Showing posts with label การบริหาร. Show all posts
Showing posts with label การบริหาร. Show all posts

Thursday, October 30, 2014

ลงทุนแบบนี้มีแต่สำเร็จ....

 

    ใครอยากมีชีวิต "สบายวันนี้และสบายในวันหน้า"  ต้องลงมือวางแผนการเงินอย่างจริงจัง  เพราะสังคมเปลี่ยนไป  วิกฤติเกิดขึ้นมากมาย  คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น  สวัสดิการที่รัฐมอบให้ประชาชนทั่วไปไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตตามที่แต่ละคนคาดหวัง  เราจึงต้องพี่งพาตนเองให้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  การวางแผนการเงินที่ดีเท่านั้นที่จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินของเราเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ  แต่ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินที่เข้ามารุ่มเร้ารอบด้าน  ก็ยังมีโอกาสดีๆ  ที่รอให้เราใช้ประโยชน์ได้เสมอ  เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายที่จะตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม  การวางแผนการเงินจะทำให้เราใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่  การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน


       อาจเพราะคนส่วนใหญ่มองว่า  การลงทุนมีความเสี่ยงจึงละเลยประเดนที่ว่า   การ "ไม่" ลงทุนก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ  หากเราฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคารเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า  ผลตอบแทนที่เราจะได้รับนั้นมีจำนวนเพียงพอให้เราพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต......  เงินฝากในธนาคารของเราอาจจะเป็น "ขาดทุนแบบทบต้น"  เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น  ดังนั้น  การจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยอมรับได้  จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ  และนับเป็นโอกาสดีที่ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย  ลองพิจารณาหาทางเลือกใดที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดกันให้พบ  เพราะ...ชีวิตมีทางเลือกเสมอ....เราเลือกได้ว่าจะจัดการความเสี่ยงสำหรับอนาคตทางการเงินของตัวเองอย่างไร ... ลองทำดู.... รับรองคุณสามารถทำได้

     ลงทุนแบบนี้...มีชัยไปกว่าครึ่ง

 
   ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างรู้ดีว่า "ความไม่รู้" คือความเสี่ยง  ดังนั้น  เมื่อเรา "รู้" คือมีความรู้ มีการศึกษาค้นคว้าจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้  ความไม่รู้ก็จะหมดไป  ความเสี่ยงก็จะลดลง  ใครไม่เชื่ออยากให้ลองเปรียบเทียบพฤติกรมของนักลงทุนที่ขาดทุนและนักลงทุนที่ได้กำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  โดยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ได้มอบหมายให้บริษัท  ทริส  คอร์ปอเรชั่น  จำกัด  สำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เน้นลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 พบว่า  นักลงทุนรายย่อยที่มีผลกำไรจากการลงทุนมากกว่า 15% และนักลงทุนรายย่อยที่มีผลขาดทุนจากการลงทุนมากกว่า 15% มีพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างกัน   โดยรายงานชิ้นนี้เปิดเผย 10 พฤติกรรมการลงทุนที่จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไร  และพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับนักลงทุนรายย่อย  ไว้ดังนี้

       พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ

  1. ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุนทั้งความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน  และความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายใจตลาดหลักทรัพย์  เช่น  วิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย  การขึ้นเครื่องหมายในการซื้อขาย  กระบวนการรับเงินปันผล  เป็นต้น
  2. กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ  ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น  เช่น พันธบัตร  ตราสารหนี้  กองทุนรวม  ทองคำ  เป็นต้น
  3. วางหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า  เช่น  กำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน  กำหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน  เป็นต้น
  4. กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์ซึ่งนักลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่  กำหนดอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้อยู่ที่ร้อยละ 1-5 
  5. ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือมีวินัยในการลงทุน  เพื่อเป้าหมายการลงทุนที่ได้กำหนดไว้
  6. ใช้ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในระดับที่มาก  โดยมีการพิจารณาปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจและการเมือง  ปัจจัยด้านภาวะอุตสาหกรรม  ปัจจัยด้านบริษัทที่ลงทุน  ปัจจัยที่เกี่ยวกับภาวะตลาดหลักทรัพย์โดยรวม
  7. ทยอยซื้อหลักทรัพย์  โดยผู้ลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ทยอยซื้อหลักทรัพย์แต่ละหลักทรัพย์  จำนวน 2-3 ครั้ง  และในช่วงตลาดขาขึ้น  ไม่ซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยเกินไป
  8. มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์  อย่างเช่น ซื้อหุ้นเพิ่มเติมเมื่อ SET Index มีแนวโน้วว่าจะขึ้นจากการประเมินด้านเทคนิค  ซื้อหุ้นตามแนวเส้่นค้าเฉลี่ย (Moving Average) ขายหุ้นเมื่อ SET Index มีแนวโน้มว่าจะลง  ขายหุ้นตามแนวต้านหรือเมื่อหลุดแนวรับ  เป็นต้น
  9. บันทึการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
  10. ติดตามข้อมูลของบริษัท  ที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุน  รวมถึงสภาวะตลาดเป็นประจำ

พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด  (ควรหลีกเลี่ยง)

  1. ไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน
  2. ไม่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ  ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน
  3. ไม่วางแผน  หรือแนวทางในการลงทุน
  4. ไม่มีการกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้  จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์
  5. ไม่มีวินัยในการลงทุน  ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนการลงทุนที่วางไว้
  6. ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคค่อนข้างน้อย  แต่มักซื้อหุ้นตามข่าวลือ
  7. ไม่มีการทยอยซื้อหุ้น  มักจะซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งในช่วงตลาดขาขึ้น
  8. มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์  เช่น  ซื้อหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายมาก  หรือซื้อหุ้นตอนหุ้นวิ่งแต่ราคาไม่ปรับตัวขึ้นเลยขาย
  9. ไม่จดบันทึกกาซื้อขาย
  10. ไม่ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
      สำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ประกอบไปด้วยนักลงทุนทุกเพศทุกวัย  ทั้งนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน  จนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนมากกว่า 10 ปี  มีทั้งวัยรุ่น  คนหนุ่มสาว  วัยกลางคน  จนถึงวัยเกษียณ  และมีอาชีพที่หลากหลายทั้งนักเรียน  นักศึกษา ข้าราชการ แม้บ้าน  ผู้บริหาร  พนักงาน  บริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ  เจ้าของกิจการ  ผู้ว่างาน  ตลอดจนคุณตาคุณยายวัยเกษียณ ฯลฯ

Tuesday, October 21, 2014

หมดสิ้นยุคทองของ VI



ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของ “สัจธรรม” ข้อหนึ่งที่ว่า อะไรก็ตาม เมื่อมันดี โต ก้าวหน้า ไปมากและยาวนานเกินกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตหรือเกินกว่าสิ่งอื่นหรือคนอื่นที่เป็นคู่แข่งกัน ในที่สุดมันก็ต้องชะลอและกลับตัวลงมาเพื่อที่จะทำให้มันไม่ดีเกินไป โตเกินไป หรือก้าวหน้ามากเกินไป มิฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว มันก็จะโตเกินกว่าที่เป็นไปได้ตาม “ธรรมชาติ” ผมมีความเชื่อว่าธรรมชาตินั้น ในระยะยาวแล้วไม่มีความ “ลำเอียง” มันจะพยายามปรับให้เกิดความ “สมดุล” ที่ไม่มีอะไรที่ใหญ่หรือ “ดีเด่น” เกินไปจนทำให้สิ่งอื่นนั้นเล็กเกินไปและ “ด้อย” กว่าจนอยู่ไม่ได้ ภาษาทางปรัชญาอาจจะเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Regression to the Mean” หรือแนวโน้มทางสถิติของสิ่งต่าง ๆ ในทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่จะวิ่งเข้าหาอัตราการเติบโตหรือตัวเลขของ “ค่าเฉลี่ย” โดยที่ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลว่าอะไรทำให้มันเป็นเช่นนั้น เหตุผลนั้น แน่นอนต้องมี เพียงแต่ว่าเราอาจจะยังไม่รู้หรือมันอาจจะยังไม่เกิด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นั้นมีอาชีพต้องหาเหตุผล เพื่อที่จะบอกว่าอะไรที่จะทำให้การเติบโตนั้นจะต้องช้าลงกว่าเดิมไปอีกหลายปีเพื่อที่มันจะวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย

ผมกำลังจะบอกว่าความสำเร็จ หรือความก้าวหน้าของการลงทุน หรือผลตอบแทนที่นักลงทุนโดยรวมและเฉพาะอย่างยิ่ง VI ของไทยเคยทำได้มายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ มันอาจจะถึงเวลาที่จะต้องชะลอตัวลง การลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อปีที่เกิน 20%-30% แบบทบต้นในระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ที่สามารถทำผลตอบแทนสูงในระดับนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของตลาดหุ้นไทยนั้น ผมเชื่อว่ามีไม่น้อย และมันทำให้เกิด “ภาพลวง” ว่า การทำผลตอบแทนเกินกว่า 20%-30% ต่อปี ในระยะยาวนั้นเป็นไปได้ไม่ยาก แต่ในความคิดของผมแล้ว นี่อาจจะเป็นเวลาที่แนวโน้มการทำกำไรงดงามอย่างง่าย ๆ ของนักลงทุนในตลาดหุ้นกำลังเปลี่ยนไป นี่อาจจะเป็นเวลาที่ “ยุคทองของ VI” ที่ดำเนินมามากกว่า 10 ปี กำลังหมดลง ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้านั้น การทำผลตอบแทนได้ปีละ 15%-20% แบบทบต้นอาจจะเป็นสิ่งที่ “ดีสุดยอด” แล้ว เพราะนั่นสำหรับหลาย ๆ คนจะเป็นสถิติระดับโลกที่สามารถทำผลตอบแทนในระดับ 20% ขึ้นไปเป็นเวลาอาจจะ 20 ปีติดต่อกัน น้อยคนมากที่จะทำได้!

เหตุผลที่ผมคิดว่ายุคทองของตลาดหุ้นไทยนั้นใกล้จบลงมีหลาย ๆ เรื่อง และมันคือเหตุผลที่ทำให้เกิดยุคทองหรือทศวรรษทองของตลาดหุ้นไทยในทางตรงกันข้าม พูดง่าย ๆ สิ่งที่ขับดันราคาหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น กำลังหมดพลังลงหรือเปลี่ยนทิศ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าอยู่ในระดับปานกลางคือช่วงหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มานั้นเราโตปีละประมาณ 5% จากประมาณ 7% ก่อนหน้านั้น จนถึงประมาณปี 2550 หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็เริ่มชะลอตัวลงมาค่อนข้างมากเหลือแค่ 3%-4% ผมเองไม่รู้ว่านี่เป็นการชะลอตัวลงอย่างถาวรแล้วหรือไม่ เหตุผลก็เพราะว่าคนไทยนั้นเริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดใหม่มีน้อยลงมาก กำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็น้อยลงและในอนาคตก็อาจจะเริ่มลดลง และหากเป็นอย่างนั้น ไทยก็อาจจะเหมือนประเทศของคนสูงอายุในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเติบโตยาก ตลาดหุ้นก็จะไปไม่ได้

สิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตสูงมากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มลดลงมาอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2542 ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารขนาดใหญ่ลดลงจากประมาณ 5% เหลือ ไม่ถึง 4% พอถึงปี 2543 ดอกเบี้ยลดลงอีกเหลือประมาณ 2.5% และลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียงประมาณ 1% ในปี 2546 หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอดจนถึงวันนี้ และนี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนถอนเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นต่อเนื่องยาวนานและทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนับจากวันนี้ดูเหมือนว่ามันคงไม่สามารถลงต่อไปได้อีกและมีแต่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายของสหรัฐที่จะลดสภาพคล่องทางการเงินโดยการยกเลิก QE และหากอัตราดอกเบี้ยของไทยเริ่มปรับตัวขึ้น โอกาสก็เป็นไปได้ที่คนจะถอนเงินออกจากตลาดและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงหรือขึ้นต่อไปได้ยากขึ้น

ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2543 เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นสอดคล้องกับเวลาที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงอย่างชัดเจน จนถึงวันนี้เป็นเวลา 14 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 16%-17% แบบทบต้น เงินลงทุน 1 ล้านบาท กลายเป็นประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาที่ยาวมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นก็คือ อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ผมคิดว่าตลาดจะปรับตัวดีแบบเดิมคงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมันจะทำให้ตลาดหุ้นไทยใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ

การปรับตัวของหุ้นไทยยังน่าจะมาจากการที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 และการปรับโครงสร้างทางการเงินในช่วง 2-3 ปีต่อมา ในช่วงเวลาประมาณ 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นประมาณ 117% หรือโตปีละประมาณ 6.7% แบบทบต้น แต่ดัชนีตลาดหรือราคาหุ้นนั้นปรับตัวขึ้นถึงประมาณ 260% หรือเพิ่มขึ้นปีละกว่า 13% คิดเป็น 2 เท่าของกำไร ดังนั้น ราคาหุ้นของไทยในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมานั้นไม่ได้ขึ้นเพียงเพราะกำไรบริษัทเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วย “พลังเงิน” ของนักลงทุนที่ทำให้หุ้นแพงขึ้น ซึ่งตัวเลขค่า PE ของตลาดมีการปรับตัวขึ้นจากค่า PE ในช่วงหลังวิกฤติใหม่ ๆ ไม่เกิน 10 เท่าก็กลายเป็นประมาณ 18 เท่าในปัจจุบัน

ประเด็นก็คือ การเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนนั้น เร่งตัวขึ้นในช่วงหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ในช่วงปีหรือสองปีนี้ กำไรกลับไม่ได้โตขึ้นเท่าไรนัก อาจจะมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเนื่องจากวิกฤติการเมืองหรือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยหรืออาจจะมาจากผลของการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ อาจจะดีขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาด แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ดูเหมือนว่าจะไม่โดดเด่นนัก นอกจากนั้น ค่า PE ก็คงมีโอกาสสูงขึ้นยากและอาจจะมีแนวโน้มที่ลดลงได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอะไรบางอย่าง ดังนั้น ความหวังที่จะเห็นหุ้นปรับตัวดีขึ้นไปอีกจากปัจจุบันก็อาจจะไม่เป็นจริงได้

ทั้งหมดที่ผมพูดมานั้น ดูเหมือนจะเกี่ยวกับตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียนโดยรวมมากกว่า บางคนอาจจะเถียงว่าหุ้น VI อาจจะไม่ได้เข้าข่ายดังกล่าว ดังนั้น มันอาจจะไม่ใช่การหมด “ยุคทองของ VI” ในประเด็นนี้ผมเองกลับเห็นว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นในระยะกว่า 10 ปี ที่ผ่านมานั้น หุ้นที่เรียกว่า “VI” นั้น มีการปรับตัวขึ้นมามากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น และการปรับตัวขึ้นของมันเองนั้นก็มาจากเรื่องของกำไรที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทและการปรับตัวขึ้นของค่า PE เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป สิ่งที่แตกต่างนั้น ผมกลับคิดว่าหุ้นที่เรียกว่า VI นั้น มีการปรับตัวขึ้นของ PE มากกว่าการเพิ่มขึ้นของกำไร หรือพูดง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบแล้ว หุ้น VI นั้น มีราคาแพงขึ้นมากกว่าหุ้นธรรมดา ดังนั้น โอกาสที่หุ้น VI จะทำผลตอบแทนดีกว่าหุ้นทั่วไปในอีก 10 ปีข้างหน้าก็อาจจะยากขึ้นกว่าในอดีตมาก และนี่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้หมดยุคทองของ VI อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ VI เองนั้น ก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพียงแต่อย่าหวังว่ามันจะทำกำไรได้มหาศาลเหมือนเดิม ตัวเลขที่หวังนั้น ผมคิดว่าควรกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 10%-15% ต่อปีในระยะยาวซัก 5-10 ปีข้างหน้า

CR>ดร.นิเวศ  เหมวชิรวรากุล

Wednesday, October 8, 2014

VI สายดำ



            การฝึกฝนและการปฏิบัติตนเพื่อให้เป็น VI ที่มีความสามารถสูงและมี “จิตวิญญาณ” ของ VI นั้น ผมคิดว่าก็คงเหมือนกับการฝึกฝนและปฏิบัติตนในเรื่องอื่น ๆ เช่น การเป็นศิลปินนักวาดภาพเหมือนกัน นั่นคือ เขาจะต้องมีเป้าหมายที่จะต้องมุ่งไปให้ถึง ในกรณีของศิลปินนั้น การที่จะเป็นศิลปินที่โด่งดังได้นั้น เขาจะต้องมีความสามารถในการวาดภาพ การเขียนภาพและการลงสีนั้นจะต้องยอดเยี่ยม พวกเขาจะต้องสามารถควบคุมมือให้เขียนสิ่งที่ออกมาตามต้องการอย่างละเอียดลออที่สุดได้ นอกจากนั้น เขาจะต้องวาดภาพที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองหรือเรียกว่าเป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนใครมิฉะนั้นแล้วเขาก็คงเป็นได้แค่ศิลปินธรรมดา ๆ นอกจากการวาดภาพแล้ว ถ้าลองดูเรื่องของศิลปะอย่างอื่นเช่น คาราเต้ นั้น การฝึกที่จะทำให้เก่งจนได้ “สายดำ” นั้น นอกจากการฝึกฝนทางร่างกายแล้ว ผมคิดว่าเรื่องของจิตใจก็ต้องมีการฝึกเช่นกัน และถ้าคนเคยอ่านหนังสือกำลังภายในจีนก็จะพบว่า “เซียน” นั้น นอกจากการฝึกวิทยายุทธ์แล้ว พวกเขายังต้องฝึกใจและประพฤติปฏิบัติตนอีกหลายอย่างเพื่อให้สำเร็จเป็นเซียนได้

          ในเรื่องของการลงทุนแบบ VI นั้น ผมคิดว่ามีประเด็นใหญ่ ๆ 3 เรื่องที่ต้องฝึกฝนเพื่อให้สำเร็จเป็น VI ที่เก่งกาจหรือเรียกให้เท่ ๆ ว่าเป็น “VI สายดำ” ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของปรัชญาและหลักการสำคัญในการลงทุน เรื่องที่สองคือการฝึกฝนในด้านของจิตใจหรืออารมณ์เมื่อประสบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบกับการลงทุน และเรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องของการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับการเป็น VI

       ปรัชญาและหลักการการลงทุนที่สำคัญที่ผมคิดว่า VI จะต้องมุ่งไปให้ถึงก็คือ ข้อแรก เขาควรจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี หรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนภายใน Circle Of Competence อะไรที่เราไม่รู้ เราไม่ควรลงทุน โดยนัยนี้ เราควรจะมีหุ้นที่เราจะลงทุนได้ไม่มากนักถ้าเราไม่ใช่ “มืออาชีพ” จริง ๆ ข้อสองก็คือ ถ้าจะได้ “สายดำ” VI จะต้องมี “สไตล์” การลงทุนที่ตนเองยึดถือ การลงทุนแบบ “เล่นได้ทุกรูปแบบ” นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากทีเดียว เพราะความชำนาญและการฝึกฝนของเรานั้นมีจำกัด ไม่เหมือน ปีเตอร์ ลินช์ ที่บริหารกองทุนขนาดมโหฬารและใช้เวลากับมันสูงมาก ดังนั้น สำหรับ VI ทั่วไปแล้ว เราควรจะเลือกหาสไตล์ที่มีโอกาสชนะสูงแล้วฝึกฝนและปฏิบัติจนเก่งและยึดถือมันเป็นหลักในการลงทุน การมีสไตล์นั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถลงทุนหุ้นแนวอื่นได้ เพียงแต่พอร์ตส่วนใหญ่นั้น น่าจะเป็นการลงทุนในสไตล์ที่ตนเองใช้อยู่

       นักลงทุน VI ที่จะได้สายดำนั้น ผมคิดว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องฝึกฝนในด้านของการบริหารความเสี่ยงของการลงทุน การทำอย่างนั้นได้ดีนั้น ผมคิดว่าควรเริ่มต้นจากทัศนะคติในการวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นลงทุน ซึ่งผมคิดว่าควรเน้นไปที่การมอง “ด้านลบ” ก่อน “ด้านบวก” นั่นคือ เวลาคิดจะซื้อหุ้นนั้น ต้องคิดว่า “อย่าขาดทุน” มากกว่าที่จะหวังผลเลิศว่าจะได้กำไรเท่าไร นอกจากนั้น VI ควรจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการ “หายนะ” ไว้เสมอ นี่คือความเสี่ยงที่อาจจะมีน้อยมากจนบางครั้งเราลืมที่จะคิดถึง สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ “Unthinkable” หรือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่าที่เราคิด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พอร์ตการลงทุนของเราควรที่จะพร้อมรับกับสถานการณ์อย่างนั้นได้ ซึ่งในเรื่องของความเสี่ยงนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องใช้หลักของการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม นั่นคือ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

       ประเด็นที่สองของการที่จะเป็น VI สายดำได้นั้นก็คือเรื่องของอารมณ์และจิตใจ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดของการเป็น VI ก็คือ ความ “ใจเย็น” นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่จะทำให้เราสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผลไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ตกใจกลัวและรีบ “ทิ้งหุ้น” เวลามีเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกับตลาดหุ้น เช่นเดียวกับที่ไม่รีบร้อนที่จะ “แย่งซื้อหุ้น” ในยามที่ตลาดหรือหุ้นกำลังร้อนแรง นอกจากความใจเย็นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าต้องฝึกและปฏิบัติก็คือ ความศรัทธายึดมั่นต่อหลักการและแนวทางที่ถูกต้องและที่เราเลือกแล้ว นั่นก็คือ อย่าถูกทำให้ “ไขว้เขว” จากเส้นทางที่มีการพิสูจน์มายาวนานโดยกูรูระดับโลกโดยเหตุการณ์หรือสภาวการณ์บางช่วงบางตอนที่อาจชี้ไปในอีกแนวทางหนึ่ง จงจำไว้ว่าไม่มีแนวทางไหนที่ดีและชนะตลอดเวลา ในบางช่วงเวลานั้น แม้แต่กลยุทธ์หรือวิธีการที่แย่ที่สุดในระยะยาวก็สามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่าวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดได้ โดยนัยยะนี้ VI ที่จะเป็นสายดำได้นั้นจะต้องเรียนรู้และยอมรับว่า บ่อยครั้งหรือบ่อยช่วงเวลา พอร์ตของเราอาจจะแพ้คนอื่นที่อาจจะไม่ได้มีสายรัดสีอะไรเลยก็ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว VI สายดำก็จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า

        อีกข้อหนึ่งในเรื่องของอารมณ์จิตใจที่ควรจะต้องฝึกฝนก็คือ ต้องเรียนรู้ความผิดพลาด และเมื่อรู้แล้วต้องรีบแก้ไข อย่าไปยึดมั่นแบบหัวชนฝา นี่ไม่ใช่เรื่องที่แย้งกับคำว่าศรัทธาและไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคำว่าผิดพลาดในที่นี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของข้อมูล หรือเป็นเรื่องของความเข้าใจในคุณสมบัติของหุ้นหรือกิจการที่ผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องของหลักการหรือแนวทางที่เป็นเรื่องที่มีการพิสูจน์มายาวนานและไม่เปลี่ยนแปลงง่าย

       ประเด็นสุดท้ายก็คือ การใช้ชีวิตของ VI สายดำ เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตนำไปสู่การเป็น VI สายดำหรือไม่ หรือเป็นเรื่องที่บังเอิญว่า VI ที่เป็นสายดำมักใช้ชีวิตแบบนี้ แต่จากการสังเกตนักลงทุนระดับเซียนหรือระดับโลกหลาย ๆ คน ผมพบว่าคนเหล่านี้มักใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ ใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตนเอง คนเหล่านี้มักจะไม่ได้มีความสุขจากการใช้เงินเพื่อตนเอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้นิยมความหรูหราทางด้านวัตถุ พวกเขามีความสุขจากกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงิน และที่สำคัญก็คือ มีความสุขจากการลงทุนหรือหาเงินมากกว่าการใช้เงิน ถ้ามองถึงพื้นเพ หลายคนไม่ใช่คนที่ที่บ้านมีฐานะร่ำรวยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตนเองนั้น น่าจะมีส่วนช่วยให้ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าโดยเฉพาะในช่วงที่ VI ยังมีเงินน้อย ดังนั้น ถ้าฝึกนิสัยนี้ไว้ตั้งแต่เริ่มแรกที่ลงทุน ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้เราเป็น VI สายดำเร็วขึ้น

         ถ้าจะให้ผมเรียงลำดับความสำคัญของกลุ่มกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของการลงทุนที่จะทำให้เราได้เป็น VI สายดำ ผมคงให้ความสำคัญอันดับแรกกับเรื่องของปรัชญาและหลักการลงทุน ถ้าคิดเป็นคะแนนก็คงจะได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ในส่วนของจิตใจและอารมณ์น่าจะเป็นซัก 40% และในส่วนของการใช้ชีวิตน่าจะเป็นซัก 10% อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัจจัยทั้งสามอย่างนั้นมีความเกี่ยวข้องและมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ด้านใดด้านหนึ่งน้อยเกินไปก็จะทำให้ด้านอื่นแย่ลงไปด้วย ดังนั้น การฝึกฝนและการปฏิบัติจึงละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปไม่ได้

Friday, October 3, 2014

ตรวจสอบผู้บริหารแบบ VI

 

   










การวิเคราะห์ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนบอกว่ายากเนื่องจากเราไม่ได้รู้จักใกล้ชิด  ผู้บริหารที่คนหรือสื่อบอกว่าดีนั้น  หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องของ  “ภาพ”  มากกว่าความเป็นจริง    บริษัทที่มีผลงานที่โดดเด่นก็มักจะมีผู้บริหารที่คนเชื่อว่าดีและโดดเด่น   เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าผู้บริหารไม่ดีแล้วบริษัทจะดีได้อย่างไร?    ดังนั้น  บางคนจึงคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผู้บริหาร  แค่เห็นว่าบริษัทดีเราก็สรุปได้แล้วว่าผู้บริหารก็คงจะต้องดี  และหลายคนก็คิดว่า  ถึงจะมีผู้บริหารที่ดีก็ไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรให้กับหุ้นที่จะลงทุน  เพราะคุณค่าของหุ้นนั้นสูงขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทซึ่งรวมถึงผลงานของผู้บริหารอยู่แล้ว  การไปให้คุณค่ากับผู้บริหารอีกก็เท่ากับว่าเราไป  “นับซ้ำ”  อย่างไรก็ตาม  มีบางประเด็นที่น่าจะสามารถแยกแยะให้เห็นได้ระหว่างผู้บริหารที่ดีกับผู้บริหารที่ไม่ดีโดยที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการปกติของบริษัทในระยะสั้น

            ประเด็นแรกและสำคัญมากก็คือ  ดูการจัดสรรเงินของบริษัท  ผู้บริหารที่ดีจะต้องไม่ใช้จ่ายเงินแบบ  “มั่ว”  ต้องลงทุนในโครงการที่ดีซึ่งก็มักจะต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม  การ Take Over หรือซื้อธุรกิจอื่นก็จะต้องมาในแบบเดียวกันและจะต้องมีราคาที่ไม่แพงเกินคุณค่าที่ได้รับ  ผู้บริหารที่ไม่ดีมักจะใช้จ่ายเงินลงทุนหรือซื้อธุรกิจอื่นที่ไม่เหมาะสมซึ่งแม้ว่าบ่อยครั้งจะทำให้หุ้นวิ่งหรือปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วง “กระทิง”  แต่ในฐานะของ VI  เราควรจะมองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี   ในระยะยาวมันจะทำให้บริษัทเสียหาย

           ในกรณีที่บริษัทมีเงินสดและไม่สามารถนำไปจัดสรรเพื่อลงทุนในโครงการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีพอ   ผู้บริหารควรจะต้อง  “คืนเงิน” ให้ผู้ถือหุ้น   นั่นก็คือ  จ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสม  ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เคยจ่ายตามปกติ  หรือไม่ก็  “ซื้อหุ้นคืน” ซึ่งก็คล้าย ๆ  กับการจ่ายปันผล  เพราะเป็นการ “คืนเงิน”ให้แก่  “ผู้ถือหุ้น” เหมือนกัน  แต่เป็นการคืนให้กับผู้ถือหุ้นบางคนเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นปันผลที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าถ้าราคาที่ซื้อหุ้นคืนนั้นต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  การซื้อหุ้นคืนในกรณีของตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าจำนวนมากนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลดังกล่าว  หลาย ๆ  กรณีเป็นเรื่องของการ  “ดูแลราคาหุ้น”  ที่ตกลงไปมากโดยการเอาเงินบริษัทไป  “พยุง” ราคาไว้โดยไม่ได้พิจารณาว่าราคาหุ้นในขณะนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่   ดังนั้น  เวลาที่เห็นว่าบริษัทมีการซื้อหุ้นคืนโดยที่เหตุผลนั้นไม่ชัดเจน   ผมก็มักจะคิดว่าบริษัทนั้นมีการบริหารงานที่ไม่ดี

            ประเด็นที่ VI ไม่ชอบเลย  ยกเว้นว่าจะมีคำอธิบายที่ดีพอและเป็นการกระทำที่จะสร้างความโปร่งใสครั้งเดียวให้จบ  ก็คือ  เรื่องของ Related Transaction  หรือการทำรายการระหว่างบริษัทกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็น “เจ้าของ”  บริษัท  ในประเด็นนี้แม้ว่าจะมีการตรวจสอบโดย  “กรรมการอิสระ” และมีผู้ประเมินที่เป็น  “บุคคลภายนอก”  ผมก็ไม่เชื่อว่ามันจะมีความเที่ยงธรรมได้จริง ๆ  เพราะทั้งกรรมการอิสระและบุคคลภายนอกดังกล่าวนั้นต่างก็ถูกแต่งตั้งโดยบริษัทหรือผู้บริหาร  ดังนั้น  บริษัทที่มีรายการที่มีการ  “ขัดแย้งของผลประโยชน์”  บ่อย ๆ   หรือมีรายการที่  “น่าเกลียด”  อย่างแรงแม้เพียงรายการเดียว  สำหรับผมแล้ว  ผมมักจะถือว่าบริษัทอาจจะมีผู้บริหารที่ไม่ดี

           เรื่องที่สามนั้นแม้ว่าอาจจะดูว่าไม่กระทบกับบริษัทมากมาย  แต่ก็เป็นการ  “ส่งสัญญาณ”  ที่เตือนเราเหมือนกันว่าผู้บริหารอาจจะไม่ใคร่  “สมบูรณ์” นักก็คือ  การจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้บริหาร  “มากเกินไป” และอาจจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับผลประกอบการปกติของบริษัท  เพราะนี่เป็นเรื่องของการ  “เอาเปรียบบริษัท”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นี่มักเป็นการอนุมัติโดยตัวเองหรือคนที่ตนเองมีอิทธิพลเหนือกว่า  หรือไม่ก็เป็นการอนุมัติโดยมีผลต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน   ดังนั้น  เวลาที่ผมพบว่าผู้บริหารได้รับผลตอบแทนที่  “สูงเหลือเชื่อ”  เปรียบเทียบกับขนาดและ Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นของกิจการ  โดยที่ผมไม่ได้คิดว่าเขามีส่วนในความสำเร็จมากมายอะไรของบริษัท   ผมก็มักจะไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับหุ้นแบบนี้

          เรื่องที่สี่คือ   ความโปร่งใสของผู้บริหาร  ผู้บริหารที่ดีนั้นควรจะต้องโปร่งใส ยิ่งเปิดเผยมาก  คะแนนคุณสมบัติของผู้บริหารก็ควรจะดีขึ้น  ผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสมาก ๆ  นั้น  บางครั้งเราแทบจะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไปเลยเนื่องจากบริษัทอาจจะมีสิ่งที่เลวร้ายซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้และสิ่งที่เรารู้นั้นถูกทำลวงขึ้นมา   ความโปร่งใสเรื่องแรกก็คือเรื่องของระบบบัญชี  บริษัทที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีการลงบัญชีแบบ  “อนุรักษ์นิยม”  มาก ๆ  นั้น  ควรจะต้องได้รับคะแนนที่ดีเทียบกับบริษัทที่มี “ลูกเล่น”  มาก  ตัวอย่างหนึ่งที่เราเคยพบในช่วงหนึ่งก็เช่น  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งใช้ระบบบัญชีที่ลงรายรับต่อเมื่อมีการโอนและรับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ จำนวนมากลงบัญชีรับรู้รายได้ตามการก่อสร้างหรือตามเกณฑ์อื่น   ในกรณีแบบนี้  ผมเองต้องให้คะแนนผู้บริหารบริษัทแรกสูงกว่า

           นอกจากเรื่องบัญชีแล้ว  การให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งที่ดีและไม่ดีต่อผู้ถือหุ้นเป็นระยะ ๆ  ตลอดเวลาก็เป็นการแสดงความโปร่งใสที่สำคัญ  บริษัทที่ผู้บริหารเก็บตัวเงียบและไม่ใคร่ยอมพบนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนเลยนั้น  ผมคิดว่าจะได้รับคะแนนผู้บริหารที่สูงไม่ได้    นอกจากนั้น  ผู้บริหารที่ดีก็ควรที่จะสามารถ  “รักษาคำพูด” ที่ตนได้ให้ไว้พอสมควร  ไม่ใช่พูดแล้วก็ผิดคำพูดมาก ๆ  ผู้บริหารที่ดีนั้น  ผมคิดว่าถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือคาดการณ์ถูกต้อง  ก็ไม่ควรจะพูดในเรื่องนั้น

            เรื่องที่ห้า  ผู้บริหารที่ดีนั้น  จะต้องดูแลไม่ให้บริษัทรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป  ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้บริษัทปลอดภัยมากเกินไปจนกระทบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้  สำหรับเรื่องนี้ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  โครงสร้างเงินทุนของบริษัท  หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  สัดส่วนหรือปริมาณของหนี้ของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นหรือกำไรก่อนดอกเบี้ยของกิจการ   บริษัทที่มีหนี้มากเกินไปและอยู่ในกิจการที่มีความผันผวนของผลการดำเนินงานมากนั้น  จะเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด  และถ้าผู้บริหารไม่ได้ทำอะไรที่จะลดความเสี่ยงนี้  ก็ต้องถือว่าผู้บริหารไม่ดีพอที่จะได้รับคะแนนสูง ๆ   เช่นเดียวกัน  บางบริษัทมีเงินสดมาก  ไม่มีหนี้เลย  และธุรกิจก็ค่อนข้างสม่ำเสมอมาก  แต่บริษัทกลับจ่ายปันผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แบบนี้ก็ต้องบอกว่าผู้บริหารไม่ดี  ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร


           สุดท้าย  เรื่องของโครงสร้างผู้ถือหุ้นก็มีส่วนที่จะทำให้ผู้บริหารมีโอกาสที่จะได้คะแนนสูงหรือต่ำเช่นเดียวกันทั้ง ๆ  ที่เราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก  ตัวอย่างเช่น  ถ้าบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผู้บริหารสูงสุดมักจะมาจาก  “สายการเมือง”  แบบนี้เรามักจะไม่ให้คะแนนผู้บริหารสูง   เหตุผลก็เพราะการคัดเลือกผู้บริหารอาจจะมาจากคุณสมบัติอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารงานมากนัก  หรือถึงจะได้คนที่โดดเด่นมาเป็นผู้บริหาร  แต่เขาก็อาจจะต้องทำงานหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างในทางที่ไม่เป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทได้  โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ดีอาจจะเป็นว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดกับรายรองลงมาที่มีจำนวนหุ้นใกล้เคียงกันที่เป็นสถาบันต่างประเทศที่น่าเชื่อถือและไม่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่  และทั้งคู่ก็แต่งตั้งผู้บริหารที่เป็น  “มืออาชีพ” มาบริหารงาน  ถ้าเป็นแบบนี้  ผู้บริหารก็น่าจะได้คะแนนสูง  เพราะทุกอย่างจะมีเหตุผลและมีการ “คานอำนาจ” หรือตรวจสอบกันเป็นอย่างดี  เป็นต้น

           ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางที่จะใช้วิเคราะห์หรือตรวจสอบผู้บริหารนอกเหนือจากผลประกอบการระยะสั้นของบริษัท  ผมเองไม่รู้ว่าผู้บริหารดีนั้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทมากน้อยแค่ไหนแต่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนอยู่โดยเฉพาะในระยะยาว  ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ VI ที่เน้นลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีเป็น ซุปเปอร์สต็อก

Tuesday, March 4, 2014

ค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาและค่าเสื่อมราคา การตีความงบการเงิน


การวิจัยและพัฒนา : ทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์จึงถอยห่าง

        นี่คือค่าใช้จ่ายสำคัญเมื่อจะค้นหาบริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความได้เปรียบในระยะยาวของบริษัทมักจะเป็นข้อได้เปรียบซึ่งบริษัทได้จากลิขสิทธิบัตรหรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  แต่หากบริษัทมีข้อได้เปรียบจากลิขสิทธิ์เช่น  บริษัทยา ฎ จุดหนึ่งสิทธิบัตรจะหมดอายุ และความได้เปรียบของบริษัทก็จะหมดไป
        หากความได้เปรียบของบริษัทเป็นผลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบางอย่าง  ความน่ากลัวคือ  เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่  นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมไมโครซอฟท์จึงกลัวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของกูเกิ้ลหนักหนา  ...เพราะความได้เปรียบในวันนี้อาจเป็นความล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ได้

        ไม่เพียงแต่บริษัทเหล่านี้ต้องใช้จ่ายเงินมหาศาลกับการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น  แต่พวกเขายังต้องประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่  ออกแบบผลิตภัณฑ์ใใหม่  และปรับแผนการขายอยู่เสมอ  ซึ่งหมายความว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและการบริหารสูงมากด้วย  เราจะมาพิจารณาบริษัทเหล่านี้กัน : บริษัทยา เมิร์ค  ต้องใช้ 29% ของกำไรขั้นต้นในการวิจัยและพัฒนา และ 49% ของกำไรขั้นต้นกับค่าใช้จ่ายในการขาย/ทั่วไป/และบริหาร (SGA) ซึ่งรวมกันแล้วกินกำไรขั้นต้นไปถึง 78% ยิ่งกว่านั้นหากเมิร์คไม่สามารถพัฒนายาตัวใหม่ที่สามารถขายได้หลายพันล้านเหรียญ  บริษัทก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อสิทธิบัตรยาที่มีอยู่หมดอายุลงด้วย

         อินเทล  ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต้องใช้เงิน 30% ของกำไรขั้นต้นกับการวิจัยและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอหาไม่แล้วบริษัทก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในเวลาเพียงสองสามปีเท่านั้น  

         มูดีส์  บริษัทจัดอันดับพันธบัตร  เป็นบริษัทคู่ใจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มานานด้วยเหตุผลที่ดี คือ มูดี้ส์ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา  และมีค่า  SGA เพียง 25% ของกำไรขั้นต้นเท่านั้น  โคคา-โคล่าซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเช่นกัน  แต่ต้องโฆษณาสินค้าอย่างบ้าคลั่ง  เฉลี่ยแแล้วมีค่า SGA เพียง 59% ของกำไรขั้นต้นเท่านั้น  กับบริษัทเช่นมูดี้ส์และโคคา - โคล่า  วอร์เรนไม่ต้องนอนตาโพลงตลอดคืนด้วยความกังวลว่า  สิทธิบัตรยากำลังจะหมดอายุ  หรือว่าเทคโนโลยีใหม่ของบริษัทจะไม่ชนะในการแข่งขันรอบต่อไป 

        และนี่คือกฏของวอร์เรน : บริษัทที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนา  มีข้อด้วยแฝงอยู่ในความได้เปรียบในการแข่งขัน  ที่จะทำให้เศรษฐกิจระยะยาวของธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ  ซึ่งหมายความว่าความได้เปรียบนั้นไม่ใช่ "ของตาย"  และอะไรที่ไม่ใช่ของตาย  วอร์เรนไม่สนใจเด็ดขาด


ค่าเสื่อมราคา : ต้นทุนที่วอร์เรน  บัฟเฟตต์มิอาจเพิกเฉย 

         เครื่องจักรทุกตัว  อาคารทุกหลัง  ล้วนต้องชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  และความชำรุดทรุดโทรมนี้จะปรากฏในงบกำไรขาดทุนในรูปของ ค่าเสื่อมราคา  โดยทั่วไป  จำนวนเงินที่เสื่อมไปในช่วงปีหนึ่งของสิ่งใดก็ตาม  คือค่าใช้จ่ายที่จัดสรรตามรายรับในปีนั้น ซึ่งนับว่ามีเหตุผลดี  เพราะว่าค่าความเสื่อมของสินทรัพย์  สามารถพูดได้ว่าเกิดจากการใช้สินทรัพย์นั้นๆ ในกิจกรรมของธุรกิจซึ่งก่อให้เกิดรายรับ
     
         ตัวอย่างเช่น : ให้เรานึกถึงภาพบริษัท XYZ การพิมพ์ ซึ่งซื้อแท่นพิมพ์ราคา 1 ล้านดอลลาร์  ซึ่งมี่อายุการใช้งาน 10 ปี เนื่องจากอายุใช้งาน 10 ปี สรรพากรจะไม่ยอมให้บริษัทตัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด $1 ล้านในปีที่ซื้อปีเดียว  แต่ต้องกระจายค่าแท่นพิมพ์ออกเป็นเวลา 10 ปีตามที่ใช้งานด้วยอายุการใช้งานของแท่นพิมพ์ 10 ปี  และต้นทุนแรกเริ่ม $1 ล้าน  หมายความว่า บริษัท XYZ จะต้องตัดค่าเสื่อมราคาของแท่นพิมพ์ในอัตรา $100,000 ต่อปี  ค่าเสื่อมราคาคือต้นทุนจริงในการทำธุรกิจ  เพราะว่า ณ จุดหนึ่งในอนาคต  แท่นพิมพ์นี้จะต้องถูกปลดระวางและมีแท่นใหม่มาแทน 

         การซื้อแท่นพิมพ์นี้จะปรากฏในงบดุล คือ บัญชี เงินสด จะถูกหักออก $1 ล้าน ไปปรากฏเพิ่มที่บัญชี  โรงงานและเครื่องจักร $1 ล้าน จากนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้า คือเสื่อมราคา $100,000 ต่อปี  จะปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน  ส่วนในงบดุล แต่ละปี $100,000 จะถูกหักจากส่วนสินทรัพย์ในรายการ โรงงานแลเครื่องจักร ในขณะที่ในส่วนหนึ่้สิน ค่าเสื่อมราคาสะสม จะเพิ่มขึ้น $100,000 จำนวนเงินสด $1 ล้าน เหรียญ  ที่ใช่้ไปจริงในการซื้อแท่นพิมพ์จะไปปรากฏในงบกระแสเงินสดในรายการ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุน  เราขอย้ำว่าค่าแท่นพิมพ์ 1 ล้านเหรียญ ไม่ได้ถูกหักเป้นค่าใช้จ่ายในปีที่ซื้อทั้งหมด แต่กระจายออกเป็นค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุนปีละ $100,000 ทบกับเป็นเวลา 10 ปี

          การทำเช่นนี้ทำให้พ่อมดการเงินชาววอลล์สตรีททั้งหลายได้กลอุบายบางอย่าง คือ พวกเขาพบว่าทันทีที่มีการซื้อแท่นพิมพ์และจ่ายเงินเรียบร้อย  จะไม่มีการจ่ายเงินสดให้กับค่าเสื่อมราคาปีละ $100,000  อีก แต่มันยังคงทำให้รายได้ที่รายงานต่อสรรพากรลดลงทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งหมายความว่า เมื่อมองในระยะสั้น บริษัท XYZ มีค่าใช้จ่ายประจำปี  แต่ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายเงินสดไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย  ด้วยเหตุนี้ พ่อมดการเงินชาววอลล์สตรีทจึงสามารถเพิ่มค่าใช้จ่าย $100,00 กลับเข้าไปในรายได้ ซึ่งหมายความว่ากระแสเงินสดของธุรกิจในตอนนี้สามารถรองรับหนี้สินสำหรับการซื้อธุรกิจด้วยเงินกู้ (leveraged buyout) ของนักเก็งกำไรได้  วอลล์สตรีทมีตัวย่อสำหรัรบการคำนวณรายได้เหล่านี้กลับไปใหม่ว่า EBITDA ซึ่งมาจาก Earnings Before Income Taz,Depreciation, and Amortization หรือ รายได้ก่อนหักภาษี  ค่าเสื่อมราคา  และค่าตัดจำหน่าย

          วอร์เรน  บัฟเฟตต์บอกว่าเมื่อชาววอลล์สตรีทหัวใสนำ EBITDA มาใช้โดยไม่สนใจว่าในที่สุดแท่นพิมพ์นั้นจะชำรุดจนใช้ไม่ได้อีกต่อไป และบริษัทจะต้องหาเงินอีก $1 ล้านเหรียญ  มาซื้อแท่นใหม่ แต่บริษัทกลับมีภาระหนี้สินก้อนโตที่มาจากการซื้อธุรกิจด้วยเงินกู้  ทำให้ไม่มีความสามารถในการจ่ายเงิน $1 ล้าน เพื่อซื้อแท่นพิมพ์ใหม่อีก

          วอร์เรน บัฟเฟตต์เชื่อว่าค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายจริง และต้องถูกนำมารวมในการคำนวณหารายได้เสมอ  หากไม่เช่นนั้นแล้ว เท่ากับเรากำลังหลอกตัวเองในระยะสั้นให้เชื่อว่า  ธุรกิจกำลังทำรายได้มากกว่าความเป็นจริง และไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการหลอกตัวเองได้

           สิ่งที่วอร์เรน  บัฟเฟตต์ได้พบก็คือ  บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมีแนวโน้มที่จะมีค่าเสื่อมราคาเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละกับกำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันรุนแรง  ตัวอย่างเช่น โคคา-โคล่าซึ่งมีค่าเสื่อมราคาประมาณ 6% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ  และริกลี่ย์  บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอีก 1 บริษัทก็อยู่ที่ประมาณ 7%  เช่นกัน ในขณะที่พร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลบริษัทคู่ใจของวอร์เรนมานานอีกแห่งมีรค่าใช้จ่ายนี้ประมาณ 8% ...ตรงกันข้ามกับจีเอ็ม  ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนสูงและมีการแข่งขันสูงซึ่งมีค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ระหว่าง 22% ถึง 57% ของกำไรขั้นต้น

          เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดที่กัดกร่อนกำไรขั้นต้นของบริษัท  วอร์เรน บัฟเฟตต์พบว่า  ยิ่งน้อยตัวเลขของกำไรที่ปรากฏในบรรทัดสุดท้ายของงบก็จะยิ่งมากเสมอ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ การขาย และการบริหาร การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ : วอร์เรน  บัฟเฟตต์ จะจับตาดูอย่างระมัดระวัง

        แถวถัดลงมาจากกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน  คือกลุ่มของค่าใช้จ่ายซึ่งเรียกว่า  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่  ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารงาน  ค่าใช้จ่ายในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด  ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย  ค่าปรับปรุงโครงสร้างและการด้อยค่าของทรัพย์สิน  และค่าใช้จ่าย "อื่นๆ" ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่จากการดำเนินกิจการ และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว

         รายการเหล่านี้รวมกันเป็น "รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ"  ของบริษัท  ซึ่งจะนำมาหักออกจากกำไรขั้นต้นเพื่อที่จะได้ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินกิจการของบริษัท  เนื่องจากรายการเหล่านี้ทุกรายการล้วนมีผลกระทบต่อธรรมชาติของเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาว  เราจะมาดูรายการเหล่านี้ทีละรายการอย่าเจาลึกตามสไตล์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันต่อไป


ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย, ทั่วไป  และการบริหาร 

       ในงบกำไรขาดทุน  ภายใต้หัวข้อ ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling), ทั่วไป (General), และการบริหาร (Administrative Expense) หรือ SGA ที่ซึ่งบริษัทรายงานค่าใช้จ่ายในการขาย  ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั้งที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม  ในรอบบัญชีนั้นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง  เงินเดือนของผู้บริหาร ค่าโฆษณา  ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับกฏหมาย  ค่าคอมมิสชั่น  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมด และอื่นๆ 

       ในบริษัทเช่นโคคา-โคล่า  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจสูงเป็นพันล้านและมีผลกระทบมหาศาลต่อกำไรสุทธิของบริษัท  หากคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละต่อกำไรขั้นต้นแล้ว ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในแต่ละธุรกิจจะต่างกันอย่างมาก  แม้แต่ในระหว่างบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบโคคา -โคล่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังแตกต่างกัน โคคา-โคล่า มีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA เฉลี่ย 59% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ บริษัทอย่างมูดี้ส์มีตัวเลขเฉลี่ยที่ 25% อย่างสม่ำเสมอ  และพร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลอยู่ที่ราว 61% อย่างสม่ำเสมอ  ณ จุดนี้ คำว่า "สม่ำเสมอ"  คือหัวใจสำคัญ

     บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุงแรง และมีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA ต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละต่อกำไรเบื้องต้น  ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  จีเอ็มมีค่า SGA เพิ่มจาก 28%  เป็น 83% ฟอร์ดมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในช่วง 5 ปีตั้งแต่ 83% ถึง  780% ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังสูญเสียเงินอย่างใหญ่หลวง  ปัญหาของบริษัทก็คือเมื่อยอดขายเริ่มตก  ซึ่งหมายความว่ารายได้ตกลงด้วย  แต่ค่าใช้จ่ายในการขายทั่วไป  และการบริหารยังคงอยู่  หากบริษัทไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เร็วพอ  กำไรเบื้องต้นจะเริ่มถูกกินลึกลงไปเรื่อยๆ

     ในการค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และการบริหารยิ่งต่ำจะยิ่งดี  และหากสามารถคงความต่ำอย่างสม่ำเสมอก็จะดียิ่งขึ้นอีก  อย่างไรก็ตาม มีบริษัทจำนวนหนึ่งที่มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันอย่างยั่งยืน แต่มีค่า SGA อยู่ในระหว่าง 30% ถึง 80% ด้วยเช่นกัน  แต่ถ้าหากเราเห็นบริษัทที่มีค่า SGA ใกล้เคียง หรือมากกว่า 100% ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หมายความว่าเรากำลังเล่นอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก  ทำให้ไม่มีบริษัทใดสามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้

        นอกจากนี้  ยังมีบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และบริหารต่ำหรือปานกลาง แต่ทำลายเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาวที่ดีเยี่ยมของตนด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลในการค้นคว้าพัฒนา ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและ/หรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยกับหนี้ก้อนโตด้วย

        อินเทลคือตัวอย่างที่ดีมากของบริษัที่มีอัตราร้อยละของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั่วไป และบริหาร ต่อกำไรขั้นต้นในระดับต่ำ แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าพัฒนาสูง  ทำให้เศรษฐกิจระยะยาวของธุรกิจลดต่ำเหลือเพียงปานกลางเท่านั้น  แต่ถ้าหากอินเทลหยุดค้นคว้าวิจัย  ผลิตภัณฑ์รุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จะล้าสมัยใน 10 ปีข้างหน้าและต้องเลิกธุรกิจ  

        ยางกู๊ดเยี่ยร์มีอัตราร้อยละค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย  ทั่วไป และบริหารต่อกำไรขั้นต้น 72% แต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและดอกเบี้ย (จากหนี้ซึ่งนำมาชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุน) ฉุดให้ผู้ผลิตยางรายนี้ขาดทุนทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย  แต่ถ้าหากว่ากู๊ดเยี่ยร์ไม่สร้างหนี้เพื่อนำไปชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและปรับปรุงบริษัท  กู๊ดเยียร์ก็ไม่อาจคงความสามารถในการแข่งขันได้นาน

      วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ที่จะอยู่ห่างจากบริษัทต้องสาปด้วยค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และบริหารสูงอย่างสม่ำเสมอ  เรายังรู้อีกว่าเศรษฐกิจของบริษัทที่มีค่า SGA ต่ำ  สามารถถูกทำลายลงด้วยค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา  และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนที่สูง  และ/หรือหนี้ก้อนโต  วอร์เรน  บัฟเฟตต์จะหลีกเลี่ยงธุรกิจประเภทนี้ไม่ว่าราคาจะเท่าใดก็ตาม  เพราะเขาทราบว่าเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทเหล่านี้จะแย่มากโดยธรรมชาติ  ที่แม้แต่ราคาขายถูกๆ ก็ไม่ทำให้นักลงทุนรอดพ้นจากผลประกอบการ "งั้นๆ" ตลอดอายุขัยของธุรกิจได้

กำไรขั้นต้น / ส่วนต่างกำไรขั้นต้น การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


กำไรขั้นต้น/ส่วนต่างกำไรขั้นต้น  ตัวเลขสำคัญสำหรับวอร์เรนในการค้นหาขุมทองในระยะยาว

           ตอนนี้หากเรานำตัวเลขที่บริษัทรายงานว่าคือ  ต้นทุนสินค้าขายมาหักจากยอด  รวมรายได้ ของบริษัท  เราจะได้กำไรขั้นต้น  ตัวอย่าง เช่น : ยอดรวมรายได้ $10 ล้าน  ลบต้นทุนสินค้าขาย $7 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้น $3 ล้าน

            กำไรขึ้นต้น  คือเงินที่บริษัททำได้จากรายได้ขั้นต้นหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในการทำสินค้าแล้ว  แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย  เช่น  ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร  ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนของดอกเบี้ยในการดำเนินธุรกิจ  

             ตัวเลขกำไรขั้นต้นเพียงตัวเดียวบอกอะไรได้น้อยมาก  แต่เราสามารถนำตัวเลขนี้มาคำนวณส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัท  ซึ่งจะบอกให้เราได้ทราบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของเศรษฐกิจของบริษัทนั้นๆ ได้อย่างดี  สมการในการหาส่วนต่างกำไรขั้นต้น คือ

            กำไรขั้นต้น / ยอดรวมรายได้ = ส่วนต่างกำไรขั้นต้น 

            สำหรับวอร์เรน  บัฟเฟตต์  สิ่งที่เขามองหาคือ  บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนบางอย่าง  หรือธุรกิจที่เขาสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว  และสิ่งที่เขาพบก็คือ  บริษัทที่มีเศรษฐกิจยอดเยี่ยมที่ได้เปรียบในระยะยาวมักจะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงอย่าง สม่ำเสมอ กว่าบริษัทอื่น เราจะยกตัวอย่างใหคุณดู

           ส่วนต่างรายได้ขั้นต้นของบริษัทที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ บ่งชี้แล้วว่ามีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนรวมถึง : โคคา - โคล่า ซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 60% หรือมากกว่าให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ  บริษัทจัดอันดับพันธบัตรมูดี้ส์  มีส่วนต่าง 73% เดอะ  เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ 61% และบริษัทเคี้ยวมันอย่างหมากฝรั่งริกลี่ย์ 51% 

           จากการเปรียบเทียบธุรกิจชั้นยอดเหล่านี้กับบริษัทอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงความแตกต่าง  บริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจไม่ดีนักในระยะยาว เช่น สายการบินยูไนเต็ด  ที่ล้มละลายฟื้นๆ ฟุบๆ เป็นประจำ  มีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 14% บริษัทผลิตรถยนต์เจนเนอรัล มอเตอร์สที่กำลังประสบปัญหาทำได้ 21% แบบหืดขึ้นคอ, ยูเอส สตีล บริษัทซึ่งเริ่มทำกำไรได้แล้วแต่ยังไม่แข็งแกร่งนักมี 17% และยางกู๊ดเยียร์ ที่วิ่งได้ในทุกสภาพอากาศ  แต่ในเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักเริ่มวิ่งไม่ออก  มีตัวเลขที่ไม่น่าประทับใจนักที่ 20% 
      
          ธุรกิจเทคโนโลยีคือธุรกิจที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขออยู่ห่างๆ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ  แม้ไมโครซอฟท์จะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสม่ำเสมอสูงถึง 79% ขณะที่แอปเปิ้ลอยู่ที่ 33% ตัวเลขร้อยละนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่โครซอฟท์มีเศรษฐกิจที่ดีกว่าจากการขายระบบปฏิบัติการและซอฟแวร์  เทียบกับแอปเปิ้ลซึ่งขายฮาร์ดแวร์และบริการ

           สิ่งที่สร้างส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงให้กับบริษัทคือ  ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  ซึ่งทำให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และบริการที่จำหน่ายสูงกว่าต้นทุนสินค้าขายได้มาก  หากไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน  บริษัทจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งด้วยการลดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขาย  ซึ่งทำให้ส่วนต่างกำไรและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลงด้วยอย่างแน่นอน

          ดังนั้น จึงเป็นกฏธรรมดามาก (และมีข้อยกเว้น) ว่า : บริษัทซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 40% หรือมากกว่า  มีแนวโน้มที่จะเป็นบริษัทที่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนประการใดประการหนึ่ง  ในขณะที่บริษัทที่มีตัวเลขน้อยกว่า 40% มีแนวโน้มที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง  ซึ่งการแข่งขันส่งผลกระทบต่อส่วนต่างกำไรโดยรวม (นี่ก็มีข้อยกเว้นด้วยเช่นกัน)  ส่วนต่างกำไรขั้นต้น 20% หรือน้อยกว่า มักเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ มีการแข่งขันที่ดุเดือด  และไม่มีบริษัทใดในอุตสาหกรรมนี้ที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือคู่แข่งได้  และบริษัทในอุตสหกรรมที่มีการแข่งขันสูงซึ่งไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันใดๆ ไม่มีวันจะทำให้เรารวยได้ในระยะยาว 

           ในขณะที่ส่วนต่างกำไรขั้นต้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะรอบพ้นจากความล้มเหลว  แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ตัวแรกๆ ว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีความสม่ำเสมอ  วอร์เรน บัฟเฟตต์ เน้นคำว่า "ยั่งยืน" เป็นอย่างมาก  ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย  เราจึงควรตรวจสอบตัวเลขส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วง 10 ปีล่าสุด  เพื่อความมั่นใจว่าบริษัทมีความ "สม่ำเสมอ" วอร์เรนทราบว่า  เมื่อเราจะค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน "ความสม่ำเสมอ" คือหัวใจของเกมนี้

           ตอนนี้เราจะพูดถึงสาเหตุหลายประการที่ทำให้บริษัทซึ่งมีส่วนต่างผลกำไรสูงหลงทาง  ทำให้บริษัทสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว  
  1. คือต้นทุนการค้นคว้าที่สูงลิ่ว
  2. บริษัทมีต้นทุนการขายและการบริหารสูง
  3. ต้นทุนดอกเบี้ยจากหนี้ของบริษัทสูง  
           ค่าใช้จ่าย 1 ใน 3  ตัวนี้สามารถทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของธุรกิจได้ในระยะยาว  ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้เรียกว่า  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นเสมือนหนามยอกอกของทุกธุรกิจ