู่มากนัก  ผลก็คือ  มีการแข่งขันที่สูงมากตลอดเวลาในอุตสาหกรรมซึ่งทำให้คนที่ “ไม่เก่ง” นั้น  บ่อยครั้งก็อยู่ไม่รอด  แต่ก็จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแทนที่ตลอดเวลา  ดังนั้น  การทำกำไรสูง ๆ ในอุตสาหกรรมโดยรวมก็ทำไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่แย่แบบนี้ก็อาจจะมี “บริษัทที่ดี” หรือดีเยี่ยมสามารถทำกำไรได้สูงหรือสูงมาก  บางทีต่อเนื่องยาวนานเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก”  ได้  เพราะสามารถทำ “โมเดลธุรกิจ” ที่ทำให้ตนเอง “ได้เปรียบอย่างถาวร”  ในการแข่งขันกับคู่แข่ง

  ตัวอย่างของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่แย่นั้น  น่าจะรวมถึงธุรกิจขายอาหารภัตตาคารที่มีผู้เล่นมากมายและแข่งขันกันได้หมด  อย่างไรก็ตาม  บริษัทที่ดีหรือดีเยี่ยมอย่างในอเมริกา เช่น หุ้นแมคโดนัลหรือเคเอฟซีนั้น  ก็เป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมที่สามารถทำกำไรได้มโหฬารและถือว่าเป็นซุปเปอร์สต็อกได้  ธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ที่ถือว่าเป็นธุรกิจที่แย่เพราะมีร้านเฟอร์นิเจอร์มากมายที่เปิดขายและสามารถแข่งขันได้พอ ๆ  กันหมด  แต่บัฟเฟตต์ก็มีหุ้นเนบราสกาเฟอร์นิเจอร์มาร์ทและอีกหลายบริษัท  เช่นเดียวกัน ธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนป้อนให้อุตสาหกรรมก็น่าจะถือว่าเป็นธุรกิจที่แย่  แต่บัฟเฟตต์ก็เพิ่งลงทุนซื้อหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของเขาในบริษัท Precision Castparts     ใช้เงินถึง 37.2 พันล้านล้านเหรียญ เนื่องจากนี่คือบริษัทที่ดีเยี่ยมในอุตสาหกรรมแย่นี้เพราะมันผลิตชิ้นส่วนของเครื่องบินที่บริษัทอื่นยากที่จะเข้ามาแข่งขันได้

  ธุรกิจที่แย่มากแต่ก็อาจจะมีบางบริษัททำได้ดีในต่างประเทศเช่น การบินที่แทบทุกบริษัทไม่มีกำไรหรือขาดทุนแต่หุ้นเซ้าท์เวสต์แอร์ไลน์  สายการบินแบบโลว์คอสท์สายแรก ๆ ของโลกทำกำไรได้ดี  อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น  สายการบินโลว์คอสท์ก็มีเพิ่มขึ้นมากและการทำกำไรในธุรกิจแย่นี้ก็ยังลำบากอยู่มาก  ดังนั้น  ถ้าเราพบว่าหุ้นที่เราลงทุนเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดี  มีการบริหารที่ดี  แต่อยู่ในธุรกิจที่แย่  เราก็ต้องวิเคราะห์ว่าบริษัทมีปัจจัยอะไรที่ทำให้มันสามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมและปัจจัยนั้นน่าจะอยู่นานแค่ไหน  ถ้าตรวจสอบดูแล้วพบว่ามันเป็นปัจจัยที่คงทนและคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้มันก็เป็นหุ้นที่เราจะถือยาวและให้คุณค่าหรือให้ค่า PE สูงขึ้นได้บ้าง    แต่ถ้าดูแล้วพบว่ามันเป็นปัจจัยที่บริษัทได้เปรียบชั่วคราวและไม่ช้านานคู่แข่งก็จะเข้ามาเลียนแบบได้  แบบนี้เราก็ต้องระวังและไม่ให้มูลค่าหรือให้ค่า PE ที่สูงเกินไป  เพราะในไม่ช้า  ความได้เปรียบก็จะหายไปและบริษัทก็จะไม่สามารถรักษากำไรที่ดีนั้นไว้ได้เพราะมันอยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่  ตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่มีลักษณะนี้ในตลาดหุ้นไทยนั้นก็คือ  ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่มีผู้เล่นมากมายแต่หา “ผู้ชนะ” ที่ถาวรยาก  เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมที่ผมคิดว่าไม่ใช่ธุรกิจที่ดีหรืออาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่ด้วยซ้ำเนื่องจากการแข่งขันที่มากแต่ก็มีบริษัทที่ดีที่ทำกำไรได้ดี  เพียงแต่ผมคิดว่าปัจจัยการแข่งขันนั้นไม่ได้มีความได้เปรียบอะไรที่ถาวรที่จะทำให้มันสามารถมีค่า PE ที่สูงมาก ๆ  ได้

Thursday, December 25, 2014

10 หุ้นเด่น-การเติบโตสูง ต้อนรับปี 58

อีกเพียง 1 สัปดาห์จะล่วงเข้าสู่ปีใหม่ 2558 แล้ว ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์สุดท้ายของปียังมีให้ลุ้นว่าจะยืนนิ่งปิดตลาดในแดนบวกถึงวันสิ้นปีหรือไม่



หลังจาก 16 วันที่ผ่านมา (1-16 ธ.ค. 2557) ดัชนีตกฮวบไปถึง 132.08 จุด หรือคิดเป็น 8.29% ในภาวะฝุ่นตลบ มีหุ้นหลายตัวราคาหลุดปัจจัยพื้นฐาน เพราะนักลงทุนตื่นกลัว แต่ถ้าใจนิ่งๆ จะมองเห็น "ของดี" ที่แฝงตัวอยู่

10 หุ้นเด่น ราคาถูก-ฟรีโฟลต์สูง


ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า ยังมีหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PER) ต่ำกว่า 17.55 เท่า ซึ่งเป็น PER ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ หลายตัว และเมื่อร่อนตะแกรงคัดหุ้นที่ราคาปิดต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำ อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV RATIO) น้อย อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ดี แถมยังมีการกระจายของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) มากกว่า 30%


ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส พบว่า มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวถึง 30 แห่งโดย 10 อันดับแรก ได้แก่ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA), บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), บมจ.ศุภาลัย (SPALI), บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC), ธนาคารกรุงไทย (KTB), ธนาคารกรุงเทพ (BBL), บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP), บมจ.ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) แล้วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (19 พ.ย.-19 ธ.ค) มีราคาปรับตัวลดลง -6.37%, -5.30%, -1.78%, -5.38%, -1.28%, -3.00%, -19.59%, -7.52%, -14.51% และ -7.10% ตามลำดับ

วางกลยุทธ์ช้อนหุ้น 3 กลุ่ม


"ประกิต สิริวัฒน์เกตุ" ผู้จัดการกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นเป็น 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด จากเดิมให้ไว้ที่ 30% โดยแนะเลือกหุ้นตามกลยุทธ์รายตัวใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้


กลุ่มแรก เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง โดยกลุ่มที่ได้อานิสงส์ชัดเจน ได้แก่ กลุ่มขนส่งทางอากาศ และขนส่งทางเรือ อาทิ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV), บมจ.อาร์ ซี แอล (RCL) และ บมจ.ทิปโก้ แอสฟัลท์ (TASCO)


กลุ่มสอง หุ้นที่มีสถิติให้ผลตอบแทนชนะตลาดในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งตามข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีหุ้นหลายตัวที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกด้วยความน่าจะเป็นเกิน 70% อาทิ บมจ.เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI), บมจ.จีเอฟพีที (GFPT), ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.63%, 5.31%, 3.18% และ 2.81% ตามลำดับ


กลุ่มสาม หุ้นปันผลเด่น โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีDividend Yield สูงกว่า 4% ในงวดปี 2558 และมีราคาหุ้นต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม (Fair Value)

จุดต่ำสุดปีนี้ผ่านไปแล้ว



ด้าน "ยศพณ แสงนิล" รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และดัชนีไม่น่าจะลดลงรุนแรง หรือต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด อีกแล้วจนกว่าจะสิ้นปี หลังจากปัจจัยลบต่าง ๆ ได้คลี่คลายลง


"ปัจจุบัน P/E ของตลาดหุ้นไทยเทียบกับอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2558 อยู่ที่ 14 เท่า ดังนั้นหุ้นไทยตอนนี้จึงไม่แพงเลย และมีโอกาสช่วงที่เหลือของปีนี้จะเห็นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,550 จุด"


ตลท.ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนราว 12.6% โดยกลุ่มหุ้นที่มีผลตอบแทนเด่นที่สุด 5 อันดับในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การแพทย์ ขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ หลักทรัพย์ และธนาคาร มีผลตอบแทนสูงสุดถึง 49.7%, 35.6%, 32.9%, 29.8% และ 27.2% ตามลำดับ


ส่วนกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ ได้แก่ ปิโตรเคมีลดลง -26.7% และพลังงาน -8%


แม้ตอนนี้ภาวะตลาดหุ้นจะกลับมาดีขึ้น แต่นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และจัดพอร์ตให้เหมาะสม โดยนักลงทุนระยะยาวจะต้องศึกษาพื้นฐานหุ้นให้ดี ส่วนระยะสั้นต้องระวังแรงเก็งกำไรที่อาจทำให้ "เจ็บตัว" โดยไม่ทันตั้งตัวด้วย


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค เทคนิคหุ้น VI


Sunday, November 2, 2014

The Lewis Turning Point



สำหรับนักลงทุนระยะยาวนั้น การคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าประเทศที่ตนเองลงทุนนั้น จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างไรนับว่ามีประโยชน์มาก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จะได้รู้ว่าบริษัทจดทะเบียนที่เราจะลงทุนนั้นจะมีการเติบโตเร็วขึ้นหรือช้าลงและอาจจะหยุดโตเมื่อไรตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ประเทศหรือสังคมที่เศรษฐกิจไม่โตนั้น โอกาสก็ยากที่ดัชนีหุ้นของประเทศจะปรับตัวขึ้นไปได้มาก ตัวอย่างของตลาดหุ้นในยุโรปและญี่ปุ่นที่ไม่ไปไหนมานานตามภาวะเศรษฐกิจที่โตน้อยมากมานานย่อมเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดี ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร? เรื่องนี้ผมคิดว่าโมเดลของ Arthur Lewis นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล ที่ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องของการพัฒนาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ 60 ปีที่แล้วสามารถจะอธิบายได้ดี....


แนวความคิดของ Lewis ก็คือ ในสังคมที่มีคนอยู่ในสองภาค ภาคหนึ่งคือสังคมแบบ “ทุนนิยม” เช่นในเมืองหลวงหรือเมืองท่าขนาดใหญ่ กับอีกภาคหนึ่งคือสังคมแบบ “พออยู่พอกิน” เช่นในชนบทหรือในต่างจังหวัดที่ห่างไกลนั้น กระบวนการการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะเริ่มต้นโดยที่โรงงานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจสามารถที่จะลงทุนขยายงานโดยที่มี “แรงงานส่วนเกินที่ไม่จำกัด” จากชนบท ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม นี่ทำให้ธุรกิจมีกำไรดีกว่าปกติและกำไรที่ได้ก็นำไปลงทุนขยายงานเพิ่มโดยที่สามารถดึงคนจากชนบทมาทำงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม กระบวนการนี้ทำให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมสมัยใหม่ จุดที่แรงงานในภาคพออยู่พอกินถูก “ดูดซับ” ไปหมดและการลงทุนเพิ่มต่อไปจะทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นนั้นก็คือจุดที่เรียกว่า “Lewis Turning Point” (LTP)

ณ. จุด LTP นั้น ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การหาแรงงานจะยากขึ้นมาก อุตสาหกรรมที่ต้องจ่ายค่าแรงสูงขึ้นนั้นจะทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่าน้อยลงเพราะผลตอบแทนจะต่ำลงส่งผลให้การขยายการลงทุนของประเทศลดลง ผลก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะชะลอลงกว่าที่เคยเป็นมาก การที่จะทำให้ประเทศเจริญเติบโตต่อไปนั้น ก็จะต้องอาศัยแรงงานใหม่นั่นก็คือ คนที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นแรงงานใหม่ แต่โดยปกติมันมักจะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนกับการเคลื่อนย้ายคนจากภาคเกษตรในต่างจังหวัดอยู่แล้ว อีกวิธีหนึ่งก็คือ การเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพของแรงงานให้มีความสามารถในการทำงานสูงขึ้นซึ่งอาจจะใช้การเพิ่มสัดส่วนของเครื่องจักร เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน และอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เหมือนกับการดึงคนที่มีค่าแรงต่ำจากภาคเกษตรมาทำงาน

ประเทศที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่ามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจตรงกับโมเดลของ Arthur Lewis ก็คือจีน ส่วนตัวผมเชื่อว่าประเทศไทยเองก็เป็นแบบเดียวกัน ว่า เศรษฐกิจของเรากำลังมุ่งเข้าสู่ “จุดกลับของลิวอิส” หรือ LTP ซึ่งหมายความว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะช้าลงเมื่อเทียบกับอดีต “อย่าถาวร” สิ่งที่ทำให้เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นก็คือ ในปัจจุบันการหาแรงงานของไทยนั้นยากขึ้นมากจนเราต้องนำเข้าแรงงานจากเพื่อนบ้านจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ค่าแรงเองก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเร็ว ๆ นี้ และว่ากันว่าในชนบทของไทยนั้น เวลานี้มีแต่คนแก่กับเด็ก อัตราการว่างงานของไทยนั้นต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ ส่วนคนหนุ่มสาวต่างก็เข้ามาทำงานในเมืองกันหมด ประเทศจีนเองนั้นก็มีอาการแบบเดียวกันที่ค่าแรงปรับตัวขึ้นสูงจากที่เคยต่ำมากจนเวลานี้สูงกว่าค่าแรงของไทยไปแล้ว

ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ Demography หรือโครงสร้างประชากรของทั้งจีนและไทยนั้นต่างก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการที่ประชากรวัยทำงานจะเพิ่มขึ้น มีการศึกษาและพบว่าประชากรในวัยทำงานทั้งของจีนและไทยนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็จะลดลง คาดการณ์กันว่าอาจจะภายในปี 2020-2025 หรือประมาณ 6-11 ปี จีนก็อาจจะถึงจุด LTP ส่วนของไทยเองนั้น ผมก็คิดว่าไม่ต่างกันมาก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นและไม่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นเช่นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพของแรงงาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศก็จะช้าลงมาก

โครงสร้างประชากรของจีนนั้น กล่าวกันว่ามีความผิดเพี้ยนไปอย่างแรงตรงที่มีนโยบาย “ลูกคนเดียว” มานานซึ่งทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในช่วงเวลานั้นมีน้อยลงไปมาก แม้ว่าในขณะนี้เริ่มจะมีการปรับในบางเขตของประเทศ ก็ไม่น่าจะทันกาล ส่วนของไทยเองนั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน “รุ่นใหม่” ทำให้เรามีลูกน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผมดูตัวเลขประชากรของไทยกับของจีนแล้วปรากฏว่าต่างก็มีโครงสร้างประชากรใกล้เคียงกันมากทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีนโยบายลูกคนเดียวแบบจีน นั่นคือ เรามีเด็กอายุ 0-14 ปี 17.6% ในขณะที่จีนมี 17.1% อายุ 15-24 ปี เรามี 15% ในขณะที่จีนมี 14.7% ในด้านของคนสูงอายุ ตั้งแต่ 55-64 ปี เรามี 10.9% ขณะที่จีนมี 11.3% และคนที่เกษียณแล้วที่ 65 ปีขึ้นไป เรามี9.5% ในขณะที่จีนมี 9.6% ว่าที่จริงทั้งไทยและจีนต้องบอกว่าเรากำลังเป็นสังคม “คนแก่” ของเอเซียในขณะที่ “คู่แข่ง” ของเราในอาเซียนเองนั้น ต่างก็ยังเป็นสังคมของคน “หนุ่มสาว”

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่น่าจะ “เด็ก” ที่สุด เพราะมีเด็กอายุไม่เกิน 14 ปีสูงถึง 33.7% ของประชากรหรือเกือบเท่าตัวของไทยในขณะที่คนแก่อายุเกิน 65 ปี ที่เกษียณแล้วมีแค่ 4.5% หรือน้อยกว่าครึ่งของไทย ลองลงมาคือมาเลเซียที่มีเด็ก 28.8% และคนแก่แค่ 5.5% ตามด้วยอินโดนีเซีย ที่มีเด็ก 26.2% และคนแก่ 6.5% ทั้งหมดนั้นน่าจะมาจากเรื่องของศาสนาที่ห้ามคุมกำเนิดทำให้มีประชากรเกิดมาก ส่วนเวียตนามซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามคุมกำเนิดเองก็ค่อนข้างเป็นสังคมคนหนุ่มสาวมีเด็ก 24.3% และคนแก่เพียง 5.7% ในส่วนของสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แม้ว่าโดยรวมยังอ่อนกว่าไทยเล็กน้อย แต่ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ปัจจุบันมีคนแก่ 8.5% แต่มีเด็กเพียง 13.4% เท่านั้น ทำให้สิงคโปร์ต้องรนณรงค์ให้คนมีลูกมากขึ้น

ประเทศคู่แข่ง-และ “คู่ค้า” ที่อยู่รอบบ้านเรานี้ กำลังมาแรงในด้านของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พวกเขายังห่างจากจุด LTP มาก ว่าที่จริงหลายประเทศเพิ่งจะเริ่มพัฒนาทางเศรษฐกิจและอาศัยแรงงานที่มีค่าแรงถูกที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ไทยเองใกล้หรืออาจจะถึงจุด LTP แล้ว ดังนั้น การที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปจึงต้องการแรงงานเพิ่มซึ่งในปัจจุบันก็คือแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเพิ่มคนโดยการกระตุ้นให้คนไทยมีลูกมากขึ้นหรือเปิดรับคนเข้าเมืองแบบ อเมริกาหรือออสเตรเลีย นอกจากนั้น การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเนื่องจากมันจะช่วยสร้างความ “อยู่ดีกินดี” ของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากมันต้องอาศัยการศึกษาที่ดีของประชากรและอื่น ๆ อีกมากรวมถึงการจัดการและลงทุนในด้านของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมองการณ์ไกล ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่พร้อมนัก

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเมืองไทยเองนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่จะ “รวม” เป็นเออีซีในปีหน้า เราคงเสียเปรียบ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวเราคงสู้ไม่ได้ และผลที่ตามมาก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นก็อาจจะไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนไทยที่สามารถรุกเข้าไปในเออีซีก็อาจจะเติบโตได้ดีและรุ่งเรืองได้ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่โดดเด่นนัก นอกจาก “ซุปเปอร์สต็อก” เหล่านั้นแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่จะอยู่รอดและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวก็คือ เข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านั้นโดยตรง

CR. ดรนิเวศน์  เหมวชิรวรากร

Thursday, October 30, 2014

ลงทุนแบบนี้มีแต่สำเร็จ....

 

    ใครอยากมีชีวิต "สบายวันนี้และสบายในวันหน้า"  ต้องลงมือวางแผนการเงินอย่างจริงจัง  เพราะสังคมเปลี่ยนไป  วิกฤติเกิดขึ้นมากมาย  คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น  สวัสดิการที่รัฐมอบให้ประชาชนทั่วไปไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตตามที่แต่ละคนคาดหวัง  เราจึงต้องพี่งพาตนเองให้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  การวางแผนการเงินที่ดีเท่านั้นที่จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินของเราเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ  แต่ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินที่เข้ามารุ่มเร้ารอบด้าน  ก็ยังมีโอกาสดีๆ  ที่รอให้เราใช้ประโยชน์ได้เสมอ  เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายที่จะตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม  การวางแผนการเงินจะทำให้เราใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่  การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน


       อาจเพราะคนส่วนใหญ่มองว่า  การลงทุนมีความเสี่ยงจึงละเลยประเดนที่ว่า   การ "ไม่" ลงทุนก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ  หากเราฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคารเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า  ผลตอบแทนที่เราจะได้รับนั้นมีจำนวนเพียงพอให้เราพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต......  เงินฝากในธนาคารของเราอาจจะเป็น "ขาดทุนแบบทบต้น"  เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น  ดังนั้น  การจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยอมรับได้  จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ  และนับเป็นโอกาสดีที่ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย  ลองพิจารณาหาทางเลือกใดที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดกันให้พบ  เพราะ...ชีวิตมีทางเลือกเสมอ....เราเลือกได้ว่าจะจัดการความเสี่ยงสำหรับอนาคตทางการเงินของตัวเองอย่างไร ... ลองทำดู.... รับรองคุณสามารถทำได้

     ลงทุนแบบนี้...มีชัยไปกว่าครึ่ง

 
   ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างรู้ดีว่า "ความไม่รู้" คือความเสี่ยง  ดังนั้น  เมื่อเรา "รู้" คือมีความรู้ มีการศึกษาค้นคว้าจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้  ความไม่รู้ก็จะหมดไป  ความเสี่ยงก็จะลดลง  ใครไม่เชื่ออยากให้ลองเปรียบเทียบพฤติกรมของนักลงทุนที่ขาดทุนและนักลงทุนที่ได้กำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  โดยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ได้มอบหมายให้บริษัท  ทริส  คอร์ปอเรชั่น  จำกัด  สำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เน้นลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 พบว่า  นักลงทุนรายย่อยที่มีผลกำไรจากการลงทุนมากกว่า 15% และนักลงทุนรายย่อยที่มีผลขาดทุนจากการลงทุนมากกว่า 15% มีพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างกัน   โดยรายงานชิ้นนี้เปิดเผย 10 พฤติกรรมการลงทุนที่จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไร  และพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับนักลงทุนรายย่อย  ไว้ดังนี้

       พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ

  1. ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุนทั้งความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน  และความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายใจตลาดหลักทรัพย์  เช่น  วิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย  การขึ้นเครื่องหมายในการซื้อขาย  กระบวนการรับเงินปันผล  เป็นต้น
  2. กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ  ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น  เช่น พันธบัตร  ตราสารหนี้  กองทุนรวม  ทองคำ  เป็นต้น
  3. วางหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า  เช่น  กำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน  กำหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน  เป็นต้น
  4. กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์ซึ่งนักลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่  กำหนดอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้อยู่ที่ร้อยละ 1-5 
  5. ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือมีวินัยในการลงทุน  เพื่อเป้าหมายการลงทุนที่ได้กำหนดไว้
  6. ใช้ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในระดับที่มาก  โดยมีการพิจารณาปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจและการเมือง  ปัจจัยด้านภาวะอุตสาหกรรม  ปัจจัยด้านบริษัทที่ลงทุน  ปัจจัยที่เกี่ยวกับภาวะตลาดหลักทรัพย์โดยรวม
  7. ทยอยซื้อหลักทรัพย์  โดยผู้ลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ทยอยซื้อหลักทรัพย์แต่ละหลักทรัพย์  จำนวน 2-3 ครั้ง  และในช่วงตลาดขาขึ้น  ไม่ซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยเกินไป
  8. มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์  อย่างเช่น ซื้อหุ้นเพิ่มเติมเมื่อ SET Index มีแนวโน้วว่าจะขึ้นจากการประเมินด้านเทคนิค  ซื้อหุ้นตามแนวเส้่นค้าเฉลี่ย (Moving Average) ขายหุ้นเมื่อ SET Index มีแนวโน้มว่าจะลง  ขายหุ้นตามแนวต้านหรือเมื่อหลุดแนวรับ  เป็นต้น
  9. บันทึการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
  10. ติดตามข้อมูลของบริษัท  ที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุน  รวมถึงสภาวะตลาดเป็นประจำ

พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด  (ควรหลีกเลี่ยง)

  1. ไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน
  2. ไม่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ  ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน
  3. ไม่วางแผน  หรือแนวทางในการลงทุน
  4. ไม่มีการกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้  จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์
  5. ไม่มีวินัยในการลงทุน  ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนการลงทุนที่วางไว้
  6. ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคค่อนข้างน้อย  แต่มักซื้อหุ้นตามข่าวลือ
  7. ไม่มีการทยอยซื้อหุ้น  มักจะซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งในช่วงตลาดขาขึ้น
  8. มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์  เช่น  ซื้อหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายมาก  หรือซื้อหุ้นตอนหุ้นวิ่งแต่ราคาไม่ปรับตัวขึ้นเลยขาย
  9. ไม่จดบันทึกกาซื้อขาย
  10. ไม่ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
      สำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ประกอบไปด้วยนักลงทุนทุกเพศทุกวัย  ทั้งนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน  จนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนมากกว่า 10 ปี  มีทั้งวัยรุ่น  คนหนุ่มสาว  วัยกลางคน  จนถึงวัยเกษียณ  และมีอาชีพที่หลากหลายทั้งนักเรียน  นักศึกษา ข้าราชการ แม้บ้าน  ผู้บริหาร  พนักงาน  บริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ  เจ้าของกิจการ  ผู้ว่างาน  ตลอดจนคุณตาคุณยายวัยเกษียณ ฯลฯ

Monday, October 27, 2014

ลงทุนการศึกษา VS การลงทุนในหลักทรัพย์


ชีวิตคือการลงทุน  ตอน การศึกษา VS การลงทุนในหลักทรัพย์

         ในการดำเนินชีิวิตของคนเราแต่ละคนนั้นผูกพันอยู่กับการลงทุนตลอดเวลา  โดยที่เราไม่รู้ตัว  ที่เป็นเช่นนี้....เพราะเมื่อกล่าวถึงการลงทุน  คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพยืต่างๆ เพียงอย่างเดียว  ซึ่งในความเป้นจริงแล้วการลงทุนมีความใกล้ชิดกับการดำเนินชีวิตของคนเรามากกว่านั้น  หรือถ้าจะกล่าวว่า "ชีวิต..คือการลงทุน" ก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่ผิดนัก  เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องลงทุนทั้งสิ้น  ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกลงทุนในรูปแบบใด  อาจจะด้วยแรงกาย แรงใข หรือกำลังทรัพย์ก็ได้  อย่างเช่น การออกกำลังกายก็ถือเป็นการลงทุนแบบหนึ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง  มีสุขภาพดีแล้ว  ยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย


        อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้จะกล่าวถึง "การลงทุนด้านการศึกษา" ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาวชนิดหนึ่งเพราะนอกจากเราต้องนำเงินที่มีอยู่มาลงทะเบียนเรียน  แทนที่จะนำไปใช้สำหรับการอย่างอื่นแล้ว  ยังต้องยอมสละเวลาในการเที่ยวเล่นสนุกสนาน  มาศึกษาหาความรู้  เพื่อให้มีหน้าที่การงานที่ดี  มีรายได้  ตลอดจนมีความมั่นคงต่อไปในอนาคตซึ่งการลงทุนด้านการศึกษาเพื่ออนาคตที่ดีกว่านั้น  ยอ่มต้องกมีหลักในการเลือก  ไม่ใช่เลือกแบบไร้ทิศทาง  เพราะหากเลือกไปแล้วไม่ตรงกับความต้องการของเรา  ก็จะเป็นการเสียทั้งเวลา  และเงินทองโดยใช่เหตุ  หากจะเปรียบให้เห็นภาพก็เช่นเดียวกันกับ "การลงทุนในหลักทรัพย์" กล่าวคือ  ถ้าไม่มีหลักในการลงทุนที่ดี  ก็อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนต้งสูญเสียเงินที่นำมาลงทุนนั้น  ซึ่งถ้าพิจารณากันจริงๆ แล้ว หลักการลงทุนเพื่อการศึกษากับการลงทุนในหลักทรัพย์ก็ไม่ได้แต่ต่างกันมากมายนัก  โดยจะขอยกตัวอย่างการลงทุนเพื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาเปรียบเทียบกับการลงทุนในหลักทรัพย์ ดังนี้

      เริ่มจากต้องรู้จักตนเองก่อน (know yourself) การลงทุนเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษา  เราต้องพิจารณาตัวเองก่อนว่า  ต้องการศึกษาเล่าเรียนไปเพื่ออะไร  เพื่อให้ได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้  เพื่อยกระดับของตนในสายอาชีพ  หรือเพื่อนำไปใช้สำหรับประกอบธุรกิจการค้าให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น  ไม่ใช่เลือกเรียนตามเพื่อนหรือตามกระแส  นอกจากนี้ ต้องถามตนเองว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน  อีกทั้งมีความตั้งใจ  และความพร้อมที่จะศึกษาเล่าเรียนหรือไม่  มีความรู้ความเข้าใจในสาขาที่ตนเลือกศึกษามากน้อยเพียงใด  มีงบประมาณสำหรับการศึกษาต่อเท่าไร  ถ้ามีไม่พอ  จะหาเงินทุน หรือกู้ยืมเพิ่มเติมได้จากที่ไหน  และท้ายสุดถ้าหากผ่านการคัดเลือกจากสถาบันการศึกษานั้นๆ จะสามารถจัดสรรเวลาสำหรับการเข้าเรียน  ทบทวนหัวข้อที่เรียน  รวมถึงการทำการบ้าน และรายงานที่ได้รับมอบหมายหรือไม่

        เช่นเดียวกับเมื่อเริ่มต้นลงทุนในหลักทรัพย์  เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าต้องการอะไรจากการลงทุน  มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนอย่างไรบ้าง  เป็นการลงทุนเชิงรุก  หรือเชิงรับ  สามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน  มีประสบการณ์การลงทุนบ้างหรือไม่  เเละเข้าใจเรื่องการลงทุนมากน้อยเพียงใด  ทั้งนี้ ก็เพราะการลงทุนโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจถือว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากๆ  ดังเช่นที่เราเคยได้ยินกันมาอยู่บ่อยๆ ว่า "การลงทุนมีความเสี่ยงสูง  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน"  นั่นเอง   และท้ายสุดต้องสำรวจดูว่า  เรามีงบประมาณสำหรับใช้ในการลงทุนมากน้อยเพียงใด  โดยควรเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีระดับราคาซึ่งเหมาะสมกับงบประมาณที่ตนเองมี

          ศึกษาสภาพแวดล้อม (Know the Environment)  การลงทุนเพื่อเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นผู้เรียนต้องศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานศึกาที่จะไปเรียนต่อว่าตั้งอยู่ที่ใด  สะดวกในการเดินทางหรือไม่  มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนหรือไม่  มีห้องสมุด  ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  ห้องสำหรับศึกษาค้นคว้า  และห้องอาหารรวมถึงมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่  สำหรับผู้เรียนที่ขัดสนเรื่องเงินทุนก็ต้องศึกษาดูว่ามีกองทุนสำหรับการกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือไม่  หรือมีทุนการศึกษาจากที่ใดบ้าง เกณฑ์ในการให้ทุนการศึกษาเป็นอย่างไร  และทุนการศึกษาที่ให้นั้นตรงกับสาขาวิชาที่ตนเองต้องการศึกษาหรือไม่  ตลอดจนพิจารณาถึงกฏระเบียบ ชื่อเสียง และความสำเร็จในปัจจุบันของสถานศึกษาที่สนใจนั้นๆ

        สำหรับผู้ลงทุนที่ชาญฉลาดก็ควรจะสำรวจสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม และการเมืองก่อนที่จะลงทุนในหลักทรัพย์เสมอ  โดยไม่ลงทุนอย่างบุ่มบ่ามตามข่าวลือ  หรือตามกระแสแต่อย่างใด  ทั้งนี้ ก็เพราะสภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้น  ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งสิ้น

        ทำความรู้จักกับสิ่งที่สนใจ (Know The Product) เมื่อสำรวจตนเอง และตรวจดูสภาพแวดล้อมแล้ว  คราวนี้ผู้เรียนต้องพิจารณาถึงหลักสูตรว่าตรงกับความต้องการของตนเองหรือไม่  อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของหลักสูตรสาขาวิชาที่ตนต้องการ  รายละเอียดของวิชาต่างๆ ที่ต้องเรียน  รวมถึงการศึกษาดูงาน  จำนวนหน่วยกิต  ระยะเวลาการศึกษา  กระบวนการวัดผล  อัตราค่าเล่าเรียน  รวมถึงค่าบำรุง  และค่าธรรมเนียมต่างๆ นอกจากนี้  ยังต้องพิจารณาถึงชื่อเสียง คุณวุฒิ  ประสบการณ์การสอน  และวิธีการสอนของคณาจารย์ผู้สอน  ซึ่งเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่เราอีกด้วย  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ตัวเรานั่นเอง

       สำหรับผู้ลงทุนเองก็จะต้องทำการศึกษาว่าหลักทรัพย์ประเภทใด ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตนได้กำหนดไว้  ทำการพิจารณาว่าหลักทรัพย์เหล่านั้นให้ผลตอบแทนในลักษณะใด  และมีความเสี่ยงเหมาะสมกับภูมิต้านทางความเสี่ยงของตนหรือไม่  จากนั้นก็มาดูว่ามีหลักทรัพย์ประเภทใดที่สามารถเลือกลงทุนได้  ซึ่งตรงกับคำพูดยอดนิยมของซุนวู  ปราชญ์ชาวจีนที่กล่าวไว้ว่า "รู้เขา  รู้เรา  รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" นั่นเอง

          ตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลงทุนที่เกิดขึ้นในชีิวิตคนเราเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม คุณควรตระหนักไว้ว่าการดำเนินชีวิตและการลงทุนเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ควบคู่กันเสมอ  ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินใจลงทุนในแต่ละช่วงจังหวะของชีวิตไปได้  จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไรที่จะกล่าวว่า "ชีวิต  คือการลงทุน"
         

เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต



          เมื่ออายุผมผ่าน “วัยเกษียณ” ซึ่งในนิยามของคนทั่วไปก็คือ 60 ปี นั้น ชีวิตและกิจวัตรประจำวันของผมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย มันไม่เหมือนคนกินเงินเดือนจำนวนมากที่พอถึงวันเกษียณ ชีวิตก็เปลี่ยนไปมาก เขาไม่ต้องแต่งตัวไปทำงานแต่เช้า เขาไม่ต้องรับผิดชอบที่จะทำงานหรือสั่งงานลูกน้องหรือผู้ช่วย เขาไม่ต้องประชุมกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำมาเกือบตลอดชีวิตการทำงาน เขาไม่มีเพื่อนที่จะนั่งคุยในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน ไม่ต้องนั่งนินทาใครต่อใคร เพราะทั้งหมดนั้น ผมเลิกทำมันตั้งแต่ผมลาออกจากงานประจำเมื่อผมอายุประมาณ 50 ปี จะเรียกว่าเป็นการเกษียณก่อนกำหนดก็ได้.....
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะหลังลาออกจากงานประจำในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ผมก็ยังคงทำงานอยู่ นั่นก็คืองานเกี่ยวข้องกับการลงทุน งานเขียนหนังสือ และงานสอนที่ผมทำพร้อม ๆ กับการทำงานประจำอยู่แล้ว การเลิกทำงานประจำที่ใช้เวลามากนั้น ทำให้ผมมีเวลาไปทำงานอื่นที่ทำอยู่แล้วมากขึ้น หลังจากนั้นผมก็เริ่มทำงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานเดิมที่ผมถนัดเช่น การทำรายการวิทยุและทีวีเกี่ยวกับการลงทุน การบรรยายในงานสัมมนา การเยี่ยมชมกิจการบริษัทจดทะเบียนและอื่น ๆ ในส่วนของสังคมนั้น สังคมของผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป คนที่ผมคบหากลายเป็นกลุ่มนักลงทุนแนว VI ที่มีอายุและพื้นเพหลากหลาย เรื่องที่คุยก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของการลงทุนและอื่น ๆ อีกมาก ชีวิตผมไม่ได้หยุดหลังจากเลิกทำงานประจำ ว่าที่จริงมันเป็นการเริ่ม “เดินทางใหม่”

        การอ่านหนังสือและมีเวลาศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวข้องและอาจจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน รวมถึงการมี “อิสรเสรี” ที่จะคิดหรือทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับแนวความคิดและธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของสังคมที่เป็นทางการอย่างเช่นในบริษัทขนาดใหญ่นั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความเข้าใจ ความเชื่อ ความศรัทธา และมุมมองในชีวิตต่าง ๆ ของผมเปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้น กระบวนการ Evolution หรือวิวัฒนาการของผมเกิดเร็วขึ้นมาก เมื่อคิดย้อนกลับไป ผมคิดว่าถ้าผมยังทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทขนาดใหญ่จนถึงวันเกษียณ ชีวิตผมคงไม่เหมือนอย่างทุกวันนี้ เพราะตลอดเวลาที่ทำงานเป็นลูกจ้างนั้น ผมรู้สึกว่าความคิด ความเชื่อ และศรัทธาของผมเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก เหตุผลใหญ่อย่างหนึ่งก็คือ เราทำงานซ้ำ ๆ อย่างเดิมทุกวัน ที่เปลี่ยนไปก็ดูเหมือนแต่ชื่อลูกค้าและอุตสาหกรรมที่เขาทำเท่านั้นที่เปลี่ยนไป อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การทำงานประจำที่ต้องใช้เวลามากนั้น ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือที่เป็นความรู้ที่หลากหลายน้อยมาก Scope หรือแวดวงของความรู้ของเราจะถูกจำกัดมาก นั่นก็คือ เรารู้แต่เรื่องของธุรกิจ ซึ่งนี่ก็เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนแต่มันไม่เพียงพอ เพราะเรื่องของการลงทุนนั้น มันเป็นศิลปะขั้นสูงที่ต้องใช้ความรู้ที่หลากหลายรอบด้าน พูดง่าย ๆ ต้องรู้จริง รู้กว้าง แต่อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้ลึก

          การที่จะรู้กว้างและรู้จักโลกโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทำตัวเป็น “นักศึกษา” ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาทางสังคมศาสตร์ จิตวิทยา และเรื่องต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต โดยรหัสของวิชาที่เรียนก็คือเริ่มต้นจากเลข 1 เช่น เศรษฐศาสตร์ 101 หรือ 102 ซึ่งสอนวิชาที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ เป็นต้น การเรียนวิชาเหล่านั้นโดยไม่ต้องสอบจะทำให้เราเข้าใจหลักการสำคัญของมันโดยไม่ต้องใส่ใจกับรายละเอียดมากนัก และนั่นจะทำให้เราสามารถนำมาใช้ได้ในการวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาต้องทำ

           ผมเคยย้อนคิดถึงชีวิตสมัยที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีแล้วก็พบว่าชีวิตเพียง 4 ปี นั้นได้เปลี่ยนโลกทัศน์ของตนเองไปแค่ไหนก็พบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันมากมาย มันไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาการที่ใช้ในการทำมาหากิน แต่รวมไปถึงเรื่องแนวคิดในด้านต่าง ๆ ทางจิตวิทยา สังคมและการเมือง แต่หลังจากเรียนจบไปทำงานในโรงงานนั้น นอกจากความรู้เรื่องทางการผลิตและวิศวกรรมแล้ว อย่างอื่นก็แทบจะหยุดหมด เวลาผ่านไป 6-7 ปีนั้น ผมเปลี่ยนไปน้อยมาก ความรู้ใหม่ ๆ แทบไม่เกิดขึ้นนอกจากความชำนาญในการผลิต การเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจเองนั้น ทำให้เรามีมุมมองใหม่ขึ้นทางธุรกิจแต่ก็เป็นเรื่องทางทฤษฎีที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน เช่นเดียวกับการเรียนปริญญาเอกทางการเงินโดยเฉพาะทางด้านการลงทุนเองนั้น มันไม่ได้สอนให้รู้จักการลงทุนที่ดีและจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ มันแค่สอนให้รู้ว่า เราจะทำผลตอบแทนได้เท่ากับค่าเฉลี่ยอย่างไรโดยที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม การเรียนในแบบของ “นักศึกษา” นั้น มันมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำงานในการเปลี่ยนตัวเราไปในทางที่ดีขึ้นอยู่ดี

          มองย้อนหลังกลับไป ผมคิดว่าผมคิดถูกต้องมากที่ลาออกจากงานประจำในวัย 50 ปี ชีวิตหลังลาออกจากงานของผมคล้าย ๆ กับการกลับมาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีใหม่ สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่คล้าย ๆ กับการทำ “กิจกรรมนักศึกษา” นั่นคือ เป็นเรื่องที่ทำเพราะเราอยากเรียนรู้ ทำเพราะรู้สึกสนุกสนาน ทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและตรงกับทัศนะของเราและทั้งหมดนั้น ไม่ได้ต้องการเงิน! แม้แต่เพื่อนและสังคมเองก็เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงที่ทำงานประจำนั้น ทุกคนมี “ชนชั้น” เป็นนาย เป็นลูกน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นผู้ใหญ่ และอีกร้อยแปด แต่ในสังคมของการลงทุนนั้น ทุกคนดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกันแม้ว่าจะต่างอายุและฐานะทางสังคมอื่น ๆ ว่าที่จริง ไม่มีใครมีสถานะทางสังคมเป็นพิเศษอยู่แล้ว และอายุเองก็ไม่มีความหมาย นี่อาจจะทำให้เรารู้สึกแก่ช้าลงและอาจจะทำให้เราเข้าใจ “โลกยุคใหม่” ได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้น ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนได้ดีขึ้น

         Evolution หรือการวิวัฒนาการของผมหลังจากลาออกจากงานประจำนั้นผมคิดว่าเร็วและดีขึ้นมาก ผมนึกไม่ออกว่าตนเองจะเป็นอย่างไรถ้ายังทำงานอยู่จนถึงอายุเกษียณที่ 60 ปี แต่ผมเชื่อว่าผมคงเป็นคนที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมที่ไม่สามารถเข้าใจความนึกคิดของคนรุ่นใหม่ได้มากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะผมคงไม่ได้อ่านหนังสือและศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็น “ธรรมชาติ” ของชีวิตและสังคมที่จะต้องดำเนินไปตามวิวัฒนาการที่ควรจะเป็นของคนไทย

         มองย้อนหลังกลับไปตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมพบว่า ผมเปลี่ยนไปไม่น้อยในด้านต่าง ๆ ผมจำความคิด ความเชื่อและความศรัทธาสมัยที่เป็นเด็กในมหาวิทยาลัย เป็นพนักงานและผู้บริหารในบริษัทได้และมันไม่เหมือนกับในปัจจุบัน แม้แต่การลงทุนของผมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไประหว่างช่วงที่ผมยังเทรดหุ้นเป็นรายหลายวันหรือรายเดือน ระหว่างช่วงที่เป็น VI ใหม่ ๆ และในปัจจุบัน นอกจากนั้น ผมยังคิดอีกว่าอนาคตผมก็ยังอาจจะเปลี่ยนไปอีก ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หู วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า บัฟเฟตต์เองนั้น มีวิวัฒนาการดีขึ้นเรื่อย ๆ ในการลงทุนแม้ว่าอายุจะ 70-80 ปีขึ้นไปแล้วเขาก็ยังพัฒนาไปได้ต่อเนื่อง ผมเองก็หวังว่าผมก็จะไม่หยุด ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่คนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต ผมพบเพื่อนหลายคนของผมตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีนั้น เคยมีความโดดเด่นมากแต่หลังจากหลายสิบปีผ่านไปไม่ได้มีการพัฒนาหรือปรับตัวมากนัก ผลก็คือความก้าวหน้าก็หยุดลงและกลายเป็นคนที่ล้าหลังเพื่อนที่เคยไม่โดดเด่นแต่ปรับตัวเองมาตลอด

           เขียนมายืดยาวถึงเรื่อง “ความหลัง” ตั้งแต่เด็กก็เพื่อที่จะบอกว่า การเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดนั้น เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือมีความสามารถโดดเด่นในช่วงเวลาหนึ่งแต่แล้ว “ติด” อยู่กับสิ่งเดิมและไม่เรียนรู้เพิ่มเติมนั้น ไม่มีทางจะประสบความสำเร็จเท่าคนที่ “วิวัฒนาการ” ไปเรื่อย ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไปอย่างช้า ๆ แต่การไม่หยุดนั้น ย่อมทำให้สุดท้ายแล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

cr. ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร

Friday, October 24, 2014

หลักการง่าย ๆ ของ VI : ซื้อเมื่อคนอื่นกลัว และขายเมื่อคนอื่นโลภ





ซื้อเมื่อคนอื่นกลัว  และขายเมื่อคนอื่นโลภ  

   มีคำกล่าวของนักลงทุนระดับโลกว่า เมื่อคนอื่นโลภสุดชีวิตอยากจะซื้อหุ้นกันมากๆ มองโลกในแง่ดีมากเวลานั้น  นั่นแหล่ะเป็นเวลาที่น่ากลัว..!!

    เนื่องจากถ้าใครๆ ก็เช้าซื้อหุ้นแล้วใครจะมาซื้อหุ้นต่อจากคุณล่ะ  ถ้าคุณหันซ้ายหันขวาเพื่อนักลงทุนทุกคนของคุณก็มีหุ้น XXX หมดแล้ว พอคุณถามว่าทำไมถึงซื้อหุ้น XXX เขาก็บอกว่า มีข่าวมาแรงว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไปต่อได้อย่างงดงาม


     ทุกสำนักวิจัยออกมาบอกว่า  หุ้นตัวไหนดีมากๆ อาจทำให้หลายคนจะหลับหูหลับตาซื้อหุ้นเพราะเชื่อตามๆ กันว่า หุ้นจะไปต่อได้เรื่อยๆ หลักจากที่หุ้นขึ้นมาตลอด  เมื่อนั้นตลาดหุ้นก็จะไม่ใช่ที่ที่ไว้สำหรับลงทุน  กิจการที่เราอยากเป็นหุ้นส่วนแต่เหมือนการเสี่ยงโชคที่คนใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดหุ้นถูกความโลภเข้าบังตาแล้ว  ก็ไล่ซื้อหุ้นอย่างเดียวด้วยความเชื่อว่าพรุ่งนี้หุ้นจะสูงขึ้น

     เมื่อไหร่ที่ตลาดหุ้นตกอยู่ในสภาพนี้  จะเป็นช่วงที่อันตรายมากนักลงทุนระดับโลกแนะนำว่าคุณควรขายหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้  เนื่องจากความโลภแบบไม่ลืมหูลืมตาของผู้คนทำให้ราคาของตัวหุ้นขึ้น  เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่มันควรจะเป็น

       ในทางกลับกันเมื่อเกิดข่าวร้ายขึ้นมาแล้วหุ้นเริ่มลงแรงๆ แรกๆ ผู้คนก็จะไม่เชื่อว่าตลาดขาลงครั้งใหญ่กำลังมาเยือนแล้ว  คนที่มีหุ้นอยู่จะคิดว่าหุ้นพักตัวเพื่อวิ่งต่อ  ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นที่ตกรถก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่านี่แหล่ะเป็นจังหวะซือของถูก  แต่พอซื้อไปแล้วหุ้นลงไปเรื่อยๆ เมื่อหุ้นลงต่อเนื่องติดกันซักระยะหนึ่ง  สภาพจิตใจของผู้ที่ถือหุ้นจะแย่มาก  และจะเริ่มมองโลกในแง่ร้ายตามต่อเมื่อหุ้นยังลงอีกไม่หยุด  ซ้ำข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเริ่มออกมายืนยันว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง  ผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นจะแย่ลงเยอะ  หลายบริษัทอาจจะถึงขนาดขาดทุน   ทำให้นักลงทุนก็ยิ่งมองโลกในมุมร้ายมากขึ้นไปอีก  เมื่อถึงจุดนั้นแล้วหลายคนจะเริ่มถอดใจว่าหุ้นจะลงต่อไปเรื่อยๆ แน่ๆ จะหาจุดสิ้นสุดของความโหดร้ายนี้ได้อย่างไร

      ว่าแล้วก็อาจมีหลายคนที่คิดว่าถึงจะขาดทุนหนักก็ยังดีกว่าเงินหายไปทั้งหมด  ก็เลยเริ่มขายหุ้นเพื่อออกมาจากขบวนรถไฟหัวเสียขบวนนั้น  เมื่อมีคนเริ่มขายออกมาท่ามกลางข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ  และแนวโน้มผลกำไรที่จะแย่ลงก็จะยิ่งไปยืนยันให้คนอื่นๆ ที่ยังถือหุ้นอยู่รู้สึกว่า "แน่ๆ แล้วรอบนี้คงตายกันหมดไม่เหลือแน่ๆ "

      แล้วก็แห่กันเทขายหุ้นแบบไม่ลืมหูลืมตา  เวลาที่หุ้นลงแรงจนถึงจุดหนึ่งหุ้นจะลงไปแรงมากๆ ได้อย่างที่ทุกคนไม่เชื่อ  เพราะว่ามีบางคนที่ไปกู้เงินโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น (มาร์จิ้น)  และคนเหล่านี้ไม่ได้คิดเผื่อเหลือเผื่อขาดว่าถ้าเกิดมีอะไรร้ายๆ ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร  ทำให้เวลาหุ้นลงโบรกเกอร์ก็จะบังคับลูกค้าเหล่านี้ให้ขายหุ้นออกมา  ทำให้หุ้นลงแรงมากเพราะเป็นการขายหุ้นแบบบังคับขาย

     เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหุ้นจะมีราคาถูกแบบเหลือเชื่อเพราะนักลงทุนไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว  นักลงทุนถูกความกลัวเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ  แต่นี่แหล่ะเป็นจังหวะที่ดีมากๆ ของนักลงทุน VI ยกตัวยอย่างเหตุการณ์ ตอนปลายปี 2008 หลายคนเจอหุ้นลงแรงๆ ติดกันจนเครียดไม่เป็นอันกินอันนอน  ในตอนนั้นหุ้นหลายตัวมีปันผลมากกว่าปีละ 15% ที่ราคาต่ำสุดมีบางตัวปันผลเกือบ 20% ด้วย เนื่องจากว่าในตอนฝรั่งจำเป็นต้องดึงเงินกลับประเทศทำให้เทขายหุ้นอย่างหนักแต่กำไรของหุ้นหลายๆ ตัวไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ทำให้มีหุ้น P/E 3-4 เท่าเต็มตลาดหุ้นเลยทีเดียว  ซึ่ง P/E ระดับ 3-4 เท่าก็เปรียบเหมือนคุณลงทุนแล้ว 3-4 ปี ได้เงินกลับคืนมา  ในชีวิตของนักลงทุนคนหนึ่งจะไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยนัก  หลายคนที่ซื้อหุ้นในช่วงนั้นก็รวยไม่รู้เรื่องในระยะเวลาเพียง 2 ปี  นีั่เป็นที่มาของคำว่าทำไมควรโลภตอนที่ทุกคนกลัว

     เรื่องนี้จำเป็นต้องขยายความเพื่อกันไม่ให้คนไปใช้หลักการแบบผิดๆ ผมคิดว่าถ้าเราจะกลัวเมื่อคนอื่นโลภเราควรจะขายเมื่อหุ้นมันถึงมูลค่าที่เหมาะสมหรือเกินมูลค่าที่เราคิดไปแล้วมากๆ ไม่ใช่หุ้นบางตัวประกาศกำไรออกมาดีแล้วคนเริ่มมาซื้อหุ้นแล้วเราตกรถซื้อไม่ทันก็เลยปลอบใจตัวเองว่าอย่าไปซื้อเลยเพราะคนอื่นกำลังถูกความโลภครอบงำมันไม่ใช่   แบบนี้ไม่เรียกว่าความโลภ  แต่มันเป็นการซื้อหุ้นที่ผลกำไรออกมาดีเกิดคาดเฉยๆ  แล้วอาจจะทำให้หุ้นวิ่งแรงมาก

     หลักการที่สำคัญคือ

      เราต้องไปดูกำไรของหุ้นตัวที่เลือกว่าดีจริงไหม  เกิดจากอะไร  ความโลภในแบบที่น่าขายหุ้นไม่ใช่ความโลภธรรมดา  เป็นความโลภแบบสูงสุด เป็นแบบอาการที่คิดว่าหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ เลยซื้อไว้ก่อนโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องราวของบริษัท  นักลงทุนควรแยกแยะให้ออก ระหว่าง หุ้นที่ขึ้นเพราะมีพื้นฐานดีจริงๆ หรือหุ้นที่ขึ้นเพราะหน้ามืดตามัว  ในทางกลับกันเวลาหุ้นลงนักลงทุนก็ต้องแยกให้ออกว่า แบบไหนลงเพราะกิจการไม่ดี  กับแบบไหนลงเพราะอารมณ์คนมันพาไป  ส่วนใหญ่การลงแบบกิจการไม่ดีจะมีงบการเงินบริษัทออกมายืนยันว่าธุรกิจแย่ลงไปมากจากที่เคยกำไรก็ขาดทุน    หุ้นพวกนี้เวลาลงคุณอย่าไปคิดว่าดีน่าลงทุน  เพราะนักลงทุนได้มองโลกในแง่ร้ายมากๆ แล้วไปซื้อกันเถอะเพราะหุ้นมันมีเหตุผลที่ดีพอที่ลงไปไม่ใช่ลงไปเพราะคนกลัวหรือเข้าใจผิด  ฉะนั้น

"จงซื้อหุ้นเมื่อทุกคนกลัว  และขายหุ้นเมื่อทุกคนโลภ"

Friday, October 17, 2014

เทคนิคการลงทุน VI สไตล์มนุษย์เงินเดือน

     

       คนเราอยู่ในยุคที่ได้รับพระพรมากขึ้นๆ ชีวิตของมนุษย์เรายืนยาวกว่าแต่ก่อน ต่อจากนี้ไป... เราทุกคนน่าจะคิดได้ว่า เราต้องทำเงิน 1 ปี เพื่อใช้ 2 ปี

     ทำไมหรือ ? ก็คนเรามีวัยทำงานในช่วง 20 - 60 ปี คือ 40 ปี ถ้าเรามีชีวิตอยู่ถึง 80 ปี เท่ากับว่า เราทำงาน 40 ปี ใช้ 80 ปี แน่นอน... ในช่วง 20 ปีแรก มักเป็นช่วงของการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งพ่อแม่เป็นผู้ดูแลเรา แต่โดยสมดุลของสังคม ดดยเฉลี่ยแล้วเราก็น่าจะดูแลลูกหรือหลานให้ได้การศึกษาเพื่ออนาคตเช่นกัน สรุปแล้วใช้ตัวเลขได้ง่ายๆ ว่า ทำงาน 40 ปี ใช้ 80 ปี

      เริ่มขึ้นมาถึง หลายๆ คนอาจรู้สึกว่า แค่หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินให้พอเดือนชนเดือนก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ยังต้องทำมากกว่านั้นเป็นเท่าตัวอีกหรือ? ทำไมชีวิตเราจึงทุกข์นัก ต้องมีภาระหาเงินทองกันมากมายแทบจะตลอดชีวิต

      ชาวคริสเตียน อาจอยากชวนคิดให้เราเห็นชีวิตเช่นนี้ด้วยความ "ขอบคุณพระเจ้า" เสมอ ตั้แต่แรกพระเข้าทรงสร้างโลก ทรงสร้าง อาดัมกับเอวา ก็ไม่ใช่สร้างมาให้เป็นตุ๊กตา แต่ได้มอบหมายให้ดูแลสวน พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งมาอย่างดี เราแต่ละคน พระองค์ทรงสร้างอย่างเจาะจง เพียง "หนี่งเดียวในโลก" จึงทรงสร้างอย่างมีความหมาย

      ชีวิตที่ดี ควรจะต้องไม่มีหน้าที่การงาน อันเป็นชีวิตที่ไร้ค่า อยู่เพียงเพื่อ "กินที่" ในโลกเท่านั้น จริงๆ หรือ? หรือชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้ หน้าที่การงานของเรา ได้รับงานที่เราถนัด ล้วนแต่เป็นพระพรอันน่ายินดีของชีวิต

       เรื่องแรกของมนุษย์เงินเดือนที่สำคัญที่สุด คือ "ขอบคุณพระเจ้า" กับหน้าที่การงาน ภารกิจที่ได้ทำ ลูกค้าที่เราได้มีโอกาสให้บริการ ฯลฯ ทำให้มีชีวิตที่มีความหมายในโลกงดงามใบนี้

       เรื่องถัดมา คือ การรู้ตัวว่า เรากำลังดูแลชีวิตของตัวเราเอง และบางคนที่เรารัก เราจึงต้องรู้จัก "ออมและลงทุน" อย่างชาญฉลาด เพื่อให้เงิน ทำงานให้เราบ้าง มีหลายประเด็นที่จะพอสรุปได้เกี่ยวกับการ "ออมและลงทุน" ดังนี้

1. ออมก่อนใช้ : เราส่วนใหญ่ เคยได้รับคำสอนจากพ่อแม่ และผู้ใหญ่มาเป็นอย่างดีว่า

- ใช้ประหยัดนะลูก.... เหลือก็รู้จักเก็บออมเอาไว้
- ใช้ประหยัดนะลูก.... มีเงินเก็บจะได้มีอนาคตที่ไม่ลำบาก

แต่ปัญหาของหลายๆ คน คือ
- ใช้แล้วไม่เห็นเหลือเลย
- ขนาดประหยัดแล้วนะเนี่ย
- ก็ของมันแพงขึ้น ฯลฯ
แต่โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะอธิบายว่าอย่างไร ปัญหามันอยู่ที่ "ใช้ก่อนแล้วจึงคิดออม" แต่ถ้าจะวางแผนอย่างดี ผมแนะนำว่า "ออมก่อนแล้วจึงคิดใช้" จึงจะทำให้มีเงินออม ทุกเดือนๆ จริงๆ

2. ลงหุ้นมากๆ ถ้ามีเวลาลงทุนเกิน 10 ปี จากตัวอย่างข้อมูลเปรียบเทียบการลงทุน ตั้งแต่ปลายปี 1998-2012 มีผลดังตารางที่ 1 มีข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการดังนี้

      2.1 ข้อมูล 12 ปีนั้น เป็นข้อมุลจริง และเป็นธรรม มีปีดีกับปีไม่ดี ผสมผสานสลับกันไป มีถึง 2 ปีที่ตลาดหุ้นตกกว่า 40% ซึ่งเลวร้ายมาก เพราะท่านผู้อ่านลองนึกดู

 - ถ้าหุ้นลง 50% แล้วขึ้น 50% จากตอนต้น 100 ตก 50% เหลือ 50 (คิดจาก 100 - 50% ของ 100) เมื่อบวก 50% จะได้เพียง 75% (คิดจาก 50 + 50% ของฐานใหม่ 50)

- ถ้าหุ้นลง 50% แล้วขึ้น 50% จากตอนต้น 100 ตก 50% เหลือ 50 (คิดจาก 100 - 50% ของ 100) เมื่อบวก 50% จึงจะได้ 100 (คิดจาก 50 + 100% ของฐานใหม่ 50) กลับมาเท่าเดิม




          2.2 ผลของปีดี และไม่ดีผสมกัน ผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น (Avg. Return) ในระยะ 10 - 12 ปี ยังเห็นค่อนข้างสม่ำเสมอ ประมาณ 12 - 13% (ตามข้อมูลในช่อง d12 - d14) อัตรานี้ สอดคล้องกันในแทบทุกตลาดหุ้นทั่วโลก

        2.3 หลายคนที่เคยรู้สึกว่าลงหุ้นแล้วเสี่ยง แต่ถ้าเทียบกันตามตารางนี้ จะเห็นว่าถ้าเราเริ่มต้นด้วยเงิน 100 บาท ลงทุน ณ สิ้นปี 1998 (คอลลัมน์ C) ในพันธบัตร (คอลัมน์ E) หรือในเงินฝากธนาคาร (คอลัมน์ F) จะมีมูลค่าสิ้นสุด 549 บาท 219 บาท และ 142 บาทตามลำดับ

        แปลว่า ถ้าเราเริ่มด้วยเงิน 1 ล้านบาท การลงทุนหุ้น จะได้มูลค่าสิ้นสุดปีที่ 12 จำนวน 5.94 ล้านบาท แต่ถ้าลงพันธบัตร จะได้ 2.19 ล้านบาท และลงเงินฝากธนาคารจะได้เพียง 1.42 ล้านบาท เงินอาจจะหายไปร่วม 3.5 ล้านบาท!! เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นได้

         3. ลงทุนเวลานาน เพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ จะเสี่ยงน้อยลง หลายคนอาจจะเข็ดจากการ "เล่นหุ้น" ลงแล้วเจ็บ เจ็บแล้วถอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะ มักจะเข้าลงทุนแบบ
รอหุ้นขึ้นมากๆ จนมั่นใจแล้วค่อยเข้า
ถือหุ้นเวลาเน่าๆ จนเศร้าใจ แล้วค่อยขาย

ทำให้มักจะ "เข้าซื้อตอนแพง" คือ ขึ้นมามากแล้ว และ "ออกจากหุ้นตอนถูก" คือ อารมณ์ทนไม่ไหวแล้ว ซึ่งขัดกับ คาถาการลงทุนให้ประสบความเสำเร็จว่า "ซื้อถูก...ขายแพง" แต่นัดเก็งกำไรหน้าใหม่ มักจะเป็น "ซื้อแพง...ขายถูก"

วิธีหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหา คือ ลงทุนนานๆ นับ 10 ปี ผมลองยกตัวอย่างเทียบกับการทอดลูกเต๋า การลงทุน 1 ปี เปรียบเหมือนทอดลุกเต๋าลูกเดียว

6 คือ โชคดี
1 คือ โชคไม่ดี

          ทอดลูกเดียวก็มีโอกาสขึ้น 6 ก็ได้ 1 ก็ได้ พอๆ กัน แต่ถ้าเราทอด 10 ลูก แล้วเอามาหาค่าเฉลี่ยก่อนค่าเฉลี่ยนั้น ก็คงไม่ใช่ 6 หรือ 1 แต่คงเดาออกว่า น่าจะอยู่แถว 3 หรือ 4 มากกว่า เสมือนการลงทุน 10 ปี ผลตอบแทน "เฉลี่ย" จะมั่นคง มีเสถียรภาพ ไม่แกว่างมากเหมือนลงทุนสั้นๆ

       4. ลงทุนกระจายความเสี่ยง อาจเป็นการลงทุนใน "กองทุนหุ้น" ถ้าเราลงหุ้นใดหุ้นเดียว หุ้นนั้น อาจมีวันที่ดี และวันที่ไม่ดี เช่น แม้แต่หุ้นธนาคารใหญ่ๆ เช่น Lehman Brother ก็ยังเจ๊งได้ หุ้นกิจการอย่าง Kodak ผุ้นำฟิล์ม ก้ล้มละลายได้เช่นกัน เราจึงควรเรียนรู้ที่จะลงทุนกระจายความเสี่ยง เช่นการลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งจัดการโดย บจล. ต่างๆ หรืออาจลงทุนกองทุนดัชนี เช่น TDEX ซึ่งลงหุ้นตาม SET50 Index คือ เฉลี่ยในหุ้น 50 หุ้นที่ถือว่าดีที่สุดในตลาดฯ หรือ กองทุนจัมโบ้ 25 ของ บจล.ทหารไทย ก็ลงทุนในหุ้นประมาณ 25 หุ้นในตลาดหุ้นไทย

      5. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลได้ให้ประโยชน์ภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนระยะยาวมากทุกๆ รัฐบาลโดยให้ประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF หรือ กองทุน LTF ประเภทหุ้นก็ดีนอกจากได้ผลตอบแทนหุ้นที่กล่าวมาแล้ว ยังช่วยประหยัดภาษีด้วยอย่างมาก

       6.ลงทุนด้วย "เงินสม่ำเสมอ" ทุกเดือน แทนที่จะลงทุน "เดือนละ 300 หน่วย" อาจลงทุน "เดือนละ 3000 บาท" เพราะ อีกเคล็ดลับหนึ่งของความสำเร็จคือ การใช้เงินลงทุนเท่ากัน ในแต่ละรอบที่ลงทุนสะสม เพราะหลักทรัพย์มีราคาขึ้นสูง ลงต่ำ เช่น TDEX ตอนตลาดดีๆ เคยมีราคาถึง 10 บาท และตอนตลาดต่ำกว่านี้ เคยอยู่ที่ 5 บาท

ตอนหลักทรัพย์แพง คือ 10 บาท เงิน 3,000 บาท จะซื้อได้ 300 หน่วย
ตอนหลักทรัพย์ถูก คือ 5 บาท เงิน 3,000 บาท จะซื้อได้ 600 หน่วย

        จะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ "เงินสม่ำเสมอ" ทำให้ได้ "หุ้นถูก" มากกว่า "หุ้นแพง" ต้นทุนเฉลี่ยนก็จะถูกกว่าและช่วยให้การลงทุนในได้ผลตอบแทนดีขึ้น

          ก็หวังว่า จะเป็นข้อแนะนำ กลยุทธการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับ "มนุษย์เงินเดือน" ในฐานะ "มนุษย์เงินเดือน" มานานกว่า 10 ปีคับ ถ้าใครลงสูตรนี้ด้วยเงินซักเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่อายุประมาณ 25-30 ปี น่าจะมีเงินตอนเกษียณอย่างน้อยๆ 10 ล้านบาททีเดียวคับ รับรองได้

Thursday, October 16, 2014

นิสัยที่ดีในการลงทุน

   

      เมื่อเราเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ ๆ และชอบที่จะทำสิ่งนั้น   สิ่งที่เราเรียนรู้ที่จะทำจะเป็นนิสัยติดตัวเราตลอด  ไม่มีวันจืดจาง   วันนี้ผมจะพูดถึงนิสัยที่ดีสำหรับการลงทุนคับ  โดยจะแบ่งออกเป็นสามช่วง  เชิญอ่านเลยคับ


นิสัยที่ดีใจการลงทุน  ช่วงก่อนการลงทุน

        ใครไม่อยากสิ้นเปลืองทรัพยาการการเงินไปโดยไม่จำเป็น  ก่อนเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะต้อง

1. ตอบให้ได้ว่า "เป้าหมายการลงทุนคืออะไร" ต้องการจะบรรลุดป้าหมายนั้นเมื่อไรและจำนวนเงินสำหรับลงทุนที่เหมาะสมของเราคือเท่าไร   เรามีเงินออม  เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินแล้วหรือยัง  เพื่อให้การสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนมีทิศทางที่ชัดเจน  การสำรวจความพร้อมของตัวเองก่อน  เป็นขั้นตอนที่สำคัญ

2. รู้และเข้าใจ "ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน" ว่าแต่ละประเภทคืออะไร ให้ผลตอบแทนอย่างไร มีความเสี่ยงเฉพาะตัวอะไรบ้าง  เหมาะสมกับความต้องการและจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้หรือไม่  ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายให้เราเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม  ทั้งในด้านจำนวนเงินลงทุน  ระดับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทน อย่างเช่น  กองทุนรวมตลาดเงิน  กองทุนรวมตราสารหนี้  กองทุนรวมตราสารทุน  กองทุนรวม LTF กองทุนรวม RMF กองทุนรวมผสม พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ  ฟิวเจอร์ส และออปชั่นประเภทต่างๆ เป็นต้น

3. ต้องแน่ใจว่า "เข้าใจวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์" การส่งคำสั่งซื้อขาย รู้จักเปรียบเทียบและเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่  มีเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรับผิดชอบ  มีบทวิเคราะห์ที่ดี  เชื่อถือได้  มีระบบการซื้อขายที่ทันสมัยและที่สำคัญมีจรรยาบรรณในการดำเนินงาน

4. วางแผนการลงทุนให้ชัดเจน  ว่าจะกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง สัดส่วนการลงทุนเป็นอย่างไร  และที่สำคัญควรกำหนดอัตราขาดทุนที่ยอมรับได้ไว้ด้วย

      รู้จักตัวเอง  รู้จักเครื่องมือ  เข้าใจวิธี  มีแผนชัดเจน  เพียงเท่านี้ประตูแห่งโอกาสในการทำกำไรก็เปิดรอให้เราเดินเข้าไปลงทุนอย่างมั่นใจแล้ว

 นิสัยที่ดีในการลงทุน  ช่วงการลงทุน

       เมื่อเตรียมความพร้อมอย่างดีแล้ว นักลงทุนที่ดีจะต้องขยันทำการบ้านอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในช่วงตัดสินใจลงทุนซึ่งเป็นช่วงสำคัญมาก  เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อการลงทุน ทั้งทางตรงและทางอ้อม  นักลงทุนที่ดีจึงต้อง

1. เข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง  เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงย่อมจะมีความเสี่ยงสูงด้วย  การประเมินความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ จะช่วยให้เราสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้จากระดับความเสียงที่ยอมรับได้  ณ  อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม

2. เข้าใจการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน  เพราะการลงทุนในหุ้นก็คือการลงทุนในธุรกิจของบริษัท  เราจึงต้องเข้าใจพื้นฐานของบริษัทที่จะลงทุน  การเข้าใจสภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมวัฏจักรธุรกิจตลอดจนผลการดำเนินงานแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ ฐานะทางการเงิน  นโยบายการจ่ายเงินปันผล  กลยุทธ์การดำเนินงานและความมีจรรยาบรรณของผู้บริหาร  จะทำให้เราเฟ้าหาบริษัทที่ดี  ในราคาที่เหมาะสมได้  ทั้งนี้  นักลงทุนที่ดีควรมองเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก  ดังนั้น  ในการคัดเลือกบริษัทที่ดีจึงต้องเน้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอไม่ผันผวนตามสภาพแวดล้อมมากนัก  นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะทำให้เราทราบมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน   หากมูลค่าของหลักทรัพย์สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดก็ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ที่น่าลงทุน เพราะตาลกลไลตลาด  ราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ  ส่วนเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความเข้าใจพื้นฐานของบริษัท  ก็คือให้เริ่มต้นจากเลือกบริษัทที่มีสินค้าหรือบริการที่เรารู้จักหรืออาจจะใช้บริการเป็นประจำ  เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของธุรกิจ  คาดการณ์โอกาส  ข้อจำกัด  รวมทั้งติดตามการดำเนินการได้อย่างชัดเจน

 3.เข้าใจ Benchmark หรือดัชนีราคาหุ้น ได้แก่ SET Index SET50 Index SET100 Index หรือ mai Index ซึ่งจะสะท้องภาพรวมของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ว่าราคาหลักทรัพย์โดยรวมมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดเมื่อเทียบกับในอดีต

4. มีวินัยในการลงทุน  เมื่อเรามีแผนการลงทุนที่เหมาะสมและชัดเจนแล้วเราควรปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้อย่างมีวินัยด้วย  เพราะการมีวินัยในการลงทุนจะช่วยให้เราไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวน  ตามกระแสหรือข่าวลือที่จะมาสร้างความวิตกกังวลในระยะสั้น  วินัยในการลงทุนเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะพาเราเดินทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นคง

นิสัยที่ดีในการลงทุน  ช่วงหลังการลงทุน

     เมื่อตัดสินใจลงทุนไปแล้วอย่างรอบคอบ  ความอุ่นใจจากอนาคตที่มั่นคงก็จะเกิดขึ้นและจะสร้างความสุขให้เราได้ทุกวัน  เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในระยะยาว  นักลงทุนที่ดีจะต้อง

1. บันทึกการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเป็นบันทึกช่วยเตือนความจำและเพื่อประโยชน์ในการติดตามการลงทุน

2. ติดตามข้อมูลข่าวสารและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุนไว้และติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  เผื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจจะเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ลงทุนไว้เกิดขึ้น  จะได้พิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ทันท่วงที

3. ทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างน้อยทุกสิ้นเดือนหรือไตรมาส  เพราะบริษัทจะสรุปและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานทุกไตรมาส  จึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีสำหรับทบทวนตรวจสอบพอร์ตการลงทุนโดยรวมไปด้วย  หากพบว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้บ่อยๆ จะได้ปรับพอร์ตการลงทุน

4.ทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น  เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการลงทุนอย่างเต็มที่  นักลงทุนที่ดีจะต้องรู้จักใช้สิทธิของตนเองอย่างเหมาะสมเพื่อกำกับดูแลบริษัทและการปฏิบัตงานของผู้บริหารให้เป็นไปตามกฏระเบียบต่างๆ  อย่างเคร่งครัด ซึ่งการใช้สิทธิของนักลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้กลไกบรรษัทภิบาลที่ดีทำงานได้อย่างสมบูรณ์ อย่างเช่น  การใช้สิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น  การใช้สิทธิตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัท เป็นต้น

5. สนุกกับการลงทุน  ทัศนคติที่ดีต่อการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ  หากเรามองการลงทุนเป็นการเรียนรู้  เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เราก็จะไม่เครียด  ไม่วิตกกังวล  เมื่อการลงทุนกลายเป็นเรื่องสนุก  ท้าทาย  เราก็จะมีความสุขได้ทุกวัน


      เมื่อเราสร้างนิสัยที่ดีในการลงทุนและใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว  นิสัยที่เราบ่มเพราะภูมิคุ้มกันให้เราในตลาดหุ้น  มีนักลงทุนมากมายที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน  โดยเริ่มต้นบ่มเพราะนิสัยและความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่นานวันก็หล่อหลอมออกมาเป็นแนวทางการลงทุนที่เยี่ยมยอม  เพราะความสำเร็จในการลงทุน    ใครๆ ก็สร้างได้  ขอเพียง  มีใจรัก  พากเพียรทำ  เอาจิตฝักใฝ่  ใช้ปัญญาสอบสวน

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ นักลงทุนทั้งมือใหม่  และมือเก่า  ประสบความสำเร็จตามปรารถนาทุกคนคับ

ขอให้โชคดีคับ