Showing posts with label VI หมู่เฮา. Show all posts
Showing posts with label VI หมู่เฮา. Show all posts
Tuesday, October 21, 2014
หมดสิ้นยุคทองของ VI
ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของ “สัจธรรม” ข้อหนึ่งที่ว่า อะไรก็ตาม เมื่อมันดี โต ก้าวหน้า ไปมากและยาวนานเกินกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตหรือเกินกว่าสิ่งอื่นหรือคนอื่นที่เป็นคู่แข่งกัน ในที่สุดมันก็ต้องชะลอและกลับตัวลงมาเพื่อที่จะทำให้มันไม่ดีเกินไป โตเกินไป หรือก้าวหน้ามากเกินไป มิฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว มันก็จะโตเกินกว่าที่เป็นไปได้ตาม “ธรรมชาติ” ผมมีความเชื่อว่าธรรมชาตินั้น ในระยะยาวแล้วไม่มีความ “ลำเอียง” มันจะพยายามปรับให้เกิดความ “สมดุล” ที่ไม่มีอะไรที่ใหญ่หรือ “ดีเด่น” เกินไปจนทำให้สิ่งอื่นนั้นเล็กเกินไปและ “ด้อย” กว่าจนอยู่ไม่ได้ ภาษาทางปรัชญาอาจจะเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Regression to the Mean” หรือแนวโน้มทางสถิติของสิ่งต่าง ๆ ในทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่จะวิ่งเข้าหาอัตราการเติบโตหรือตัวเลขของ “ค่าเฉลี่ย” โดยที่ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลว่าอะไรทำให้มันเป็นเช่นนั้น เหตุผลนั้น แน่นอนต้องมี เพียงแต่ว่าเราอาจจะยังไม่รู้หรือมันอาจจะยังไม่เกิด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นั้นมีอาชีพต้องหาเหตุผล เพื่อที่จะบอกว่าอะไรที่จะทำให้การเติบโตนั้นจะต้องช้าลงกว่าเดิมไปอีกหลายปีเพื่อที่มันจะวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
ผมกำลังจะบอกว่าความสำเร็จ หรือความก้าวหน้าของการลงทุน หรือผลตอบแทนที่นักลงทุนโดยรวมและเฉพาะอย่างยิ่ง VI ของไทยเคยทำได้มายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ มันอาจจะถึงเวลาที่จะต้องชะลอตัวลง การลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อปีที่เกิน 20%-30% แบบทบต้นในระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ที่สามารถทำผลตอบแทนสูงในระดับนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของตลาดหุ้นไทยนั้น ผมเชื่อว่ามีไม่น้อย และมันทำให้เกิด “ภาพลวง” ว่า การทำผลตอบแทนเกินกว่า 20%-30% ต่อปี ในระยะยาวนั้นเป็นไปได้ไม่ยาก แต่ในความคิดของผมแล้ว นี่อาจจะเป็นเวลาที่แนวโน้มการทำกำไรงดงามอย่างง่าย ๆ ของนักลงทุนในตลาดหุ้นกำลังเปลี่ยนไป นี่อาจจะเป็นเวลาที่ “ยุคทองของ VI” ที่ดำเนินมามากกว่า 10 ปี กำลังหมดลง ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้านั้น การทำผลตอบแทนได้ปีละ 15%-20% แบบทบต้นอาจจะเป็นสิ่งที่ “ดีสุดยอด” แล้ว เพราะนั่นสำหรับหลาย ๆ คนจะเป็นสถิติระดับโลกที่สามารถทำผลตอบแทนในระดับ 20% ขึ้นไปเป็นเวลาอาจจะ 20 ปีติดต่อกัน น้อยคนมากที่จะทำได้!
เหตุผลที่ผมคิดว่ายุคทองของตลาดหุ้นไทยนั้นใกล้จบลงมีหลาย ๆ เรื่อง และมันคือเหตุผลที่ทำให้เกิดยุคทองหรือทศวรรษทองของตลาดหุ้นไทยในทางตรงกันข้าม พูดง่าย ๆ สิ่งที่ขับดันราคาหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น กำลังหมดพลังลงหรือเปลี่ยนทิศ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าอยู่ในระดับปานกลางคือช่วงหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มานั้นเราโตปีละประมาณ 5% จากประมาณ 7% ก่อนหน้านั้น จนถึงประมาณปี 2550 หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็เริ่มชะลอตัวลงมาค่อนข้างมากเหลือแค่ 3%-4% ผมเองไม่รู้ว่านี่เป็นการชะลอตัวลงอย่างถาวรแล้วหรือไม่ เหตุผลก็เพราะว่าคนไทยนั้นเริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดใหม่มีน้อยลงมาก กำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็น้อยลงและในอนาคตก็อาจจะเริ่มลดลง และหากเป็นอย่างนั้น ไทยก็อาจจะเหมือนประเทศของคนสูงอายุในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเติบโตยาก ตลาดหุ้นก็จะไปไม่ได้
สิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตสูงมากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มลดลงมาอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2542 ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารขนาดใหญ่ลดลงจากประมาณ 5% เหลือ ไม่ถึง 4% พอถึงปี 2543 ดอกเบี้ยลดลงอีกเหลือประมาณ 2.5% และลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียงประมาณ 1% ในปี 2546 หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอดจนถึงวันนี้ และนี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนถอนเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นต่อเนื่องยาวนานและทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนับจากวันนี้ดูเหมือนว่ามันคงไม่สามารถลงต่อไปได้อีกและมีแต่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายของสหรัฐที่จะลดสภาพคล่องทางการเงินโดยการยกเลิก QE และหากอัตราดอกเบี้ยของไทยเริ่มปรับตัวขึ้น โอกาสก็เป็นไปได้ที่คนจะถอนเงินออกจากตลาดและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงหรือขึ้นต่อไปได้ยากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2543 เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นสอดคล้องกับเวลาที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงอย่างชัดเจน จนถึงวันนี้เป็นเวลา 14 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 16%-17% แบบทบต้น เงินลงทุน 1 ล้านบาท กลายเป็นประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาที่ยาวมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นก็คือ อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ผมคิดว่าตลาดจะปรับตัวดีแบบเดิมคงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมันจะทำให้ตลาดหุ้นไทยใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ
การปรับตัวของหุ้นไทยยังน่าจะมาจากการที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นหลังจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 และการปรับโครงสร้างทางการเงินในช่วง 2-3 ปีต่อมา ในช่วงเวลาประมาณ 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นประมาณ 117% หรือโตปีละประมาณ 6.7% แบบทบต้น แต่ดัชนีตลาดหรือราคาหุ้นนั้นปรับตัวขึ้นถึงประมาณ 260% หรือเพิ่มขึ้นปีละกว่า 13% คิดเป็น 2 เท่าของกำไร ดังนั้น ราคาหุ้นของไทยในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมานั้นไม่ได้ขึ้นเพียงเพราะกำไรบริษัทเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วย “พลังเงิน” ของนักลงทุนที่ทำให้หุ้นแพงขึ้น ซึ่งตัวเลขค่า PE ของตลาดมีการปรับตัวขึ้นจากค่า PE ในช่วงหลังวิกฤติใหม่ ๆ ไม่เกิน 10 เท่าก็กลายเป็นประมาณ 18 เท่าในปัจจุบัน
ประเด็นก็คือ การเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนนั้น เร่งตัวขึ้นในช่วงหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ในช่วงปีหรือสองปีนี้ กำไรกลับไม่ได้โตขึ้นเท่าไรนัก อาจจะมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเนื่องจากวิกฤติการเมืองหรือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยหรืออาจจะมาจากผลของการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ อาจจะดีขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาด แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ดูเหมือนว่าจะไม่โดดเด่นนัก นอกจากนั้น ค่า PE ก็คงมีโอกาสสูงขึ้นยากและอาจจะมีแนวโน้มที่ลดลงได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอะไรบางอย่าง ดังนั้น ความหวังที่จะเห็นหุ้นปรับตัวดีขึ้นไปอีกจากปัจจุบันก็อาจจะไม่เป็นจริงได้
ทั้งหมดที่ผมพูดมานั้น ดูเหมือนจะเกี่ยวกับตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียนโดยรวมมากกว่า บางคนอาจจะเถียงว่าหุ้น VI อาจจะไม่ได้เข้าข่ายดังกล่าว ดังนั้น มันอาจจะไม่ใช่การหมด “ยุคทองของ VI” ในประเด็นนี้ผมเองกลับเห็นว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นในระยะกว่า 10 ปี ที่ผ่านมานั้น หุ้นที่เรียกว่า “VI” นั้น มีการปรับตัวขึ้นมามากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น และการปรับตัวขึ้นของมันเองนั้นก็มาจากเรื่องของกำไรที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทและการปรับตัวขึ้นของค่า PE เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป สิ่งที่แตกต่างนั้น ผมกลับคิดว่าหุ้นที่เรียกว่า VI นั้น มีการปรับตัวขึ้นของ PE มากกว่าการเพิ่มขึ้นของกำไร หรือพูดง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบแล้ว หุ้น VI นั้น มีราคาแพงขึ้นมากกว่าหุ้นธรรมดา ดังนั้น โอกาสที่หุ้น VI จะทำผลตอบแทนดีกว่าหุ้นทั่วไปในอีก 10 ปีข้างหน้าก็อาจจะยากขึ้นกว่าในอดีตมาก และนี่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้หมดยุคทองของ VI อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ VI เองนั้น ก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพียงแต่อย่าหวังว่ามันจะทำกำไรได้มหาศาลเหมือนเดิม ตัวเลขที่หวังนั้น ผมคิดว่าควรกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 10%-15% ต่อปีในระยะยาวซัก 5-10 ปีข้างหน้า
CR>ดร.นิเวศ เหมวชิรวรากุล
Thursday, October 9, 2014
หมู่เฮาชาว VI
ประมาณ 10 ปีนับตั้งแต่แนวความคิดของการลงทุนแบบ Value Investment เริ่มขึ้นในตลาดหุ้นไทย ผมคิดว่าถึงวันนี้เรามีคนที่ถือว่าตนเองเป็น Value Investor หลายพันคน บางทีอาจจะถึงหมื่นคน เท่าที่สังเกตและดูข้อมูลประกอบบ้าง ผมคิดว่า Profile หรือคำบรรยายคุณสมบัติของพวกเขาน่าจะประมาณสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้
Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะมีอายุระหว่าง 30 – 45 ปี มากที่สุด เหตุผลน่าจะเป็นว่า นี่คือช่วงอายุที่พวกเขาเริ่มมีเงินเหลือเก็บและเริ่มมองหาการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม นอกจากนั้น นี่คือช่วงชีวิตที่คนมักจะเริ่มเป็นหลักเป็นฐานและมีเวลามากขึ้นในการศึกษาเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ที่เป็นคนอายุน้อย ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็มีให้เห็นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกว่าทำไมเขาจึงสนใจลงทุนทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น
นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ผมเห็นนั้นเกือบจะ 9 ใน 10 คน เป็นผู้ชาย ในขณะที่คนลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น สัดส่วนของผู้หญิงน่าจะสูงกว่านี้ เหตุผลที่ผู้หญิงยังไม่เข้ามานั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นว่าผู้หญิงยังมองว่าการจัดการทางด้านการเงินนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ชาย และการลงทุนในตลาดหุ้นแบบ Value Investment ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปที่จะเข้าใจ
นักลงทุนที่เรียกตนเองว่าเป็น Value Investor นั้น ส่วนใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 90% ขึ้นไปเรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรี สาขาวิชาที่เรียนมานั้น มักจะมาทางสายวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มที่มีมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นวิศวกรรม และอีกจำนวนไม่น้อยเป็นแพทย์ จำนวนคนที่เรียนสูงกว่าปริญญาตรีก็มีสัดส่วนค่อนข้างสูง คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยถ้าจะพูดว่านักลงทุนแบบ Value Investor นั้น เป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะมี IQ และความรู้สูงและคงแก่เรียน
Value Investor ที่ผมพบนั้น จำนวนมากมีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีและมีพอร์ตของหุ้นค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอื่น ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่งคั่งมากนั้น นอกจากฐานะทางครอบครัวที่อาจจะร่ำรวยอยู่แล้ว มาจากการที่พวกเขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในหลายปีที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกินเลยอีกเช่นกันถ้าจะบอกว่า Value Investor โดยรวมแล้วเป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะรวย ไม่โดยตัวเองก็มาจากฐานะทางบ้าน และนี่ก็ทำให้เราพบเห็น Value Investor หลายคนยึดอาชีพเป็นนักลงทุนทั้ง ๆ ที่อายุยังห่างจากเกณฑ์เกษียณมาก
พูดถึงความคิดทางการเมืองและปรัชญาทางเศรษฐกิจ Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวกเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก Capitalist หรือเป็นสังคมทุนนิยม แต่ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาด พวกเขามักจะอยากให้ตลาดเป็นตัวกำหนดการจัดสรรทรัพยากรมากกว่าการที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของการค้าขาย
ความฝันของ Value Investor นั้น ที่ผมเห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือ พวกเขาอยากจะมี “อิสรภาพทางการเงิน” นั่นก็คือ เขาอยากมีเงินมากพอที่จะให้เงินทำงานเลี้ยงชีวิตเขาได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งการทำงานหารายได้ประจำจากน้ำพักน้ำแรง หลาย ๆ คนฝันว่าเขาจะสามารถ “เกษียณ” ตัวเองจากงานประจำได้ก่อนอายุ 40-50 ปี หลังจากนั้น เขาคิดว่าเขาจะได้ทำงานในสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งอย่างหนึ่งที่จะต้องทำแน่นอนก็คือ การลงทุนซื้อขายหุ้น บางคนฝันต่อว่า ถ้าเขารวยมาก ๆ จากการลงทุน เขาก็จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลคิดเป็นสัดส่วนที่สูง ความฝันทั้งหมดนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจาก Value Investor ที่ประสบความสำเร็จอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ หรือเปล่า
Value Investor นับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์ มากที่สุด แต่แนวทางการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนในแนวของ เกรแฮม นั่นก็คือ นักลงทุนจะเน้นการซื้อหุ้นราคาถูกและขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือราคาแพงแล้วในสไตล์ของ เกรแฮม คุณภาพของกิจการที่เป็นจุดเน้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น นักลงทุนจะให้ความสนใจน้อยกว่าเรื่องของราคา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขายังอาจจะไม่เข้าใจในคุณสมบัติที่แท้จริงของธุรกิจดีพอ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมองว่าการเทรดหุ้นบ้างน่าจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวเกินไป
สุดท้ายก็คือ เรื่องของสไตล์ในการดำรงชีวิตของ Value Investor นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” คือใช้ชีวิตตามควรแก่อัตภาพ จำนวนมากใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานความร่ำรวยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด Value Investor มักจะใช้จ่ายเงินอย่างค่อนข้างมีเหตุผลไม่ฟุ่มเฟือย จะจ่ายเงินต่อเมื่อได้คุณค่าที่คุ้มค่า
กล่าวโดยสรุปก็คือคุณสมบัติแบบ Value Investor โดยทั่วไปนั้น เป็นกลุ่มคนที่น่านับถือ เป็นคนที่มีเหตุผลทั้งในด้านของการเงินและการใช้ชีวิต และถ้าคุณเป็นคนที่กำลังมองหาคนที่จะมาเป็นคู่ครอง และบังเอิญคน ๆ นั้นเป็น Value Investor ผมก็คิดว่าคุณน่าจะเป็นคนโชคดีที่จะได้หุ้นส่วนชีวิตที่เป็นที่พึ่งที่ดีได้
CR. ดร.นิเวศน์ เหม
Subscribe to:
Posts (Atom)

