Showing posts with label Value Investor. Show all posts
Showing posts with label Value Investor. Show all posts

Friday, October 16, 2015

Beyond Finance / โดย คนขายของ

นักลงทุนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ล้วนมีความรู้ความเข้าใจทางด้านการเงินอย่าง ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเรื่องอัตราส่วนทางการเงิน การอ่านงบดุล และ การประเมินมูลค่าบริษัท แต่ดูเหมือนว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นนักการเงิน ทำงานในแวดวงการเงิน จะเป็นนักลงทุนที่ประสบ ความสำเร็จทุกรายไป แสดงว่าอาจจะมีอีกหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบนอกจากความรู้เรื่องการเงิน เพียงอย่างเดียว เป็นไปได้หรือไม่ว่าถึงแม้ว่านักลงทุนที่มีความรู้ทางการเงินเท่ากัน แต่มี “พื้นฐานทางจิตใจ” ที่ต่างกันจะได้รับผลตอบแทนที่แตกต่างกัน?

Warren Buffett จบจาก Columbia University และ Sir John Templeton จบจาก Yale ซึ่งก็คงเหมือนกับนักลงทุนหลายๆคน แต่ทั้งสองกลับเป็นนักลงทุนที่เป็นระดับตำนาน สร้างผลตอบแทนได้สูงต่อเนื่องยาวนาน 

Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “คุณไม่สามารถเข้าถึงความสำเร็จ ในการลงทุนได้ ถ้าคุณยังไม่สามารถคิดได้อย่างอิสระ” หรือนี่คือสิ่งที่ Buffett กำลังจะบอกพวกเราว่า “ระบบความคิด” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก? ผมคิดว่า John Templeton คงคิดแบบนี้ด้วยเหมือนกัน จึงทำให้เขาเลือกใช้ชีวิตบริหารเงินกองทุนจาก “Bahamas” หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งเขา เคยให้สัมภาษณ์ว่า ผลงานการบริหารกองทุนดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยที่เขายังทำงานอยู่ในนิวยอร์ค

   
   เป็นที่ทราบกันดีว่ารากฐานของความคิดก็คือ “จิตใจ” หนังสือพิมพ์ Financial Times ได้ลงบทความเมื่อปีที่แล้ว พูดถึงหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัย Georgetown University ซึ่งได้มีการบรรจุวิชา “สมาธิ” ซึ่งสอนโดยบาทหลวงชาวคริสเตียนไว้ในหลักสูตร ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า วิชาเลือกนี้ได้รับการลงทะเบียนจากนักศึกษาอย่างล้นหลามทั้งๆที่ไม่ได้เป็นวิชาทางบริหารธุรกิจ จากการประมินผลของนักศึกษาที่ลงวิชานี้พบว่านักศึกษามีระบบความคิดที่แจ่มชัดขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น

       หลายท่านอาจจะประหลาดใจเมื่อทราบว่า Ray Dalio ผู้บริหารกองทุน Bridgewater ซึ่งเป็น กองทุนบริหารความเสี่ยงขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนั้น นั่งสมาธิมาเป็นเวลากว่า 44 ปีแล้ว โดยเขาได้รับแรงดลใจจากวง The Beatles ซึ่งไปศึกษาการทำสมาธิแนว “TM” (Transcendental Meditation) Dalio จะนั่งสมาธิวันละสองครั้ง ครั้งละ 20 นาที เขากล่าว่าการทำสมาธินอกจากทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังช่วงสร้างไอเดียในการลงทุนใหม่ๆให้เขาด้วย นอกจากนั้นยังเน้นย้ำว่า สมาธิเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เขามีความสำเร็จในทุกวันนี้ จากรายงานของนิตยสารฟอร์บส Dalio มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่าหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับที่ 60 ของโลก

Bill Gross เป็นนักลงทุนระดับโลกอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับฉายาว่า “Bond King” สมัยที่เขา ยังทำงานอยู่ที่ PIMCO กองทุนพันธบัตรที่เขาบริหารอยู่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เขาเคยให้สัมภาษณ์ CNN ไว้ว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อทำการเช็คสถานการณ์ล่าสุดทั่วโลกจากที่บ้าน และเริ่มเข้า ออฟฟิสตอนหกโมงเช้า Gross บอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันไม่ใช่การเทรดตราสารหนี้ใน ช่วงที่ตลาดเปิด แต่เป็นช่วงเวลา 8:30-10:00 ซึ่งเขาจะไปเล่นโยคะที่ฟิตเนสซึ่งอยู่ใกล้กันที่ทำงาน เขากล่าวว่า ไอเดียในการลงทุนที่ดีมักออกมาตอนร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งจะออกมามากเมื่อ เวลาเราทำสมาธิ หรือออกกำลังกาย

ถ้าเราลองศึกษาประวัติของนักลงทุนชั้นนำของโลกหลายๆท่าน เราจะพบว่า เขาไม่ได้ศึกษาเฉพาะ เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ศึกษาในแขนงความรู้ต่างๆมากมาย 

   หลายคนเป็นนักเล่นไพ่ตัวฉกาจ หลายคนเป็นนักเดินทาง ไปมาแล้วแทบทุกประเทศในโลก มีความเข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจและ การเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ทุกวันนี้มีนักลงทุนรุ่นใหม่หลายท่านเริ่มสนใจในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการศึกษาด้านการเงินก่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อท่านได้ศึกษา มาพอสมควรแล้วควรศึกษาความรู้ในแขนงอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มุมมองของเรากว้างขึ้น แหลมคมขึ้น และถ้าหากเราเชื่อว่า ความคิดเกิดขึ้นที่ใจ ใจที่ดีย่อมนำมาซึ่งความคิดที่ดี ก็ขอให้ลองศึกษาเรื่อง การฝึกจิตฝึกใจดูบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต

Sunday, May 10, 2015

จิตวิทยาของคนเล่นหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


 แม้ว่า Value Investor ผู้มุ่งมั่นส่วนใหญ่อาจจะบอกว่าตนเองไม่ใคร่สนใจภาวะตลาดหลักทรัพย์มากนักเพราะว่าเขา  “ลงทุนหุ้นเป็นรายตัว”  ไม่ได้ลงทุนในดัชนีหุ้น  แต่การดูภาวะตลาดหุ้นว่ามันน่าจะแพงหรือถูกก็ไม่ได้เสียอะไร  แต่ข้อดีก็คือ  อย่างน้อยมันอาจจะช่วยเตือนให้เราระมัดระวังมากขึ้นในยามที่คน  “กำลังโลภ”  หรือกล้ามากขึ้นในยามที่คน  “กำลังกลัว”  อย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดไว้

    วิธีที่จะดูว่าภาวะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไหนนั้น  นอกจากการดูตัวเลขดัชนีหุ้นหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น  ค่า P/E  P/B  Dividend Yield หรือเครื่องชี้อย่างอื่นเช่น จำนวนของหุ้น IPO และราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดวันแรก ๆ  แล้ว  อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราเห็น “ภาพใหญ่” ก็คือ  การวิเคราะห์เรื่องของ  “จิตวิทยา”  ของคนเล่นหุ้น   เพราะจิตวิทยาหรือความคิดของคนแต่ละคนจะสะท้อนไปถึงหรือเป็นตัวกำหนดการซื้อหรือขายหุ้นของเขา  และเมื่อรวมเอาความคิดของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น  มันก็จะสะท้อนไปถึงหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น  ซึ่งในที่สุดก็สะท้อนไปที่ดัชนีตลาด  พูดแบบรวม ๆ  ก็คือ  ถ้าคนมองโลกในแง่ดีกับหุ้น  ราคาหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นไป  ตรงกันข้าม  ถ้าคนมองโลกในแง่ร้าย  หุ้นก็จะปรับตัวลงมา  ประเด็นก็คือ  มองโลกในแง่ดีแค่ไหน?  หรือมองโลกในแง่ร้ายแค่ไหน? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนส่วนใหญ่มองโลกไปในแง่ไหน?

    ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าคนมองโลกในแง่ไหนนั้น  สิ่งที่จะต้องกำหนดก่อนก็คือ  ระดับของ  “จิตวิทยาสังคม”  ที่นักวิชาการได้กำหนดไว้เป็นขั้น ๆ  เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 นั่นก็คือ  สิ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  Optimism หรือคนเริ่มมีความหวังหรือ  “มองโลกในแง่ดี”  และถ้าคนส่วนใหญ่มองโลกในแง่ดี  สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ  พวกเขาจะอยากลงทุนซื้อหุ้นเพราะมองว่าภาวะทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น  บริษัทจดทะเบียนจะขายสินค้าได้มากขึ้นและมีผลกำไรที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้นหรือสูงกว่าการลงทุนอย่างอื่นที่มีอยู่เช่นการฝากเงิน  ผลก็คือ  ราคาหุ้นก็จะทยอยปรับตัวขึ้น  อาจจะถึง 10%

    ขั้นที่สองของจิตวิทยาสังคมก็คือ  Excitement หรือนักเล่นหุ้นจะเริ่มรู้สึก  “ตื่นเต้น” หลังจากที่หุ้นที่พวกเขาถือและดัชนีหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นมาถึงระดับหนึ่งที่ก็ยังไม่สูงมากจากจุดเริ่มต้น  คนที่ทำกำไรได้แล้วก็อาจจะเริ่มลงทุนเพิ่ม  นักเล่นหุ้นที่เคยเล่นและเลิกไปแล้วก็อาจจะเริ่มกลับเข้าตลาด  เม็ดเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มก็จะผลักดันให้หุ้นและดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นไปอีก  ดัชนีหุ้นในช่วงนี้อาจจะขึ้นไปแล้วถึง 20%

    ขั้นที่สามคือ Thrill หรือที่เรียกว่าขั้น  “เร้าใจ”  ถึงจุดนี้  คนที่เข้ามาตั้งแต่แรกก็เริ่มทำเงินเป็นกอบเป็นกำจากการเล่นหุ้นและได้ประกาศหรือบอกต่อกับคนที่รู้จัก  หลายคนก็เริ่มเขียนหนังสือหรือแนะนำวิธีการลงทุนที่จะทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้นผ่านสื่อต่าง ๆ  อัจฉริยะหรือเซียนหุ้นเริ่มปรากฏตัวขึ้น  การลงทุนในตลาดหุ้นกลายเป็นกิจกรรมที่ดีและทำเงินได้ดีกว่าการทำงานหรือลงทุนอย่างอื่น  คนที่ไม่เคยสนใจหุ้นแต่มีเงินก็เริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้น  การลงทุนดูเหมือนจะง่ายและทำเงินได้ดี  เม็ดเงินที่เข้ามาดันดัชนีหุ้นให้ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว  หุ้นอาจจะขึ้นไปแล้ว 40%

    ขั้นที่สี่คือ Euphoria หรือขั้น  “เคลิบเคลิ้ม”  นี่คือช่วงที่หุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากถึงจุดสุดยอด  คนจำนวนมากคิดว่าหุ้นนั้นสามารถให้ผลตอบแทนได้มหาศาลในเวลาอันสั้น  หุ้นเกือบทุกตัวที่เป็น IPO ต่างก็ปรับตัวขึ้นไปมหาศาลตั้งแต่วันเข้าซื้อขายในตลาดวันแรก  หุ้นตัวเล็กตัวน้อยนั้น  ถ้ามีขาใหญ่หรือเซียนหุ้นเข้ามาเล่นก็จะวิ่งขึ้นมโหฬารภายในเวลาอันสั้น  การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับข่าวหรือการคาดการณ์อนาคตมากกว่าพื้นฐานในปัจจุบัน  นักเล่นหุ้นระยะสั้นที่อายุน้อยและประสบความสำเร็จกลายเป็น  “มหาเศรษฐี”  จากเงินเริ่มต้นเพียงน้อยนิดปรากฏตัวขึ้นเป็นว่าเล่นกลายเป็น  “ไอดอล” ของคนจำนวนมาก  และนี่ก็ดึงดูดนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ที่ไม่มีทั้งประสบการณ์และเงินแต่มี “ความฝัน”  ว่าจะรวยได้อย่างรวดเร็ว  เข้ามาในตลาดหุ้น  คนเลิกคิดว่าหุ้นนั้น  “มีความเสี่ยงสูง”  ช่วงนี้หุ้นอาจจะขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 50% ถึงกว่า 100% แล้ว  และเริ่มจะตกลงเมื่อทุกคนที่สนใจเล่นหุ้นต่างก็อยู่ในตลาดหมดแล้ว

    ขั้นที่ห้านั้นเป็นช่วง “ขาลง”  ของตลาดหุ้นที่เรียกว่า Anxiety หรือช่วง “กังวล”  นี่คือช่วงที่นักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เพิ่งเข้ามาในตลาดในช่วงที่ราคาหุ้นและดัชนีตลาดอยู่ในระดับสูงมาก  แทนที่จะกำไรง่าย ๆ เหมือนช่วงก่อนหน้านั้น  พวกเขากลับขาดทุนแม้จะไม่มากนัก  ราคาหรือดัชนีหุ้นตกลงมา  อาจจะแค่ 10%  นี่ทำให้เขากังวล  อย่างไรก็ตาม  นักวิเคราะห์และเซียนหุ้นต่างก็ปลอบใจว่านี่เป็นการปรับตัวเล็ก ๆ  น้อย ๆ  อนาคตหรือไตรมาศหน้าหุ้นก็จะปรับตัวขึ้น  ไม่มีอะไรน่าห่วง  บริษัทมีพื้นฐานที่ดี  เศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็จะดีขึ้นแน่นอน  เหนือสิ่งอื่นใด  หุ้นไม่ได้มีราคาแพงเทียบกับประเทศอื่นหรือเทียบกับการลงทุนอื่นหรือการฝากเงิน

    ขั้นที่หกก็คือ  Denial หรือ  “การปฏิเสธ”  นี่คือช่วงที่หุ้นตกลงมาอีก  อาจจะ 15-20% จากจุดสูงสุด  คนเล่นหุ้นต่างก็ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจ ผลประกอบการ  หรือภาวะทางการเงินนั้นไม่เอื้ออำนวย  และหุ้นอาจจะตกลงมาเพื่อสะท้อนความเป็นจริง  คนที่ยังถือหุ้นอยู่ “ปฏิเสธที่จะขาย”  แม้ว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้น  พวกเขาเชื่อว่าหุ้นจะต้องกลับมา  แน่นอน  นักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้ขายหุ้นไปแล้ว  พวกเขาอาจจะขาดทุนกำไรไปบ้าง  และนั่นทำให้หุ้นตก

    ขั้นที่เจ็ด  Fear หรือขั้น  “กลัว” นี่คือช่วงที่ราคาหุ้นตกลงไปมาก อาจจะ 20% ขึ้นไป  ข่าวเกี่ยวกับหุ้นและภาวะทางเศรษฐกิจการเงินและตลาดหุ้นน่ากลัว  คนที่ขาดทุนจากหุ้นมีมากมาย  ข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นและนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหายไปมาก  ข่าวคน “เจ๊ง” หุ้นเริ่มออกมาเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ “ข่าวร้าย” ของบริษัทจดทะเบียน  สถานการณ์เลวร้ายลงจนถึงขั้นที่แปดคือ Desperation หรือช่วง  “เข้าตาจน” หลายคนต้องเอาตัวรอดโดยอาจจะต้องขายหุ้นเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาเงินที่ยังเหลืออยู่และนั่นก็อาจจะทำให้หุ้นตกแรงจนถึงจุดที่แม้แต่หุ้นที่ดีก็ตกลงมามากราวกับว่ามันไม่มีค่า  ซึ่งนี่คือจิตวิทยาในขั้นที่ 9 ที่เรียกว่า  Panic หรือขั้น  “ขวัญผวา”  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่นักลงทุนตกใจกลัวอย่างรุนแรงและเทขายหุ้นโดยที่ไม่ได้สนใจมูลค่าพื้นฐานที่ควรเป็น  จนถึงขั้นที่ 10 ของจิตวิทยาที่เรียกว่า Capitulation หรือการ  “ยอมแพ้” ซึ่งจะตามมาด้วยขั้นตอนต่ำที่สุดทางจิตวิทยาคือ Despondency หรือ การ  “สิ้นหวัง”  ซึ่ง ณ.  จุดนั้นก็จะกลายเป็น “โอกาสที่ยิ่งใหญ่” ของการลงทุน  เพราะมันเป็นจุดที่หุ้นตกลงมาต่ำสุด

    ขั้นตอนการฟื้นตัวของหุ้นและตลาดหุ้นจะเริ่มต้นที่ขั้น 12 คือช่วง Depression หรือช่วง  “หดหู่”  ช่วงที่ 13 ช่วง Hope หรือช่วงของ  “ความหวัง”  และช่วงที่ 14 คือ Relief หรือช่วง  “ผ่อนคลาย” ซึ่งจะตามมาด้วยช่วง ที่หนึ่งคือ Optimism หรือนักลงทุนกลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้งหนึ่ง

    ถ้าจะถามว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันนี้จิตวิทยาของนักลงทุนอยู่ในช่วงไหน  คำตอบของผมคงอยู่ที่ช่วงระหว่าง 3ถึง 5 นั่นก็คือ  ระหว่างช่วงเร้าใจ เคลิบเคลิ้ม และกังวล ซึ่งถ้าอยู่ที่ช่วงเร้าใจ  นั่นแปลว่าหุ้นยังอาจจะขึ้นได้อยู่อีกหนึ่งช่วงสุดท้าย  ถ้าเป็นช่วงเคลิบเคลิ้ม ก็แปลว่ามันกำลังอยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้ว  และถ้าเป็นช่วงกังวล  นั่นก็หมายความว่าหุ้นได้ผ่านจุดสูงที่สุดไปแล้วและกำลังจะตกลงมาเป็น “ขาลง” อย่างต่อเนื่อง  ระยะเวลาของแต่ละช่วงนั้น  เป็นสิ่งที่บอกไม่ได้ว่านานเท่าใด  และทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการกำหนดและคาดการณ์ของนักลงทุนแต่ละคน

Thursday, October 16, 2014

นิสัยที่ดีในการลงทุน

   

      เมื่อเราเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ ๆ และชอบที่จะทำสิ่งนั้น   สิ่งที่เราเรียนรู้ที่จะทำจะเป็นนิสัยติดตัวเราตลอด  ไม่มีวันจืดจาง   วันนี้ผมจะพูดถึงนิสัยที่ดีสำหรับการลงทุนคับ  โดยจะแบ่งออกเป็นสามช่วง  เชิญอ่านเลยคับ


นิสัยที่ดีใจการลงทุน  ช่วงก่อนการลงทุน

        ใครไม่อยากสิ้นเปลืองทรัพยาการการเงินไปโดยไม่จำเป็น  ก่อนเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะต้อง

1. ตอบให้ได้ว่า "เป้าหมายการลงทุนคืออะไร" ต้องการจะบรรลุดป้าหมายนั้นเมื่อไรและจำนวนเงินสำหรับลงทุนที่เหมาะสมของเราคือเท่าไร   เรามีเงินออม  เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินแล้วหรือยัง  เพื่อให้การสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนมีทิศทางที่ชัดเจน  การสำรวจความพร้อมของตัวเองก่อน  เป็นขั้นตอนที่สำคัญ

2. รู้และเข้าใจ "ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน" ว่าแต่ละประเภทคืออะไร ให้ผลตอบแทนอย่างไร มีความเสี่ยงเฉพาะตัวอะไรบ้าง  เหมาะสมกับความต้องการและจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้หรือไม่  ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายให้เราเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม  ทั้งในด้านจำนวนเงินลงทุน  ระดับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทน อย่างเช่น  กองทุนรวมตลาดเงิน  กองทุนรวมตราสารหนี้  กองทุนรวมตราสารทุน  กองทุนรวม LTF กองทุนรวม RMF กองทุนรวมผสม พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ  ฟิวเจอร์ส และออปชั่นประเภทต่างๆ เป็นต้น

3. ต้องแน่ใจว่า "เข้าใจวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์" การส่งคำสั่งซื้อขาย รู้จักเปรียบเทียบและเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่  มีเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรับผิดชอบ  มีบทวิเคราะห์ที่ดี  เชื่อถือได้  มีระบบการซื้อขายที่ทันสมัยและที่สำคัญมีจรรยาบรรณในการดำเนินงาน

4. วางแผนการลงทุนให้ชัดเจน  ว่าจะกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง สัดส่วนการลงทุนเป็นอย่างไร  และที่สำคัญควรกำหนดอัตราขาดทุนที่ยอมรับได้ไว้ด้วย

      รู้จักตัวเอง  รู้จักเครื่องมือ  เข้าใจวิธี  มีแผนชัดเจน  เพียงเท่านี้ประตูแห่งโอกาสในการทำกำไรก็เปิดรอให้เราเดินเข้าไปลงทุนอย่างมั่นใจแล้ว

 นิสัยที่ดีในการลงทุน  ช่วงการลงทุน

       เมื่อเตรียมความพร้อมอย่างดีแล้ว นักลงทุนที่ดีจะต้องขยันทำการบ้านอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในช่วงตัดสินใจลงทุนซึ่งเป็นช่วงสำคัญมาก  เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อการลงทุน ทั้งทางตรงและทางอ้อม  นักลงทุนที่ดีจึงต้อง

1. เข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง  เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงย่อมจะมีความเสี่ยงสูงด้วย  การประเมินความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ จะช่วยให้เราสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้จากระดับความเสียงที่ยอมรับได้  ณ  อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม

2. เข้าใจการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน  เพราะการลงทุนในหุ้นก็คือการลงทุนในธุรกิจของบริษัท  เราจึงต้องเข้าใจพื้นฐานของบริษัทที่จะลงทุน  การเข้าใจสภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมวัฏจักรธุรกิจตลอดจนผลการดำเนินงานแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ ฐานะทางการเงิน  นโยบายการจ่ายเงินปันผล  กลยุทธ์การดำเนินงานและความมีจรรยาบรรณของผู้บริหาร  จะทำให้เราเฟ้าหาบริษัทที่ดี  ในราคาที่เหมาะสมได้  ทั้งนี้  นักลงทุนที่ดีควรมองเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก  ดังนั้น  ในการคัดเลือกบริษัทที่ดีจึงต้องเน้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอไม่ผันผวนตามสภาพแวดล้อมมากนัก  นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะทำให้เราทราบมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน   หากมูลค่าของหลักทรัพย์สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดก็ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ที่น่าลงทุน เพราะตาลกลไลตลาด  ราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ  ส่วนเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความเข้าใจพื้นฐานของบริษัท  ก็คือให้เริ่มต้นจากเลือกบริษัทที่มีสินค้าหรือบริการที่เรารู้จักหรืออาจจะใช้บริการเป็นประจำ  เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของธุรกิจ  คาดการณ์โอกาส  ข้อจำกัด  รวมทั้งติดตามการดำเนินการได้อย่างชัดเจน

 3.เข้าใจ Benchmark หรือดัชนีราคาหุ้น ได้แก่ SET Index SET50 Index SET100 Index หรือ mai Index ซึ่งจะสะท้องภาพรวมของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ว่าราคาหลักทรัพย์โดยรวมมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดเมื่อเทียบกับในอดีต

4. มีวินัยในการลงทุน  เมื่อเรามีแผนการลงทุนที่เหมาะสมและชัดเจนแล้วเราควรปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้อย่างมีวินัยด้วย  เพราะการมีวินัยในการลงทุนจะช่วยให้เราไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวน  ตามกระแสหรือข่าวลือที่จะมาสร้างความวิตกกังวลในระยะสั้น  วินัยในการลงทุนเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะพาเราเดินทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นคง

นิสัยที่ดีในการลงทุน  ช่วงหลังการลงทุน

     เมื่อตัดสินใจลงทุนไปแล้วอย่างรอบคอบ  ความอุ่นใจจากอนาคตที่มั่นคงก็จะเกิดขึ้นและจะสร้างความสุขให้เราได้ทุกวัน  เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในระยะยาว  นักลงทุนที่ดีจะต้อง

1. บันทึกการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเป็นบันทึกช่วยเตือนความจำและเพื่อประโยชน์ในการติดตามการลงทุน

2. ติดตามข้อมูลข่าวสารและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุนไว้และติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  เผื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจจะเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ลงทุนไว้เกิดขึ้น  จะได้พิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ทันท่วงที

3. ทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างน้อยทุกสิ้นเดือนหรือไตรมาส  เพราะบริษัทจะสรุปและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานทุกไตรมาส  จึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีสำหรับทบทวนตรวจสอบพอร์ตการลงทุนโดยรวมไปด้วย  หากพบว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้บ่อยๆ จะได้ปรับพอร์ตการลงทุน

4.ทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น  เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการลงทุนอย่างเต็มที่  นักลงทุนที่ดีจะต้องรู้จักใช้สิทธิของตนเองอย่างเหมาะสมเพื่อกำกับดูแลบริษัทและการปฏิบัตงานของผู้บริหารให้เป็นไปตามกฏระเบียบต่างๆ  อย่างเคร่งครัด ซึ่งการใช้สิทธิของนักลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้กลไกบรรษัทภิบาลที่ดีทำงานได้อย่างสมบูรณ์ อย่างเช่น  การใช้สิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น  การใช้สิทธิตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัท เป็นต้น

5. สนุกกับการลงทุน  ทัศนคติที่ดีต่อการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ  หากเรามองการลงทุนเป็นการเรียนรู้  เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เราก็จะไม่เครียด  ไม่วิตกกังวล  เมื่อการลงทุนกลายเป็นเรื่องสนุก  ท้าทาย  เราก็จะมีความสุขได้ทุกวัน


      เมื่อเราสร้างนิสัยที่ดีในการลงทุนและใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว  นิสัยที่เราบ่มเพราะภูมิคุ้มกันให้เราในตลาดหุ้น  มีนักลงทุนมากมายที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน  โดยเริ่มต้นบ่มเพราะนิสัยและความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่นานวันก็หล่อหลอมออกมาเป็นแนวทางการลงทุนที่เยี่ยมยอม  เพราะความสำเร็จในการลงทุน    ใครๆ ก็สร้างได้  ขอเพียง  มีใจรัก  พากเพียรทำ  เอาจิตฝักใฝ่  ใช้ปัญญาสอบสวน

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ นักลงทุนทั้งมือใหม่  และมือเก่า  ประสบความสำเร็จตามปรารถนาทุกคนคับ

ขอให้โชคดีคับ



Wednesday, October 15, 2014

แก่น VI

   

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ Value Investment มานานมาก ตั้งแต่ยังแทบไม่มีคนในตลาดหุ้นไทยรู้จักจนเดี๋ยวนี้ Value Investment เป็นหลักการลงทุนที่เป็นที่ยอมรับและหนังสือพิมพ์สามารถเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าโดยไม่ต้องบอกว่ามันคือการลงทุนอย่างไรแล้ว แต่พอมานึกดูว่า อะไรคือหัวใจ หรือ แก่นของ Value Investment จริง ๆ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะตอบไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงถือโอกาสนี้ทบทวนความคิดเรื่องนี้

    แก่นของ Value Investment ที่ผมจะพูดถึงนี้ แน่นอน มาจากสาระสำคัญของหนังสือคลาสสิค 2 เล่มของ เบน เกรแฮม “บิดาแห่ง Value Investment” คือ Security Analysis ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1934 และ Intelligent Investor ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1949 โดยที่เล่มหลังนี้เป็นเล่มต่อจากเล่มแรกและเขียนสำหรับคนอ่านทั่ว ๆ ไปแทนที่จะเพื่อคนที่เป็นมืออาชีพหรือนักวิชาการอย่างเล่มแรก

แก่นของ VI จากหนังสือ 2 เล่ม นี้ สามารถสรุปหลักการลงทุนและวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้เป็น 4 ข้อใหญ่ ๆ คือ

      1) เวลาลงทุนซื้อหุ้น ให้คิดเหมือนกับว่าเรากำลังจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องคิดว่า เรากำลังเข้าเป็นหุ้นส่วนกับเขา เมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะต้องวิเคราะห์ว่าธุรกิจของเขาทำอะไร สินค้าเป็นอย่างไร ยอดขายเป็นอย่างไร มีกำไรดีไหม ฐานะการเงินเป็นอย่างไร มีหนี้มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจมีความสม่ำเสมอไหม ธุรกิจมีการเติบหรือไม่และจะเติบโตต่อไปหรือเปล่าและจะเติบโตต่อไปอีกนานเท่าไร ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้บริหารมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาที่นักเล่นหุ้นมักจะดูก่อนที่จะเข้ามาซื้อขายหุ้นเลย พูดง่าย ๆ ถ้าเป็น Value Investment “ธุรกิจต้องมาก่อน”

      2) หา “มูลค่าที่แท้จริง” ของธุรกิจหรือหุ้นที่เราวิเคราะห์ มูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value นั้น หาได้จากการคิดส่วนลดเงินสดที่เราจะได้รับในอนาคต นี่ก็คือการหามูลค่าทางทฤษฎีซึ่งค่อนข้างยุ่งยากมากสำหรับนักลงทุนทั่ว ๆ ไป แต่ในทางปฏิบัติเราก็มักจะใช้ค่า PE หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ ค่า PB หรือ กำไรต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี มาเป็นตัววัดว่าหุ้นมีราคาแพงหรือถูกหรือหุ้นควรมีราคาที่เหมาะสมเท่าไร

     3) ซื้อหรือขายหุ้นต่อเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด เพราะในที่สุดแล้ว ราคาหุ้นในตลาดจะวิ่งไปที่มูลค่าที่แท้จริง พูดให้เฉพาะขึ้นก็คือ ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก โอกาสที่เราจะกำไรก็จะสูงและโอกาสที่จะขาดทุนก็จะน้อย หรือเรียกว่าเรามีการ “เผื่อความปลอดภัย” สูง ในภาษาของ Value Investor ก็คือ เรามี Margin Of Safety สูง

      4) ตลาดหุ้นนั้น เป็นที่ที่จะรับใช้เราไม่ใช่คนที่จะมาสั่งว่าเราจะต้องทำอะไร โดยส่วนใหญ่แล้ว ตลาดหุ้นสามารถกำหนดราคาธุรกิจหรือหุ้นต่าง ๆ ในตลาดได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม มีช่วงเวลาที่ตลาดให้ราคาหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก หน้าที่ของนักลงทุนก็คือ ค้นหาหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่ามาก ๆ ซื้อแล้วเก็บไว้รอจนราคาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงจึงขายออกไป และนี่คือแนวความคิดว่าตลาดหุ้นเป็น “ผู้รับใช้” ส่วนแนวความคิดว่าตลาดเป็น “ผู้สั่ง” เรานั้น หมายความว่า เราตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นโดยดูจากการขึ้นลงของราคาหุ้นโดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงพื้นฐานหรือมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจเลย

ทั้ง 4 ข้อนั้นก็คือ “แก่น” ของ VI ซึ่ง “ทนทานต่อกาลเวลา” นั่นคือเป็นหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานมากแล้ว ส่วน “รายละเอียด” อื่น ๆ นั้น มีการแตกแขนงออกไปมากมาย บางทีถ้ามีคุณลักษณะที่ชัดเจนเราก็เรียกมันว่าเป็น “สไตล์” เช่น สไตล์แบบ “ก้นบุหรี่” ที่เน้นหุ้นที่มีราคาถูกเป็นพิเศษ และสไตล์แบบ “บัฟเฟตต์” ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจสูงมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่ทุกสไตล์จะต้องยึดถือเหมือนกันก็คือ “แก่น” ของ VI ดังกล่าว ถ้าจะเปรียบเทียบ แก่นของ VI ก็เหมือนกับฐานรากของอาคารที่คอยรับน้ำหนักไม่ให้ตัวอาคารเสียหาย ถ้าฐานไม่แน่น โอกาสที่ตัวอาคารจะทรุดหรือถล่มก็จะสูงขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะใช้สไตล์ไหนหรือมีสไตล์ของตัวเอง ถ้าเราจะเป็น Value Investor แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เราจะต้องยึดถือ “แก่นของ VI” เสมอ

CR. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

Thursday, October 9, 2014

หมู่เฮาชาว VI



       ประมาณ 10 ปีนับตั้งแต่แนวความคิดของการลงทุนแบบ Value Investment เริ่มขึ้นในตลาดหุ้นไทย ผมคิดว่าถึงวันนี้เรามีคนที่ถือว่าตนเองเป็น Value Investor หลายพันคน บางทีอาจจะถึงหมื่นคน เท่าที่สังเกตและดูข้อมูลประกอบบ้าง ผมคิดว่า Profile หรือคำบรรยายคุณสมบัติของพวกเขาน่าจะประมาณสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้

     Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะมีอายุระหว่าง 30 – 45 ปี มากที่สุด เหตุผลน่าจะเป็นว่า นี่คือช่วงอายุที่พวกเขาเริ่มมีเงินเหลือเก็บและเริ่มมองหาการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม นอกจากนั้น นี่คือช่วงชีวิตที่คนมักจะเริ่มเป็นหลักเป็นฐานและมีเวลามากขึ้นในการศึกษาเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ที่เป็นคนอายุน้อย ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็มีให้เห็นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกว่าทำไมเขาจึงสนใจลงทุนทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น

         นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ผมเห็นนั้นเกือบจะ 9 ใน 10 คน เป็นผู้ชาย ในขณะที่คนลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น สัดส่วนของผู้หญิงน่าจะสูงกว่านี้ เหตุผลที่ผู้หญิงยังไม่เข้ามานั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นว่าผู้หญิงยังมองว่าการจัดการทางด้านการเงินนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ชาย และการลงทุนในตลาดหุ้นแบบ Value Investment ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปที่จะเข้าใจ

          นักลงทุนที่เรียกตนเองว่าเป็น Value Investor นั้น ส่วนใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 90% ขึ้นไปเรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรี สาขาวิชาที่เรียนมานั้น มักจะมาทางสายวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มที่มีมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นวิศวกรรม และอีกจำนวนไม่น้อยเป็นแพทย์ จำนวนคนที่เรียนสูงกว่าปริญญาตรีก็มีสัดส่วนค่อนข้างสูง คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยถ้าจะพูดว่านักลงทุนแบบ Value Investor นั้น เป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะมี IQ และความรู้สูงและคงแก่เรียน

           Value Investor ที่ผมพบนั้น จำนวนมากมีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีและมีพอร์ตของหุ้นค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอื่น ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่งคั่งมากนั้น นอกจากฐานะทางครอบครัวที่อาจจะร่ำรวยอยู่แล้ว มาจากการที่พวกเขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในหลายปีที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกินเลยอีกเช่นกันถ้าจะบอกว่า Value Investor โดยรวมแล้วเป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะรวย ไม่โดยตัวเองก็มาจากฐานะทางบ้าน และนี่ก็ทำให้เราพบเห็น Value Investor หลายคนยึดอาชีพเป็นนักลงทุนทั้ง ๆ ที่อายุยังห่างจากเกณฑ์เกษียณมาก

            พูดถึงความคิดทางการเมืองและปรัชญาทางเศรษฐกิจ Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวกเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก Capitalist หรือเป็นสังคมทุนนิยม แต่ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาด พวกเขามักจะอยากให้ตลาดเป็นตัวกำหนดการจัดสรรทรัพยากรมากกว่าการที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของการค้าขาย

               ความฝันของ Value Investor นั้น ที่ผมเห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือ พวกเขาอยากจะมี “อิสรภาพทางการเงิน” นั่นก็คือ เขาอยากมีเงินมากพอที่จะให้เงินทำงานเลี้ยงชีวิตเขาได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งการทำงานหารายได้ประจำจากน้ำพักน้ำแรง หลาย ๆ คนฝันว่าเขาจะสามารถ “เกษียณ” ตัวเองจากงานประจำได้ก่อนอายุ 40-50 ปี หลังจากนั้น เขาคิดว่าเขาจะได้ทำงานในสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งอย่างหนึ่งที่จะต้องทำแน่นอนก็คือ การลงทุนซื้อขายหุ้น บางคนฝันต่อว่า ถ้าเขารวยมาก ๆ จากการลงทุน เขาก็จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลคิดเป็นสัดส่วนที่สูง ความฝันทั้งหมดนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจาก Value Investor ที่ประสบความสำเร็จอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ หรือเปล่า

             Value Investor นับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์ มากที่สุด แต่แนวทางการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนในแนวของ เกรแฮม นั่นก็คือ นักลงทุนจะเน้นการซื้อหุ้นราคาถูกและขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือราคาแพงแล้วในสไตล์ของ เกรแฮม คุณภาพของกิจการที่เป็นจุดเน้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น นักลงทุนจะให้ความสนใจน้อยกว่าเรื่องของราคา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขายังอาจจะไม่เข้าใจในคุณสมบัติที่แท้จริงของธุรกิจดีพอ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมองว่าการเทรดหุ้นบ้างน่าจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวเกินไป

              สุดท้ายก็คือ เรื่องของสไตล์ในการดำรงชีวิตของ Value Investor นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” คือใช้ชีวิตตามควรแก่อัตภาพ จำนวนมากใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานความร่ำรวยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด Value Investor มักจะใช้จ่ายเงินอย่างค่อนข้างมีเหตุผลไม่ฟุ่มเฟือย จะจ่ายเงินต่อเมื่อได้คุณค่าที่คุ้มค่า

              กล่าวโดยสรุปก็คือคุณสมบัติแบบ Value Investor โดยทั่วไปนั้น เป็นกลุ่มคนที่น่านับถือ เป็นคนที่มีเหตุผลทั้งในด้านของการเงินและการใช้ชีวิต และถ้าคุณเป็นคนที่กำลังมองหาคนที่จะมาเป็นคู่ครอง และบังเอิญคน ๆ นั้นเป็น Value Investor ผมก็คิดว่าคุณน่าจะเป็นคนโชคดีที่จะได้หุ้นส่วนชีวิตที่เป็นที่พึ่งที่ดีได้

CR. ดร.นิเวศน์  เหม

Wednesday, October 8, 2014

ทฤษฏี VI ตอนที่ 1

 

           Value Investment คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมหลากหลาย บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มี อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วก็พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”

          ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI

        ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น

       การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่งขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน

        VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สินนั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง

       การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเท็คมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเท็คนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ อย่างไรก็ตาม บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่านั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่าจะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเท็คที่เขาซื้อเหล่านั้น

        หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”

Tuesday, October 7, 2014

ความฝัน VI value invester



  Value Investor หนุ่มสาวหลายคน โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น มักจะมีความฝันที่บรรเจิด พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50% และบางคนมากยิ่งกว่านั้น

     พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก

     การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท

     ไม่ว่าในกรณีใด VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ “เศรษฐี” มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท และนั่นก็จะทำให้เขา “ฝันข้ามเวลา” คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง

    หลายคนฝันว่าเขาจะไป “ท่องโลก” เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนอกจากจะสนองความอยากรู้และรื่นรมย์แล้ว มันยังช่วยขยายวิชั่นของเขาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนด้วย ถ้าจะพูดไป จิม โรเจอร์ นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกก็เคยเดินทาง “รอบโลก” มาแล้วสองครั้ง หลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนร่วมกับจอร์จ โซรอส
 

     หลายคนอาจจะฝันที่จะมีบ้านใหญ่ รถหรู และสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้หลังจากที่ตนเองร่ำรวยพอที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่กระทบกับความมั่งคั่งส่วนตน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความฝันที่อาจจะ “อยู่ลึก” ในใจ เนื่องจากการ “บริโภค” สิ่งที่ฟุ่มเฟือยนั้น ดูเหมือนว่าจะขัดกับแนวทางการดำเนินชีวิตของ VI ดังนั้น ฝันของการมีชีวิตหรูหราจึงมักจะเป็นฝันรายการท้าย ๆ ของ VI หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอยู่แล้ว

      ตรงกันข้ามกับการได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย VI จำนวนไม่น้อยฝันว่าจะ “คืนให้แก่สังคม” โดยการบริจาคทรัพย์ให้แก่สาธารณกุศล หลายคนคิดว่าจะ “ตั้งมูลนิธิ” เพื่อช่วยเหลือคนอื่น VI บางคนคิดว่าตนเองอยากเป็นอาจารย์หรือครูที่จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยสอนนักศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เหล่านี้คือกิจกรรมที่ VI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วอเร็น บัฟเฟตต์ และจอร์จ โซรอส ได้ทำหลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนแล้ว

      ผมเองคิดว่า ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี มันช่วยทำให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะลงทุน เราจะทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้ เราจะอดออมได้มากกว่าปกติ ทั้งหมดนั้นจะทำให้พอร์ตของเราโตเร็วขึ้น ความฝันคือแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ว่าที่จริงผมเองก็เคยฝันมาตั้งแต่เริ่มเดินทางสาย VI ใหม่ ๆ

       แต่ประสบการณ์ของผมก็คือ ความฝันนั้นเรามักจะ “ไปไม่ถึง” สาเหตุก็คือ บางครั้งเราตั้งความฝันไว้สูงเกินไป ผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้น เราตั้งไว้สูงยิ่งกว่าสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้ เราคิดว่าเราทำได้ใน 4-5 ปี ดังนั้นเราน่าจะทำได้ในอีก10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

       อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝันไม่เป็นจริงก็คือ ความฝันนั้น “ไม่หยุดนิ่ง” มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาและตามสถานะของตัวเรา ตัวอย่างเช่น เรื่องของความมั่งคั่งนั้น VI บางคนอาจจะตั้งความฝันไว้ว่าจะมีเงินถึงจุดหนึ่งเช่น 50 ล้านบาท แล้วก็จะ “หยุด” เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว” แต่เมื่อถึงเวลาที่เขามีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ เขาก็อาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอหรือยังไม่อยากหยุด พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบัฟเฟตต์ ซึ่งว่ากันว่า เขาเคยคิดที่จะเลิกลงทุนหลังจากมีเงินประมาณ 40-50 ล้านเหรียญหรือ 1,000 ล้านบาทไทยเพื่อหันไป “ทำอย่างอื่น” ในชีวิตและเกือบจะทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่สุดท้าย เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นและหันกลับมาลงทุนใหม่จนถึงทุกวันนี้

        ความฝันอื่น ๆ ที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่มักจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน สมมุติว่าเขาประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งตามที่ฝันจริง โอกาสที่เขาจะ “เดินทางรอบโลก” หรือมีบ้านใหญ่โตหรูหรานั้นก็มักจะไม่เกิดขึ้น บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางไกลหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบ้าน เรื่องของ “มูลนิธิ” นั้นก็ดูยุ่งเกินไปและไม่เห็นจะจำเป็น ถ้าอยากทำบุญก็บริจาคให้ใครก็ได้ เช่นเดียวกัน การเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนั้น ถ้าสอนเป็นครั้ง ๆ ก็น่าสนุก แต่ถ้าต้องสอนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่ามันจะเป็นความทุกข์ เหนือสิ่งอื่นใด นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะไม่ได้สนใจ “ความรู้” ของเราเท่าไรนัก เขาอาจจะแค่ต้องการสอบให้ผ่านเท่านั้น

       สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ VI นั้นจะไม่หยุดลงทุนไม่ว่าความฝันอะไรจะเป็นจริงหรือไม่จริง ไม่เชื่อก็ดู VI ระดับเซียนทั้งหลายที่ไม่เคยเกษียณแม้ว่าอายุจะเลย 80 ปีไปแล้ว บัฟเฟตต์บอกว่าเขาและชาร์ลี มังเกอร์ นั้นจะลงทุนจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้แล้วเท่านั้น

        ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ ฝันนั้น ฝันได้และควรจะฝัน พยายามทำให้ความฝันนั้น Realistic คือมีเหตุผลไม่เกินความเป็นจริง การฝันถึงสิ่งที่อยากทำเมื่อประสบความสำเร็จและมั่งคั่งแล้วนั้นก็ทำได้ แต่ก็จงตระหนักว่ามันอาจจะไปไม่ถึง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราอาจไม่ใช่ตัวคนเดียว เรามี “หุ้นส่วนชีวิต” ทั้งภรรยาและลูกที่จะต้องปรึกษาและเห็นชอบด้วย แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น ก่อนหน้าที่ภรรยาคนก่อนของเขาจะเสียชีวิต เขาบอกว่าถ้าเขาตายก่อน ทรัพย์สมบัติก็จะกลายเป็นของภรรยา แต่ถ้าภรรยาตายก่อน เงินส่วนใหญ่ของเขาก็จะถูก “คืนกลับไปสู่สังคม” และนั่นคือที่มาของการบริจาคเงินก้อนมโหราฬของเขาให้กับมูลนิธิของบิลเกต

กำเนิด VI (Value Investor )

      
     พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffet นั้น “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก” เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ ของอเมริกา จอร์จ โซรอส นั้น เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ความคิดของเขาก็คือ ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้ การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับการต่อสู้หรือสงคราม นั่นคือ เข้า “โจมตี” อย่างรุนแรง รวดเร็ว “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ


        ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value Investment นั้น คือทางออกที่จะทำให้ผมยังมีชีวิตในฐานะชนชั้นกลางแบบที่ผมเป็นอยู่ในขณะนั้นได้แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการทำงานหรือรายได้ประจำลดลงมาก กลยุทธการลงทุนของผมจึงเน้นที่ “ความปลอดภัย” หรือการ “ปกป้องเงินต้น” เป็นหัวใจหลัก อะไรที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสขาดทุน “อย่างถาวร” ผมจะหลีกเลี่ยง การลงทุนของผมแต่ละครั้งจะต้อง “ไม่ขาดทุน”

          ถึงวันนี้ที่ Value Investment เป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ผมเห็นว่าการเริ่มต้นของคนเหล่านี้สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ

         กลุ่มแรก คนทำงานกินเงินเดือน อายุประมาณ 30-45 ปี นี่คือกลุ่ม VI ที่เริ่มสนใจลงทุนเนื่องจากตระหนักว่าตนเองจำเป็นที่จะต้องออมเงินเพื่อการเกษียณหรือบางคนต้องการสร้างอนาคตและเห็นว่าการฝากเงินนั้นเป็น “การลงทุน” ที่แย่มาก คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความมั่งคั่งไม่มาก เงินทุกบาททุกสตางค์ “หามาได้ยาก” การที่มันจะ “หายไป” หรือลดน้อยลงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจรุนแรง ดังนั้น กลยุทธการลงทุนจึงมักจะ “อนุรักษ์นิยม” และไม่ลงทุนในหุ้นมากนัก หุ้นที่เลือกลงทุนต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและขนาดไม่เล็กเกินไป ระยะการลงทุนก็มักจะค่อนข้างยาวเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามมากนัก เป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนก็มักจะไม่สูง แต่พวกเขาก็ยังหวังได้ประมาณปีละ 15-20%

          กลุ่มที่สองเป็น “เด็กจบใหม่” ที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลาง พวกเขาไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านในการลงทุนแต่ก็ไม่ได้มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แต่งงานเพราะอายุยังไม่ถึง 30 ปี พวกเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่ค่อนข้างสูงที่จะ “รวย” เป็นเศรษฐีในเวลาอาจจะแค่ 10-15 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้อ่านประวัติของนักลงทุนเอกหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ จนทำให้คิดว่าเขาก็น่าจะทำได้แบบเดียวกันหรือดีกว่า ว่าที่จริงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าประทับใจมากเช่นทำกำไรได้ 100% ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เป็นต้น

         VI ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะใช้กลยุทธการลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย” และมักจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนแต่มีช่วงเวลาที่โดดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้หลายเท่าในเวลาไม่นาน เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ ถ้าพลาดเขาก็สามารถหาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเม็ดเงินที่ยังน้อย พวกเขาก็ไม่สามารถเป็น “ผู้นำ” ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้น พวกเขาจึงมักจะเป็น “ผู้ตาม” ที่คอยรับอานิสงค์จาก VI “ขาใหญ่” ดังนั้น ผลตอบแทนของพวกเขาจึงอาจจะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับคนที่มีพอร์ตใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร VI ในกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้นและมุ่งมั่น พวกเขาใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากและมีการเทรดหุ้นสูง

         กลุ่มที่สาม นี่คือกลุ่มคนที่มักทำธุรกิจและมีเงินเหลือที่ถูกเก็บสะสมมานาน พวกเขาเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีที่อาจจะเริ่มมีเวลามากขึ้นเนื่องจากธุรกิจอยู่ตัวแล้วหรือธุรกิจที่ทำอยู่เริ่ม “ตกดิน” เขาอาจจะเริ่มสนใจหาทางลงทุนเงินสดที่กองอยู่ในธนาคารที่แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ย เขาอาจจะพบว่าการลงทุนแบบ VI นั้น เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนที่จะใช้เงินนั้นไปสร้างธุรกิจใหม่ คนกลุ่มนี้จึงมักเลือกลงทุนในกิจการที่มีขนาดกลาง ๆ มีความมั่นคงพอสมควรและมีพื้นฐานดี พวกเขาเข้าใจดีว่าธุรกิจไหนเป็น “ของจริงหรือของปลอม” การลงทุนของพวกเขามักจะเป็นการลงทุนระยะยาว หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น เนื่องจากเม็ดเงินเริ่มต้นจำนวนมาก ทำให้พวกเขากลายเป็น VI “รายใหญ่” ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลาอันสั้น และทำให้มีบทบาท “ชี้นำ” ในหลาย ๆ กรณี

         กลุ่มที่สี่ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ กลุ่ม “ลูกเศรษฐี” นี่คือนักลงทุนหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่ผมเห็นว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้น ลูกเศรษฐีที่ว่านี้จริง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่ที่ลูกจะสามารถหรือควรสืบทอดกิจการ พวกเขามีธุรกิจหรือมีทรัพย์สินและมีเงิน แต่งานของพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าไปช่วยทำ ลูก ๆ ของพวกเขาควรไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใหญ่ ๆ มากกว่า แต่การไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้นเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยและได้เงินน้อยมาก ดังนั้น หนทางที่ดีกว่าก็คือ การลงทุนที่จะให้เงินมาช่วยทำงาน และนี่ก็มาถึงการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นกิจกรรมที่ “ทำได้ง่ายที่สุด” และอาจจะ “เหนื่อยน้อยที่สุด” และนั่นนำไปสู่การเป็น VI

        VI ที่เป็นลูกคนรวยนั้น ในช่วงเริ่มต้นพ่อแม่ก็อาจจะให้เงินไป “ลอง” เพียง 1-2 ล้านบาท แต่ครั้นได้ลองทำและได้ผลตอบแทนอย่าง “น่าทึ่ง” ในเวลาอันสั้น พวกเขาก็มักจะได้เงินลงทุนเพิ่มจากพ่อแม่ที่เห็นศักยภาพ หลายคนสามารถต่อยอดเงินไปสูงมากจนร่ำรวยเป็น “เศรษฐี” ด้วยตนเองในเวลาอันสั้น VI กลุ่มนี้โดยพฤติกรรมก็คือ มักจะมีความกล้าเสี่ยงได้อย่างเต็มที่ เหตุผลก็คือ เสียก็ไม่เป็นไรเพราะอาจจะขอพ่อแม่ใหม่ได้หรือไม่ก็กลับไปทำงานกินเงินเดือน พวกเขาจะลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ เหมือนนักเก็งกำไร หลายคนสามารถ “ไล่หุ้น” ที่มีขนาดเล็กและไม่ใคร่มีสภาพคล่องได้ทำให้กลายเป็น “ผู้นำ” ที่มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นและทำให้สามารถลงทุนและได้ผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า นี่คือกลุ่ม “Golden Boy” ในตลาดหุ้นที่น่าจับตามอง เพราะพวกเขาอาจจะมีทั้งเงิน ความสามารถ และเวลาในการลงทุนอีกยาวไกล ถ้าไม่ “แพ้ภัยตนเอง” เสียก่อน