Showing posts with label vi stock. Show all posts
Showing posts with label vi stock. Show all posts

Tuesday, October 7, 2014

ความฝัน VI value invester



  Value Investor หนุ่มสาวหลายคน โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น มักจะมีความฝันที่บรรเจิด พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50% และบางคนมากยิ่งกว่านั้น

     พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก

     การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท

     ไม่ว่าในกรณีใด VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ “เศรษฐี” มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท และนั่นก็จะทำให้เขา “ฝันข้ามเวลา” คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง

    หลายคนฝันว่าเขาจะไป “ท่องโลก” เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนอกจากจะสนองความอยากรู้และรื่นรมย์แล้ว มันยังช่วยขยายวิชั่นของเขาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนด้วย ถ้าจะพูดไป จิม โรเจอร์ นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกก็เคยเดินทาง “รอบโลก” มาแล้วสองครั้ง หลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนร่วมกับจอร์จ โซรอส
 

     หลายคนอาจจะฝันที่จะมีบ้านใหญ่ รถหรู และสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้หลังจากที่ตนเองร่ำรวยพอที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่กระทบกับความมั่งคั่งส่วนตน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความฝันที่อาจจะ “อยู่ลึก” ในใจ เนื่องจากการ “บริโภค” สิ่งที่ฟุ่มเฟือยนั้น ดูเหมือนว่าจะขัดกับแนวทางการดำเนินชีวิตของ VI ดังนั้น ฝันของการมีชีวิตหรูหราจึงมักจะเป็นฝันรายการท้าย ๆ ของ VI หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอยู่แล้ว

      ตรงกันข้ามกับการได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย VI จำนวนไม่น้อยฝันว่าจะ “คืนให้แก่สังคม” โดยการบริจาคทรัพย์ให้แก่สาธารณกุศล หลายคนคิดว่าจะ “ตั้งมูลนิธิ” เพื่อช่วยเหลือคนอื่น VI บางคนคิดว่าตนเองอยากเป็นอาจารย์หรือครูที่จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยสอนนักศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เหล่านี้คือกิจกรรมที่ VI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วอเร็น บัฟเฟตต์ และจอร์จ โซรอส ได้ทำหลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนแล้ว

      ผมเองคิดว่า ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี มันช่วยทำให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะลงทุน เราจะทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้ เราจะอดออมได้มากกว่าปกติ ทั้งหมดนั้นจะทำให้พอร์ตของเราโตเร็วขึ้น ความฝันคือแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ว่าที่จริงผมเองก็เคยฝันมาตั้งแต่เริ่มเดินทางสาย VI ใหม่ ๆ

       แต่ประสบการณ์ของผมก็คือ ความฝันนั้นเรามักจะ “ไปไม่ถึง” สาเหตุก็คือ บางครั้งเราตั้งความฝันไว้สูงเกินไป ผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้น เราตั้งไว้สูงยิ่งกว่าสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้ เราคิดว่าเราทำได้ใน 4-5 ปี ดังนั้นเราน่าจะทำได้ในอีก10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

       อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝันไม่เป็นจริงก็คือ ความฝันนั้น “ไม่หยุดนิ่ง” มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาและตามสถานะของตัวเรา ตัวอย่างเช่น เรื่องของความมั่งคั่งนั้น VI บางคนอาจจะตั้งความฝันไว้ว่าจะมีเงินถึงจุดหนึ่งเช่น 50 ล้านบาท แล้วก็จะ “หยุด” เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว” แต่เมื่อถึงเวลาที่เขามีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ เขาก็อาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอหรือยังไม่อยากหยุด พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบัฟเฟตต์ ซึ่งว่ากันว่า เขาเคยคิดที่จะเลิกลงทุนหลังจากมีเงินประมาณ 40-50 ล้านเหรียญหรือ 1,000 ล้านบาทไทยเพื่อหันไป “ทำอย่างอื่น” ในชีวิตและเกือบจะทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่สุดท้าย เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นและหันกลับมาลงทุนใหม่จนถึงทุกวันนี้

        ความฝันอื่น ๆ ที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่มักจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน สมมุติว่าเขาประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งตามที่ฝันจริง โอกาสที่เขาจะ “เดินทางรอบโลก” หรือมีบ้านใหญ่โตหรูหรานั้นก็มักจะไม่เกิดขึ้น บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางไกลหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบ้าน เรื่องของ “มูลนิธิ” นั้นก็ดูยุ่งเกินไปและไม่เห็นจะจำเป็น ถ้าอยากทำบุญก็บริจาคให้ใครก็ได้ เช่นเดียวกัน การเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนั้น ถ้าสอนเป็นครั้ง ๆ ก็น่าสนุก แต่ถ้าต้องสอนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่ามันจะเป็นความทุกข์ เหนือสิ่งอื่นใด นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะไม่ได้สนใจ “ความรู้” ของเราเท่าไรนัก เขาอาจจะแค่ต้องการสอบให้ผ่านเท่านั้น

       สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ VI นั้นจะไม่หยุดลงทุนไม่ว่าความฝันอะไรจะเป็นจริงหรือไม่จริง ไม่เชื่อก็ดู VI ระดับเซียนทั้งหลายที่ไม่เคยเกษียณแม้ว่าอายุจะเลย 80 ปีไปแล้ว บัฟเฟตต์บอกว่าเขาและชาร์ลี มังเกอร์ นั้นจะลงทุนจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้แล้วเท่านั้น

        ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ ฝันนั้น ฝันได้และควรจะฝัน พยายามทำให้ความฝันนั้น Realistic คือมีเหตุผลไม่เกินความเป็นจริง การฝันถึงสิ่งที่อยากทำเมื่อประสบความสำเร็จและมั่งคั่งแล้วนั้นก็ทำได้ แต่ก็จงตระหนักว่ามันอาจจะไปไม่ถึง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราอาจไม่ใช่ตัวคนเดียว เรามี “หุ้นส่วนชีวิต” ทั้งภรรยาและลูกที่จะต้องปรึกษาและเห็นชอบด้วย แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น ก่อนหน้าที่ภรรยาคนก่อนของเขาจะเสียชีวิต เขาบอกว่าถ้าเขาตายก่อน ทรัพย์สมบัติก็จะกลายเป็นของภรรยา แต่ถ้าภรรยาตายก่อน เงินส่วนใหญ่ของเขาก็จะถูก “คืนกลับไปสู่สังคม” และนั่นคือที่มาของการบริจาคเงินก้อนมโหราฬของเขาให้กับมูลนิธิของบิลเกต

หุ้นตัวเรา มุมมองของ VI

       

    หุ้นกับคนนั้นมีอะไรต่าง ๆ เหมือนกันอยู่มาก ว่าที่จริงบริษัทก็คือองค์กรที่ประกอบไปด้วยคนหลาย ๆ คนมารวมกันเพื่อทำธุรกิจ บริษัทเล็กอาจก็อาจจะมีคนไม่กี่คน บริษัทที่เล็กที่สุดก็อาจจะมีคนเพียงคนเดียว และดังนั้น คนคนหนึ่งก็อาจจะเหมือนกับบริษัทที่เล็กที่สุดที่สามารถ “ดำเนินธุรกิจ” และมีรายได้ เช่นเดียวกับที่ต้องมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายก็คือบริษัทที่มีกำไรซึ่งในที่สุดก็จะจ่ายเป็นปันผลที่เป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น คนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็น” ในชีวิตประจำวันก็จะมีเงินเหลือซึ่งก็อาจจะถือว่าเป็น “กำไร” ที่ในที่สุดเจ้าตัวก็สามารถเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้เป็นเหมือนกับ “ปันผล” ให้กับตัวเอง ดังนั้นบริษัทหรือคนก็เหมือนกันตรงที่ต่างก็สามารถสร้างเงินสดให้กับเจ้าของได้เรื่อย ๆ


         บริษัทหรือหุ้นที่มีกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานและเพิ่มหรือโตขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ถือว่าเป็นหุ้นที่ดีและเติบโตและจะมีคุณค่ามาก เราสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของมันได้ เช่น ถ้ากำไรปีละ 1 บาทต่อหุ้น เราอาจจะบอกว่ามันควรมีค่าหุ้นละ 25 บาท หรือเรียกว่ามีค่า PE เท่ากับ 25 เท่า ดังนั้น ถ้าคน ๆ หนึ่งมีรายได้หลังหักค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแล้วเขามีเงินเหลือปีละหนึ่งแสนบาท เราก็อาจจะตีว่าคน ๆ นี้มีมูลค่าคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ถ้าเราให้ค่า PE เขาเท่ากับ 25 เท่าเช่นเดียวกัน แต่มูลค่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้เนื่องจากเราเลิกทาสมานานแล้ว คนไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้น คนที่เป็นเจ้าของคน ๆ นี้ก็คือตัวเขาเองและไม่สามารถเอาไปขายให้ใครได้


         ความจริงที่ว่าตัวเราเองก็เหมือนกับทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ได้ และที่จริงสามารถคำนวณได้ว่ามีค่าเท่าไรนั้น ทำให้ผมคิดว่าการวางแผนทางการเงินที่นักวิชาการหรือนักวางแผนทางการเงินกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าเราทุกคนจะมี “หุ้น”อีกตัวหนึ่งที่ติดอยู่กับตัวเราเสมอและเราไม่สามารถขายมันได้ หุ้นตัวนี้อาจจะมีค่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอย่างอื่น มันอาจจะมีค่าคิดเป็นเม็ดเงินหรือความมั่งคั่งมากมหาศาล หรือมันก็อาจจะมีค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นเราก็อาจจะไม่รู้ เพราะเราอาจจะไม่เคยคิดถึงมันเลย บางทีเราอาจจะไม่เคยตระหนักว่ามันมีอยู่ หรือแม้แต่ว่าเรารู้แล้วว่าเรามี “หุ้นตัวเรา” อยู่เนื่องจากเราอ่านบทความนี้ แต่มันก็เป็นหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขาย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ลองคิดว่ามูลค่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเท่ากับเท่าไร แล้วเราจะทำอะไรกับมัน นอกจากนั้นแล้ว เราจะ “จัดพอร์ต” หุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอื่นอย่างไร?


          ก่อนที่จะพูดถึงการจัดพอร์ตหรือการลงทุนในหุ้นตัวอื่นนั้น ผมอยากจะพูดถึง “หุ้นตัวเรา” เสียก่อน หุ้นตัวเรานั้นก็มีลักษณะหรือพฤติกรรมคล้าย ๆ หุ้นทั่วไปในแง่ที่ว่ามันอาจจะสามารถจัดกลุ่มตามคุณลักษณะของการทำรายได้หรือกำไรออกเป็น 6 กลุ่มแบบปีเตอร์ลินช์ คือ คนบางคนอาจจะมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอแต่ก็เพิ่มขึ้นช้า ๆ เช่น พนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น พวกเขาอยู่ที่เดิมมานานและไม่อยากจะ “เสี่ยง” คิดหรือทำอะไรใหม่ ๆ แบบนี้เรียกว่าเป็น “หุ้นโตช้า” คนกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนอายุยังน้อยที่มีความรู้และความสามารถสูง ทำงานขยันขันแข็ง และกำลังก้าวหน้าในงานที่ทำอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็มักจะกลายเป็นผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะทำเงินหรือมีเงินเดือนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นเติบโต” คนกลุ่มที่สามคือคนที่อาจจะก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิต “ลูกจ้าง” ของเขาแล้ว พวกเขาเป็นที่ยอมรับของนายจ้าง มีเงินเดือนที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงานสูง แต่การที่จะก้าวหน้ามากขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แบบนี้เรียกว่า “หุ้นแข็งแกร่ง” คนกลุ่มที่ทำงานอิสระ เช่น อาจจะเป็นดารานักแสดง นักเขียน ขายประกัน เป็นฟรีแล้นซ์ หรือเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เหล่านี้ มักจะมีรายได้ไม่แน่นอน ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็น “หุ้นวัฏจักร” คนบางคนอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลัง “ตกต่ำ” อาจจะเนื่องจากป่วยไข้ ความนิยมตก มีปัญหาที่ทำให้รายได้หดหายไป แต่กำลังจะฟื้นตัวและกลับมามีรายได้ใหม่ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นฟื้นตัว” สุดท้ายก็คือ คนที่มีทรัพย์สินมากแต่ยังไม่ได้ใช้หรือยังใช้ไม่ได้ เช่น พ่อแม่มีทรัพย์สมบัติมาก แบบนี้อาจจะเรียกว่า “หุ้นมีทรัพย์สินมาก” และทั้งหมดนี้ก็คือ การวิเคราะห์ว่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเป็นหุ้นแบบไหน


         เนื่องจากว่าเราเป็นเจ้าของและผู้บริหาร “หุ้นตัวเรา” เอง ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดการ “กิจการ” ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เราสามารถ เพิ่มคุณค่าหรือมูลค่าให้กับหุ้นตัวเรา ว่าที่จริง ในหลาย ๆ กรณี อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่เราจะให้เวลาหรือใช้เวลาในการ “ปรับปรุง” หุ้นตัวเรา แทนที่จะใช้เวลาไปหาหุ้นตัวอื่นที่เราคิดว่ามีคุณค่ามาก การทำให้หุ้นตัวเรามี “ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น” นั้น ผมคิดว่าจะเป็นการสร้าง Value ที่สูงกว่าการใช้เวลาในการเลือกหุ้นตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เรายังมีอายุน้อย เพราะนั่นจะทำให้รายได้ในอนาคตของหุ้นตัวเราสูงขึ้นมาก


        สุดท้ายมาถึงเรื่องการจัดพอร์ตที่เราจะต้องคำนึงถึง “หุ้นตัวเรา” อยู่เสมอ ถ้ามองในแง่นี้แล้วเราก็จะพบว่า คนเราทุกคนนั้น ไม่มีใครที่ “ไม่มีเงินเลย” หรือพูดให้ถูกต้องขึ้นก็คือ ไม่มีทรัพย์สมบัติเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ เรามีหุ้นหนึ่งตัวอยู่ในพอร์ตแล้ว มันคือ “หุ้นตัวเรา” ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว มันมีค่ามากทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงที่เขายังไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้หรือเงินจากทางบ้าน หรือเพิ่งจะเริ่มทำงานมีเงินเก็บค่อนข้างน้อย ซึ่ง หุ้นตัวเรานี้แหละที่จะเป็น “เรือธง” ที่จะสร้างพอร์ตลงทุนของเราให้เติบโตขึ้นจนเรามี “อิสรภาพทางการเงิน” ในที่สุด ความหมายของผมก็คือ หุ้นตัวเราจะเป็นหุ้นที่ “จ่ายปันผล” ให้กับเราตลอดเวลาทุกปี ซึ่งเราสามารถนำปันผลที่ว่านั้นมาลงทุนซื้อหุ้นตัวอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่บางครั้งเราก็นำมันมาลงทุนในหุ้นตัวเราเพิ่ม เช่น ใช้เงินไปเรียน MBA เพื่อที่จะกลับมาสร้างรายได้ให้กับตนเองเพิ่มขึ้น


       เมื่อเรามีอายุมากขึ้น “หุ้นตัวเรา” ส่วนใหญ่ก็จะมีค่าน้อยลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นที่เราอาจจะลงทุนไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ สมมุติว่าเราเกษียณและไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ลงทุนในหุ้นเลย มูลค่าหุ้นตัวเราก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ เราก็อาศัยเงินเก็บเลี้ยงตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับคนที่ยังลงทุนในหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” ก็ยังน่าจะมากอยู่ นี่มาจากความสามารถในการลงทุนที่อาจจะยังสูงไม่น้อยกว่าสมัยที่ยังหนุ่ม ความสามารถในการลงทุนนี้ ช่วยทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเม็ดเงินแล้วก็อาจจะยังมากทีเดียว นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ผมเองไม่แนะนำให้คนที่อายุมากเกษียณแล้ว ขายหุ้นทิ้งหมด ผมรู้สึกว่านั่นเท่ากับเป็นการทำให้ “หุ้นตัวเรา” หมดค่าไปด้วย


         เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องเข้าใจเรื่องของ “หุ้นตัวเรา” เขาจะต้องรู้จักการจัดการและประเมินว่าเขาจะต้องลงทุนจัดพอร์ตอย่างไรโดยคำนึงถึงหุ้นตัวเราว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของพอร์ตลงทุนเสมอ ในบางช่วงเวลา เขาอาจจะต้องคิดถึงการประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นตัวสำคัญของเขานั้นจะยังมีค่าอยู่ในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คนบางคนที่คิดจะลาออกจากงานมาลงทุนอย่างเดียวก็จะต้องคำนึงถึงว่านั่นจะเป็นการทำลายมูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” หรือไม่แม้ว่าการลงทุนเต็มเวลาอาจจะให้ผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้นแต่นั่นก็ไม่แน่เสมอไป และคิดแล้วเป็นเม็ดเงินเท่าไร? คุ้มหรือไม่? บางที เราอาจจะต้องคำนึงถึงพอร์ตโดยรวมที่รวม “หุ้นตัวเรา” ที่เราประเมินมูลค่าไว้แล้ว เพื่อที่จะดูว่า ตกลงเราจะตัดสินใจอย่างไร มองในฐานะของ VI


Monday, October 6, 2014

คุณค่า(ทางจิตใจ) VS ราคา


     ในแวดวงของนักลงทุนแบบแบบ Value Invesment นั้น  คำสองคำที่เราพูดถึงอยู่เสมอก็คือ  Value กับ Price หรือ  คุณค่า  กับ ราคา   “คุณค่า”  นั้นก็คือสิ่งที่เราจะได้จากการถือทรัพย์สินนั้น  พูดง่าย ๆ  เราจะได้อะไรจากทรัพย์สินนั้น  ซึ่งในเรื่องของหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นก็คือ  ปันผลที่เราจะได้ตลอดอายุของการลงทุนหรือตลอดไป    ส่วน “ราคา” ก็คือสิ่งที่เราจะต้องจ่ายในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว  หน้าที่หลักของเราก็คือ  ประเมินดูว่าคุณค่าหรือมูลค่าของหุ้นตัวนั้นควรจะเป็นเท่าไรโดยหาจาก  “มูลค่าปัจจุบัน” ของปันผลที่จะได้รับในอนาคตทั้งหมด  แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับราคา  หากมูลค่าสูงกว่าราคาเราก็ซื้อ  แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าราคา  เราก็ขาย  เพราะเราเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว  ราคาจะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ  ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น  มูลค่าหรือคุณค่าของหุ้นมีเพียงหรือควรจะมีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือปันผลที่จะได้รับเป็นเงินสด  คุณค่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินและมักจะไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นตัวเงิน  เช่น  ชื่อเสียงหรือความรู้สึกทางจิตใจนั้น   เราจะไม่นำมาคิด

         แต่ในโลกที่กว้างออกไป  “คุณค่า” นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเงิน  คุณค่าทางด้าน  “จิตใจ” ก็มีอยู่มากพอที่จะทำให้คนยอมจ่าย  “ราคา”  เพื่อที่จะได้มันมา  หรือถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ  คนแต่ละคนจะประเมินดู  “คุณค่าทางด้านจิตใจ” ที่เขาจะได้รับทั้งหมด  แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ  “ราคาหรือเม็ดเงิน” ที่เขาจะต้องจ่าย  ถ้าคุณค่านั้นสูงกว่า  เขาก็จะ  “ซื้อ”   แต่ถ้าไม่  เขาก็อาจจะขายถ้าสามารถขายได้   ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณค่าทางจิตใจนั้นแตกต่างจากคุณค่าที่เป็นเม็ดเงินก็คือ  คุณค่าทางจิตใจนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน  ของสิ่งเดียวกันสำหรับคนหนึ่งอาจจะมีคุณค่ามาก  แต่สำหรับอีกคนหนึ่งมันอาจจะไม่มีค่าอะไรเลย  ลองมาดูกันว่าใน “ตลาด” ที่ขาย  “คุณค่าทางจิตใจ” ของประเทศไทยเรานั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ

          ในเมืองไทยที่สังคมยังค่อนข้างติดยึดกับระบบ  “ศักดินา” ที่แบ่งคนเป็น  “ชนชั้น” ตามฐานันดรต่าง ๆ  นั้น  ทำให้ยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งเป็นสิ่งที่คนต่างก็แสวงหา  คนมักจะยกย่องเชิดชูคนที่มีฐานะและตำแหน่งที่เป็นทางการสูงโดยที่ไม่ใคร่สนใจว่าคน ๆ  นั้นจะมีความรู้ความสามารถหรือมีคุณธรรมจริง ๆ หรือไม่  ดังนั้น  คนที่มีปัญญา  มีความรู้ความสามารถ  หรือเพียงแต่มีเงินจึงต้องการ  “หัวโขน” มาประดับด้วย  หัวโขนหรือตำแหน่งที่เป็น  “ทางการ”  จึงเป็นสิ่งที่มีค่า  เป็น  Value  สำหรับคนหลาย ๆ  คน  และดังนั้น  พวกเขาจึงยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเป็น “ราคา”  ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ “หัวโขน”  แต่ละแบบ   และนี่ก็เป็นที่มาของเรื่องการ  “ขายปริญญา”ของ  “มหาวิทยาลัย” ที่ไม่ได้มีมาตรฐาน  หรือไม่ก็เป็นปริญญากิตติมศักดิ์ที่มอบให้แต่ผู้รับต้อง  “จ่ายเงิน”   นอกจากนั้น  ในอดีตเราก็เคยมีกรณี  “เครื่องราช”  ที่คนต้องจ่ายเงินให้กับคนที่จัดการทำเรื่องหลอกลวงว่ามีการบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับคนที่ต้องการได้เครื่องประดับนี้โดยที่ตนไม่สมควรได้

          อาหารเสริมเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก  ผู้ผลิตมีตั้งแต่บริษัทระดับโลกไปยันกิจการครอบครัวขนาดเล็กที่ไม่มีการค้นคว้าวิจัยอะไรเลย  “คุณค่า” ของอาหารเสริมจำนวนมากที่จะมีต่อร่างกายนั้นยังมีข้อสงสัยอยู่มาก  หมอหรือนักวิชาการจำนวนมากที่ผมรู้จักหรือได้อ่านบทความนั้นบอกว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากความรู้สึกทางใจที่ว่ามันช่วยให้สุขภาพดีขึ้น  อย่างไรก็ตามคนจำนวนมากรวมทั้งผมต่างก็ดูว่ามีอาหารเสริมหลายอย่างที่ผมซื้อเพราะมัน  “คุ้มค่า”  คนจำนวนมากคิดว่าคุณค่าของมันเหนือกว่าราคาที่จ่าย  คุณค่าที่ว่านี้ก็คือการมีสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับเขานั้น  คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาก   สำหรับผมเอง  ผมก็ไม่ได้เชื่อมากนักว่าอาหารเสริมที่ผมกินนั้นจะช่วยให้สุขภาพผมดีมากมายอะไร  อย่างไรก็ตาม  เงินที่ผมจ่ายนั้น  ก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ผมมี  ดังนั้น เทียบแล้ว Value เหนือ Price และนี่เป็นเหตุผลที่อาหารเสริมนั้นเป็นธุรกิจที่เติบโตมาก

         การพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตไม่น้อยไปกว่าอาหารเสริม  ไล่ตั้งแต่การดูหมอและการผูกดวงชะตาต่าง ๆ    การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค  ไปจนถึงการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย  นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักวิชาการมีการศึกษาและพบว่าการคาดการณ์ทั้งหลายดังกล่าวนั้นไม่มีความถูกต้องแม่นยำพอที่จะมีประโยชน์ในการตัดสินใจอะไรเลย   แต่คนจำนวนมากก็ยังยอมจ่ายเงินไปเพื่อซื้อการคาดการณ์เหล่านั้น  พวกเขาเห็น  “คุณค่า”  ของมัน  คนบางคนเชื่อว่าการคาดการณ์นั้นมีความถูกต้องและจะทำให้สามารถนำไป “ทำเงิน” และคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย   คนบางคนนั้นได้  “คุณค่าทางจิตใจ”  นั่นก็คือ  มันทำให้เขารู้สึกสบายใจที่มีคนมาช่วย  “รับภาระทางใจ”  ต่อการตัดสินใจของเขา   ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดเขาก็สามารถที่จะอ้างได้ว่าเขาตัดสินใจโดยได้ใช้ข้อมูลและความเห็นของคนที่เชี่ยวชาญในการพยากรณ์อนาคตอย่างรอบคอบแล้ว

          Value หรือคุณค่าของ  “ที่ปรึกษา” ทางธุรกิจนั้น  บ่อยครั้งก็ไม่ได้มีคุณค่าที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับค่าที่ปรึกษาที่สูงลิ่ว  เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัทหรือหน่วยงานเองนั้นส่วนใหญ่น่าจะรู้ดีกว่าที่ปรึกษาที่เป็นคนนอกและเพิ่งเข้ามาศึกษาการทำงานของบริษัทจากการสอบถามพนักงานภายในบริษัทเอง   แต่ประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ประเด็นอาจจะอยู่ที่ว่าคุณค่าของที่ปรึกษาในสายตาของคนจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารอาจจะอยู่ที่ว่า  ที่ปรึกษานั้นเป็นผู้ที่จะบอกให้แต่ละหน่วยงานในบริษัททำตามเนื่องจากพวกเขาเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญคนนอก”  ที่ไม่มี  “การเมืองในบริษัท”  ที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ง่ายกว่า  นอกจากนั้น  หากเกิดมีอะไรผิดพลาด  ผู้บริหารก็ยังมีข้ออ้างว่าที่ปรึกษาได้แนะนำไว้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายบริหารทั้งหมด

          ตลาดพระเครื่องน่าจะเป็นตลาดที่  “คุณค่าทางด้านจิตใจ”  มีบทบาทสำคัญในทรัพย์สินที่มีตัวตนและเปลี่ยนมือได้  “คุณค่า” ของพระเครื่องแต่ละรุ่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยหลาย ๆ  อย่าง  เช่น  ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ห้อยพระเครื่องบางองค์รอดปลอดภัยอย่าง  “มหัศจรรย์”  คุณค่าในสายตาของคนเล่นพระเครื่องในพระรุ่นนั้นก็อาจจะสูงขึ้นมากและทำให้  “ราคา”  ค่าเช่าพระองค์นั้นวิ่งสูงขึ้นด้วย  แต่ถ้าถามว่าพระเครื่องรุ่นนั้นช่วยให้  “แคล้วคลาด”  ได้จริงหรือเปล่า?  คงไม่มีใครตอบได้จริง ๆ  

            Value ของบริษัทจัดการกองทุนรวมหรือผู้บริหารกองทุนรวมนั้น  ในต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกามีการศึกษากันมากและพบว่า  ผู้จัดการกองทุนรวมส่วนใหญ่มีคุณค่าในแง่ของการเลือกหุ้นที่ถูกต้องน้อยไม่คุ้มค่ากับค่าบริหารกองทุนที่คิดค่อนข้างสูงอาจจะ 3-4% ต่อปีของสินทรัพย์สุทธิ  อย่างไรก็ตาม  คนจำนวนมากก็ยังใช้บริการยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนในอัตราสูงแทนที่จะซื้อกองทุนอิงดัชนีที่ไม่ต้องเลือกหุ้นและคิดค่าบริหารกองทุนต่ำกว่ามาก   เหตุผลนั้นอาจจะเป็นเพราะคนยังเชื่อว่ามีกองทุนรวมที่มีฝีมือหรือคุณค่าสูงในการเลือกหุ้นเพราะพวกเขาเห็นว่ากองทุนนั้นมีผลงานที่ดีเด่นในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ความหวังที่จะได้กำไรดี ๆ  และการ “ยกความรับผิดชอบ” ให้กับบริษัทจัดการการลงทุนที่  “มีผลงานโดดเด่น”  ทำให้พวกเขายอมจ่าย “ราคา”  ที่อาจจะสูงกว่าคุณค่าที่แท้จริงของ บลจ. นั้น

           ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น  ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมต้องการจะบอกก็คือ  ในฐานะของ VI  เราจะต้องเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Value” หรือคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ  เมื่อเทียบกับ ราคา ที่เราจะจ่าย  และเราต้องเข้าใจด้วยว่า Value นั้นมีหลายรูปแบบและในสายตาของแต่ละคนก็อาจจะไม่เท่ากันถ้ามันไม่ใช่ Value ที่เป็นเม็ดเงิน  ความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้เราใช้เงินได้คุ้มค่าขึ้น  ทั้งทางด้านของการลงทุนและในด้านการใช้จ่ายอย่างอื่นของชีวิต

Friday, October 3, 2014

ตรวจสอบตัวเองก่อนลงทุน ข้อคิด VI

   




     ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น  สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเราเองว่าสถานะและศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร  จากนั้นเราถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนของเรามีความเหมาะสมที่สุด  การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น  เราควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่านั้นเท่านี้  ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว  มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่น ๆ  ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา   และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าเราควรจะต้องมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เราตายก่อนกำหนด  เป็นต้น  นั้น  ผมคิดว่าเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ  ที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน  ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของเรา

          เรื่องแรกก็คือ  เรามีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร?  บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพัน ๆ ล้านบาท  เหตุผลในการที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี  เพราะถ้าเขาตาย  เงินมรดกก็มากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว  เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 10-20 ล้านบาทนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร  เหตุผลที่จะซื้อประกันเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี  เช่น  เฉลี่ยปีละอาจจะถึง 4% เมื่อรวมการได้รับลดหย่อนเรื่องภาษีเงินได้อาจจะถึง 5%  ที่คนขายประกันมักพยายามนำมาชักชวนให้ซื้อประกันนั้น  ผมคิดว่าในระยะยาวแล้วไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีเงินมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เราไม่สามารถ“ลงทุน” ในการประกันชีวิตเป็นเงินมาก ๆ  เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดของเราได้

           “ความเสี่ยง”  สำหรับคนที่มีเงินมากเหลือเฟือและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ  กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นผมคิดว่าแตกต่างกัน  คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและลูกหลานอยู่แล้วนั้น  ความเสี่ยงที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสารการเงินเช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์  เพราะการลงทุนเหล่านั้น  แม้ว่าเขาจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75%  เงินที่เหลืออยู่ 25% ก็ยังเพียงพอที่เขาอาจจะอยู่ได้อย่างสบาย   แต่ความเสี่ยงของเขาจริง ๆ  นั้น  อาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก  “ระบบ” หรือกฎเกณฑ์ของรัฐหรือประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปที่อาจจะทำลายการลงทุนของเขาจนหมดสิ้นไป  สิ่งเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น  แต่ในบางประเทศเช่น  ในยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น  ผมคิดว่าคนรวยหรือแม้แต่มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยต้อง  “สิ้นเนื้อประดาตัว”  เพราะเมื่อเกิดสงคราม  โรงงานหรือธุรกิจอาจถูกระเบิดทำลายไป   เงินฝากที่มีอยู่ก็เฟ้อเนื่องจากประเทศแพ้สงครามหมดค่าลง  บางคนมีที่ดินเหลือแต่หลังสงครามประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดินจึงถูกยึดเป็นของรัฐ  ดังนั้น  สำหรับคนเหล่านี้  การลงทุนที่สำคัญมากที่จะลดความเสี่ยงจริง ๆ  จึงอาจจะอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ  ประเทศซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เขาก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายได้


          ข้อตรวจสอบตัวเองต่อมาก็คือเรื่องของรายได้จากการทำงาน  ถ้างานของเรานั้นทำเงินได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างสม่ำเสมอ เช่น  เรามีอาชีพเป็นหมอศัลยกรรม  และเราคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้เงินมากในอนาคตเช่น  การส่งลูกเรียนต่างประเทศ เราก็น่าจะมีกำลังที่ทำได้ด้วยรายได้จากเงินเดือน   ในกรณีแบบนี้  เราก็สามารถลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงเช่นหุ้นได้มากในขณะนี้   แต่ถ้างานในปัจจุบันนั้นถึงจะมีรายได้ดีแต่ไม่ได้มีความแน่นอนมาก  การลงทุนของเราก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น  เช่น  อาจจะต้องลงทุนในตราสารการเงินที่เสี่ยงน้อยกว่าเช่น  การลงทุนในพันธบัตรมากกว่า เป็นต้น   หรือในกรณีที่เรามีรายได้ไม่มากแต่มีความมั่นคงในการทำงาน  แผนการเงินของเราอาจจะเป็นเรื่องของการพยายามอดออมและกันเงินไว้ลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ  ด้วยวิธีนี้  แม้ว่าเงินที่ลงทุนอาจจะน้อย  แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปยาวนาน  เราก็อาจจะมีทรัพย์สินที่มากพอและมีชีวิตที่สุขสบายได้ในยามที่เราแก่ตัวลง

          เรื่องของอายุก็เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดแนวทางในการลงทุน  ถ้าอายุเราน้อยและมีกำลังทำงานเต็มที่  การลงทุนที่ “เสี่ยง” ประเภทลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางทีมากกว่านั้น  ก็อาจจะเป็นเรื่องที่  “ไม่เสี่ยง”  เพราะเราสามารถ “แก้ตัว”  นั่นคือ  หาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองตามอัตภาพได้เสมอ  แต่เมื่อเรามีครอบครัวที่ต้องอุปการะหรืออายุมาก 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว  การลงทุนก็ควรจะ Balance หรือมีความสมดุลขึ้น  เช่น  ควรจะมีการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีการลงทุนทั้งด้านของหุ้น  ตราสารหนี้  และอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งเงินสดและการประกันชีวิต  ที่จะทำให้เรามีความสบายใจว่าเงินจะไม่หายไปมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายหรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  ในขณะเดียวกัน  เราก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่จะทำให้ความมั่งคั่งของเราไม่ลดลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าของเงินอย่างช้า ๆ  ตลอดเวลา

           ค่าใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่เราจะต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้น  น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งในการวางแผนการเงินและการลงทุน  รายจ่ายที่สำคัญมากที่สุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ  รายจ่ายทางด้านการศึกษาของลูกและรายจ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลของพ่อแม่ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ  และค่าใช้จ่ายของตัวเราเองเวลาเจ็บไข้   เรื่องของลูกนั้น  นอกจากจำนวนที่เรามีหรือต้องการที่จะมีแล้ว  เราคงต้องวางแผนว่าจะให้เขาเรียนที่ไหนในระดับประถมถึงมัธยม  และระดับปริญญาตรี-โท  ในประเทศหรือต่างประเทศ  เพราะค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก    ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้น  โชคดีที่ประเทศเรามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมาก  ดังนั้น  ถ้าเราวางแผนที่ดีพอ  เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยการสมัครในโปรแกรมต่าง ๆ  เช่น  ประกันสังคม  ที่จะทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้วยรายจ่ายที่ไม่สูงเกินไป  ส่วนในเรื่องของการศึกษานั้น  รายจ่ายที่มากน้อยมักจะอยู่ที่เราเลือกว่าจะให้ลูกไปทางสาย  “อินเตอร์”  หรือสาย  “ไทย”  ความเห็นของผมก็คือ  ในระดับกลาง ๆ  ค่อนข้างสูงก็คือ  เน้นอินเตอร์ในประเทศจนจบปริญญาตรี  แล้วถ้ามีโอกาสก็ไปต่อโทต่างประเทศที่เป็นโปรแกรม 1 ปี  นี่น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้อง “ต่อสู้” ในโลกที่เป็น “สากล”



           สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน  คนที่มีพื้นฐานทางด้านการคำนวณหรือทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น  มักจะมีความได้เปรียบในการศึกษาเรื่องของการลงทุน  โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางสายการเงินหรือทางธุรกิจพวกเขาสามารถศึกษาเรื่องการลงทุนได้ไม่ยากนัก  แต่คนที่เป็น  “หัวศิลป์”  จำนวนไม่น้อยไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้  แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นว่าเราไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้  ว่าที่จริง ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดว่า  “ถ้าเรารู้ว่าเราโง่เรื่องการเงิน  เราก็หายโง่แล้ว”  วิธีที่จะลงทุนในหุ้นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องหรือวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นที่ดีที่สุดก็คือ  การซื้อกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ไปเรื่อย ๆ  เมื่อมีเงินลงทุน  ด้วยวิธีนี้  คนที่ไม่เก่งเรื่องหุ้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอใช้ได้  และบ่อยครั้งก็ดีกว่า“มืออาชีพ”  ด้วยซ้ำ   การมีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนที่ดีนั้น  ผมคิดว่าทำให้แผนการเงินหรือการลงทุนของคน ๆ  นั้นอาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเกณฑ์มาตรฐาน  การ  “ถือหุ้น 100%  ตลอดไป”  นั้น  ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของ VI ผู้มุ่งมั่น จำนวนมากในทศวรรษนี้  ว่าที่จริง  หลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น  ลงทุนในหุ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องยาวนาน  ผมเองคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมและอาจจะดีเฉพาะในบางสถานการณ์  อย่างไรก็ตาม  แผน แนวทาง  หรือกลยุทธ์การลงทุน  นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน  เขาอาจจะมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติที่จะสามารถ  “รองรับขั้นสุดท้าย”  เช่น  มีพ่อแม่ที่มีเงินมากพอในกรณีที่เขา “หายนะ”  เป็นต้น  ดังนั้น  เราจึงไม่สามารถจะบอกว่าผิดหรือถูก  เราควรจะคิดว่าเรื่องการลงทุนนั้น  “ตัวใครตัวมัน”

ตรวจสอบผู้บริหารแบบ VI

 

   










การวิเคราะห์ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนบอกว่ายากเนื่องจากเราไม่ได้รู้จักใกล้ชิด  ผู้บริหารที่คนหรือสื่อบอกว่าดีนั้น  หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องของ  “ภาพ”  มากกว่าความเป็นจริง    บริษัทที่มีผลงานที่โดดเด่นก็มักจะมีผู้บริหารที่คนเชื่อว่าดีและโดดเด่น   เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าผู้บริหารไม่ดีแล้วบริษัทจะดีได้อย่างไร?    ดังนั้น  บางคนจึงคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผู้บริหาร  แค่เห็นว่าบริษัทดีเราก็สรุปได้แล้วว่าผู้บริหารก็คงจะต้องดี  และหลายคนก็คิดว่า  ถึงจะมีผู้บริหารที่ดีก็ไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรให้กับหุ้นที่จะลงทุน  เพราะคุณค่าของหุ้นนั้นสูงขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทซึ่งรวมถึงผลงานของผู้บริหารอยู่แล้ว  การไปให้คุณค่ากับผู้บริหารอีกก็เท่ากับว่าเราไป  “นับซ้ำ”  อย่างไรก็ตาม  มีบางประเด็นที่น่าจะสามารถแยกแยะให้เห็นได้ระหว่างผู้บริหารที่ดีกับผู้บริหารที่ไม่ดีโดยที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการปกติของบริษัทในระยะสั้น

            ประเด็นแรกและสำคัญมากก็คือ  ดูการจัดสรรเงินของบริษัท  ผู้บริหารที่ดีจะต้องไม่ใช้จ่ายเงินแบบ  “มั่ว”  ต้องลงทุนในโครงการที่ดีซึ่งก็มักจะต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม  การ Take Over หรือซื้อธุรกิจอื่นก็จะต้องมาในแบบเดียวกันและจะต้องมีราคาที่ไม่แพงเกินคุณค่าที่ได้รับ  ผู้บริหารที่ไม่ดีมักจะใช้จ่ายเงินลงทุนหรือซื้อธุรกิจอื่นที่ไม่เหมาะสมซึ่งแม้ว่าบ่อยครั้งจะทำให้หุ้นวิ่งหรือปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วง “กระทิง”  แต่ในฐานะของ VI  เราควรจะมองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี   ในระยะยาวมันจะทำให้บริษัทเสียหาย

           ในกรณีที่บริษัทมีเงินสดและไม่สามารถนำไปจัดสรรเพื่อลงทุนในโครงการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีพอ   ผู้บริหารควรจะต้อง  “คืนเงิน” ให้ผู้ถือหุ้น   นั่นก็คือ  จ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสม  ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เคยจ่ายตามปกติ  หรือไม่ก็  “ซื้อหุ้นคืน” ซึ่งก็คล้าย ๆ  กับการจ่ายปันผล  เพราะเป็นการ “คืนเงิน”ให้แก่  “ผู้ถือหุ้น” เหมือนกัน  แต่เป็นการคืนให้กับผู้ถือหุ้นบางคนเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นปันผลที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าถ้าราคาที่ซื้อหุ้นคืนนั้นต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  การซื้อหุ้นคืนในกรณีของตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าจำนวนมากนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลดังกล่าว  หลาย ๆ  กรณีเป็นเรื่องของการ  “ดูแลราคาหุ้น”  ที่ตกลงไปมากโดยการเอาเงินบริษัทไป  “พยุง” ราคาไว้โดยไม่ได้พิจารณาว่าราคาหุ้นในขณะนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่   ดังนั้น  เวลาที่เห็นว่าบริษัทมีการซื้อหุ้นคืนโดยที่เหตุผลนั้นไม่ชัดเจน   ผมก็มักจะคิดว่าบริษัทนั้นมีการบริหารงานที่ไม่ดี

            ประเด็นที่ VI ไม่ชอบเลย  ยกเว้นว่าจะมีคำอธิบายที่ดีพอและเป็นการกระทำที่จะสร้างความโปร่งใสครั้งเดียวให้จบ  ก็คือ  เรื่องของ Related Transaction  หรือการทำรายการระหว่างบริษัทกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็น “เจ้าของ”  บริษัท  ในประเด็นนี้แม้ว่าจะมีการตรวจสอบโดย  “กรรมการอิสระ” และมีผู้ประเมินที่เป็น  “บุคคลภายนอก”  ผมก็ไม่เชื่อว่ามันจะมีความเที่ยงธรรมได้จริง ๆ  เพราะทั้งกรรมการอิสระและบุคคลภายนอกดังกล่าวนั้นต่างก็ถูกแต่งตั้งโดยบริษัทหรือผู้บริหาร  ดังนั้น  บริษัทที่มีรายการที่มีการ  “ขัดแย้งของผลประโยชน์”  บ่อย ๆ   หรือมีรายการที่  “น่าเกลียด”  อย่างแรงแม้เพียงรายการเดียว  สำหรับผมแล้ว  ผมมักจะถือว่าบริษัทอาจจะมีผู้บริหารที่ไม่ดี

           เรื่องที่สามนั้นแม้ว่าอาจจะดูว่าไม่กระทบกับบริษัทมากมาย  แต่ก็เป็นการ  “ส่งสัญญาณ”  ที่เตือนเราเหมือนกันว่าผู้บริหารอาจจะไม่ใคร่  “สมบูรณ์” นักก็คือ  การจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้บริหาร  “มากเกินไป” และอาจจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับผลประกอบการปกติของบริษัท  เพราะนี่เป็นเรื่องของการ  “เอาเปรียบบริษัท”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นี่มักเป็นการอนุมัติโดยตัวเองหรือคนที่ตนเองมีอิทธิพลเหนือกว่า  หรือไม่ก็เป็นการอนุมัติโดยมีผลต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน   ดังนั้น  เวลาที่ผมพบว่าผู้บริหารได้รับผลตอบแทนที่  “สูงเหลือเชื่อ”  เปรียบเทียบกับขนาดและ Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นของกิจการ  โดยที่ผมไม่ได้คิดว่าเขามีส่วนในความสำเร็จมากมายอะไรของบริษัท   ผมก็มักจะไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับหุ้นแบบนี้

          เรื่องที่สี่คือ   ความโปร่งใสของผู้บริหาร  ผู้บริหารที่ดีนั้นควรจะต้องโปร่งใส ยิ่งเปิดเผยมาก  คะแนนคุณสมบัติของผู้บริหารก็ควรจะดีขึ้น  ผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสมาก ๆ  นั้น  บางครั้งเราแทบจะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไปเลยเนื่องจากบริษัทอาจจะมีสิ่งที่เลวร้ายซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้และสิ่งที่เรารู้นั้นถูกทำลวงขึ้นมา   ความโปร่งใสเรื่องแรกก็คือเรื่องของระบบบัญชี  บริษัทที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีการลงบัญชีแบบ  “อนุรักษ์นิยม”  มาก ๆ  นั้น  ควรจะต้องได้รับคะแนนที่ดีเทียบกับบริษัทที่มี “ลูกเล่น”  มาก  ตัวอย่างหนึ่งที่เราเคยพบในช่วงหนึ่งก็เช่น  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งใช้ระบบบัญชีที่ลงรายรับต่อเมื่อมีการโอนและรับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ จำนวนมากลงบัญชีรับรู้รายได้ตามการก่อสร้างหรือตามเกณฑ์อื่น   ในกรณีแบบนี้  ผมเองต้องให้คะแนนผู้บริหารบริษัทแรกสูงกว่า

           นอกจากเรื่องบัญชีแล้ว  การให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งที่ดีและไม่ดีต่อผู้ถือหุ้นเป็นระยะ ๆ  ตลอดเวลาก็เป็นการแสดงความโปร่งใสที่สำคัญ  บริษัทที่ผู้บริหารเก็บตัวเงียบและไม่ใคร่ยอมพบนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนเลยนั้น  ผมคิดว่าจะได้รับคะแนนผู้บริหารที่สูงไม่ได้    นอกจากนั้น  ผู้บริหารที่ดีก็ควรที่จะสามารถ  “รักษาคำพูด” ที่ตนได้ให้ไว้พอสมควร  ไม่ใช่พูดแล้วก็ผิดคำพูดมาก ๆ  ผู้บริหารที่ดีนั้น  ผมคิดว่าถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือคาดการณ์ถูกต้อง  ก็ไม่ควรจะพูดในเรื่องนั้น

            เรื่องที่ห้า  ผู้บริหารที่ดีนั้น  จะต้องดูแลไม่ให้บริษัทรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป  ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้บริษัทปลอดภัยมากเกินไปจนกระทบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้  สำหรับเรื่องนี้ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  โครงสร้างเงินทุนของบริษัท  หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  สัดส่วนหรือปริมาณของหนี้ของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นหรือกำไรก่อนดอกเบี้ยของกิจการ   บริษัทที่มีหนี้มากเกินไปและอยู่ในกิจการที่มีความผันผวนของผลการดำเนินงานมากนั้น  จะเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด  และถ้าผู้บริหารไม่ได้ทำอะไรที่จะลดความเสี่ยงนี้  ก็ต้องถือว่าผู้บริหารไม่ดีพอที่จะได้รับคะแนนสูง ๆ   เช่นเดียวกัน  บางบริษัทมีเงินสดมาก  ไม่มีหนี้เลย  และธุรกิจก็ค่อนข้างสม่ำเสมอมาก  แต่บริษัทกลับจ่ายปันผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แบบนี้ก็ต้องบอกว่าผู้บริหารไม่ดี  ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร


           สุดท้าย  เรื่องของโครงสร้างผู้ถือหุ้นก็มีส่วนที่จะทำให้ผู้บริหารมีโอกาสที่จะได้คะแนนสูงหรือต่ำเช่นเดียวกันทั้ง ๆ  ที่เราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก  ตัวอย่างเช่น  ถ้าบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผู้บริหารสูงสุดมักจะมาจาก  “สายการเมือง”  แบบนี้เรามักจะไม่ให้คะแนนผู้บริหารสูง   เหตุผลก็เพราะการคัดเลือกผู้บริหารอาจจะมาจากคุณสมบัติอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารงานมากนัก  หรือถึงจะได้คนที่โดดเด่นมาเป็นผู้บริหาร  แต่เขาก็อาจจะต้องทำงานหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างในทางที่ไม่เป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทได้  โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ดีอาจจะเป็นว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดกับรายรองลงมาที่มีจำนวนหุ้นใกล้เคียงกันที่เป็นสถาบันต่างประเทศที่น่าเชื่อถือและไม่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่  และทั้งคู่ก็แต่งตั้งผู้บริหารที่เป็น  “มืออาชีพ” มาบริหารงาน  ถ้าเป็นแบบนี้  ผู้บริหารก็น่าจะได้คะแนนสูง  เพราะทุกอย่างจะมีเหตุผลและมีการ “คานอำนาจ” หรือตรวจสอบกันเป็นอย่างดี  เป็นต้น

           ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางที่จะใช้วิเคราะห์หรือตรวจสอบผู้บริหารนอกเหนือจากผลประกอบการระยะสั้นของบริษัท  ผมเองไม่รู้ว่าผู้บริหารดีนั้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทมากน้อยแค่ไหนแต่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนอยู่โดยเฉพาะในระยะยาว  ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ VI ที่เน้นลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีเป็น ซุปเปอร์สต็อก

Sunday, September 21, 2014

ทำงานไป ลงทุนไป

     
     ในระยะหลังประมาณ 4-5 ปี ที่ผ่านมาหรือตั้งแต่สิ้นปี 2551 ในวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยตกต่ำลงเหลือเพียง 450 จุด  มาจนถึงปัจจุบันที่ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 1400 จุด  สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น “VI”  จำนวนหนึ่งร่ำรวยขึ้นมากจนสามารถลาออกจากการเป็นพนักงานที่ทำงานกินเงินเดือนในกิจการธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ  และหันมาเป็นนักลงทุน  “เต็มตัว”  หรือจะเรียกว่าเป็น  “นักลงทุนอาชีพ” ก็ไม่ผิด  เหตุผลที่พวกเขาลาออกมาลงทุนเต็มตัวนั้นก็เพราะว่าเขาจะได้มีเวลาศึกษาและค้นหาหุ้นที่น่าลงทุนซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้เวลามากและบ่อย ๆ  ต้องใช้เวลาในเวลางาน  เช่น การไป Visit Company เยี่ยมชมบริษัท  หรือไปพบผู้บริหารในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดในเวลางาน

           การทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาและค้นหาหุ้นลงทุนนั้น  นักลงทุน “ผู้มุ่งมั่น”  ที่กล่าวถึงนั้นเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้พวกเขาลงทุนได้ดีขึ้น  สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น “คุ้ม” กับรายได้ที่จะเสียไปจากการทำงาน  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้ามีเงินในพอร์ต 10 ล้านบาท  และถ้าเขาทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้จากปกติปีละ 5-10%  ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะทำได้ “ไม่ยาก”  เขาก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท  ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนทั้งปีของเขา  ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากงาน  และมุ่งมั่นสู่  “ดวงดาว”  นั่นก็คือ  รวยเป็นเศรษฐีจากตลาดหุ้น  และนั่นก็คือนักลงทุนที่  Aggressive หรือกล้าหาญและมั่นใจสุด ๆ  อาจจะ  เนื่องจากผลงานที่ทำมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นโดดเด่นมาก ๆ  ผลตอบแทนทำได้ปีละอาจจะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย

            เช่นเดียวกัน นักลงทุนรุ่นหนุ่มสาวที่เพิ่งจะจบการศึกษาหลายคนที่พ่อแม่มีเงินมากและอาจจะไม่ได้มีธุรกิจใหญ่พอที่จะต้องให้ลูกมาดูแลธุรกิจหรือไม่อยากให้ลูกเข้ามาทำงานในธุรกิจของตนเอง  อาจจะรู้สึกว่าการลงทุนโดยเฉพาะแบบที่เป็น  “VI”นั้น  ก็เป็น  “การทำธุรกิจ”  เหมือนกัน  ดังนั้น  พวกเขาก็เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ  โดยการขอเงินพ่อแม่มาลงทุน   การลงทุนในช่วงแรกด้วยเงินไม่มากอาจจะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความมั่นใจทั้งตัวเองและพ่อแม่  ดังนั้น  เขาจึงได้เงินลงทุนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ     ด้วย “ฝีมือ”  และอาจจะด้วยโชคหรืออะไรก็ตามแต่  ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังสูงลิ่วทำให้พอร์ตของเขาโตขึ้นเป็นสิบล้านบาทขึ้นไปในเวลาอันสั้น  ดังนั้น  เขาก็เลิกทำงานอย่างอื่นทั้งหมดและหันมาเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัว  ลึก ๆ  แล้วเขาอาจจะกำลังคิดถึง วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่แทบไม่เคยทำงานประจำอย่างอื่นหลังจากเรียนจบ  แต่ประสบความสำเร็จระดับโลก  ว่าที่จริงเขาอาจจะคิดว่าเขาเก่งไม่แพ้บัฟเฟตต์เลย  เพราะผลตอบแทนของเขาที่ผ่านมานั้นสูงกว่าสถิติของบัฟเฟตต์มากแม้ในช่วงที่บัฟเฟตต์ยังมีพอร์ตเล็ก ๆ  ในช่วงต้นของชีวิตการลงทุน

          ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  เราควรที่จะเลิกทำงานประจำเป็นคนกินเงินเดือนแล้วมาลงทุน  เป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัวไหม?  และจะเลิกทำงานเมื่อไร?  หรือสำหรับคนที่พ่อแม่มีเงินมากพอ  ควรหรือไม่ที่เราจะเริ่มชีวิตการลงทุนตั้งแต่เรียนจบ  หรือเราควรที่จะทำงานไป-ลงทุนไป?

          ผมเองอยากจะเริ่มที่เรื่องของการทำงานประจำหรืองานที่ต้อง  “ใช้แรง”  เสียก่อนว่าทุกคนควรที่จะต้องทำเพื่อเป็น  “ประสบการณ์ของชีวิต”  การทำงานใช้แรงหรือทำงานประจำในหน่วยงานหรือการทำงานที่ต้องประสานเกี่ยวข้องกับคนอื่นนั้น  จะช่วยให้เราเป็นคนที่ “สมบูรณ์” ขึ้น  มันไม่ใช่เรื่องของการหาเงินเพียงอย่างเดียว  แต่มันเป็นเรื่องของสังคมที่คนควรจะมีเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวข้องกันซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในสังคมที่ดีขึ้น  เข้าใจชีวิตของคนอื่นได้ดีขึ้น  ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้การลงทุนในอนาคตของเราดีขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว  ดังนั้น  ผมคิดว่าการเริ่มต้นเป็นนักลงทุนเต็มตัวตั้งแต่อายุยังน้อยและยังไม่ได้ผ่านการทำงานแบบใช้แรงมานานพอนั้น  เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร  วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น  ทำงานใช้แรงมานานหลายปีทีเดียวตั้งแต่เรียนชั้นประถมและมัธยมรวมถึงช่วงจบมหาวิทยาลัยไปอีกไม่น้อยกว่า 3-4 ปีในฐานะนักวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะเริ่มชีวิตการลงทุนอาชีพ  ดังนั้น  คนที่เรียนจบใหม่ ๆ  จึงควรที่จะต้องทำงานไปด้วยถ้าอยากจะลงทุน  คนที่ไม่ทำงานเลยเอาแต่จะลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น  บางทีอาจจะเป็น  “ข้ออ้าง”  ของคนที่  “ขี้เกียจ”  ทำงานที่ต้องใช้แรงงานก็ได้  โดยเฉพาะถ้าเขาลงทุนโดยไม่ได้ใช้เวลาศึกษาอะไรมากนัก

         สำหรับคนที่ไม่ได้มีพ่อแม่รวยและต้องพึ่งตนเองเป็นหลักนั้น  การทำงานกินเงินเดือนหรือการใช้แรงทำงานนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก  รายได้จากการทำงานนั้นเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอและมักจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วโดยเฉพาะคนที่มีความสามารถและทุ่มเทให้กับการทำงาน  และถ้าโชคดีได้งานที่ชอบ   การทำงานก็ไม่ได้เป็นภาระที่หนักอกหรือต้อง “ฝืนใจทำ”   มันก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่ทำแล้ว “มีความสุข”  ว่าที่จริงในยุคสมัยปัจจุบันและในอนาคต  การทำงานมีโอกาสที่จะทำให้เรา “ร่ำรวย” ได้เหมือนกัน  ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่คนทำงานกินเงินเดือนนั้น  “ไม่มีโอกาสรวย”   แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  การทำงานนั้น  เป็นกิจกรรมที่ดีเยี่ยมในแง่ของสังคมและบ่อยครั้งในแง่ของการทำเงิน  เหนือสิ่งอื่นใด  มันเป็นการได้ผลตอบแทนที่มักจะมีความเสี่ยงต่ำ  ดังนั้น  ก่อนที่เราจะละทิ้งมัน  เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบจริง ๆ

         ข้อเสียของการทำงานสำหรับนักลงทุนก็คือ  พวกเขาคิดว่ามันทำให้เขาไม่มีเวลาไปวิเคราะห์หุ้นเท่าที่ควรและเขา  “เชื่อว่า”  มันทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยลงไม่ต่ำกว่า 5% หรือ 10% หรือหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี  แต่ในประเด็นนี้ผมเองคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้น  อาจจะไม่จริง  เหตุผลก็คือ  ในสมัยนี้เรามีเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ  เพื่อเอามาศึกษานอกเวลาได้อย่างสะดวก  การไปเยี่ยมบริษัทเองนั้น  ก็อาจจะไม่ได้เพิ่มคุณค่าของการวิเคราะห์มากนัก  ดังนั้น  ความจำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อมาศึกษาหุ้นจึงมีความจำเป็นน้อยโดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้มีพอร์ตใหญ่โตมากมายอะไรนัก

         ส่วนตัวผมเองคิดว่ากลยุทธ์ที่ดีกว่าก็คือ  เราควรที่จะทำงานไป-ลงทุนไปเรื่อย ๆ   การทำงานนั้นเป็นขั้นตอนแรกที่จะสะสมเงินทุนเริ่มต้นที่จะต้องนำไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาด  รายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จากการทำงานจะทำให้เรามีเงินเติมลงไปในพอร์ตเรื่อย ๆ  ทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นซึ่งในที่สุดก็จะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน  นั่นก็คือ  คร่าว ๆ  พอร์ตควรจะใหญ่เป็นประมาณอย่างน้อย 200 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนโดยเฉลี่ยซึ่งจะทำให้เราสามารถเลิกทำงานประจำได้โดยไม่เดือดร้อน  อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่ควรเลิกทำงาน  เหตุผลก็คือ  รายจ่ายในอนาคตของเราอาจจะเพิ่มขึ้นมาก  อาจจะเนื่องจากการแต่งงาน  มีลูก  เจ็บป่วยรุนแรง  และเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่น ๆ  รวมถึงการที่หุ้นอาจจะตกลงมารุนแรงทำให้ความมั่งคั่งที่เหลืออยู่ไม่พอใช้จ่ายอย่างสบายใจ  การทำงานต่อไปจะทำให้เรามี  “Margin of Safety” หรือความปลอดภัยเพิ่มขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

         การที่เราจะเลิกทำงานและหันมาลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น  ผมคิดว่าเราควรยึดหลักว่า  หนึ่ง เราชอบทำงานหรือไม่  ถ้าชอบ  เราก็ไม่จำเป็นต้องเลิกเลย  ทำไปลงทุนไป  แต่ถ้าไม่ได้รักหรือชอบงานที่ทำ  เราก็ต้องคำนึงถึงว่ามันทำเงินให้เราคุ้มค่าหรือเพียงพอหรือไม่ที่เราจะทำต่อ  ผมเองคิดว่าตราบใดที่ผลตอบแทนจากการทำงานยังสูงถึง 20-30% ของรายได้จากการลงทุนต่อปี  ผมก็เห็นว่ามันยังคุ้มค่าที่จะทำ  เพราะการทำงานประจำด้วยจะทำให้พอร์ตหรือเงินเราโตเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แต่หากว่ามันน้อยกว่านั้นแล้ว  การเลิกทำงานและลงทุนเพียงอย่างเดียวก็อาจจะดีกว่าและทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากกว่า

บทสวดของ VI

   

      การลงทุนระยะยาวแบบ Value Investment นั้น   ต้องการศรัทธาและความเชื่อมั่นในหลักการและกลยุทธ์บางอย่างที่แรงกล้าที่จะช่วยให้เราถือหุ้นระยะยาวได้อย่างถูกต้อง  เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักลงทุนจะสามารถทนถือหุ้นต่อเนื่องยาวนานเป็นปี ๆ  หรือหลาย ๆ  ปี ผ่านช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นไปเร็วและสูงหรือสูงมาก  และผ่านช่วงเวลาที่หุ้นตกลงมาเร็วและมากหรือตกลงมามากโดยไม่ได้ทำอะไร  เหตุเพราะคนเรานั้นต่างก็มีอารมณ์ที่จะสั่งให้ร่างกายและความคิดตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น  ในช่วงเวลาที่ยาวนานของการลงทุนก็คงจะมีโอกาสบางครั้งที่เราจะตัดสินใจขายหุ้นที่เราถืออยู่ออกไปโดยใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น   เช่นเดียวกัน  ในบางช่วงเวลา  เราก็จะใช้เหตุผลวิเคราะห์หุ้นแล้วก็พบว่าหุ้นตัวที่เราถืออยู่นั้นมีราคา  “แพง” เกินไปแล้ว  ถึงเวลาที่จะต้องขายและเปลี่ยนตัวเล่นใหม่  ดังนั้นเราก็จะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งทั้ง ๆ  ที่เพิ่งจะลงทุนมาได้ไม่นานแต่ราคาหุ้นขึ้นไป “เกินคาด” และเกินกว่า “พื้นฐาน”  ของกิจการ

           ในบางครั้งอีกเช่นกัน  หลังจากที่เราเข้าถือหุ้นบางตัว   เราก็อาจจะได้รับข่าวสารข้อมูลที่ดูเหมือนว่าจะเป็น  “ข้อมูลภายใน”  เช่น  บริษัทอาจจะมีกำไรถดถอยลงในไตรมาศที่จะถึงนี้  หรือบริษัทอาจจะประสบปัญหาบางอย่างที่จะทำให้ผลประกอบการลดลงแต่ไม่กระทบกับผลการดำเนินงานระยะยาว  นี่ก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจขายหุ้นทิ้งเพราะเราคิดว่าเมื่อข้อมูลนั้นถูกเปิดเผยออกมา  ราคาหุ้นก็จะลดลง  ดังนั้น  เราจึงตัดสินใจขายหุ้นตัวนั้นเสียก่อน   ทั้งหมดนั้น  เป็นเหตุผลบางส่วนที่ทำให้การลงทุนระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากสำหรับนักลงทุนจำนวนมาก

          เพื่อที่จะลดความลำเอียงที่จะทำให้เราขายหุ้นเร็วเกินไปเนื่องจากเหตุผลของอารมณ์หรือเหตุผลที่อิงกับการวิเคราะห์หุ้นแบบระยะสั้น  ผมเสนอว่าเราควรจะต้องมี  “บทสวด”  เหมือนกับการสวดมนต์ที่เราท่องเอาไว้จนขึ้นใจเพื่อที่จะเตือนเราตลอดเวลาไม่ให้เราไขว้เขวออกนอกแนวทางที่ถูกต้อง   บทสวดเหล่านั้นมีมากมายและขึ้นอยู่กับนักลงทุนแต่ละคนที่จะกำหนดขึ้น  สำหรับผมเองนั้น  บทสวดต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าสนองต่อแนวทางการลงทุนระยะยาวได้ค่อนข้างดี

          บทแรกก็คือ  “ความมั่งคั่งของเราขึ้นอยู่กับผลประกอบการในระยะยาวของบริษัท”  นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจของการลงทุนแบบ VI อย่างแท้จริง  ความหมายก็คือ  ถ้าบริษัท  “รวย”  เราก็  “รวย”  ดังนั้น  หน้าที่ของเราก็คือ  ถือหุ้นของบริษัทที่จะรวยหรือมั่งคั่งในระยะยาวโดยอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดเรื่องอื่น  เช่น  ซื้อหุ้นที่จะมีคนเข้ามาซื้อต่อมากมายด้วยเหตุผลต่าง ๆ  ซึ่งรวมถึงผลประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นมากในระยะสั้นแต่ไม่แน่นอนในระยะยาว  เป็นต้น    ดังนั้น  ถ้าเราท่องบทสวดข้อนี้  เราก็จะถือหุ้นได้ยาวขึ้นตราบเท่าที่ผลประกอบการระยะยาวของบริษัทนั้นยังดีอยู่เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายหุ้น

          บทสวดที่สองก็คือ  “อย่าตัดสินใจจากสิ่งที่เราไม่รู้” ความหมายข้อนี้จะต้องอธิบายเพิ่มเติมเนื่องจากความเป็นจริงที่ว่าในตลาดหุ้นนั้น  แทบจะไม่มีอะไรที่เราจะรู้ว่าต้องเกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์  ไม่มีอะไรที่เราสามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์  คนที่คิดว่าตนเอง  “รู้”  นั้น  จำนวนมากเขา  “ไม่รู้”  คำว่ารู้ในความหมายของผมก็คือ  เป็นการรู้ถึง  “ความน่าจะเป็น”  ของสิ่งที่จะเกิดขึ้น   เช่น  ผมคิดว่าอีก 3 ปีข้างหน้า  จำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะมากกว่าปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10%  หรือ  ยอดขายของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่ที่เราถืออยู่นี้  ในอีก 3 ปีข้างหน้าน่าจะโตขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 20%  โอกาสที่ผมจะคาดการณ์ถูกต้องน่าจะไม่น้อยกว่า 80%-90%  ในกรณีแบบนี้  ผมคิดว่าผม  “รู้”  และถ้าผมจะตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับหุ้น  ผมก็สามารถอิงกับข้อมูลนี้   ตรงกันข้าม  ผมคิดว่าผมไม่รู้ว่าราคาน้ำมันดิบหรือถ่านหินในอีก 3 ปีข้างหน้าจะขึ้นหรือลง  ผมคิดว่าโอกาสที่มันจะขึ้นนั้นมีเพียง 50%  เท่า ๆ  กับโอกาสที่จะลง  ในลักษณะแบบนี้  ผมจะบอกตัวเองว่า  “ผมไม่รู้”  ดังนั้น  ผมจะไม่ตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นโดยอิงกับราคาน้ำมันหรือถ่านหิน  ถ้าผมจะซื้อหุ้นเหล่านี้  ผมก็จะต้องตัดสินใจจากเหตุผลอื่นที่เรา “รู้” ด้วยความเป็นไปได้อย่างน้อยอาจจะ 70%-80% ขึ้นไป

           บทสวดที่สาม  หุ้นที่ดีเยี่ยมนั้นควรจะต้องมี  “ยอดขายเพิ่มขึ้น  กำไรเพิ่มขึ้น  และ ปันผลเพิ่มขึ้น”  งวดแล้ว  งวดเล่า  ต่อเนื่องยาวนาน  และถ้าบริษัทยังรักษาสถิติแบบนั้นได้  เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายหุ้น  ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้น  ควรเป็นยอดขายสินค้าตามปกติของบริษัทและการเพิ่มนั้น  ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 2 เท่าของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือประมาณ 10% ต่อปีขึ้นไป   กำไรที่เพิ่มขึ้นนั้น  ควรจะดูทั้งกำไรรวมของบริษัทที่ควรโตอย่างน้อยปีละ 10%  และกำไรต่อหุ้นที่ควรจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน  และสุดท้ายก็คือ  ปันผลของบริษัทควรจะมีการปรับขึ้นตามสัดส่วนกับกำไรของบริษัท  ถ้าเราพบว่าหุ้นที่เราถืออยู่มีผลประกอบการแบบนี้  เราก็ไม่ต้องสนใจว่าจะขายหุ้นไม่ว่าราคาจะผันผวนอย่างไร อย่าลืมว่าเราต้องการรวยไปกับบริษัท  เราไม่ได้ต้องการรวยจากการขายหุ้น

           อย่างไรก็ตาม  ยอดขายเพิ่ม  กำไรเพิ่ม  ปันผลเพิ่ม ในอัตราเท่านั้นเท่านี้  อาจจะไม่ต้องถึงกับเป็นกฎตายตัวร้อยเปอร์เซ็นต์   ในบางงวด  ยอดขายอาจจะพลาดเป้าบ้าง  ยอดขายได้แต่กำไรอาจจะพลาด  หรือแม้ว่ายอดขายและกำไรอาจจะเป็นไปตามที่กำหนด  แต่ปันผลอาจจะไม่ได้ตามที่คิด  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้  แต่โดยรวมแล้ว  ทิศทางควรจะเป็นอย่างนั้นนั่นคือ  ในภาวะปกติ  เราพอจะคาดการณ์ได้ด้วยความถูกต้องอาจจะกว่า 70%-80% ว่า  ยอดขายจะต้องเพิ่มอย่างน้อย 7%-8%  กำไรต่อหุ้นเพิ่มอย่างน้อย 10%  และปันผลต่อหุ้นก็เพิ่มอย่างน้อย 10%  เช่นเดียวกัน  และถ้าเราพบว่าหุ้นตัวที่เราถืออยู่ยังมีผลประกอบการแบบนี้   เราก็ถือหุ้นต่อไป   ถ้าหุ้นที่เราถืออยู่มีผลประกอบการหย่อนไปจากนี้หรือกลายเป็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ   เราก็ต้องตรวจสอบและพิจารณาดูว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะหรือไม่  ถ้าใช่  เราก็ถือหุ้นต่อไป  ถ้าไม่ใช่  และเราคิดว่าต่อไปบริษัทอาจจะไม่สามารถดำรงสถานะที่  “รายได้เพิ่ม  กำไรเพิ่ม ปันผลเพิ่ม”  ต่อเนื่องยาวนานแล้ว  เราก็อาจพิจารณาขายหุ้นทิ้ง

           สุดท้ายในกรณีที่เราอาจจะอยากขายหุ้นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  บางทีเราอาจจะต้องกลับไปสวดมนต์บทที่ว่า  มันเป็นกิจการที่เป็น  “Monopoly” หรือมันมี  “อำนาจผูกขาด”   สูง  นั่นหมายความว่าลูกค้าของบริษัทไม่มีทางเลือกอื่นมากนักหรือไม่มีทางเลือกเลย  อย่างไรเสียก็ต้องใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัท   คำว่าอำนาจผูกขาดนี้  อาจจะมาจากหลาย ๆ  ทางรวมถึงการที่บริษัทมีความสามารถหรือมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งมาก ๆ  จนเสมือนหนึ่ง  “ผูกขาด”  ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรที่ค่อนข้างมั่นคงแน่นอนและคู่แข่งเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งธุรกิจและกำไรได้ยากมากด้วย   เหตุผลที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นบทสวดด้วยนั้น   เนื่องจากว่าในบางครั้งธุรกิจหรือบริษัทที่เราซื้อหุ้นลงทุนนั้น  เราอาจจะพบปัญหาหรือข้อเสียหรือบริษัทอาจจะประสบปัญหาบางอย่างจนทำให้เราท้อใจอยากขายหุ้นทิ้ง  แต่ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้น  เราก็ควรจะคำนึงถึงประเด็นที่ว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทที่มีจุดเด่นที่สำคัญมากอย่างหนึ่งนั่นก็คือ  มันมีอำนาจผูกขาดที่สูงทีเดียวหรือสูงลิ่ว  และเราต้องคิดต่อไปว่าอำนาจนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหนและจะสามารถทำเงินในภายหลังหรือไม่  ถ้าใช่  เราก็อาจจะพิจารณาถือหุ้นต่อไป

          และทั้งหมดนั้นก็คือส่วนหนึ่งของ “บทสวด VI”  ที่ผมใช้ในการลงทุนถือหุ้นระยะยาว  ซึ่งมันทำให้ผมถือหุ้นได้ยาวขึ้นและได้ผลดีในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว  ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันดีกว่าการ  “ซื้อและขายหุ้น” ไปเรื่อย ๆ  ตามสถานการณ์ไหม   อย่างไรก็ตาม  การลงทุนระยะยาวแบบ VI เป็นสิ่งที่ผมเลือกและเป็นสิ่งที่ผมชำนาญ  ดังนั้น  ผมต้องมีกลยุทธ์และหลักการที่สอดคล้องและเหมาะสมที่สุดที่ผมต้องยึดถือจนกลายเป็นบทสวดดังกล่าว

CR. NIVAT

Wednesday, August 6, 2014

หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า



การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อหุ้นหรือการลงทุนในสายตาของ VI หรือคนที่ลงทุนระยะยาว  แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในระยะยาวนั้นผมคิดว่าเราต้องติดตามให้ดี  เพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น  ย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของคนเปลี่ยนไป  บริษัทหรือกิจการที่เคยรุ่งเรืองอาจจะถดถอยลง  บริษัทใหม่หรือบริษัทเดิมที่ยังไม่สำคัญอาจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่  และนั่นก็ทำให้หุ้นของบริษัทเหล่านั้นกลายเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก”  คือเป็นหุ้นที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณว่าเป็น 10 เท่า ในเวลา 10 ปี

          บทเรียนเรื่องหุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปี นั้น  ถ้าดูจากตลาดหุ้นอเมริกาก็จะพบว่ามันเกิดขึ้นมาตลอด เช่น ในช่วงทศวรรษที่ 70 หรือตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1980 นั้น  หุ้นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นมากและทุกคนต่างก็เข้ามาลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดีมากก็คือหุ้นที่เรียกว่า  “Nifty Fifty” หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูงอย่างเช่นหุ้น IBM  หุ้น GM อะไรทำนองนี้  หุ้นเหล่านี้มักมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ถ้ามีการปรับตัวลงซักพักก็จะขึ้นใหม่  ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นหุ้น  “ทางเดียว” คือมีแต่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  และมีความมั่นคงสูง  “ซื้อแล้วไม่ต้องขาย”  แต่แล้ว  พอถึงปลายทศวรรษ  คนที่เข้าไปลงทุนก็  “เจ๊ง”  เพราะการเติบโตของมันคงเริ่มสะดุดและราคาของมันขึ้นไปสูงมากเกินไป  ทศวรรษที่ 80 ตามมาด้วยหุ้นน้ำมันที่ราคาของน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นมโหฬารทำให้หุ้นน้ำมันกลายเป็น “พระเอก” ไป  “10 ปี”  แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันถดถอยลงหุ้นก็ “ลงเหว”  และสิ่งที่ตามมาก็คือในทศวรรษที่ 90 ที่หุ้นเกี่ยวกับยาและสินค้าไฮเทคเริ่มเป็นกระแสใหม่ของโลกที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ “ลงมาสู่ประชาชนทั่วไป”  ดังนั้นทศวรรษที่ 90 จึงเป็นของหุ้นไฮเทค  แต่พอขึ้นสหัสวรรษใหม่ปี 2000 “ฟองสบู่” หุ้นไฮเทคก็  “แตก”  คนที่ร่ำรวยจากหุ้นเหล่านั้นหลายคนก็  “เจ๊ง”  ทศวรรษใหม่ที่ตามมาเราได้เห็นโลก “เปลี่ยนแปลง” อย่างสำคัญอีกครั้งนั่นก็คือการก้าวขึ้นมาของประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนมาก เช่นจีนและกลุ่ม BRIC ที่ต้องการวัตถุดิบมหาศาลและนี่นำมาซึ่งการ “บูม” ของสินค้าโภคภัณฑ์ และล่าสุดทศวรรษ 10 นี้ก็อาจจะเป็นหุ้นของสังคมข้อมูลออนไลน์ก็ได้

           ตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ในอดีตเราก็ผ่านช่วงเวลา “10 ปี” ของความรุ่งเรืองของหุ้นแต่ละกลุ่มมาแล้ว  โดยที่ 10 ปีสุดท้ายถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองของกลุ่ม “ผู้บริโภค”  ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดดเด่นมากกลายเป็นหุ้น  “ซุปเปอร์สต็อก” ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี  นี่คงเป็นผลจากการที่คนไทยมีรายได้ต่อหัวถึงจุดที่สามารถบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูงในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและทำให้บริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็น  “ผู้ชนะ”  สามารถสร้างรายได้และผลกำไรมหาศาลซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วและต่อเนื่องติดต่อกันมานานหลาย ๆ  ปี จนถึงปัจจุบัน    แต่อนาคตอีก 10 ปีหรือในทศวรรษหน้า  หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้วในวันนี้จะยังคงเติบโตต่อไปอีก 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่?  และถ้าไม่ใช่หุ้นในกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น?  นี่คือคำถามที่นักลงทุนคงอยากรู้

           ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพเรามาดูตัวเลขว่า “หุ้น 10 เด้ง ใน 10 ปี” นั้นจะต้องเป็นอย่างไร?  ประการแรกเลยก็คือ  หุ้นตัวนั้นจะต้องให้ผลตอบแทนหรือมีราคารวมปันผลปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นปีละอย่างน้อยประมาณ 26 % ขึ้นไปเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี  ฟังดูอาจจะไม่สูงสำหรับหุ้นหลายตัวที่อาจจะปรับตัวขึ้นเป็น 100%  ในเวลาอันสั้นไม่กี่วันหรือเดือน  แต่ประเด็นก็คือ  หุ้นเหล่านั้นมักจะดีแต่ในช่วงสั้น ๆ  หุ้นที่ปรับตัวยาวติดต่อกันปีแล้วปีเล่านั้นมักจะหาได้ยาก

           ข้อที่สองของตัวเลขก็คือ  ถ้าราคาจะปรับตัวขึ้นปีละ 26% กำไรของบริษัทก็ควรจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างน้อยปีละ 26% แบบทบต้นเป็นเวลา 10 ปีด้วย  แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่จะเติบโตได้ในอัตราขนาดนั้น  ดังนั้น  สำหรับหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี ที่เกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้นไทย  ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะมีกำไรแบบทบต้นไม่ถึง 26% ต่อปี  แต่โตขึ้นเช่นเพียง 17%-18% ขึ้นไปเท่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นควรจะขึ้นไปเป็นเพียง 5 เท่าในเวลา 10 ปี  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น  ทำให้ค่า PE ของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ควรขึ้นไป 5 เท่า  กลายเป็นเพิ่มขึ้นไป 10 เท่าและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง   ตัวอย่างก็เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้น  ถ้าดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะพบว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ  ค่า PE ของหุ้นจึงเป็นแค่ 10 เท่าต้น ๆ  แต่ถึงปัจจุบันค่า PE กลายเป็นกว่า 20 เท่า   เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในปัจจุบันนั้น  เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ  ค่า PE จึงค่อนข้างต่ำอย่างมากก็ 10 กว่าเท่า  แต่ในปัจจุบันก็มีค่า PE หลายสิบเท่า

           การวิเคราะห์เชิงคุณภาพของหุ้น 10 เด้งในอีก 10 ปี ข้างหน้านั้น  ผมคิดว่าน่าจะคล้าย ๆ  กับหุ้น 10 เด้งในอดีต  นั่นก็คือ  ข้อแรก  มันควรเป็นหุ้นที่อยู่ใน “เทรนด์”  ของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเติบโตเร็วต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 5-6 ปี ขึ้นไป  ข้อสอง  มันควรจะเป็นหุ้นของผู้ชนะเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง  และถ้าจะให้ดีต้องเหนือกว่าอันดับสองมาก  ข้อสาม  การชนะของบริษัทจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านของการแข่งขันอย่างถาวร  เช่น  ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากขนาดของบริษัทที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก  หรือการชนะทำให้ชื่อเสียงหรือแบรนด์เนมของสินค้าเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่ารายอื่นอย่างชัดเจน เป็นต้น  ข้อที่สี่  หุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น  ควรที่จะเป็นกิจการที่ไม่ต้องลงทุนในการขยายงานสูงและเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีถึงดีมาก  และสุดท้ายก็คือ  ขนาดของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นจะต้องใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวของบริษัทที่จะโตขึ้นอีก 10 เท่าได้

           จากเงื่อนไขต่าง ๆ  ที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าผมไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนจะเป็นหุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า  สิ่งที่บอกได้ก็คือ  หุ้นแบบไหนหรือกิจการแบบไหนจะไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งได้มากกว่า  ยกตัวอย่างง่าย ๆ  ก็คือ หุ้นที่เป็นหุ้น 10 เด้งแล้วในปัจจุบันอย่างหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายนั้น  ผมคิดว่าไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคต  เหตุเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น  มูลค่าหุ้นของมันจะต้องสูงจนแทบจะ  “กลืนกิน”  อุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นไปได้   หุ้นกลุ่มที่กำลังร้อนแรงมากและเข้าข่ายว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่จะเติบโตไปได้อีกหลาย ๆ  ปี เช่น  หุ้นพลังงานทดแทนแนว  “โซลาร์ฟาร์ม”  นั้น  ผมก็คิดว่ายากที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมันเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูงถ้าจะโต  นอกจากนั้น  มันยังยากที่จะหาผู้ชนะจริง ๆ  เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมจริง ๆ  ยังไม่ได้มีการแข่งขันแต่เป็นเรื่องที่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อที่จะอยู่รอด

ก่อนที่จะจบบทความนี้  ผมคงต้องบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น  เป็นเรื่องของ “พื้นฐาน”  ของกิจการที่   จะส่งผลให้หุ้นมีโอกาสกลายเป็นหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี  สำหรับหุ้นขนาดพอสมควรที่เน้นในด้านของการเติบโตของธุรกิจตามปกติ  แน่นอน  หุ้นขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่และกลายเป็นหุ้น 10 เด้งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้  เช่นเดียวกับหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว  หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร  เหล่านี้ก็มีโอกาสเป็นหุ้น 10 เด้งได้  แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็สูงและผมเองก็ไม่มีความสามารถจะกำหนดตัวได้  ว่าที่จริง  แม้แต่หุ้น 10 เด้งในอดีตที่ผมได้ลงทุนมาหลาย ๆ  ตัวนั้น  ตอนที่เริ่มลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหุ้น 10 เด้ง  เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว  โดยที่โชคดีที่ผมไม่ได้ขายมัน  ผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นหุ้น 10 เด้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง  ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้หุ้น 10 เด้งในจำนวนเหมือนเดิม  เหตุผลง่ายที่สุดก็คือ  หุ้นที่ผมถือในปัจจุบันต่างก็เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่คงไม่สามารถโตได้ขนาดนั้นใน 10 ปี

CR. ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล

Thursday, June 19, 2014

กลยุทธการลงทุนในหุ้นถูก by ดร.นิเวศน์

     
   
           ในช่วงที่ผมเริ่มเป็น VI ใหม่ ๆ เกือบ 20 ปีมาแล้วนั้น  ผมเน้นซื้อหุ้นที่มีราคาถูก  เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงนั้นตลาดหุ้นตกต่ำมาก  หุ้นในตลาดแทบทุกตัวต่างก็มีราคา  “ถูก”  การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกจึงทำได้ง่าย  กลยุทธการลงทุนของผมในตอนนั้นก็คือการซื้อหุ้นที่มีคุณภาพพอใช้ได้แต่มีราคาถูกมาก   หรือไม่ก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีราคาถูกพอสมควรทีเดียว  ต่อมาเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นพร้อม ๆ  กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ  ราคาหุ้นทั่วไปในตลาดก็ไม่ถูกเหมือนเดิมแต่ก็ยังค่อนข้างถูก   กลยุทธการลงทุนของผมก็เปลี่ยนแปลงไป  ผมหันมาลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพดีมากที่มีราคาถูกหรือราคา  “ไม่แพง”  เป็นแนวลงทุนแบบ  Super Stock  จวบจนถึงปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเป็นปกติแล้วและตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาเต็มที่ตามพื้นฐานที่ควรจะเป็น  ส่งผลให้หุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะหุ้นซุปเปอร์สต็อกมีราคาแพงขึ้นมากจนแทบจะไม่เหลือ Margin of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยในการลงทุน   ปัญหาของผมก็คือ  ถ้าเราได้รับปันผลมาหรือขายหุ้นบางตัวทิ้งเราควรจะเอาเงินไปลงทุนแบบไหน?  และนี่นำมาสู่ประเด็นที่ผมจะพูด  นั่นก็คือ  กลยุทธการลงทุนในหุ้นถูก—ที่ยังเหลืออยู่บ้างในตลาดหลักทรัพย์

             ในภาวะปัจจุบันของตลาดหุ้นนั้น  เรายังมีกลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มที่มีหุ้นราคาถูกอยู่ในความหมายที่ว่า  ค่า PE  ยังต่ำกว่าหรือประมาณ 10 เท่าต้น ๆ    ค่า PB ไม่ถึง 1 หรือหนึ่งเท่าเศษ ๆ  และผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 3-4% ของปีล่าสุด  การที่หุ้นมีราคาถูกนั้น   ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพราะว่าหุ้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ดีหรืออาจจะมีปัญหาการทำกำไรในอนาคตทำให้ตลาดไม่ให้คุณค่ามันเท่ากับธุรกิจกลุ่มอื่น ๆ   อย่างไรก็ตาม  “ตลาดอาจจะผิด”  ในบางอุตสาหกรรมหรือในหุ้นบางตัว   ดังนั้น  กลยุทธการลงทุนในหุ้นถูกของผมนั้น  หลัก ๆ แล้วก็คือ  พยายามหาหุ้นที่  “ถูกมาก”  ที่ตัวธุรกิจหรือกิจการอาจจะไม่  “เลวร้าย”  อย่างที่ตลาดหรือนักลงทุนทั่ว ๆ  ไปคิด  ลองมาดูกันไปทีละกลุ่มที่อาจจะเป็นเป้าหมายในการลงทุนเนื่องจากว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ยังมีราคาถูกหรือไม่แพงในยามนี้

              หุ้นกลุ่มแรกที่ยังถูกอยู่และก็คงถูกไปเรื่อย ๆ  ก็คือหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม  “ตะวันตกดิน”  เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร  ผู้ผลิตสิ่งทอที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแฟชั่น  และอุตสาหกรรมเหล็ก  เป็นต้น  หุ้นในกลุ่มนี้มีปัญหาว่าในระยะยาวแล้วอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นซึ่งทำให้ธุรกิจต้องค่อย ๆ  หดตัวลง  ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นถูกกลุ่มนี้จึงไม่มีประโยชน์  โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจะยากมาก  กลยุทธก็อาจจะเป็นว่าเราไม่สนใจจะดู  อย่างไรก็ตาม  คนที่เข้าใจกิจการอย่างลึกซึ้งก็อาจจะหาหุ้นที่ไม่ได้ผลิตสินค้า  “ตะวันตกดิน”  อย่างที่คนอื่นคิดแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจเหล่านั้น   ถ้าพบบริษัทที่มีอนาคตแต่ราคาถูกมากก็สามารถลงทุนได้  ประเด็นสำคัญก็คือ   เราไม่ควรมองผลประกอบการระยะสั้นแล้วเข้าไปซื้อหุ้นในกลุ่มตะวันตกดินแม้ว่าหุ้นจะมีราคาถูกมาก

              หุ้นกลุ่มต่อมาที่ยังมีหุ้นราคาถูกอยู่บ้างก็คือหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทสร้างบ้านขายอานิสงค์จากการที่ราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวลงเมื่อเร็ว ๆ  นี้จากผลกระทบเรื่องภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนตัวลง    การที่หุ้นขายบ้านจัดสรรหรือทำคอนโดมีราคาถูกนั้นเป็นเพราะธุรกิจนี้อาจจะค่อนข้าง  “อิ่มตัว”  และมีคู่แข่งมาก  อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในประเทศ  ดังนั้น  โดยปกติที่หุ้นอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้มีราคาถูกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุผล  การที่จะหวังให้หุ้นมีค่า PE ที่สูงขึ้นจึงอาจจะหวังไม่ได้มากนัก  ดังนั้น  ถ้าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้  นอกจากหุ้นจะต้องถูกมากแล้ว  ผมคิดว่าจะต้องเป็นบริษัทที่จะมีกำไรมากขึ้นอย่างน้อยในช่วงหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าอย่างค่อนข้างแน่  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้น  ราคาหุ้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นตาม  โดยที่ค่า PE ก็ยังเท่าเดิมหรือไม่น่าจะต่ำลง  แต่ถ้าโชคดี  ค่า  PE  ก็เพิ่มขึ้นด้วยเราก็จะได้  “สองเด้ง”   ส่วนข้อที่ต้องระวังก็คือ  อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน  ถ้ามีการปรับขึ้นแรง  ราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวลง  เช่นเดียวกัน  ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก การซื้อบ้านก็อาจจะลดลงมาก  และนั่นทำให้การลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงพอสมควร

             หุ้นกลุ่มใหญ่มากกลุ่มหนึ่งที่ยังมีหุ้นราคาถูกอยู่พอสมควรก็คือหุ้นธุรกิจการเงินซึ่งรวมถึงหุ้น ธนาคาร  เงินทุน  และหลักทรัพย์  หุ้นในกลุ่มนี้ที่นักลงทุนให้คุณค่าน้อยทำให้มีค่า PE PB ไม่สูง  และปันผลตอบแทนค่อนข้างดีนั้น  เป็นเพราะเรื่องของความเสี่ยงที่ “รุนแรง”  ในกรณีของบริษัทที่อิงอยู่กับการปล่อยกู้อย่างธนาคารพาณิชย์และบริษัทให้สินเชื่อเช่าซื้อทั้งหลาย  โดยที่บริษัทเหล่านี้อาจจะประสบกับปัญหาหนี้เสียที่รุนแรงซึ่งจะทำให้บริษัทขาดทุนหนักหรืออาจจะล้มละลายได้เนื่องจากจำนวนเงินปล่อยกู้นั้นสูงมากเมื่อเทียบกับส่วนทุนของบริษัทเอง  ส่วนในกรณีของธุรกิจหลักทรัพย์เองนั้น  การแข่งขันในธุรกิจรุนแรงและมักเป็นการแข่งขันกันทางด้านของราคาเป็นหลัก  ในอีกด้านหนึ่งนั้น   ปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทโบรกเกอร์เองนั้น  ก็มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับภาวะของตลาด  ซึ่งทำให้รายได้และกำไรของบริษัทมีความไม่แน่นอนสูงมาก  ดังนั้นราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์จึงไม่สามารถจะแพงเหมือนธุรกิจอื่นที่มีความแน่นอนกว่า

              กลยุทธการลงทุนในธุรกิจปล่อยเงินกู้ไม่ว่าจะเป็นแบงค์หรือบริษัทให้กู้เช่าซื้อนั้น  ผมคิดว่าการที่หุ้นมีราคาค่อนข้างถูกในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกลัวเรื่องหนี้เสียที่อาจจะเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในด้านของบุคคลธรรมดา  ดังนั้น กลยุทธที่ควรใช้ก็คือ  เราควรเลือกหุ้นที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มที่ราคาก็ถูกอยู่แล้ว  นอกจากนั้น  เราควรต้องดูว่าหนี้เสียของบริษัทนั้นจะสามารถควบคุมได้ไม่สูงเกินไป  นอกจากนั้น  ความสม่ำเสมอของผลงานในอดีตก็ควรจะต้องเป็นปัจจัยประกอบในการวิเคราะห์ด้วย  ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์นั้น  ผมคิดว่าถ้าจะลงทุนควรจะเน้นที่ความถูกมาก ๆ  เช่น  เฉพาะเงินสดที่มีในบริษัทก็อาจจะมากกว่าราคาหุ้นแล้ว  ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าเลิกบริษัทเอาเงินมาแบ่งกันก็อาจจะคุ้มแล้ว  ผมเองไม่ทราบว่ายังมีหุ้นหลักทรัพย์ที่ถูกขนาดนั้นหรือไม่  แต่นี่ก็คือกลยุทธหนึ่งที่จะซื้อหุ้นหลักทรัพย์

              หุ้นพลังงาน “ดั้งเดิม” บางตัว  นี่คือหุ้นขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่มีมานาน  หุ้นบางตัวนั้นขนาดใหญ่มากและทำธุรกิจหลากหลายเกี่ยวกับพลังงาน   แม้ว่ากิจการจะมีกำไรผันผวนตามราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวไปเรื่อย ๆ  แต่ในระยะยาวแล้ว  กำไร  “ปกติ”  ของบริษัทก็อยู่ในระดับที่ใช้ได้  อย่างไรก็ตาม  หุ้นในกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ทำให้ขาดแรง  “เก็งกำไร” จากนักลงทุนรายย่อย  นอกจากนั้น  การเติบโตของกิจการเองก็ไม่สูง  ทำให้ตลาดไม่ใคร่ให้คุณค่ามากนัก  ถ้าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ที่ถือว่ายังมีหุ้นราคาถูกอยู่บ้างก็ควรจะต้องเข้าใจว่า  ข้อแรก  ราคานั้นไม่ได้ถูกมาก  ข้อสอง  การจะได้ผลตอบแทนมากและเร็วน่าจะยาก  การลงทุนควรจะหวังว่าจะได้ผลตอบแทนพอสมควรและความเสี่ยงไม่สูง  ส่วนกลยุทธการลงทุนก็เช่นเคย  ต้องเน้นที่หุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน  ขณะเดียวกัน  ผลประกอบการก็จะต้องมีความสม่ำเสมอมั่นคงพอสมควร  และปันผลที่ได้ก็ต้องค่อนข้างดี  อย่างน้อยควรจะได้ถึง 4%ในปีล่าสุด

              ทั้งหมดนั้นก็คือกลยุทธคร่าว ๆ  ของการลงทุนในหุ้นถูก—ที่ยังเหลืออยู่บ้างในตลาดหลักทรัพย์  การลงทุนนี้  สำหรับผมแล้ว  มันเป็นการเลือกที่เรียกว่า  “Second Best”  คือ  ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้  และจริง ๆ  ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองชอบหรือถนัด  แต่มันยังดีกว่าการเก็บเป็นเงินสดไว้ในธนาคาร  การลงทุนในหุ้นถูกแบบนี้  อาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ถือไว้ยาวนานมาก  เราต้องคอยเฝ้าดูอยู่เสมอว่ามันถึงเวลาขายหรือยัง  ไม่ใช่แค่ดูหุ้นตัวที่เราลงทุน  แต่ต้องดูว่ามีโอกาสที่จะพบหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่าและถือลงทุนระยะยาวกว่าได้หรือไม่  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  นี่คือการลงทุนที่อาจจะไม่  “ถาวร”  แต่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้  และดังนั้น  มันจะไม่ใช่ส่วนใหญ่ของพอร์ตของเรา

cr.ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล

Tuesday, June 10, 2014

ลงทุนในสุขภาพ




  ผมพูดเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมานานมากน่าจะประมาณ 20 ปีมาแล้ว  เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของเงินทอง  หลักการสำคัญของการลงทุนก็คือการ  “อดหรือเลื่อนการบริโภคหรือการใช้เงินในวันนี้เพื่อที่จะสามารถบริโภคหรือใช้เงินได้มากขึ้นในวันข้างหน้า”    แต่การ “ลงทุน” นั้น  ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของเงินทองแต่เพียงอย่างเดียว  เรื่องอื่น ๆ  ที่เราสามารถอดหรือเลื่อนออกไปในตอนนี้เพื่อที่จะได้สามารถใช้ได้มากขึ้นหรือดีขึ้นในวันข้างหน้าก็เป็นการลงทุนเหมือนกัน  ว่าที่จริงมีเรื่องอื่น ๆ  อีกไม่น้อยที่การลงทุนมีความสำคัญไม่แพ้เรื่องของเงินทอง  หนึ่งในนั้นก็คือการลงทุนกับ “สุขภาพ”  นี่คือการลงทุนในเรื่องของการ “ใช้” ร่างกายและจิตใจในวันนี้อย่าง “ถนอมรักษา”  เพื่อที่จะได้สามารถใช้มันได้มากขึ้นและ/หรือดีขึ้นในวันข้างหน้า—เมื่อร่างกายของเราเข้าสู่โหมดเสื่อมโทรมตามอายุของเรา

          การลงทุนในสุขภาพนั้นก็อาจจะคล้าย ๆ  กับการลงทุนในเงินทองในแง่ที่ว่าในยามที่เรายังเป็นหนุ่มสาวเรามักจะไม่ใคร่สนใจที่จะทำนักเนื่องจากความจำเป็นยังมีน้อยนั่นก็คือ  ในยามที่เป็นหนุ่มสาว  เรามักจะยังมีสุขภาพที่ดีหรือมีเงินใช้เพียงพอจากการทำงาน   เราไม่เห็นความจำเป็นมากนักที่จะต้องดูแลสุขภาพหรือต้องเก็บเงินเพื่อลงทุน   เราอยากจะใช้มันให้  “เต็มที่กับชีวิต”  สำหรับวันนี้มากกว่าที่จะเลื่อนออกไปในวันข้างหน้า  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น  เราอาจจะตายเสียก่อนหรือถึงวันนั้นการมีเงินใช้มากก็ไม่มีประโยชน์ถ้าเราไม่มี  “แรง”  ที่จะใช้มัน   ทั้งหมดนั้นก็มักจะเป็นความคิดของคนที่ยังไม่เคยแก่  ยังไม่รู้สึกถึงคุณประโยชน์ของการมีเงินหรือมีสุขภาพที่ดีในวันที่ตนเองแก่ตัวลง  แต่สำหรับผมซึ่งผ่านชีวิตทั้งสองแบบมาแล้วผมคิดว่าคนเราต้อง “ลงทุน”  ในทั้งสองเรื่องอย่างจริงจังตั้งแต่อายุยังน้อย  การลงทุนจะช่วยเพิ่ม  “ผลประโยชน์รวม”  หรือ “ความสุขโดยรวม” ในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ  พูดง่าย ๆ   ถ้าเราลงทุนอย่างพอเหมาะทั้งในเรื่องของการเงินและสุขภาพตั้งแต่ยังเด็ก  โอกาสที่เราจะมีความสุขในชีวิตตลอดชั่วอายุขัยจะสูงขึ้นมาก  ถ้าเราไม่ลงทุนหรือลงทุนน้อย  ชีวิตเราอาจจะมีความสุขสูงขึ้นในช่วงอายุไม่มากยังแข็งแรง  แต่เมื่อแก่ตัวลง  ความสุขแทบจะไม่เหลือ  เราจะลำบากตอนแก่  ถ้านำมาเฉลี่ยกัน  ความสุขโดยรวมของเราก็จะน้อยลงไปมาก

           การลงทุนในสุขภาพนั้นไม่เหมือนเงินทองในแง่ที่ว่า  ถ้าเรา “ไม่ใช้” ร่างกายหรือใช้น้อย  แบบนี้ไม่ใช่การลงทุน   ในทางตรงกันข้าม  การ  “ใช้” ร่างกายมากเกินไป  ก็ไม่ใช่การลงทุนเหมือนกัน   การลงทุนในสุขภาพนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้พอเหมาะในแต่ละเรื่องและเราจะต้องรู้จริงและเข้าใจร่างกายและการทำงานของมัน  โดยหลักการก็คือ  เราจะต้องดูแลรักษาให้ทุกส่วนของร่างกายทำงานได้เต็มหรือเกือบเต็มประสิทธิภาพแต่ไม่เกินกำลังในแต่ละช่วงเวลา  และคำว่าทุกส่วนนั้นรวมถึงที่อยู่ภายในที่เรามองไม่เห็นเช่นตับไตไส้พุงและสมองของเราด้วย  และนี่ก็ทำให้การลงทุนในร่างกายหรือสุขภาพเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรและต้องการการศึกษาทำความเข้าใจกับมันคล้าย ๆ  กับการลงทุนเหมือนกัน

           หัวใจของการรักษาและดูแลสุขภาพซึ่งจะเป็นการ “ลงทุน”  ที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  การออกกำลังที่พอเหมาะตลอดช่วงอายุของเรา  การออกกำลังกายนั้นช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง  ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยเรารักษาโครงของร่างกายเราในยามที่เราแก่ตัวลง  ซึ่งบางคนจะมีอาการกระดูกเปราะหรือบางซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการแตกหักหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเสี่ยงต่อการที่ข้อต่อกระดูกจะมีปัญหาต่าง ๆ  เช่นหมอนรองกระดูกเคลื่อน   เป็นต้น  อาการเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วคุณภาพชีวิตคงเสียไปไม่น้อย  นอกจากนั้น  การออกกำลังสม่ำเสมอยังช่วยในเรื่องของหัวใจและระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้มัน “แก่” ช้าลง  รวมไปถึงสมองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดด้วย   ประเด็นสำคัญที่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ก็คือการออกกำลังมาก “เกินปกติ”  เช่น  นักกีฬาหรือคนที่เล่นกล้ามเพาะกายนั้น  เป็นการ “ลงทุน” หรือการ “ใช้” ร่างกายกันแน่  หรือพูดง่าย ๆ  มันคุ้มไหมที่จะทำอย่างนั้น?  ผมเองเคยพบเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบวิ่งจ็อกกิ้งมากจนน่าจะเรียกได้ว่า “ติด”  เขาวิ่งแทบทุกวันวันละเป็นสิบ ๆ ก.ม. ดูจากภายนอกเขาจะผอมเกร็งไม่มีไขมันเลย  ร่างกายดูแข็งแรงยิ่งกว่าหนุ่มวัยรุ่นทั้ง ๆ  ที่อายุน่าจะ 40 ปีแล้ว  ต่อมาเมื่อพบเขาอีกครั้งหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง  เหตุผลเขาบอกว่าอาจจะเกิดจากการที่เขาใช้พลังมากเกินไปและกินเนื้อสัตว์มากเพื่อชดเชยเสริมสร้างกล้ามเนื้อซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง  นั่นเป็นการบอกเป็นนัยว่า  เขาใช้ร่างกายเกินไป

           อาหารน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพไม่น้อย  การ “ลงทุน” ในเรื่องนี้  ไม่ใช่การกินแต่อาหารคุณภาพสูงราคาแพงอย่างเนื้อสัตว์หรืออาหารที่อร่อยที่มักมีไขมันหรือความหวานสูง  ตรงกันข้าม  การลงทุนในเรื่องนี้หมายความว่าเราจะต้อง “อด” หรือหักห้ามจิตใจที่อยากจะกินอาหารดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  ประเด็นหลักก็คือ  การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่อ้วน  เพราะน้ำหนักตัวที่เกินกว่าปกตินั้นมักจะเป็นสาเหตุของโรคและความไม่สบายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในตอนที่เราแก่ตัวลง  เช่น  โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ  โรคเบาหวาน  ความดันและอื่น ๆ   ซึ่งโรคเหล่านี้มักจะ  “เรื้อรัง”  และทำให้คุณภาพชีวิตของเราลดลงไปมาก  นอกจากอาหารตามปกติแล้ว  การลงทุนในสุขภาพอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการการควบคุมจิตใจตัวเองสำหรับบางคนก็คือ  การบริโภค “สารพิษ”  หรือสิ่งที่จะทำลายอวัยวะบางอย่างของร่างกายเช่น  การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้บ่อย ๆ  การสูบบุหรี่หรือยาเสพติดอื่น ๆ   สิ่งเหล่านี้ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะไม่เห็นว่ามีผลอะไรต่อร่างกายเรา  อย่างไรก็ตาม  ในระยะยาวแล้วผมคิดว่าร่างกายมันจะ “ฟ้อง”  การทำงานของตับหรือปอดอาจจะแย่ลงมากหรือบางคนอาจจะร้ายแรงถึงขนาดตับแข็งหรือเป็นมะเร็งในปอดหรือตับได้

           เมื่อเร็ว ๆ  นี้  ความคิดเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพได้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั่นก็คือ  การเกิดขึ้นของ  “Anti Ageing”  หรือการ “ชะลอวัย” ในวงการแพทย์  นี่คือการใช้ศาสตร์ทางการแพทย์และสุขภาพหลาย ๆ  ด้านมาแนะนำหรือมาดูแลรักษาผู้สูงวัยไม่ให้ “แก่”  ตัวเร็วหรือมีปัญหาทางสุขภาพเนื่องจากความเสื่อมโทรมของร่างกายมากเกินไป  หมอบางคนก็คิดถึงขนาด  “ลดวัย”  ให้กับคนไข้ที่มารับการรักษา   กระบวนการหรือวิธีของหมอที่ทำเรื่องชะลอวัยนั้น   นอกจากเรื่องของการออกกำลังและการกินอาหารซึ่งรวมถึงวิตามินแล้ว  ยังรวมถึงการ  “ปรับ” ปริมาณฮอร์โมนในร่างกายของเราด้วย  เพราะปริมาณฮอร์โมนในร่างกายนั้น  มีส่วนสำคัญมากต่อระบบการทำงานต่าง ๆ  ของร่างกาย  ว่ากันถึงขนาดว่า  ฮอร์โมนนั้นเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็นหนุ่มสาวหรือเราจะแก่กันเลยทีเดียว  แต่การทำเรื่องต่าง ๆ  เหล่านี้ก็มีต้นทุนที่สูงทั้งเรื่องของการตรวจวิเคราะห์  ยาหรืออาหารเสริม  และที่สำคัญค่าที่ปรึกษาแนะนำของแพทย์และบุคลากรด้านต่าง ๆ     และนี่ก็คือ  “การลงทุน” ในสุขภาพที่เป็นเม็ดเงินจริงสำหรับคนที่เชื่อหรือสนใจที่จะลอง  เรื่อง Anti Ageing นี้  ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะคุ้มไหมสำหรับคนทั่วไป  อย่างไรก็ตาม  สำหรับคนที่อายุมากและมีเงินมากแล้ว  ดูเหมือนว่ามันจะคุ้มที่จะลงทุนจ่ายเงิน  และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำต่างก็เสนอบริการนี้

           สุดท้าย  การลงทุนในเรื่องของสุขภาพนั้นก็ไม่ได้ต่างจากการลงทุนในเรื่องการเงินในแง่ที่ว่า  ผลลัพธ์ปลายทางนั่นคือ  ความมั่งคั่งหรือสุขภาพที่ดีโดยรวมของแต่ละคนนั้น  ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการนั่นก็คือ  หนึ่ง  ต้นทุนเดิมของแต่ละคนที่มีอยู่  คนที่มี “ยีนส์” ดี ย่อมได้เปรียบคนที่มีกรรมพันธุ์ที่ไม่แข็งแรงซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ “ดวง” ของแต่ละคน  สอง การดูแลรักษาสุขภาพที่ดีและถูกต้องตามหลักวิชาซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่สูงต่อสุขภาพ  และสุดท้ายก็คือ  ระยะเวลาของการปฏิบัติตามแนวทางนั้นอย่างมีวินัยสูง  ถ้าทำได้เช่นนี้  เราก็จะมีสุขภาพที่ดีโดยรวมตลอดอายุขัย  และนี่ก็คือการลงทุนในชีวิตที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไม่แพ้การลงทุนในเรื่องของเงินทอง

cr.ดร.นิเวศน์   เหมวชิรวรากุล