Showing posts with label ลงทุน. Show all posts
Showing posts with label ลงทุน. Show all posts

Tuesday, October 27, 2015

ลงทุน ลงทุน และลงทุน / ดร.สันติ

     หลังจากที่จบบทความชุด “การจัดอันดับเครดิต” ลงไปแล้ว ก็พยายามคิดว่า อนุกรมถัดไปจะเขียนเรื่องอะไรดี คิดวนไปวนมา ก็เลยกลับมาที่การลงทุนในเครื่องมือทางการเงิน (financial instrument) ซึ่งมีอยู่หลากหลายในขณะนี้ คิดว่าจะพยายามนำเรื่องราวที่เป็นพื้นฐานความเข้าใจของการลงทุนในเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่า บางเรื่องนั้น อาจจะเป็นการคุยซ้ำในสิ่งที่รู้และคุ้นเคยอยู่แล้ว ก็จะขอร้องท่านผู้อ่านว่า กรุณายอมรับว่า หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ก็หวังว่าจะทำให้เจ้าของสวนอย่างท่านผู้อ่าน ได้รับทราบข้อมูลเหล่านั้นในมุมมองที่อาจจะแตกต่างไปบ้างครับ และการรับทราบข้อมูลหรือมุมมองที่แตกต่างไป อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านที่ทราบเรื่องเหล่านั้นดีอยู่แล้ว ยิ่งมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตการลงทุนของท่านเพิ่มขึ้น


   ปัจจุบันนี้ นักลงทุนแต่ละท่านที่ปรารถนาความสำเร็จในการลงทุนแต่ละทางเลือกนั้น เข้าใจเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน (risk and return) กันเป็นอย่างดีแล้ว และนักลงทุนหลายท่านก็มีความชำนาญในกลยุทธการลงทุนและการเก็งกำไรอย่างชนิดที่หาตัวจับยาก บางท่านก็ทราบถึงพฤติกรรมการลงทุนของตัวเอง และจัดประเภทตัวเองได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนเน้นคุณภาพ หรือ value investor – VI หรือบางท่านก็เป็นนักเก็งกำไร หรือ speculator ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือที่นักลงทุนแต่ละคนใช้เพื่อการลงทุน ใช้เพื่อการเก็งกำไร และใช้เพื่อการบริหารความเสี่ยง ก็มีหลากหลายและมีพัฒนาการมากมาย ท่านเคยคิดย้อนกลับไปถึงพื้นฐานของเครื่องมือเหล่านั้นหรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว การใช้เครื่องมือเหล่านั้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลตอบแทนและรับความเสี่ยงในแต่ละระดับนั้น ท่านกำลังเล่นอยู่กับอะไรกันแน่ เราลองมาสำรวจพื้นฐานของเครื่องมือเหล่านี้กันทีละเครื่องมือนะครับ

      ผมขอตั้งขอสังเกตในเบื้องต้นนี้ก่อนถึงการใช้คำศัพท์ทั่ว ๆ ไป เช่น คำว่า “หลักทรัพย์” หรือที่เรียกว่า securities ซึ่งตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดไว้ว่า มี 10 ประเภท ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากจะแบ่งประเภท ก็คงจะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มตราสารทุน (equity instrument) กลุ่มตราสารหนี้ (debt instrument) กลุ่มใบสำคัญแสดงสิทธิ์ (warrant) และกลุ่มหน่วยลงทุน (unit trust) ซึ่งหมายความว่า เครื่องมือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ (derivatives) นั้นไม่ใช่“หลักทรัพย์” ตามความหมายแห่งบทบัญญัติในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว และคำว่า “การลงทุน” นั้น อาจจะใช้สำหรับเครื่องมือทางการเงินประเภทที่เป็นหลักทรัพย์เท่านั้น และสำหรับเครื่องมือทางการเงินประเภทอนุพันธ์นั้น วัตถุประสงค์หลักของเครื่องมือก็คือใช้เพื่อการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทใดก็ตาม นอกเหนือจากวัตถุประสงค์หลักของนักลงทุนผู้แสวงหาผลตอบแทนจะใช้เพื่อการลงทุน หรือจะใช้เพื่อการบริหารความเสี่ยงก็ตาม นักลงทุนก็อาจจะใช้เครื่องมือทางการเงินเหล่านั้นเพื่อการ “เก็งกำไร” หรือ speculation ได้ทั้งสิ้น และการเก็งกำไรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปรกติ หรือเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แต่ประการใด เพราะว่า การเก็งกำไรนั้นก็ถือว่าเป็นการทำธุรกรรมปรกติของนักลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน โดยพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ และในทางตรงกันข้าม การเก็งกำไรที่เหมาะสมนั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นการสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดการเงิน เพราะผู้ที่มีความสามารถเก็งกำไรและประสบความสำเร็จ อาจจะมีมุมมองของการลงทุน (view taking) ที่แตกต่างไปจากนักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งก็จะทำให้เกิดการตกลงซื้อขายกันได้ อันเป็นการสร้างสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในตลาดนั่นเอง

ถ้าเป็นเช่นนั้น อะไรที่เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดการเงิน คำตอบก็คือ “การสร้างราคา” หรือที่เรารู้จักกันในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหลายว่า “ปั่นหุ้น” นั่นเอง เพราะพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการเอาเปรียบ สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดกับนักลงทุนคนอื่น ๆ และหน้าที่การกำกับดูแลไม่ให้เกิดการสร้างราคานั้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้ดำเนินการซื้อขาย เช่น ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. นั่นเอง

หุ้นสามัญ (common stock)

การลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญนั้น อาจจะนับได้ว่าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และมีนักลงทุน (รายย่อย) ที่สนใจในการลงทุนประเภทนี้มากที่สุด ซึ่งหากพิจารณากันถึงแนวคิดที่นักลงทุนในหุ้นทราบกันนั้น มักจะเชื่อกันว่า นักลงทุนในหุ้นหวังผลตอบแทน 2 ประเภท คือ ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น ที่เรียกว่ากำไรจากการซื้อขาย (capital gain) กับผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend)

นักลงทุนในหุ้นสามัญ

ในอดีตนั้น จะมีกลุ่มนักลงทุนที่เรียกตัวเองว่านักลงทุนคุณค่า หรือ Value Investor – VI จะเป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาหุ้นมีเสถียรภาพไม่หวือหวามากเกินไป และแน่นอนครับ เมื่อเป็นนักลงทุนที่มองถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงมักจะเป็นนักลงทุนที่ทำตัวเป็นเจ้าของบริษัทที่ได้ลงทุนไปจริง ๆ โดยอาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาของนักลงทุน VI นี้ เป็นคนที่อยากลงทุนหรืออยากทำกิจการที่ตนเองไปซื้อหุ้นสามัญนั้น และเฝ้ามองดูการเติบโตของบริษัท และรอคอยการแบ่งปันผลแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาให้กับเจ้าของ (นักลงทุน) ในรูปเงินปันผล และก็จะอยู่กับบริษัทนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่บริษัทนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานสำคัญในทิศทางที่ลดต่ำลง หรือเรียกว่าเป็นการลงทุนที่เจ้าของบริษัท (นักลงทุน) ได้เติบโตไปกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างแท้จริง

       เมื่อกล่าวถึงนักลงทุนประเภท VI ในย่อหน้าก่อนหน้านั้น สังเกตว่าผมได้พูดว่า “ในอดีตนั้น” เพราะว่า นักลงทุนประเภท VI ทุกวันนี้ อาจจะมีนิยามหรือมีพฤติกรรมในการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผลได้กล่าวถึงในย่อหน้าก่อนนี้ไปพอสมควร นักลงทุน VI เดี๋ยวนี้นั้น อาจจะไม่ได้คิดว่าจะเติบโตไปกับบริษัทที่ตัวเองสนใจลงทุน หรืออาจจะไม่ได้คิดว่า ที่จริงแล้วอยากเป็นเจ้าของกิจการที่ตนเองสนใจซื้อหุ้นเพื่อลงทุนนั้น แต่นักลงทุน VI ปัจจุบันนี้เป็นบุคคลที่ทำการบ้านอย่างมากไม่แตกต่างกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับฟังข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในงานทุกงานที่ทำได้ หาข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนมาทำการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อแสวงหาหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น (intrinsic value) หรือทำหน้าที่แบบนักวิเคราะห์ที่จะให้ความเห็นว่าหุ้นของบริษัทที่ตนเองทำการวิเคราะห์นั้น นักลงทุนควรจะซื้อหรือขายหรือถือไว้ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยมหภาค หรือปัจจัยที่เป็นเรื่องของบริษัทนั้นเอง เพื่อหามูลค่าที่เหมาะสม หากพบว่าราคาตลาดขณะนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม ก็เชื่อได้ว่า ในเวลาต่อมาราคาตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นเพื่อเข้าหาราคาที่เหมาะสม ดังนั้น หากซื้อไว้ในขณะนี้ ก็จะสามารถเพิ่มความน่าจะเป็นในการทำกำไรได้ในอนาคต

     การที่นักลงทุน VI ในปัจจุบันนี้ ทำการบ้านอย่างที่กล่าวนั้น แล้วค้นพบว่าหุ้นใดที่น่าจะซื้อเพื่อการลงทุนตามเกณฑ์ที่กล่าวนั้น ก็จะลงทุนในหุ้นนั้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ แล้วเฝ้ารอให้ราคาเปลี่ยนแปลงในทิศทางขาขึ้น และเมื่อถึงราคาเป้าหมายแล้ว ก็อาจจะขายเพื่อทำกำไร โดยไม่ได้สนใจว่ากิจการนั้นเป็นกิจการที่ตนเองสนใจอยากลงทุนในระยะยาวหรือไม่ สนใจเพียงปัจจัยราคาตลาดที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเรียกได้ว่า จะเฟ้นหาของดีราคาถูกอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อค้นพบแล้วก็จะลงทุนอย่างไม่ลังเล และผลที่ตามมาก็มีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยกลยุทธดังกล่าวไม่น้อย แล้วก็เรียกตัวเองว่าเป็นนักลงทุน VI
ผมชวนคุยไปถึงเรื่องนักลงทุน VI ที่มีพฤติกรรมที่สามารถเข้าใจได้ แตกต่างกันไปเป็น 2 แบบนั้น ไม่ได้มีความประสงค์จะชี้ว่าแบบใดผิดหรือแบบใดถูก เพียงเพื่อจะบอกว่า นักลงทุน VI นี้ เป็นนักลงทุนที่มีความมุ่งมั่นในการ “ทำการบ้าน” เพื่อหาของที่ตนเองอยากลงทุน เพียงแต่ความอยากลงทุนของ VI ทั้งสองกลุ่มนั้น อาจจะมีแรงผลักดันกันคนละอย่าง กลุ่มแรกนั้น แรงผลักดันที่สำคัญก็คือ ความชอบในกิจการที่ตนเองลงทุน และมีความสุขกับการอยู่กับกิจการนั้นไปในระยะยาว พร้อมกับผลตอบแทนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ VI กลุ่มที่สองนั้น อาจจะไม่ได้มีความรักชอบกิจการที่ตนเองลงทุนเป็นการพิเศษ เพียงแค่เห็นโอกาสของการเติบโตและโอกาสการทำกำไรจากการลงทุน โดยอาศัยความทุ่มเทในการหาข้อมูลและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงว่าความสำเร็จจากการลงทุนนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยวัตถุประสงค์ใดหรือแรงจูงใจใดก็ตาม พื้นฐานสำคัญคือการแสวงหาความรู้ ทำความรู้จักในสิ่งที่ตนเองสนใจลงทุน ถึงจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้รับความสำเร็จจากการลงทุน

ลงทุนในหุ้นสามัญ ลงทุนอะไร

     หากเราจะลองพิจารณาถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนในหุ้นสามัญหวังว่าจะได้รับ คือ กำไรจากการซื้อขาย (capital gain) และเงินปันผล (dividend) นั้น อาจจะคิดได้ว่า บริษัทที่มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปจนทำให้นักลงทุนได้รับส่วนต่างของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่ากำไรจากการซื้อขายนั้น น่าจะเกิดขึ้นเพราะว่ามีคนที่อยากได้หุ้นสามัญนั้นเพิ่มขึ้น จึงแข่งกันเสนอซื้อหุ้นสามัญนั้น การแข่งกันเสนอซื้อหุ้นสามัญนั้นทำให้ต้องเสนอราคาซื้อที่สูงขึ้นจึงจะทำให้ได้หุ้นสามัญนั้นมาครอบครอง และเหตุที่อยากได้หุ้นนั้นมาครอบครองเพราะหวังว่าในอนาคต บริษัทนั้นจะเติบโตขึ้นไปมีกำไรมากขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งก็หมายความว่า ความมั่งคั่งของเจ้าของหุ้นสามัญก็จะเพิ่มขึ้นตามไป สรุปความง่าย ๆ ว่า นักลงทุนในหุ้นสามัญที่หวังกำไรจากการซื้อขายนั้น ซื้อ “ความเติบโต” ของบริษัท ถ้าบริษัทมี “เรื่องราวของความเติบโต” หรือ growth story ก็จะทำให้เกิดความต้องการในหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างที่กล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น

      การที่บริษัทมี “เรื่องราวของความเติบโต” จึงกลายเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น และอาจจะเป็นสิ่งที่ “ผู้ไม่หวังดี” สร้างเรื่องราวของความเติบโตขึ้น เพื่อชักจูงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นการ “ปั่นหุ้น” การกำกับดูแลเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง และทันเวลาอย่างทั่วถึง จึงเป็นมาตรการจำเป็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และถือปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรมเหมาะสม

       และสำหรับนักลงทุนทั่วไปก็คงพอเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมหลายบริษัทจึงมีการให้ข้อมูลข่าวสารที่แสดงถึงและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีการจัดให้พบกันระหว่างบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน ในรูปแบบของงาน opportunities day อยู่เสมอ ๆ เพื่อให้นักลงทุนได้มีโอกาสพบปะซักถามผู้บริหารบริษัท จะได้ประเมินถึงโอกาสของความเติบโตของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ ได้ และหากพิจารณาเรื่องนี้ในทางทฤษฎีการเงิน เรื่อง agency problem หรือปัญหาตัวการและตัวแทนแล้ว จะเห็นได้ว่า การจัดให้มีการพบปะกันระหว่างผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทนั้น เป็นการลดปัญหาตัวการและตัวแทน กล่าวคือ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นสามัญหรือเป็นเจ้าของบริษัทนั้น ได้มีโอกาสสอบทานและซักถามถึงการดำเนินงาน รวมทั้งรับทราบโอกาสและปัญหาของบริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่เรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือประชุมวิสามัญ เนื่องจากการจัดประชุมผู้ถือหุ้นนั้น เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายซึ่งต้องมีระเบียบปฏิบัติเป็นขั้นตอน แต่การจัดให้มีการพบกันระหว่างนักลงทุนและผู้บริหารของบริษัทนั้น เป็นการทำเพื่อเผยแพร่รับทราบข้อมูลข่าวสาร นักลงทุนก็สามารถประเมินอนาคตของบริษัทได้ด้วยตัวเอง และนำข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นไปทำการบ้าน ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็จะเล่นกับเรื่องอนาคตของการเติบโตของบริษัทเสมอ

      นอกเหนือจากผลตอบแทนกำไรจากการซื้อขายหรือ capital gain แล้ว นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งก็หวังกระแสเงินสดที่แบ่งปันจากส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเรียกว่าเงินปันผลหรือ dividend เราอาจจะสังเกตธรรมชาติของบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลที่เป็นเงินสด (cash dividend) เป็นจำนวนมาก และจ่ายสม่ำเสมอว่าเป็นบริษัทที่มีความเจริญเติบโตมาถึงระดับหนึ่งแล้ว และยังไม่ได้จำเป็นจะต้องขยายการลงทุนใหญ่ ๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งบริษัทลักษณะนี้ หากจะนึกถึงบทเรียนที่เราเรียนกันในระดับมหาวิทยาลัย ก็จะทราบได้ว่า บริษัทอย่างนี้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า cash cow ตามการแบ่งกลุ่มบริษัทของ Boston Consultig Group (BCG) โดยที่บริษัทลักษณะนี้ ได้มีการพัฒนามาจนแข็งแกร่ง แต่ยังไม่ได้มีโอกาสในการขยายธุรกิจไปในทิศทางอื่นอีก ก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นที่จะต้องนำเม็ดเงินจากกำไรที่ได้ไปลงทุนต่อ จึงนำเม็ดเงินนั้นมาแบ่งปันแจกจ่ายให้กับเจ้าของบริษัท

      อาจจะคิดง่าย ๆ ว่า นักลงทุนในหุ้นสามัญนั้น ล้วนแล้วต้องการลงทุนในบริษัทที่ดี ๆ และมีราคาหุ้นสามัญที่ไม่แพงทั้งนั้น เพียงแต่ความหมายของบริษัทดี ๆ นั้น อาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บริบทของนักลงทุนแต่ละประเภท นักลงทุนประเภทที่ชอบเงินปันผล อาจจะอยากได้บริษัทที่โตเต็มที่และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อมาจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ ในขณะที่นักลงทุนที่ชอบกำไรจากการซื้อขาย อาจจะแสวงหาบริษัทที่มี growth story อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็ต้องระมัดระวังว่า growth story นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะหากไม่ใช่เรื่องจริง การประเมินราคาที่ได้รวมปัจจัยของการเติบโตตามเรื่องราวที่ไม่จริงนั้น ก็จะกลายเป็นราคาที่สูงเกินจริง นักลงทุนก็จะเสียประโยชน์

    หลายครั้งเราอาจจะเห็นว่า บริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนได้ซื้อหุ้นสามัญไปนั้น จ่ายเงินปันผล แต่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด กลับจ่ายเป็นหุ้นสามัญ ที่เรียกว่า stock dividend ซึ่งแน่นอนครับว่า การจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญนั้น ย่อมมีผลต่อนักลงทุนแตกต่างจากการจ่ายเป็นเงินปันผล อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ การจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญนั้น ไม่ได้ทำให้บริษัทผู้จ่ายปันผลต้องจ่ายเงินสดออกจากบริษัท ซึ่งนั่นหมายความว่านักลงทุนที่เป็นเจ้าของบริษัทก็จะไม่ได้มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น การที่บริษัทจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญแล้วทำให้นักลงทุนมีความมั่งคั่งนั้น อาจจะเกิดได้จากการที่ราคาหุ้นสามัญที่มีการซื้อขายในตลาดนั้นลดลงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหลายบริษัทจดทะเบียนสามารถใช้จังหวะเวลาที่ถูกต้อง ประกอบกับการให้นักลงทุนในสาธารณะเห็นถึง growth story แล้วประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ การที่ราคาหุ้นสามัญลดลงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มูลค่าของหุ้นที่นักลงทุนถือโดยรวมนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจจะพิจารณาได้ว่า ถ้าลำดับของเหตุการณ์เป็นไปอย่างที่กล่าวนั้น นักลงทุนอาจจะเปลี่ยนการได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล เป็นผลตอบแทนจากกำไรที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย

      อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น มีบริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยที่ประสบผลสำเร็จจากการจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญ แล้วทำให้ราคาที่ลดลงของหุ้นสามัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งนับเป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตาม การจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญจึงอาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ทำให้ทุกบริษัทที่ใช้กลยุทธอย่างนี้ประสบความสำเร็จเหมือนกัน นักลงทุนที่ทำการบ้านมาดี จึงต้องติดตามวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องการจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

     อันที่จริงแล้ว เรื่องเงินปันผลนั้น ในทฤษฎีทางการเงิน เป็นเรื่องที่ยากจะสรุปให้ชัดเจน ข้อบ่งชี้จากทฤษฎีทางการเงินในเรื่องนี้ก็คือ นักลงทุนมีหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีความพึงพอใจในเรื่องเงินปันผลที่แตกต่างกัน บางกลุ่มไม่ชอบให้จ่ายเงินปันผล แต่ชอบให้เก็บกระแสเงินสดไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนสร้างความเติบโตต่อไป (อย่างที่แสดงไว้ในตอนต้นว่าเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ชอบ capital gain) นักลงทุนบางกลุ่มชอบให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด (cash dividend) เพราะถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการถือครองหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญ ข้อบ่งชี้สำหรับบริษัทจดทะเบียนก็คือ หากบริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายเงินปันผลอย่างไรแล้ว ก็จะมีกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนในบริษัทตามความพึงพอใจของตนเอง บริษัทจึงไม่ควรเปลี่ยนนโยบายเงินปันผลอย่างรุนแรง หรือไม่มีแนวนโยบายเงินปันผลที่ชัดเจน เพราะจะทำให้นักลงทุนไม่สามารถเลือกตามความพึงพอใจของตนเองอย่างแน่ชัด

    มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่า มีเรื่องราวที่ท่านผู้อ่านคุ้นเคยและมีประสบการณ์จากการลงทุนในหุ้นหลายเรื่องราวอยู่แล้ว แต่ผมพยายามนำมาเล่าให้ฟัง (อ่าน) แบบรวบยอดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า หลักที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภทนั้นมีอยู่ แต่เมื่อเป็นเวลาที่ลงสนามการลงทุนจริง ๆ บางทีการนึกถึงหลักเหล่านั้นยามที่ฝุ่นตลบในสนามการลงทุน อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก การเป๋ไปเป๋มาในสนามการลงทุน จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย หวังว่าหลักเหล่านี้จะยังสามารถกลับเข้ามาสู่การวิเคราะห์เพื่อความสำเร็จในการลงทุนต่อไป

     ในครั้งต่อไป ผมคิดว่าจะนำเครื่องมือทางการเงินและหลักการลงทุนในเครื่องมือนั้น ๆ มาถ่ายทอดอีกเป็นเรื่อง ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ครับ

Monday, August 10, 2015

เวลาขายหุ้นซุปเปอร์สต็อก/ดร.นิเวศน์

 นักลงทุนแนว VI “พันธุ์แท้” ที่ชื่นชมและศรัทธา วอเร็น บัฟเฟตต์ หลายคนมักชอบที่จะอ้างคำพูดที่ “คลาสสิก” ของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ว่า  “หุ้นนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน  สิ่งที่คุณต้องทำทั้งหมดก็คือ  ซื้อหุ้นในธุรกิจที่ยิ่งใหญ่  บริหารโดยผู้จัดการที่มีความสามารถและความซื่อสัตย์สูงสุด  ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของมัน  เสร็จแล้วคุณก็ถือหุ้นนั้นไว้ตลอดกาล”

ผมเองก็ยึดถือแนวทางส่วนใหญ่ของบัฟเฟตต์ในการลงทุนมานาน  อย่างไรก็ตาม  “ดีกรี” หรือความเข้มข้นในการที่จะปฏิบัติตามหลักการของบัฟเฟตต์นั้น  ก็ยังคงไม่เท่าสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำ  เหตุผลไม่ใช่เพราะผมไม่เชื่อเขา  แต่เป็นเพราะสถานการณ์และตัวบริษัทหรือหุ้นที่อยู่ในประเทศไทยนั้น  ด้อยกว่าในตลาดหุ้นสหรัฐมาก   ประการแรกก็คือ  บริษัทที่  “ยิ่งใหญ่” ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ยังห่างชั้นจากตลาดหุ้นสหรัฐมาก  เราเป็นได้เพียงบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในประเทศไทยในขณะที่บริษัทในสหรัฐที่ยิ่งใหญ่นั้น  ยิ่งใหญ่ในระดับโลกทั้งนั้น  ประการที่สองก็คือเรื่องของความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์ของผู้บริหารเองนั้น  เราก็ต้องยอมรับว่า  ในสังคมไทยที่ยังพัฒนาน้อยกว่า  บางทีเราก็ต้องยอมลดมาตรฐานลงมาบ้าง  และในประการสุดท้ายก็คือ  เรื่องของการถือหุ้นไว้ “ตลอดกาล”  นี่ก็เป็นเรื่องที่ยาก  เนื่องจากความ “ยิ่งใหญ่” ของหุ้นไทยนั้น  อาจจะไม่พอหรือไม่สามารถดำรงไว้ได้นานเหมือนกับหุ้นของสหรัฐ  ว่าที่จริง  แม้แต่หุ้นที่ยิ่งใหญ่หลายบริษัทของสหรัฐเองนั้น  เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ  มันก็ตกต่ำลงมาเหมือนกันเพราะ  ไม่มีอะไรจะอยู่ “ค้ำฟ้า” ได้

คำถามสำคัญสำหรับ VI ที่เน้นลงทุนในแบบ “ซุปเปอร์สต็อก” ก็คือ  เราจะขายหุ้นเมื่อไร?   คำตอบนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเวลาที่เป็นเดือนหรือปี  ผมเองลงทุนซุปเปอร์สต็อกมานาน  วันที่ผมซื้อหุ้นนั้น  ผมไม่เคยคิดว่าจะขายในอีกกี่เดือนหรือกี่ปีข้างหน้า  ผมไม่เคยคิดว่าราคาเท่าไรจะขาย  พูดง่าย ๆ ไม่มีเป้าหมายว่าจะขาย  แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะถือตลอดกาล  ถ้าจะต้องตอบก็คือ  ผมจะถือไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์มันจะบอกว่าเราควรจะขายแล้ว   และต่อไปนี้คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าผมควรที่จะพิจารณาขายหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่ถืออยู่

เรื่องแรกก็คือ  ตลาดของสินค้าของบริษัทเริ่ม “อิ่มตัว”  นี่น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่สุดข้อหนึ่ง  เพราะในความหมายของซุปเปอร์สต็อกนั้น  มันมักจะเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่กำลังเติบโตและบริษัทเป็น  “ผู้ชนะ” ที่ครอง Market Share หรือส่วนแบ่งตลาดที่สูงสุดและเหนือคู่แข่งมาก  ดังนั้น  การที่ยอดขายจะเติบโตได้เร็วต้องหมายความว่าตัวอุตสาหกรรมหรือธุรกิจจะต้องโตต่อไป  แต่ถ้าคนเกือบ “ทั้งประเทศ” ที่มีเงินและต้องการใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทต่างก็ได้ใช้แล้ว  โอกาสที่บริษัทจะโตเร็วแบบเดิมก็จะยาก  และเมื่อถึงจุดนั้น  บริษัทก็จะสูญเสียสถานะของการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”  ค่า PE ที่สูงของหุ้นก็จะค่อย ๆ  ลดลง  บริษัทจะกลายเป็นหุ้น  “แข็งแกร่ง”  ที่ยังใหญ่โต  มีกำไรที่ดี  แต่ไม่โตหรือโตช้า  ผลก็คือ  ราคาหุ้นอาจจะไม่ไปไหนหรือลดลงด้วยซ้ำ  ดังนั้น  ถ้าเราคิดว่าตลาดเริ่มอิ่มตัว  เราก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นทิ้งก่อนที่ “ภาพ” ของบริษัทจะเปลี่ยนไป

ข้อที่ต้องระวังมากสำหรับเรื่องของการ “อิ่มตัว” ของตลาดก็คือ  เราอาจจะเข้าใจผิดหรือสับสนระหว่างการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ยอดขายของบริษัทโตช้าลง  กับการอิ่มตัวของตลาด  วิธีที่จะดูทางหนึ่งก็คือ  ดูว่าอัตราการใช้สินค้าหรือบริการหรือยอดขายของอุตสาหกรรมเทียบกับ GDP ว่ามันสูงพอ ๆ  กับอัตราของประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาพอ ๆ กันหรือสูงกว่าหรือยัง  ถ้ายังห่างมาก  นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าการชะลอตัวของยอดขายน่าจะเป็นเรื่องของการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากกว่า เป็นต้น

ประเด็นที่สองที่ทำให้เราต้องพิจารณาขายหุ้นซุปเปอร์สต็อกก็คือเรื่องของ  “การแข่งขัน”  นี่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการที่ตลาดสินค้าอิ่มตัว  จริงอยู่ที่ว่าซุปเปอร์สต็อกนั้นมักจะเป็น  “ผู้ชนะ”  ในการแข่งขันที่ค่อนข้าง “เด็ดขาด”  อย่างไรก็ตาม  นั่นมักจะเป็นการชนะที่เกิดจาก Model หรือรูปแบบทางธุรกิจที่ใช้อยู่  แต่ประเด็นสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้นในยุคนี้ก็คือ  มี Model ทางธุรกิจใหม่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วและมากซึ่งเป็นอานิสงค์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ  สามารถนำมาใช้และทำให้ได้เปรียบธุรกิจที่ใช้ Model เดิม  ตัวอย่างเช่น  บริษัทวอลมาร์ทที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในด้านของการค้าปลีกสินค้าของใช้ประจำวันนั้น  เมื่อเร็ว ๆ  นี้ก็ดูเหมือนว่ากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทอะเมซอนที่ขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต  เป็นต้น  ในกรณีแบบนี้  เราอาจจะมองว่าวอลมาร์ทกำลัง “แพ้” อะเมซอนในการแข่งขันและราคาหุ้นก็สะท้อนออกมาโดยการที่หุ้นอะเมซอนในขณะนี้มีมูลค่าสูงกว่าหุ้นวอลมาร์ทแล้ว

ในตลาดไทยเองนั้น  เราก็ได้เห็นหุ้นค้าปลีกหรือหุ้นบันเทิงบางตัวสูญเสีย “ความสามารถในการแข่งขัน” ให้กับ  “เทคโนโลยีไอที” ที่เปลี่ยน “แผนภูมิ”  ในการแข่งขันไปอย่างสิ้นเชิง  ตัวอย่างเช่น กิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ทั้งหลายที่เสีย “ลูกค้า”  ให้กับสื่ออิเลคโทรนิกที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูกมาก  หรือตลาดเทปเพลงหรือภาพยนตร์ที่กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยในยุคที่ทุกอย่างสามารถ “ดาวน์โหลด” จากอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

เรื่องที่สามก็คือ  บางครั้งเราอาจจะต้องพิจารณาขายซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของกฎหมาย  กฎเกณฑ์ และระเบียบใหม่ในการทำธุรกิจของหน่วยงานรัฐ  ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญในแง่ที่ว่ามันเป็น  “อำนาจที่ยิ่งใหญ่” ที่สามารถ “Overrule” หรือ “ลบล้าง”  ทุกเรื่องรวมถึงความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้  โดยปกติ  บริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นมักจะไม่ได้อาศัย “รัฐ” ในการแข่งขัน  แต่ในทางตรงกันข้าม  กฎเกณฑ์ที่ออกใหม่สามารถ “ทำลาย”  หรือลดความสามารถในการทำกำไรของซุปเปอร์สต็อกได้มาก  ผมเองเวลาที่ถือหุ้นซุปเปอร์สต็อกไว้  ผมจะไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกฎระเบียบอะไรทั้งสิ้นในอุตสาหกรรม   เพราะซุปเปอร์สต็อกนั้น  โดยปกติไม่มีคู่แข่งที่จะทำลายมันได้อยู่แล้วยกเว้น  “อำนาจรัฐ”
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในกฎเกณฑ์ในเร็ว ๆ  นี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านของธุรกิจทีวี  การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการการให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่โทรคมนาคม  และที่เราอาจจะไม่ได้คิดหรือตระหนักถึงก็คือ  การเปลี่ยนแปลงที่มาจากหน่วยงาน  “เหนือรัฐ” จากนอกประเทศ  เช่น เรื่องของการบิน การประมง และอื่น ๆ  อีกมาก  ทั้งหมดนั้นเราต้องคอยติดตามและวิเคราะห์ว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรกับซุปเปอร์สต็อกของเรา

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดก็คือ  ราคาหรือมูลค่าหุ้นซุปเปอร์สต็อก  นี่เป็นประเด็นที่ผมจะไม่ค่อยสนใจมากนักยกเว้นแต่ว่าราคามัน  “เวอร์”  ไปจริง ๆ  อย่างไรก็ตาม  ประสบการณ์ก็คือ  หุ้นซุปเปอร์สต็อกที่แท้จริงนั้น  แม้ว่าบางครั้งราคาจะขึ้นไปสูงมากวัดจากค่า PE  เช่นสูงเป็น 30-40 เท่า มันก็ไม่ใช่ราคาที่ Overvalue หรือราคาสูงเกินพื้นฐานโดยเฉพาะถ้าวัดจาก  Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งบริษัท  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นมักจะมีศักยภาพสูงมาก  มันจะโตไปเรื่อย ๆ  ไปอีกนานจนมีขนาดใหญ่มาก  ดังนั้น  แม้ว่าในบางช่วงที่ดูเหมือนว่าจะแพงเกินไป  เราก็มักจะไม่จำเป็นต้องขาย  อย่างไรก็ตาม  ในบางครั้ง  โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นมีมูลค่าสูงมากแล้ว  และตลาดหุ้นกำลังเป็น “ฟองสบู่”  แบบนี้  เราก็อาจจะพิจารณาขายทิ้งเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้

Saturday, January 10, 2015

ชำแหละกำไร "กูรูหุ้น" ปี 57"วีไอ" เป๋าแบน "เทคนิค" เป๋าตุง


เซียนหุ้นวีไอ“เซ็ง”ตลาดหุ้นไทยปี 57 ขึ้นเร็วลงแรง กดผลตอบแทนขยับน้อยกว่าปีก่อนตรงข้าม“เทคนิค”และ“พันธุ์ผสม"  
กว่า “เหล่าเซียนหุ้น” จะยอมเปลี่ยนที่อยู่ของเงิน โยกจากฝากแบงก์มาลงทุนในตลาดหุ้น ก็ล่วงเลยปี 2557 มาแล้วเกือบครึ่งปี ในครานั้นนักลงทุนไซด์บิ๊กหลายราย พูดในทำนองเดียวกันว่า “การเมืองไทยที่วุ่นวายในช่วง 5 เดือนแรก ทำให้ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครหน้าไหนจะกล้าเล่นหุ้น”

ท่ามกลางความไม่ปกติของการเมืองไทย ทำให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นค่อยๆ ขึ้นจาก “จุดต่ำสุด” 1,224.62 จุด (วันที่ 3 ม.ค.2557) มาแตะระดับ 1,401 จุด (วันที่ 16 เม.ย.) แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย SET INDEX ก็ทะยานสู่ระดับ 1,543 จุด ในเดือนส.ค.ก่อนจะขึ้นไปสร้าง “จุดสูงสุด” ที่ 1,600 จุด (26 ก.ย.2557)

เมื่อดัชนีปี 2557 ผันผวนเช่นนี้ ผลตอบแทนของ “กูรูหุ้น” จะเป็นเช่นไร “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” มีคำตอบ

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ในฐานะผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย หรือ วีไอ เล่าถึงผลตอบแทนจากการลงทุนของปี 2557 ว่า “พอร์ตรวมมีกำไรแต่บวกน้อยกว่าตลาดหุ้นเล็กน้อย” ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นอยู่เฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเมื่อเราเป็นนักลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนจึงออกมาเป็นเช่นนี้

“ปี 2557 การลงทุนออกแนวไม่ค่อยสบายตัว เพราะราคาหุ้นตัวเล็กๆปรับขึ้นค่อนข้างรุนแรง ขณะที่หุ้นพื้นฐานไม่ค่อยไปไหน แถมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มออกมาไม่ค่อยดี”

จากสถานการณ์ตลาดหุ้นผันผวน ทำให้ในปี 2557 จำเป็นต้องจัดพอร์ตลงทุนใหม่ ด้วยการหันมาถือเงินสดมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในตลาดหุ้น 75 เปอร์เซ็นต์ นโยบายเก็บเงินสด ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี เพราะตั้งแต่เป็นนักลงทุนวีไอแทบนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น “ร้อยเปอร์เซ็นต์”

“นโยบายถือเงินสด ทำให้รู้สึกอึดอัด เพราะจะทำให้มีผลตอบแทนจากการลงทุนออกมาน้อยมาก”

“กูรูตลาดหุ้น” ยอมรับว่า ด้วยความที่ไม่อยากเก็บเงินสดไว้มากๆ ทำให้เมื่อ 3-4 เดือนก่อน เริ่มเข้าไปชิมลางตลาดหุ้นต่างประเทศ ด้วยการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม วิธีการ คือ เน้นซื้อหุ้นพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง

ถามว่ามองเห็นอะไรในตลาดหุ้นเวียดนาม? แน่นอนว่า ผลตอบแทนย่อม “คุ้มค่า” กว่าตลาดหุ้นไทย อีกอย่างการหันออกไปลงทุนนอกบ้าน ถือเป็นการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ปลายปี 2558

หากมองภาพรวมของพอร์ตในระยะยาว ตลาดหุ้นต่างประเทศอาจเริ่มมีนัยสำคัญ แต่ถ้ามองการลงทุนระยะสั้นยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นไทยเหมือนเคย เพราะในบ้างจังหวะที่หุ้นไทยปรับตัวลงมาแรงๆ ก็ถือเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนเพิ่มเติม

ตลาดหุ้นเวียดนามมีความแตกต่างจากตลาดหุ้นไทย ตรงที่ไม่ค่อยมีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร ฉะนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนย๋อมมีไม่มาก ฉะนั้นถือเป็นเรื่องยาก หากหวังจะมีกำไรในตลาดหุ้นเวียดนามมากๆเหมือนที่ทำได้ในตลาดหุ้นไทย

“นักลงทุนวีไอจะไม่ค่อยชอบตลาดกระทิง แต่จะชอบตลาดหุ้นอนุรักษ์นิยม”

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ปี 2557 “ดร.นิเวศน์” ถือลงทุนหุ้นหลากหลายกลุ่ม เช่น หุ้น บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS จำนวน 4,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.78 เปอร์เซ็นต์ หุ้น จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ EASTW จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.60 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เอ็ม บี เค หรือ MBK จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.53 เปอร์เซ็นต์ หุ้น มูราโมโต้ อีเล็คตรอน หรือ METCO จำนวน 120,000 หุ้น คิดเป็น 0.57 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ด้าน “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เซียนหุ้นรายใหญ่ บอกว่า ผลตอบแทนที่ทำได้ในปี 2557 อยู่ที่ตัวเลขประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่มาจาก 4 หุ้นหลัก แบ่งเป็นหุ้นไอพีโอ 2 ตัว คือ หุ้น เซ็ปเป้ หรือ SAPPE และ หุ้น ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD ซึ่งหุ้นสองตัวนี้ได้มาตั้งแต่ราคาไอพีโอ (หุ้น SAPPE ราคาไอพีโอ 13.50 บาท หุ้น SAWAD 6.90)

ส่วนหุ้นอีก 2 ตัว คือ หุ้น ทรัพย์ศรีไทย หรือ SST และ หุ้น เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK ซึ่งได้มาตั้งแต่ต้นทุน 20 บาท สนใจหุ้น WORK เพราะเขาคือ อันดับหนึ่งของธุรกิจทีวีดิจิทัล ปัจจุบันหุ้น WORK ซื้อขายเฉลี่ย 44.64 บาท และหุ้น SST ซื้อขายเฉลี่ย 27.52 บาท

“ตลอดปี 2557 หุ้น IPO ถือเป็นตัวสร้างกำไรดีที่สุด ซึ่งในปี 2558 เชื่อว่าหุ้น IPO ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิม หากราคาไม่สูงเกินไป และมีอนาคตที่ดี เนื่องจากปัจจุบันหุ้นหลายตัวที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นมีราคาแพงเกินไป หลังถูกนักลงทุนบางรายลากราคาขึ้นไปค่อนข้างสูง ซึ่งหุ้นประเภทนี้ผมจะไม่เข้าไปยุ่ง”

“เสี่ยปู่” บอกว่า ปัจจุบันได้ปรับลดพอร์ตลงทุนลงมาอยู่ระดับ 80-90 เปอร์เซ็นต์ หลังหันมากระจายความเสี่ยง ด้วยการซื้อที่ดินในแถบกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น วิธีการ คือ ทยอยสะสม และหากได้ราคาที่ดี ก็จะขายทำกำไรทันที ซึ่งการลงทุนในที่ดินจะให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง

ตลอดปี 2557 “เสี่ยปู่” ถือลงทุน หุ้น บางกอก เดค-คอน หรือ BKD จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.43 เปอร์เซ็นต์ หุ้น บ้านร็อคการ์เด้น หรือ BROCK จำนวน 87,569,650 หุ้น คิดเป็น 8.54 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.71 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เด็มโก้ หรือ DEMCO จำนวน 9,228,600 หุ้น คิดเป็น 1.33 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

"เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์” เจ้าของพอร์ตหุ้นหลายพันล้าน ส่งยิ้มเป็นคำตอบ ก่อนบอกว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์” คือ ตัวเลขกำไรที่ทำได้ในปี 2557 ส่วนใหญ่ได้จาก “หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง”ซึ่งในปี 2558 ยังคงให้น้ำหนักในกลุ่มนี้ต่อไป

ตลอดปี 2557 ได้ปรับลดพอร์ตลงทุน จาก “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยกระจายการลงทุนไปในกลุ่มอสังหริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง แต่การลงทุนในปี 2558 คงไม่ปรับลดน้ำหนักไปมากกว่านี้ ตรงข้ามจะรอจังหวะซื้อเพิ่มมากกว่า

สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจอาจเป็นบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐบาล อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หรือหุ้นที่มีพื้นฐานดี และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

“ปีก่อนแอบเห็นนักลงทุนบางรายได้รับผลตอบแทนน้อย บางคนถึงขั้น “ขาดทุน” แม้ดัชนีจะขึ้นไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทน”

ตลอดปี 2557 พบชื่อ “เสี่ยยักษ์” ถือหุ้นหลากหลายตัว เช่น หุ้น บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI จำนวน 12,632,600 หุ้น คิดเป็น 3.95 เปอร์เซ็นต์ หุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND จำนวน 142,002,000 หุ้น คิดเป็น 0.69 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 11,741,800 หุ้น คิดเป็น 0.69 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ซีเค พาวเวอร์ หรือ CKP จำนวน 9,533,300 หุ้น คิดเป็น 0.87 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้นยังมีหุ้น มิลล์คอน สตีล หรือ MILL จำนวน 40,000,000 หุ้น คิดเป็น 2.15 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE จำนวน 203,132,500 หุ้น คิดเป็น 1.40 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ทรีซิกตี้ไฟว์ หรือ TSF จำนวน 12,355,473 หุ้น คิดเป็น 0.51 เปอร์เซ็นต์ หุ้น วินเทจ วิศวกรรม หรือ VTE จำนวน 10,500,000 หุ้น คิดเป็น 3.30 เปอร์เซ็นต์ และหุ้น วธน แคปปิตัล หรือ WAT จำนวน 308,091,200 หุ้น คิดเป็น 0.58 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ฟาก “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เซียนหุ้นเทคนิค เล่าว่า แม้ตลาดหุ้นจะออกแนวหวือหวาจนทำให้เกิดความกังวลในหลายๆครั้ง แต่พอร์ตรวมก็ยังมี “กำไรกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” สำหรับ “พระเอกของพอร์ต” คือ “กลุ่มสื่อสาร” ไม่ว่าจะเป็นหุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC หุ้น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC และหุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE

นอกจากยังมี “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” และ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ขณะเดียวกันยังมีกำไรมาจาก “หุ้น IPO” ส่วนตัวเชื่อว่า ปี 2558 หุ้น IPO ยังคงน่าสนใจเหมือนเคย แต่จะดีมากหรือดีน้อยให้จับตาดูภาพรวมของตลาดหุ้นไทย หากดัชนีวิ่งต่อ หุ้น IPO สวยเหมือนปีก่อนแน่

เขา ยอมรับว่า กำไรกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ เพิ่งมาได้ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2557 เพราะครึ่งปีแรกไม่ค่อยกล้าลงทุนเท่าไหร่ หลังสถานการณ์ต่างๆไม่เอื้ออำนวย ช่วงนั้นได้แต่นั่งดูหุ้นทุกวัน แต่ไม่กล้าควักเงินซื้อ แต่ทันทีที่บ้านเมืองสงบสุข ก็กลับเข้ามาลงทุนเต็มตัวอีกครั้ง

“ตลาดหุ้นปี 2558 น่าจะกลับมาพีคอีกครั้ง แต่ต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ครอบครัวปตท. เป็นต้น”

จากการสำรวจข้อมูล พบว่า “เสี่ยป๋อง” ถือหุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND จำนวน 220,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.06 เปอร์เซ็นต์ หุ้น คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ หรือ CGD จำนวน 50,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.72 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 8,800,000 หุ้น คิดเป็น 0.52 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง หรือ ECL จำนวน 6,500,000 หุ้น คิดเป็น 1.09 เปอร์เซ็นต์

หุ้น อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI จำนวน 7,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.58 เปอร์เซ็นต์ หุ้น เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น หรือ MLINK จำนวน 5,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.93 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD จำนวน 5,100,000 หุ้น คิดเป็น 0.51 เปอร์เซ็นต์ หุ้น ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม หรือ TFD จำนวน 10,600,000 หุ้น คิดเป็น 0.83 เปอร์เซ็นต์ และหุ้น ไทยรับประกันภัยต่อ หรือ THRE จำนวน 30,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.85 เปอร์เซ็นต์

Monday, December 22, 2014

Happy Money


เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้อ่านหนังสือชื่อ “Happy Money” เขียนโดย Elizabeth Dunn และ Michael Norton หรือถ้าแปลเป็นไทยก็คือ  “เงินที่มีความสุข” ซึ่งเนื้อหาหลักก็คือ  “การใช้เงินที่จะก่อให้เกิดความสุขสูงสุดแก่ผู้ใช้”  ซึ่งเรื่องนี้คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของรสนิยมของแต่ละคนและก็มักจะใกล้เคียงกันนั่นก็คือ  ใช้เงินเพื่อสนองความต้องการของตนเองในด้านต่าง ๆ  ตามที่ใจต้องการสูงสุดในขณะนั้นเราก็จะมีความสุขสูงสุด   แต่หนังสือเล่มนี้บอกว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ผิด  เพราะจากการศึกษาทางด้านจิตวิทยามากมายบอกว่า  ความสุขที่ได้จากการจ่ายเงินซื้อสิ่งของหรือบริการแต่ละอย่างด้วยเงินที่เท่ากันนั้นไม่เท่ากัน   สิ่งของหรือบริการบางอย่างจะให้ความสุขสูงกว่าและยาวนานกว่าสิ่งอื่น  ดังนั้น  ถ้าเรา  “ใช้เงินเป็น”  เราก็จะมีความสุขมากกว่าด้วยเงินที่เท่ากัน  มาดูกันว่าสิ่งของหรือบริการประเภทไหนให้ความสุขมากกว่าและการใช้เงินแบบไหนที่จะก่อให้เกิดความสุขมากกว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อ
หลักการใหญ่ข้อแรกที่ผู้เขียนนำเสนอก็คือ  การใช้เงินซื้อ  “ของ” นั้น  มักจะให้ความสุขน้อยกว่าการ“ซื้อประสบการณ์”  เพราะของนั้น  อาจจะให้ความสุขในขณะที่ซื้อ  แต่เวลาใช้ไปซักพักหนึ่งเราก็มักจะรู้สึกชิน  ความสุขก็จะหายไป  แต่ประสบการณ์นั้น  จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานและทำให้เรามีความสุข   วัตถุและสิ่งของนั้น  แม้ว่าจะเป็นของหรูราคาแพงเช่น เพชรพลอย  เครื่องเล่นไฟฟ้าราคาแพง  หรือแม้แต่บ้านหรูนั้น  มักจะให้ความสุขไม่เท่ากับประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่เราได้ประสบอย่างเช่นการท่องเที่ยวที่สุดแสนจะโรแมนติคหรือท้าทายที่ “ตรึงอยู่ในความทรงจำ”
ประสบการณ์ที่จะทำให้มีความสุขมากนั้น  ควรที่จะมีคุณสมบัติ  เช่น  มันนำเราเข้าไปรู้จักและมีความสัมพันธ์กับคนอื่น  หรือมันมีเรื่องราวที่น่าประทับใจที่เราจะมีความสุขที่จะเล่ามันซ้ำ ๆ  ไปอีกนานทุกครั้งที่มีโอกาส  หรือมันเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่บ่งบอกตัวตนของเราอย่างใกล้ชิด  หรือมันเป็นประสบการณ์ที่เป็นโอกาสแบบ  “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ที่เราจะได้ประสบ เป็นต้น   ในความรู้สึกของผมเอง  ผมคิดว่าการ  “ซื้อประสบการณ์”  นั้น  มีคุณค่าและมีความสุขกว่าการซื้อสิ่งของจริง ๆ ถ้าจะนับว่าผมใช้เงินไปกับอะไรที่ค่อนข้างมากในแต่ละปี  คำตอบก็คือการท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ  ได้ไปพบเห็นอะไรที่ดูแปลกตาและ  “มหัศจรรย์” ซึ่งทำให้ผมจำได้และต้องพูดหรือนึกถึงทุกครั้งที่มีโอกาส  ตัวอย่างเช่น  การได้เห็นปิรามิดในอียิปต์หรือเมืองเพตราที่เกิดจากการสลักหรือเจาะภูเขาสีชมพูเพื่อสร้างบ้าน  โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างทั้งหลายของเมืองในจอร์แดน  เป็นต้น  ผมคิดว่านี่เป็นการใช้จ่ายเงินที่คุ้มค่าและให้ความสุขจริง ๆ  ดังนั้น  การซื้อประสบการณ์ที่ดีมากนั้นจึงควรที่จะเป็นสิ่งที่เราคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ  ในกรณีที่เรามีเงินพอที่จะทำได้
ข้อสองของการที่จะทำให้การใช้เงินก่อให้เกิดความสุขมากขึ้นก็คือ  “ทำให้มันเป็นการเลี้ยงฉลอง” หรือพูดง่าย ๆ  อย่าทำอะไรหรือจ่ายเงินซื้ออะไรแบบเป็นเรื่อง  “ทำประจำ”  เพราะการที่เราทำอะไรซ้ำ ๆ  เป็นประจำนั้นจะทำให้เราเคยชิน  เราจะไม่รู้สึกว่าการทำอย่างนั้นจะเป็นความสุข  การมีหรือทำอะไรหรือกินอะไรที่เรามีอย่าง  “เหลือเฟือ”  นั้น   ความสนุก  ความอร่อย  หรือความสุขจะหายไปมาก  แต่อะไรที่เรานาน ๆ  จะมีโอกาสได้ทำหรือได้กินหรือได้ใช้มันนั้นจะดูมีคุณค่าและก่อให้เกิดความสุขได้มากกว่า   พูดถึงเรื่องนี้แล้วผมยังจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้น  ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่บ้านผมจะซื้อน้ำอัดลมมาประมาณครึ่งลังหรือประมาณ 12 ขวดถ้าจำไม่ผิด  และผมจะดื่มมันได้หลายวัน  ผมรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องดื่มที่ผมชอบและมีความสุขที่ได้ดื่มมันมาก  เหตุผลก็เพราะมันแทบจะเป็นโอกาสเดียวของปีที่ผมจะได้  “เฉลิมฉลอง” และดื่มมันอย่างมีความสุข  เมื่อผมโตขึ้นและสามารถดื่มมันทุกวัน  ความสุขจากการดื่มน้ำอัดลมก็เหลือเพียงนิดเดียว  เทคนิคในการทำให้เรื่องต่าง ๆ เป็นการ  “เลี้ยงฉลอง” นั้น  ผมคิดว่าแต่ละคนก็คงต้องค้นหา  แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการดื่มกาแฟร้านดังเราก็อย่าไปกินทุกวัน  อาจจะกินแค่วันศุกร์หรืออะไรทำนองนี้  และกาแฟแก้วนั้นก็จะอร่อยเป็นพิเศษ  เพราะมันเป็นกาแฟที่เรา  “ตั้งใจรอ”  มาหลายวัน
“ซื้อเวลา”  นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นการใช้เงินอย่างฉลาดและคุ้มค่าให้ความสุขมากกว่าเรื่องอื่น ๆ  อีกหลาย ๆ  เรื่อง  เหตุผลก็คือ  เรามักจะ “เสียเวลา” ไปกับเรื่องที่ “ไม่รื่นรมย์” เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก  “งานบ้าน” ที่เป็นงานประจำที่น่าเบื่อหน่าย  วิธีการที่จะตัดสิ่งที่น่าเบื่อและไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่เราที่ง่ายที่สุดก็คือ  “จ้างให้คนอื่นทำ”  หรือลดหรือไม่ต้องทำเองแต่ไป“ซื้อ” มากินเพื่อที่จะตัดเวลาที่เราต้องทำกินเอง เป็นต้น  หลักการสำคัญของเรื่องการซื้อเวลานั้นก็คือ  งานนั้นถ้าเราทำเองจะต้องใช้เวลามากและเราไม่ชำนาญ  นอกจากนั้น  มันเป็นงานที่เราไม่ได้มีความสุขที่จะทำ  ตัวอย่างวิธีการ “ซื้อเวลา” ง่าย ๆ  ก็เช่น  เราไปซื้อเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานเองอัตโนมัติมาใช้ให้มันดูดฝุ่นเวลาเราไม่ได้อยู่ที่บ้าน  อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากก็คือ  เรายอมซื้อบ้านที่แพงขึ้นมากและมีพื้นที่ใช้สอยต่ำแต่มันอยู่ใกล้ที่ทำงานในเมืองแทนที่จะซื้อบ้านที่ใหญ่และอยู่นอกเมืองซึ่งห่างจากที่ทำงานมากซึ่งทำให้เราต้อง “เสียเวลา” เดินทางไปกลับทุกวันอย่างนี้เป็นต้น  การซื้อเวลาจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นที่จะทำอะไรต่าง ๆ  ที่มีความสุขและหลีกเลี่ยง “ความทุกข์” ที่เกิดจากการต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ให้ความรื่นรมย์แก่เรา
“จ่ายก่อน  บริโภคทีหลัง”  นี่เป็นแนวคิดที่แปลกและหลายคนก็ไม่ใคร่จะเชื่อว่ามันจะเพิ่มความสุขได้  คนส่วนใหญ่ต้องการเลื่อนการจ่ายเงินออกไปให้นานที่สุดแต่ต้องการบริโภคหรือได้ใช้สินค้าก่อน  คนคิดว่า “บินก่อนผ่อนทีหลัง” นั้นมีความสุข  แต่จริง ๆ  แล้ว  การมานั่งผ่อนไปอีกหลายเดือนนั้นอาจจะก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา  การจ่ายพร้อมบินเองก็ไม่ได้ให้ความสุขเหมือนกับว่าเราจ่ายไปแล้วตั้งนาน  เพราะว่าเมื่อจ่ายไปแล้วหลังจากนั้นเราก็ “ตั้งตาคอย” ว่าเราจะได้ไปเที่ยวอย่างมีความสุข   ในวันที่กำลังเที่ยวนั้น  เราก็เที่ยวอย่างสบายใจราวกับว่า  “เที่ยวฟรี”  จิตวิทยาของคนนั้น  เราชอบที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีต่ออนาคตที่ดี ๆ  ที่กำลังจะมาถึง  ดังนั้นในช่วงที่เรารอคอยเราจะมีความสุขมาก  แต่พอเรื่องนั้นมาถึงแล้วจริง ๆ  ความสุขก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว  ลองนึกดูว่าถ้าเราจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อซื้อเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทุกคนรอคอย  ช่วงที่เรากำลังรอนั้นเราจะมีความสุขมาก  แต่เมื่อได้แล้วไม่กี่วันอารมณ์ความสุขก็จะหายไป  ดังนั้น  ถ้าเรามีโอกาสคราวหลังเวลาซื้ออะไรให้พยายามจ่ายก่อน  อย่าจ่ายทีหลัง  แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าน้อยคนจะอยากทำ
เรื่องสุดท้ายของการจ่ายเงินที่จะก่อให้เกิดความสุขมากกว่าปกติก็คือ  การ  “ลงทุนในคนอื่น”  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  “ให้เงินคนอื่น” เพื่อช่วยเหลือเขาหรืออาจจะแค่ให้เขาดีใจที่ได้รับเงินหรือของที่เขาอยากได้  การทำบุญทำทานหรือการบริจาคเงินเพื่อการกุศลก็เป็นรายการใหญ่อันหนึ่งในเรื่องของการ  “ลงทุนในคนอื่น” นี่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องแปลกที่ว่าเราให้เงินคนอื่นแล้วเรากลับมีความสุขมาก  เราไม่เสียดายหรือ?  มีคนเคยถาม วอเร็น บัฟเฟตต์ ว่าเขารู้สึกอย่างไรหลังจากที่เขาประกาศบริจาคเงินส่วนใหญ่ของเขาให้กับสาธารณกุศลโดยเฉพาะกองทุนของบิลเกต  เขาตอบว่าเขา  “มีความสุขมาก” เขาไม่ได้พูดเล่น  การศึกษาพบว่าคนที่บริจาคหรือให้เงินคนอื่นนั้น  จะได้รับความสุขทางใจสูง  แต่มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องสมัครใจเองจริง ๆ  ไม่ได้ถูกบังคับหรือเสมือนถูกบังคับให้บริจาค  และเขารู้ว่าเงินของเขานั้นจะไปถึงคนหรือองค์กรที่เขาเห็นว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างได้  ไม่ใช่ให้ไปแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรกับผู้รับ
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการใช้เงินที่จะก่อให้เกิดความสุขสูงสุดที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ตระหนัก  บางทีเราอาจจะต้องคิดเหมือนกันว่าเราจำเป็นต้องเป็นเจ้าของบ้านไหม?  ถ้าการเป็นเจ้าของนั้นจริง ๆ แล้วไม่ได้ให้ความสุขอะไรมากมาย  เงินที่เหลือจากการไม่ซื้อบ้านนั้น  อาจจะสามารถ  “ซื้อความสุข”  อย่างอื่นได้มากกว่าก็เป็นได้  ผมพูดเรื่องนี้เพราะนึกถึงตัวเองที่เพิ่งจะมีบ้าน  “ของตัวเอง”จริง ๆ  เมื่อ 2-3 ปีมานี้เองโดยที่ไม่รู้สึกว่าความสุขหายไปไหนเลยในหลายสิบปีที่ผ่านมา  
CR. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล 

Friday, December 19, 2014

7 จุดอ่อนของ VI

    

   การลงทุนให้ประสบความสำเร็จของ VI นั้น นอกจากจะต้องยึดมั่น “แก่น” ของการลงทุนวิธีนั้น ๆ อย่างมั่นคงแล้ว เราก็ควรจะเข้าใจ “จุดอ่อน” หรือ “ข้อจำกัด” ของวิธีการลงทุนนั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า จุดอ่อนของการลงทุน “วิธีนั้น ๆ” จะไม่ใช่จุดที่ทำให้การลงทุน "ของเรา” ล้มเหลว และ ทำให้เราเสียศรัทธาในการลงทุนวิธีนั้นไป

     การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) เป็นการลงทุนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีผู้ที่ประสบความสำเร็จได้จำนวนมาก มีวิถี มีแบบอย่าง มีหลักการที่ถ่ายทอดกันอย่างเป็นระบบ และจับต้องได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของนักลงทุน VI จำนวนมาก แต่ไม่มีวิธีการลงทุนอะไรที่ไม่มีจุดอ่อน และนี่คือจุดอ่อนหลัก ๆ ของการลงทุนแบบ VI

1. “เชื่อ” ในมูลค่าที่เราประเมินมากจนเกินไป อันที่จริงการลงทุนแบบ VI ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแน่นอน 100% แม้ว่าจะมีส่วนต่างความปลอดภัยแค่ไหน หรือกิจการมีความแข็งแรงมากเพียงใด ก็อาจจะเกิด “เหตุการณ์” บางอย่างที่ไม่คาดฝัน ตัวอย่างล่าสุดอย่างหุ้นกิจการค้าปลีกที่ยิ่งใหญ่อย่างเทสโก ก็ประสบปัญหาและวอร์เรน บัฟเฟตต์ก็เสียหายจากการลงทุนครั้งนี้ อีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นอย่างถ่องแท้ หรือมองข้ามจุดอ่อนของกิจการบางอย่าง สรุปคือ เราอย่าดูถูกนายตลาดหรือ Mr. Market เพราะเขาฉลาดกว่าคุณมาก

   นอกจากนั้น ความเสียหายอาจจะขยายผลมากขึ้นมาก ถ้าเรา “ซื้อถัวเฉลี่ย” ขาลง รวมไปถึงการใช้บัญชีเงินกู้ หรือมาร์จิ้นโลน หลักการ VI อาจจะทำให้เราคิดว่าราคาหุ้นยิ่งลงยิ่งถูก อยากขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้น แต่การจำกัดสัดส่วนของหุ้นแต่ละตัว จะช่วยลดความเสียหาย สำหรับมือใหม่ ผมคิดว่าเราไม่ควรถือหุ้นเกิน 25% ต่อตัว ไม่ว่าเราจะมั่นใจแค่ไหน

2. คุณเข้าใจหลักการ หรือความรู้ในการลงทุนน้อยเกินไป แม้ว่าคุณคิดว่าเพียงพอแล้ว แต่ความรู้ที่จำเป็นในธุรกิจที่คุณจะลงทุนเยอะกว่าที่คุณคิดมาก เป็นสิ่งที่คุณต้องมีภาระในการ “อ่าน” “อ่าน” “อ่าน” และ “อ่าน” ซึ่งเหมือนเป็นกิจกรรมหลักของการลงทุนแบบ VI ความเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ช่วยให้เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ แต่จุดอ่อนนี้คือจุดแข็งที่สุดของการลงทุนแบบ VI เพราะความรู้เกือบ “ทุกเม็ด” สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตการลงทุน และสามารถนำไปต่อยอดได้นับไม่ถ้วน

3. จำเป็นต้องมี “นิสัย” และ “ทัศนคติ” ของการลงทุนที่ถูกต้องตั้งแต่แรก นิสัยเป็นส่วนที่ค่อย ๆ สร้างมาตั้งแต่คุณเกิดและชีวิตทั้งหมด “ก่อน” ที่คุณจะเริ่มลงทุน และยิ่งถ้าคุณเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงมาก ๆ ยิ่งทำให้โอกาสที่คุณจะ “เสียนิสัย” ที่จำเป็นต้องการลงทุนแบบ VI มากขึ้นและแก้ไขยาก นิสัยของการลงทุนที่ถูกต้อง เช่น ความอดทนรอคอย ไม่ตื่นเต้นกับราคาหุ้น แต่สนใจที่คุณค่าบริษัท ความมีวินัยที่จะพยายาม “รักษาเงินต้น” ก่อนที่จะ “มุ่งหวังกำไร” นิสัยที่กล้าในเวลาที่ควรตัดสินใจ มีความเป็นตัวของตัวเองและอิสระจากฝูงชน เป็นต้น

4. การลงทุนแบบ VI ไม่จับจังหวะตลาดเท่าไหร่นัก นั่นหมายถึงว่า คุณมีโอกาสถือหุ้นโดยที่ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย ในขณะที่คนอื่นอาจจะทำกำไรมากมาย ซึ่งหมายถึงเรา “เสียโอกาส” ของการทำรอบของเงินทุน ยิ่งไปกว่านั้นความอดทนในการถือหุ้นมักจะหมดลง ทำให้เราขายหุ้นก่อนหุ้นจะขึ้น นักลงทุน VI ใช้ “โอกาส” ในการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นได้ ต่อเมื่อตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ Undervalued หรือต่ำกว่ามูลค่าเท่านั้น แต่ถ้าตลาดเป็นตลาดเก็งกำไร VI จะได้ประโยชน์น้อยกว่าในขาซื้อ แต่เป็นโอกาสในการขายแทน ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนแบบอื่น อาจจะได้โอกาสจากตลาดตลอดเวลาถ้าสามารถเก็งตลาดได้ถูกต้อง

5. VI มักจะจำกัดความถนัดตัวเองไปในหุ้นไม่กี่กลุ่ม อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่อง Circle of Competence แปลว่า หุ้นนอกกลุ่มที่เรารู้ เราจะไม่ลงทุน ซึ่งนั่นคือการมีข้อจำกัดในการลงทุนและเป็นการตัดโอกาสการลงทุนไป การลงทุน VI จำเป็นต้องมีความรู้มาก ดังนั้นโอกาสที่เราจะรู้จักหุ้นทุกตัว หรือเข้าไปลงทุนในหุ้นทุกตัว เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แตกต่างจากวิธีการลงทุนแบบอื่น ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้จักหุ้นลึกซึ้งเหมือนการลงทุน VI หรือในบางวิธีการ การรู้จักหุ้นก็ไม่มีความจำเป็น

6. เรื่องการบริหารความเสี่ยง VI ไม่มีแนวคิด cut loss ด้วย “ราคา” หุ้น หรือมี “กฏเกณฑ์” ที่ชัดเจน เช่นถ้าหุ้นลง 10% เราจะตัดขาดทุน แต่การบริหารความเสี่ยงขึ้นอยู่กับมุมมองว่าเรา “คิดผิด” รึเปล่ามากกว่า อีกส่วนหนึ่งคือ VI บริหารความเสี่ยงด้วยส่วนต่างความปลอดภัย (Margin of Safety) และบริหารด้วยการสร้างพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการที่อาศัยศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาก

7. จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดคือ การลงทุน VI ให้ชนะ ต้องอาศัย “จิตใจ” ที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝน การยกตัวอย่างของบัฟเฟตต์เรื่อง คุณต้องทนขาดทุนได้ 50% คือตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดของการเอาชนะ “จิตใจ” ของตัวเอง ถ้าเราบันทึกความรู้สึกของตัวเองทุก ๆ วันหรือทุก ๆ เดือน เราจะเห็นความปะปนของความตื่นเต้น ความสิ้นหวัง ดีใจ เสียใจ ที่เกิดขึ้นในใจตนเองตลอดเวลา และด้วยความเป็นวาระจิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของคนนั่นเอง ทำให้ความล้มเหลวในการลงทุนของการลงทุน VI จำนวนมาก เกิดจากการยอมแพ้ “ใจ” ตนเอง

   เมื่อทราบดังนี้แล้วก็ขอให้ VI ทุกท่าน  เปลี่ยนจุดอ่อน ให้เป็นจุดแข็งนะคับ  เพราะเดี๋ยวนี้ตลาดผันผวน พวกเราต้องอยู่เหนือตลาดคับ  อย่าขาดทุน

Monday, November 24, 2014

เล่นหุ้น- ต้องดูคน

         

        การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น  นอกจากต้องดูข้อมูล “พื้นฐาน”  ต่าง ๆ  เช่นตัวเลขผลประกอบการและข้อมูลเชิงคุณภาพอื่น ๆ  เช่นความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจแล้ว  การดู  “คน”   ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและหุ้นก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  นักลงทุนแนว VI นั้น  มักจะเน้นที่การดูผู้บริหารสำคัญและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเป็นหลักว่า  พวกเขานั้นมีความสามารถและความซื่อสัตย์และ  “เห็นแก่ผู้ถือหุ้น”  หรือมองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมากน้อยแค่ไหน  การที่จะเข้าใจในตัวผู้บริหารได้ดีก็ต้องคอยติดตามว่าพวกเขามีพฤติกรรมอย่างไรในประเด็นต่าง ๆ  เกี่ยวกับบริษัท  และบางทีก็ในเรื่อง  “ส่วนตัว”  ด้วย   ส่วน “นักเก็งกำไร”  นั้น  จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ในเรื่องของ  “คน”  มากขึ้นมาก  เพราะนอกจากผู้บริหารแล้ว  พวกเขาจะต้องมองไปถึงผู้ถือหุ้นใหญ่  นักเล่นหุ้น  “ขาใหญ่” รวมไปถึงนักเล่นหุ้นคนอื่น ที่สนใจและเข้าไปเล่นหุ้นด้วย  ว่าที่จริงหลาย ๆ คนนั้นดูเรื่องนี้เป็นหลัก  ส่วนเรื่องพื้นฐานของบริษัทนั้นเป็นรอง  เหนือสิ่งอื่นใด  พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้องจริง ๆ  และถึงจะวิเคราะห์ได้ถูกต้อง  มันก็เป็นเรื่อง  “ระยะยาว”  ที่ไม่มีประโยชน์มากนักในการเล่นหุ้นในช่วงสั้น ๆ  หรือวันต่อวัน

เรื่องของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับหุ้นที่มีทุกวันเรื่องแรกก็คือ  การซื้อ-ขายของผู้บริหาร หรือที่เรียกว่า Insider Trading นั้น  เป็นสิ่งที่ผมมักตามดูอยู่ห่าง ๆ  โดยทั่วไป  การซื้อขายจำนวนน้อยและทำโดยพนักงานหรือคู่สมรสนั้น  ผมคิดว่าไม่ใคร่จะมีความหมายหรือมีสัญญาณอะไร  ว่าที่จริงผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับบริษัท  แต่การซื้อหรือขายโดยผู้บริหารระดับสูงสุดหรือเป็นคนสำคัญของบริษัทนั้น  ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีความหมายพอสมควร  การขายหุ้นจำนวนมากซึ่งบ่อยครั้งทำเป็นเรื่อง  “โอนออก” นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่ามันหมายความว่าอะไร?  โดยส่วนใหญ่แล้วผมมองว่ามันอาจจะไม่ใคร่ดีนัก  เขาอาจจะดูว่าหุ้นมีราคาสูงมากหรืออาจจะเกินพื้นฐานไปแล้วเขาจึงขาย  หรือเขาแค่ต้องการลดความเสี่ยงที่มีหุ้นตัวเดียวมากเกินไป?  เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิด

บางครั้งผู้บริหาร  รวมถึงผู้บริหารสูงสุด  เข้ามาซื้อหรือขายหุ้นบ่อย ๆ  หรือ  “ตลอดเวลา”  ซึ่งในกรณีนี้  ส่วนมากแล้วจะเป็นการซื้อมากกว่าขาย  ถ้าเป็นแบบนี้  ผมมักมีความรู้สึกว่า  พวกเขาพยายาม “ส่งสัญญาณ”  ว่า  หุ้นเขา “ราคาถูกกว่าพื้นฐาน”  ดังนั้น  นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นจึงควรเข้ามาซื้อ  เพราะ  “ขนาดเจ้าของที่มีหุ้นมากมายอยู่แล้วยังเข้ามาเก็บหุ้นเลย”  อย่างไรก็ตาม  เราก็ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย  เพราะเจ้าของเองอาจจะมี  “วาระซ่อนเร้น” อยู่  พวกเขาอาจจะอยากทำให้ราคาหุ้นสูงเพื่อเหตุผลบางอย่าง  หรือไม่พวกเขาบางคนก็อาจจะคิดไปเองว่าหุ้นของตนเองมีราคาถูกโดยที่ตนเองก็วิเคราะห์ไม่เป็น  และมักจะมีความ  “ลำเอียง” ว่าหุ้นของบริษัทตนเองนั้นดีกว่าความเป็นจริง  ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน  สำหรับผมเองแล้ว  ผมไม่ชอบที่ผู้บริหารเข้ามาซื้อขายหุ้นตัวเองมากเกินไป  เพราะมันอาจจะทำให้ราคาหุ้นไม่เป็นไปตาม  “ธรรมชาติ”

ในช่วงที่ตลาดมีการเก็งกำไรในหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นตัวเล็กอย่างหนักนั้น  นักเล่นหุ้นจำนวนมากนั้น  ชอบดู  “ขาใหญ่”  ว่ากำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือเปล่า?  เพราะเขาเชื่อว่า  ราคาหุ้นจะปรับตัวแรงมากน้อยแค่ไหนสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ   มีนักเล่นหุ้นรายใหญ่เข้าไปซื้อ  ซึ่งจะทำให้หุ้นสามารถวิ่งขึ้นไปได้อาจจะหลายเท่าในเวลาอันสั้น  ความคิดแบบนี้ผมคิดว่ามีอยู่มากในบรรดานักเล่นรายวันจำนวนมาก  ดังนั้น  นักเล่นหุ้นรายใหญ่จึงมักจะพยายามส่งข้อมูลหรือสัญญาณว่าตนเองได้เข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นจำนวนมากเพราะเห็นว่ามันเป็นหุ้นที่ดีราคาถูกและจะปรับตัวขึ้นไปอีกมากอาจจะหลายเท่า  ผลก็คือ  ราคาหุ้นก็มักจะมีการปรับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงซื้อของนักลงทุนและคนเล่นหุ้นรายย่อยจำนวนมาก  แต่หุ้นลักษณะแบบนี้นั้นก็มักจะมีอันตรายสูงที่จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วถ้ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งเนื่องจากราคาอาจจะสูงเกินพื้นฐานไปมาก  พูดถึงเรื่อง  “ขาใหญ่”  แล้ว  ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยในยามนี้จะมีอยู่เป็นจำนวนมาก  เหตุผลก็เพราะตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงมายาวนานและนักลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย” สามารถทำกำไรมโหฬารจนกลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมาก  ผลก็คือ  หุ้นตัวเล็กที่ “วิ่งกันระเบิด”  นั้น  แทบทุกตัวก็จะต้องมี  “ขาใหญ่” บางคนหรือบางกลุ่มเข้าไปเล่นทั้งสิ้น

การดูผู้บริหารหรือเจ้าของที่เกี่ยวกับตัวหุ้นนั้น  ยังต้องดูแรงจูงใจของพวกเขาด้วย  ผู้บริหารบางคนนั้น  ชอบ  “ดูแลหุ้น” ตัวเองมาก  เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หุ้นมีราคาดีมีปริมาณการซื้อขายสูง  การพูดโปรโมตหุ้นนั้น  จะทำอยู่ตลอดเวลาถ้าทำได้  นอกจากนั้น  หลายคนยังเข้าไปซื้อขายหุ้นของตนเอง  โดยอาจจะผ่านนอมินีหรือส่งเสริมให้คนอื่นเข้ามาช่วย “ทำราคา” ด้วย  เจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทบางคนโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมโตช้าหรือตะวันตกดินนั้น  ตรงกันข้าม  ไม่ดูแลหุ้นของตนเองเลย  พวกเขาไม่สนใจที่จะพบนักลงทุนหรือให้ข่าวข้อมูลของกิจการแก่นักลงทุนถ้าไม่จำเป็น  ราคาหุ้นจะเป็นอย่างไรเขาไม่สนใจ  ในกรณีแบบนี้  บ่อยครั้งก็พบว่าพวกเขาไม่ต้องการจะจ่ายปันผลที่งดงามให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วย  ดูเหมือนว่าพวกเขาอยากจะบริหารบริษัทคล้าย ๆ  กับบริษัทส่วนตัวมากกว่า  ในทั้งสองกรณีคือ  ดูแลหุ้นตัวเองมากเกินไปและไม่ดูแลหุ้นเลยนั้น  ผมไม่ชอบทั้งคู่  โดยที่ไม่ชอบมากกว่าก็คือการไม่ดูแลหุ้นเลย  หุ้นที่ดีนั้นผมคิดว่า  ควรจะเป็นหุ้นที่ผู้บริหารและเจ้าของควร “ดูแล” พอประมาณในด้านของการให้ข้อมูลและการจ่ายปันผลรวมถึงการปรับในเรื่องต่าง ๆ  ยกเว้นการเข้ามาซื้อขายหุ้นเอง  การดูแลหุ้นมากเกินไปนั้น  ผมคิดว่ามันทำให้หุ้นอาจจะไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง  ราคาอาจจะเกินมูลค่าที่แท้จริง  ในขณะที่หุ้นที่เจ้าของไม่ดูแลเลยนั้น  ผู้ถือหุ้นมักจะไม่ได้ผลตอบแทนตามพื้นฐานที่ควรเป็นและผมมักจะหลีกเลี่ยง

ประวัติหรือพฤติกรรมของผู้บริหารหรือเจ้าของหุ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมอง   ถ้าเจ้าของมีประวัติเป็น  “นักเล่นหุ้น” เคยซื้อขายหุ้นในฐานะ  “ขาใหญ่” ผมจะไม่ชอบ  ข้อแรกก็คือ  ผมไม่แน่ใจในเรื่องทักษะหรือความสามารถในการบริหารธุรกิจที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ  ข้อสองก็คือ  ผมคิดว่าเขามักจะเน้นไปที่การทำหรือดูแลราคาหุ้นมากเกินไปซึ่งนี่อาจจะนำไปสู่ราคาหุ้นที่สูงกว่าพื้นฐาน  ผู้บริหารที่ดีนั้น  ควรเป็นคนที่คลุกคลีและสร้างธุรกิจด้วยตนเองหรือสืบทอดธุรกิจต่อมาอย่างประสบความสำเร็จ  ในด้านของประวัติทางการเงินนั้น  ผมชอบคนที่มีความรับผิดชอบและน่าเชื่อถือ  ไม่เคยถูก  “Blacklist” หรือถูก  “ตราหน้า” ในสังคมของสถาบันการเงินว่าเป็นลูกหนี้ที่  “เบี้ยว” หนี้ทั้งที่ธุรกิจยังพอไปได้  เช่นเดียวกัน  เขาก็ควรจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคมไม่มีประวัติที่  “น่ารังเกียจ”  และสุดท้ายก็คือ  เมื่อนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นและเป็นบริษัทมหาชนแล้ว  เขาควรที่จะต้องคำนึงถึงนักลงทุนเสมอเวลาที่จะตัดสินใจทำอะไรโดยเฉพาะในสิ่งที่มี  “ผลประโยชน์ขัดกัน” ระหว่างตนเองและบริษัทในฐานะที่เป็นของมหาชนที่เขาเป็นผู้บริหาร

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของคนที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือเล่นหุ้นแต่ละตัวว่าพวกเขามีหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนหรือเล่นหุ้นอย่างไร  เป็น VI หรือเป็นแนวเทคนิค  พฤติกรรมของพวกเขาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเช่นลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว  ต่าง ๆ  เหล่านี้  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องค่อย ๆ  เรียนรู้และต้องอาศัยประสบการณ์เพราะมันไม่มีใครเขียนเป็นบันทึกให้อ่านหรือบางทีเราอ่านพบก็อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง   ถ้าจะถามว่าเราจะต้องรู้ไปทำไมว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้ใครเป็นเจ้าของหรือใครเข้าไปเล่น  คำตอบของผมก็คือ  การที่รู้ว่าใครเข้าไปเล่นหุ้นตัวไหนนั้น  อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกหรือเตือนเราว่า  ราคาหุ้นที่เราเห็นนั้น  อาจจะต่างจากมูลค่าพื้นฐานได้มากน้อยแค่ไหน  หุ้นบางตัวนั้น  ผมคิดว่าราคาอาจจะสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานได้หลายเท่า  กลายเป็นหุ้น  “อภินิหาร”  ได้  เพียงเพราะคนที่เข้าไปเล่นนั้นกล้าทำและทำได้  ในกรณีแบบนี้เราอาจจะต้องหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเล่นถ้าไม่ต้องการ  “หายนะ”

ดร.นิเวศน์  เหมวชริวรากุล

Sunday, November 16, 2014

vi ออกหุ้นเพิ่ม - ซื้อหุ้นคืน

   

    ในตลาดหุ้นไทยนั้น  อาจจะเป็นเพราะคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นจำนวนมากเป็นนักลงทุนส่วนบุคคลที่เข้ามา  “เล่นหุ้น”  เพื่อหวังทำกำไรระยะสั้นในลักษณะของการ “เก็งกำไร”  ดังนั้น  ผลประกอบการระยะยาวของบริษัทจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะสนใจมากนัก  สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าก็คือ  ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงในระยะสั้น  และสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะทำให้หุ้นขึ้นหรือลงในระยะสั้นนั้น  นอกจากผลประกอบการในระยะสั้นเพียงหนึ่งหรือสองไตรมาศแล้วก็คือ  “ข่าว”  ต่าง ๆ  ที่พวกเขาคิดว่ามีผลต่อราคาหุ้นในระยะสั้นหรือทำให้มูลค่าหุ้นโดยรวมของเขาเพิ่มขึ้น  ซึ่งการประกาศเรื่องหนึ่งที่มีผลค่อนข้างมากต่อมูลค่าหุ้นโดยรวมก็คือ  ข่าวการ  “ออกหุ้นเพิ่ม” และการ “ซื้อหุ้นคืน” ของบริษัท  อย่างไรก็ตาม  เรามาดูกันว่าเรื่องนี้จะมีผลอย่างไร  ทั้งในด้านของผลกระทบต่อราคาหุ้นและมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในด้านของพื้นฐาน


ก่อนอื่นคงต้องบอกเสียก่อนว่า  ในความคิดของ Value Investor “พันธุ์แท้” นั้น  การออกหุ้นเพิ่มแทบจะร้อยทั้งร้อยมักเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์  เพราะพวกเขาคิดว่านี่คือการ “ดูดเงิน” เข้าบริษัทของธุรกิจ  การดึงเงินเข้าบริษัทนั้นอาจจะส่งผลดีต่อฐานะทางการเงินของกิจการ  แต่การมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมานั้นก็จะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง  ซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของกิจการ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  มูลค่าของหุ้นในทางทฤษฎีนั้น  จะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดที่บริษัทจะ  “จ่ายออก” มาให้ผู้ถือหุ้นมากหรือน้อยและจ่ายออกมาเร็วหรือจ่ายออกมาช้า  ส่วนการ “ดูดเงิน” เข้านั้นจะเป็นตัว  “ทำลาย” มูลค่าของหุ้น  ประเด็นสำคัญก็คือ  VI ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่ดีมาก ๆ  แนวซุปเปอร์สต็อกนั้น  มักจะไม่ชอบลงทุนในกิจการที่มีผลกำไรต่ำและต้องลงทุนมาก  พวกเขาชอบบริษัทที่ทำกำไรดีและมีกระแสเงินสดดีมากที่มักจะไม่มีความจำเป็นต้องระดมเงินเข้าบริษัท  ดังนั้น  บริษัทที่พวกเขาลงทุนจึงไม่ใคร่มีความจำเป็นที่จะต้อง  “หาเงิน” โดยการออกหุ้นใหม่  ตรงกันข้าม  หุ้นเหล่านั้นมักจะ  “จ่ายเงิน”  ออกมาให้กับผู้ถือหุ้น  โดยวิธีการจ่ายปันผล  หรือไม่ก็โดยการซื้อหุ้นคืน

การออกหุ้นเพิ่มเพื่อระดมเงินเข้าบริษัทนั้น  มีสองวิธีใหญ่ ๆ  คือ  การออกหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นการให้สิทธิในการจองซื้อ  ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนั้นมักจะกำหนดราคาค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาตลาด  และจำนวนมากนั้นบริษัทก็จะจ่ายปันผลเป็นเงินสดเพื่อที่จะเอามาจองหุ้นและจ่ายภาษีเงินปันผล  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  บริษัทจ่ายปันผลเป็นหุ้น  ในกรณีแบบนี้ก็อาจจะถือได้ว่าบริษัทไม่ได้ดูดเงินของผู้ถือหุ้น  แต่บริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินสดให้กับผู้ถือหุ้นอย่างที่ควรจะทำ  ถามว่าดีหรือไม่ต่อมูลค่าของกิจการ?  คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเงินที่เก็บเอาไว้นั้นเอาไปทำอะไร  ถ้าเงินนั้นสามารถเอาไปลงทุนเพื่อขยายกิจการอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีโอกาสทางธุรกิจสูงและ “รอไม่ได้”  เนื่องจากจะทำให้คู่แข่งเข้ามา “ยึดหัวหาด” แทน  ในกรณีแบบนี้ก็น่าจะพอรับได้  และมันอาจจะช่วยให้มูลค่าหุ้นของบริษัทดีขึ้น   แต่ถ้าไม่ใช่  มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีและอาจจะเป็นสันญาณว่าบริษัทกำลังขาดเงินหรือบริษัทกำลังนำเงินไปทำในสิ่งที่สุ่มเสี่ยงและอาจเกิดความเสียหายได้

การออกหุ้นใหม่โดยการให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นเดิมนั้น  หลายครั้งและหลายบริษัทยังมีการออกวอแร้นต์ซึ่งก็คือสิทธิในการซื้อหุ้นใหม่ในเวลาที่กำหนด “แถม” ให้ด้วย   วอแร้นต์นั้นมักจะกำหนดราคาที่สูงกว่าราคาหุ้นในตลาดในวันที่ออก  ดังนั้น  คนก็จะยังไม่ใช้สิทธิในการซื้อหุ้นจนกว่าราคาตลาดจะสูงเกินกว่าราคาใช้สิทธิ  ผลก็คือ  บริษัทยังไม่ได้ “ดูด” เงินหรือไม่ได้เงินมาใช้  และบริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินสดมาให้กับผู้ถือหุ้น  แต่ผู้ถือหุ้นเองนั้นกลับสามารถนำวอแรนต์ไปขายได้เงินสดมา  การที่ผู้ถือหุ้นได้เงินสดนั้น  พวกเขาก็ตีความเสมือนว่าเป็น “ปันผล” ที่เพิ่มขึ้น  ดังนั้น  พวกเขาจึงคิดว่าหุ้นจะต้องมีมูลค่าสูงขึ้นและดังนั้นนักลงทุนก็จะเข้ามา  “เก็งกำไร”  ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา   แต่นี่ไม่ได้ตรงกับพื้นฐานที่ควรจะเป็นจริง ๆ  เพราะวอแร้นต์ที่ออกมานั้น  ถ้าในอนาคตถูกใช้สิทธิซื้อหุ้นใหม่  จำนวนหุ้นของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้กำไรและปันผลต่อหุ้นลดลง  ดังนั้น  คนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นหลังจากวอแรนต์ออกไปแล้วจึงต้องคำนึงถึงหุ้นที่จะเพิ่มส่วนนี้  ข้อสรุปก็คือ การออกวอแร้นต์นั้น  มักจะไม่ได้มีผลอะไรต่อพื้นฐานของบริษัท   อาจจะดีต่อผู้ถือหุ้นเดิมที่ถือหุ้นและได้วอแร้นต์มาฟรีสามารถนำไปขายได้เงินสดมาคล้าย ๆ  กับได้ปันผล  แต่จะเป็นข้อเสียสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นภายหลังและไม่รู้ว่าอนาคตการเติบโตของกำไรของบริษัทจะลดลงเพราะอาจจะมีหุ้นใหม่ที่เกิดจากการใช้สิทธิของวอแร้นต์

การออกหุ้นใหม่ขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในราคาต่ำโดยไม่มีวอแร้นต์นั้น  เป็นการ “ดูดเงิน” จากผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นก็เพิ่มขึ้นทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง   ดังนั้น  นักลงทุนก็มักจะประเมินมูลค่าหุ้นโดยรวมลดลง  แต่การออกหุ้นใหม่ให้กับนักลงทุนคนอื่นหรือที่เรียกว่าทำ PP นั้น  มีความแตกต่างออกไป  ประการแรก  มันไม่ได้ “ดูดเงิน” จากผู้ถือหุ้นเดิมและประการที่สอง  ราคาที่ขายนั้นก็มักจะใกล้เคียงกับราคาตลาดทำให้บริษัทได้เงินมาใช้มากเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น  ผลก็คือ  กำไรต่อหุ้นก็อาจจะไม่ลดลงหรือลดไม่มาก  มูลค่าหุ้นของบริษัทตามพื้นฐานจึงไม่ถูกกระทบและราคาหุ้นก็มักจะไม่ไปไหนมาก

อย่างไรก็ตาม  ในระยะหลังนี้  การออกหุ้นใหม่ที่เป็นแบบ PP ของหลายบริษัทกลับตั้งราคาขายที่ต่ำมาก  บางรายต่ำกว่าราคาหุ้นในตลาดหลายเท่า  ผลกระทบต่อกิจการก็คือ  บริษัทได้เงินมาใช้ในกิจการไม่มาก  แต่จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงกว่ามาก  กำไรต่อหุ้นของบริษัทจึงน่าจะลดลงมาก  มองในแง่นี้  มูลค่าของหุ้นก็น่าจะลดลงอย่างรุนแรง    อย่างไรก็ตาม  หุ้นหลายตัวกลับมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  ประเด็นอาจจะเป็นว่า  กิจการเหล่านั้นจริง ๆ  แล้วนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นเดิมนั้นไม่ใคร่มีความหวังที่จะได้ปันผลเป็นเงินสดอยู่แล้วและความหวังในอนาคตก็ “ริบหรี่”  การได้เงินจาก  “คนอื่น”  มาช่วยกู้ฐานะของกิจการจะทำให้บริษัทดีขึ้น  เติบโต และสามารถทำกำไรและจ่ายปันผลได้  ดังนั้น  คนจึงเข้ามาซื้อหุ้น “เก็งกำไร” ทำให้หุ้นขึ้นไปมหาศาล  แต่ข้อสรุปของผมก็คือ  ในกรณีแบบนี้  พื้นฐานของบริษัทคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  มูลค่ากิจการก็น่าจะใกล้เคียงกับของเดิม  คนที่ซื้อหุ้น PP คงได้กำไรมหาศาล  ส่วนคนที่ขาดทุนน่าจะเป็นคนที่เข้าไปซื้อหุ้น  “เก็งกำไร”  ที่มีราคาหรือมูลค่าสูงขึ้นมาก

การซื้อหุ้นคืนนั้น  ตรงกันข้ามกับการขายหุ้นเพิ่ม  ผลกระทบสุดท้ายจริง ๆ  ก็คือ  การ  “จ่ายเงินสด” ออกไปและ  “ลดจำนวนหุ้น” ลงซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น  นี่คือวิธีการที่ช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้มากในทัศนะของวอเร็น บัฟเฟตต์  และเหตุผลที่ทำได้ต่อเนื่องยาวนานก็เพราะว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูง  มีกระแสเงินสดดีและเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนมาก   อย่างไรก็ตาม  ในตลาดหุ้นไทยนั้น  บริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนส่วนใหญ่มักจะทำตอนหุ้นตกหนักและผู้บริหารต้องการ “พยุง” หรือรักษาราคาหุ้นไว้  พวกเขาอาจจะคิดว่าการประกาศจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรวมถึงการที่มี  “แรงซื้อ”  จากเงินก้อนใหญ่มากของบริษัทจะทำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้หรืออาจจะวิ่งขึ้นด้วยซ้ำ  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่มีการซื้อคืนจำนวนมากต่างก็ไม่ใคร่จะดีนัก  หลายตัวราคาก็ยังตกต่ำอยู่ดีหลังมีการประกาศซื้อคืน  เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเมื่อบริษัทเริ่มซื้อหุ้นคืนระยะหนึ่งแล้วหุ้นก็ยังตกลงไปอีก  แต่พอถึงจุดนั้น  แทนที่บริษัทจะซื้อหุ้นเพิ่ม  บริษัทกลับหยุดซื้อ  ซึ่งก็เหมือนกับว่าเหตุผลที่ซื้อหุ้นคืนนั้นไม่ใช่เพราะเห็นว่าหุ้นมีราคาต่ำกว่าพื้นฐาน  แต่ที่ประกาศซื้อคืนนั้น  เป็นเรื่องของการพยุงราคาที่อาจจะไม่เกี่ยวกับพื้นฐานของกิจการจริง ๆ

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  การประกาศเพิ่มทุน  ออกหุ้นเพิ่ม  ให้สิทธิผู้ถือหุ้น  ขายหุ้นแก่นักลงทุนอื่น  แจกวอแร้นต์  หรือแม้แต่ซื้อหุ้นคืน  รวมถึงการลดพาร์ของหุ้นและอื่น ๆ  ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น  ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการ  “เล่นเกม” การเงินที่พยายามเพิ่มราคาและมูลค่าหุ้นโดยที่มีผลกระทบกับพื้นฐานน้อย  ดังนั้น  ผมจะไม่ใคร่ชอบ  หุ้นจำนวนมากนั้นผมหลีกเลี่ยงเนื่องจากมันมีหุ้นจดทะเบียนค้างคารุงรังไปหมดผ่านวอแร้นต์จำนวนมหาศาลที่ไม่รู้ว่าจะแปลงมาเป็นหุ้นเมื่อไร  และดังนั้น  มันจึงไม่เหมาะที่จะถือระยะยาว  แต่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไรสำหรับคนที่รู้ข้อมูลและคนที่มีโอกาสในการเล่นเกมนี้มากกว่าคนอื่น

ดร.นิเวศน์  เหม

Sunday, November 2, 2014

เดือนที่เหมาะกับการซื้อหุ้น







   ในการตัดสินใจที่จะลงทุนในหลักทรัพย์นั้น  นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมองหาตัวช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน  เช่น  บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์  หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค  ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจของบริษัทที่ต้องการลงทุน  ในขณะที่การเลือกช่วงเวลาในการลงทุนนั้น นับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน

    ในรอบระยะเวลา 1 ปี หรือ 12 เดือนนั้น  มักจะมีคำถามเกิดขึ้นสำหรับนักลงทุนว่า  เดือนใดจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น  หรือเดือนใดจะเป็นเดือนที่สร้างผลตอบแทนได้ต่ำที่สุด  ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือฤดูของการลงทุนสำหรับนักลงทุนนั้นอาจจะหมายถึง  การวิเคราะห์ทางเทคนิคก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเวลาที่ดีที่สุดที่จะลงทุน  หรืออาจจะมองไปที่สถิติผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหุ้นไทยในแต่ละเดือนตั้งแต่เริ่มซื้อขาย



      จากผลการศึกษาสถิติย้อนหลังในตลาดหุ้นทั่วโลกมักจะมีเดือนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนจากปรากฏการณืต่างๆ ที่เกิดขึ้น  เช่น January Effect หรือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่สูงในช่วงเดือนมกราคม  รวมถึงมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสูงด้วยเช่นกันเนื่องจากบรรดากองทุนรวมถึงนักลงทุนต่างประเทศจะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นอีกครั้งหลังจากที่ขายไปตอนสิ้นปี

      ตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่ค่อนข้างผันผวนจากความกังวลการชะลอมาตรการ QE การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติและความไม่แน่นอนจากปัจจัยในประเทศ  และจากสถิติผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ทำผลตอบแทนสูงสูดในเดือนมกราคมที่ 9.01% มูลค่าการซื้อขาย 77,471 ล้านบาท
 
     หากมองอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนย้อนกลับไปตัั่งแต่ที่ตลาดหุ้นทั้ง SET และตลาดหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้เริ่มเปิดซื้อขายในครั้งแรก  จากสถิติย้อนหลัง 39 ปี ของ SET Index เดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่น่าสนใจที่สุดสำหรับตลาด SET เพราะให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อเดือนได้สูงที่สุดที่ 1.871% รองลงมาคือเดือนมกราคม 1.818% และเดือนที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุดนับตั่งแต่ปี 2518 ที่เป็นปีที่ SET Index เริ่มการซื้อขายครั้งแรกคื เดือนมิถุนายนที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาแล้วถึง 26 ครั้ง (67%) จากทั้งหมด 39 ครั้ง  รองลงมาคือเดือนเมษายน 63%

     ในขณะที่เดือนมกราคมหรือที่นักลงทุนมีความเชื่อเกี่ยวกับ January Effect จากข้อมูลสถิติ SET Index ในเดือนมกราคมสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกทั้งหมด 22 ครั้ง  หรือคิดเป็น 58% ของจำนวนครั้งทั้งหมด

     อย่างไรก็ตาม January Effect  ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอในตลาดหลักทรัพย์ และในทางตรงกันข้ามนั้นเดือนที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนได้น้อยที่สุดคือเดือนมีนาคมซึ่งมีค่าเฉลี่ยติดลบที่ -0.26% ซึ่งให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกแค่เพียง 47% จากจำนวนครั้งทั้งหมด

     นับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เริ่มทำการซื้อขาย  จากสถิติข้อมูลที่ผ่านมาผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนของ mai index สูงที่สุดในเดือนตุลาคมที่ 6.590% ในขณะที่เดือน มิถุนายน และเมษายน เป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เป็นบวกมากที่สุด 8 ครั้ง (73%) จากทั้งหมด 11 ครั้ง  เดือนที่ Mai Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกน้อยที่สุดคือเดือนมกราคมและพฤษภาคม ซึ่งให้ผลตรงกันข้ามกับตลาด SET ที่มีผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยครั้งรวมถึงมีผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนที่สูงทั้ง 2 เดือนนั้น

    อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติที่ผ่านมาไม่มีเดือนใดที่มีโอกาส 100% ในการสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก  ดังนั้น  ตัวช่วยของนักลงทุนที่ดีที่สุดคือการมองไปที่ปัจจัยพื้่นฐานของตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนก่อนที่จะทำการตัดสินใจที่สำคัญว่าจะลงทุนหรือไม่ ณ ช่วงเวลานั้น

   การวิเคราะห์พื้นฐานรวมถึงความน่าสนใจของตลาด  การเติบโตของกำไรและสถาณการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ณ ปัจจุบันมีสำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต  นักลงทุนควรมีความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุน  และตัดสินใจอย่างมีสติเพื่อนำไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพในภาวะที่ตลาดหุ้นยังคงผันผวนยากแก่การคาดเดา...