Showing posts with label ตลาดหุ้นไทย. Show all posts
Showing posts with label ตลาดหุ้นไทย. Show all posts

Monday, March 7, 2016

หุ้นเล็กโต(ไม่)ไว / โดยดร.นิเวศน์

   

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ดูเหมือนว่าจะปรับตัวดีขึ้นมากและดีกว่าประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียและในโลกอีกหลายประเทศ  เรียกว่า  “หักปากการเซียน”  หลายคนที่มองว่าปีนี้คงเป็นปีที่ไม่ดีนักเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งในและต่างประเทศ  นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 7% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1288 จุดเป็น 1380 จุด ไม่นับรวมเงินปันผล  อย่างไรก็ตาม  การปรับตัวขึ้นของหุ้นในรอบนี้ดูเหมือนว่าจะ  “ไม่ทั่วฟ้า”  เพราะนักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าเขาไม่ได้กำไรเลย  บางคนยังขาดทุนด้วยซ้ำเพราะหุ้นที่ตนเองถือหรือเล่นอยู่นั้นไม่ได้ขึ้นแถมบางตัวกลับตกลงมาอีก  ดูเหมือนว่าหุ้นที่ขึ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นหุ้นบลูชิพหรือหุ้นที่มีความแข็งแกร่งที่ก่อนหน้านี้ตกลงมาเนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม  เช่นหุ้นพลังงาน  หุ้นแบ้งค์  หุ้นสื่อสารและค้าปลีก  เป็นต้น  ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนรายย่อย  ลองมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “หุ้นเล็กที่โตไว” ที่เคยเป็นขวัญใจของคนจำนวนมาก

มองจากดัชนีของหุ้นตัวเล็กคือ MAI ในช่วงที่ผ่านตั้งแต่ต้นปีถึง 4 มีนาคม 59 ก็จะพบว่า  ดัชนีแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลงจากประมาณ 523 จุดเป็น 496 จุดหรือเป็นการลดลงประมาณ 5% ไม่นับรวมปันผล  ส่วนต่างจากผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ก็คือ  -12% ในเวลาแค่ 2 เดือนกว่า  เหตุผลนั้นผมเชื่อว่าเป็นเพราะราคาของหุ้นตัวเล็กนั้น  “แพงมาก”  อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้หลายครั้ง  และแม้ถึงวันนี้ก็ดูเหมือนว่ายังแพงอยู่มากเนื่องจากค่า PE ของหุ้นตลาด MAI ก็ยังสูงถึง 55 เท่า และค่า PB ก็สูงถึง 3 เท่า  เปรียบเทียบกับค่า PE ของตลาดใหญ่ที่ 20 เท่าและค่า PB เท่ากับ1.8 เท่า  โดยที่ปันผลตอบแทนหรือ Dividend Yield ก็ต่ำแค่ 1.62% เทียบกับตลาดใหญ่ที่ 3.37%  ดังนั้น  การที่หุ้นในตลาด MAI  ไม่ไปไหนจึงไม่น่าประหลาดใจในแง่ของราคาหุ้น  แต่หลายคนก็อาจจะยังคิดว่านี่เป็นเรื่อง  “ชั่วคราว”  หลายคนอาจจะคิดต่อว่า  การที่หุ้นขึ้นรอบนี้เป็นเพราะเม็ดเงิน  “Fund Flow” ที่มาจากนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อหุ้นสุทธิหลายพันล้านบาทในช่วงที่ผ่านมาซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง  แต่ถ้ามองในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแล้ว  หุ้นเล็กก็ยังน่าลงทุนกว่า  เพราะแม้ว่าราคาจะแพง  แต่การเติบโตก็จะสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก  และการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก—เหมือนอย่างที่เป็นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

และนี่ก็นำไปสู่การศึกษาเล็ก ๆ  ของผมว่าในระยะยาวแล้ว  การเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของไทยนั้น  ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่จริงไหม  ในต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐนั้นมีการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นขนาดเล็กนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด  คิดแล้วผลตอบแทนของหุ้นขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 2-3% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งเมื่อทบต้นเงินไปเรื่อย ๆ  ก็จะทำให้คนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมีกำไรสูงกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาก็บอกต่อไปอีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มากเช่นเดียวกัน  นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาปีต่อปีนั้น  หุ้นเล็กอาจจะขาดทุนอย่างหนักกว่าหุ้นใหญ่มาก  และบางช่วงเวลาซึ่งอาจจะเป็น 10 ปีเลยที่หุ้นขนาดเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่แพ้หุ้นขนาดใหญ่  ดังนั้น  คนลงทุนในหุ้นตัวเล็กจะต้องใจแข็งและอาจจะต้องมีเงิน  “เย็น”  มาก ถึงจะเหมาะสมที่จะเล่นหุ้นตัวเล็ก  ทีนี้มาลองมาดูกันว่าหุ้นตัวเล็กของไทยจะเป็นอย่างของอเมริกาไหม

สถิติของดัชนีหุ้น MAI นั้นเรามีย้อนหลังไปถึงประมาณเดือนกันยายน 2545 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยได้ผ่านวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดในปี 2540 แล้วและกำลังเริ่มเข้าสู่ยุค “บูม” สุดขีดในปี 2546 ที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นปีเดียวกว่า 100%  ในปี 2546 นั้น  ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นถึง 117%  ดัชนีหุ้นตลาด MAI กลับปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าถึง 169%   แต่แล้วในปีต่อมา  ขณะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงในลักษณะที่น่าจะเรียกว่า Correction  หรือปรับลงมาเล็กน้อยหลังจากขึ้นไปสูงมากในอัตรา -14%   ดัชนี MAI กลับทิ้งดิ่งลงมาถึง 45%  นี่แทบจะเรียกว่า  “หายนะ”  สำหรับคนที่เข้าไปเก็งกำไรซื้อหุ้นในยามที่มันร้อนแรงและขึ้นไปมากก่อนหน้านั้น

หลังจากสร้าง “วีรกรรม”  การขึ้นลงของหุ้นที่หวือหวามากตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ ๆ    หุ้นในตลาด MAI  ก็มีความผันผวนรุนแรงกว่าหุ้นในตลาดใหญ่มาตลอด  การขึ้นลงปีต่อปีในระดับบวกลบ 40% แทบจะเป็นเรื่องปกติ  เช่นเดียวกับที่ผลตอบแทนปีต่อปีที่แตกต่างจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ถึง 20-30% ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน  โดยเฉลี่ยแล้ว  ผลตอบแทนต่อปีของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงประมาณ 13 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับประมาณ 23.2%  ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเท่ากับ  16.7%  ในช่วงเวลาเดียวกัน  ส่วนต่างก็คือประมาณ 6.5%  และถ้าเราดูคร่าว ๆ  แบบนี้ก็อาจจะเข้าใจผิดว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  เพราะแม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนสูงกว่า  แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็สูงกว่ามาก  แต่นี่เป็นข้อมูลที่  “ลวงตา”

ความเป็นจริงก็คือ  ถ้าเราลงทุนในหุ้นตลอดเวลา  และไม่รู้ว่าปีไหนหุ้นตัวเล็กจะดีหรือปีไหนหุ้นตัวใหญ่จะดี  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็จะไม่เท่ากับค่าเฉลี่ยรายปีดังกล่าว  เราต้องใช้  “ค่าเฉลี่ยรายปีแทบทบต้น”  ซึ่งจะต่างจากค่าเฉลี่ยรายปีแบบธรรมดามาก  ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละปีผลตอบแทนมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน  ยิ่งความผันผวนสูง  ผลตอบแทนแบบทบต้นก็จะต่ำลง  ลองคิดดูว่าถ้าปีแรกเราได้กำไร 100%  จากเงิน 100 บาทกลายเป็น 200 บาท  แต่ปีที่สองเราขาดทุน 50% เงิน 200 บาทก็กลายเป็น 100 บาท  เท่ากับว่า 2 ปี  เราไม่ได้ผลตอบแทนเลย  แต่ถ้าคิดเฉลี่ยแบบธรรมดาจะบอกว่าเราได้กำไร 50% ใน 2 ปี  หรือกำไรปีละ 25% ซึ่งไม่จริงเลย

ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นในช่วงประมาณ 13 ปีครึ่งนับจากเปิดตลาด MAI ถึงวันนี้ก็คือดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 13% ต่อปี  เมื่อรวมปันผลอีกประมาณ 1.6% ก็จะเท่ากับ 14.6% ต่อปี  ถ้าลงทุน 1 ล้านบาทในต้นปี 2546 ถึงวันนี้เงินก็จะโตเป็นประมาณ 6.3 ล้านบาท  ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นช่วง “ทศวรรษทอง” ของการลงทุนในตลาด MAI  แต่เมื่อดูการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็พบว่า  ดัชนีตลาดเองก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 11.1% และเมื่อรวมปันผลประมาณ 3.4% ก็เท่ากับ 14.5% ต่อปี  เงินลงทุน 1 ล้านบาทจะกลายเป็นประมาณ 6.23 ล้านบาทในปัจจุบัน   เกือบจะเท่ากับผลตอบแทนจากตลาด MAI เหมือนกันและก็ต้องถือว่าเป็น  “ทศวรรษทอง”  ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นเดียวกัน  โดยที่ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่นั้นต่ำกว่าหุ้นตัวเล็กในตลาด MAIมาก

ข้อสรุปของผมก็คือ  ในช่วงเวลากว่า 13 ปีที่มีตลาดหุ้น MAI  นั้น  สิ่งที่เราคิดว่าหุ้นตัวเล็กจะ  “โตไว”  กว่าหุ้นตัวใหญ่นั้น  ไม่จริง  แต่ถ้าบอกว่าหุ้นตัวเล็ก  “เสี่ยงกว่า”  คำตอบก็น่าจะใช่  แน่นอนว่ามีหุ้นตัวเล็กบางตัวที่อาจจะเป็น  “อภินิหาร” โตเร็วมาก  ทำกำไรให้กับนักลงทุนเป็น 10 หรือ 100 เท่า  แต่ก็มีหุ้นตัวเล็กอีกไม่น้อยที่ทำให้คนถือขาดทุนกว่า 90%  การขาดทุนนั้นไม่ทำให้เป็นที่โจษจัน  แต่การทำกำไรนั้นถูกเป่าประกาศออกไปมากมายและนั่นก็ให้เกิด  “ภาพลวง” ที่ว่า  “ถ้าอยากรวยเร็วต้องเล่นหุ้นตัวเล็ก”  แต่โอกาสที่จะรวยเร็วนั้นผมคิดว่ามีน้อยมากถ้าเราไม่ใช่คนที่รู้ดีและมีปัจจัยพิเศษในการเล่นจริง ๆ  ดังนั้น  คำแนะนำของผมก็คือ  ถ้าเราไม่แน่จริง  อย่าเล่นหรือลงทุนในหุ้นตัวเล็ก  โดยเฉพาะที่เขาคุยว่าจะโตเร็ว

Thursday, December 24, 2015

แชมป์ตลาดหุ้น / โดย คนขายของ

   
    คุณคิดว่าดัชนีตลาดหุ้นประเทศไหนที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา?  ถ้าหาก เราตัดประเทศที่เงินเฟ้อสูงมากๆอย่างเวเนซูเอล่า ที่ดัชนีขึ้นมา 275% แต่เงินเฟ้อราว 800% และ ประเทศที่ตลาดหุ้นยังมีขนาดเล็กมากๆ บางประเทศออกไป เราจะประหลาดใจมากว่าประเทศ ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมากที่สุดนั้นไม่ใช่ประเทศที่เป็นข่าวบ่อยๆ เช่น อเมริกา, จีน หรือ ญี่ปุ่น และก็ไม่ใช่ประเทศในตลาดเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย หรือ เวียดนาม แต่เป็นประเทศเดนมาร์ก ประเทศที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน ปีนี้ดัชนี OMX Copenhagen 20 Index ขึ้นมา 34% ในขณะที่ประเทศขนาดใหญ่ในยุโรปอย่างเยอรมันนีดัชนีขึ้นมา 9.5% และ อังกฤษดัชนีติดลบ 7% จริงๆ แล้วตลาดหุ้นเดนมาร์กร้อนแรงมาตลอด ขึ้นจากจุดต่ำสุดตอนวิกฤตปี 2008 ถึง 4 เท่า เรียกว่าขึ้นมาพอๆ กันกับตลาดหุ้นไทย และเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 10 ปี จาก 24 ประเทศพัฒนาแล้วที่รวบ รวมโดย Bloomberg

ประเทศเดนมาร์ก หรือที่คนไทยรู้จักฉายาในนาม “แดนโคนม” แท้ที่จริงแล้ว GDP ของเดนมาร์ก มาจากภาคการเกษตรเพียงแค่ 1.5% ตัวเลข GDP Growth ของเดนมาร์กในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ราวๆ 0.5% ต่อปี แต่ทำไมดัชนีหุ้นถึงปรับตัวได้สูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาก ต่างจากประเทศเกิดใหม่บางประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่ดัชนีตลาดหุ้นไม่ ไปไหน? ผมลองศึกษากิจการที่ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี OMX แล้วพบว่า เดนมาร์กมีบริษัท ชั้นนำของโลก อยู่พอสมควร แต่นั่นยังไม่มีน้ำหนักพอที่สนับสนุนความร้อนแรงของตลาดหุ้นเดนมาร์ก เมื่อเจาะลึก ลงไปอีกผมพบว่า 30% ของบริษัทในดัชนี OMX เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมยาและ เทคโนโลยีชีวภาพ ประเด็นนี้น่าจะมีน้ำหนักพอที่ผลักดันดัชนี OMX ให้สูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

  บริษัท Novo Nordisk เป็นบริษัทเวชภัณฑ์ยักษใหญ่ของเดนมาร์ก มีมูลค่ากิจการสูงถึง 4 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าบริษัท ปตท. ของไทยถึง 6 เท่า เป็นบริษัทยาที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน มีฐานการผลิตอยู่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, จีน และ บราซิล บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 83% และ มีกำไรสุทธิราวๆ 30% กำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 5 ปีเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี และมี ROE สูงมากที่ 64% ในปี 2015 ราคาหุ้นของบริษัทขึ้นมาถึง 50% ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ผลักดันให้ OMX มีผลงานที่โดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆในยุโรป    

  เมื่อมาศึกษาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสุงสุด 10 บริษัทในตลาด NYSE และ NASDAQ ในปี 2015 พบว่าจาก 10 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด มีถึง 6 บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น หุ้นของ Eagle Pharmaceuticals เป็นบริษัทยาที่เน้นยาฉีดเป็นพิเศษ อยู่ในตลาด NASDAQ ตอนนี้มีมูลค่ากิจการ ราวๆ 56,000 ล้านบาท ราคาขึ้นมาจากตอนต้นปี 5 เท่า อีกบริษัทหนึ่ง Nymox Pharmaceutical เป็นบริษัทที่เน้นการคิดค้นยารักษามะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นบริษัทที่เล็กมากๆ ในตลาด NASDAQ แต่ราคาหุ้นร้อนแรงมาก ขึ้นมาถึง 8.5 เท่าในปีนี้

  Moody’s Investor Service ได้ออกรายงานในปีที่แล้วประมาณว่า ณ ปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศ เท่านั้น คือ เยอรมัน, ญี่ปุ่น และ อิตาลี ที่มีผู้ที่อายุเกิน 65 ปีมากกว่า 20% ของประชากรในประเทศ   แต่ตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้น โดยภายในปี 2020 จะมี 13 ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และ ภายในปี 2030 จะมีถึง 34 ประเทศ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าตลาดถึงให้มูลค่าของบริษัทใน อุตสาหกรรมยา และ เทคโนโลยีชีวภาพในระดับที่สูงมาก

  ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนก็ได้เห็นแนวโน้มแบบเดียวกันนี้ในประเทศไทย โดยหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล ของไทยได้มีการปรับตัวขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ PE ของกลุ่มโรงพยาบาล ในเมืองไทยตอนนี้ มีเกินครึ่งที่ PE มากกว่า 30 เท่า เงินปันผลได้ราวๆ 1% นิดๆ ด้วยมูลค่าที่สูง ขนาดนี้ ผมคิดว่านักลงทุนไทยถ้าสนใจลงทุนในกลุ่มนี้จริงจัง ลองพิจารณาหุ้นระดับโลกหลายๆตัวใน กลุ่มนี้ดู เราอาจจะได้เจอบริษัทที่แข็งแกร่งกว่าในด้านคุณภาพ และยังถูกกว่าในด้านราคาก็เป็นได้

Sunday, November 1, 2015

Corner / ดร.นิเวศน์

       บ่อยครั้งในตลาดหุ้นจะมีหุ้นบางตัวที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่ว  “เกินพื้นฐาน”  ไปมากโดยที่หา “เหตุผล” ไม่ได้  หุ้นที่มี PE เป็น 50 หรือ 100 เท่า และค่า PB สูง 5 หรือ 10 เท่านั้น  โดยปกติก็จะต้องเป็น  “Super Stock” นั่นคือ  มันควรที่จะมีคุณสมบัติทางธุรกิจดีเยี่ยม  มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือกว่าคู่แข่ง  มีกำไรดี  มีการเติบโต  มีฐานะทางการเงินดี  มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และอื่น ๆ  อีกมาก  หรือไม่อย่างนั้นหุ้นก็อาจจะต้องเป็นกิจการที่กำลัง “ฟื้นตัว” จากภาวะวิกฤติและกำไรอาจจะยังไม่มาแต่เห็นได้ชัดว่ากำไรจะโตก้าวกระโดดในไม่ช้า  แต่หุ้นแบบนี้ก็จะต้องมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดที่ต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจของบริษัทวัดจากยอดขายและเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน


หุ้นที่มีราคาแพงมากโดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกหรือไม่ได้เป็นหุ้นที่กำลังฟื้นตัว  และที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกันที่มีคุณสมบัติดีกว่า  มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือกว่า  มียอดขายและกำไรสูงกว่าและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่า  แต่หุ้นกลับมีราคาแพงกว่าและบ่อยครั้งมีมูลค่าตลาดของหุ้น หรือ Market Cap. สูงกว่านั้น  คำอธิบายก็มักจะออกมาว่าเป็นเพราะนักลงทุนคาดว่าบริษัทจะ  “โตเร็วกว่า”  แต่ถ้าดูจริง ๆ  ก็จะพบว่ามันก็คงไม่โตเร็วนัก และถึงโตเร็วกว่าบ้าง  แต่มันก็คงจะไม่เท่าคู่แข่งที่โตกว่ามากในเวลาอันสั้น  ดูอย่างไรมันก็อธิบายไม่ได้ว่าราคามันสูงขนาดนั้นได้อย่างไรมองในแง่ของ  “พื้นฐาน”  และนั่นก็นำมาสู่เรื่องของการ “เก็งกำไร” และการ “ปั่นหุ้น” แต่ในบางกรณีเราก็ไม่มั่นใจนักว่ามันคืออะไร  ตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ  นี้ก็คือการที่หุ้นของแบ้งค์ขนาดกลางตัวหนึ่งมีราคาและมูลค่าหุ้นสูงขึ้นมาเท่าหรือใหญ่กว่าแบ้งค์ขนาดใหญ่บางตัว  หรือหุ้นของบริษัทเช่าซื้อบางตัวที่ใหญ่กว่าหุ้นของแบ้งค์เล็กที่ทำเช่าซื้อเป็นหลักและยังมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่างที่ใหญ่กว่าบริษัทเช่าซื้อมาก

ทฤษฎีของผมก็คือ  หุ้นที่มีราคาสูงลิ่วโดยที่เหตุผลไม่รองรับเท่าที่ควรนั้น  อาจจะมาจากสิ่งที่เรียกกันในแวดวงของนักลงทุนว่าหุ้นตัวนั้น  ถูก  “Corner”  หรือแปลเป็นไทยว่าหลักทรัพย์ถูก  “ต้อนเข้ามุม” 

 ซึ่งความหมายหรือคำจำกัดความก็คือ  คนที่  Corner หรือต้อนหุ้นเข้ามุมก็คือคนที่ควบคุมจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์ไว้มากพอที่จะทำให้สามารถปั่นหรือกำหนดราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์นั้นได้  พูดง่าย ๆ  ถ้าหุ้นถูกต้อนเข้ามุมแล้ว  เราแทบจะทำให้ราคามันขึ้นไปได้สูงลิ่ว  อาจจะเป็น 10 เท่าได้ในเวลาอันสั้นโดยที่พื้นฐานของกิจการไม่ได้มีอะไรที่จะสนับสนุนราคาหรือมูลค่าหุ้นขนาดนั้น

ประวัติศาสตร์ของการทำ Corner ที่ค่อนข้างจะ “บันลือโลก” ก็คือการทำ Cornerตลาดของแร่เงินของพี่น้องตระกูล Hunt ที่พยายามกวาดซื้อแร่เงินในตลาดโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980  ซึ่งทำให้แร่เงินมีราคาเพิ่มขึ้นจาก 11 เหรียญต่อออนซ์เป็น 50 เหรียญต่อออนซ์  อย่างไรก็ตาม  สุดท้ายราคาแร่เงินก็ตกกลับไปสู่ราคาที่ต่ำกว่า 11 เหรียญภายในเวลา 2 เดือนอันเป็นผลจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎการใช้มาร์จินในการซื้อขายโภคภัณฑ์ของตลาด  ทำให้พี่น้องตระกูล Hunt ต้องล้มละลาย  หลังจากนั้นก็ยังมีกรณีของการ Corner ตลาดทองแดงและโภคภัณฑ์อื่น ๆ  รวมถึงการ Corner ตัวหุ้นในหลาย ๆ  ประเทศโดยเฉพาะที่เป็นตัวใหญ่และเป็นที่สนใจของสังคม  กรณีหนึ่งที่ดังมากก็คือการ Corner หุ้นโฟล์กสวาเกนในปี 2008 โดยบริษัท Porsche หรือที่บ้านเราเรียกปอร์เช่ ซึ่งทำให้หุ้นโฟล์กกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในเวลาสั้น ๆ  แต่ดีลนั้นก็ไม่สำเร็จและทำให้ Adolf Merckle นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมคนหนึ่งของเยอรมันต้องฆ่าตัวตายเนื่องจากไปชอร์ตหุ้นโฟล์กไว้มากและต้องขาดทุนมหาศาลเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก

การ Corner หุ้นตัวเล็ก ๆ  นั้น  แน่นอน คงไม่เป็นข่าวหรือมีประวัติศาสตร์ให้เราศึกษา  แต่จากประสบการณ์ที่ผมพบในตลาดหุ้นไทยมานานนั้น  ผมคิดว่าการทำ Corner หรือ“ต้อน” หุ้นตัวเล็ก ๆ  หรือหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อยแม้ว่าหุ้นอาจจะมีขนาดใหญ่  น่าจะมีการทำกันอยู่เรื่อย ๆ  โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใสเป็นตลาดหุ้นกระทิงที่นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยสนใจการเล่นหุ้นในตลาดมากเป็นพิเศษ   ผมลองคำนวณคร่าว ๆ  หลายครั้งก็พบว่าจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดของหุ้นตัวเล็กหรือมีหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำนั้น  บางทีเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทก็สามารถ Corner หุ้นได้อย่างสบายมาก   และเมื่อคิดถึงขนาดของพอร์ตของนักเล่นหุ้นส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย  ๆ   กอร์ปกับการที่สามารถใช้มาร์จินซื้อหุ้นได้อีกเท่าตัว  รวมถึงการที่อาจจะมีการ “เล่นกันเป็นทีม” ของนักลงทุนหลายราย  การ Corner หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงน่าจะทำได้ง่ายและน่าจะมีการทำกันไม่น้อย  หลักฐานก็คือ  หุ้นตัวเล็กที่มี Free Float ต่ำจำนวนมากมีค่า PE เป็นหลายสิบถึงร้อยเท่าและมี PB ที่สูงลิ่วทั้ง ๆ  ที่กิจการไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก

กลยุทธ์ Corner หุ้นนั้น  ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ได้ทำเงินให้กับนักเล่นหุ้นจำนวนมาก  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย  เหตุผลที่ประสบความสำเร็จนั้น  แน่นอน  ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือภาวะตลาดหุ้นที่สดใสและการที่คนไทยที่มีเงินเหลือไม่มีช่องทางการลงทุนที่ดีกว่าจึงนำมาลงทุนในตลาดหุ้น  แต่หุ้นที่ถูกCorner นั้น  ในที่สุดก็จะมีมูลค่าและราคาสูงตลอดไปไม่ได้และวันหนึ่งจะต้องตกลงมามาก  และนั่นคือวันที่จะต้องมีคนเสียหายขาดทุนหนัก  บางครั้งก็คือคนที่ทำ Corner เสียเองอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์

ประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  การทำ Corner นั้น  ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?  ผมคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่ใช่นักกฎหมาย  สิ่งที่ผมรู้ก็คือ  การที่จะจับหรือฟ้องร้องคนที่ทำCorner นั้น  ผมคิดว่ายากมาก  ประเด็นก็คือ  ทุกคนมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นในตลาดโดยไม่ต้องมีหน้าที่อะไรยกเว้นซื้อเกิน 25% ของหุ้นทั้งหมดที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด  แต่ข้อเท็จจริงก็คือหุ้นที่อยู่ในตลาดหรือ Free Float จริง ๆ  นั้นมักจะมีไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ  สิ่งที่ต้องทำเมื่อซื้อถึง 5% ก็แค่รายงาน  แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร  เพราะนั่นมักจะเป็นการ “ส่งสัญญาณที่ดี”ในการที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้น  ดังนั้น  เรื่องของ Corner นั้น  ผมคิดว่าเกิดขึ้นกับหุ้นจำนวนมากและไม่มีใครจะทำอะไรได้มากนักตราบที่หุ้นในตลาดยังมีขนาดเล็กมากอยู่  ในบางครั้งหุ้นนั้นก็อาจจะถูก  Corner โดยไม่มี  “เจ้ามือ” ก็เป็นไปได้แต่เป็นผลการกระทำ “ร่วม” ของนักลงทุนหลาย ๆ คนที่อาจจะรู้จักกันดีหรือบางทีก็อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ  แต่หุ้นขึ้น  ทุกฝ่ายก็มีความสุข  ส่วนการขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมากนั้นเองก็ไม่มีกฎอะไรที่จะห้ามหรือเป็นความผิด  ดังนั้น  คนที่ทำ Corner นั้น  ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะผิดอย่างไรถ้าเขาจะทยอยขายหุ้นออกไปจนหมดและทำกำไรมหาศาลตราบที่ยังมีคนซื้อหุ้นอยู่

หน้าที่ของ Value Investor เองนั้น  ผมคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปร่วมวงทำหรือก่อให้เกิดCorner ในหุ้นแต่ละตัว  เพราะราคาที่ไม่ใช่  “ธรรมชาติ”  นั้น  ในที่สุดก็ต้องลงมา  การทำนายหรือคาดการณ์ว่ามันกำลังขึ้นหรือลงเป็นเรื่องที่ยาก  เช่นเดียวกับการอดทนไม่ตอบสนองต่อความยั่วเย้าของราคาหุ้นที่กำลังถูกต้อนเข้ามุม  นี่ก็เป็นบททดสอบ VI ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า  เราจะเป็นVI ได้แค่ไหน?

Saturday, January 10, 2015

ชำแหละกำไร "กูรูหุ้น" ปี 57"วีไอ" เป๋าแบน "เทคนิค" เป๋าตุง


เซียนหุ้นวีไอ“เซ็ง”ตลาดหุ้นไทยปี 57 ขึ้นเร็วลงแรง กดผลตอบแทนขยับน้อยกว่าปีก่อนตรงข้าม“เทคนิค”และ“พันธุ์ผสม"  
กว่า “เหล่าเซียนหุ้น” จะยอมเปลี่ยนที่อยู่ของเงิน โยกจากฝากแบงก์มาลงทุนในตลาดหุ้น ก็ล่วงเลยปี 2557 มาแล้วเกือบครึ่งปี ในครานั้นนักลงทุนไซด์บิ๊กหลายราย พูดในทำนองเดียวกันว่า “การเมืองไทยที่วุ่นวายในช่วง 5 เดือนแรก ทำให้ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครหน้าไหนจะกล้าเล่นหุ้น”

ท่ามกลางความไม่ปกติของการเมืองไทย ทำให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นค่อยๆ ขึ้นจาก “จุดต่ำสุด” 1,224.62 จุด (วันที่ 3 ม.ค.2557) มาแตะระดับ 1,401 จุด (วันที่ 16 เม.ย.) แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย SET INDEX ก็ทะยานสู่ระดับ 1,543 จุด ในเดือนส.ค.ก่อนจะขึ้นไปสร้าง “จุดสูงสุด” ที่ 1,600 จุด (26 ก.ย.2557)

เมื่อดัชนีปี 2557 ผันผวนเช่นนี้ ผลตอบแทนของ “กูรูหุ้น” จะเป็นเช่นไร “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” มีคำตอบ

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ในฐานะผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย หรือ วีไอ เล่าถึงผลตอบแทนจากการลงทุนของปี 2557 ว่า “พอร์ตรวมมีกำไรแต่บวกน้อยกว่าตลาดหุ้นเล็กน้อย” ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นอยู่เฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเมื่อเราเป็นนักลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนจึงออกมาเป็นเช่นนี้

“ปี 2557 การลงทุนออกแนวไม่ค่อยสบายตัว เพราะราคาหุ้นตัวเล็กๆปรับขึ้นค่อนข้างรุนแรง ขณะที่หุ้นพื้นฐานไม่ค่อยไปไหน แถมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มออกมาไม่ค่อยดี”

จากสถานการณ์ตลาดหุ้นผันผวน ทำให้ในปี 2557 จำเป็นต้องจัดพอร์ตลงทุนใหม่ ด้วยการหันมาถือเงินสดมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในตลาดหุ้น 75 เปอร์เซ็นต์ นโยบายเก็บเงินสด ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี เพราะตั้งแต่เป็นนักลงทุนวีไอแทบนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น “ร้อยเปอร์เซ็นต์”

“นโยบายถือเงินสด ทำให้รู้สึกอึดอัด เพราะจะทำให้มีผลตอบแทนจากการลงทุนออกมาน้อยมาก”

“กูรูตลาดหุ้น” ยอมรับว่า ด้วยความที่ไม่อยากเก็บเงินสดไว้มากๆ ทำให้เมื่อ 3-4 เดือนก่อน เริ่มเข้าไปชิมลางตลาดหุ้นต่างประเทศ ด้วยการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม วิธีการ คือ เน้นซื้อหุ้นพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง

ถามว่ามองเห็นอะไรในตลาดหุ้นเวียดนาม? แน่นอนว่า ผลตอบแทนย่อม “คุ้มค่า” กว่าตลาดหุ้นไทย อีกอย่างการหันออกไปลงทุนนอกบ้าน ถือเป็นการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ปลายปี 2558

หากมองภาพรวมของพอร์ตในระยะยาว ตลาดหุ้นต่างประเทศอาจเริ่มมีนัยสำคัญ แต่ถ้ามองการลงทุนระยะสั้นยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นไทยเหมือนเคย เพราะในบ้างจังหวะที่หุ้นไทยปรับตัวลงมาแรงๆ ก็ถือเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนเพิ่มเติม

ตลาดหุ้นเวียดนามมีความแตกต่างจากตลาดหุ้นไทย ตรงที่ไม่ค่อยมีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร ฉะนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนย๋อมมีไม่มาก ฉะนั้นถือเป็นเรื่องยาก หากหวังจะมีกำไรในตลาดหุ้นเวียดนามมากๆเหมือนที่ทำได้ในตลาดหุ้นไทย

“นักลงทุนวีไอจะไม่ค่อยชอบตลาดกระทิง แต่จะชอบตลาดหุ้นอนุรักษ์นิยม”

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ปี 2557 “ดร.นิเวศน์” ถือลงทุนหุ้นหลากหลายกลุ่ม เช่น หุ้น บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS จำนวน 4,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.78 เปอร์เซ็นต์ หุ้น จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ EASTW จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.60 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เอ็ม บี เค หรือ MBK จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.53 เปอร์เซ็นต์ หุ้น มูราโมโต้ อีเล็คตรอน หรือ METCO จำนวน 120,000 หุ้น คิดเป็น 0.57 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ด้าน “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เซียนหุ้นรายใหญ่ บอกว่า ผลตอบแทนที่ทำได้ในปี 2557 อยู่ที่ตัวเลขประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่มาจาก 4 หุ้นหลัก แบ่งเป็นหุ้นไอพีโอ 2 ตัว คือ หุ้น เซ็ปเป้ หรือ SAPPE และ หุ้น ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD ซึ่งหุ้นสองตัวนี้ได้มาตั้งแต่ราคาไอพีโอ (หุ้น SAPPE ราคาไอพีโอ 13.50 บาท หุ้น SAWAD 6.90)

ส่วนหุ้นอีก 2 ตัว คือ หุ้น ทรัพย์ศรีไทย หรือ SST และ หุ้น เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK ซึ่งได้มาตั้งแต่ต้นทุน 20 บาท สนใจหุ้น WORK เพราะเขาคือ อันดับหนึ่งของธุรกิจทีวีดิจิทัล ปัจจุบันหุ้น WORK ซื้อขายเฉลี่ย 44.64 บาท และหุ้น SST ซื้อขายเฉลี่ย 27.52 บาท

“ตลอดปี 2557 หุ้น IPO ถือเป็นตัวสร้างกำไรดีที่สุด ซึ่งในปี 2558 เชื่อว่าหุ้น IPO ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิม หากราคาไม่สูงเกินไป และมีอนาคตที่ดี เนื่องจากปัจจุบันหุ้นหลายตัวที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นมีราคาแพงเกินไป หลังถูกนักลงทุนบางรายลากราคาขึ้นไปค่อนข้างสูง ซึ่งหุ้นประเภทนี้ผมจะไม่เข้าไปยุ่ง”

“เสี่ยปู่” บอกว่า ปัจจุบันได้ปรับลดพอร์ตลงทุนลงมาอยู่ระดับ 80-90 เปอร์เซ็นต์ หลังหันมากระจายความเสี่ยง ด้วยการซื้อที่ดินในแถบกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น วิธีการ คือ ทยอยสะสม และหากได้ราคาที่ดี ก็จะขายทำกำไรทันที ซึ่งการลงทุนในที่ดินจะให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง

ตลอดปี 2557 “เสี่ยปู่” ถือลงทุน หุ้น บางกอก เดค-คอน หรือ BKD จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.43 เปอร์เซ็นต์ หุ้น บ้านร็อคการ์เด้น หรือ BROCK จำนวน 87,569,650 หุ้น คิดเป็น 8.54 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.71 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เด็มโก้ หรือ DEMCO จำนวน 9,228,600 หุ้น คิดเป็น 1.33 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

"เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์” เจ้าของพอร์ตหุ้นหลายพันล้าน ส่งยิ้มเป็นคำตอบ ก่อนบอกว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์” คือ ตัวเลขกำไรที่ทำได้ในปี 2557 ส่วนใหญ่ได้จาก “หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง”ซึ่งในปี 2558 ยังคงให้น้ำหนักในกลุ่มนี้ต่อไป

ตลอดปี 2557 ได้ปรับลดพอร์ตลงทุน จาก “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยกระจายการลงทุนไปในกลุ่มอสังหริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง แต่การลงทุนในปี 2558 คงไม่ปรับลดน้ำหนักไปมากกว่านี้ ตรงข้ามจะรอจังหวะซื้อเพิ่มมากกว่า

สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจอาจเป็นบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐบาล อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หรือหุ้นที่มีพื้นฐานดี และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

“ปีก่อนแอบเห็นนักลงทุนบางรายได้รับผลตอบแทนน้อย บางคนถึงขั้น “ขาดทุน” แม้ดัชนีจะขึ้นไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทน”

ตลอดปี 2557 พบชื่อ “เสี่ยยักษ์” ถือหุ้นหลากหลายตัว เช่น หุ้น บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI จำนวน 12,632,600 หุ้น คิดเป็น 3.95 เปอร์เซ็นต์ หุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND จำนวน 142,002,000 หุ้น คิดเป็น 0.69 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 11,741,800 หุ้น คิดเป็น 0.69 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ซีเค พาวเวอร์ หรือ CKP จำนวน 9,533,300 หุ้น คิดเป็น 0.87 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้นยังมีหุ้น มิลล์คอน สตีล หรือ MILL จำนวน 40,000,000 หุ้น คิดเป็น 2.15 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE จำนวน 203,132,500 หุ้น คิดเป็น 1.40 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ทรีซิกตี้ไฟว์ หรือ TSF จำนวน 12,355,473 หุ้น คิดเป็น 0.51 เปอร์เซ็นต์ หุ้น วินเทจ วิศวกรรม หรือ VTE จำนวน 10,500,000 หุ้น คิดเป็น 3.30 เปอร์เซ็นต์ และหุ้น วธน แคปปิตัล หรือ WAT จำนวน 308,091,200 หุ้น คิดเป็น 0.58 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ฟาก “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เซียนหุ้นเทคนิค เล่าว่า แม้ตลาดหุ้นจะออกแนวหวือหวาจนทำให้เกิดความกังวลในหลายๆครั้ง แต่พอร์ตรวมก็ยังมี “กำไรกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” สำหรับ “พระเอกของพอร์ต” คือ “กลุ่มสื่อสาร” ไม่ว่าจะเป็นหุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC หุ้น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC และหุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE

นอกจากยังมี “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” และ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ขณะเดียวกันยังมีกำไรมาจาก “หุ้น IPO” ส่วนตัวเชื่อว่า ปี 2558 หุ้น IPO ยังคงน่าสนใจเหมือนเคย แต่จะดีมากหรือดีน้อยให้จับตาดูภาพรวมของตลาดหุ้นไทย หากดัชนีวิ่งต่อ หุ้น IPO สวยเหมือนปีก่อนแน่

เขา ยอมรับว่า กำไรกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ เพิ่งมาได้ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2557 เพราะครึ่งปีแรกไม่ค่อยกล้าลงทุนเท่าไหร่ หลังสถานการณ์ต่างๆไม่เอื้ออำนวย ช่วงนั้นได้แต่นั่งดูหุ้นทุกวัน แต่ไม่กล้าควักเงินซื้อ แต่ทันทีที่บ้านเมืองสงบสุข ก็กลับเข้ามาลงทุนเต็มตัวอีกครั้ง

“ตลาดหุ้นปี 2558 น่าจะกลับมาพีคอีกครั้ง แต่ต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ครอบครัวปตท. เป็นต้น”

จากการสำรวจข้อมูล พบว่า “เสี่ยป๋อง” ถือหุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND จำนวน 220,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.06 เปอร์เซ็นต์ หุ้น คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ หรือ CGD จำนวน 50,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.72 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 8,800,000 หุ้น คิดเป็น 0.52 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง หรือ ECL จำนวน 6,500,000 หุ้น คิดเป็น 1.09 เปอร์เซ็นต์

หุ้น อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI จำนวน 7,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.58 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น หรือ MLINK จำนวน 5,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.93 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD จำนวน 5,100,000 หุ้น คิดเป็น 0.51 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม หรือ TFD จำนวน 10,600,000 หุ้น คิดเป็น 0.83 เปอร์เซ็นต์ และหุ้น ไทยรับประกันภัยต่อ หรือ THRE จำนวน 30,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.85 เปอร์เซ็นต์

Friday, January 9, 2015

ปีใหม่ 2558 โอกาสลงทุน ท่ามกลางความท้าทาย

 

    ในปี 2557 ที่ผ่านมา แม้ตลาดเงินตลาดทุนโลกจะมีความผันผวนสูงจากหลายปัจจัยทั้งการชะลอมาตรการ QE ของสหรัฐฯ QE Tapering) ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจของกลุ่มยูโร และการลดลงอย่างแรงของราคาน้ำมันในตลาดโลก  แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุนทั้งในพันธบัตรและหุ้น  การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโลกและไทยโดยรวมให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 7-9%  สำหรับการลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเป็นปีที่สามติดต่อกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียก็เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง นำโดยตลาดหุ้นจีน A-share) ที่ดัชนีเพิ่มขึ้นกว่า 50% ถือเป็นอันดับ 1 ของโลก และในกลุ่ม Top 10 ก็เป็นตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียถึง 7 แห่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย ที่ให้ผลตอบแทนที่ 15.32% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 45,466 ล้านบาทต่อวัน โดยมีหลักทรัพย์ใหม่เพิ่มขึ้น (IPO) ทั้งสิ้น 46 หลักทรัพย์ อันเป็นผลจากการเมืองที่มีเสถียรภาพทำให้รัฐสามารถขับเคลื่อนมาตรการด้านเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

  สำหรับปี 2558 นั้น จะเป็นปีที่การลงทุนมีความท้าทายอีกปีหนึ่ง เพราะเป็นปีที่จะเห็นความแตกต่างกันในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของหลายประเทศ (Policy Divergence) ที่สำคัญคือ ระหว่างสหรัฐ กับ กลุ่มยูโรและญี่ปุ่น ที่เราน่าจะเห็นธนาคารกลางสหรัฐ Fed) เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในทางตรงข้าม ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการ Public QE ต่อเนื่อง เพื่อฉุดให้รอดพ้นจากความเสี่ยงด้านเงินฝืด Deflation) แม้ว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้จะอยู่ในการคาดการณ์ของผู้ลงทุนแล้ว แต่ประเด็นที่ต้องจับตา คือ Reaction ของผู้ลงทุนกลุ่มที่มีการ leverage สูงหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น Emerging Market Asset จะเป็นอย่างไรหากถึงเวลาที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้น รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์ สรอ. ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการดำเนินมาตรการ QE ของประเทศอื่นจะไปเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐหรือไม่

  ในส่วนของประเทศไทยนั้น คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะและราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการและเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ เราน่าจะเห็นความก้าวหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งล่าสุดรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเร่งโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่หลายสายให้สามารถประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2558

  นอกเหนือไปจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งแล้ว เรายังได้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เกิดจากความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่ประกอบไปด้วย ไทย จีน เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตในอัตราสูง โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางตลาดทุนในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจและเสริมสร้างศักยภาพ ตอบรับกับโอกาสการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยสามารถระดมทุนได้ทั้งในรูปแบบของการออกหุ้นสามัญและการออกตราสารหนี้ รวมไปถึงหุ้นใหม่ๆ จากกลุ่มประเทศ GMS ที่ ตลท. จะให้การสนับสนุนและชักชวนผู้ประกอบการในต่างประเทศมาระดมทุนในตลาดไทย

  จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ภายนอกประเทศในปีนี้อาจคาดการณ์ได้ยาก และมีปัญหามากมายที่คอยท้าทายผู้กำหนดนโยบาย ดังนั้น ผู้ลงทุนคงต้องระมัดระวังการลงทุนระยะสั้นที่อาจมีความผันผวน แต่ดิฉันยังเชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีได้ในปี 2558 นี้ ทั้งจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความร่วมมือระหว่างประเทศที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนระยะยาวในหุ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดธุรกิจที่เติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ รวมทั้งโอกาสการลงทุนในบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดทั้งจากในและต่างประเทศ สุดท้ายนี้ ดิฉันขอถือโอกาสกล่าวสวัสดีปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

Blog คุณ เกศรา  มัญชุศรี
http://portal.settrade.com/blog/kesara/2015/01/09/1511