Showing posts with label Stock VI. Show all posts
Showing posts with label Stock VI. Show all posts

Thursday, October 9, 2014

หมู่เฮาชาว VI



       ประมาณ 10 ปีนับตั้งแต่แนวความคิดของการลงทุนแบบ Value Investment เริ่มขึ้นในตลาดหุ้นไทย ผมคิดว่าถึงวันนี้เรามีคนที่ถือว่าตนเองเป็น Value Investor หลายพันคน บางทีอาจจะถึงหมื่นคน เท่าที่สังเกตและดูข้อมูลประกอบบ้าง ผมคิดว่า Profile หรือคำบรรยายคุณสมบัติของพวกเขาน่าจะประมาณสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้

     Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะมีอายุระหว่าง 30 – 45 ปี มากที่สุด เหตุผลน่าจะเป็นว่า นี่คือช่วงอายุที่พวกเขาเริ่มมีเงินเหลือเก็บและเริ่มมองหาการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม นอกจากนั้น นี่คือช่วงชีวิตที่คนมักจะเริ่มเป็นหลักเป็นฐานและมีเวลามากขึ้นในการศึกษาเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ที่เป็นคนอายุน้อย ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็มีให้เห็นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกว่าทำไมเขาจึงสนใจลงทุนทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น

         นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ผมเห็นนั้นเกือบจะ 9 ใน 10 คน เป็นผู้ชาย ในขณะที่คนลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น สัดส่วนของผู้หญิงน่าจะสูงกว่านี้ เหตุผลที่ผู้หญิงยังไม่เข้ามานั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นว่าผู้หญิงยังมองว่าการจัดการทางด้านการเงินนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ชาย และการลงทุนในตลาดหุ้นแบบ Value Investment ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปที่จะเข้าใจ

          นักลงทุนที่เรียกตนเองว่าเป็น Value Investor นั้น ส่วนใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 90% ขึ้นไปเรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรี สาขาวิชาที่เรียนมานั้น มักจะมาทางสายวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มที่มีมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นวิศวกรรม และอีกจำนวนไม่น้อยเป็นแพทย์ จำนวนคนที่เรียนสูงกว่าปริญญาตรีก็มีสัดส่วนค่อนข้างสูง คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยถ้าจะพูดว่านักลงทุนแบบ Value Investor นั้น เป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะมี IQ และความรู้สูงและคงแก่เรียน

           Value Investor ที่ผมพบนั้น จำนวนมากมีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีและมีพอร์ตของหุ้นค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอื่น ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่งคั่งมากนั้น นอกจากฐานะทางครอบครัวที่อาจจะร่ำรวยอยู่แล้ว มาจากการที่พวกเขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในหลายปีที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกินเลยอีกเช่นกันถ้าจะบอกว่า Value Investor โดยรวมแล้วเป็นกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะรวย ไม่โดยตัวเองก็มาจากฐานะทางบ้าน และนี่ก็ทำให้เราพบเห็น Value Investor หลายคนยึดอาชีพเป็นนักลงทุนทั้ง ๆ ที่อายุยังห่างจากเกณฑ์เกษียณมาก

            พูดถึงความคิดทางการเมืองและปรัชญาทางเศรษฐกิจ Value Investor ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวกเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก Capitalist หรือเป็นสังคมทุนนิยม แต่ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาด พวกเขามักจะอยากให้ตลาดเป็นตัวกำหนดการจัดสรรทรัพยากรมากกว่าการที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของการค้าขาย

               ความฝันของ Value Investor นั้น ที่ผมเห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือ พวกเขาอยากจะมี “อิสรภาพทางการเงิน” นั่นก็คือ เขาอยากมีเงินมากพอที่จะให้เงินทำงานเลี้ยงชีวิตเขาได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งการทำงานหารายได้ประจำจากน้ำพักน้ำแรง หลาย ๆ คนฝันว่าเขาจะสามารถ “เกษียณ” ตัวเองจากงานประจำได้ก่อนอายุ 40-50 ปี หลังจากนั้น เขาคิดว่าเขาจะได้ทำงานในสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งอย่างหนึ่งที่จะต้องทำแน่นอนก็คือ การลงทุนซื้อขายหุ้น บางคนฝันต่อว่า ถ้าเขารวยมาก ๆ จากการลงทุน เขาก็จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลคิดเป็นสัดส่วนที่สูง ความฝันทั้งหมดนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจาก Value Investor ที่ประสบความสำเร็จอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ หรือเปล่า

             Value Investor นับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์ มากที่สุด แต่แนวทางการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนในแนวของ เกรแฮม นั่นก็คือ นักลงทุนจะเน้นการซื้อหุ้นราคาถูกและขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือราคาแพงแล้วในสไตล์ของ เกรแฮม คุณภาพของกิจการที่เป็นจุดเน้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น นักลงทุนจะให้ความสนใจน้อยกว่าเรื่องของราคา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขายังอาจจะไม่เข้าใจในคุณสมบัติที่แท้จริงของธุรกิจดีพอ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมองว่าการเทรดหุ้นบ้างน่าจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวเกินไป

              สุดท้ายก็คือ เรื่องของสไตล์ในการดำรงชีวิตของ Value Investor นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” คือใช้ชีวิตตามควรแก่อัตภาพ จำนวนมากใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานความร่ำรวยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด Value Investor มักจะใช้จ่ายเงินอย่างค่อนข้างมีเหตุผลไม่ฟุ่มเฟือย จะจ่ายเงินต่อเมื่อได้คุณค่าที่คุ้มค่า

              กล่าวโดยสรุปก็คือคุณสมบัติแบบ Value Investor โดยทั่วไปนั้น เป็นกลุ่มคนที่น่านับถือ เป็นคนที่มีเหตุผลทั้งในด้านของการเงินและการใช้ชีวิต และถ้าคุณเป็นคนที่กำลังมองหาคนที่จะมาเป็นคู่ครอง และบังเอิญคน ๆ นั้นเป็น Value Investor ผมก็คิดว่าคุณน่าจะเป็นคนโชคดีที่จะได้หุ้นส่วนชีวิตที่เป็นที่พึ่งที่ดีได้

CR. ดร.นิเวศน์  เหม

Tuesday, October 7, 2014

ความฝัน VI value invester



  Value Investor หนุ่มสาวหลายคน โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น มักจะมีความฝันที่บรรเจิด พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50% และบางคนมากยิ่งกว่านั้น

     พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก

     การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท

     ไม่ว่าในกรณีใด VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ “เศรษฐี” มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท และนั่นก็จะทำให้เขา “ฝันข้ามเวลา” คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง

    หลายคนฝันว่าเขาจะไป “ท่องโลก” เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนอกจากจะสนองความอยากรู้และรื่นรมย์แล้ว มันยังช่วยขยายวิชั่นของเขาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนด้วย ถ้าจะพูดไป จิม โรเจอร์ นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกก็เคยเดินทาง “รอบโลก” มาแล้วสองครั้ง หลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนร่วมกับจอร์จ โซรอส
 

     หลายคนอาจจะฝันที่จะมีบ้านใหญ่ รถหรู และสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้หลังจากที่ตนเองร่ำรวยพอที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่กระทบกับความมั่งคั่งส่วนตน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความฝันที่อาจจะ “อยู่ลึก” ในใจ เนื่องจากการ “บริโภค” สิ่งที่ฟุ่มเฟือยนั้น ดูเหมือนว่าจะขัดกับแนวทางการดำเนินชีวิตของ VI ดังนั้น ฝันของการมีชีวิตหรูหราจึงมักจะเป็นฝันรายการท้าย ๆ ของ VI หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอยู่แล้ว

      ตรงกันข้ามกับการได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย VI จำนวนไม่น้อยฝันว่าจะ “คืนให้แก่สังคม” โดยการบริจาคทรัพย์ให้แก่สาธารณกุศล หลายคนคิดว่าจะ “ตั้งมูลนิธิ” เพื่อช่วยเหลือคนอื่น VI บางคนคิดว่าตนเองอยากเป็นอาจารย์หรือครูที่จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยสอนนักศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เหล่านี้คือกิจกรรมที่ VI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วอเร็น บัฟเฟตต์ และจอร์จ โซรอส ได้ทำหลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนแล้ว

      ผมเองคิดว่า ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี มันช่วยทำให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะลงทุน เราจะทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้ เราจะอดออมได้มากกว่าปกติ ทั้งหมดนั้นจะทำให้พอร์ตของเราโตเร็วขึ้น ความฝันคือแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ว่าที่จริงผมเองก็เคยฝันมาตั้งแต่เริ่มเดินทางสาย VI ใหม่ ๆ

       แต่ประสบการณ์ของผมก็คือ ความฝันนั้นเรามักจะ “ไปไม่ถึง” สาเหตุก็คือ บางครั้งเราตั้งความฝันไว้สูงเกินไป ผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้น เราตั้งไว้สูงยิ่งกว่าสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้ เราคิดว่าเราทำได้ใน 4-5 ปี ดังนั้นเราน่าจะทำได้ในอีก10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

       อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝันไม่เป็นจริงก็คือ ความฝันนั้น “ไม่หยุดนิ่ง” มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาและตามสถานะของตัวเรา ตัวอย่างเช่น เรื่องของความมั่งคั่งนั้น VI บางคนอาจจะตั้งความฝันไว้ว่าจะมีเงินถึงจุดหนึ่งเช่น 50 ล้านบาท แล้วก็จะ “หยุด” เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว” แต่เมื่อถึงเวลาที่เขามีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ เขาก็อาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอหรือยังไม่อยากหยุด พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบัฟเฟตต์ ซึ่งว่ากันว่า เขาเคยคิดที่จะเลิกลงทุนหลังจากมีเงินประมาณ 40-50 ล้านเหรียญหรือ 1,000 ล้านบาทไทยเพื่อหันไป “ทำอย่างอื่น” ในชีวิตและเกือบจะทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่สุดท้าย เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นและหันกลับมาลงทุนใหม่จนถึงทุกวันนี้

        ความฝันอื่น ๆ ที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่มักจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน สมมุติว่าเขาประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งตามที่ฝันจริง โอกาสที่เขาจะ “เดินทางรอบโลก” หรือมีบ้านใหญ่โตหรูหรานั้นก็มักจะไม่เกิดขึ้น บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางไกลหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบ้าน เรื่องของ “มูลนิธิ” นั้นก็ดูยุ่งเกินไปและไม่เห็นจะจำเป็น ถ้าอยากทำบุญก็บริจาคให้ใครก็ได้ เช่นเดียวกัน การเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนั้น ถ้าสอนเป็นครั้ง ๆ ก็น่าสนุก แต่ถ้าต้องสอนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่ามันจะเป็นความทุกข์ เหนือสิ่งอื่นใด นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะไม่ได้สนใจ “ความรู้” ของเราเท่าไรนัก เขาอาจจะแค่ต้องการสอบให้ผ่านเท่านั้น

       สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ VI นั้นจะไม่หยุดลงทุนไม่ว่าความฝันอะไรจะเป็นจริงหรือไม่จริง ไม่เชื่อก็ดู VI ระดับเซียนทั้งหลายที่ไม่เคยเกษียณแม้ว่าอายุจะเลย 80 ปีไปแล้ว บัฟเฟตต์บอกว่าเขาและชาร์ลี มังเกอร์ นั้นจะลงทุนจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้แล้วเท่านั้น

        ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ ฝันนั้น ฝันได้และควรจะฝัน พยายามทำให้ความฝันนั้น Realistic คือมีเหตุผลไม่เกินความเป็นจริง การฝันถึงสิ่งที่อยากทำเมื่อประสบความสำเร็จและมั่งคั่งแล้วนั้นก็ทำได้ แต่ก็จงตระหนักว่ามันอาจจะไปไม่ถึง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราอาจไม่ใช่ตัวคนเดียว เรามี “หุ้นส่วนชีวิต” ทั้งภรรยาและลูกที่จะต้องปรึกษาและเห็นชอบด้วย แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น ก่อนหน้าที่ภรรยาคนก่อนของเขาจะเสียชีวิต เขาบอกว่าถ้าเขาตายก่อน ทรัพย์สมบัติก็จะกลายเป็นของภรรยา แต่ถ้าภรรยาตายก่อน เงินส่วนใหญ่ของเขาก็จะถูก “คืนกลับไปสู่สังคม” และนั่นคือที่มาของการบริจาคเงินก้อนมโหราฬของเขาให้กับมูลนิธิของบิลเกต

กำเนิด VI (Value Investor )

      
     พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffet นั้น “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก” เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ ของอเมริกา จอร์จ โซรอส นั้น เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ความคิดของเขาก็คือ ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้ การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับการต่อสู้หรือสงคราม นั่นคือ เข้า “โจมตี” อย่างรุนแรง รวดเร็ว “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ


        ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value Investment นั้น คือทางออกที่จะทำให้ผมยังมีชีวิตในฐานะชนชั้นกลางแบบที่ผมเป็นอยู่ในขณะนั้นได้แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการทำงานหรือรายได้ประจำลดลงมาก กลยุทธการลงทุนของผมจึงเน้นที่ “ความปลอดภัย” หรือการ “ปกป้องเงินต้น” เป็นหัวใจหลัก อะไรที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสขาดทุน “อย่างถาวร” ผมจะหลีกเลี่ยง การลงทุนของผมแต่ละครั้งจะต้อง “ไม่ขาดทุน”

          ถึงวันนี้ที่ Value Investment เป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ผมเห็นว่าการเริ่มต้นของคนเหล่านี้สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ

         กลุ่มแรก คนทำงานกินเงินเดือน อายุประมาณ 30-45 ปี นี่คือกลุ่ม VI ที่เริ่มสนใจลงทุนเนื่องจากตระหนักว่าตนเองจำเป็นที่จะต้องออมเงินเพื่อการเกษียณหรือบางคนต้องการสร้างอนาคตและเห็นว่าการฝากเงินนั้นเป็น “การลงทุน” ที่แย่มาก คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความมั่งคั่งไม่มาก เงินทุกบาททุกสตางค์ “หามาได้ยาก” การที่มันจะ “หายไป” หรือลดน้อยลงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจรุนแรง ดังนั้น กลยุทธการลงทุนจึงมักจะ “อนุรักษ์นิยม” และไม่ลงทุนในหุ้นมากนัก หุ้นที่เลือกลงทุนต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและขนาดไม่เล็กเกินไป ระยะการลงทุนก็มักจะค่อนข้างยาวเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามมากนัก เป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนก็มักจะไม่สูง แต่พวกเขาก็ยังหวังได้ประมาณปีละ 15-20%

          กลุ่มที่สองเป็น “เด็กจบใหม่” ที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลาง พวกเขาไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านในการลงทุนแต่ก็ไม่ได้มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แต่งงานเพราะอายุยังไม่ถึง 30 ปี พวกเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่ค่อนข้างสูงที่จะ “รวย” เป็นเศรษฐีในเวลาอาจจะแค่ 10-15 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้อ่านประวัติของนักลงทุนเอกหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ จนทำให้คิดว่าเขาก็น่าจะทำได้แบบเดียวกันหรือดีกว่า ว่าที่จริงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าประทับใจมากเช่นทำกำไรได้ 100% ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เป็นต้น

         VI ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะใช้กลยุทธการลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย” และมักจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนแต่มีช่วงเวลาที่โดดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้หลายเท่าในเวลาไม่นาน เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ ถ้าพลาดเขาก็สามารถหาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเม็ดเงินที่ยังน้อย พวกเขาก็ไม่สามารถเป็น “ผู้นำ” ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้น พวกเขาจึงมักจะเป็น “ผู้ตาม” ที่คอยรับอานิสงค์จาก VI “ขาใหญ่” ดังนั้น ผลตอบแทนของพวกเขาจึงอาจจะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับคนที่มีพอร์ตใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร VI ในกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้นและมุ่งมั่น พวกเขาใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากและมีการเทรดหุ้นสูง

         กลุ่มที่สาม นี่คือกลุ่มคนที่มักทำธุรกิจและมีเงินเหลือที่ถูกเก็บสะสมมานาน พวกเขาเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีที่อาจจะเริ่มมีเวลามากขึ้นเนื่องจากธุรกิจอยู่ตัวแล้วหรือธุรกิจที่ทำอยู่เริ่ม “ตกดิน” เขาอาจจะเริ่มสนใจหาทางลงทุนเงินสดที่กองอยู่ในธนาคารที่แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ย เขาอาจจะพบว่าการลงทุนแบบ VI นั้น เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนที่จะใช้เงินนั้นไปสร้างธุรกิจใหม่ คนกลุ่มนี้จึงมักเลือกลงทุนในกิจการที่มีขนาดกลาง ๆ มีความมั่นคงพอสมควรและมีพื้นฐานดี พวกเขาเข้าใจดีว่าธุรกิจไหนเป็น “ของจริงหรือของปลอม” การลงทุนของพวกเขามักจะเป็นการลงทุนระยะยาว หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น เนื่องจากเม็ดเงินเริ่มต้นจำนวนมาก ทำให้พวกเขากลายเป็น VI “รายใหญ่” ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลาอันสั้น และทำให้มีบทบาท “ชี้นำ” ในหลาย ๆ กรณี

         กลุ่มที่สี่ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ กลุ่ม “ลูกเศรษฐี” นี่คือนักลงทุนหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่ผมเห็นว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้น ลูกเศรษฐีที่ว่านี้จริง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่ที่ลูกจะสามารถหรือควรสืบทอดกิจการ พวกเขามีธุรกิจหรือมีทรัพย์สินและมีเงิน แต่งานของพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าไปช่วยทำ ลูก ๆ ของพวกเขาควรไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใหญ่ ๆ มากกว่า แต่การไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้นเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยและได้เงินน้อยมาก ดังนั้น หนทางที่ดีกว่าก็คือ การลงทุนที่จะให้เงินมาช่วยทำงาน และนี่ก็มาถึงการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นกิจกรรมที่ “ทำได้ง่ายที่สุด” และอาจจะ “เหนื่อยน้อยที่สุด” และนั่นนำไปสู่การเป็น VI

        VI ที่เป็นลูกคนรวยนั้น ในช่วงเริ่มต้นพ่อแม่ก็อาจจะให้เงินไป “ลอง” เพียง 1-2 ล้านบาท แต่ครั้นได้ลองทำและได้ผลตอบแทนอย่าง “น่าทึ่ง” ในเวลาอันสั้น พวกเขาก็มักจะได้เงินลงทุนเพิ่มจากพ่อแม่ที่เห็นศักยภาพ หลายคนสามารถต่อยอดเงินไปสูงมากจนร่ำรวยเป็น “เศรษฐี” ด้วยตนเองในเวลาอันสั้น VI กลุ่มนี้โดยพฤติกรรมก็คือ มักจะมีความกล้าเสี่ยงได้อย่างเต็มที่ เหตุผลก็คือ เสียก็ไม่เป็นไรเพราะอาจจะขอพ่อแม่ใหม่ได้หรือไม่ก็กลับไปทำงานกินเงินเดือน พวกเขาจะลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ เหมือนนักเก็งกำไร หลายคนสามารถ “ไล่หุ้น” ที่มีขนาดเล็กและไม่ใคร่มีสภาพคล่องได้ทำให้กลายเป็น “ผู้นำ” ที่มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นและทำให้สามารถลงทุนและได้ผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า นี่คือกลุ่ม “Golden Boy” ในตลาดหุ้นที่น่าจับตามอง เพราะพวกเขาอาจจะมีทั้งเงิน ความสามารถ และเวลาในการลงทุนอีกยาวไกล ถ้าไม่ “แพ้ภัยตนเอง” เสียก่อน

ศึกน้ำหวาน

 

    ในฐานะของนักลงทุนในตลาดหุ้นแบบ VI ที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางธุรกิจ ผมเห็นว่าการแข่งขันของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของประชาชนกำลังมีความเข้มข้นขึ้นมาก เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ก็คงเป็นเรื่องของการที่คนเห็นว่าธุรกิจเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศเป็นธุรกิจที่ดีและเติบโตอย่างมั่นคงเห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้และราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ พร้อมกับค่า PE ของหุ้นที่สูงลิ่ว แต่เหตุผลอื่นก็อาจจะมีอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นเรื่องของการ “แตกหัก” กันทางธุรกิจที่ทำให้ “หุ้นส่วน” กลายเป็น “คู่แข่ง” ที่ “ไม่เผาผี” กันแล้ว

      ธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะที่เป็นร้านค้าขนาดเล็กลงมาดูเหมือนว่าจะมีคนเข้ามาเล่นกันมากขึ้นเพราะนี่เป็นธุรกิจที่ยังโตไปได้ค่อนข้างเร็ว ดังนั้นข่าวในช่วงนี้จึงมีการเปิดตัวผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ในเชิงของการแข่งขันแล้ว ผมคิดว่าสถานการณ์คงไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจาก “การรบได้สิ้นสุดไปแล้ว” เราเห็นผู้ชนะและผู้แพ้ไปนานแล้วและการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่คงไม่ทำให้ภาพเปลี่ยนไป แต่ธุรกิจที่น่าจับตามองในขณะนี้ก็คือ ธุรกิจ “น้ำหวาน” ซึ่งกำลังเริ่มขึ้นและจะรุนแรงไปจนกว่าจะรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในที่สุด โดยที่ผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ใน “สปอตไล้ท์” ก็คือ น้ำโคล่าและชาเขียว ที่บริษัทที่กำลังต่อสู้กันต่างก็มีประวัติและศักยภาพทางการ “รบ” หรือการแข่งขันคล้าย ๆ กันและเก่งพอ ๆ กัน

       เริ่มที่ชาเขียวนั้น โออิชิ กับ อิชิตัน น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง เหตุผลก็คือ เจ้าของโออิชิเดิมก็คือคุณตันซึ่งเป็นคนสร้างผลิตภัณฑ์โออิชิขึ้นมาโดดเด่นเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอื่น ได้ออกมาสร้างอิชิตันเพื่อมาแข่งกับโออิชิ ดังนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบศักยภาพทางการ “รบ” เราก็ต้องพูดว่ากลยุทธ์ของฝ่ายอิชิตันนั้นคงไม่แพ้โออิชิแน่ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ “แม่ทัพตัน” นั้นไม่เป็นรองอยู่แล้ว ประเด็นต่อมาที่ต้องมองก็คือ เรื่องของทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ซึ่งพูดหยาบ ๆ ก็คือเงินของแต่ละฝ่ายที่พร้อมจะทุ่มเข้าไปในการศึกนั้น ฝ่ายโออิชิก็ชัดเจนว่ามีเงินมากอย่างแทบ “ไม่จำกัด” เพราะนอกจากบริษัทโออิชิจะเป็นบริษัทใหญ่ที่สามารถระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังเป็นกลุ่มของ “เบียร์ช้าง” ซึ่งเป็นตระกูลที่รวยที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม อิชิตันเองก็น่าจะมีเงินที่มากพอที่จะทำศึกชาเขียวได้ เพราะคุณตันเองก็เคยขายหุ้นโออิชิให้ทางฝ่ายโออิชิและได้เงินไปมากพอ ดังนั้น เรื่องทรัพยากรในการรบคงไม่เป็นปัญหา

    ข้อเสียเปรียบของอิชิตันก็คือ การที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นมาทีหลัง โออิชินั้นได้ยึด “ชัยภูมิ” ที่ได้เปรียบเอาไว้แล้วในใจของผู้บริโภค นั่นก็คือ ถ้าเป็นชาเขียว อันดับหนึ่งก็ต้องเป็นโออิชิ ตามชั้นในร้านค้าปลีกนั้น โออิชิได้ไปยึดจุดที่ดีและพื้นที่ที่มากกว่าไว้แล้ว อิชิตันที่มาใหม่ไม่สามารถไปแข่งได้เท่ากันทันที ดังนั้น คนก็มีโอกาสที่จะซื้อโออิชิมากกว่าเนื่องจากความ “คุ้นเคย” ทั้งในทางใจและกาย ทางใจก็เช่น เขารู้สึกว่าโออิชิ “อร่อยกว่า” ทางกายก็เช่น มันมีมากและหาง่ายหยิบง่ายเมื่อมีความต้องการ ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นก็คือ โออิชิกำลังมีแบบบรรจุขวดแก้วแบบคืนขวดขายตามร้านอาหารที่มีราคาถูกกว่าขวดเพ็ทและแบบกล่อง ในขณะที่อิชิตันไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีโรงงานขวดที่จะป้อนให้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องติดตามต่อไปว่า การขายชาเขียวตามร้านอาหารนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคนไทยจะนิยมกินชาเขียวกับอาหาร

      ถ้าจะให้สรุปก็คือ โออิชิน่าจะได้เปรียบอิชิตันอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่น่าจะเรียกว่าชนะขาดได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ชานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นจาก “ธรรมชาติ” การสร้างความแตกต่างในใจของผู้บริโภคนั้นทำได้ยากและไม่ติดแน่น ดังนั้น การเปลี่ยนรสนิยมเกิดได้เสมอถ้าอีกฝ่ายหนึ่งมีกลยุทธ์ที่ดีพอ นอกจากนั้น ในเรื่องของระบบการใช้ขวดแก้วแบบคืนขวดเองนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตมันจะยั่งยืนได้แค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนในการเก็บขวดนั้นแพงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับแพคเกตแบบใช้แล้วทิ้ง

       หันมาดูเรื่องของ “สงคราม” น้ำดำหรือโคล่าซึ่งกำลังเปิดศึกกันอย่างรุนแรงดูก็พบว่ามีประวัติคล้าย ๆ กับเรื่องชาเขียว นั่นก็คือ การเปิดตัวของ เอสท์ ซึ่งก็คือผู้ที่ผลิตหรือบรรจุขวด เป้ปซี่ เดิม ดังนั้น ทั้งเอสท์และเป้ปซี่ต่างก็น่าจะมีความรู้และความสามารถในการวางกลยุทธ์พอ ๆ กัน แทบจะเรียกว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” พูดง่าย ๆ ว่าแม่ทัพของแต่ละฝ่ายต่างก็เคยเป็น “สหายร่วมรบ” กันมาก่อน ไม่มีใครรองใครในแง่ของความสามารถในการวางกลยุทธ์


พูดถึงทรัพยากรในเรื่องของเม็ดเงินที่จะสามารถทุ่มเข้ามาทำศึกนั้น เสริมสุขเองเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ยิ่งใหญ่มานาน ประกอบกับการที่เป็นหุ้นในกลุ่ม “เจ้าสัวเบียร์ช้าง” เรื่องทรัพยากรจึงไม่เป็นรองใครในประเทศไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เป้ปซี่เองนั้น เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก การประกอบการในประเทศไทยเองก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับต้น ๆ ของเครือข่ายเป้ปซี่ทั้งหมด เรียกว่าเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทแม่เลยทีเดียว ดังนั้น เป้ปซี่มีเงินมหาศาลและพร้อมทุ่ม และคงไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้น ศักยภาพในด้านนี้ต้องถือว่าเท่ากัน

    ข้อเสียเปรียบของเป้ปซี่ก็คือ เป้ปซี่เองจะไม่มีแบบบรรจุขวดและคืนขวดที่ตนเองเคยเป็น “จ้าวตลาด” โดยเฉพาะที่ขายในร้านอาหาร ว่าที่จริงมีการกล่าวกันว่าจุดที่แข็งที่สุดของเป้ปซี่เดิมก็คือ บริษัทมีสายส่งหรือจัดจำหน่ายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด สามารถกระจายสินค้าไปที่จุดขายย่อย ๆ เป็นแสน ๆ แห่งทั่วประเทศ แต่ในขณะนี้ จุดที่แข็งที่สุดกลับกลายเป็นของเอสท์ และนี่อาจจะเป็นจุดที่ชี้เป็นชี้ตายในสงครามได้ เพราะน้ำดำในเมืองไทยนั้น เป็นน้ำที่เรากินพร้อมกับอาหารเป็นจำนวนมาก และด้วยราคาที่ถูกกว่าอาจจะทำให้เป้ปซี่ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่โตนี้ไปให้กับเอสท์และโค๊กที่อาจจะเข้าแทรกด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เราต้องดูกันต่อไปว่าเป้ปซี่จะแก้เกมนี้อย่างไรโดยเฉพาะในระยะสั้นถึงกลางที่ระบบคืนขวดน่าจะยังอยู่ในประเทศไทยต่อไปอย่างน้อยอีกระยะหนึ่ง

   ข้อเสียเปรียบของเป้ปซี่ในด้านของ “กายภาพ” ที่อาจจะหาซื้อได้ยากและมีราคาแพงกว่าในร้านอาหารนั้น ได้รับการชดเชยโดยความได้เปรียบทางด้านจิตใจ นั่นก็คือ “ชัยภูมิ” ของเป้ปซี่ก็คือ มันเป็นน้ำดำที่ “อร่อยที่สุด เพราะมันหวานและซ่า พอดี” ในความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยกับการดื่มเป้ปซี่มานานและบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเหนือกว่าคู่แข่งมาก จริงอยู่ ในช่วงสั้น ๆ ที่เป้ปซี่ยังไม่พร้อมในหลาย ๆ เรื่อง ๆ โดยเฉพาะในด้านของการจัดจำหน่ายและการเข้าถึงร้านอาหารในราคาที่เท่ากับคู่แข่ง แต่ในระยะต่อไปเมื่อบริษัทสามารถแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็เป็นไปได้ที่เป้ปซี่จะสามารถสู้รบและได้ชัยชนะในศึกน้ำดำอีกครั้งหนึ่ง

ข้อสรุปของผมก็คือ เป็นเรื่องยากที่จะทำนายว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในศึกน้ำดำและชาเขียวที่กำลังเกิดขึ้นในระยะนี้ สิ่งที่ผมพอจะคาดได้ก็คือ สงครามน่าจะทำให้บริษัททั้งหลายบาดเจ็บมากกว่าที่จะได้ผลดี ในระหว่างที่ยังไม่เห็นผู้ชนะที่ชัดเจน ผมเองคงจะหลีกเลี่ยงจากการลงทุนในหุ้นของพวกเขา

Monday, October 6, 2014

นักลงทุนสายตาสั้น

     


    การวิเคราะห์หามูลค่าของหุ้นเพื่อการลงทุนนั้น  แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะใช้ค่า PE ค่า PB หรือตัวเลขอื่น ๆ  ที่เป็นตัวเลขง่าย ๆ  ใช้ข้อมูลเพียงปีเดียวหรือข้อมูลปัจจุบัน   แต่ถ้าจะทำให้ถูกต้องตามทฤษฎีแล้ว   เราจะต้องประมาณการ “กระแสเงินสด”  หรือปันผลที่บริษัทจะจ่ายตลอดไปในอนาคต  เสร็จแล้วก็จะต้องคำนวณ  “มูลค่าส่วนลด”  หรือ  “ค่าปัจจุบัน” ของกระแสเงินทั้งหมดนั้นเราก็จะได้ว่า  “มูลค่าหุ้น” ควรเป็นเท่าไร  ซึ่งวิธีคำนวณแบบนี้เป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้   ดังนั้นเราจึงเน้นไปที่การดูตัวเลขง่าย ๆ  เพียงตัวเดียวเป็นค่า  PE หรือพูดง่าย ๆ  ใช้ค่า E หรือกำไรเพียงปีเดียว

         แต่พอเราใช้ค่า PE ไปนาน ๆ  เข้าเราก็เลยลืมไปว่าค่า  E หรือกำไรต่อหุ้นเพียงปีเดียวนั้น   ที่จริงมีสมมุติฐานต่อว่า   จะต้องเป็นกำไรที่จะต้องต่อเนื่องไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุดและต้องไม่ลดลงหรือหดหายไป  และนี่ก็คือสิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้เนื่องจากกำไรของบริษัทจำนวนไม่น้อยนั้นเป็นกำไรที่ไม่ต่อเนื่อง  บางบริษัทอาจจะกำไรต่อไปเพียงปีสองปี  บางบริษัทอาจจะยาวไป 8 ปีหรือ 15 ปี  หลังจากนั้นแล้วกำไรอาจจะหายไปมากหรือมีความไม่แน่นอนสูง  ดังนั้น  การใช้ค่า PE ในการกำหนดมูลค่าหุ้นจึงอาจจะไม่ถูกต้อง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  มูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง  ซึ่งทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นผิดพลาดไม่เป็น  “VI”  ปัญหานี้ผมอยากเรียกว่าเป็นการมองกิจการที่ไม่ไกลพอหรือเป็นเรื่องของ  “นักลงทุนสายตาสั้น”  มาดูกันว่ามีกิจการหรือบริษัทแบบไหนที่กำไรไม่ต่อเนื่องตลอดไป

          บริษัทกลุ่มแรกที่เห็นได้ชัดว่ากำไรน่าจะไม่ต่อเนื่องก็คือบริษัทที่มี “กำไรพิเศษ” ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง  ส่วนใหญ่แล้วนี่มักจะเกิดจากการขายทรัพย์สินก้อนใหญ่แล้วเกิดกำไรขึ้นมากหรืออย่างมีนัยสำคัญ  ในกรณีแบบนี้เราต้องไม่ใช้ค่า PE มาเป็นตัวบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง  หรือถ้าจะใช้ PE ก็จะต้องตัดกำไรส่วนที่เป็นรายการพิเศษออกซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นหายไปมาก   อย่างไรก็ตาม  ในช่วงหลัง ๆ  นี้   เรามักจะเห็นบริษัททำ  “กองทุนอสังหาริมทรัพย์”  โดยการขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทุนซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น  “ผิดปกติ” ซึ่งนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนก็ไม่ควรที่จะให้มูลค่ากับกำไรนี้มากนัก   แต่ในบางบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นปกติและมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ค่อนข้างมากนั้น  พวกเขาก็มักจะมีการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอยู่เรื่อย ๆ  บางทีเกือบจะทุกปี  ในกรณีแบบนี้เขาก็อาจจะอ้างได้ว่ากำไรของเขาที่ได้มาอย่างผิดปกติก็อาจจะกลายเป็นเรื่อง “ปกติ”  และดังนั้นก็น่าจะใช้ค่า PE ในการคำนวณมูลค่าหุ้นได้   แต่สำหรับผมแล้ว  ผมคิดว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้น  ลองคิดดูก็จะเห็นว่าการขายทรัพย์สินอาจจะทำกำไรได้ดีขึ้นในปีนี้  แต่ในอนาคตกำไรของบริษัทก็จะน้อยลงจากทรัพย์สินตัวนั้น  ดังนั้น  ในกรณีแบบนี้ก็ต้องถือว่าเรากำลัง  “สายตาสั้น”


          กิจการที่ได้รับ “สัมปทาน” หรือได้รับ  “ใบอนุญาต”  ให้ทำธุรกิจที่กำหนด  ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะมีอายุยาวประมาณ 10-15 ปี นั้น  สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มักจะมองกันเพียงไม่เกิน 2-3 ปี มันก็เป็นเวลาที่ยาวมากจนไม่ต้องคำนึงถึงว่ากำไรจะหมดไปก่อนที่เขาจะขายหุ้น  ดังนั้น  พวกเขาจึงคิดคำนวณหามูลค่าโดยใช้ PE ที่ดูกำไรเพียงปีเดียวเป็นหลัก  ผลก็คือ  มูลค่าหุ้นมักจะสูงกว่าความเป็นจริง  อย่างไรก็ตาม   ก็อาจจะมีการโต้แย้งว่าสัมปทานหรือใบอนุญาตนั้นก็อาจจะถูกต่อออกไปเมื่อมันหมดอายุในอีกหลาย ๆ  ปีข้างหน้า   ดังนั้น  กำไรก็อาจจะถูกยืดออกไปไม่มีที่สิ้นสุด  ประเด็นนี้ผมเองก็คิดว่าถึงอายุจะต่อออกไปได้แต่กำไรนั้นก็อาจจะไม่เหมือนเดิม   ค่าสัมปทานหรือใบอนุญาตถ้ามีก็ต้องมีการปรับใหม่  โอกาสที่กำไรจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  อาจจะไม่ง่าย  สำหรับผม  มันเปรียบเทียบคล้าย ๆ  กับการ “เซ้ง” สิ่งปลูกสร้างไม่ใช่การ “ซื้อขาด”  ดังนั้น  เราจึงไม่สามารถให้มูลค่ามันสูง ๆ  ได้   ถ้าเราไปใช้ค่า PE ปกติในการประเมินมูลค่า  มันก็เหมือนกับว่าเรา  “สายตาสั้น”  ไม่มองไปไกลหลังจากสัมปทานหรือใบอนุญาตหมดอายุ

           ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  เราพบเห็นบริษัทที่ทำพลังงานทดแทนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันค่อนข้างมาก   บริษัทเหล่านี้ต่างก็ขายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานของรัฐโดยได้รับการ  Subsidize หรือสนับสนุนเป็นเป็นเม็ดเงินต่อหน่วยของพลังงานไฟฟ้าที่ขายซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรคุ้มกับการลงทุน  แต่การสนับสนุนนี้จะทำเพียงไม่กี่ปีเช่น  8 ปี  หลังจากนั้นบริษัทก็อาจจะ “ขาดทุน”  ในกรณีแบบนี้  กำไรของบริษัทในช่วงแรกก็จะดีกว่าปกติและถ้าเราใช้ PE มาคำนวณหามูลค่าหุ้น  ราคาหุ้นก็จะสูงกว่าปกติ   และนี่ก็คืออีกกรณีหนึ่งของการที่นักลงทุน  “สายตาสั้น”  ไม่ได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าที่กำไรจะหดหายไปอย่างมาก

            สายตาสั้นในเรื่องของการวิเคราะห์หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งก็คือบริษัทที่มีแบ็คล็อกหรืองานหรือสินค้าที่ลงนามสัญญาจ้างหรือซื้อขายไปแล้วรอทำและส่งของ  เช่นบริษัทรับเหมาก่อสร้างหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย   ในเรื่องนี้นักลงทุนหรือนักวิเคราะห์หุ้นก็จะตั้งสมมติฐานว่าในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าบริษัทจะมียอดขายเท่าไรอย่างแน่นอนตามแบ็คล็อกที่มีอยู่และอาจจะรวมถึงยอดขายใหม่ที่จะทำได้เพิ่ม  หลังจากนั้นพวกเขาก็จะคำนวณกำไรที่จะทำได้โดยใช้ตัวเลขมาร์จินที่บริษัทเคยทำได้  จากนั้นก็จะได้กำไรต่อหุ้นซึ่งก็จะคูณกับค่า PE ซึ่งก็จะได้ “มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม”   ประเด็นก็คือ  การประมาณการกำไรนั้นอาจถกเถียงได้ว่าจะเป็นไปตามที่คำนวณได้หรือใกล้เคียง   แต่การมองไปที่กำไรเพียงปีหรือสองปีนั้นต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่อาจจะ  “สายตาสั้น”  อนาคตหลังจากนั้นมีความไม่แน่นอนสูง  ดังนั้น  การให้ค่า PE ตามปกติจึงอาจจะไม่เหมาะสม

           ความล้าสมัยของเทคโนโลยีหรือระบบการผลิตและการจัดจำหน่ายในสินค้าไฮเท็คหรือที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของไฮเทคโนโลยีเช่นสินค้าที่เป็น  “ซอฟแวร์” ทั้งหลายนั้น  อาจทำให้กิจการหรือบริษัทบางแห่งหรือบางแบบมีความเสี่ยงที่ “ซ่อน” อยู่  นั่นก็คือ  ยอดขายและ/หรือกำไร  ของบริษัทในอนาคตที่ไม่ไกลนักอาจจะตกลงมามากมายเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี   บางทีอาจจะถึงขั้นคุกคามความอยู่รอดของกิจการได้   ในฐานะของนักลงทุนแบบ VI เราต้องมองไปให้ไกลว่าบริษัทจะมีวันที่ยากลำบากแบบนั้นหรือไม่  และถ้าเราเห็น  เราก็ไม่ควรให้มูลค่าบริษัทโดยอิงเฉพาะกับกำไรต่อหุ้นที่เราเห็นในช่วงใกล้ ๆ  เท่านั้น  จริงอยู่  เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่เรารู้ว่าความเสี่ยงนั้นเป็น  “ความเสี่ยงจริง”  ถ้าเราไม่นำมาพิจารณาในการประเมินราคาหุ้น  เราก็จะเป็นคน  “สายตาสั้น”  และอาจจะพลาดไปซื้อหุ้นที่มีราคาสูงเกินพื้นฐานได้  พูดง่าย ๆ ก็คือ  เราให้ค่า PE กับบริษัทสูงเกินไป

            การไม่เป็นคน  “สายตาสั้น”  และอาจจะ  “มองไกลเกินเหตุ”  นั้น  หลาย ๆ  ครั้งผมพบว่ามี “ต้นทุน” สูงอยู่เหมือนกันนั่นก็คือ  หลายครั้งราคาหุ้นที่มีกำไรดีเพียงสั้น ๆ  จากการมองของเรา  แต่ตลาดซึ่งอาจจะประกอบไปด้วยคน  “สายตาสั้น”  เป็นส่วนใหญ่นั้นมองไม่เห็นหรือไม่มอง   ดังนั้นพวกเขาจึงเข้ามาไล่ซื้อหุ้นเนื่องจากเห็นว่าค่า PE  ต่ำทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงมากและทำให้เราพลาดที่จะทำกำไรได้ง่ายและรวดเร็ว   อย่างไรก็ตาม  การทำกำไรแบบนี้นั้นอาจจะไม่ใช่แนว VI  และเป็นสิ่งที่เรียกว่า  “ทำถูกด้วยเหตุผลที่ผิด”  ถ้าเราซื้อและขายไปเมื่อหุ้นมันขึ้นเราก็ได้กำไร  แต่ถ้าเราพลาดและราคาหุ้นมันสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงที่เป็นระยะยาว   เราก็จะขาดทุนอย่างถาวร

Sunday, October 5, 2014

The Marshmallow Test FOR VI


           เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นิดา) ได้มาสัมภาษณ์ผมเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานโดยอิงอยู่กับแนวความคิดที่มีการศึกษามานานและได้รับการเขียนเป็นหนังสือขายดีชื่อ “Don’t Eat The Marshmallow Yet” หรือ “หยุด อย่าเพิ่งรีบกินแมร์ชแมลโลว!” หัวใจของคำถามส่วนใหญ่อยู่ที่ว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์คิดว่าในช่วงเด็กตนเองมีนิสัยที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” หรือยอมเสียสละความพึงพอใจในวันนี้เพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากกว่าในวันข้างหน้าแค่ไหน? หลังจากการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยว่ามันเป็นนิสัยที่เป็นจริงกับผมมาก แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก จนกระทั่งผมได้พบหนังสืออีกเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือเมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อ “The marshmallow Test” ผมจึงซื้อมาอ่านเพื่อดูว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมการกินแมร์ชแมลโลวมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ และสิ่งที่ผมพบก็คือ มันน่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะในกรณีของความสำเร็จของการเป็นนักลงทุนแบบ VI ลองมาดูกันว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน?

       การทดลองที่เรียกว่า “Marshmallow Test” นั้น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 หรือประมาณ 50 ปีมาแล้วที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดโดยผู้ที่เป็นกลุ่มทดลองก็คือเด็กก่อนอนุบาลที่โรงเรียนเด็กเล็กของมหาวิทยาลัย เด็ก ๆ ที่เข้ารับการทดสอบจะได้รับโอกาสที่จะเลือกว่าจะได้รางวัล 1 ชิ้น ตัวอย่างเช่น แมร์ชแมลโลว ซึ่งเป็นขนมหวานที่เด็กมักจะชอบกินมาก) ซึ่งเขาจะได้รับทันที หรือรางวัลที่ใหญ่ขึ้น แมร์ชแมลโลว 2 ชิ้น) แต่เขาจะต้องรอในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที เด็ก ๆ จะมีโอกาสเลือกว่าเขาอยากได้อะไรที่สุด เช่น คุกกี้ เพรสเซล หรือลูกอม เป็นต้น ซึ่งในกรณีของเด็กหญิง “เอมี” ที่ยกขึ้นมาเขียนเป็นหนังสือก็คือ แมร์ชแมลโลว

      วิธีการทดลองก็คือ เอมีจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องคนเดียว ข้างหน้าของหนูน้อยจะมีแมร์ชแมลโลว1 ชิ้นอยู่ทางมุมหนึ่งที่เอมีจะสามารถกินได้ทันที และแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นอยู่อีกมุมหนึ่งที่เธอจะได้กินถ้ารอ ข้าง ๆ โต๊ะจะมีกริ่งที่เอมีจะสามารถกดเรียกนักวิจัยกลับเข้ามาทันทีถ้าเธอต้องการกินแมร์ชแมลโลว 1 ชิ้น หรือถ้าเอมีรอจนกระทั่งนักวิจัยกลับเข้ามาเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที เธอก็จะได้กิน 2 ชิ้น ห้องที่ใช้ทดลองนี้จะมีกระจกทึบที่มองเข้ามาได้จากภายนอกที่นักวิจัยจะสามารถสังเกตอากัปกริยาของเด็กได้ตลอดเวลา พวกเขาจะเห็นว่าเด็กที่นั่งรออยู่นั้นทำอย่างไรที่จะพยายามอดกลั้นยับยั้งจิตใจไม่ให้กดกริ่งเพื่อที่จะได้กินแมร์ชแมลโลวมากขึ้น

       ผลของการทดลองที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถรอที่จะกินแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นได้ บางคนนั้น นักวิจัยยังไม่ทันก้าวพ้นประตูเด็กก็กดกริ่งแล้วเพราะต้องการกินขนมหวานทันที ความพยายามของเด็กบางคนที่จะอดกลั้นยับยั้งการกดกริ่งนั้น บางทีทำให้นักวิจัยแทบจะ “น้ำตาไหล” เพราะรู้สึกสงสารเด็ก วิธีการที่เด็กแต่ละคนใช้ในการ “สะกดใจ” ตนเองไม่ให้อยากกินแมร์ชแมลโลวทันทีนั้นหลากหลายมากและพวกเขาแสดงออกทางอาการต่าง ๆ เช่นอาจจะปิดตา เอนไปข้างหลัง เบือนหน้าหนีหรือกอดอก รวมถึง จินตนาการว่าแมร์ชแมลโลวนั้นเหมือนปุยเมฆที่ “กินไม่ได้” เป็นต้น

          สิ่งที่เด็กเล็กอายุแค่ 4-5 ขวบทำในขณะที่พวกเขารอและวิธีการที่พวกเขาจัดการหรือไม่จัดการที่จะชะลอความพึงพอใจที่จะได้รับนั้น โดยที่ไม่คาดคิด กลายเป็นสิ่งที่กำหนดหรือพยากรณ์ชีวิตในอนาคตของพวกเขา แต่ละนาทีที่พวกเขารอได้นั้น สะท้อนออกมาเป็นคะแนนสอบ SAT ซึ่งมหาวิทยาลัยใช้ในการรับเด็กเข้าเอนทร้านซ์ที่สูงขึ้น วินาทีในการรอที่มากขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการเข้าสังคมและการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ที่ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่อายุ 27-32 ปี ซึ่งนักวิจัยได้ติดตามเด็กเหล่านั้นพบว่า เด็กที่สามารถรอได้นานกว่าในการทดสอบแมร์ชแมลโลวมีดัชนีมวลกายที่ดีกว่าคนที่ได้คะแนนที่แย่กว่า พวกเขายังมีความรู้สึกที่ดีกับตนเองมากกว่าและสามารถปรับตัวเพื่อรับกับความเครียดต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่า จากการสแกนสมองของพวกเขาพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการ “ติด” สิ่งต่าง ๆ และความอ้วนสำหรับคนที่ได้คะแนนการทดสอบต่างกัน



         การศึกษาต่อมาของผู้เขียนและวิจัยคือ Walter Mischel ยังพบว่า ระบบการ “ควบคุมตนเอง” ต่อสิ่งเร้าหรือความอยากของคนเรานั้นมีสองระบบนั่นคือ ระบบ “ร้อน” และระบบ “เย็น” โดยระบบร้อนนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นสัญชาตญาณมากกว่า ในขณะที่ระบบเย็นนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นเหตุผลและความนึกคิดมากกว่า คนที่สามารถใช้หรือบังคับให้ตนเองใช้ระบบเย็นได้มากกว่านั้นจะสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและถูกต้องกว่า การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองใช้ระบบร้อนและตัดสินใจโดยอิงกับเหตุการณ์หรือแรงกระตุ้นเฉพาะหน้านั้น เราจะต้องมองไปในอนาคตและดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้ พยายามให้เห็นภาพของเราในสถานการณ์ภายหน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราติดบุหรี่และกำลังอยากสูบ เราก็จะต้องจินตนาการให้เห็นภาพของตัวเรา อาจจะ5-6 ปีข้างหน้าที่เราอาจจะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือเป็นโรคมะเร็ง ที่มีความเจ็บปวดทรมานสูงอย่างที่เห็นบนซองบุหรี่ อย่างนี้เป็นต้น และเมื่อเราคิดและจินตนาการแบบนี้ ระบบเย็นก็จะเข้ามาแทนที่ระบบร้อน และก็จะทำให้เราไม่อยากสูบบุหรี่และในที่สุดก็จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ และนี่ก็คงคล้าย ๆ กับเด็กเล็กที่พยายามจินตนาการว่า แมร์ชแมลโลวนั้นคล้ายก้อนเมฆที่กินไม่ได้ ดังนั้น เขาก็ไม่อยากกินมัน

         ความสามารถในการอดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วเย้าหรือเลื่อนการบริโภคความพึงพอใจในปัจจุบันเพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากขึ้นในอนาคตนั้น จะมีผลต่อความสำเร็จของชีวิตของคนในอาชีพไหนมากน้อยแค่ไหนผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เหตุเพราะว่าคงไม่ใคร่มีคนสามารถศึกษากรณีชีวิตจริงได้มากนัก เพราะมันต้องใช้เวลาติดตามเป็นสิบ ๆ ปีกว่าจะได้ข้อมูลของตัวอย่างซึ่งก็มักจะมีไม่มากนัก แต่โดยส่วนตัวนั้น ผมเชื่อว่ามันน่าจะมีผลต่อการเป็นนักลงทุนโดยเฉพาะในแบบ VI ที่ต้องเน้นการลงทุนระยะยาว เมื่อลองคิดย้อนหลังไป ผมเองรู้สึกว่าตนเองนั้น เลื่อนการบริโภคความพึงพอใจมาตลอดเพื่อหวังที่จะได้สิ่งที่พึงพอใจมากกว่าในอนาคตและนี่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนประหยัดและใช้เงินทุกอย่างเฉพาะที่จำเป็นเพื่อเก็บเงินแต่ก็ไม่ได้เก็บไว้เฉย ๆ เอาเงินมาลงทุนค้าขายหรือทำ “ธุรกิจ” ตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้น ผมลงทุนเป็น “แรง” และ “เวลา” ในการเรียนและการศึกษาด้วยตนเองเป็นจำนวนมากเพื่อหวังว่ามันจะช่วยให้ผมทำเงินและประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต การเลื่อนการบริโภควันนี้เพื่อการที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้านั้น แท้ที่จริงมันก็คือนิยามหรือ “หัวใจ” ใจของการลงทุน ดังนั้น คนที่มีแนวโน้มหรือทักษะนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะหมายความว่าเขามีมันอยู่ในยีนส์จึงน่าจะมีความได้เปรียบเมื่อเขาโตขึ้นและจะต้องลงทุนในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุนในด้านการเงินเท่านั้น

          ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องของนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กเพราะยีนส์ก็คือ นิสัยหรือความสามารถที่จะอดทนและควบคุมตัวเองได้ต่อสิ่งยั่วเย้านั้น อาจจะสามารถสร้างขึ้นได้ เรื่องนี้อาจจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ผมคิดว่าไม่เสียหายที่จะทำ สิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะฝึกฝนได้นั้นอยู่ที่ความเป็นจริงของเรื่องพฤติกรรมในเรื่องต่าง ๆ ที่มีการศึกษามามากนั้นบ่งชี้ว่า นอกจากเรื่องของยีนส์แล้ว สภาวะแวดล้อมและการฝึกฝนมีส่วนกำหนดอุปนิสัยและพฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ อาจจะถึงครึ่งหนึ่งหรืออย่างน้อย 30%-40% ขึ้นไป ดังนั้น สำหรับเด็กหรือคนที่สอบตก “Marshmallow Test” โอกาสที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้นั้นมีแน่นอน และผมเชื่อว่านี่เป็นทักษะที่มีประโยชน์และจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และนั่นก็คือ การใช้ “ระบบเย็น” ในการลงทุนแทนที่ “ระบบร้อน” ที่มักจะทำให้เราตัดสินใจอย่างรวดเร็วและไม่ถูกต้อง

Friday, October 3, 2014

ตรวจสอบตัวเองก่อนลงทุน ข้อคิด VI

   




     ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น  สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเราเองว่าสถานะและศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร  จากนั้นเราถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนของเรามีความเหมาะสมที่สุด  การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น  เราควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่านั้นเท่านี้  ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว  มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่น ๆ  ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา   และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าเราควรจะต้องมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เราตายก่อนกำหนด  เป็นต้น  นั้น  ผมคิดว่าเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ  ที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน  ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของเรา

          เรื่องแรกก็คือ  เรามีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร?  บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพัน ๆ ล้านบาท  เหตุผลในการที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี  เพราะถ้าเขาตาย  เงินมรดกก็มากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว  เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 10-20 ล้านบาทนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร  เหตุผลที่จะซื้อประกันเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี  เช่น  เฉลี่ยปีละอาจจะถึง 4% เมื่อรวมการได้รับลดหย่อนเรื่องภาษีเงินได้อาจจะถึง 5%  ที่คนขายประกันมักพยายามนำมาชักชวนให้ซื้อประกันนั้น  ผมคิดว่าในระยะยาวแล้วไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีเงินมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เราไม่สามารถ“ลงทุน” ในการประกันชีวิตเป็นเงินมาก ๆ  เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดของเราได้

           “ความเสี่ยง”  สำหรับคนที่มีเงินมากเหลือเฟือและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ  กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นผมคิดว่าแตกต่างกัน  คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและลูกหลานอยู่แล้วนั้น  ความเสี่ยงที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสารการเงินเช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์  เพราะการลงทุนเหล่านั้น  แม้ว่าเขาจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75%  เงินที่เหลืออยู่ 25% ก็ยังเพียงพอที่เขาอาจจะอยู่ได้อย่างสบาย   แต่ความเสี่ยงของเขาจริง ๆ  นั้น  อาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก  “ระบบ” หรือกฎเกณฑ์ของรัฐหรือประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปที่อาจจะทำลายการลงทุนของเขาจนหมดสิ้นไป  สิ่งเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น  แต่ในบางประเทศเช่น  ในยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น  ผมคิดว่าคนรวยหรือแม้แต่มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยต้อง  “สิ้นเนื้อประดาตัว”  เพราะเมื่อเกิดสงคราม  โรงงานหรือธุรกิจอาจถูกระเบิดทำลายไป   เงินฝากที่มีอยู่ก็เฟ้อเนื่องจากประเทศแพ้สงครามหมดค่าลง  บางคนมีที่ดินเหลือแต่หลังสงครามประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดินจึงถูกยึดเป็นของรัฐ  ดังนั้น  สำหรับคนเหล่านี้  การลงทุนที่สำคัญมากที่จะลดความเสี่ยงจริง ๆ  จึงอาจจะอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ  ประเทศซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เขาก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายได้


          ข้อตรวจสอบตัวเองต่อมาก็คือเรื่องของรายได้จากการทำงาน  ถ้างานของเรานั้นทำเงินได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างสม่ำเสมอ เช่น  เรามีอาชีพเป็นหมอศัลยกรรม  และเราคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้เงินมากในอนาคตเช่น  การส่งลูกเรียนต่างประเทศ เราก็น่าจะมีกำลังที่ทำได้ด้วยรายได้จากเงินเดือน   ในกรณีแบบนี้  เราก็สามารถลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงเช่นหุ้นได้มากในขณะนี้   แต่ถ้างานในปัจจุบันนั้นถึงจะมีรายได้ดีแต่ไม่ได้มีความแน่นอนมาก  การลงทุนของเราก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น  เช่น  อาจจะต้องลงทุนในตราสารการเงินที่เสี่ยงน้อยกว่าเช่น  การลงทุนในพันธบัตรมากกว่า เป็นต้น   หรือในกรณีที่เรามีรายได้ไม่มากแต่มีความมั่นคงในการทำงาน  แผนการเงินของเราอาจจะเป็นเรื่องของการพยายามอดออมและกันเงินไว้ลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ  ด้วยวิธีนี้  แม้ว่าเงินที่ลงทุนอาจจะน้อย  แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปยาวนาน  เราก็อาจจะมีทรัพย์สินที่มากพอและมีชีวิตที่สุขสบายได้ในยามที่เราแก่ตัวลง

          เรื่องของอายุก็เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดแนวทางในการลงทุน  ถ้าอายุเราน้อยและมีกำลังทำงานเต็มที่  การลงทุนที่ “เสี่ยง” ประเภทลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางทีมากกว่านั้น  ก็อาจจะเป็นเรื่องที่  “ไม่เสี่ยง”  เพราะเราสามารถ “แก้ตัว”  นั่นคือ  หาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองตามอัตภาพได้เสมอ  แต่เมื่อเรามีครอบครัวที่ต้องอุปการะหรืออายุมาก 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว  การลงทุนก็ควรจะ Balance หรือมีความสมดุลขึ้น  เช่น  ควรจะมีการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีการลงทุนทั้งด้านของหุ้น  ตราสารหนี้  และอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งเงินสดและการประกันชีวิต  ที่จะทำให้เรามีความสบายใจว่าเงินจะไม่หายไปมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายหรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  ในขณะเดียวกัน  เราก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่จะทำให้ความมั่งคั่งของเราไม่ลดลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าของเงินอย่างช้า ๆ  ตลอดเวลา

           ค่าใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่เราจะต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้น  น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งในการวางแผนการเงินและการลงทุน  รายจ่ายที่สำคัญมากที่สุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ  รายจ่ายทางด้านการศึกษาของลูกและรายจ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลของพ่อแม่ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ  และค่าใช้จ่ายของตัวเราเองเวลาเจ็บไข้   เรื่องของลูกนั้น  นอกจากจำนวนที่เรามีหรือต้องการที่จะมีแล้ว  เราคงต้องวางแผนว่าจะให้เขาเรียนที่ไหนในระดับประถมถึงมัธยม  และระดับปริญญาตรี-โท  ในประเทศหรือต่างประเทศ  เพราะค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก    ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้น  โชคดีที่ประเทศเรามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมาก  ดังนั้น  ถ้าเราวางแผนที่ดีพอ  เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยการสมัครในโปรแกรมต่าง ๆ  เช่น  ประกันสังคม  ที่จะทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้วยรายจ่ายที่ไม่สูงเกินไป  ส่วนในเรื่องของการศึกษานั้น  รายจ่ายที่มากน้อยมักจะอยู่ที่เราเลือกว่าจะให้ลูกไปทางสาย  “อินเตอร์”  หรือสาย  “ไทย”  ความเห็นของผมก็คือ  ในระดับกลาง ๆ  ค่อนข้างสูงก็คือ  เน้นอินเตอร์ในประเทศจนจบปริญญาตรี  แล้วถ้ามีโอกาสก็ไปต่อโทต่างประเทศที่เป็นโปรแกรม 1 ปี  นี่น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้อง “ต่อสู้” ในโลกที่เป็น “สากล”



           สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน  คนที่มีพื้นฐานทางด้านการคำนวณหรือทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น  มักจะมีความได้เปรียบในการศึกษาเรื่องของการลงทุน  โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางสายการเงินหรือทางธุรกิจพวกเขาสามารถศึกษาเรื่องการลงทุนได้ไม่ยากนัก  แต่คนที่เป็น  “หัวศิลป์”  จำนวนไม่น้อยไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้  แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นว่าเราไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้  ว่าที่จริง ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดว่า  “ถ้าเรารู้ว่าเราโง่เรื่องการเงิน  เราก็หายโง่แล้ว”  วิธีที่จะลงทุนในหุ้นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องหรือวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นที่ดีที่สุดก็คือ  การซื้อกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ไปเรื่อย ๆ  เมื่อมีเงินลงทุน  ด้วยวิธีนี้  คนที่ไม่เก่งเรื่องหุ้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอใช้ได้  และบ่อยครั้งก็ดีกว่า“มืออาชีพ”  ด้วยซ้ำ   การมีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนที่ดีนั้น  ผมคิดว่าทำให้แผนการเงินหรือการลงทุนของคน ๆ  นั้นอาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเกณฑ์มาตรฐาน  การ  “ถือหุ้น 100%  ตลอดไป”  นั้น  ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของ VI ผู้มุ่งมั่น จำนวนมากในทศวรรษนี้  ว่าที่จริง  หลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น  ลงทุนในหุ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องยาวนาน  ผมเองคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมและอาจจะดีเฉพาะในบางสถานการณ์  อย่างไรก็ตาม  แผน แนวทาง  หรือกลยุทธ์การลงทุน  นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน  เขาอาจจะมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติที่จะสามารถ  “รองรับขั้นสุดท้าย”  เช่น  มีพ่อแม่ที่มีเงินมากพอในกรณีที่เขา “หายนะ”  เป็นต้น  ดังนั้น  เราจึงไม่สามารถจะบอกว่าผิดหรือถูก  เราควรจะคิดว่าเรื่องการลงทุนนั้น  “ตัวใครตัวมัน”

ตรวจสอบผู้บริหารแบบ VI

 

   










การวิเคราะห์ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนบอกว่ายากเนื่องจากเราไม่ได้รู้จักใกล้ชิด  ผู้บริหารที่คนหรือสื่อบอกว่าดีนั้น  หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องของ  “ภาพ”  มากกว่าความเป็นจริง    บริษัทที่มีผลงานที่โดดเด่นก็มักจะมีผู้บริหารที่คนเชื่อว่าดีและโดดเด่น   เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าผู้บริหารไม่ดีแล้วบริษัทจะดีได้อย่างไร?    ดังนั้น  บางคนจึงคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผู้บริหาร  แค่เห็นว่าบริษัทดีเราก็สรุปได้แล้วว่าผู้บริหารก็คงจะต้องดี  และหลายคนก็คิดว่า  ถึงจะมีผู้บริหารที่ดีก็ไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรให้กับหุ้นที่จะลงทุน  เพราะคุณค่าของหุ้นนั้นสูงขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทซึ่งรวมถึงผลงานของผู้บริหารอยู่แล้ว  การไปให้คุณค่ากับผู้บริหารอีกก็เท่ากับว่าเราไป  “นับซ้ำ”  อย่างไรก็ตาม  มีบางประเด็นที่น่าจะสามารถแยกแยะให้เห็นได้ระหว่างผู้บริหารที่ดีกับผู้บริหารที่ไม่ดีโดยที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการปกติของบริษัทในระยะสั้น

            ประเด็นแรกและสำคัญมากก็คือ  ดูการจัดสรรเงินของบริษัท  ผู้บริหารที่ดีจะต้องไม่ใช้จ่ายเงินแบบ  “มั่ว”  ต้องลงทุนในโครงการที่ดีซึ่งก็มักจะต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม  การ Take Over หรือซื้อธุรกิจอื่นก็จะต้องมาในแบบเดียวกันและจะต้องมีราคาที่ไม่แพงเกินคุณค่าที่ได้รับ  ผู้บริหารที่ไม่ดีมักจะใช้จ่ายเงินลงทุนหรือซื้อธุรกิจอื่นที่ไม่เหมาะสมซึ่งแม้ว่าบ่อยครั้งจะทำให้หุ้นวิ่งหรือปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วง “กระทิง”  แต่ในฐานะของ VI  เราควรจะมองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี   ในระยะยาวมันจะทำให้บริษัทเสียหาย

           ในกรณีที่บริษัทมีเงินสดและไม่สามารถนำไปจัดสรรเพื่อลงทุนในโครงการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีพอ   ผู้บริหารควรจะต้อง  “คืนเงิน” ให้ผู้ถือหุ้น   นั่นก็คือ  จ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสม  ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เคยจ่ายตามปกติ  หรือไม่ก็  “ซื้อหุ้นคืน” ซึ่งก็คล้าย ๆ  กับการจ่ายปันผล  เพราะเป็นการ “คืนเงิน”ให้แก่  “ผู้ถือหุ้น” เหมือนกัน  แต่เป็นการคืนให้กับผู้ถือหุ้นบางคนเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นปันผลที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าถ้าราคาที่ซื้อหุ้นคืนนั้นต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  การซื้อหุ้นคืนในกรณีของตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าจำนวนมากนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลดังกล่าว  หลาย ๆ  กรณีเป็นเรื่องของการ  “ดูแลราคาหุ้น”  ที่ตกลงไปมากโดยการเอาเงินบริษัทไป  “พยุง” ราคาไว้โดยไม่ได้พิจารณาว่าราคาหุ้นในขณะนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่   ดังนั้น  เวลาที่เห็นว่าบริษัทมีการซื้อหุ้นคืนโดยที่เหตุผลนั้นไม่ชัดเจน   ผมก็มักจะคิดว่าบริษัทนั้นมีการบริหารงานที่ไม่ดี

            ประเด็นที่ VI ไม่ชอบเลย  ยกเว้นว่าจะมีคำอธิบายที่ดีพอและเป็นการกระทำที่จะสร้างความโปร่งใสครั้งเดียวให้จบ  ก็คือ  เรื่องของ Related Transaction  หรือการทำรายการระหว่างบริษัทกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็น “เจ้าของ”  บริษัท  ในประเด็นนี้แม้ว่าจะมีการตรวจสอบโดย  “กรรมการอิสระ” และมีผู้ประเมินที่เป็น  “บุคคลภายนอก”  ผมก็ไม่เชื่อว่ามันจะมีความเที่ยงธรรมได้จริง ๆ  เพราะทั้งกรรมการอิสระและบุคคลภายนอกดังกล่าวนั้นต่างก็ถูกแต่งตั้งโดยบริษัทหรือผู้บริหาร  ดังนั้น  บริษัทที่มีรายการที่มีการ  “ขัดแย้งของผลประโยชน์”  บ่อย ๆ   หรือมีรายการที่  “น่าเกลียด”  อย่างแรงแม้เพียงรายการเดียว  สำหรับผมแล้ว  ผมมักจะถือว่าบริษัทอาจจะมีผู้บริหารที่ไม่ดี

           เรื่องที่สามนั้นแม้ว่าอาจจะดูว่าไม่กระทบกับบริษัทมากมาย  แต่ก็เป็นการ  “ส่งสัญญาณ”  ที่เตือนเราเหมือนกันว่าผู้บริหารอาจจะไม่ใคร่  “สมบูรณ์” นักก็คือ  การจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้บริหาร  “มากเกินไป” และอาจจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับผลประกอบการปกติของบริษัท  เพราะนี่เป็นเรื่องของการ  “เอาเปรียบบริษัท”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นี่มักเป็นการอนุมัติโดยตัวเองหรือคนที่ตนเองมีอิทธิพลเหนือกว่า  หรือไม่ก็เป็นการอนุมัติโดยมีผลต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน   ดังนั้น  เวลาที่ผมพบว่าผู้บริหารได้รับผลตอบแทนที่  “สูงเหลือเชื่อ”  เปรียบเทียบกับขนาดและ Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นของกิจการ  โดยที่ผมไม่ได้คิดว่าเขามีส่วนในความสำเร็จมากมายอะไรของบริษัท   ผมก็มักจะไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับหุ้นแบบนี้

          เรื่องที่สี่คือ   ความโปร่งใสของผู้บริหาร  ผู้บริหารที่ดีนั้นควรจะต้องโปร่งใส ยิ่งเปิดเผยมาก  คะแนนคุณสมบัติของผู้บริหารก็ควรจะดีขึ้น  ผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสมาก ๆ  นั้น  บางครั้งเราแทบจะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไปเลยเนื่องจากบริษัทอาจจะมีสิ่งที่เลวร้ายซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้และสิ่งที่เรารู้นั้นถูกทำลวงขึ้นมา   ความโปร่งใสเรื่องแรกก็คือเรื่องของระบบบัญชี  บริษัทที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีการลงบัญชีแบบ  “อนุรักษ์นิยม”  มาก ๆ  นั้น  ควรจะต้องได้รับคะแนนที่ดีเทียบกับบริษัทที่มี “ลูกเล่น”  มาก  ตัวอย่างหนึ่งที่เราเคยพบในช่วงหนึ่งก็เช่น  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งใช้ระบบบัญชีที่ลงรายรับต่อเมื่อมีการโอนและรับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ จำนวนมากลงบัญชีรับรู้รายได้ตามการก่อสร้างหรือตามเกณฑ์อื่น   ในกรณีแบบนี้  ผมเองต้องให้คะแนนผู้บริหารบริษัทแรกสูงกว่า

           นอกจากเรื่องบัญชีแล้ว  การให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งที่ดีและไม่ดีต่อผู้ถือหุ้นเป็นระยะ ๆ  ตลอดเวลาก็เป็นการแสดงความโปร่งใสที่สำคัญ  บริษัทที่ผู้บริหารเก็บตัวเงียบและไม่ใคร่ยอมพบนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนเลยนั้น  ผมคิดว่าจะได้รับคะแนนผู้บริหารที่สูงไม่ได้    นอกจากนั้น  ผู้บริหารที่ดีก็ควรที่จะสามารถ  “รักษาคำพูด” ที่ตนได้ให้ไว้พอสมควร  ไม่ใช่พูดแล้วก็ผิดคำพูดมาก ๆ  ผู้บริหารที่ดีนั้น  ผมคิดว่าถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือคาดการณ์ถูกต้อง  ก็ไม่ควรจะพูดในเรื่องนั้น

            เรื่องที่ห้า  ผู้บริหารที่ดีนั้น  จะต้องดูแลไม่ให้บริษัทรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป  ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้บริษัทปลอดภัยมากเกินไปจนกระทบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้  สำหรับเรื่องนี้ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  โครงสร้างเงินทุนของบริษัท  หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  สัดส่วนหรือปริมาณของหนี้ของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นหรือกำไรก่อนดอกเบี้ยของกิจการ   บริษัทที่มีหนี้มากเกินไปและอยู่ในกิจการที่มีความผันผวนของผลการดำเนินงานมากนั้น  จะเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด  และถ้าผู้บริหารไม่ได้ทำอะไรที่จะลดความเสี่ยงนี้  ก็ต้องถือว่าผู้บริหารไม่ดีพอที่จะได้รับคะแนนสูง ๆ   เช่นเดียวกัน  บางบริษัทมีเงินสดมาก  ไม่มีหนี้เลย  และธุรกิจก็ค่อนข้างสม่ำเสมอมาก  แต่บริษัทกลับจ่ายปันผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แบบนี้ก็ต้องบอกว่าผู้บริหารไม่ดี  ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร


           สุดท้าย  เรื่องของโครงสร้างผู้ถือหุ้นก็มีส่วนที่จะทำให้ผู้บริหารมีโอกาสที่จะได้คะแนนสูงหรือต่ำเช่นเดียวกันทั้ง ๆ  ที่เราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก  ตัวอย่างเช่น  ถ้าบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผู้บริหารสูงสุดมักจะมาจาก  “สายการเมือง”  แบบนี้เรามักจะไม่ให้คะแนนผู้บริหารสูง   เหตุผลก็เพราะการคัดเลือกผู้บริหารอาจจะมาจากคุณสมบัติอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารงานมากนัก  หรือถึงจะได้คนที่โดดเด่นมาเป็นผู้บริหาร  แต่เขาก็อาจจะต้องทำงานหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างในทางที่ไม่เป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทได้  โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ดีอาจจะเป็นว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดกับรายรองลงมาที่มีจำนวนหุ้นใกล้เคียงกันที่เป็นสถาบันต่างประเทศที่น่าเชื่อถือและไม่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่  และทั้งคู่ก็แต่งตั้งผู้บริหารที่เป็น  “มืออาชีพ” มาบริหารงาน  ถ้าเป็นแบบนี้  ผู้บริหารก็น่าจะได้คะแนนสูง  เพราะทุกอย่างจะมีเหตุผลและมีการ “คานอำนาจ” หรือตรวจสอบกันเป็นอย่างดี  เป็นต้น

           ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางที่จะใช้วิเคราะห์หรือตรวจสอบผู้บริหารนอกเหนือจากผลประกอบการระยะสั้นของบริษัท  ผมเองไม่รู้ว่าผู้บริหารดีนั้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทมากน้อยแค่ไหนแต่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนอยู่โดยเฉพาะในระยะยาว  ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ VI ที่เน้นลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีเป็น ซุปเปอร์สต็อก

Thursday, October 2, 2014

6 ขั้นตอนการลงทุน สำหรับมือใหม่



   "การลงทุน" เปรียบเสมือนทางด่วนสู่ความมั่งคั่ง การออกตัวที่ดี ตั้งต้นได้เร็ว และเดินตามแผนที่วางไว้ ย่อมช่วยให้ถึงเส้นชัยได้สมดังใจหวัง สำหรับหลายคนที่สนใจจะลงทุน ถึงเวลา ออกสตาร์ทสู่ความมั่งคั่งด้วย " 6 ขั้น... สู่การลงทุน" กันแล้ว



ขั้นที่ 1 รู้จักตนเอง  ค้นพบเป้าหมาย  
         การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ  ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม...  "การลงทุน" ก็เช่นเดียวกันที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มลงทุน

       เริ่มจาก  กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ว่า...

- ต้องการลงทุนเพื่ออะไร ? 
    ลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต  เพื่อลดหย่อนภาษี  เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ  เพื่ออิสระภาพทางการเงิน หรือเพื่อทำกำไร

- ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่?
     ระบุจำนวนเงินให้ชัดเจน  เพราะแต่ละเป้าหมายย่อมใช้เงินต่างกัน

- ต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อใด 
    ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี  ระยะกลาง 1-5 ปี หรือระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

     เป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นกรอบสำคัญให้คุณ  เลือกประเภทสินทรัพย์ลงทุน  ได้อย่างเหมาะสม


ขั้นที่ 2 รู้ระดับความเสี่ยง  เลี่ยงลงทุนผิด

     เมื่อรู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว  ก็ต้องพิจารณา "ข้อจำกัดและเงื่อนไข" ในการลงทุนว่า....

- มีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด ?
- มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนหรือไม่ ?
- ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด?  เท่าไหร่?

    ที่สำคัญก็คือ "ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?" ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่จะตอบโจทย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า...  ทางเลือกการลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใดเหมาะกับคุณมากที่สุด

ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative)
ยอมรับความผันผวนได้น้อยหรือแทบจะไม่ได้เลย  การลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย

รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate) 
ยอมรับความผันผวนได้ในระดับหนึ่งแต่ต้องไม่มากจนเกินไป  เพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น  และหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

รับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive)
ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้น  ระหว่างการลงทุนเท่าใดนัก โดยมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นรวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโต

ควรพิจารณา  ปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับข้อจำกัดของคุณ  ทั้งเรื่องเงินทุน  ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้  และผลตอบแทนที่คาดหวัง



ขั้นที่ 3 สร้างพอร์ตให้เป็นระบบ  พบทางรวย
     หลังจากรู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว  ก็ต้องมีการ "จัดสรรสินทรัพย์" (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมโดยการแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ

     ทั้งนี้ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีทิศทางการขึ้นลงของราคาแตกต่างกัน   การมีสินทรัพย์หลายๆ ประเภทในพอร์ตการลงทุนจึงช่วย "ลดความเสี่ยง" จากการขาดทุนทั้งพอร์ตในคราวเดียวได้  แถมยังทำให้ "ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย" ของพอร์ตลงทุนอยู่ในกรอบที่คุณต้องการได้อีกด้วย

พอร์ตการลงทุนที่ดี  ควรมีลักษณะดังนี้ 
- ต้องการะจายความเสี่ยงอย่างสมดุล
ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนเพื่อการลงทุนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งทั้งหมด

-ไม่หลากหลายหรือกระจัดกระจายมากเกินไป
เพราะจะทำให้ยากในการติดตามราคาและข่าวสารเกี่ยวกับทางเลือกการลงทุนนั้นๆ

-มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตน  
กล่าวคือ มีความสมดุลกันระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย  ให้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง  ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนไม่แน่นอน  แต่เวลาได้ผลตอบแทนก็ได้เป็นกอบเป็นกำ

-มีความยืดหยุ่น
สามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้  เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  โดยสิ่งสำคัญก็คือ  ต้องหมั่นติดตามประเมิน  และทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์

ขั้นตอนที่ 4 ทำคัมภีร์ลงทุนไว้ใช้ปรับพอร์ตฯ  
คัมภีร์การลงทุนในที่นี้ ก็คือ "นโยบายการลงทุน" ที่คุณควรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  สำหรับใช้เป็นกรอบในการตัดสินใจลงทุน  ซึ่งคุณควรปรับปรุงนโยบายการลงทุนให้เป็นปัจจุบันเสมอ

นโยบายการลงทุน  ควรมีข้อมูลต่างๆ ดังต่อไปนี้
-เป้าหมายการลงทุน  จำนวนเงิน  และระยะเวลาลงทุน
- ข้อจำกัดในการลงทุน  และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
-ระดับอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
-วิธีการสร้างพอร์ตการลงทุน  และแนวทางการคัดเลือกสินทรัพย์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย
-วิธีการติดตามและทบทวนผลการลงทุน  รวมถึงเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน

ขั้นตอนที่ 5 ลงทุนตามกรอบ  ตอบแทนตรงใจ  
    หลังจากจัดทำคัมภีร์ลงทุนหรือนโยบายการลงทุนเสร็จแล้ว  ก็ถึงเวลา...  เริ่มลงทุนกันเสียที

แต่ก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ได้นั้น คุณต้องทำการ "เปิดบัญชี" เพื่อใข้ในการซื้อหรือขายก่อน โดย..

-กรณีลงทุนในหุ้น ตราสารหนี่ ETF หรืออนุพันธ์ 
ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "โบรกเกอร์"

- กรณีลงทุนในกองทุนรวม 
ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บจล.)

เมื่อพร้อมจะลงทุนแล้ว.. ก็ต้อง "ลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่วางไว้" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 6 ติดตามและวัดผลเป็นประจำ  นำสู่เป้าหมาย
     ขั้นตอนสุดท้าย...คุณต้องมีการ "ติดตามผล" กล่าวคือ  หมั่นตรวจสอบสถานะการลงทุนของตนเป็นประจำอาจจะทุกๆ เดือน หรือ ไตรมาส  ก็ได้  ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่  หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  จะได้ปรับพอร์ตการลงทุนของตนได้ทันท่วงที

  เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทน 


การประเมินกำไรในอนาคต สำหรับ VI (ตอน 1)







    สำหรับนักลงทุน vi แล้วกำไรไม่ถือเป็นเรื่องที่คาดหวังไม่ได้  ทั้งนี้การประเมินกำไรในงบการเงินนั้น มีความจำเป็นที่นักลงทุนจะต้องศึกษา

     การรู้จักการประเมินกำไรล่วงหน้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถประเมินอัตราการเติบโตและความถูกแพงของหุ้นได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นแล้ว การมีโมเดลในการประเมินกำไรจะเป็น “เครื่องจับโกหก” ชั้นดีที่เราสามารถนำไปใช้ในการประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้บริหารพูดหรือสิ่งที่นักวิเคราะห์เขียนไว้ในบทวิจัย การที่เราสามารถใช้เครื่องมือตรงนี้ได้อย่างแม่นยำจะทำให้เราได้เปรียบนักลงทุนทั่วๆไปที่ไม่มีเครื่องมือตรงนี้

      แต่ก่อนที่จะเริ่มประมาณการผลกำไร เราต้องเข้าใจคุณภาพของธุรกิจก่อน เราต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าธุรกิจมี “จุดตาย” หรือ “ข้อควรระวัง” อยู่ตรงไหน และอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ เช่น ธุรกิจเกษตรจะมีราคาขายผันผวนตามสภาวะตลาด ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น ธุรกิจโรงแรมจะมีความผันผวนตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นงบในไตรมาส 1 และ 4 จะสูงกว่าอีกสองไตรมาสมาก การวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้จะทำได้ถ้าเราเข้าใจความเสี่ยงและโครงสร้างรายได้และต้นทุนของกิจการ การประเมินโดยขาดความเข้าใจในคุณภาพของกิจการจะทำให้เกิด Garbage In, Garbage Out (ขยะเข้า ขยะออก) หรือถ้าพูดง่ายๆคือความถูกต้องของการประเมินกำไรในอนาคตจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการประเมินธุรกิจ ซึ่งในบทความนี้ผมจะไม่กล่าวถึงการวิเคราะห์เชิงคุณภาพแต่จะบอกว่าการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจะทำให้เรารู้ว่า “สมมติฐาน” ข้อไหนมีความสำคัญต่อการประเมินกำไรในอนาคตของเรา

      หลังจากประเมินมูลค่าเชิงคุณภาพแล้วเราก็สามารถเริ่มต้นทำการประมาณการกำไรได้ โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆดังนี้

1. สร้างโมเดลในการประเมิน (Creating a Model)
      สามารถทำได้โดยทำการป้อนข้อมูลตัวเลขทางการเงินย้อนหลัง (จากงบการเงิน) เราจะกรอกข้อมูลย้อนหลังลงในไฟล์ Excel อย่างน้อย 3 ปี (ถ้าอยากเห็นแนวโน้มของธุรกิจมากขึ้น ผมแนะนำ 5 ปี) โดยที่เราจะกรอกตัวเลขแต่ละบรรทัดและทำการคำนวณกำไรสุทธิออกมา (เราจะไม่กรอกกำไรสุทธิลงไปตรงๆ) เราจะนำกำไรสุทธิที่คำนวณได้ไปเปรียบเทียบกับตัวเลขในงบการเงิน ถ้าตรงก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ตรงแสดงว่า 1) สูตรผิด 2) ตัวเลขที่เรากรอกไม่ถูกต้อง เราต้องหาจนเจอจุดผิด (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากๆสำหรับคนที่พึ่งจะเริ่มทำโมเดลใหม่ๆ) เพราะไม่งั้นการประมาณการเราจะผิดทั้งหมด แต่ถ้าเราทำได้แล้วเราก็จะมีโมเดลที่พร้อมแล้วสำหรับการการประเมินกำไรต่อไป

2. กำหนดสมมติฐาน (Set Assumptions)
สามารถทำได้โดยดูแนวโน้มของการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไรย้อนหลัง และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ผู้บริหารให้มา หลังจากเปรียบเทียบแล้วเราจะทราบว่าผู้บริหารให้ Guidance ต่ำหรือสูงเกินไป เช่น ถ้าธุรกิจมีรายได้เติบโตแค่ปีละ 3% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแต่ปีนี้ผู้บริหารให้เป้า 20% เราต้องสงสัยแล้วว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ขนาดนั้น หลังจากนั้นเราก็ต้องทำการ “เลือกเชื่อ” ว่าเราจะนำตัวเลขไหนมาใช้ในการประเมินกำไร

3. ประเมินกำไรจากสมมติฐาน (Forecasting)
     โดยนำตัวเลขสมมติฐานที่ได้มาทำการประมาณการกำไร ตัวเลขเหล่านี้ควรรวมถึง (แต่อาจจะมีมากกว่านี้) อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของยอดขายรวม อัตราภาษี ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ในบางธุรกิจอาจจะมี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายจากการขายสินทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งวิธีการประเมินอาจจะขึ้นอยู่กับว่ารายการนั้นมีนัยสำคัญต่อการประเมินของเราหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถตัดทิ้งได้ แต่ถ้ามีเราอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม

4. เปรียบเทียบตัวเลขที่ทำได้กับแหล่งอ้างอิงอื่นๆ (Benchmarking)
      นำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารให้ไว้ รวมถึงเปรียบเทียบตัวเลขกับบทวิเคราะห์ว่าผลกำไรที่เราประเมินได้มากหรือน้อยกว่าอย่างไร อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ได้ตัวเลขใกล้เคียงกับนักวิเคราะห์อาจจะไม่ได้แปลว่ามันถูกต้องเสมอไป การได้ตัวเลขที่น้อยกว่าหรือมากกว่ามากๆบางครั้งอาจจะถูกก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่สมมติฐานของเรา สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไม” ตัวเลขเราถึงแตกต่างกับคนอื่นๆ

5. ติดตามและอัพเดทงบรายไตรมาส (Earning Review)
       ทุกครั้งที่งบออก เราจะป้อนข้อมูลงบล่าสุดเทียบกับประมาณการที่เราทำไว้สำหรับทั้งปี เช่นถ้ายอดขาย 6 เดือนแรกโต 50% แต่เราทำประมาณการไว้ 10% แสดงว่าเราอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมหรืออาจจะต้องศึกษาดูว่ากำไรที่โตเยอะมากเกิดจากเหตุการณ์พิเศษอะไรรึเปล่า แล้วเราก็ควรจะปรับโมเดลตามข้อมูลใหม่ที่เราได้รับมา
ช่วงที่ผมเป็นนักวิเคราะห์กองทุนใหม่ๆผมมักจะเจออาการ “โดนหลอก” เป็นประจำ เพราะผมเชื่อ 100% ในสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาทำให้ตัวเลขที่ได้บางครั้งก็สูงเกินไป (ทำให้เราไม่ได้ระวังตัว) บางครั้งก็ต่ำเกินไป (ทำให้เราไม่กล้าซื้อ) เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้ได้แม่นยำ ต้องอาศัยความอดทน ความพยายาม ความช่างสังเกต ประสบการณ์ในการลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่ได้รับคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในการเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

      อ่านจบแล้วก็อย่าลืมหยิบงบการเงินของหุ้นตัวโปรดแล้วมาลองทำการประเมินกำไรดูครับ การอธิบายเป็นคำพูดอาจจะมีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อสงสัยหรือคำแนะนำตรงไหนก็ถามกันได้ครับ

     ตอนหน้าผมจะมาพูดถึงวิธีการวิเคราะห์และการประเมินงบในแต่ละบรรทัดว่าเราจะทำการประเมินได้อย่างไร และมีข้อควรระวังอะไร มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกไปเลย ติดตามอ่านกันได้

Monday, September 29, 2014

สัญลักษณ์ฟองสบู่ ( ของหุ้นตัวเล็ก )



    ผมติดตามภาวะของตลาดหุ้นไทยมานานนับถึงวันนี้ก็คงประมาณ 20 ปีแล้ว  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ดัชนีตลาดหุ้นและราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นลงค่อนข้างแรง  ปีหนึ่งน่าจะผันผวนขึ้นลงอาจจะเฉลี่ยถึง 25%  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงที่หุ้นขึ้นไปสูงนั้น  ผมก็ไม่ได้คิดว่าราคาหุ้นเป็น  “ฟองสบู่” อะไรมากมายนัก  ดังนั้น  ผมจึงไม่เคยคิดที่จะขายหุ้นเพราะคิดว่าราคามันแพงเกินไป  แต่ในช่วงหลังสองสามปีที่ผ่านมานี้  ผมกลับรู้สึกว่าราคาหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นไปมากจนหาหุ้นที่มีราคาถูกยากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้แต่หุ้นที่ผมถืออยู่ซึ่งเน้นหุ้นที่เป็นแนว  “ซุปเปอร์สต็อก” ก็มีราคาแพงขึ้นมาก  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่ผมรู้สึกว่ามีราคาแพงสุด ๆ  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นอะไรก็คือหุ้นตัวเล็ก ๆ  จำนวนมากโดยเฉพาะที่มีข่าวหวือหวาที่สามารถกระตุ้นราคาหุ้นได้  การปรับขึ้นของราคาหุ้นที่ผมเห็นอยู่นี้  ผมคิดว่ามันเป็น  “ฟองสบู่”  อย่างชัดเจนโดยที่ผมเห็น  “สัญญาณ”  ต่าง ๆ  มากมายดังต่อไปนี้

         สัญญาณตัวแรกซึ่งเป็นสัญญาณที่เชื่อถือได้มากในทุกครั้งที่เกิดฟองสบู่หุ้นก็คือ  หุ้นเข้าตลาดครั้งแรกหรือหุ้น IPO โดยเฉพาะในหุ้นตัวเล็กที่มีความต้องการล้นหลามและเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดเป็นวันแรกนั้นราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปแรงมาก  หลาย ๆ  ตัวหุ้นขึ้นไปชนเพดานที่ 200%  หุ้นที่ขึ้นไปเพียง 40%-50% บางทีกลายเป็นที่  “น่าผิดหวัง”  สัญญาณที่แรงขนาดนี้ของหุ้น IPO  ก็อาจจะพอบอกได้ถึงการเก็งกำไรที่ร้อนแรงและเป็นสัญญาณว่ามี  “ฟองสบู่” ได้แล้วในหุ้นตัวเล็ก  แต่เรายังมีสัญญาณอื่น ๆ  อีกมาก

          สัญญาณที่สองก็คือ  ความแพงของหุ้นตัวเล็กที่วัดจากค่า PE PB และ Dividend Yieldหรืออัตราปันผลของหุ้นในตลาดหุ้น MAI ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นขนาดเล็ก  โดยค่า PE ของตลาด MAI เท่ากับประมาณ 80 เท่า ค่า PB ประมาณ 5 เท่า  และปันผลประมาณ 1%  นี่เป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าหุ้นขนาดเล็กโดยเฉลี่ยมีราคาที่แพงมาก  ถ้าจะให้เดา  มันคงเป็นความแพงที่เหนือกว่าความแพงของตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาที่เป็นหุ้นไฮเท็คในช่วงปี 1999 ที่เกิดฟองสบู่และตลาดถล่มลงในปี 2000 ที่ทำให้ดัชนีหุ้นลดลงถึง 50% ในเวลาอันสั้น  ผมก็ได้แต่หวังว่าถ้าของเราเป็นฟองสบู่จริงและ “แตก”  มันจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น

          สัญญาณที่สามที่ผมไม่ได้ทำสถิติแต่ใช้การสังเกตไปเรื่อย ๆ  ซึ่งพบว่ามีการเล่นหรือซื้อขายหุ้นตัวเล็กในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับ Market Cap. ของบริษัท  มองคร่าว ๆ ผมคิดว่าการซื้อขายต่อวันของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงหลัง ๆ  นี้คิดแล้วน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2%-3% ต่อวัน  ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์มีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.3%  หรือพูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ  หุ้นตัวเล็กนั้น  มีการ “หมุนหุ้น” เป็นเกือบ 10 เท่าของหุ้นตัวใหญ่  สำหรับผมแล้ว  หุ้นที่มีการซื้อขายถึง 1% ของ Market Cap. ต่อวันก็ต้องถือว่ามีการเก็งกำไรสูงมากแล้ว  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  ถ้าดูหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 10 หรือ 20 อันดับในแต่ละวันก็จะพบว่าบ่อยครั้งประกอบไปด้วยหุ้นตัวเล็กกว่าครึ่งหรืออย่างน้อยก็ต้องมีหุ้นตัวเล็กแทรกมาหลาย ๆ ตัว  ซึ่งผมคิดว่าในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่หุ้นที่มี Market Cap. เพียงพันหรือสองพันล้านบาทจะมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่าหุ้นที่มีขนาดหลายแสนล้านบาทได้

           สัญญาณที่สี่เป็นเรื่องของ “Story” หรือข่าวต่าง ๆ  รวมถึงเรื่องของ “Concept” หรือหุ้นที่มีแนวคิดหรือโมเดลทางธุรกิจที่ “น่าตื่นเต้น”  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือเป็นหุ้นที่สามารถ  “สร้างจินตนาการ” ที่บรรเจิด  ในประเด็นนี้ก็คงคล้าย ๆ  กับหุ้นไฮเท็คในตลาด Nasdaq ในช่วงฟองสบู่ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาที่ “สูงสุดฟ้า”  เพราะนักลงทุน “ฝัน” ว่ามันจะ  “ปฏิวัติโลก” ของสิ่งต่าง ๆ  ด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  สำหรับหุ้นตัวเล็กของไทยในช่วงนี้คงไม่ถึงขนาดนั้น  แต่มันก็มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นไปได้มหาศาล  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ราคาหุ้นของไทยในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมและคนเข้ามาเล่นหุ้นกันมากนั้น   แม้แต่เรื่องราวเล็ก ๆ  แต่ขอให้มันมีประเด็นและอิงไปได้ว่ามันจะทำให้บริษัท  “โต”  แบบก้าวกระโดดเท่านั้น  หุ้นก็จะวิ่งไปได้มาก

           สัญญาณที่ห้าก็คือ  นักวิเคราะห์หุ้นที่เป็นมืออาชีพบางคนจะมีการใช้เทคนิคในการประเมินมูลค่าบริษัทที่มี  “ความคิดสร้างสรรค์” สูงขึ้นเรื่อย ๆ  การให้ค่า PE ของบริษัทอาจจะอิงจากค่า PE ในอดีตที่ผ่านมาที่สูงลิ่วและอาจจะบวกค่าการ “เติบโต” ในอนาคตที่จะ  “ก้าวกระโดด”  นอกจากนั้น  มีการใช้ค่า PEG หรือค่า PE ต่อค่า G หรือการเจริญเติบโตที่สูงลิ่วมาแทนค่า PE ซึ่งอาจจะทำให้หุ้นสามารถมีค่า PE สูง 50-60 เท่าได้โดยที่หุ้นยัง  “ไม่แพง” ได้  หุ้นบางตัวนั้นเนื่องจากยังไม่มีกำไรหรือมีกำไรน้อยมาก  การใช้ PE ก็เป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  วิธีการใช้ Discounted Cashflows หรือการใช้กระแสเงินสดในอนาคตที่ยาวไกลที่บริษัทจะได้รับมาเป็นฐานในการคำนวณจึงเป็นวิธีที่ใช้กันมากขึ้น  และด้วยวิธีการนี้  การ  “เล่นตัวเลข”  ก็ง่ายขึ้นมาก  พูดอย่างหยาบ ๆ  ก็คือ  คุณแทบจะทำ “มูลค่าที่เหมาะสม”  ของบริษัทให้เป็นเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับ  “สมมุติฐาน” ที่ใช้

           สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่ติดอันดับหนังสือขายดีบนแผงหนังสือนั้น  มีมากมายกว่าหนังสือแนวอื่น  นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปีมาแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงหลัง ๆ  นี้  หนังสือแนวการลงทุนที่เน้นการ  “เทรด”  หรือซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จะขายดีกว่าหนังสือที่เน้นแนว VI  แท้ ๆ  ที่เน้นการลงทุนระยะยาวซึ่งเป็นการแสดงว่าคนสนใจการ “เก็งกำไร”  มากขึ้นโดยเปรียบเทียบ

           สัญญาณทั้งหมดที่พูดถึงนั้นดูเหมือนว่าผมจะเน้นเฉพาะหุ้นตัวเล็ก  แต่จริง ๆ  แล้ว  หุ้นทั้งตลาดไทยเองนั้นก็มีสัญญาณของ  “ฟองสบู่” ที่กล่าวถึงเช่นกันแม้ว่าดีกรีหรืออัตราความรุนแรงจะไม่เท่ากัน  ตัวอย่างเช่น  หุ้น IPO ตัวใหญ่ก็มีราคาปรับขึ้นมากกว่าในภาวะปกติมาก  ค่า PE และ PB ของตลาดหลักทรัพย์เองก็สูงลิ่วเมื่อเทียบกับอดีตและกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ  ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดโดยรวมก็สูงลิ่วและสูงที่สุดในอาเซียนทั้ง ๆ  ที่ขนาดของตลาดเล็กกว่าสิงคโปร์หรือมาเลเซีย  หุ้นตัวใหญ่ของไทยเองก็มีการเล่นกันด้วย Story ต่าง ๆ  ไม่น้อย  Growth หรือการเจริญเติบโตของบริษัทกลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนใช้ในการ “ขับดัน”  ราคาหุ้นที่ผมคิดว่า  “มากเกินไป”  เหตุผลก็คือ  มันอาจจะเป็นการโตได้แค่ช่วงสั้น ๆ  ปีหรือสองปีเนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า  ส่วนในประเด็นของนักวิเคราะห์เองนั้น  พวกเขาไม่ได้ใช้ “เทคนิคที่สร้างสรรค์” เฉพาะบริษัทเล็กเท่านั้น  และสุดท้ายก็คือเรื่องของหนังสือเกี่ยวกับหุ้นนั้น  มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นโดยรวมของไทยเองนั้น  ได้รับความสนใจอย่างมากซึ่งก็หมายถึงว่าราคาของมันน่าจะสูงจากความต้องการซื้อของคน


          ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  หุ้นตัวเล็กนั้นมี  “ฟอง” อย่างแน่นอนเพราะสัญญาณนั้นชัดเจนมาก  และไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมคิดว่ามันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการ “แตก” ในระดับหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว  ประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ  เหตุการณ์ในตลาดหุ้นหลาย ๆ  ประเทศมันบอกอย่างนั้น  แต่สำหรับตัวตลาดหลักทรัพย์เองนั้น  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็น  “ฟอง” ไหม  ความเชื่อส่วนตัวก็คือ  มันคงมีบ้าง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  มันเป็นเรื่องยากที่ฟองจะเกิดเฉพาะในหุ้นเล็กโดยที่ภาวะของหุ้นใหญ่หรือหุ้นโดยรวมไม่เอื้ออำนวย

Sunday, September 21, 2014

ทำงานไป ลงทุนไป

     
     ในระยะหลังประมาณ 4-5 ปี ที่ผ่านมาหรือตั้งแต่สิ้นปี 2551 ในวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยตกต่ำลงเหลือเพียง 450 จุด  มาจนถึงปัจจุบันที่ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 1400 จุด  สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น “VI”  จำนวนหนึ่งร่ำรวยขึ้นมากจนสามารถลาออกจากการเป็นพนักงานที่ทำงานกินเงินเดือนในกิจการธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ  และหันมาเป็นนักลงทุน  “เต็มตัว”  หรือจะเรียกว่าเป็น  “นักลงทุนอาชีพ” ก็ไม่ผิด  เหตุผลที่พวกเขาลาออกมาลงทุนเต็มตัวนั้นก็เพราะว่าเขาจะได้มีเวลาศึกษาและค้นหาหุ้นที่น่าลงทุนซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้เวลามากและบ่อย ๆ  ต้องใช้เวลาในเวลางาน  เช่น การไป Visit Company เยี่ยมชมบริษัท  หรือไปพบผู้บริหารในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดในเวลางาน

           การทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาและค้นหาหุ้นลงทุนนั้น  นักลงทุน “ผู้มุ่งมั่น”  ที่กล่าวถึงนั้นเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้พวกเขาลงทุนได้ดีขึ้น  สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น “คุ้ม” กับรายได้ที่จะเสียไปจากการทำงาน  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้ามีเงินในพอร์ต 10 ล้านบาท  และถ้าเขาทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้จากปกติปีละ 5-10%  ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะทำได้ “ไม่ยาก”  เขาก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท  ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนทั้งปีของเขา  ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากงาน  และมุ่งมั่นสู่  “ดวงดาว”  นั่นก็คือ  รวยเป็นเศรษฐีจากตลาดหุ้น  และนั่นก็คือนักลงทุนที่  Aggressive หรือกล้าหาญและมั่นใจสุด ๆ  อาจจะ  เนื่องจากผลงานที่ทำมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นโดดเด่นมาก ๆ  ผลตอบแทนทำได้ปีละอาจจะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย

            เช่นเดียวกัน นักลงทุนรุ่นหนุ่มสาวที่เพิ่งจะจบการศึกษาหลายคนที่พ่อแม่มีเงินมากและอาจจะไม่ได้มีธุรกิจใหญ่พอที่จะต้องให้ลูกมาดูแลธุรกิจหรือไม่อยากให้ลูกเข้ามาทำงานในธุรกิจของตนเอง  อาจจะรู้สึกว่าการลงทุนโดยเฉพาะแบบที่เป็น  “VI”นั้น  ก็เป็น  “การทำธุรกิจ”  เหมือนกัน  ดังนั้น  พวกเขาก็เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ  โดยการขอเงินพ่อแม่มาลงทุน   การลงทุนในช่วงแรกด้วยเงินไม่มากอาจจะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความมั่นใจทั้งตัวเองและพ่อแม่  ดังนั้น  เขาจึงได้เงินลงทุนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ     ด้วย “ฝีมือ”  และอาจจะด้วยโชคหรืออะไรก็ตามแต่  ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังสูงลิ่วทำให้พอร์ตของเขาโตขึ้นเป็นสิบล้านบาทขึ้นไปในเวลาอันสั้น  ดังนั้น  เขาก็เลิกทำงานอย่างอื่นทั้งหมดและหันมาเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัว  ลึก ๆ  แล้วเขาอาจจะกำลังคิดถึง วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่แทบไม่เคยทำงานประจำอย่างอื่นหลังจากเรียนจบ  แต่ประสบความสำเร็จระดับโลก  ว่าที่จริงเขาอาจจะคิดว่าเขาเก่งไม่แพ้บัฟเฟตต์เลย  เพราะผลตอบแทนของเขาที่ผ่านมานั้นสูงกว่าสถิติของบัฟเฟตต์มากแม้ในช่วงที่บัฟเฟตต์ยังมีพอร์ตเล็ก ๆ  ในช่วงต้นของชีวิตการลงทุน

          ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  เราควรที่จะเลิกทำงานประจำเป็นคนกินเงินเดือนแล้วมาลงทุน  เป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัวไหม?  และจะเลิกทำงานเมื่อไร?  หรือสำหรับคนที่พ่อแม่มีเงินมากพอ  ควรหรือไม่ที่เราจะเริ่มชีวิตการลงทุนตั้งแต่เรียนจบ  หรือเราควรที่จะทำงานไป-ลงทุนไป?

          ผมเองอยากจะเริ่มที่เรื่องของการทำงานประจำหรืองานที่ต้อง  “ใช้แรง”  เสียก่อนว่าทุกคนควรที่จะต้องทำเพื่อเป็น  “ประสบการณ์ของชีวิต”  การทำงานใช้แรงหรือทำงานประจำในหน่วยงานหรือการทำงานที่ต้องประสานเกี่ยวข้องกับคนอื่นนั้น  จะช่วยให้เราเป็นคนที่ “สมบูรณ์” ขึ้น  มันไม่ใช่เรื่องของการหาเงินเพียงอย่างเดียว  แต่มันเป็นเรื่องของสังคมที่คนควรจะมีเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวข้องกันซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในสังคมที่ดีขึ้น  เข้าใจชีวิตของคนอื่นได้ดีขึ้น  ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้การลงทุนในอนาคตของเราดีขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว  ดังนั้น  ผมคิดว่าการเริ่มต้นเป็นนักลงทุนเต็มตัวตั้งแต่อายุยังน้อยและยังไม่ได้ผ่านการทำงานแบบใช้แรงมานานพอนั้น  เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร  วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น  ทำงานใช้แรงมานานหลายปีทีเดียวตั้งแต่เรียนชั้นประถมและมัธยมรวมถึงช่วงจบมหาวิทยาลัยไปอีกไม่น้อยกว่า 3-4 ปีในฐานะนักวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะเริ่มชีวิตการลงทุนอาชีพ  ดังนั้น  คนที่เรียนจบใหม่ ๆ  จึงควรที่จะต้องทำงานไปด้วยถ้าอยากจะลงทุน  คนที่ไม่ทำงานเลยเอาแต่จะลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น  บางทีอาจจะเป็น  “ข้ออ้าง”  ของคนที่  “ขี้เกียจ”  ทำงานที่ต้องใช้แรงงานก็ได้  โดยเฉพาะถ้าเขาลงทุนโดยไม่ได้ใช้เวลาศึกษาอะไรมากนัก

         สำหรับคนที่ไม่ได้มีพ่อแม่รวยและต้องพึ่งตนเองเป็นหลักนั้น  การทำงานกินเงินเดือนหรือการใช้แรงทำงานนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก  รายได้จากการทำงานนั้นเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอและมักจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วโดยเฉพาะคนที่มีความสามารถและทุ่มเทให้กับการทำงาน  และถ้าโชคดีได้งานที่ชอบ   การทำงานก็ไม่ได้เป็นภาระที่หนักอกหรือต้อง “ฝืนใจทำ”   มันก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่ทำแล้ว “มีความสุข”  ว่าที่จริงในยุคสมัยปัจจุบันและในอนาคต  การทำงานมีโอกาสที่จะทำให้เรา “ร่ำรวย” ได้เหมือนกัน  ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่คนทำงานกินเงินเดือนนั้น  “ไม่มีโอกาสรวย”   แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  การทำงานนั้น  เป็นกิจกรรมที่ดีเยี่ยมในแง่ของสังคมและบ่อยครั้งในแง่ของการทำเงิน  เหนือสิ่งอื่นใด  มันเป็นการได้ผลตอบแทนที่มักจะมีความเสี่ยงต่ำ  ดังนั้น  ก่อนที่เราจะละทิ้งมัน  เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบจริง ๆ

         ข้อเสียของการทำงานสำหรับนักลงทุนก็คือ  พวกเขาคิดว่ามันทำให้เขาไม่มีเวลาไปวิเคราะห์หุ้นเท่าที่ควรและเขา  “เชื่อว่า”  มันทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยลงไม่ต่ำกว่า 5% หรือ 10% หรือหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี  แต่ในประเด็นนี้ผมเองคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้น  อาจจะไม่จริง  เหตุผลก็คือ  ในสมัยนี้เรามีเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ  เพื่อเอามาศึกษานอกเวลาได้อย่างสะดวก  การไปเยี่ยมบริษัทเองนั้น  ก็อาจจะไม่ได้เพิ่มคุณค่าของการวิเคราะห์มากนัก  ดังนั้น  ความจำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อมาศึกษาหุ้นจึงมีความจำเป็นน้อยโดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้มีพอร์ตใหญ่โตมากมายอะไรนัก

         ส่วนตัวผมเองคิดว่ากลยุทธ์ที่ดีกว่าก็คือ  เราควรที่จะทำงานไป-ลงทุนไปเรื่อย ๆ   การทำงานนั้นเป็นขั้นตอนแรกที่จะสะสมเงินทุนเริ่มต้นที่จะต้องนำไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาด  รายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จากการทำงานจะทำให้เรามีเงินเติมลงไปในพอร์ตเรื่อย ๆ  ทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นซึ่งในที่สุดก็จะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน  นั่นก็คือ  คร่าว ๆ  พอร์ตควรจะใหญ่เป็นประมาณอย่างน้อย 200 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนโดยเฉลี่ยซึ่งจะทำให้เราสามารถเลิกทำงานประจำได้โดยไม่เดือดร้อน  อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่ควรเลิกทำงาน  เหตุผลก็คือ  รายจ่ายในอนาคตของเราอาจจะเพิ่มขึ้นมาก  อาจจะเนื่องจากการแต่งงาน  มีลูก  เจ็บป่วยรุนแรง  และเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่น ๆ  รวมถึงการที่หุ้นอาจจะตกลงมารุนแรงทำให้ความมั่งคั่งที่เหลืออยู่ไม่พอใช้จ่ายอย่างสบายใจ  การทำงานต่อไปจะทำให้เรามี  “Margin of Safety” หรือความปลอดภัยเพิ่มขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

         การที่เราจะเลิกทำงานและหันมาลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น  ผมคิดว่าเราควรยึดหลักว่า  หนึ่ง เราชอบทำงานหรือไม่  ถ้าชอบ  เราก็ไม่จำเป็นต้องเลิกเลย  ทำไปลงทุนไป  แต่ถ้าไม่ได้รักหรือชอบงานที่ทำ  เราก็ต้องคำนึงถึงว่ามันทำเงินให้เราคุ้มค่าหรือเพียงพอหรือไม่ที่เราจะทำต่อ  ผมเองคิดว่าตราบใดที่ผลตอบแทนจากการทำงานยังสูงถึง 20-30% ของรายได้จากการลงทุนต่อปี  ผมก็เห็นว่ามันยังคุ้มค่าที่จะทำ  เพราะการทำงานประจำด้วยจะทำให้พอร์ตหรือเงินเราโตเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แต่หากว่ามันน้อยกว่านั้นแล้ว  การเลิกทำงานและลงทุนเพียงอย่างเดียวก็อาจจะดีกว่าและทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากกว่า