Showing posts with label หุ้นตัวเล็ก. Show all posts
Showing posts with label หุ้นตัวเล็ก. Show all posts

Monday, March 7, 2016

หุ้นเล็กโต(ไม่)ไว / โดยดร.นิเวศน์

   

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ดูเหมือนว่าจะปรับตัวดีขึ้นมากและดีกว่าประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียและในโลกอีกหลายประเทศ  เรียกว่า  “หักปากการเซียน”  หลายคนที่มองว่าปีนี้คงเป็นปีที่ไม่ดีนักเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งในและต่างประเทศ  นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 7% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1288 จุดเป็น 1380 จุด ไม่นับรวมเงินปันผล  อย่างไรก็ตาม  การปรับตัวขึ้นของหุ้นในรอบนี้ดูเหมือนว่าจะ  “ไม่ทั่วฟ้า”  เพราะนักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าเขาไม่ได้กำไรเลย  บางคนยังขาดทุนด้วยซ้ำเพราะหุ้นที่ตนเองถือหรือเล่นอยู่นั้นไม่ได้ขึ้นแถมบางตัวกลับตกลงมาอีก  ดูเหมือนว่าหุ้นที่ขึ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นหุ้นบลูชิพหรือหุ้นที่มีความแข็งแกร่งที่ก่อนหน้านี้ตกลงมาเนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม  เช่นหุ้นพลังงาน  หุ้นแบ้งค์  หุ้นสื่อสารและค้าปลีก  เป็นต้น  ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนรายย่อย  ลองมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “หุ้นเล็กที่โตไว” ที่เคยเป็นขวัญใจของคนจำนวนมาก

มองจากดัชนีของหุ้นตัวเล็กคือ MAI ในช่วงที่ผ่านตั้งแต่ต้นปีถึง 4 มีนาคม 59 ก็จะพบว่า  ดัชนีแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลงจากประมาณ 523 จุดเป็น 496 จุดหรือเป็นการลดลงประมาณ 5% ไม่นับรวมปันผล  ส่วนต่างจากผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ก็คือ  -12% ในเวลาแค่ 2 เดือนกว่า  เหตุผลนั้นผมเชื่อว่าเป็นเพราะราคาของหุ้นตัวเล็กนั้น  “แพงมาก”  อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้หลายครั้ง  และแม้ถึงวันนี้ก็ดูเหมือนว่ายังแพงอยู่มากเนื่องจากค่า PE ของหุ้นตลาด MAI ก็ยังสูงถึง 55 เท่า และค่า PB ก็สูงถึง 3 เท่า  เปรียบเทียบกับค่า PE ของตลาดใหญ่ที่ 20 เท่าและค่า PB เท่ากับ1.8 เท่า  โดยที่ปันผลตอบแทนหรือ Dividend Yield ก็ต่ำแค่ 1.62% เทียบกับตลาดใหญ่ที่ 3.37%  ดังนั้น  การที่หุ้นในตลาด MAI  ไม่ไปไหนจึงไม่น่าประหลาดใจในแง่ของราคาหุ้น  แต่หลายคนก็อาจจะยังคิดว่านี่เป็นเรื่อง  “ชั่วคราว”  หลายคนอาจจะคิดต่อว่า  การที่หุ้นขึ้นรอบนี้เป็นเพราะเม็ดเงิน  “Fund Flow” ที่มาจากนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อหุ้นสุทธิหลายพันล้านบาทในช่วงที่ผ่านมาซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง  แต่ถ้ามองในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแล้ว  หุ้นเล็กก็ยังน่าลงทุนกว่า  เพราะแม้ว่าราคาจะแพง  แต่การเติบโตก็จะสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก  และการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก—เหมือนอย่างที่เป็นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

และนี่ก็นำไปสู่การศึกษาเล็ก ๆ  ของผมว่าในระยะยาวแล้ว  การเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของไทยนั้น  ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่จริงไหม  ในต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐนั้นมีการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นขนาดเล็กนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด  คิดแล้วผลตอบแทนของหุ้นขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 2-3% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งเมื่อทบต้นเงินไปเรื่อย ๆ  ก็จะทำให้คนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมีกำไรสูงกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาก็บอกต่อไปอีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มากเช่นเดียวกัน  นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาปีต่อปีนั้น  หุ้นเล็กอาจจะขาดทุนอย่างหนักกว่าหุ้นใหญ่มาก  และบางช่วงเวลาซึ่งอาจจะเป็น 10 ปีเลยที่หุ้นขนาดเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่แพ้หุ้นขนาดใหญ่  ดังนั้น  คนลงทุนในหุ้นตัวเล็กจะต้องใจแข็งและอาจจะต้องมีเงิน  “เย็น”  มาก ถึงจะเหมาะสมที่จะเล่นหุ้นตัวเล็ก  ทีนี้มาลองมาดูกันว่าหุ้นตัวเล็กของไทยจะเป็นอย่างของอเมริกาไหม

สถิติของดัชนีหุ้น MAI นั้นเรามีย้อนหลังไปถึงประมาณเดือนกันยายน 2545 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยได้ผ่านวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดในปี 2540 แล้วและกำลังเริ่มเข้าสู่ยุค “บูม” สุดขีดในปี 2546 ที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นปีเดียวกว่า 100%  ในปี 2546 นั้น  ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นถึง 117%  ดัชนีหุ้นตลาด MAI กลับปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าถึง 169%   แต่แล้วในปีต่อมา  ขณะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงในลักษณะที่น่าจะเรียกว่า Correction  หรือปรับลงมาเล็กน้อยหลังจากขึ้นไปสูงมากในอัตรา -14%   ดัชนี MAI กลับทิ้งดิ่งลงมาถึง 45%  นี่แทบจะเรียกว่า  “หายนะ”  สำหรับคนที่เข้าไปเก็งกำไรซื้อหุ้นในยามที่มันร้อนแรงและขึ้นไปมากก่อนหน้านั้น

หลังจากสร้าง “วีรกรรม”  การขึ้นลงของหุ้นที่หวือหวามากตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ ๆ    หุ้นในตลาด MAI  ก็มีความผันผวนรุนแรงกว่าหุ้นในตลาดใหญ่มาตลอด  การขึ้นลงปีต่อปีในระดับบวกลบ 40% แทบจะเป็นเรื่องปกติ  เช่นเดียวกับที่ผลตอบแทนปีต่อปีที่แตกต่างจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ถึง 20-30% ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน  โดยเฉลี่ยแล้ว  ผลตอบแทนต่อปีของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงประมาณ 13 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับประมาณ 23.2%  ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเท่ากับ  16.7%  ในช่วงเวลาเดียวกัน  ส่วนต่างก็คือประมาณ 6.5%  และถ้าเราดูคร่าว ๆ  แบบนี้ก็อาจจะเข้าใจผิดว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  เพราะแม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนสูงกว่า  แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็สูงกว่ามาก  แต่นี่เป็นข้อมูลที่  “ลวงตา”

ความเป็นจริงก็คือ  ถ้าเราลงทุนในหุ้นตลอดเวลา  และไม่รู้ว่าปีไหนหุ้นตัวเล็กจะดีหรือปีไหนหุ้นตัวใหญ่จะดี  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็จะไม่เท่ากับค่าเฉลี่ยรายปีดังกล่าว  เราต้องใช้  “ค่าเฉลี่ยรายปีแทบทบต้น”  ซึ่งจะต่างจากค่าเฉลี่ยรายปีแบบธรรมดามาก  ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละปีผลตอบแทนมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน  ยิ่งความผันผวนสูง  ผลตอบแทนแบบทบต้นก็จะต่ำลง  ลองคิดดูว่าถ้าปีแรกเราได้กำไร 100%  จากเงิน 100 บาทกลายเป็น 200 บาท  แต่ปีที่สองเราขาดทุน 50% เงิน 200 บาทก็กลายเป็น 100 บาท  เท่ากับว่า 2 ปี  เราไม่ได้ผลตอบแทนเลย  แต่ถ้าคิดเฉลี่ยแบบธรรมดาจะบอกว่าเราได้กำไร 50% ใน 2 ปี  หรือกำไรปีละ 25% ซึ่งไม่จริงเลย

ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นในช่วงประมาณ 13 ปีครึ่งนับจากเปิดตลาด MAI ถึงวันนี้ก็คือดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 13% ต่อปี  เมื่อรวมปันผลอีกประมาณ 1.6% ก็จะเท่ากับ 14.6% ต่อปี  ถ้าลงทุน 1 ล้านบาทในต้นปี 2546 ถึงวันนี้เงินก็จะโตเป็นประมาณ 6.3 ล้านบาท  ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นช่วง “ทศวรรษทอง” ของการลงทุนในตลาด MAI  แต่เมื่อดูการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็พบว่า  ดัชนีตลาดเองก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 11.1% และเมื่อรวมปันผลประมาณ 3.4% ก็เท่ากับ 14.5% ต่อปี  เงินลงทุน 1 ล้านบาทจะกลายเป็นประมาณ 6.23 ล้านบาทในปัจจุบัน   เกือบจะเท่ากับผลตอบแทนจากตลาด MAI เหมือนกันและก็ต้องถือว่าเป็น  “ทศวรรษทอง”  ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นเดียวกัน  โดยที่ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่นั้นต่ำกว่าหุ้นตัวเล็กในตลาด MAIมาก

ข้อสรุปของผมก็คือ  ในช่วงเวลากว่า 13 ปีที่มีตลาดหุ้น MAI  นั้น  สิ่งที่เราคิดว่าหุ้นตัวเล็กจะ  “โตไว”  กว่าหุ้นตัวใหญ่นั้น  ไม่จริง  แต่ถ้าบอกว่าหุ้นตัวเล็ก  “เสี่ยงกว่า”  คำตอบก็น่าจะใช่  แน่นอนว่ามีหุ้นตัวเล็กบางตัวที่อาจจะเป็น  “อภินิหาร” โตเร็วมาก  ทำกำไรให้กับนักลงทุนเป็น 10 หรือ 100 เท่า  แต่ก็มีหุ้นตัวเล็กอีกไม่น้อยที่ทำให้คนถือขาดทุนกว่า 90%  การขาดทุนนั้นไม่ทำให้เป็นที่โจษจัน  แต่การทำกำไรนั้นถูกเป่าประกาศออกไปมากมายและนั่นก็ให้เกิด  “ภาพลวง” ที่ว่า  “ถ้าอยากรวยเร็วต้องเล่นหุ้นตัวเล็ก”  แต่โอกาสที่จะรวยเร็วนั้นผมคิดว่ามีน้อยมากถ้าเราไม่ใช่คนที่รู้ดีและมีปัจจัยพิเศษในการเล่นจริง ๆ  ดังนั้น  คำแนะนำของผมก็คือ  ถ้าเราไม่แน่จริง  อย่าเล่นหรือลงทุนในหุ้นตัวเล็ก  โดยเฉพาะที่เขาคุยว่าจะโตเร็ว

Wednesday, July 29, 2015

หุ้นในฝัน ปั่น 100 เด้ง /ดร.นิเวศน์

   



  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้  แทบทุกวันเราจะเห็นหุ้นตัวเล็ก ๆ ติดเข้ามาในอันดับหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับในตลาดหลักทรัพย์   ในบรรดาหุ้นตัวเล็กเหล่านั้น  หุ้นกลุ่มหนึ่งที่มักติดอันดับเข้ามาบ่อยมากที่สุดก็คือหุ้นที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นบางคนเรียกว่า  “หุ้นปั่น”  ซึ่งความหมายก็คือ  เป็นหุ้นที่มี  “เจ้ามือ” ที่เป็นนักลงทุน “รายใหญ่” หรือเป็น “เจ้าของบริษัท” เข้ามา  “ทำราคาหุ้น”  ด้วยกระบวนการต่าง ๆ  เช่น  การปล่อยข่าวลือ  การประกาศ “ข่าวดี” ต่าง ๆ  เช่น การเทคโอเวอร์  การทำธุรกิจใหม่  “แห่งอนาคต”  การแจกหุ้นและวอแรนต์ฟรี  การแตกพาร์หุ้น การออกหุ้นใหม่ทั้งที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมและที่ให้นักลงทุนรายใหญ่  และอื่น ๆ  อีกมากที่จะทำให้นักเล่นหุ้นรายย่อยตื่นเต้นและเข้ามาเก็งกำไรในหุ้น  นอกจากนั้น  “เจ้ามือ” เองก็ต้องเข้ามา “เล่น” ซื้อขายหุ้นให้คึกคักและ “ดันราคา” ขึ้นไปอย่างต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว  พื้นฐานหรือความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไม่ดีหรือ  “แย่มาก”  บางบริษัทนั้นแทบจะอยู่ในสถานะใกล้  “ล้มละลาย”

  แน่นอนว่า  “เจ้ามือ” จะไม่เคยประกาศว่าตนเองกำลัง “ปั่น” หรือทำราคาหุ้น  เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย  ตรงกันข้าม  พวกเขาจะบอกหรือแสดงออกว่าที่ราคาหุ้นขึ้นไปนั้นเป็นเพราะบริษัทกำลัง “ฟื้นตัวอย่างยิ่งใหญ่” ที่จะทำให้อนาคตของบริษัทสดใสมากและบริษัทจะมีรายได้และกำไรสูงมากด้วยธุรกิจใหม่ ๆ  ที่บริษัทกำลังจะสร้างหรือซื้อมา  การ “เติบโต” ของบริษัทในอนาคตนั้นจะเป็น “ร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์ต่อปี” ดังนั้นราคาหุ้นที่คิดจากค่า PE ในวันนี้ก็ควรจะสูงมากได้เท่า ๆ  กับการเติบโตนั่นก็คือ ค่า PE ก็ควรสูงได้เป็น 100 เท่า  และนั่นทำให้เขาซื้อแบบ  “Strong Buy” คือซื้อมากและไม่สนใจราคา และนั่นทำให้ราคาวิ่งอย่างแรง  และนั่นทำให้นักเล่นหุ้นรายย่อยซื้อตาม  และนั่นทำให้ราคาวิ่งแรงขึ้นไปอีก  และนั่นทำให้นักเล่นหุ้นรายย่อยอื่นซื้อตามซึ่งทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วเนื่องจากปริมาณหุ้นที่ Float หรือกระจายอยู่ในตลาดมีน้อย  ผลก็คือ   ราคาหุ้นขึ้นไป “เกินพื้นฐาน” มาก  แต่นักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจ  เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว  เขาไม่ได้ลงทุนถือหุ้นยาว  พวกเขาเข้ามา “เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้น”

  ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการอธิบายโดยภาพรวม  หลักฐานที่เป็นตัวเลขหรือกรณีศึกษานั้น  ผมเองก็ไม่ค่อยได้เห็นและส่วนตัวก็ไม่สนใจเนื่องจากมันไม่ใช่หุ้นที่เราสนใจลงทุน   อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่ามันก็คงไม่เสียหายและเสียเวลานักที่จะลองดูหุ้นที่เข้าข่าย  “หุ้นปั่น”  ว่าหน้าตาและพฤติกรรมของมันเป็นอย่างไร ผมจะไม่บอกชื่อหุ้นแต่ข้อมูลที่ผมใช้นั้นเป็นข้อมูลจริงที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซ้ต์ของตลาดหลักทรัพย์

  หุ้นตัวแรกนั้น  ชื่อเดิมผมเองก็จำไม่ได้และบริษัทอาจจะเปลี่ยนชื่อมาหลายครั้ง  แต่มองย้อนหลังถึงปี 2554 พบว่ารายได้ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 3-400 ล้านบาท กำไรไม่ถึง 5 ล้านบาท  ในเวลานั้น Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งหมดก็ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ซึ่งก็อาจจะดูว่าปกติและเหมาะสม  แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่ายอดขายของบริษัทจะลดลงเรื่อย ๆ  และจากกำไรก็กลายเป็นขาดทุน ปี 2555 บริษัทขาดทุนกว่า 50 ล้านบาท ปี 2556 ขาดทุนกว่า 100 ล้านบาท และปีที่แล้วก็ยังขาดทุนอีกกว่า 50 ล้านบาทในขณะที่รายได้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท  เหตุผลนั้นอาจจะเป็นเพราะธุรกิจของบริษัทอาจจะมีปัญหาแข่งขันไม่ได้  และบริษัทเองก็จำเป็นต้องเพิ่มทุนเพื่อรักษาส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้ติดลบซึ่งจะทำให้หุ้นต้องออกจากตลาด  อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียว  มูลค่าหุ้นของบริษัทกลับเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีที่แล้วที่ Market Cap. ขึ้นมาเป็นกว่า 10,000 ล้านบาท  หรือเพิ่มขึ้นมากว่า 100 เท่า  กลายเป็นหุ้น 100 เด้งภายในเวลา 3-4 ปี เหตุผลที่ขึ้นนั้น  พูดกันว่าเพราะบริษัทหันไปทำธุรกิจใหม่ “แห่งอนาคต” ที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อนและมีศักยภาพหรือมีขนาดของธุรกิจสูงมาก  อย่างไรก็ตาม  ล่าสุดหลังจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงและรายได้และกำไรก็ยังไม่เกิดขึ้น  มูลค่าหุ้นก็ลดลงเหลือ “เพียง”กว่า 4,000 ล้านบาท หรือยังเป็นหุ้น 40 เด้งในเวลา 4 ปี

  หุ้นตัวที่สองนั้น  เคยอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก  ย้อนหลังไปปี 2554 บริษัทมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาทเศษแต่ขาดทุนประมาณ 40 ล้านบาท นั่นอาจจะเพราะปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปีนั้น มูลค่าตลาดของหุ้นเองอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาทซึ่งก็ดูไม่ผิดปกติ  ถึงปี 2555 บริษัทก็ฟื้นขึ้นบ้าง แต่พอถึงปี 2556 และ 2557 ธุรกิจของบริษัทก็แย่ลงอาจจะเนื่องจากคู่แข่งที่มีมากขึ้น  รายได้ของบริษัทลดเหลือเพียง 100-200 ล้านบาทต่อปี กำไรปีล่าสุดติดลบถึงเกือบ 100 ล้านบาท  แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นไปสูงมากถึงกว่า 30,000 ล้านบาท หรือเป็นการเพิ่มขึ้น 100 เท่าตัวในเวลา 3 ปี เหตุผลน่าจะเป็นเพราะบริษัทได้ประกาศทำธุรกิจใหม่  “แห่งอนาคต” นั่นก็คือ  “พลังงานทดแทน”  ที่บริษัทได้รับสัญญาขายไฟฟ้ามาแล้วจำนวนมาก  ดังนั้น  แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงในช่วงนี้  หุ้นของบริษัทก็ยังคงราคาอยู่ได้แม้ว่าไตรมาศ 1 ปีนี้บริษัทจะยังแทบไม่มีรายได้และยังขาดทุนอยู่  ดูเหมือนว่าทุกคนมองไปที่อนาคต  ว่าที่จริง บริษัทสามารถเรียกทุนเพิ่มขึ้นได้จำนวนมากเพื่อที่จะทำธุรกิจที่จะ “โตไปได้อีกนาน”

  หุ้น “100 เด้ง” ตัวที่ 3 นั้น  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าบริษัทเคยทำอะไรมาก่อน  แต่ช่วงหลังที่หุ้นบริษัทวิ่งขึ้นมามากนั้นน่าจะเป็นเพราะบริษัทเปลี่ยนไปทำธุรกิจที่มี “อนาคตสดใส” มาก  และสามารถทำได้แทบจะไม่จำกัดนั่นก็คือ  “รายการทีวี”   มองย้อนหลังไปปี 2554 บริษัทมีรายได้ประมาณ 100 ล้านบาทและมีกำไรประมาณ 20 ล้านบาทซึ่งก็น่าจะถือว่าใช้ได้แต่คงเป็นเพราะธุรกิจของบริษัทเป็นธุรกิจ  “ขนาดเล็ก” ที่มีศักยภาพจำกัด มูลค่าหุ้นของบริษัทจึงเท่ากับเพียงประมาณ 50 ล้านบาท  ในปีต่อ ๆ มาก็ดูเหมือนว่าธุรกิจของบริษัทก็ทรง ๆ  และโตขึ้นบ้างในแง่รายได้  แต่กำไรของบริษัทนั้นก็ไม่ไปไหน  ที่สำคัญปี 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของวงการทีวีที่กลายเป็นดิจิตอล  กำไรของบริษัทก็เหลือเพียง 1 ล้านบาทและล่าสุดในไตรมาศ 1 ปี 2558 นั้นบริษัทขาดทุนกว่า 20 ล้านบาท จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 ล้านบาท  แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ  ราคาหุ้นของบริษัทได้เพิ่มขึ้นมโหฬารทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าในเวลา 3 ปีครึ่ง

  นอกจาก “หุ้นปั่น  100 เด้ง” ที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้ว  ยังมี  “หุ้นปั่น 50 เด้ง”  “หุ้นปั่น 20 เด้ง”  และ “หุ้นปั่น 10 เด้ง” ในเวลา 3-4 ปี อีกหลาย ๆ  ตัวที่ผมไม่มีเนื้อที่จะเขียน  แต่ละตัวก็มี “Story” หรือ “วีรกรรม” ที่ “น่าทึ่ง” แต่ที่สำคัญก็คือ  “ซ้ำซาก” ที่กลายมาเป็น  “สิ่งบ่งบอก” หรือ“อาการ” ของ  “หุ้นปั่น”  นั่นก็คือ

  “หุ้นปั่น” มักจะมีอดีตของผลประกอบการที่ย่ำแย่ขาดทุนต่อเนื่องหรือกำไรน้อยมาก   ข้อสองก็คือ  พวกเขาอ้างว่าบริษัทจะมี  “อนาคต” ที่ “สดใสมาก” ที่อาจจะต้องใช้เวลายาวหน่อยแต่ผู้บริหารมั่นใจว่าจะสำเร็จแน่นอน  ข้อสาม พวกเขาต้องการและมักจะต้องเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาในอดีตของบริษัทและนำเงินนั้นมาสร้างธุรกิจใหม่ที่สดใสมากนั้น   ข้อสี่ บ่อยครั้งพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อบริษัทให้สะท้อนถึงความเป็นธุรกิจ  “แห่งอนาคต” ที่น่าตื่นเต้นและทำเงินมหาศาลรวมทั้งอาจจะเพื่อให้คน “ลืม” ความล้มเหลวของอดีต  ข้อห้า  ธุรกิจใหม่ของพวกเขานั้น  บ่อยครั้ง  คำนวณหามูลค่าที่แท้จริงยากเนื่องจากเหตุผลมากมายเช่น  เป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาด  เป็นธุรกิจที่อิงอยู่กับกับอนาคตที่ไกลและไม่แน่นอน  เป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับภาวะหรือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้  และเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีกำไรแต่คาดว่าจะเติบโตมหาศาล  เป็นต้น   และสุดท้าย  หุ้นปั่นแทบจะทุกตัวนั้น  จะใช้เทคนิค “วิศวกรรมทางการเงิน” เช่น  แตกพาร์  แจกวอแร้นต์ฟรี เพื่อสร้างความรู้สึกว่าหุ้นถูกและผู้ถือหุ้นหรือคนเล่นหุ้นได้ผลประโยชน์ “ฟรี”

  คำถามสุดท้ายก็คือ  หุ้นปั่นนั้น  บางทีสามารถขึ้นไปได้ 100 เท่าแต่ขาดทุนได้แค่ 100% น่าเล่นหรือไม่?  คำตอบของผมก็คือ  โอกาสของคนเล่นที่จะได้กำไรขนาดนั้นมีน้อยมากถ้าไม่ใช่เจ้ามือ  แต่โอกาสที่หุ้นปั่นราคา 100 บาทที่เราถืออยู่จะเหลือ 1 บาทกลับมีมากกว่า  ดังนั้น คำตอบของผมก็คือ  ถ้าเจอหุ้นที่มีอาการเป็น “หุ้นปั่น” ดังที่ว่า  เราก็ควรจะถอยห่างไว้  มิฉะนั้น  เราอาจจะทนไม่ไหวที่จะเข้าไปเล่น


Monday, September 29, 2014

สัญลักษณ์ฟองสบู่ ( ของหุ้นตัวเล็ก )



    ผมติดตามภาวะของตลาดหุ้นไทยมานานนับถึงวันนี้ก็คงประมาณ 20 ปีแล้ว  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ดัชนีตลาดหุ้นและราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นลงค่อนข้างแรง  ปีหนึ่งน่าจะผันผวนขึ้นลงอาจจะเฉลี่ยถึง 25%  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงที่หุ้นขึ้นไปสูงนั้น  ผมก็ไม่ได้คิดว่าราคาหุ้นเป็น  “ฟองสบู่” อะไรมากมายนัก  ดังนั้น  ผมจึงไม่เคยคิดที่จะขายหุ้นเพราะคิดว่าราคามันแพงเกินไป  แต่ในช่วงหลังสองสามปีที่ผ่านมานี้  ผมกลับรู้สึกว่าราคาหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นไปมากจนหาหุ้นที่มีราคาถูกยากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้แต่หุ้นที่ผมถืออยู่ซึ่งเน้นหุ้นที่เป็นแนว  “ซุปเปอร์สต็อก” ก็มีราคาแพงขึ้นมาก  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่ผมรู้สึกว่ามีราคาแพงสุด ๆ  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นอะไรก็คือหุ้นตัวเล็ก ๆ  จำนวนมากโดยเฉพาะที่มีข่าวหวือหวาที่สามารถกระตุ้นราคาหุ้นได้  การปรับขึ้นของราคาหุ้นที่ผมเห็นอยู่นี้  ผมคิดว่ามันเป็น  “ฟองสบู่”  อย่างชัดเจนโดยที่ผมเห็น  “สัญญาณ”  ต่าง ๆ  มากมายดังต่อไปนี้

         สัญญาณตัวแรกซึ่งเป็นสัญญาณที่เชื่อถือได้มากในทุกครั้งที่เกิดฟองสบู่หุ้นก็คือ  หุ้นเข้าตลาดครั้งแรกหรือหุ้น IPO โดยเฉพาะในหุ้นตัวเล็กที่มีความต้องการล้นหลามและเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดเป็นวันแรกนั้นราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปแรงมาก  หลาย ๆ  ตัวหุ้นขึ้นไปชนเพดานที่ 200%  หุ้นที่ขึ้นไปเพียง 40%-50% บางทีกลายเป็นที่  “น่าผิดหวัง”  สัญญาณที่แรงขนาดนี้ของหุ้น IPO  ก็อาจจะพอบอกได้ถึงการเก็งกำไรที่ร้อนแรงและเป็นสัญญาณว่ามี  “ฟองสบู่” ได้แล้วในหุ้นตัวเล็ก  แต่เรายังมีสัญญาณอื่น ๆ  อีกมาก

          สัญญาณที่สองก็คือ  ความแพงของหุ้นตัวเล็กที่วัดจากค่า PE PB และ Dividend Yieldหรืออัตราปันผลของหุ้นในตลาดหุ้น MAI ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นขนาดเล็ก  โดยค่า PE ของตลาด MAI เท่ากับประมาณ 80 เท่า ค่า PB ประมาณ 5 เท่า  และปันผลประมาณ 1%  นี่เป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าหุ้นขนาดเล็กโดยเฉลี่ยมีราคาที่แพงมาก  ถ้าจะให้เดา  มันคงเป็นความแพงที่เหนือกว่าความแพงของตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาที่เป็นหุ้นไฮเท็คในช่วงปี 1999 ที่เกิดฟองสบู่และตลาดถล่มลงในปี 2000 ที่ทำให้ดัชนีหุ้นลดลงถึง 50% ในเวลาอันสั้น  ผมก็ได้แต่หวังว่าถ้าของเราเป็นฟองสบู่จริงและ “แตก”  มันจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น

          สัญญาณที่สามที่ผมไม่ได้ทำสถิติแต่ใช้การสังเกตไปเรื่อย ๆ  ซึ่งพบว่ามีการเล่นหรือซื้อขายหุ้นตัวเล็กในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับ Market Cap. ของบริษัท  มองคร่าว ๆ ผมคิดว่าการซื้อขายต่อวันของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงหลัง ๆ  นี้คิดแล้วน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2%-3% ต่อวัน  ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์มีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.3%  หรือพูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ  หุ้นตัวเล็กนั้น  มีการ “หมุนหุ้น” เป็นเกือบ 10 เท่าของหุ้นตัวใหญ่  สำหรับผมแล้ว  หุ้นที่มีการซื้อขายถึง 1% ของ Market Cap. ต่อวันก็ต้องถือว่ามีการเก็งกำไรสูงมากแล้ว  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  ถ้าดูหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 10 หรือ 20 อันดับในแต่ละวันก็จะพบว่าบ่อยครั้งประกอบไปด้วยหุ้นตัวเล็กกว่าครึ่งหรืออย่างน้อยก็ต้องมีหุ้นตัวเล็กแทรกมาหลาย ๆ ตัว  ซึ่งผมคิดว่าในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่หุ้นที่มี Market Cap. เพียงพันหรือสองพันล้านบาทจะมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่าหุ้นที่มีขนาดหลายแสนล้านบาทได้

           สัญญาณที่สี่เป็นเรื่องของ “Story” หรือข่าวต่าง ๆ  รวมถึงเรื่องของ “Concept” หรือหุ้นที่มีแนวคิดหรือโมเดลทางธุรกิจที่ “น่าตื่นเต้น”  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือเป็นหุ้นที่สามารถ  “สร้างจินตนาการ” ที่บรรเจิด  ในประเด็นนี้ก็คงคล้าย ๆ  กับหุ้นไฮเท็คในตลาด Nasdaq ในช่วงฟองสบู่ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาที่ “สูงสุดฟ้า”  เพราะนักลงทุน “ฝัน” ว่ามันจะ  “ปฏิวัติโลก” ของสิ่งต่าง ๆ  ด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  สำหรับหุ้นตัวเล็กของไทยในช่วงนี้คงไม่ถึงขนาดนั้น  แต่มันก็มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นไปได้มหาศาล  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ราคาหุ้นของไทยในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมและคนเข้ามาเล่นหุ้นกันมากนั้น   แม้แต่เรื่องราวเล็ก ๆ  แต่ขอให้มันมีประเด็นและอิงไปได้ว่ามันจะทำให้บริษัท  “โต”  แบบก้าวกระโดดเท่านั้น  หุ้นก็จะวิ่งไปได้มาก

           สัญญาณที่ห้าก็คือ  นักวิเคราะห์หุ้นที่เป็นมืออาชีพบางคนจะมีการใช้เทคนิคในการประเมินมูลค่าบริษัทที่มี  “ความคิดสร้างสรรค์” สูงขึ้นเรื่อย ๆ  การให้ค่า PE ของบริษัทอาจจะอิงจากค่า PE ในอดีตที่ผ่านมาที่สูงลิ่วและอาจจะบวกค่าการ “เติบโต” ในอนาคตที่จะ  “ก้าวกระโดด”  นอกจากนั้น  มีการใช้ค่า PEG หรือค่า PE ต่อค่า G หรือการเจริญเติบโตที่สูงลิ่วมาแทนค่า PE ซึ่งอาจจะทำให้หุ้นสามารถมีค่า PE สูง 50-60 เท่าได้โดยที่หุ้นยัง  “ไม่แพง” ได้  หุ้นบางตัวนั้นเนื่องจากยังไม่มีกำไรหรือมีกำไรน้อยมาก  การใช้ PE ก็เป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  วิธีการใช้ Discounted Cashflows หรือการใช้กระแสเงินสดในอนาคตที่ยาวไกลที่บริษัทจะได้รับมาเป็นฐานในการคำนวณจึงเป็นวิธีที่ใช้กันมากขึ้น  และด้วยวิธีการนี้  การ  “เล่นตัวเลข”  ก็ง่ายขึ้นมาก  พูดอย่างหยาบ ๆ  ก็คือ  คุณแทบจะทำ “มูลค่าที่เหมาะสม”  ของบริษัทให้เป็นเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับ  “สมมุติฐาน” ที่ใช้

           สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่ติดอันดับหนังสือขายดีบนแผงหนังสือนั้น  มีมากมายกว่าหนังสือแนวอื่น  นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปีมาแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงหลัง ๆ  นี้  หนังสือแนวการลงทุนที่เน้นการ  “เทรด”  หรือซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จะขายดีกว่าหนังสือที่เน้นแนว VI  แท้ ๆ  ที่เน้นการลงทุนระยะยาวซึ่งเป็นการแสดงว่าคนสนใจการ “เก็งกำไร”  มากขึ้นโดยเปรียบเทียบ

           สัญญาณทั้งหมดที่พูดถึงนั้นดูเหมือนว่าผมจะเน้นเฉพาะหุ้นตัวเล็ก  แต่จริง ๆ  แล้ว  หุ้นทั้งตลาดไทยเองนั้นก็มีสัญญาณของ  “ฟองสบู่” ที่กล่าวถึงเช่นกันแม้ว่าดีกรีหรืออัตราความรุนแรงจะไม่เท่ากัน  ตัวอย่างเช่น  หุ้น IPO ตัวใหญ่ก็มีราคาปรับขึ้นมากกว่าในภาวะปกติมาก  ค่า PE และ PB ของตลาดหลักทรัพย์เองก็สูงลิ่วเมื่อเทียบกับอดีตและกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ  ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดโดยรวมก็สูงลิ่วและสูงที่สุดในอาเซียนทั้ง ๆ  ที่ขนาดของตลาดเล็กกว่าสิงคโปร์หรือมาเลเซีย  หุ้นตัวใหญ่ของไทยเองก็มีการเล่นกันด้วย Story ต่าง ๆ  ไม่น้อย  Growth หรือการเจริญเติบโตของบริษัทกลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนใช้ในการ “ขับดัน”  ราคาหุ้นที่ผมคิดว่า  “มากเกินไป”  เหตุผลก็คือ  มันอาจจะเป็นการโตได้แค่ช่วงสั้น ๆ  ปีหรือสองปีเนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า  ส่วนในประเด็นของนักวิเคราะห์เองนั้น  พวกเขาไม่ได้ใช้ “เทคนิคที่สร้างสรรค์” เฉพาะบริษัทเล็กเท่านั้น  และสุดท้ายก็คือเรื่องของหนังสือเกี่ยวกับหุ้นนั้น  มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นโดยรวมของไทยเองนั้น  ได้รับความสนใจอย่างมากซึ่งก็หมายถึงว่าราคาของมันน่าจะสูงจากความต้องการซื้อของคน


          ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  หุ้นตัวเล็กนั้นมี  “ฟอง” อย่างแน่นอนเพราะสัญญาณนั้นชัดเจนมาก  และไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมคิดว่ามันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการ “แตก” ในระดับหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว  ประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ  เหตุการณ์ในตลาดหุ้นหลาย ๆ  ประเทศมันบอกอย่างนั้น  แต่สำหรับตัวตลาดหลักทรัพย์เองนั้น  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็น  “ฟอง” ไหม  ความเชื่อส่วนตัวก็คือ  มันคงมีบ้าง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  มันเป็นเรื่องยากที่ฟองจะเกิดเฉพาะในหุ้นเล็กโดยที่ภาวะของหุ้นใหญ่หรือหุ้นโดยรวมไม่เอื้ออำนวย

Sunday, March 9, 2014

Value Investor หุ้นตัวเล็ก - ตัวใหญ่ มุมมอง VI

        


          Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้  หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก

        ลองมาดูกันว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงอยู่ที่ไหน

          ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น มักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปี นั้นน่าจะทำได้ยากมาก ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นบางบริษัทสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน แนวความคิดก็คือ หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงและมักอยู่ในตลาดที่อิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัวแล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะโตต่อไปก็จะน้อยลงในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะอยู่ในธุรกิจที่ตลาดกำลังโตหรือไม่ก็ยังเป็นกิจการที่เล็กและมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ดังนั้น จึงสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้

           ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในเรื่องของตลาดที่อิ่มตัวนั้นบ่อยครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่าการเติบโตระดับที่เกินปีละ 15-20 % ในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่นั้น ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่การโตปีละ 7-10% ก็น่าจะยังทำได้อยู่ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นในเมืองไทยก็คือ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่ม “Go Inter” นั่นคือเริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และถ้าหากว่าทำสำเร็จ ข้อจำกัดเรื่องตลาดอิ่มตัวก็จะหมดไป ดังนั้น บริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสโตไปได้เรื่อย ๆ ในระดับที่น่าประทับใจซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นยังสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ นี่ทำให้ผมนึกถึงหุ้นโค๊กที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ลงทุนเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนในช่วงนั้นถ้าไม่คิดถึงตลาดต่างประเทศแล้วโค๊กก็น่าจะเป็นหุ้นที่ “อิ่มตัว” เพราะคนอเมริกันทุกคนดื่มโค๊กกันแทบจะแทนน้ำแต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะเมื่อจีนและประเทศกำลังพัฒนาเปิดกิจการโค๊กก็โตขึ้นจากการขยายกิจการไปต่างประเทศและทำให้หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นมหาศาล

            แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่เติบโตสูงนั้นสามารถเติบโตได้มากกว่าหุ้นตัวใหญ่แต่ความเสี่ยงของหุ้นตัวเล็กก็สูงกว่ามาก ถ้ามองจากสถิติโดยรวมบางทีก็อาจจะพบว่าหุ้นตัวเล็กจำนวนมากนั้น ไม่ได้โตไปไหนเลย เคยเล็กอย่างไรก็เล็กอย่างนั้น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่โตขึ้นนั้น บางทีก็โตแบบไม่มีคุณภาพ นั่นคือ โตโดยที่กำไรไม่เพิ่มหรือโตโดยที่ต้องลงทุนไปมากจนแทบไม่คุ้มที่จะโต อาจจะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่โตจริงและโตมากซึ่งทำให้เกิดภาพว่าหุ้นตัวเล็กโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความเสี่ยงในแง่ของธุรกิจนั้น หุ้นตัวเล็กก็น่าจะสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ดังนั้น สำหรับ VI หรือนักลงทุนที่ไม่ใช่ “เซียน” แล้ว การเล่นหุ้นตัวเล็กก็อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า ถ้าจะพูดไป การลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ที่ยังเติบโตดีในระดับ 15% ต่อปีนั้นผมคิดว่าดีกว่าเล่นหุ้นตัวเล็กที่มีโอกาสโต 30% แต่ความเสี่ยงสูงกว่ามาก

                ประเด็นที่สอง คือเรื่องที่หุ้นตัวเล็กนั้นไม่มีนักวิเคราะห์หุ้นติดตามหรือวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้น หุ้นตัวเล็กส่วนใหญ่จึงถูก “มองข้าม” หุ้นหลายตัวอาจจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากเรียกว่าเป็นหุ้นที่ “Under Valued” สุด ๆ จึงเป็นโอกาสที่ VI จะสามารถเข้าไปซื้อและทำกำไรได้มหาศาลหลังจากที่คนจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักถึงมูลค่าของมันและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก

             ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในภาวะที่ตลาดหุ้นบูม มีการเก็งกำไรสูงอย่างในปัจจุบันนั้น หุ้นตัวเล็กกลับกลายเป็นหุ้นยอดนิยม ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่ได้ทำรายงานการวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่วิเคราะห์เลยแต่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นแนว VI
ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากและมีความสามารถสูงไม่แพ้นักวิเคราะห์ก็หันมาสนใจหุ้นเล็ก ๆ เหล่านี้ ดังนั้น ที่บอกว่าหุ้นตัวเล็กนั้นเป็นหุ้นที่ถูกมองข้ามนั้น ในอดีตอาจจะเป็นจริง แต่ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามีน้อยลงไปมาก ว่าที่จริงถ้าดูกันที่ค่า PE ซึ่งบ่งบอกถึงความถูกความแพงของหุ้นโดยรวมแล้ว หุ้นตัวเล็กไม่ได้ถูกกว่าหุ้นตัวใหญ่เลย ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า หุ้นตัวเล็กนั้น ในขณะนี้ไม่ได้ถูก “มองข้าม” อีกต่อไป และดังนั้น หุ้นตัวเล็กก็ไม่ได้ Under Valued ตรงกันข้าม จำนวนไม่น้อยน่าจะ Over Valued ด้วยซ้ำ

            ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นมีโอกาสที่จะถูก “แจ็คพ็อต” คืออาจจะทำกำไรได้หลาย ๆ “เด้ง” หรือหลาย ๆ เท่าหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น บางทีไม่ถึงปีในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็มักจะไม่สามารถทำกำไรแบบนั้นได้ ถ้าจะโตระดับนั้นได้ก็มักจะต้องอาศัยเวลาหลาย ๆ ปี ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทน “ระดับเทพ” ได้

           ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องที่เราจะต้องเลือกว่าเราจะไปในเส้นทางไหน นั่นก็คือ จะเติบโตอย่างปลอดภัยและไปช้ากว่า หรือจะโตอย่างรวดเร็วแต่เสี่ยงที่จะล้มเหลวเมื่อหุ้นที่อาจจะโตหลายเด้งนั้นกลายเป็นลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จสูงมากในระยะยาวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนดีผิดปกติในปีใดปีหนึ่งแต่ขึ้นอยู่กับความคงเส้นคงวาของผลตอบแทนที่ดีปีแล้วปีเล่า วอเร็น
บัฟเฟตต์ เองนั้น ไม่เคยมีปีใดที่เขาสามารถทำผลตอบแทนของพอร์ตได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่สถิติระยะยาวของเขาไม่มีคนเทียบได้ และเขาแทบจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวเล็กเลย

           ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหุ้นตัวเล็กว่าที่จริงในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่ผมมักจะลงทุนในหุ้นตัวเล็ก และทุกวันนี้ผมก็คิดว่าโอกาสในหุ้นตัวเล็กก็ยังดีกว่าหุ้นตัวใหญ่แม้ว่าหุ้น ตัวเล็กสำหรับผมในปัจจุบันอาจจะเป็น “หุ้นขนาดกลาง” มากกว่า อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเหตุผลในการลงทุนในหุ้นตัวเล็กหลายๆ เรื่องนั้นในปัจจุบันมีน้ำหนักน้อยลงไป พูดง่ายๆ หุ้นตัวเล็กไม่ใช่ขวัญใจของผมและผมไม่เน้นหุ้นตัวเล็ก ไม่ใช่แค่เพราะว่าหุ้นตัวเล็กหาซื้อหุ้นยากไม่มีสภาพคล่อง แต่เป็นเพราะว่าหุ้นตัวเล็กนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเข้มแข็งหรือความโดดเด่นพอในแง่ของธุรกิจ ซึ่งทำให้การลงทุนระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่าย เช่นเดียวกัน ความเสี่ยงก็มักจะสูงกว่าที่ผมอยากจะรับ

ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร