Showing posts with label หุ้นviประเทศไทย. Show all posts
Showing posts with label หุ้นviประเทศไทย. Show all posts
Sunday, January 17, 2016
ซุปเปอร์สตาร์ CEO / โดย คนขายของ
เมื่อราวยี่สิบกว่าปีก่อนผมจำได้ว่านิตยสาร Newsweek ของอเมริกาลงเรื่องของประเทศไทยบน หน้าปกว่าจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเซีย แต่หลังจากนั้นไม่นานประเทศไทยของเราต้องเผชิญวิกฤต“ต้มยำกุ้ง” และเรื่องเสือตัวที่ห้าก็เริ่มหายไปจากความทรงจำ อีกวาระหนึ่ง ในปี 2007 นิตยสาร The Economist ลงเรื่องประเทศเวียดนามบนหน้าปก เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่กำลังจะรุ่งโรจน์ของเวียดนาม แต่ต่อมาไม่นาน เวียดนามกลับประสบวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ ค่าเงินด่องอ่อนค่า หนี้เสียเพิ่มขึ้น พร้อมกับการชะลอตัวอย่างรุนแรงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประสพการณ์เหล่านี้เป็นครูสอนผมอย่างดี ให้ระวังเรื่องที่นิตยสารทางการเงินและเศรษฐกิจนำมาขึ้นปกว่าต้องเผื่อใจไว้บ้างสำหรับการพลิกผัน
ทุกๆปีนิตยสารทางธุรกิจและการเงินของสหรัฐจะมีการนำเสนอผู้ที่ได้รับรางวัลประเภท“CEO ที่ดีที่สุด ของปี” หรือไม่ก็แนวๆ “ผู้นำที่ดีที่สุดในโลกธุรกิจ” เป็นธรรมดาว่าหลังจากขึ้นปกนิตยสารชั้นนำเหล่านั้น แล้ว ชื่อเสียงเงินทองก็จะหลั่งไหลเข้ามาหา CEO เหล่านั้นที่ได้รับรางวัลมากขึ้น เพราะการได้ขึ้นปก นิตยสารชั้นนำเป็นการประกาศให้สาธารณะชนรับรู้ถึงความรู้ความสามารถของ CEO เหล่านั้นได้ อย่างดียิ่ง ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ ผลงานของเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไรหลังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ? เป็นไปได้ไหมว่าส่วนใหญ่หลังจากที่ได้ขึ้นปกแล้ว เรื่องราวกลับกลายเป็นแย่ลงเหมือนเรื่องของไทย และเวียดนามในอดีต?
เพื่อหาคำตอบในประเด็นนี้ อาจารย์ Ulrike Malmendier ของ UC Berkeley และ อาจารย์Geoffrey Alan Tate ของ UCLA ได้ร่วมกันทำวิจัย CEO ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารชั้นนำต่างๆ มากกว่า 250 ราย เริ่มตั้งแต่ปี 1975 เพื่อดูว่าผลงานของเขาเหล่านนั้นเป็นอย่างไรหลังจากได้รับรางวัล ผลงานวิจัยในหัวข้อ “Superstar CEO” ได้สรุปว่า ผลงานของ CEO ที่ได้รับรางวัลนั้นแย่ลงกว่า ค่าเฉลี่ย ทั้งในแง่ของผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และ ราคาหุ้น ในปีที่ หนึ่ง สอง และ สาม หลังจากที่ได้รับรางวัล ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? หลังจากเขาเหล่านั้นได้รับรางวัล การเป็นจุดสนใจของ สาธารณชนมากขึ้นทำให้การให้ความสนใจในการบริหารลดลง CEO บางคนได้เริ่มออกหนังสือ ของตัวเองเพื่อวางจำหน่าย บางคนได้รับเชิญไปเป็นบอร์ดบริหารในบริษัทอื่น ยิ่งได้รางวัลมากก็อาจจะ ไปเป็นนั่งเป็นบอร์ดหลายๆที่
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของซุปเปอร์สตาร์ CEO คือมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ทั้งนี้เพราะความสำเร็จในอดีตเป็นตัวผลักดัน ในช่วงทศวรรษ 1990 บริษัทเทคโนโลยีที่ร้อนแรงมากที่สุดในยุคนั้นคงหนีไม่พ้นบริษัท AOL ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตชื่อดัง จากมูลค่ากิจการเพียง 61.8 ล้านเหรียญในปี1992 กลายมาเป็น 161,000 ล้านเหรียญในปี 2000 ในเวลาเพียงแปดปี ขึ้นมาราว 2,600 เท่า ในเดือนมีนาคม 1998 นิตยสาร Fortune ลงรูป Steve Case บนปกพร้อมข้อความว่าบริษัทนี้กำลัง กลายมาเป็น “Superpower” เจ้าแรกในวงการอินเตอร์เน็ท ในอีกราวสองปีต่อมารูปของ Steve Case ขึ้นปกคู่กับ Bill Gates พร้อมกับข้อความว่า “ชายทั้งสองผู้พร้อมครองบัลลังค์ (อินเตอร์เน็ท)” ในปี2000 รูปของ Steve Case ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารหลายฉบับเมื่อเขาประกาศซื้อกิจการ Time Warnerกลายเป็นบริษัทสื่อครบวงจรที่ใหญ่ที่สุด ก่อนจะกลายเป็นการควบรวมกิจการที่ล้มเหลวครั้ง สำคัญในประวัติศาสตร์
“ความสำเร็จ” เหมือนเป็นดาบสองคม หากบุคคลใดไม่เตรียมตัวเตรียมใจรับให้ดี ความสำเร็จเหล่านั้น อาจจะกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวได้ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้บริหารองค์กรเท่านั้น แม้เหล่านักลงทุนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทไหนก็ควรระวังด้วยเช่นกัน ผมเคยได้ยินว่ามี นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศบางคน ประกาศแบบฟันธงไปเลยว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไป 200$ ด้วยความมั่นใจในผลตอบแทนที่ตัวเองทำได้อย่างงดงามในอดีต พร้อมทั้งชื่อเสียงที่ถาโถม เข้ามา อาจทำให้เขารู้สึกว่ามีความสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ สิ่งที่เขาคิดต้องถูกเสมอ ผ่านมาถึงตอนนี้ ก็เกือบแปดปีแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นน้ำมันที่ 200$ ต่อ บาร์เรลเลย ผมก็หวังว่าเขาคงได้บทเรียนที่ดี
จากความคาดเดาที่ผิดพลาดในครั้งนี้ และเมื่อเรารู้จักยอมรับความผิดพลาด พิจารณาจุดบกพร่อง ลดอัตตาลงและยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นบ้าง เมื่อนั้น ความล้มเหลวของเราก็อาจเป็นจุดเริ่มต้น ของความสำเร็จได้เหมือนกัน
Sunday, November 8, 2015
มูลค่าของสาวก / วีระพงษ์ ธัม
มูลค่าของธุรกิจต่าง ๆ เกิดจากปัจจัยจำนวนมาก และปัจจัยที่สร้างมูลค่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ในฐานะนักลงทุนเน้นคุณค่าที่เน้นการมอง “มูลค่า” ของธุรกิจเป็นหลักนั้น จะต้องศึกษาแหล่งสร้างมูลค่าตลอดเวลา โดยเฉพาะระยะหลัง มูลค่าของธุรกิจมีโครงสร้างเปลี่ยนไปจากในอดีตมาก สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ที่ดินทำเลดี อาคาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ทันสมัย ที่เคยเป็นมูลค่าหลักของระบบธุรกิจมาก่อน มีบทบาทลดลง เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนและจับต้องไม่ได้มากขึ้น เช่น มูลค่าของตราสินค้าหรือแบรนด์ มูลค่าของระบบการจัดการ มูลค่าของผู้บริหารที่มีความสามารถ แต่สิ่งที่เริ่มเห็นในเศรษฐกิจยุคใหม่ คือมูลค่าของลูกค้า ซึ่งผมขอใช้ศัพท์ที่แทนความหมายในยุคนี้ได้ดีที่สุด คือ “มูลค่าของสาวก”
ในเชิงทฤษฎี กลยุทธ์ในการแข่งขันสร้างคุณค่า (Value Disciplines) นั้น สร้างได้จากสามรูปแบบ คือ 1. การผลิตที่ยอดเยี่ยม (Operational Excellence) คือเน้นต้นทุนที่ต่ำกว่า 2. มีสินค้าใหม่ที่เป็นผู้นำตลาด (Product Leadership) เช่นมีเทคโนโลยีเหนือกว่า สินค้าดีกว่าเร็วกว่าฉลาดกว่า 3. มีลูกค้าที่ใกล้ชิด (Customer Intimacy) ซึ่งผมสังเกตว่าการผลิตที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การผลิตจากจีนหรือประเทศเกิดใหม่ท่วมโลก และเครื่องจักรรุ่นใหม่ก็มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิมตลอดเวลา ส่วนเรื่องสินค้าใหม่นั้น หลายครั้งเราจะเห็นได้ว่ามันสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บริษัทไม่ได้ครองทรัพยากรบางอย่างซึ่งคู่แข่งไม่สามารถแย่งชิงไปได้ ดังนั้น เรื่องที่สามคือลูกค้าที่ใกล้ชิดนั้น มีมูลค่าสูง เพราะลูกค้าประเภทสาวกนั้นไม่เพียงแต่จงรักภักดีในสินค้า แต่ศรัทธาในสินค้าและบริการของบริษัทอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อตอบสนองศรัทธาที่มีอยู่ อีกทั้งยังช่วยบริษัทกระจายความเชื่อของพวกเขาอีกด้วย หลายครั้งสาวกก็จะรวมตัวกันตั้งเป็นลัทธิสินค้านั้น ๆ และมีการทำกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเข้มข้น
ถ้าจะยกตัวอย่างสิ่งที่สะท้อนมูลค่าสาวกให้เห็นภาพเช่น มูลค่าของสโมสรฟุตบอล ซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีสินทรัพย์จับต้องได้เพียงแค่มูลค่านักฟุตบอล สนามฟุตบอล และเครื่องมืออุปกรณ์ แต่สโมสรที่มีสาวกมาก ๆ อย่าง Real Madrid, Manchester United มีมูลค่าตลาดกว่าหนึ่งแสนล้านบาท บริษัท Apple มีมูลค่ากว่า 2.4 ล้านล้านบาท และสามารถขายสินค้าได้กำไรมากกว่าคู่แข่งมาก สาวกเสื้อผ้า ZARA ทั่วทั้งโลก ทำให้เจ้าของอย่าง Mr. Ortega กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้ในปีล่าสุดโดย Forbes
ในประเทศไทย ค่ายหนังบางค่ายหรือช่องรายการโทรทัศน์ทำเงินได้ตลอดเวลาจากสาวก โรงพยาบาลสร้างลูกค้าที่ศรัทธายอมจ่ายค่ารักษาราคาแพง ขนาดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถสร้างสาวกได้ เห็นได้จากโครงการบ้านแพงกว่าราคาตลาด แต่สามารถขายปิดโครงการได้อย่างรวดเร็ว อันที่จริงคนไทยมักจะเป็นสาวกมากกว่าสร้างสาวก เช่น เรามีสาวกเกาหลี ญี่ปุ่น กระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทไทยยังออกไปต่างประเทศได้อย่างไม่แข็งแรงนัก
วิธีสังเกตมูลค่าสาวกเบื้องต้น คือดูจากความสามารถในการหารายได้ของบริษัทที่เหนือกว่าคู่แข่ง สาวกยอมจ่ายแพงกว่าแค่ไหนแสดงถึงพลังทางการตลาดที่สูงกว่ามาก อีกมิติหนึ่งคือจำนวนของสาวก ยิ่งมีจำนวนกว้างขวาง กระจายตัวมาก ก็ยิ่งมีมูลค่ามาก และถ้าสาวกที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้าง Network Effect หรือเกิด Synergy อะไรบางอย่างซึ่งกันและกันได้ เช่น ยุคหนึ่ง Blackberry สามารถคุยกันเองได้ผ่านโปรแกรม Chat ของตัวเอง ถ้าคนใช้เยอะขึ้น ประโยชน์ของขนาดกลุ่มก็จะยิ่งมากขึ้น อีกเรื่องซึ่งอาจจะสำคัญที่สุดคือสาวกจะต้องเป็นสาวกระยะยาว ไม่ใช่เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งไม่เฉพาะกับธุรกิจ เพราะการทำแผนธุรกิจจะผิดไปหมด และนักลงทุนยังประเมินมูลค่าผิดอีกด้วย
การที่บริษัทจะสร้างความศรัทธา ต้องเริ่มต้นจากการมองหา “คุณค่า” สำหรับลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง หลังจากนั้นก็หาวิธีการ “สื่อสาร” คุณค่านั้นให้ดีกว่าคู่แข่ง สุดท้ายก็เพิ่มความคาดหวังให้ลูกค้า จนความคาดหวังของลูกค้าสูงจนไม่สามารถใช้สินค้าของคู่แข่งได้อีกต่อไป (เพราะสินค้าคู่แข่งมอบคุณค่าให้ต่ำกว่า) หลังจากนั้นลูกค้าก็พัฒนามาเป็นสาวก และสร้างลัทธิหรือกลุ่มที่มีวิถีคล้าย ๆ กัน และยังช่วย “กระจาย” ความเชื่อของพวกเขาไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ กลไกทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากความเข้าใจในการมองหา “คุณค่า” อย่างมากของบริษัท
ข้อสรุปของผมคือ จงหาบริษัทที่ตั้งใจทำให้ลูกค้าเป็นสาวก เพราะบริษัทที่มีลูกค้าที่เป็นพระเจ้านั้นดูแลยากและให้คุณค่าน้อยกว่ามากครับ
Sunday, November 1, 2015
Corner / ดร.นิเวศน์
บ่อยครั้งในตลาดหุ้นจะมีหุ้นบางตัวที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่ว “เกินพื้นฐาน” ไปมากโดยที่หา “เหตุผล” ไม่ได้ หุ้นที่มี PE เป็น 50 หรือ 100 เท่า และค่า PB สูง 5 หรือ 10 เท่านั้น โดยปกติก็จะต้องเป็น “Super Stock” นั่นคือ มันควรที่จะมีคุณสมบัติทางธุรกิจดีเยี่ยม มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือกว่าคู่แข่ง มีกำไรดี มีการเติบโต มีฐานะทางการเงินดี มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และอื่น ๆ อีกมาก หรือไม่อย่างนั้นหุ้นก็อาจจะต้องเป็นกิจการที่กำลัง “ฟื้นตัว” จากภาวะวิกฤติและกำไรอาจจะยังไม่มาแต่เห็นได้ชัดว่ากำไรจะโตก้าวกระโดดในไม่ช้า แต่หุ้นแบบนี้ก็จะต้องมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดที่ต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจของบริษัทวัดจากยอดขายและเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
หุ้นที่มีราคาแพงมากโดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกหรือไม่ได้เป็นหุ้นที่กำลังฟื้นตัว และที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกันที่มีคุณสมบัติดีกว่า มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือกว่า มียอดขายและกำไรสูงกว่าและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่า แต่หุ้นกลับมีราคาแพงกว่าและบ่อยครั้งมีมูลค่าตลาดของหุ้น หรือ Market Cap. สูงกว่านั้น คำอธิบายก็มักจะออกมาว่าเป็นเพราะนักลงทุนคาดว่าบริษัทจะ “โตเร็วกว่า” แต่ถ้าดูจริง ๆ ก็จะพบว่ามันก็คงไม่โตเร็วนัก และถึงโตเร็วกว่าบ้าง แต่มันก็คงจะไม่เท่าคู่แข่งที่โตกว่ามากในเวลาอันสั้น ดูอย่างไรมันก็อธิบายไม่ได้ว่าราคามันสูงขนาดนั้นได้อย่างไรมองในแง่ของ “พื้นฐาน” และนั่นก็นำมาสู่เรื่องของการ “เก็งกำไร” และการ “ปั่นหุ้น” แต่ในบางกรณีเราก็ไม่มั่นใจนักว่ามันคืออะไร ตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่หุ้นของแบ้งค์ขนาดกลางตัวหนึ่งมีราคาและมูลค่าหุ้นสูงขึ้นมาเท่าหรือใหญ่กว่าแบ้งค์ขนาดใหญ่บางตัว หรือหุ้นของบริษัทเช่าซื้อบางตัวที่ใหญ่กว่าหุ้นของแบ้งค์เล็กที่ทำเช่าซื้อเป็นหลักและยังมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่างที่ใหญ่กว่าบริษัทเช่าซื้อมาก
ซึ่งความหมายหรือคำจำกัดความก็คือ คนที่ Corner หรือต้อนหุ้นเข้ามุมก็คือคนที่ควบคุมจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์ไว้มากพอที่จะทำให้สามารถปั่นหรือกำหนดราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์นั้นได้ พูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นถูกต้อนเข้ามุมแล้ว เราแทบจะทำให้ราคามันขึ้นไปได้สูงลิ่ว อาจจะเป็น 10 เท่าได้ในเวลาอันสั้นโดยที่พื้นฐานของกิจการไม่ได้มีอะไรที่จะสนับสนุนราคาหรือมูลค่าหุ้นขนาดนั้น
ประวัติศาสตร์ของการทำ Corner ที่ค่อนข้างจะ “บันลือโลก” ก็คือการทำ Cornerตลาดของแร่เงินของพี่น้องตระกูล Hunt ที่พยายามกวาดซื้อแร่เงินในตลาดโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980 ซึ่งทำให้แร่เงินมีราคาเพิ่มขึ้นจาก 11 เหรียญต่อออนซ์เป็น 50 เหรียญต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายราคาแร่เงินก็ตกกลับไปสู่ราคาที่ต่ำกว่า 11 เหรียญภายในเวลา 2 เดือนอันเป็นผลจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎการใช้มาร์จินในการซื้อขายโภคภัณฑ์ของตลาด ทำให้พี่น้องตระกูล Hunt ต้องล้มละลาย หลังจากนั้นก็ยังมีกรณีของการ Corner ตลาดทองแดงและโภคภัณฑ์อื่น ๆ รวมถึงการ Corner ตัวหุ้นในหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะที่เป็นตัวใหญ่และเป็นที่สนใจของสังคม กรณีหนึ่งที่ดังมากก็คือการ Corner หุ้นโฟล์กสวาเกนในปี 2008 โดยบริษัท Porsche หรือที่บ้านเราเรียกปอร์เช่ ซึ่งทำให้หุ้นโฟล์กกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในเวลาสั้น ๆ แต่ดีลนั้นก็ไม่สำเร็จและทำให้ Adolf Merckle นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมคนหนึ่งของเยอรมันต้องฆ่าตัวตายเนื่องจากไปชอร์ตหุ้นโฟล์กไว้มากและต้องขาดทุนมหาศาลเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก
การ Corner หุ้นตัวเล็ก ๆ นั้น แน่นอน คงไม่เป็นข่าวหรือมีประวัติศาสตร์ให้เราศึกษา แต่จากประสบการณ์ที่ผมพบในตลาดหุ้นไทยมานานนั้น ผมคิดว่าการทำ Corner หรือ“ต้อน” หุ้นตัวเล็ก ๆ หรือหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อยแม้ว่าหุ้นอาจจะมีขนาดใหญ่ น่าจะมีการทำกันอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใสเป็นตลาดหุ้นกระทิงที่นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยสนใจการเล่นหุ้นในตลาดมากเป็นพิเศษ ผมลองคำนวณคร่าว ๆ หลายครั้งก็พบว่าจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดของหุ้นตัวเล็กหรือมีหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำนั้น บางทีเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทก็สามารถ Corner หุ้นได้อย่างสบายมาก และเมื่อคิดถึงขนาดของพอร์ตของนักเล่นหุ้นส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กอร์ปกับการที่สามารถใช้มาร์จินซื้อหุ้นได้อีกเท่าตัว รวมถึงการที่อาจจะมีการ “เล่นกันเป็นทีม” ของนักลงทุนหลายราย การ Corner หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงน่าจะทำได้ง่ายและน่าจะมีการทำกันไม่น้อย หลักฐานก็คือ หุ้นตัวเล็กที่มี Free Float ต่ำจำนวนมากมีค่า PE เป็นหลายสิบถึงร้อยเท่าและมี PB ที่สูงลิ่วทั้ง ๆ ที่กิจการไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก
กลยุทธ์ Corner หุ้นนั้น ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ได้ทำเงินให้กับนักเล่นหุ้นจำนวนมาก หลายคนกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย เหตุผลที่ประสบความสำเร็จนั้น แน่นอน ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือภาวะตลาดหุ้นที่สดใสและการที่คนไทยที่มีเงินเหลือไม่มีช่องทางการลงทุนที่ดีกว่าจึงนำมาลงทุนในตลาดหุ้น แต่หุ้นที่ถูกCorner นั้น ในที่สุดก็จะมีมูลค่าและราคาสูงตลอดไปไม่ได้และวันหนึ่งจะต้องตกลงมามาก และนั่นคือวันที่จะต้องมีคนเสียหายขาดทุนหนัก บางครั้งก็คือคนที่ทำ Corner เสียเองอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์
ประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การทำ Corner นั้น ผิดกฎหมายไทยหรือไม่? ผมคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่ใช่นักกฎหมาย สิ่งที่ผมรู้ก็คือ การที่จะจับหรือฟ้องร้องคนที่ทำCorner นั้น ผมคิดว่ายากมาก ประเด็นก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นในตลาดโดยไม่ต้องมีหน้าที่อะไรยกเว้นซื้อเกิน 25% ของหุ้นทั้งหมดที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงก็คือหุ้นที่อยู่ในตลาดหรือ Free Float จริง ๆ นั้นมักจะมีไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องทำเมื่อซื้อถึง 5% ก็แค่รายงาน แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะนั่นมักจะเป็นการ “ส่งสัญญาณที่ดี”ในการที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้น ดังนั้น เรื่องของ Corner นั้น ผมคิดว่าเกิดขึ้นกับหุ้นจำนวนมากและไม่มีใครจะทำอะไรได้มากนักตราบที่หุ้นในตลาดยังมีขนาดเล็กมากอยู่ ในบางครั้งหุ้นนั้นก็อาจจะถูก Corner โดยไม่มี “เจ้ามือ” ก็เป็นไปได้แต่เป็นผลการกระทำ “ร่วม” ของนักลงทุนหลาย ๆ คนที่อาจจะรู้จักกันดีหรือบางทีก็อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่หุ้นขึ้น ทุกฝ่ายก็มีความสุข ส่วนการขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมากนั้นเองก็ไม่มีกฎอะไรที่จะห้ามหรือเป็นความผิด ดังนั้น คนที่ทำ Corner นั้น ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะผิดอย่างไรถ้าเขาจะทยอยขายหุ้นออกไปจนหมดและทำกำไรมหาศาลตราบที่ยังมีคนซื้อหุ้นอยู่
หน้าที่ของ Value Investor เองนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปร่วมวงทำหรือก่อให้เกิดCorner ในหุ้นแต่ละตัว เพราะราคาที่ไม่ใช่ “ธรรมชาติ” นั้น ในที่สุดก็ต้องลงมา การทำนายหรือคาดการณ์ว่ามันกำลังขึ้นหรือลงเป็นเรื่องที่ยาก เช่นเดียวกับการอดทนไม่ตอบสนองต่อความยั่วเย้าของราคาหุ้นที่กำลังถูกต้อนเข้ามุม นี่ก็เป็นบททดสอบ VI ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า เราจะเป็นVI ได้แค่ไหน?
หุ้นที่มีราคาแพงมากโดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกหรือไม่ได้เป็นหุ้นที่กำลังฟื้นตัว และที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกันที่มีคุณสมบัติดีกว่า มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือกว่า มียอดขายและกำไรสูงกว่าและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่า แต่หุ้นกลับมีราคาแพงกว่าและบ่อยครั้งมีมูลค่าตลาดของหุ้น หรือ Market Cap. สูงกว่านั้น คำอธิบายก็มักจะออกมาว่าเป็นเพราะนักลงทุนคาดว่าบริษัทจะ “โตเร็วกว่า” แต่ถ้าดูจริง ๆ ก็จะพบว่ามันก็คงไม่โตเร็วนัก และถึงโตเร็วกว่าบ้าง แต่มันก็คงจะไม่เท่าคู่แข่งที่โตกว่ามากในเวลาอันสั้น ดูอย่างไรมันก็อธิบายไม่ได้ว่าราคามันสูงขนาดนั้นได้อย่างไรมองในแง่ของ “พื้นฐาน” และนั่นก็นำมาสู่เรื่องของการ “เก็งกำไร” และการ “ปั่นหุ้น” แต่ในบางกรณีเราก็ไม่มั่นใจนักว่ามันคืออะไร ตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่หุ้นของแบ้งค์ขนาดกลางตัวหนึ่งมีราคาและมูลค่าหุ้นสูงขึ้นมาเท่าหรือใหญ่กว่าแบ้งค์ขนาดใหญ่บางตัว หรือหุ้นของบริษัทเช่าซื้อบางตัวที่ใหญ่กว่าหุ้นของแบ้งค์เล็กที่ทำเช่าซื้อเป็นหลักและยังมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่างที่ใหญ่กว่าบริษัทเช่าซื้อมาก
ทฤษฎีของผมก็คือ หุ้นที่มีราคาสูงลิ่วโดยที่เหตุผลไม่รองรับเท่าที่ควรนั้น อาจจะมาจากสิ่งที่เรียกกันในแวดวงของนักลงทุนว่าหุ้นตัวนั้น ถูก “Corner” หรือแปลเป็นไทยว่าหลักทรัพย์ถูก “ต้อนเข้ามุม”
ซึ่งความหมายหรือคำจำกัดความก็คือ คนที่ Corner หรือต้อนหุ้นเข้ามุมก็คือคนที่ควบคุมจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์ไว้มากพอที่จะทำให้สามารถปั่นหรือกำหนดราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์นั้นได้ พูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นถูกต้อนเข้ามุมแล้ว เราแทบจะทำให้ราคามันขึ้นไปได้สูงลิ่ว อาจจะเป็น 10 เท่าได้ในเวลาอันสั้นโดยที่พื้นฐานของกิจการไม่ได้มีอะไรที่จะสนับสนุนราคาหรือมูลค่าหุ้นขนาดนั้น
ประวัติศาสตร์ของการทำ Corner ที่ค่อนข้างจะ “บันลือโลก” ก็คือการทำ Cornerตลาดของแร่เงินของพี่น้องตระกูล Hunt ที่พยายามกวาดซื้อแร่เงินในตลาดโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980 ซึ่งทำให้แร่เงินมีราคาเพิ่มขึ้นจาก 11 เหรียญต่อออนซ์เป็น 50 เหรียญต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายราคาแร่เงินก็ตกกลับไปสู่ราคาที่ต่ำกว่า 11 เหรียญภายในเวลา 2 เดือนอันเป็นผลจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎการใช้มาร์จินในการซื้อขายโภคภัณฑ์ของตลาด ทำให้พี่น้องตระกูล Hunt ต้องล้มละลาย หลังจากนั้นก็ยังมีกรณีของการ Corner ตลาดทองแดงและโภคภัณฑ์อื่น ๆ รวมถึงการ Corner ตัวหุ้นในหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะที่เป็นตัวใหญ่และเป็นที่สนใจของสังคม กรณีหนึ่งที่ดังมากก็คือการ Corner หุ้นโฟล์กสวาเกนในปี 2008 โดยบริษัท Porsche หรือที่บ้านเราเรียกปอร์เช่ ซึ่งทำให้หุ้นโฟล์กกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในเวลาสั้น ๆ แต่ดีลนั้นก็ไม่สำเร็จและทำให้ Adolf Merckle นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมคนหนึ่งของเยอรมันต้องฆ่าตัวตายเนื่องจากไปชอร์ตหุ้นโฟล์กไว้มากและต้องขาดทุนมหาศาลเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก
การ Corner หุ้นตัวเล็ก ๆ นั้น แน่นอน คงไม่เป็นข่าวหรือมีประวัติศาสตร์ให้เราศึกษา แต่จากประสบการณ์ที่ผมพบในตลาดหุ้นไทยมานานนั้น ผมคิดว่าการทำ Corner หรือ“ต้อน” หุ้นตัวเล็ก ๆ หรือหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อยแม้ว่าหุ้นอาจจะมีขนาดใหญ่ น่าจะมีการทำกันอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใสเป็นตลาดหุ้นกระทิงที่นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยสนใจการเล่นหุ้นในตลาดมากเป็นพิเศษ ผมลองคำนวณคร่าว ๆ หลายครั้งก็พบว่าจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดของหุ้นตัวเล็กหรือมีหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำนั้น บางทีเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทก็สามารถ Corner หุ้นได้อย่างสบายมาก และเมื่อคิดถึงขนาดของพอร์ตของนักเล่นหุ้นส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กอร์ปกับการที่สามารถใช้มาร์จินซื้อหุ้นได้อีกเท่าตัว รวมถึงการที่อาจจะมีการ “เล่นกันเป็นทีม” ของนักลงทุนหลายราย การ Corner หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงน่าจะทำได้ง่ายและน่าจะมีการทำกันไม่น้อย หลักฐานก็คือ หุ้นตัวเล็กที่มี Free Float ต่ำจำนวนมากมีค่า PE เป็นหลายสิบถึงร้อยเท่าและมี PB ที่สูงลิ่วทั้ง ๆ ที่กิจการไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก
กลยุทธ์ Corner หุ้นนั้น ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ได้ทำเงินให้กับนักเล่นหุ้นจำนวนมาก หลายคนกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย เหตุผลที่ประสบความสำเร็จนั้น แน่นอน ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือภาวะตลาดหุ้นที่สดใสและการที่คนไทยที่มีเงินเหลือไม่มีช่องทางการลงทุนที่ดีกว่าจึงนำมาลงทุนในตลาดหุ้น แต่หุ้นที่ถูกCorner นั้น ในที่สุดก็จะมีมูลค่าและราคาสูงตลอดไปไม่ได้และวันหนึ่งจะต้องตกลงมามาก และนั่นคือวันที่จะต้องมีคนเสียหายขาดทุนหนัก บางครั้งก็คือคนที่ทำ Corner เสียเองอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์
ประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การทำ Corner นั้น ผิดกฎหมายไทยหรือไม่? ผมคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่ใช่นักกฎหมาย สิ่งที่ผมรู้ก็คือ การที่จะจับหรือฟ้องร้องคนที่ทำCorner นั้น ผมคิดว่ายากมาก ประเด็นก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นในตลาดโดยไม่ต้องมีหน้าที่อะไรยกเว้นซื้อเกิน 25% ของหุ้นทั้งหมดที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงก็คือหุ้นที่อยู่ในตลาดหรือ Free Float จริง ๆ นั้นมักจะมีไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องทำเมื่อซื้อถึง 5% ก็แค่รายงาน แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะนั่นมักจะเป็นการ “ส่งสัญญาณที่ดี”ในการที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้น ดังนั้น เรื่องของ Corner นั้น ผมคิดว่าเกิดขึ้นกับหุ้นจำนวนมากและไม่มีใครจะทำอะไรได้มากนักตราบที่หุ้นในตลาดยังมีขนาดเล็กมากอยู่ ในบางครั้งหุ้นนั้นก็อาจจะถูก Corner โดยไม่มี “เจ้ามือ” ก็เป็นไปได้แต่เป็นผลการกระทำ “ร่วม” ของนักลงทุนหลาย ๆ คนที่อาจจะรู้จักกันดีหรือบางทีก็อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่หุ้นขึ้น ทุกฝ่ายก็มีความสุข ส่วนการขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมากนั้นเองก็ไม่มีกฎอะไรที่จะห้ามหรือเป็นความผิด ดังนั้น คนที่ทำ Corner นั้น ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะผิดอย่างไรถ้าเขาจะทยอยขายหุ้นออกไปจนหมดและทำกำไรมหาศาลตราบที่ยังมีคนซื้อหุ้นอยู่
หน้าที่ของ Value Investor เองนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปร่วมวงทำหรือก่อให้เกิดCorner ในหุ้นแต่ละตัว เพราะราคาที่ไม่ใช่ “ธรรมชาติ” นั้น ในที่สุดก็ต้องลงมา การทำนายหรือคาดการณ์ว่ามันกำลังขึ้นหรือลงเป็นเรื่องที่ยาก เช่นเดียวกับการอดทนไม่ตอบสนองต่อความยั่วเย้าของราคาหุ้นที่กำลังถูกต้อนเข้ามุม นี่ก็เป็นบททดสอบ VI ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า เราจะเป็นVI ได้แค่ไหน?
Monday, September 14, 2015
สั้น VS ยาว / ดร.นิเวศน์
ผมอยู่ในตลาดหุ้นมานานและสังเกตเห็นว่า สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะแยกแนวทางการลงทุนระหว่างนักลงทุนกลุ่มหนึ่งกับนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งออกจากกันได้เด่นชัดที่สุดนั้น ไม่ใช่การเป็น “นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร” หรือไม่ใช่ “นักเทคนิคหรือเป็น VI” หรือไม่ใช่ “นักเล่นหุ้นเติบโตหรือเล่นหุ้นถูก” เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นต่างก็มีความเป็นนักเก็งกำไรและนักลงทุนอยู่ในตัว ไม่รู้จะแยกยังไง บางคนเป็น VI แต่ก็ดูกราฟด้วยหรือดูบ้าง นักเทคนิคที่ผมรู้จักจำนวนมากนั้น ต่างก็ดูพื้นฐานด้วยไม่ใช่มองแต่กราฟ เช่นเดียวกัน ผมแทบจะไม่เคยเห็นคนที่เล่นแต่Growth โดยไม่สนใจหุ้นที่ถูกมากเลย
สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สามารถที่จะแยกนักลงทุนออกจากกันได้ชัดที่สุดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนหรือมุมมองต่อเรื่องของระยะเวลาในการถือครองหุ้นหรือพูดง่าย ๆ คุณเป็นคน “เล่นสั้นหรือเล่นยาว” เหตุที่ผมใช้คำว่า “มุมมอง” นั้น เป็นเพราะว่านี่คือ “ฐานทางความคิด” ของการลงทุนในการพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกหุ้น ถือหุ้น ขายหุ้น และเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ถ้าจะหาชีวิตนักลงทุนเอกของโลกมาเปรียบเทียบที่ดี เราก็คงจะเห็นได้ชัดเจนว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นคนที่ “เล่นยาว” สุดโต่ง ในอีกด้านหนึ่ง จอร์จ โซรอส น่าจะเป็นตัวแทนของคนที่ “เล่นสั้น” และสองคนนี้ผมคิดว่ามีมุมมองต่อเรื่องของการลงทุนคนละด้านอย่างเห็นได้ชัดทั้งเวลาซื้อ เวลาถือครอง และเวลาขาย รวมถึงเรื่องของความเสี่ยงและประเด็นอื่น ๆ แต่ทั้งสองต่างก็ประสบความสำเร็จพอ ๆ กัน แน่นอนว่าบางครั้งบัฟเฟตต์ก็ถือหุ้นสั้นบ้างเช่นเดียวกับที่โซรอสเองก็น่าจะเคยถือหุ้นยาวแต่นั่นมักเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นรายการย่อยไม่ใช่รายการหลัก หุ้นหรือหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ของคนที่ “เล่นยาว” นั้นต้องถือยาว ส่วนคนที่ “เล่นสั้น” นั้น ต้องถือสั้น ไม่ว่าเจ้าตัวจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่ลงทุนแนวไหน
ในความคิดของผมแล้ว คนที่ตั้งใจถือหุ้นไม่เกินประมาณ 1 ปี ก็ต้องถือว่าเป็นคน “เล่นสั้น”แม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่าตนเองเป็นคนลงทุนระยะยาว คนที่ตั้งใจถือหุ้นยาวกว่านั้นโดยเฉพาะที่ไม่ได้ตั้งเป้าเวลาที่จะขายเลยนั้นก็อาจจะถือว่าเป็นคนที่ “เล่นยาว” มองจากเกณฑ์นี้แล้วผมคิดว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ รวมถึงสถาบันลงทุน เช่น บลจ. ทั้งหลายที่บริหารเงินให้กับคนอื่น ก็น่าจะถือว่าเป็นคนที่ “เล่นสั้น” คนที่ “เล่นยาว” นั้น ผมคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในกลุ่มของ VI ที่อายุมากหน่อยหรือไม่ก็เป็นสถาบันลงทุนที่เน้นระยะยาวเช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมระยะยาว LTF หรือ RMF กองทุนของบริษัทประกันภัยหรือประกันชีวิต และกองทุนของบริษัทหรือกงสีที่ไม่เน้นที่จะต้องโชว์ผลงานการลงทุนให้กับใครมากนักและสามารถถือหุ้นได้โดยไม่ต้องพะวงกับการถูก “ถอน” การลงทุน
ความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักลงทุนที่ถือสั้นกับถือยาวนั้นผมคิดว่ามีมากมายผมจะลองไล่ไปเรื่อย ๆ โดยสิ่งที่ผมจะพูดนั้นอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากการศึกษาทางวิชาการแต่เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินนักลงทุนโดยเฉพาะที่ชอบ “เล่นสั้น” พูดหรือทำ ส่วนสำหรับนักลงทุนระยะยาวนั้น นอกจากสังเกตจากคนอื่นแล้วก็เป็นเรื่องของความคิดผมเองในฐานะนักลงทุนระยะยาวที่มักจะมีความคิดและวิธีทำที่แตกต่างจากนักลงทุนระยะสั้น
เริ่มต้นก็คือประเด็นสำคัญเรื่องของผลตอบแทน คนที่เล่นสั้นนั้นเชื่อว่าการเล่นสั้นนั้นกำไรดีกว่าการเล่นยาว เหตุผลก็เพราะว่ามันสามารถทำกำไรได้ “หลายรอบ” เช่น ถ้าคุณซื้อและขายหุ้นแต่ละตัวภายใน 3 เดือน คุณก็จะมีโอกาสทำกำไรได้ปีละ 4 รอบ ถ้าได้รอบละ “แค่ 10%” ปีหนึ่งก็กำไรไปแล้ว 40% คนที่เล่นสั้นนั้นเชื่อว่าหุ้นแต่ละตัวจะมีจังหวะของการวิ่งเร็วเป็นบางช่วง ดังนั้น เราก็ควรซื้อก่อนที่มันจะ “วิ่ง” หรือเริ่มวิ่ง และขายเมื่อมันขึ้นไปอย่างรวดเร็วซึ่งมักจะไม่กี่เดือน หลังจากนั้นมันก็อาจจะขึ้นช้าลงหรืออาจจะปรับตัวลงมา ดังนั้นเราไม่ควรจะถือต่อแต่ควรจะขายทิ้งและไปหา “ตัวใหม่” ที่กำลังจะมา ส่วนคนที่เล่นยาวนั้น เชื่อว่าการถือหุ้นที่มีพื้นฐานมั่นคงโดดเด่นนั้น หุ้นก็มักจะมีแนวโน้มว่าจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ปีหนึ่งอาจจะถึง 10-20% โดยเฉลี่ยตามกำไรของบริษัทที่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าจะโตไปได้เรื่อย ๆ ในอัตราที่ค่อนสูงเกิน 10% ต่อปีไปอีกหลายปี การขายและเปลี่ยนตัวเล่นนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวใหม่จะมีผลงานเท่าตัวเก่าหรือไม่ พวกเขากลัวว่าจะเป็นการ “ขายหมูแล้วไปซื้อควาย” อย่างที่ชอบพูดกันในหมู่นักลงทุน นั่นคือขายหุ้นที่ขึ้นต่อแล้วไปซื้อหุ้นที่ซื้อแล้วก็ตกลงมา
ประเด็นที่สองก็คือเรื่อง “จุดของการทำกำไร” นักเล่นสั้นนั้นบอกว่า “กำไรอยู่ที่การขาย” นั่นคือ การลงทุนนั้น กำไรที่มากนั้นมักจะมาจากการขาย นั่นก็คือ คุณต้องรู้ว่าจะขายหุ้นตัวที่ซื้อมาเมื่อไร เฉพาะอย่างยิ่งก็คือต้องขายในช่วงที่หุ้นดีดตัวขึ้นมาแรงสู่จุดที่สูงมากในระยะสั้น บางครั้งแค่พลาดไปไม่กี่วันหรือบางทีนาที กำไรก็อาจจะหายหมดหรือลดน้อยลงไปมาก ดังนั้น ทักษะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของคนเล่นสั้นก็คือ การจับจังหวะขาย ส่วนคนเล่นยาวนั้นบอกว่าการขายนั้นไม่สำคัญ กำไรเกิดขึ้นเมื่อเรา “ซื้อหุ้นถูกตัว” นั่นก็คือหุ้นที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยมในราคาถูก ถ้าคุณซื้อหุ้นแบบนี้ได้ คุณไม่จำเป็นต้องรีบขายแม้ว่าในบางช่วงเวลาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าปกติและคุณ “พลาด” ที่จะขายมัน แต่ในอนาคตต่อมา มันก็มักจะปรับตัวขึ้นมาอีกจนสูงเท่าหรือสูงกว่าเดิม ดังนั้น การขายไม่สำคัญ “กำไรอยู่ที่การซื้อ”
“ยาวคือเสี่ยง สั้นคือไม่เสี่ยง” นี่คือคติประจำใจของคนเล่นสั้นที่คิดว่าการลงทุนระยะยาวนั้นเสี่ยงมากเนื่องจากในระยะยาวแล้วทุกอย่างก็อาจจะเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องของพื้นฐานของกิจการ ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็เปลี่ยนไป ยิ่งเวลาผ่านไปมากโอกาสที่เรื่องร้าย ๆ จะเกิดขึ้นก็จะเพิ่มขึ้น ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้น การถือหุ้นยาวคือเสี่ยง บางคนนั้นแค่ถือหุ้นข้ามวันหยุดก็รู้สึกเสี่ยงแล้ว แต่นักเล่นยาวนั้นมองตรงกันข้าม พวกเขารู้สึกว่าในระยะสั้นนั้น ทั้งตลาดและราคาหุ้นจะมีความผันผวนขึ้นลงเอาแน่อะไรไม่ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ดัชนีหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราถือยาวเป็น 5 ปีหรือ10 ปี หรือถ้าเริ่มตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์ 40 ปีที่แล้ว ดัชนีตลาดจะให้ผลตอบแทนถึงปีละ 10% โดยเฉลี่ย ไม่เสี่ยงเลย นอกจากนั้น สำหรับหุ้นรายตัวแล้ว ถ้าคุณซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งและเติบโตระยะยาวโดยการพิจารณาพื้นฐานของกิจการอย่างถี่ถ้วน โอกาสก็สูงที่กำไรของบริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าเป็นอย่างนั้น ราคาหุ้นก็ต้องปรับตัวขึ้นไปตาม ดังนั้น “ถือยาวไม่เสี่ยง ถือสั้นเสี่ยง”
คนที่เล่นสั้นนั้นชอบหุ้นที่มี “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งก็มีหลากหลาย คนที่เล่นสั้นมากชอบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น หุ้นที่นิ่ง ๆ เขาไม่สนใจ เขาสนใจหุ้นที่กำลังขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าบริษัททำอะไร คนที่เล่นสั้นแต่ไม่มากอาจจะชอบหุ้นของกิจการที่เป็นวัฏจักรและวัฏจักรกำลังเป็นขาขึ้น บางคนชอบหุ้นของกิจการที่กำลังฟื้นตัว จำนวนมากชอบหุ้นที่กำลังมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่นเนื่องจากสถานการณ์บางอย่างทางอุตสาหกรรมที่เอื้ออำนวย ทั้งหมดนั้นมักจะมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ มันต้องเป็นหุ้นขนาดเล็กหรือมี Free Float ต่ำที่ทำให้ราคาหุ้นวิ่งได้เร็วมากและมโหฬารได้ พวกเขาคิดว่านี่คือการทำเงินได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่วนพวกเล่นยาวนั้นมักจะชอบหุ้นที่ “ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” แต่ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ “ก็กิจการมันดีมากอยู่แล้ว” การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะนำไปสู่ความไม่แน่นอน เป็นความเสี่ยง
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือมุมมองเกี่ยวกับปันผล นักเล่นสั้นนั้นมักจะไม่ใคร่ “แคร์” เรื่องเงินปันผลมากนัก พวกเขาเห็นว่าเงินปันผลนั้นคิดเป็นผลตอบแทนน้อยนิด พวกเขาคิดว่า “เทรดแค่ 2-3 วันก็เท่ากับเงินปันผลทั้งปีแล้ว” ดังนั้น ปันผลจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะมอง ส่วนนักลงทุนระยะยาวนั้น ปันผลเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกหุ้นลงทุนไม่น้อย ว่าที่จริงในระยะยาวแล้ว ปันผลในตลาดหุ้นไทยนั้นคิดเป็นผลตอบแทนเกือบครึ่งหนึ่งของผลตอบแทนทั้งหมด ดังนั้น บ่อยครั้งในการลงทุนพวกเขาคิดถึงปันผลในการเลือกหุ้นลงทุนด้วย
Friday, August 7, 2015
การลงทุนของ Barack Obama / โดย คนขายของ
ประธานาธิบดีของสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นผู้ซึ่งทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ซึ่งคงเป็นธรรมดาของคน ที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงที่ต้องมีเรื่องวุ่นๆเข้ามามากมาย แล้วประธานาธิปบดีสหรัฐ มีการวางแผนทางการเงินอย่างไร? เขาลงทุนในสินทรัพย์ชนิดไหนมากที่สุด? การลงทุนของ โอบามามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน? ผมเชื่อว่าการมองผ่านการวางแผนทางการเงินของ ประธานาธิบดีสหรัฐคงให้แนวความคิดเพื่อที่เราจะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้บ้าง
เว็ปไซด์ therichest.com ได้รายงานว่าประธานาธิบดีโอบามามีรายได้จากเงินเดือนปีละ 400,000 เหรียญคิดเป็นเงินไทยก็ตกเดือนละประมาณ 1.16 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีรายได้ จากการเขียนหนังสือประมาณปีละเกือบ 10 ล้านบาท ท่านประธานาธิบดีมีบ้านหนึ่งหลัง ราคา ประมาณ 1.6 ล้านเหรียญอยู่ที่ชิคาโก้ ซึ่งยังคงติดจำนองอยู่ 1 ล้านเหรียญ และ ผ่อนด้วยอัตรา ดอกเบี้ย 5.625% นิตยสาร Forbes และ Casey Research บริษัททำงานวิจัยเรื่อง การเงินการลงทุนประเมินว่า โอบามามีความมั่งคั่งสุทธิ Net Worth) สูงถึงราวๆ 7 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 210 ล้านบาท
จากที่ผมได้รวบรวมข้อมูลจาก CNBC และ Casey Research พบว่าพอร์ตลงทุนของ ประธานาธิบดีโอบามาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 ล้านเหรียญ มีการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวในสัดส่วน สูงที่สุดถึง 83% ของพอร์ต ตามมาด้วย กองทุนที่ลงทุนในดัชนี Index Fund) บริหารโดย Vanguard สองกองทุนมูลค่ารวมคิดเป็น 10% ของพอร์ต อันดับสาม เป็นการลงทุนใน พันธบัตรระยะสั้น Bills) ราว 8% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือเป็น กองทุนเพื่อการออม สำหรับการเรียนต่อในระดับ college สำหรับลูกสาว เมื่อพิจารณาดอกเบี้ย และเงินปันผลรวม ของพอร์ตลงทุน คาดว่าน่าจะอยู่ที่ปีละประมาณ 5.25 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 2.5% ของเงินลงทุนทั้งหมด เมื่อรวมรายได้จากการลงทุน และรายได้จากลิขสิทธิ์หนังสือซึ่งเป็น รายได้ทางอ้อมเข้าด้วยกัน โอบามาจะสามารถมีเงินใช้ได้ประมาณปีละ 15 ล้านบาท แม้ว่าวาระ การเป็นประธานาธิบดีของเขาจะหมดลงในปี 2559
แต่กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการวางแผนทางการเงินในสหรัฐได้แสดงความเห็นไว้ว่า โอบามา น่าจะสามารถลดรายจ่ายในเรื่องดอกเบี้ยของการผ่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้โอบามาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 5.526% โดยทำการรีไฟแนนซ์เป็นดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือเอาเงินที่ลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% มาจ่ายคืนธนาคารเพื่อลดภาระจำนอง ส่วนเรื่องการลงทุนนั้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ท่านประธานาธิบดีลงทุนในหุ้นน้อยไป ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่แค่ 10% ซึ่งกองทุนที่โอบามาถืออยู่นั้น ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน อาจจะต้องเพิ่มการถือครองหุ้นขนาดกลาง และเล็กที่มีคุณภาพดี
เราจะเห็นได้ว่าโอบามาได้วางแผนการเงินไว้เป็นอย่างดี มีรายได้เข้ามาหลายทางทำให้ชีวิตไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันนี้โอบามามีรายได้ถึง 3 ทางคือ หนึ่งเงินเดือน สอง ลิขสิทธ์หนังสือ และสามเงินลงทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชนชั้นกลางของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่ ทำงานเป็นลูกจ้างรัฐ และเอกชนควรให้ความสนใจ การมีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถนับว่ามั่นคงจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน มีหลายบริษัทใช้นโยบายลดพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย หากท่านถูกให้ออก ครอบครัวต้องสูญรายได้ที่มีทั้งหมดไป
ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนหลายท่านที่ลงทุนในตลาดหุ้น และมีอิสระภาพทาง การเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ขอให้อย่าเพิ่งชะล่าใจไปในอิสระภาพทางการเงินที่ได้มา ตลาดหุ้นใน เวลาที่แย่มากๆ เช่นใน ช่วงปี คศ 1929-1932 ในสหรัฐ ตลาดลดลง 90% ในสี่ปี หรือตลาดหุ้น ไทยในช่วงปี พศ 2539 – 2541 ซึ่งลดลงมากกว่า 80% ภายในสามปี แม้โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจของไทยในระดับนั้น คงไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่า เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ดังนั้นการกระจายเงินลงทุนออกไปให้มีรายได้หลายทาง ถือเป็นการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญทำให้นักลงทุนอยู่รอดในทุกสถานะการณ์ในโลกที่ ไม่มีอะไรแน่นอนใบนี้
Wednesday, July 29, 2015
หุ้นในฝัน ปั่น 100 เด้ง /ดร.นิเวศน์
แน่นอนว่า “เจ้ามือ” จะไม่เคยประกาศว่าตนเองกำลัง “ปั่น” หรือทำราคาหุ้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตรงกันข้าม พวกเขาจะบอกหรือแสดงออกว่าที่ราคาหุ้นขึ้นไปนั้นเป็นเพราะบริษัทกำลัง “ฟื้นตัวอย่างยิ่งใหญ่” ที่จะทำให้อนาคตของบริษัทสดใสมากและบริษัทจะมีรายได้และกำไรสูงมากด้วยธุรกิจใหม่ ๆ ที่บริษัทกำลังจะสร้างหรือซื้อมา การ “เติบโต” ของบริษัทในอนาคตนั้นจะเป็น “ร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์ต่อปี” ดังนั้นราคาหุ้นที่คิดจากค่า PE ในวันนี้ก็ควรจะสูงมากได้เท่า ๆ กับการเติบโตนั่นก็คือ ค่า PE ก็ควรสูงได้เป็น 100 เท่า และนั่นทำให้เขาซื้อแบบ “Strong Buy” คือซื้อมากและไม่สนใจราคา และนั่นทำให้ราคาวิ่งอย่างแรง และนั่นทำให้นักเล่นหุ้นรายย่อยซื้อตาม และนั่นทำให้ราคาวิ่งแรงขึ้นไปอีก และนั่นทำให้นักเล่นหุ้นรายย่อยอื่นซื้อตามซึ่งทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วเนื่องจากปริมาณหุ้นที่ Float หรือกระจายอยู่ในตลาดมีน้อย ผลก็คือ ราคาหุ้นขึ้นไป “เกินพื้นฐาน” มาก แต่นักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว เขาไม่ได้ลงทุนถือหุ้นยาว พวกเขาเข้ามา “เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้น”
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการอธิบายโดยภาพรวม หลักฐานที่เป็นตัวเลขหรือกรณีศึกษานั้น ผมเองก็ไม่ค่อยได้เห็นและส่วนตัวก็ไม่สนใจเนื่องจากมันไม่ใช่หุ้นที่เราสนใจลงทุน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันก็คงไม่เสียหายและเสียเวลานักที่จะลองดูหุ้นที่เข้าข่าย “หุ้นปั่น” ว่าหน้าตาและพฤติกรรมของมันเป็นอย่างไร ผมจะไม่บอกชื่อหุ้นแต่ข้อมูลที่ผมใช้นั้นเป็นข้อมูลจริงที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซ้ต์ของตลาดหลักทรัพย์
หุ้นตัวแรกนั้น ชื่อเดิมผมเองก็จำไม่ได้และบริษัทอาจจะเปลี่ยนชื่อมาหลายครั้ง แต่มองย้อนหลังถึงปี 2554 พบว่ารายได้ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 3-400 ล้านบาท กำไรไม่ถึง 5 ล้านบาท ในเวลานั้น Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งหมดก็ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ซึ่งก็อาจจะดูว่าปกติและเหมาะสม แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่ายอดขายของบริษัทจะลดลงเรื่อย ๆ และจากกำไรก็กลายเป็นขาดทุน ปี 2555 บริษัทขาดทุนกว่า 50 ล้านบาท ปี 2556 ขาดทุนกว่า 100 ล้านบาท และปีที่แล้วก็ยังขาดทุนอีกกว่า 50 ล้านบาทในขณะที่รายได้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท เหตุผลนั้นอาจจะเป็นเพราะธุรกิจของบริษัทอาจจะมีปัญหาแข่งขันไม่ได้ และบริษัทเองก็จำเป็นต้องเพิ่มทุนเพื่อรักษาส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้ติดลบซึ่งจะทำให้หุ้นต้องออกจากตลาด อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียว มูลค่าหุ้นของบริษัทกลับเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีที่แล้วที่ Market Cap. ขึ้นมาเป็นกว่า 10,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากว่า 100 เท่า กลายเป็นหุ้น 100 เด้งภายในเวลา 3-4 ปี เหตุผลที่ขึ้นนั้น พูดกันว่าเพราะบริษัทหันไปทำธุรกิจใหม่ “แห่งอนาคต” ที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อนและมีศักยภาพหรือมีขนาดของธุรกิจสูงมาก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลังจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงและรายได้และกำไรก็ยังไม่เกิดขึ้น มูลค่าหุ้นก็ลดลงเหลือ “เพียง”กว่า 4,000 ล้านบาท หรือยังเป็นหุ้น 40 เด้งในเวลา 4 ปี
หุ้นตัวที่สองนั้น เคยอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก ย้อนหลังไปปี 2554 บริษัทมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาทเศษแต่ขาดทุนประมาณ 40 ล้านบาท นั่นอาจจะเพราะปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปีนั้น มูลค่าตลาดของหุ้นเองอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาทซึ่งก็ดูไม่ผิดปกติ ถึงปี 2555 บริษัทก็ฟื้นขึ้นบ้าง แต่พอถึงปี 2556 และ 2557 ธุรกิจของบริษัทก็แย่ลงอาจจะเนื่องจากคู่แข่งที่มีมากขึ้น รายได้ของบริษัทลดเหลือเพียง 100-200 ล้านบาทต่อปี กำไรปีล่าสุดติดลบถึงเกือบ 100 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นไปสูงมากถึงกว่า 30,000 ล้านบาท หรือเป็นการเพิ่มขึ้น 100 เท่าตัวในเวลา 3 ปี เหตุผลน่าจะเป็นเพราะบริษัทได้ประกาศทำธุรกิจใหม่ “แห่งอนาคต” นั่นก็คือ “พลังงานทดแทน” ที่บริษัทได้รับสัญญาขายไฟฟ้ามาแล้วจำนวนมาก ดังนั้น แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงในช่วงนี้ หุ้นของบริษัทก็ยังคงราคาอยู่ได้แม้ว่าไตรมาศ 1 ปีนี้บริษัทจะยังแทบไม่มีรายได้และยังขาดทุนอยู่ ดูเหมือนว่าทุกคนมองไปที่อนาคต ว่าที่จริง บริษัทสามารถเรียกทุนเพิ่มขึ้นได้จำนวนมากเพื่อที่จะทำธุรกิจที่จะ “โตไปได้อีกนาน”
หุ้น “100 เด้ง” ตัวที่ 3 นั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าบริษัทเคยทำอะไรมาก่อน แต่ช่วงหลังที่หุ้นบริษัทวิ่งขึ้นมามากนั้นน่าจะเป็นเพราะบริษัทเปลี่ยนไปทำธุรกิจที่มี “อนาคตสดใส” มาก และสามารถทำได้แทบจะไม่จำกัดนั่นก็คือ “รายการทีวี” มองย้อนหลังไปปี 2554 บริษัทมีรายได้ประมาณ 100 ล้านบาทและมีกำไรประมาณ 20 ล้านบาทซึ่งก็น่าจะถือว่าใช้ได้แต่คงเป็นเพราะธุรกิจของบริษัทเป็นธุรกิจ “ขนาดเล็ก” ที่มีศักยภาพจำกัด มูลค่าหุ้นของบริษัทจึงเท่ากับเพียงประมาณ 50 ล้านบาท ในปีต่อ ๆ มาก็ดูเหมือนว่าธุรกิจของบริษัทก็ทรง ๆ และโตขึ้นบ้างในแง่รายได้ แต่กำไรของบริษัทนั้นก็ไม่ไปไหน ที่สำคัญปี 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของวงการทีวีที่กลายเป็นดิจิตอล กำไรของบริษัทก็เหลือเพียง 1 ล้านบาทและล่าสุดในไตรมาศ 1 ปี 2558 นั้นบริษัทขาดทุนกว่า 20 ล้านบาท จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ ราคาหุ้นของบริษัทได้เพิ่มขึ้นมโหฬารทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าในเวลา 3 ปีครึ่ง
นอกจาก “หุ้นปั่น 100 เด้ง” ที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้ว ยังมี “หุ้นปั่น 50 เด้ง” “หุ้นปั่น 20 เด้ง” และ “หุ้นปั่น 10 เด้ง” ในเวลา 3-4 ปี อีกหลาย ๆ ตัวที่ผมไม่มีเนื้อที่จะเขียน แต่ละตัวก็มี “Story” หรือ “วีรกรรม” ที่ “น่าทึ่ง” แต่ที่สำคัญก็คือ “ซ้ำซาก” ที่กลายมาเป็น “สิ่งบ่งบอก” หรือ“อาการ” ของ “หุ้นปั่น” นั่นก็คือ
“หุ้นปั่น” มักจะมีอดีตของผลประกอบการที่ย่ำแย่ขาดทุนต่อเนื่องหรือกำไรน้อยมาก ข้อสองก็คือ พวกเขาอ้างว่าบริษัทจะมี “อนาคต” ที่ “สดใสมาก” ที่อาจจะต้องใช้เวลายาวหน่อยแต่ผู้บริหารมั่นใจว่าจะสำเร็จแน่นอน ข้อสาม พวกเขาต้องการและมักจะต้องเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาในอดีตของบริษัทและนำเงินนั้นมาสร้างธุรกิจใหม่ที่สดใสมากนั้น ข้อสี่ บ่อยครั้งพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อบริษัทให้สะท้อนถึงความเป็นธุรกิจ “แห่งอนาคต” ที่น่าตื่นเต้นและทำเงินมหาศาลรวมทั้งอาจจะเพื่อให้คน “ลืม” ความล้มเหลวของอดีต ข้อห้า ธุรกิจใหม่ของพวกเขานั้น บ่อยครั้ง คำนวณหามูลค่าที่แท้จริงยากเนื่องจากเหตุผลมากมายเช่น เป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาด เป็นธุรกิจที่อิงอยู่กับกับอนาคตที่ไกลและไม่แน่นอน เป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับภาวะหรือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีกำไรแต่คาดว่าจะเติบโตมหาศาล เป็นต้น และสุดท้าย หุ้นปั่นแทบจะทุกตัวนั้น จะใช้เทคนิค “วิศวกรรมทางการเงิน” เช่น แตกพาร์ แจกวอแร้นต์ฟรี เพื่อสร้างความรู้สึกว่าหุ้นถูกและผู้ถือหุ้นหรือคนเล่นหุ้นได้ผลประโยชน์ “ฟรี”
คำถามสุดท้ายก็คือ หุ้นปั่นนั้น บางทีสามารถขึ้นไปได้ 100 เท่าแต่ขาดทุนได้แค่ 100% น่าเล่นหรือไม่? คำตอบของผมก็คือ โอกาสของคนเล่นที่จะได้กำไรขนาดนั้นมีน้อยมากถ้าไม่ใช่เจ้ามือ แต่โอกาสที่หุ้นปั่นราคา 100 บาทที่เราถืออยู่จะเหลือ 1 บาทกลับมีมากกว่า ดังนั้น คำตอบของผมก็คือ ถ้าเจอหุ้นที่มีอาการเป็น “หุ้นปั่น” ดังที่ว่า เราก็ควรจะถอยห่างไว้ มิฉะนั้น เราอาจจะทนไม่ไหวที่จะเข้าไปเล่น
Friday, July 24, 2015
ไม่มีกำไร ใช่จะไร้คุณค่า / โดย คนขายของ
AMAZON.COM ทำ IPO เมื่อปี 1997 ในตอนนั้นบริษัทมีรายได้เพียง 148 ล้านเหรียญ และ ขาดทุนสูงถึง 29 ล้านเหรียญ บริษัทขาดทุนทุกไตรมาสตั้งแต่เข้าตลาด จนกระทั่งผ่านไป 6 ปี จึงเริ่มมีกำไรเป็นครั้งแรกในไตรมาสสี่ของปี 2003 ถ้าเราเห็นตัวเลขแบบนี้เรายังคงลงทุนในหุ้น AMAZON ไหม? นักลงทุนหลายๆท่านที่ให้ความสำคัญกับค่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นหลัก คงตอบว่า “ไม่” ถึงตอนนี้ AMAZON เข้าตลาดมา 18 ปีแล้วและราคาก็ได้ขึ้นมาราวๆ 500 เท่า แม้ปีหลังๆ AMAZON สามารถทำกำไรได้บ้างแล้ว แต่ในปีนี้บริษัทก็กลับมาขาดทุนอีก ทำไม ตลาดถึงให้มูลค่ากิจการบริษัทที่ขาดทุนบริษัทนี้สูงถึง 220,000 ล้านเหรียญ? มีเรื่องอะไรอื่นๆ อีกไหมที่เป็นเรื่องสำคัญในการประเมินมูลค่าของบริษัทนอกจากกำไร?
ในปลายปี 2014 Facebook ได้ประกาศการซื้อกิจการที่ทั้งโลกต้องตะลึง ด้วยการซื้อ “WhatsApp” แอพพลิเคชั่นส่งข้อความที่มีพนักงานแค่ 55 คน บริษัทมีรายได้ 10 ล้านเหรียญ และขาดทุนสูงถึง 138 ล้านเหรียญในปี 2013 แต่ Facebook ตัดสินใจซื้อ “WhatsApp” ด้วยมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านเหรียญ ถ้าเราคิดหามูลค่ากิจการของ “WhatsApp” แบบที่ได้ เรียนกันมา เราคงไม่เข้าใจว่าทำไม Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook ถึงได้ตัดสินใจ ให้มูลค่ากิจการของ “WhatsApp” สูงขนาดนั้น Bill Aulet อาจารย์ประจำ MIT Sloan Business School of Management ได้อธิบายถึงดีลนี้ไว้ว่า “WhatsApp” นั้นมี ผู้ใช้งานทั้งหมดราว 450 ล้านคน และยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงวันละ 1 ล้านคน เท่ากับว่า Facebook จ่ายเงินซื้อลูกค้าของ “Whatsapp” หัวละ 49 เหรียญ แต่ Facebook ทำการคำนวณแล้วว่าลูกค้าเหล่านี้จะสามารถช่วย Facebook ทำเงินได้สูงถึง 120 เหรียญต่อหัว ในอนาคต ซึ่งหากมองในมุมนี้เราอาจจะรู้สึกว่าดีลนี้ดูสมเหตุสมผลขึ้นมา
หุ้นชื่อ PETX ซื้อขายกันในตลาด NASDAQ ออก IPO ในราคา 6 เหรียญเมื่อปี 2013 บริษัททำกิจการเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะสำหรับสัตว์เลี่้ยงและมีใบอนุญาติในการวิจัยยาอยู่จำนวนมาก บริษัทนี้ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เข้ามาซื้อขายในตลาด อย่าว่าแต่กำไรเลยครับ รายได้ยังแทบจะไม่มี แต่ตอนนี้ราคาได้ขึ้นมาสูงถึง 18 เหรียญ มีมูลค่ากิจการสูงถึง 500 ล้านเหรียญ นักลงทุนส่วนใหญ่ เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทด้วยความคาดหวังว่า เมื่อยาทั้งหลายที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ออกสู่ตลาด จะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เช่น ในตอนนี้ยาแก้อาการเบื่ออาหาร ของสัตว์เลี่้ยงได้รับการพัฒนาใกล้สำเร็จ มีการคาดการณ์ว่ายาตัวนี้จะสามารถวางตลาดได้ช่วงปลายปี 2016 นอกจากนั้น ตัวเลขขาดทุนของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ราคาหุ้นตอบสนอง ในทางที่ดีขึ้น และเมื่อพิจารณาจากจำนวนสุนัขและแมวในอเมริกาซึ่งมีถึงราว 150 ล้านตัว ดังนั้นหาก PETX ทำได้สำเร็จจริงคงสามารถสร้างลูกค้าได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
การที่บริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนนั้นอาจทำให้นักลงทุนหลายคนละเลยหุ้นเหล่านี้ไป ไม่ได้ทำ การศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ถ้าบริษัทเหล่านั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตอยู่ บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้ดูแย่เสมอไป อย่าง AMAZON ถึงแม้จะทำกำไรได้ไม่ประทับใจ แต่ยอดรายได้ของ AMAZON เติบโตถึง 625 เท่านับจากวันที่ IPO จนมาอยู่ที่ 92,000 ล้านเหรียญในตอนนี้ นอกจากนั้น AMAZON เป็นบริษัทที่ลงทุนใน R&D สูงมาก ถ้าหากลด ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้ กำไรของบริษัทจะกลับมาโตอย่างมีนัยยะสำคัญ
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การลงทุนในบริษัทที่ไม่มีผลกำไรก็มีข้อด้อยอยู่หลายประการ เช่น บริษัทเหล่านั้นมักไม่มีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น บางบริษัทผู้บริหารทำการขายฝันให้นักลงทุนเฝ้ารอ แต่ฝันนั้นไม่เป็นจริงสักที จนเทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเงินวิจัยของบริษัทสูญเปล่า เพื่อที่จะประเมินมูลค่าของกิจการที่มีผลประกอบการขาดทุนได้แม่นยำนักลงทุนควรมีความรู้ในเรื่องธุรกิจและอุตสาหกรรมของบริษัทพอสมควร เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น มีความเข้าใจในสินทรัพย์ที่ บริษัทถือครองอยู่ซึ่งอาจมีมูลค่าเพิ่มในอนาคตเช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ แบรนด์ เทคโนโลยี หรือ ฐานลูกค้าและระบบจัดจำหน่ายเป็นต้น ดังนั้นหากเราเห็นบริษัทศักยภาพดีที่มีผลประกอบการขาดทุน ก็อย่าเพิ่งละเลยในทุกกรณีไป เพราะบริษัทเหล่านั้นอาจสามารถสร้างกำไรในการลงทุนให้ท่าน ได้อย่างงดงามในอนาคต
Sunday, July 19, 2015
นักลงทุน 4 แนว/ดร.นิเวศน์
การลงทุนหรือเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวิธีหรือแนวทางใหญ่ ๆ 4 แบบ แนวทางแรกคือ แนว “เทคนิค” ที่นักลงทุนระยะสั้นนิยมใช้กันมาก เครื่องมือหรือข้อมูลที่ใช้ก็คือราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในอดีต แนวทางที่สองคือแนว Value Investment หรือ VI ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และตัวบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการก่อนลงทุน แนวทางที่สามคือ Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่เน้นการค้นหากิจการที่มีศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจสูงเป็นพิเศษ และแนวทางสุดท้ายก็คือ การลงทุนแบบ Passive หรือการลงทุนที่ไม่เน้นการเลือกหุ้น แต่เน้นการกระจายการลงทุนในหุ้นจำนวนมากและจัดสรรทรัพย์สินให้เหมาะสมเพื่อที่จะลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
นักลงทุนแนว “เทคนิค” มีความเชื่อว่า การขึ้นลงของราคาหุ้นขึ้นอยู่กับ “จิตวิทยา” หรือความเห็นหรืออารมณ์ของคนเล่นหุ้นเป็นหลัก พื้นฐานหรือผลประกอบการหรือความเข้มแข็งของกิจการนั้น ถ้าจะมีผลก็ไม่เกิน 10% ดังนั้น เราแทบไม่จำเป็นต้องดู สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ ก็คือพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในแต่ละช่วงเวลาซึ่งอาจจะเป็นนาทีเป็นวันหรือเป็นเดือน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวที่จะชี้ว่าราคาหุ้นในอนาคตอันสั้นจะวิ่งไปทางไหนและที่ราคาเท่าไร
ทฤษฎีหรือความเชื่อของนักเทคนิคก็คือ ข้อแรก ข้อมูลทั้งหมดของบริษัทเช่น กำไรและปันผลในอดีต และผลประกอบการในอนาคตของบริษัทนั้น ถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นทั้งอดีตและปัจจุบันหมดแล้วไม่ว่าจะดีหรือร้าย ดังนั้นไม่ต้องไปวิเคราะห์หรือดูว่าผลประกอบการในอดีตเป็นอย่างไร ว่าที่จริงแทบไม่ต้องดูด้วยซ้ำว่าบริษัททำอะไรหรือขายสินค้าอะไร และ หลักการข้อสองของนักเทคนิคก็คือ ราคาหุ้นนั้นมักเคลื่อนไหวไปตาม “เทรนด์” หรือแนวโน้มของมัน หุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นก็มักจะวิ่งขึ้นต่อไป หุ้นที่กำลังลงก็มักจะวิ่งลงต่อไป หุ้นที่กำลังนิ่ง ๆ ก็จะอยู่อย่างนั้น จนกว่า “เทรนด์” มันจะ “เปลี่ยน” ซึ่งสิ่งที่จะบอกก็คือ กราฟของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในอดีตและปัจจุบัน
โชคดีที่ข้อมูลการซื้อขายหุ้นในปัจจุบันทั้งหมดนั้นถูกเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การวิเคราะห์กราฟราคาด้วยเกณฑ์ทาง “เทคนิค” ต่าง ๆ จึงทำได้ง่ายมากและเป็น “เรียลไทม์” นี่ทำให้ “นักเทคนิค” สามารถกำหนดจุดซื้อหรือจุดขายของหุ้นแต่ละตัวได้ตลอดเวลา มันจึงเป็นวิธีการลงทุนที่ทำได้ง่ายแทบจะ อัตโนมัติสำหรับทุกคนที่ใช้แนวการลงทุนนี้
ทฤษฎีการลงทุนที่สองก็คือ การลงทุนแบบ Value Investment หรือ VI นี่เป็นวิธีการที่นักลงทุนมองว่าหุ้นนั้นก็คือธุรกิจหรือบริษัท สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ พยายามวิเคราะห์หรือคำนวณหา “มูลค่าที่แท้จริง” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์หรือความคิดเห็นของคนในตลาดหุ้น พวกเขาเชื่อว่า ราคาหุ้นนั้นมักแตกต่างจากมูลค่าที่แท้จริงและเป็น “คนละเรื่อง” การหามูลค่าที่แท้จริงนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการประเมินหรือคาดการณ์ว่ากำไรและปันผลในอนาคตระยะยาวของบริษัทเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าจะทำได้ก็ต้องศึกษายอดขาย ต้นทุน ความสามารถในการแข่งขันของกิจการ ฐานะการเงินและอื่น ๆ อีกมาก หลังจากนั้นก็จะต้องคำนวณว่าหุ้นควรมีมูลค่าเท่าไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “กระแสเงินสด” หรือปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจากบริษัทตลอดไป และเนื่องจากผลประกอบการและการเติบโตของบริษัทนั้น มักจะขึ้นอยู่กับสภาวะทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย ดังนั้น การวิเคราะห์จึงมักจะต้องเริ่มจากการมองหรือคาดการณ์ภาวะอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยเฉพาะในเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในตลาดด้วย
โดยหลักแล้ว ถ้าปัจจัยอื่นเหมือนกัน มูลค่าของกิจการนั้นจะสูงขึ้นถ้า 1) กำไรและปันผลโตเร็วขึ้น 2) อัตราการจ่ายปันผลเมื่อเทียบกับกำไรหรือ Dividend Payout Ratio สูงกว่าหรือเพิ่มขึ้น 3) กิจการหรือหุ้นมีความเสี่ยงต่ำกว่า และ 4) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดต่ำกว่าหรือต่ำลง
นักลงทุนแนว VI แบบ “ต้นตำรับ” หรือดั้งเดิมนั้น มักชอบลงทุนในหุ้นที่มีราคาหุ้นต่ำกว่า “มูลค่าที่แท้จริง” มาก หรือเรียกว่ามี “Margin of Safety” สูง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ชอบลงทุนในหุ้นที่มีราคา “ถูกมาก” วัดจากค่า PE และ PB ที่ต่ำ และปันผลตอบแทนที่สูง ซึ่งในแนวทางนี้มักจะทำให้พบแต่หุ้นที่มี “คุณภาพ” ต่ำในสายตาของนักลงทุนทั่วไปเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม VI ก็มักจะไม่สนใจ พวกเขาเชื่อว่า “หุ้นแบกะดิน” เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วในที่สุดราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นไปที่มูลค่าที่แท้จริงของมัน ดังนั้น การซื้อหุ้นเหล่านี้หลาย ๆ ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอก็มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปกติ
แนวทางการลงทุนที่สามคือแนวลงทุนในหุ้น Growth หรือหุ้นโตเร็ว การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ว่าที่จริงก็ใช้หลักการคล้าย ๆ กับหุ้น VI ในแง่ที่ว่ามันจะต้องมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากข้อมูลในอดีตแล้ว นักลงทุนแนว Growth ยังต้องวิเคราะห์หรือคาดการณ์ “อนาคต” ไปไกลและต้องมั่นใจว่าไม่ผิดพลาด หุ้นที่พวกเขาชอบนั้นมักจะต้องมี “Story” หรือเรื่องราวที่ “เร้าใจ” ในแง่ที่ว่าบริษัทจะเติบโตเร็วมาก อาจจะเพราะอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นประโยชน์และบริษัทจะเป็นผู้นำหรือได้ประโยชน์อย่างใหญ่หลวง รายได้และกำไรจะเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ในอนาคตจนทำให้กิจการมีมูลค่าที่แท้จริงสูงขึ้นมามากและสูงกว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน ดังนั้น ราคาหุ้นในปัจจุบันจึงไม่เป็นประเด็นว่าจะแพงหรือถูกเมื่อวัดด้วยค่า PE PB หรือปันผลที่ใช้ตัวเลขของอดีตและปัจจุบัน ในความเป็นจริง หุ้นต่าง ๆ เหล่านี้ เนื่องจากมักเป็นหุ้นที่ “ร้อนแรง” และ “เร้าใจ” และเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก จึงมักจะมีราคาสูงขึ้นมากทำให้ค่า PE และ PB สูงกว่าปกติและมักจะมีปันผลที่ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม คนที่เล่นหุ้น Growth นั้นเชื่อว่านี่คือวิธีที่จะทำเงินได้เร็วและมากกว่าแนวทางอื่น
นักลงทุนแนวทางสุดท้ายก็คือ การลงทุนแบบ Passive หรือแนวลงทุนหุ้น “ตามดัชนี” เช่น ซื้อกองทุนรวม “SET 50” ที่ไม่มีการคัดเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด 50 ตัว เป็นต้น คนที่เลือกแนวทางนี้มีความเชื่อตามทฤษฎี “ตลาดที่มีประสิทธิภาพ” ที่บอกว่า หุ้นในตลาดทุกตัวนั้น ต่างก็มีราคาที่เหมาะสมกับพื้นฐานอยู่แล้วเนื่องจากมันเป็นราคาที่คนจำนวนมากที่มีความรู้มีข้อมูลและมีเหตุผลมาตกลงซื้อขายกัน เป็นไปไม่ได้ที่มันจะ “ผิดราคา” อย่างเป็นระบบ หรือพูดง่าย ๆ หุ้นบางตัวและบางครั้งอาจจะ “ผิดราคา” ได้ แต่ซักพักหนึ่งราคาก็จะกลับมาที่ราคาที่ถูกต้องเหมาะสม โดยเฉลี่ยแล้ว หุ้นบางตัวและบางเวลาอาจจะแพงแต่บางตัวบางเวลาก็อาจจะถูกไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นถูกได้ตลอด ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามเลือกหุ้น การซื้อหุ้นลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ ซื้อหุ้นกระจายไปทุกตัวและจ่ายต้นทุนค่าธรรมเนียมการซื้อขายและบริหารการลงทุนที่ต่ำที่สุด นั่นก็คือ ซื้อกองทุนหุ้นอิงดัชนีที่คิดค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนต่ำที่สุด
การศึกษาจากข้อมูลในอดีต “ทั่วโลก” นั้นพบว่า การลงทุนแนว VI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดในระยะยาว รองลงมาน่าจะเป็นการลงทุนแบบ Passive ตามด้วยการลงทุนในหุ้นเติบโต ส่วนการเล่นหุ้นแนวเทคนิคนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจศึกษาแล้วและน่าจะเป็นแนวที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุดเนื่องจากต้นทุนการซื้อขายหุ้นที่สูงมากทำให้ผลตอบแทนต่ำลง นั่นคือผลการศึกษาที่ใช้ข้อมูลจำนวนมาก แต่ในเรื่องของนักลงทุนแต่ละคนนั้น แน่นอน ต้องมีคนประสบความสำเร็จสูงมากแม้ว่าจะใช้เทคนิคหรือแนวทางที่ด้อยกว่าโดยเฉลี่ย และในชีวิตจริงนั้น มีนักลงทุนน้อยคนที่จะยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งอย่างเคร่งครัด นักลงทุนหลายคนใช้แนวทางหลายแบบ “ผสมผสาน” กัน เช่นบางคนบอกว่าเวลาเลือกหุ้นใช้แนวทาง VI หรือ Growth แต่ “จังหวะซื้อ” หรือขายก็ “ดูกราฟ” ทางเทคนิค เป็นต้น ผมเองไม่รู้ว่าแต่ละคนควรใช้วิธีไหน ประสบการณ์ส่วนตัวผมก็คือ ผมชอบหุ้น Growth ที่มีความแน่นอนสูงและซื้อในราคาที่ต่ำหรือราคา “ยุติธรรม”
Thursday, July 16, 2015
ค้นฟ้าคว้าดาว /ดร.นิเวศน์
กระบวนการที่ยากและสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ VI ก็คือ การค้นหาหุ้นที่จะลงทุน เหตุผลก็คือ มีหุ้นที่เป็นบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท ที่ทำธุรกิจหลากหลายมากมาย บริษัทเหล่านี้อยู่ใน “ช่วงชีวิต” ต่าง ๆ เช่น กำลังเริ่มต้น เติบโต เติบโตเร็ว อิ่มตัว ตกต่ำ ซึ่งเราไม่รู้ นอกจากนั้น ราคาหุ้นของแต่ละบริษัทก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาซึ่งทำให้ความน่าสนใจของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น การมองหาหุ้นที่จะเข้าไปศึกษาและลงทุนจึงเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา ต่อไปนี้คือวิธีการหาหุ้นที่ VI รวมถึงผมมักจะใช้
วิธีแรกที่น่าจะง่ายที่สุดก็คือ การติดตามบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์หลาย ๆ แห่งที่จะมีการนำเสนอหุ้นที่ “น่าสนใจ” เป็นหุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อหรือบางครั้งแนะนำให้ซื้อ “อย่างแรง” วิธีนี้มีข้อดีก็คือ เราไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา หุ้นถูกเสิร์ฟให้เราถึงที่ แต่ข้อเสียก็คือ เขามักจะวิเคราะห์และแนะนำเฉพาะหุ้นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาและมีสภาพคล่องในการซื้อขายมากพอ ซึ่งอาจจะมีหุ้นเพียง 200-300 ตัวเท่านั้นที่โบรกเกอร์ครอบคลุม ประเด็นก็คือ หุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อนั้น บ่อยครั้งมีราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ความน่าสนใจก็จะลดลงเพราะราคาหุ้นแพงขึ้น ในบางกรณี โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยและสภาพคล่องมีไม่มากนั้น ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาสูงลิ่วแล้วก่อนที่เขาจะแนะนำ ดังนั้น การหาหุ้นจากวิธีการนี้ เราจะต้องระวังว่ามันอาจจะไม่ถูกในแง่ของ VI การเข้าไปซื้ออาจจะเป็นการ “เก็งกำไร” ก็ได้
วิธีที่สอง สำหรับคนที่ขยันและมีเวลา เช่น คนที่ “ลงทุนเป็นอาชีพ” อาจจะติดตามเข้าร่วมฟังรายการ “บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” หรือที่เรียกว่า “Opportunity Day” ที่มีการจัดที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นประจำเกือบทั้งปี นี่คือรายการที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก มาบรรยายและให้ข้อมูลรวมทั้งตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทแก่นักลงทุน รายการนี้จึงเป็นช่องทางในการที่เราจะได้ข้อมูลค่อนข้างลึกเกี่ยวกับบริษัทรวมถึงในหลาย ๆ กรณี ได้พบกับผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียนซึ่งบางคนบอกว่าจะได้ดู “โหงวเฮ้ง” ว่าน่าจะเป็นคนมีความสามารถและไว้ใจได้แค่ไหน และนั่นก็คือข้อดีของการไปหา ศึกษา และวิเคราะห์หุ้นจากงาน “อ็อปเดย์” อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็อาจจะมีเหมือนกัน นั่นคือ การไปฟังบริษัทมาก ๆ นั้น บางทีก็ทำให้เรา “เคลิ้ม” ได้เหมือนกัน กล่าวคือ บริษัทอาจจะให้แต่ภาพที่ดี ๆ และพยามพูดให้เราเชื่อว่าเขาดีกว่าปกติ เรา ที่มีความรู้น้อยกว่าก็จะคล้อยตามโดยที่ไม่ได้ไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มและทำให้เราวิเคราะห์ผิดพลาดไปได้
ช่องทางที่สามในการหาหุ้นก็คือ การใช้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” นี่คือการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการคัดเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการและงบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน อัตราส่วนที่แสดงความถูกความแพงของหุ้น มาเป็นตัวคัดกรองเพื่อที่จะศึกษาตัวหุ้นที่มีคุณสมบัติที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น บางคนจัดเรียงหุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดจนถึงหุ้นที่มีค่า PE สูงที่สุด จากนั้นจึงคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดไม่เกิน 20 ตัวเพื่อนำมาศึกษาต่อเป็นต้น หรือบางคนอาจจะมองบริษัทที่มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงที่สุดเป็นตะแกรงที่จะคัดกรองหุ้น เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้ก็คือ มันทำได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างจะทั่วถึงคือเราจะไม่พลาดหุ้นที่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจเลยเพราะมันทำโดยคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นเราค่อยมาดูข้อมูลเป็นรายตัวว่าเราสนใจตัวไหนเป็นพิเศษ ส่วนข้อเสียก็คือ ข้อมูลที่เป็นเชิงปริมาณนั้น มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและมันไม่ได้บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นต่อไปหรือไม่ และบางทีมัน “หลอก” ให้เราเข้าใจผิดในคุณสมบัติเชิงคุณภาพได้ ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลาย ๆ คนรวมถึงผมด้วยนั้น ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเขียนหรือรันโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้ได้
ช่องทางที่สี่ในการหาหุ้นลงทุนก็คือ การติดตามอ่านข่าวสารในหน้าข่าวธุรกิจและข่าวอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนและอาจจะมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ ว่าที่จริงผมหมายรวมถึงการดูและฟังจากสื่อทุกชนิด เพียงแต่การอ่านนั้นมักจะให้ข้อมูลที่มากและเร็วกว่าช่องทางอื่น นี่คือการ “อ่านเพื่อหาหุ้น” ไม่ใช่การอ่านผ่าน ๆ ความแตกต่างก็คือ เมื่อเราอ่านแล้วเราจะต้องคิดต่อว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะได้ประโยชน์และตัวไหนจะเสียประโยชน์ บริษัทไหนจะชนะและบริษัทไหนจะแพ้ในระยะยาว เทรนด์ของธุรกิจไหนจะมาและอุตสาหกรรมไหนจะตกต่ำลง การหาหุ้นจากช่องทางนี้ เป็นการหาหุ้นที่ใช้เวลามากแต่ก็จำเป็น เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของการหาหุ้นลงทุนใหม่ ๆ แล้ว มันยังเป็นเรื่องของการติดตามข้อมูลของหุ้นตัวเดิมที่ยังอยู่ในพอร์ตด้วยว่าเราควรถือต่อหรือขายทิ้ง
ช่องทางที่ห้าก็คือ การหาหุ้นโดยการถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวของ “เซียนหุ้น” หรือบางทีเรียกว่า “CI” หรือ “เล่นหุ้นตามเซียน” นี่คือวิธีการหาหุ้นที่ง่ายและอาจจะให้ผลดี เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดว่า ถ้า “เซียน” ซื้อหรือถือหุ้นไว้ หุ้นก็น่าจะดี เพราะเซียนนั้นก็คงต้องวิเคราะห์กันมาเป็นอย่างดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่าคงจะมีคนอื่นที่ซื้อหุ้นตามเซียนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หุ้นก็จะมีแรงซื้อมากและอาจจะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้เร็วและแรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ บ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าเซียนนั้นซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อเป็นเท่าไร และเขาจะขายเมื่อไร ดังนั้น ในบางครั้ง เราอาจจะซื้อในราคาที่เกินกว่าพื้นฐานและเซียนที่ซื้อหรือถือไว้กำลังขาย ผลก็คือ เราอาจจะขาดทุนได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ บ่อยครั้ง เซียนก็อาจจะผิดได้ หรือบางทีเซียนที่เรากำลังตามอยู่นั้น อาจจะกำลัง “โฆษณา” หุ้นของตนเพื่อให้หุ้นเป็นที่น่าสนใจและมีราคาดีขึ้นก็ได้
ช่องทางที่หกของการหาหุ้นก็คือ การ “เดินตามห้าง” นี่ก็คือการสังเกตและ “สัมผัส” ความเป็นไปของธุรกิจจริง ๆ ใน “สนาม” ไม่ใช่ดูจากรายงานในหน้ากระดาษหรือบนจอคอมพิวเตอร์ คำว่าเดินตามห้างนั้น รวมไปถึงสถานที่ทุกแห่งที่เราเข้าหรือผ่านไปเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไปซื้อหรือใช้บริการต่าง ๆ ข้อดีของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ เราจะได้ข้อมูลที่หาไม่ได้จากงบการเงินนั่นก็คือ ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และ แนวโน้มของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของการเติบโตของกิจการและตัวหุ้น ข้อควรระวังสำหรับการหาหุ้นแนวทางนี้ก็คือ อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นเครื่องตัดสินสินค้าหรือตัวบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายของเขา
สุดท้ายก็คือ การดูข้อมูลจากกิจกรรมการซื้อขายของตัวหุ้นเอง เช่น การซื้อหรือขายของผู้บริหารบริษัท หรือปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของตัวหุ้น นี่อาจจะเป็นสิ่งที่บอกว่า คนที่ “รู้เรื่องดี” กำลังทำอะไรอยู่ ข้อมูลชิ้นนี้อาจจะกระตุ้นให้เราไปศึกษาตัวหุ้นเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม ก็เช่นเดียวกับข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้บริหารหรือเซียนหุ้นรายใหญ่ เราจะต้องระวังว่ามันอาจจะเป็นข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อที่จะ “ลวง” ให้นักลงทุนหลงก็ได้
Sunday, July 12, 2015
เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน
เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ผมเข้าไปกราบพระที่วัดอุโมงค์ และสะดุดใจกับป้ายธรรมอันหนึ่งที่เขียนไว้ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน" ไม่ทราบว่าเป็นเทศน์ของครูบาอาจารย์องค์ใด ผมเดาว่าคงเป็นของท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะท่านอาจารย์เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาวัดอุโมงค์ให้ร่มรื่นย์ด้วยต้นไม้ ประวัติศาสตร์ และหลักธรรม
คนทั่วไปคงไม่คิดว่าเศรษฐกิจกับจิตใจเกี่ยวข้องกัน ที่จริงแล้วสองเรื่องนี้แยกจากกันไม่ออก และผูกพันกันในหลายมิติ เพราะเรื่องเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคน และพฤติกรรมของคนถูกกำหนดด้วยจิตใจ ปัญหาเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศเผชิญก็สะท้อนถึงสภาวะจิตใจและพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ หนี้ครัวเรือน การขาดวินัยการคลัง การว่างงาน ตลอดจนการคอรัปชั่น ในทางตรงกันข้ามทุกครั้งที่สำรวจสภาพจิตใจของคนในสังคมว่าสุขหรือทุกข์เพียงใด สภาวะเศรษฐกิจจะโผล่ขึ้นมาเป็นปัจจัยขาประจำ
ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เรามักได้ยินรัฐบาลพูดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่เสมอ ประเทศไทยมีดัชนีวัดระดับความเชื่อมั่นของคนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุน เมื่อใดก็ตามที่ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนตกต่ำ รัฐบาลจะขาดความมั่นใจ และต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีต่างๆ ทั้งมาตรการที่อัดฉีดเม็ดเงินจริงลงไปในระบบเศรษฐกิจ และมาตรการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อแก้ปัญหาจิตตกของประชาชน ในบางประเทศรัฐบาลถึงกับแอบแก้ตัวเลขเศรษฐกิจหรือไม่พูดข้อมูลที่แท้จริง เพราะกลัวว่าจิตใจที่วิตกกังวลของประชาชนจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยากขึ้นไปอีก
สำหรับภาคธุรกิจแล้ว จิตใจของเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงสำคัญมากต่อความสำเร็จในระยะยาวทั้งของตัวธุรกิจเองและสังคมที่ธุรกิจนั้นเกี่ยวข้อง ถ้านักธุรกิจมีจิตใจดี ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล บริหารธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อคู่ค้า คู่แข่ง พนักงาน และสังคมรอบข้าง ธุรกิจนั้นมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในระยะยาว ในทางตรงกันข้าม เราเห็นธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่หลายแห่งต้องสะดุดขาตัวเองล้มลง เพราะมุ่งหวังแต่ผลกำไรระยะสั้น เร่งขยายธุรกิจจนเกินภูมิคุ้มกันที่ตนมี บริหารธุรกิจแบบเอาเปรียบสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น
มีหลายตัวอย่างที่จิตใจของนักธุรกิจมีผลต่อระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาคลัสเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐบาลหลายประเทศพยายามส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เพราะนักธุรกิจส่วนหนึ่งไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่จะต้องร่วมมือกับคู่แข่ง(โดยเฉพาะคู่แข่งที่เล็กกว่า)ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ มองว่าการแข่งขันกับความร่วมมือขัดแย้งกัน หรือต้องการหาประโยชน์เข้าตัวเองให้มากที่สุด ทั้งๆ ที่คลัสเตอร์จะช่วยให้ขนาดของทั้งอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง สร้างฐานสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และสามารถที่จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมให้มีทักษะและประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ ถ้านักธุรกิจไม่เปิดใจที่จะร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อชนะด้วยกันแล้ว จิตใจของนักธุรกิจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตัวเองและของประเทศในระยะยาว
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและคุณภาพของสังคมไทยที่ไหลลงเรื่อยๆ จะไม่มีทางแก้ไขได้ ถ้าภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และไม่คิดว่าตนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เราต้องไม่ลืมว่าทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจมีผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างวัตถุดิบทั้งทางตรงและผ่านห่วงโซ่อุปทานที่อาจจะเอาเปรียบคนตัวเล็กๆ ในสังคม การละเลยเรื่องสวัสดิการแรงงาน การผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน กลยุทธ์การตลาดที่ทำลายคู่แข่งขนาดกลางขนาดเล็ก การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ชนะการประมูล การโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้บริโภคมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสมหรือบริโภคเกินควร ไปจนถึงการไม่จัดการขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการบริโภคสินค้าที่ตนผลิต ถ้าธุรกิจเปิดใจทบทวนวิธีการทำธุรกิจของตนทุกขั้นตอนให้เป็นธรรมต่อคู่ค้า สร้างผลบวก ลดผลลบที่มีต่อสังคม และปรับปรุงวิธีการทำธุรกิจให้ดีขึ้นแล้ว เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพของสังคมไทยจะดีขึ้นมาก
เศรษฐกิจและสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลก็ต่อเมื่อนักธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่) มีจิตใจที่ต้องการเป็นพลเมืองดีของประเทศ คือต้องการเห็นเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวมดีขึ้น และไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่ตนทำได้ ในเรื่องนี้ผมขอชื่นชมคุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่ออกมาเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นิ่งเฉยต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมไม่ได้ชื่นชมคุณบัณฑูรตรงที่ช่วยให้กลไกการทำงานของนโยบายการเงินมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่ชื่นชมที่คุณบัณฑูรช่วยกระตุกกรอบความคิดและจิตใจของนายธนาคารไม่ให้ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาวะเศรษฐกิจและความตึงเครียดในสังคม
นอกจากเรื่องจิตใจจะสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศแล้ว เรื่องจิตใจยังสำคัญมากต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนบทที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่การแย่งทรัพยากรน้ำ การจัดการสารเคมีตกค้างจากการทำการเกษตร การจัดสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ (ที่ต้องรับภาระเลี้ยงหลานที่พ่อแม่ทิ้งไว้) การจัดตั้งสหกรณ์ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีจิตใจต้องการชนะด้วยกัน เคารพในสิทธิ์ หน้าที่ และกติกาของชุมชน รวมทั้งมีจิตอาสาที่จะร่วมมือร่วมใจกันทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรวมดีขึ้น ชุมชนใดที่ขาดผู้นำและผู้ตามที่มีจิตอาสา และจิตที่ยึดมั่นในความถูกต้องตรงธรรมแล้ว ยากที่จะสามารถสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนได้ในระยะยาว
ในระดับครัวเรือนและปัจเจกบุคคลแล้ว เรื่องเศรษฐกิจเริ่มที่จิตใจ เพราะจิตใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตของแต่ละคน ปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายและปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีมิติด้านจิตใจเป็นปัจจัยสำคัญ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจกับจิตใจได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจนมาก การใช้ชีวิตของเราทุกคนต้องมีหลักความพอเพียงในจิตใจ เพื่อควบคุมการกินอยู่ จับจ่ายใช้สอยให้พอประมาณ สมเหตุสมผลกับฐานะและความจำเป็นของตน ไม่ลงทุนจนเกินตัว รวมทั้งต้องรู้จริงในเรื่องที่ตนทำ สามารถวางแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่นับวันดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ จิตใจที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ความอดทน ความเพียร และการพึ่งตนเอง จะเป็นพลังสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน
เรื่องจิตใจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนทุกระดับมักมองไม่เห็น เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องภายนอกมากกว่าเรื่องภายในตัวเอง (และบ่อยครั้งเราวิตกกับเรื่องในอนาคตหรือในอดีต มากกว่าที่จะหยุดดูสภาวะจิตในปัจจุบัน) ยิ่งเวลาที่คิดถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยแล้ว คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ธุรกิจขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน หรือนักลงทุน มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่อง(ภายในใจ)ของตน หรือคิดว่าตนจะมีบทบาทช่วยแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร
สำหรับผมแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะเกิดผลยั่งยืน ต้องเริ่มที่การปฏิรูปในใจของคนในสังคม โดยเฉพาะคนกลุ่มบนที่ได้รับประโยชน์สูงมากจากพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การปฏิรูปเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่สามารถเปิดใจรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นของคนที่คิดต่าง(ด้วยความบริสุทธิ์ใจ)ได้อย่างไม่มีอคติ สามารถเสียสละผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมในระยะยาว กล้าที่จะแสดงจุดยืนสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องและต่อต้านวิถีเดิมๆ ที่ทำผิดต่อเนื่องกันมา แม้ว่าอาจจะทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ และทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี คือไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม
เศรษฐกิจไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเตือนตัวเองเรื่อยๆ ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน"
ยกเครื่องเรื่องการลงทุน/ดร.วิรไท
เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ดูจะทำงานตะกุกตะกักอยู่หลายตัว คนพูดกันมากเรื่องการบริโภคชะลอตัวเพราะหนี้ครัวเรือนสูง ในขณะที่รายได้ของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น การส่งออกหดตัวต่อเนื่องมาหลายเดือนเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และสินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เห็นข่าวเกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐเริ่มใจชื้นขึ้นบ้าง เครื่องยนต์เริ่มติดแม้ว่าจะยังเดินหน้าไม่เต็มที่ มีอีกหนึ่งเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน คือการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
การลงทุนของภาคเอกชนสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว การลงทุนจะช่วยสร้างการจ้างงานเพิ่ม ซึ่งจะช่วยให้การบริโภคของประชาชนขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญ โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมทันสมัยที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นได้ทั้งระบบ
ทำไมผมถึงคิดว่าสถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนน่าเป็นห่วง ข้อมูลการลงทุนจากฐานข้อมูลต่างๆ ส่งสัญญาณเตือนภัยในหลายมิติ
มิติแรก ตัวเลขการลงทุนโดยรวมของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ การลงทุนซ่อมแซมโรงงานและเครื่องจักรที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วยให้ตัวเลขการลงทุนสูงขึ้น 2-3ไตรมาส แต่หลังจากผ่านช่วงซ่อมแซมแล้ว การลงทุนของภาคเอกชนก็ลดลงมาเรื่อยๆ
มิติที่สอง การลงทุนของภาคเอกชนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรม ได้แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับอานิสงค์จากการประมูล 3G อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และการขนส่งซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าเครื่องบินใหม่ของการบินไทยและสายการบินต้นทุนต่ำ การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มักเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนอุปกรณ์เก่า มากกว่าที่จะสร้างฐานการผลิตใหม่ให้แก่ประเทศ ถ้าหักข้อมูลของสามอุตสาหกรรมนี้ออกแล้ว จะพบว่าการลงทุนของอุตสาหกรรมอื่นน่าเป็นห่วงมาก ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรซึ่งสามารถสะท้อนการลงทุนในภาพใหญ่ได้ดีหดตัวต่อเนื่องมาเกือบ 3 ปีแล้ว
มิติที่สาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไปสู่ภาคบริการมากกว่าอุตสาหกรรมการผลิต และการลงทุนขนาดใหญ่หลายกรณีเป็นการซื้อหุ้นของกิจการที่มีอยู่แต่เดิม (เช่น ซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย) มากกว่าที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ๆ
มิติที่สี่ ถ้าดูเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงห้าปีหลังต่างจากช่วงห้าถึงสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพระเอก (champion industries) เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิคส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงห้าปีหลังกระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมพระรอง (support industries) เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และกระดาษ อุตสาหกรรมพระรองผลิตวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมอื่นๆ อีกที ทำให้เรามองไม่ออกว่าอุตสาหกรรมใดจะขับเคลื่อนภาคการผลิตไทยในอนาคต และอุตสาหกรรมพระรองไม่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างก้าวกระโดดเหมือนกับอุตสาหกรรมพระเอก
มิติที่ห้า ถ้าศึกษาข้อมูลโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และใบอนุญาตขอเปิดโรงงานใหม่จะได้ภาพที่คล้ายกันว่าขนาดของโครงการลงทุนหรือโรงงานที่เปิดใหม่มีขนาดเล็กลง สะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นการขยายกำลังการผลิตต่อยอดโรงงานเดิมที่มีอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นการตั้งฐานการผลิตใหม่
มิติที่หก ไม่ใช่แต่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้นที่สนใจลงทุนในประเทศไทยน้อยลง นักธุรกิจไทยมีแนวโน้มไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยหลายแห่งเห็นโอกาสที่จะไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกและขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ ธุรกิจไทยขนาดกลางออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานสูงซึ่งถูกกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลายธุรกิจย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพราะนอกจากค่าแรงถูกกว่าแล้ว ตลาดของประเทศเพื่อนบ้านกำลังขยายตัว และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากประเทศใหญ่ๆ หลายประเทศด้วย
การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนน่ากังวลมาก เพราะในขณะที่การลงทุนในประเทศไทยหดตัว การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งสามประเทศมีขนาดของประชากรที่ใหญ่กว่าเรามาก และเป็นประชากรวัยหนุ่มสาวที่เป็นทั้งแรงงานและกำลังซื้อ การขยายตัวของการลงทุนในประเทศเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองตลาดในประเทศเท่านั้น แต่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับการส่งออกด้วย จึงไม่น่าประหลาดใจที่สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ (โดยเฉพาะสินค้าที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว) ต้องสูญเสียสัดส่วนการตลาดให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ เราเคยเชื่อว่าตลาดญี่ปุ่นเป็นของตายเพราะบริษัทญี่ปุ่นมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับพบว่าสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการมีสัดส่วนตลาดในญี่ปุ่นลดลง คงเป็นเพราะบริษัทญี่ปุ่นไปลงทุนโครงการใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นักอุตสาหกรรมบางท่านเกรงว่านโยบาย Thailand Plus One ของบริษัทญี่ปุ่น จะเป็นนโยบาย Exit Thailand เราต้องไม่ลืมว่าคนญี่ปุ่นสุภาพไม่พูดตรงๆ
ถ้ารัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลต่อเนื่องทั้งวันนี้และวันหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “ยกเครื่องเรื่องการลงทุน” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมทันสมัยต้องเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ทำอย่างบูรณาการ และมีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบพร้อมทั้งมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน ควรยกเครื่องเรื่องการลงทุนอย่างน้อยในสี่เรื่องต่อไปนี้
เรื่องแรก จะต้องทำงาน"เชิงรุก"เพื่อดึงบริษัทชั้นนำของโลกให้ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตทันสมัย การตัดสินใจลงทุนของบริษัทชั้นนำจะดึงผู้ผลิตอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิตตามมาอีกมากและสร้างความมั่นใจในประเทศไทย การทำงานเชิงรุกต้องทำในหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ต้องมี market intelligence ที่รอบด้านเพื่อติดตามแผนการลงทุนของบริษัทชั้นนำอย่างใกล้ชิด และอาจจะต้องพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรให้มาตรการจูงใจแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับบริษัทชั้นนำ (customized package) ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทเหล่านี้เหมือนกับที่ประเทศคู่แข่งของเราทำ มาตรการที่ตรงใจอาจไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบที่เราให้มาโดยต่อเนื่อง
เรื่องที่สอง ต้องเร่งสร้างความชัดเจนทางนโยบายในหลายด้าน โดยเฉพาะกรอบส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ BOI ที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ต้นปี หลายเรื่องยังขาดความชัดเจน เช่น การส่งเสริมการลงทุนแบบคลัสเตอร์ หรือกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติตามเกณฑ์ merit ของ BOI นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งประกาศรายละเอียดของเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมทันสมัยและอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม เพิ่มเติมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ควรสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพราะบริษัทชั้นนำไม่ต้องการเลี่ยงกฎหมายด้วยการใช้ nominee และต้องการทราบถึงแนวทางการเปิดเสรีภาคบริการที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย
เรื่องที่สาม ต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยมีประสิทธิภาพ กล้าตัดสินใจ และทำได้จริง ความมั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐไทยเสื่อมลงมากตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้รัฐไทยเป็นอัมพาต และข่าวร้ายเกี่ยวกับความล้มเหลวของหน่วยงานราชการตั้งแต่เรื่อง ICAO และ IUU จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการไทยมีประสิทธิภาพ และไม่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม (โดยเฉพาะอาชีวะศึกษา และการผลิตแรงงานมีทักษะ) ต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูประบบราชการ ต้องแก้ปัญหาหน่วยงานราชการที่เป็นปัญหาแก่ภาคธุรกิจ (เช่น ทบทวนระบบรางวัลนำจับของศุลกากร ปรับกระบวนการต่ออายุ visa สำหรับนักธุรกิจต่างชาติ) รัฐบาลต้องเดินหน้าจัดการการทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจเอกชนโดยต่อเนื่อง และที่สำคัญจะต้องเร่งเปิดประมูลโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่ประกาศไปนานแล้วให้เดินเครื่องได้จริงโดยเร็ว
เรื่องที่สี่ ควรกำหนดจุดยืนของประเทศไทยเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะข้อตกลง Trans Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีแนวโน้มจะเจรจาได้สำเร็จหลังจากที่รัฐสภาอเมริกาให้อำนาจประธานาธิบดีโอบามาเดินหน้าแบบ fast track ข้อตกลง TPP จะเป็นมาตรฐานการค้าใหม่ของโลก เพื่อนบ้านสำคัญของเราสามประเทศคือ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมอยู่ในข้อตกลง TPP กลุ่มแรกแล้ว ส่งผลให้ธุรกิจที่ไปลงทุนในประเทศเหล่านี้จะได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศดีกว่าการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
ถ้าเราไม่เร่งยกเครื่องเรื่องการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกกี่รอบ เศรษฐกิจไทยก็จะอ่อนไหว เปราะบาง และตะกุกตะกักไปอีกนาน
Sunday, July 5, 2015
อคติของแมงเม่า / วีระพงษ์ ธัม
ผมเคยตั้งคำถามว่าสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างเซียนกับแมงเม่าคืออะไร ? ยุคสมัยนี้จะบอกว่าแมงเม่ามีข้อมูลน้อยกว่า ผมคิดว่าไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยกระแสข้อมูลมากมาย แมงเม่าอาจจะมีข้อมูลเยอะกว่า เร็วกว่าเสียอีก เทคนิคและวิธีการลงทุนก็เป็นสิ่งที่เรียนกันทันโดยใช้เวลาไม่นานนัก และดูเหมือนช่องว่างทุกอย่างที่กล่าวมาจะแคบลงเรื่อย ๆ แต่ก็แปลกที่ผมเห็นเซียนหุ้นสามารถทำผลตอบแทนได้สูงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แมงเม่าทำผลตอบแทนได้ต่ำอยู่ตลอดเวลา ข้อสรุปส่วนตัวของผม คิดว่าช่องว่างนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “อคติของแมงเม่า”
อคติ ( Bias ) หมายถึง มุมมองที่เรามีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง และหลายครั้งก็ปฏิเสธการมองมุมมองอื่น นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีคุณภาพแย่กว่า และผลลัพท์ที่แย่กว่าในระยะยาว โชคร้ายที่ในการลงทุนในระยะสั้นนั้นมี “โชค” มาเกี่ยวข้องพอสมควร จึงทำอาจจะเกิดผลลัพท์ที่ดีในระยะสั้นได้แม้ว่าจะมีอคติมากแค่ไหน หรือตัดสินใจแย่แค่ไหน อันที่จริงประเทศไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาการเมืองสูง ส่วนหนึ่งก็เพราะจากอคติ ที่มากล้นในสังคมไทย ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผมต้องเลือกโรงเรียนและดูการศึกษาให้ลูก ผมจึงสังเกตเห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีการเรียนวิชาประเภท “ปรัชญา” หรือ “การตีความ” น้อยมาก แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน นี่อาจจะเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้เราไม่รู้จัก “มอง” “คิด” “วิเคราะห์” “แยกแยะ” และทำให้อคติเป็นสิ่งที่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
สำหรับการลงทุนและธุรกิจแล้ว นิตยสาร Harvard Business Review มีการพูดถึงเรื่องการตัดสินใจ ( Decision Making ) ผลการศึกษาพบว่า เหตุผลหลักของการตัดสินใจที่มีคุณภาพต่ำมีสองเรื่องคือ การมีแรงจูงใจไม่มากพอ เช่น ความตั้งใจในการลงทุนที่น้อยเกินไป หรือที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ ลงทุนเพื่อหาค่ากับข้าว แทนที่จะลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต และสาเหตุที่สองซึ่งเป็นหลักใหญ่คือ “อคติ” ซึ่งมีตัวอย่างอคติตามหมวดหมู่ดังนี้
1. อคติที่เกี่ยวกับการกระทำ เรามีแนวโน้มที่จะ “มองโลกในแง่ดี” มากกว่าการ “มองโลกในแง่ร้าย” (Excessive Optimism) แนวโน้มนี้คือ เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่เราคิด เป็นไปตามที่ผู้บริหารพูด ทั้ง ๆ ที่บางครั้งโอกาสสำเร็จอาจจะต่ำมาก อคตินี้เป็นอคติหลักในตลาดหุ้นเพราะคนที่มองโลกในแง่ร้าย มักจะไม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนั้นยังอคติยังทำให้เรามี “ความมั่นใจ” สูงผิดปกติ (Over Confidence) เพราะนักลงทุนย่อมคิดว่าเราลงทุนได้ “เก่งกว่า” กองทุนหรือคนอื่น ๆ (ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ลงทุนเอง) แมงเม่าจะมีอคติเรื่องนี้สูง จึงลงทุนในหุ้นที่ “ยาก” และ “เสี่ยง” กว่า (แต่มักจะคิดว่าตัวเองไม่เสี่ยง เพราะการมองโลกในแง่ดีและมั่นใจในตัวเอง) ต่างจากนักลงทุนชั้นยอดที่มอง “ความเสี่ยง” และเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน
2. อคติที่เกี่ยวกับวิธีคิด ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เรามองมุมมองอื่น ๆ ลดลง เช่น ถ้าเราค่อนข้างเชื่อในความคิดของเรา เรามักจะมุ่งที่จะ “เลือก” หาแต่สิ่งที่ “เกื้อหนุน” ความคิดเรามายืนยันสิ่งที่เราคิด (Confirmation Bias) โดยละเลยความคิดอื่นที่หักล้างความคิดหลักของเรา หูเราจะทวนลม หรือมองข้าม ถ้าความคิดนั้นเป็นสิ่งตรงข้าม แต่เราจะเลือกจดจ่อรับฟังเฉพาะสิ่งที่เราคิดไว้ หรือเราค่อนข้าง “ยึดติด” ความคิดเดิมของเรา (Anchoring) หุ้นตัวนี้เคยมีราคาเท่านี้ เราไม่ได้ซื้อ ตอนนี้ราคาขึ้นมาแล้ว เราจะยิ่งไม่อยากจะซื้อ เนื่องจากอคติข้อนี้
3. อคติที่เกียวกับกรอบการมองต่าง กรอบที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนคือ “ราคาต้นทุน” (Sunk Cost Fallacy) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีแนวโน้มที่จะขายหุ้นได้ง่ายกว่ามากถ้าเรามีต้นทุนที่ต่ำ และเราจะไม่ขายหุ้นถ้ามีต้นทุนที่สูง ซึ่งกรอบความคิดแบบนี้มักจะพาเราสู่ความล้มเหลว อันที่จริงราคาต้นทุนเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ถือว่าไม่มีค่า สิ่งที่มีค่าคือราคาปัจจุบันต่างหาก หรือการที่คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำให้สิ่งนี้เป็น “ต้นทุน” และ “กรอบความคิด” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น (Status Quo Bias) เช่น เราชอบหุ้นตัวนี้ กลุ่มนี้ ไม่อยากจะไปศึกษาตัวใหม่ ๆ เป็นต้น
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อคติในโลกความเป็นจริงมีมากกว่านี้มาก อคติเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด สิ่งที่เราทำได้คือให้รู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเราเสมอ ๆ พยายามคิดหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ มุม และตีความไปที่ปัญหา ฝึกเทคนิคในการแก้ไขอคติในแต่ละข้อ และให้พยายามเตือนตัวเองว่าอคติเราจะยิ่งมากขึ้น ถ้าเรามีแรงกดดัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทุกครั้งที่หุ้นวิ่งและหุ้นลง ตัวกระพริบ ความรู้สึกขาดทุน กำไร ยิ่งทำให้อคติเรามากกว่าเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของอคติขนาดมหึมาของนักลงทุนที่เป็นแมงเม่าเสมอ ๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)












