Showing posts with label ลงทุนหุ้น. Show all posts
Showing posts with label ลงทุนหุ้น. Show all posts

Tuesday, March 29, 2016

บทเรียนการลงทุนจาก WW II / โดยดร.นิเวศ เหมวชิรวรากร


ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มสนใจศึกษาและรู้สึก “หลงใหล” กับการอ่านเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สองหรือที่มักเขียนเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษว่า WW II (World War II) ตั้งแต่เมื่อไร  รู้แต่ว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ผมกลายเป็นนักลงทุน VI ที่มุ่งมั่นประมาณ 20 ปีมาแล้ว  ภาพยนตร์และสารคดีที่เกี่ยวกับหรืออิงกับสงครามโลกครั้งที่สองเกือบทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องที่ผมอยากชม  หลายเรื่องไม่เกี่ยวกับการรบแต่เป็นเรื่องของชีวิตในช่วงสงคราม เช่น เรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซีก็กลายเป็นหนังที่ผมชอบดูไปด้วย  เหตุผลที่ผมชอบนั้นส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ  สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็นสงครามที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และได้เผยให้เห็นพฤติกรรมและธาตุแท้ของมนุษย์ถึงแก่น  และในเหตุการณ์นั้น  คนแต่ละกลุ่มหรือชาติได้ใช้สรรพกำลัง ความคิด และอารมณ์ขั้นสูงสุดที่จะ “เอาชนะ” เพื่อที่จะดำรงความเป็นมนุษย์ที่สูงที่สุดหรือดีที่สุดของตนเองและเผ่าพันธุ์ของตนเอง  ดังนั้น  การเรียนรู้เรื่องของ WW II น่าจะทำให้เราเข้าใจเรื่องของมนุษย์และสังคมมากมายอย่างที่หาได้ยากจากเรื่องอื่น ๆ

บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่สองนั้น  ผมคิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ได้กับเรื่องของการต่อสู้และการแข่งขันได้เกือบทุกเรื่อง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของธุรกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนยอดของธุรกิจ  และต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการจากสงครามที่ผมอยากนำมาพูดถึง

เรื่องย่อที่สุดของ WW II ก็คือ  เยอรมันเริ่มก่อสงครามโดยการบุกยึดครองยุโรปตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศษได้สำเร็จในเวลาอันสั้น  กลยุทธ์ก็คือการรุกรบอย่างรวดเร็วแบบสายฟ้าแลบนำโดยรถถังแพนเซอร์ที่ทรงประสิทธิภาพและทหารที่มีความสามารถยอดเยี่ยมที่ถูกเตรียมการอย่างดีโดยการบังคับและการ “ล้างสมอง” ประชาชนโดยพรรคนาซีที่ได้เข้ากุมอำนาจเด็ดขาดในรัฐบาล  วัตถุประสงค์ของนาซีก็คือการที่จะเข้าครอบครองประเทศและทรัพยากรแทบทั้งหมดในยุโรปโดยคนเยอรมัน  พันธมิตรหลักของเยอรมันที่เรียกว่าฝ่ายอักษะที่สำคัญก็คือ  อิตาลีที่นำโดยมุสโสลินีผู้เผด็จการฟาสซิสที่หวังครอบครองยุโรปบางส่วนและอาฟริกา  และญี่ปุ่นที่นำโดยกลุ่มทหารที่ต้องการครอบครองเอเชียเพื่อความมั่งคั่งของญี่ปุ่น

ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ทำสงครามต่อต้านฝ่ายอักษะที่สำคัญก็คืออังกฤษ สหภาพโซเวียตรัสเซีย อเมริกาและประเทศประเทศหลัก ๆ  ของโลกแทบจะทุกประเทศ  ส่วนหนึ่งเพราะประเทศเหล่านั้นมีความเกี่ยวดองกับอังกฤษในฐานะประเทศอาณานิคมหรืออดีตอาณานิคม  ดังนั้น  ถ้าจะว่าไปแล้ว  จำนวนคนและทรัพยากรของฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมากกว่าฝ่ายอักษะหลายเท่าแม้ว่าในช่วงเริ่มต้นของสงครามประเทศเหล่านั้นจะยังไม่มีความพร้อมอะไรเลยเนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่สามารถบังคับหรือล้างสมองให้คนเตรียมเข้าสู้รบ

หลังจากความสำเร็จในการยึดครองฝรั่งเศสและยุโรปเกือบทั้งหมด  เยอรมันก็บุกรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ หนาวเย็นมากในฤดูหนาวและมีคนจำนวนมาก  เยอรมันคิดว่ากองทัพรัสเซียอ่อนแอมากและน่าจะสามารถยึดได้ในเวลาอันรวดเร็วและไม่ได้ “เผื่อ” สถานการณ์ที่ “ไม่คาดฝัน” อะไรเลยรวมทั้ง “ดูแคลน” คนรัสเซียว่าด้อยความสามารถ  อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่เยอรมันจะชนะนั้น  ภาวะอากาศที่หนาวเย็นและการบังคับให้ทหารต่อสู้จนตัวตายโดยสตาลินซึ่งเป็น “เผด็จการสังคมนิยม” ก็ทำให้เยอรมันต้อง  “ติดหล่ม” ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรทุกชาติโดยเฉพาะรัสเซียมีเวลาระดมสรรพกำลังและต่อสู้จนได้ชัยชนะในที่สุด  โดยที่ญี่ปุ่นเองนั้นก็มีเรื่องราวหรือชะตากรรมแบบเดียวกับเยอรมันที่ชนะในช่วงแรกแต่สุดท้ายก็ถูกอเมริกาที่ใหญ่กว่ามากถล่มจนยับเยิน

บทเรียนแรกที่ผมคิดว่าเราสามารถนำมาใช้กับธุรกิจและการลงทุนก็คือ  ในสงครามนั้น  เยอรมันรบโดยไม่ได้ปฏิบัติตาม  “กฎของสงคราม” โดยเฉพาะกฎที่ว่าผู้ชนะนั้นคือผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่าในสนามรบและกฎอื่น ๆ   หลายครั้งโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ  ของสงครามนั้น  ฮิตเลอร์บัญชาการรบเองและมีความเชื่อมั่นในความสามารถและความแข็งแกร่งของกองทัพมากเกินไปจึงสั่งการในแบบที่ผิดกฎของสงครามมากโดยไม่ฟังแม่ทัพนายกองที่ทักท้วง  ผลก็คือความพ่ายแพ้  ในการลงทุนก็เช่นกัน  ผมคิดว่ามี “กฎเหล็ก”  ของการลงทุนหลายอย่างที่เราไม่ควรฝืน  อย่าไปคิดว่าเราแน่หรือคิดว่าครั้งนี้มีข้อยกเว้นและเรา “มั่นใจมาก”  เราอาจจะเคยทำสำเร็จได้กำไรมากด้วยการทำผิดกฎหลักของการลงทุน เช่น  การทุ่มลงทุนตัวเดียวเต็มพอร์ต  แต่การทำแบบนั้นก็อาจจะเหมือนกับที่ฮิตเลอร์สามารถชนะฝรั่งเศษในเวลาอันสั้นและไปแพ้จนเป็นหายนะในรัสเซียก็ได้

บทเรียนข้อสองของผมก็คือ  อย่าซื้อหุ้นถ้าไม่แน่ใจว่าจะไม่ขาดทุน  หรืออย่าเข้าสนามรบโดยไม่มั่นใจว่าจะชนะแน่  นี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นจากการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอเมริกานั้น  เวลาจะบุกเข้ายึดเมืองหรือประเทศคืนและรุกเข้ายึดครองประเทศฝ่ายอักษะนั้น  พวกเขาจะมีการวางแผนอย่างดีและยอมใช้เวลาค่อย ๆ  “รุกคืบ”  ตัวอย่างเช่น  แทนที่จะบุกเข้ายุโรปทันที  พวกเขากลับเริ่มโดยบุกเข้าทางอาฟริกาเหนือเพื่อที่จะต่อไปที่อิตาลีที่ค่อนข้างอ่อนแอและฝรั่งเศสจนถึงเยอรมัน  เป็นต้น  เช่นเดียวกัน  สหรัฐเองนั้นก่อนที่จะเข้าโจมตีเกาะญี่ปุ่น  อเมริกาค่อย ๆ  ยึดเกาะต่าง ๆ  ในมหาสมุทรเพื่อที่จะ “ตั้งฐาน” ใกล้เกาะญี่ปุ่นเข้าไปเรื่อย ๆ  และในการรบทุกครั้งนั้น  อเมริกาจะทุ่มคนและอาวุธโดยเฉพาะเรือรบและเครื่องบินเข้าไปมากกว่าฝ่ายญี่ปุ่นอย่างน้อย 3 เท่าเพื่อให้มั่นใจว่าชนะแน่

ในแง่ของการลงทุนนั้น  ผมคิดว่าในการซื้อหุ้นเราก็ควรจะต้องประเมินอย่างรอบคอบมาก ๆ  ว่า  โอกาสที่เราจะชนะหรือได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ—ในระยะยาว  อาจจะตั้งไว้ซัก 2-3 ปี  นั้นสูงมาก  ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นเราก็จะไม่ซื้อ  เราจะไม่เสี่ยงที่จะซื้อหุ้นเพียงเพราะเราหวังว่าเราจะได้กำไรเร็ว ๆ  ในเวลาอันสั้นแต่ความไม่แน่นอนสูง  พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ถ้าดูแล้วมีโอกาสขาดทุนเนื่องจากมีปัจจัยไม่แน่นอนหลายอย่างที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง  เราไม่เอา  เราไม่ต้องการที่จะเข้าไป “ติดหุ้น”  เหมือนอย่างที่เยอรมันเข้าไปติดอยู่ในรัสเซียเพราะกำลังทหารและสรรพาวุธไม่พอเนื่องจากระยะทางเดินทัพนั้นไกลมาก

บทเรียนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ถ้ารู้ว่า “แพ้” ก็ต้องมีกลยุทธ์ในการ “ถอย”  นี่ก็อีกเช่นกัน  เป็นเรื่องของฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่าฝ่ายอักษะและรัสเซีย  เหตุผลอาจจะเป็นว่าในประเทศของ “โลกเสรี” นั้น  รัฐมีอำนาจจำกัดในการบังคับพลเมือง  และการสั่งหรือปล่อยให้คน “สู้ตาย” นั้น  ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าในกรณีใด  ตรงกันข้าม  ฮิตเลอร์มักสั่งให้กองทัพ “ยืนหยัด” สู้ตายทั้ง ๆ  ที่กำลัง “แพ้” ซึ่งทำให้กำลังทหารอ่อนแอลงไปมาก  และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือญี่ปุ่นที่ทหารส่วนใหญ่ไม่ยอมแพ้และต้องตายเกือบทั้งหมดในแทบทุกสมรภูมิ   ตรงกันข้าม  กลยุทธ์ในการ “หนี” ของกองทัพอังกฤษเป็นแสน ๆ คน ที่ชายหาดดังเคิร์กข้ามทะเลกลับเกาะอังกฤษ และการ “หนี” ของแมคอาเธอร์จากเกาะฟิลิปปินส์และคำพูดอมตะว่า  “I shall return”  นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ดีต่อการรบในเวลาต่อมามาก  และผมก็คิดเช่นเดียวกันว่า  ในการลงทุนนั้น  ถ้ารู้ว่าแพ้  เช่น หุ้นที่เราถืออยู่มีการเปลี่ยนแปลงของพื้นฐานหรือเราคิดว่ามีโอกาสที่จะแย่ลงมากและราคาหุ้นได้ตกลงไปมาก  เราก็อาจจะต้อง “ยอมแพ้”  และ “หนี”  คือขายหุ้นไปแม้จะขาดทุนมาก  เราอาจจะ “ปลอบใจตัวเอง” ว่า  I shall return ได้กำไรจากเงินที่ขายไปและไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นแทนก็ได้

การนำบทเรียนของ WW II มาใช้ในการลงทุนนั้น  เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ว่าที่จริงผมยังนำมันมาใช้ในเรื่องอื่น ๆ  อีกมากรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม  และการเมือง  ชะตากรรมของชาวยิวและเหตุผลที่มันเกิดขึ้นเตือนให้ผมรู้ว่าโลกนี้มีอันตรายมากมายที่เราต้องตระหนัก  บางสิ่งบางอย่างมันก็เกินจากความคาดคิดได้  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมมักจะหาคำตอบว่าทำไมสังคมเยอรมันที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความสามารถสูงและ “ฉลาด” มากสามารถก่อให้เกิดเรื่องราวทั้งสงครามและการก่ออาชญากรรมแบบนั้นได้  และคำตอบนั้นก็จะกลายมาเป็น  “บทเรียน” ที่ผมจะนำมาใช้คาดการณ์หรือมองว่าสังคมของไทยและ/หรือสังคมของโลก จะไปทางไหนในอนาคตมองจากสถานะในปัจจุบัน

Tuesday, March 22, 2016

เกษียณอายุให้มีความสุข /โดยดร.สันติ กีระนันทน์


เริ่มต้นปีใหม่ 2559ด้วยความหวังใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ ทุก ๆ ครั้งที่มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เราก็อาจจะใช้โอกาสนั้นเป็นกุศโลบายเพื่อเริ่มสิ่งใหม่ ๆ หรือแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดก่อนหน้านั้น ซึ่งก็จะเป็นกำลังใจให้สามารถก้าวข้ามสิ่งบกพร่องและเริ่มสิ่งที่ดีขึ้นเสมอ

ผมมีความคิดว่าในช่วงปีใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างนี้ มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการคำนึงถึงช่วงเวลาทำงานที่ยังคงเหลือก่อนที่จะถึงเวลาเกษียณจากงานประจำในปัจจุบันนี้ การคิดเช่นนี้ ไม่จำเป็นจะต้องทำตอนที่เหลือเวลาการทำงานอีกไม่กี่ปี แต่ควรจะทำตั้งแต่เริ่มต้นทำงานด้วยซ้ำไป เพราะยิ่งระลึกถึงเรื่องนี้ได้เร็วเท่าไรก็จะทำให้ระยะเวลาการทำงานยังคงเหลือมากพอที่จะแก้ไขสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือทำให้การวางแผนเพื่อให้เกิดอิสรภาพทางการเงินเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากทิ้งเวลาไปนาน ไม่ให้ความสนใจกับการวางแผนการเงินของตนเองเพื่อเป้าหมายการเกษียณอายุอย่างมีความสุข กว่าจะนึกได้ อาจจะเหลือเวลาการทำงานอีกไม่กี่ปี ซึ่งหากมีทรัพย์สินเงินทองไม่เพียงพอหลังการเกษียณแล้ว ก็อาจจะแก้ไขได้ยากแล้ว

ก่อนจะชวนคิดกันเรื่องการวางแผนการเงินเพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุข ผมอยากจะชวนคุยเรื่องอิสรภาพทางการเงิน หรือ financial freedom อีกครั้งหนึ่ง เพราะอาจจะยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการมีอิสรภาพทางการเงินหมายความว่ามีเงินมากตั้งแต่ยังไม่เกษียณอายุ ดังนั้นก็สามารถเลิกทำงานได้เลย ซึ่งทำให้ชีวิตมีความเป็นอิสระ ไม่ต้องกังวลใจหรือเหนื่อยยากกับการทำงาน ผมอยากจะแสดงความเห็นว่า การคิดเช่นนั้น มีส่วนถูกอยู่มาก แต่อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะหลายครั้งจะมีคนที่แย้งว่า หากเลิกทำงานไปเลย คิดหรือว่าชีวิตจะมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ายังไม่ได้อายุมากหรือเข้าสู่วัยชราที่จะไม่มีเรี่ยวแรง หากยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่แล้วไม่ได้ทำงาน จะเที่ยวไปเรื่อย ๆ หรือใช้ชีวิตไปวัน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในความไร้ประโยชน์ของชีวิตตนเอง ดังนั้น ความหมายของอิสรภาพทางการเงินก็คือ มีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะไม่ให้ปัจจัยความต้องการทางการเงินนั้น มาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน หลายครั้งที่การตัดสินใจเลือกอาชีพของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น มีเหตุผลของรายได้เป็นเหตุผลหลัก มากกว่าเหตุผลของความชอบและความสุขที่จะเกิดขึ้นกับงานที่ได้ทำ หากเลือกงานด้วยเหตุผลของรายได้เป็นหลักเพียงอย่างเดียวแล้ว ผลที่ตามมาอาจจะทำให้ชีวิตการทำงานเต็มไปด้วยความเครียด ความสุขในชีวิตก็จะหายไปอย่างหน้าเสียดาย ลองคิดดูว่า ในช่วงชีวิตที่ยังเป็นวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 60 ปี) เป็นช่วงที่ร่างกายยังมีกำลังวังชา เป็นช่วงชีวิตที่ยังไม่ชอบอยู่นิ่ง หรือพูดง่าย ๆ ว่ายังอยากทำงานอยู่ ซึ่งหากสามารถเลือกงานตามความชอบ โดยไม่ต้องคิดถึงปัจจัยความจำเป็นทางการเงินเป็นปัจจัยหลักแล้ว ก็อาจจะเลือกงานที่ชอบแม้ว่าอาจจะได้รายได้ไม่มากที่สุด หรือมากไปกว่านั้น คนบางคนที่อยากทำงานเพื่อสังคม เมื่อชัดเจนแล้วว่ามีความมั่งคั่งเพียงพอที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องขวนขวายหาเงินมากแล้ว ก็อาจจะตัดสินใจทำงานเพื่อสังคม พัฒนาส่วนรวมให้ดีขึ้น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ามีความเป็นอิสระทางการเงิน คือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยความต้องการทางการเงินเป็นหลักเสมอไป

การวางแผนทางการเงิน หรือ financial planning นั้น นอกเหนือจากเพื่อวัตถุประสงค์ของการมีอิสรภาพทางการเงินก่อนวัยเกษียณแล้ว ยังทำให้มั่นใจว่า เมื่อเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว ก็จะยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่น้อยกว่าช่วงที่ยังทำงานอยู่ การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสองนั้นได้ จะต้องเริ่มคำนึงถึงเรื่องทั้งสองนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน เพราะยิ่งเริ่มต้นวางแผนและปฏิบัติตามแผนได้เร็วเท่าไร ก็จะพบอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น และมั่นใจว่าชีวิตหลังเกษียณแล้วก็จะมีคุณภาพดีด้วย

ความตระหนักรู้ของคนไทยในเรื่องการวางแผนทางการเงิน

ผมได้อ่านงานวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงิน เพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40 – 60 ปี” ของคณาจารย์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้ไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตหลังเกษียณจากการทำงาน จะอยู่ได้อย่างมีความสุข แต่คณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์ถึงรายละเอียดและขั้นตอนการวางแผนของคนเหล่านั้นที่มีความมั่นใจว่าหลังจากเกษียณจากงานประจำแล้ว จะยังใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไป กลับเห็นว่า ความเชื่อเหล่านั้นอาจจะเป็นความเชื่อที่มีโอกาสผิดพลาดสูง เพราะกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้น มีความผิดพลาดในขั้นตอนการวางแผน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เงินออมไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ซึ่งข้อผิดพลาดที่พบนั้นมีอยู่ 7 ประการ คือ

1.     เริ่มวางแผนช้า โดยกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้น มีเพียงร้อยละ 38 เท่านั้น ที่เคยวางแผนทางการเงินและคำนึงถึงเป้าหมายเพื่อการเกษียณ โดยที่การคิดถึงเป้าหมายเพื่อการเกษียณนั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่คิดให้ได้ว่า จำนวนเงินที่จำเป็นต้องใช้หลังเกษียณนั้น เป็นเท่าไร หรือที่เรียกว่า retirement sum ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว จะเกิดจากการออมในแต่ละเดือนจากการทำงาน ดังนั้น ผู้ที่จะมั่นใจได้ว่า หลังเกษียณแล้วจะมีชีวิตที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องเริ่มต้นคำนวณหาจำนวนเงินที่ต้องการดังกล่าวนั้น แล้วต้องปฏิบัติตามแผนการออม นอกจากนั้น จากการศึกษาของคณะผู้วิจัย ได้พบว่า จากกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้น อายุเฉลี่ยของผู้เริ่มต้นการวางแผนคือ อายุ 42 ปี ซึ่งค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผลการศึกษาที่มีในประเทศอื่น ๆ

2.     มีความมั่นใจเกินควร เรื่องนี้อาจจะขยายความว่า จากกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้น มีจำนวนผู้ตอบสูงถึงร้อยละ 71 ที่มั่นใจว่า คุณภาพชีวิตหลังเกษียณจะใกล้เคียง หรือมีคุณภาพชีวิตดีกว่าปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่คนกลุ่มนี้ยังไม่เคยวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณเลย กลุ่มนี้อาจจะทำเพียง “วางแผนการทำงาน” คือ คิดว่ามีความก้าวหน้าในชีวิตการงานตามขั้นตอน หรือวางแผนที่จะทำงานแต่ละช่วงชีวิตเพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมาย แต่ไม่ได้คิดเรื่องวัยเกษียณจริง ๆ จัง ๆ และในหลายราย อาจจะเชื่อว่า การวางแผนการทำงานนั้นเพียงพอที่จะมั่นใจได้แล้วว่าหลังเกษียณอายุก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างดีจากเงินออมที่ได้เก็บไว้โดยไม่มีแผน

3.     การวางแผนโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม ในเรื่องนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้น แสดงความเห็นว่า จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงด้วยสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น รวมทั้งไม่เข้าใจถึงปัจจัยสำคัญเรื่องเงินเฟ้อ ว่ามีส่วนบั่นทอนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ตนเองได้อดออมหรือลงทุนไว้อย่างไร และจะจัดการอย่างไร เพื่อเอาชนะปัจจัยลบของเงินเฟ้อได้ ขออธิบายข้อผิดพลาดข้อนี้โดยแยกเป็น 2 เรื่องสำคัญนะครับ คือ

เรื่องแรกเป็นการวางแผนที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากความเข้าใจโดยทั่วไป คือ คิดว่าหากอายุมากขึ้น ก็จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มสัดส่วนขึ้น ผมเข้าใจว่า กลุ่มตัวอย่างคงคิดว่า ในปัจจุบันนี้หากจะลงทุนในหุ้น (ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่ามีความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์อย่างอื่น ซึ่งในฉบับถัด ๆ ไป ผมจะขอแสดงความเห็นด้วยและความเห็นคัดค้านในความเชื่อที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางนี้) จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงต้องรอว่าในอนาคต หากทำงานนานขึ้น มีรายได้มากขึ้นก็จะลงทุนในหุ้นมากขึ้น ซึ่งความคิดเช่นนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เพราะในขณะที่ยังรายได้ไม่มากนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นนั้น สามารถทำได้โดยง่าย ไม่ว่าจะลงโดยตรง หรือลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีทั้งกองทุนรวมหุ้นหรือ equity fund ทั่วไปที่มีให้เลือกลงทุนอย่างหลากหลายพร้อมด้วยข้อมูลที่เพียบพร้อม หรือลงทุนในกองทุนประเภท LTF หรือลงทุนใน RMF ที่มีสัดส่วนของหุ้นค่อนข้างมาก หรืออาจจะเลือกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทีมีทางเลือก หรือที่เรียกว่า employee choice โดยเลือกประเภทที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก ก็จะสามารถทำได้ตั้งแต่ยังอายุน้อยหรือรายได้ไม่มากนัก ซึ่งการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น ทำให้หากเกิดความผิดพลาด ก็สามารถแก้ไขได้ เพราะยังเหลือเวลาทำงานอีกมาก แต่หากไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงเมื่ออายุมากแล้ว หากเกิดความผิดพลาดก็ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้ อายุเป็นปัจจัยในการพิจารณาเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากหรือน้อยเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ยังอาจจะมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย เช่น การคาดการณ์ถึงความสามารถในการหารายได้ในอนาคต ภาระที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว และปัจจัยอย่างอื่น ๆ อีก หากเรามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากการลงทุนเพื่อเกษียณอายุได้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคือ เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตลอดเวลานั้น จะบั่นทอนมูลค่าของสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่ คำว่าเงินเฟ้อ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจยาก เรื่องนี้อธิบายง่าย ๆ คือ ลองนึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาช่วงต่าง ๆ นะครับ เรารับประทานก๋วยเตี๋ยวชามละเท่าไร ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมรับประทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 บาท 3 บาท จนเป็นชามละ 5 บาท 10 บาท 15 บาท จนมาถึงชามละ 35 หรือ 40 บาท ในขณะนี้ (ตามร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนทั่วไปนะครับ) จะเห็นว่าสินค้าที่เรารับประทานหรือใช้งานนั้น มีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ดังนั้น เงิน 20 บาทในอดีตที่มีค่าทำให้เราอิ่มอาหาร 1 มื้อได้ ปัจจุบันไม่สามารถทำให้เราอิ่มได้ แปลว่าหากเราย้อนไปตั้งแต่อดีตที่เห็นว่ามีเงิน 20 บาท ก็ทำให้อิ่มได้ 1 มื้อนั้น และหากเชื่อเช่นนั้นในอดีตว่า เก็บเงินมื้อละ 20 บาทก็พอ มาถึงปัจจุบันก็อาจจะทำให้เรามีเงินไม่พออิ่ม หรือการใช้เงินเพียง 20 บาทต่อมื้อก็จะไม่อิ่มอีกต่อไป หรือคุณภาพชีวิตก็จะแย่ลงด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม ความแพงขึ้นของสินค้าและบริการต่าง ๆ นั้น อาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มูลค่าของเงินเล็กลงเรื่อย ๆ หรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเองครับ

4.     การประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร เรื่องนี้ คณะผู้วิจัยพบว่า คนส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่า หลังจากที่เกษียณอายุแล้ว แต่ละเดือนหากมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 34 ของรายได้ก่อนเกษียณ ก็จะเพียงพอที่จะทำให้คุณภาพชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งอัตราส่วนนี้เรียกว่า income replacement ratio เรื่องนี้มีความเสี่ยงมากพอสมควรที่จะใช้ตัวเลขของฝรั่งล้วน ๆ ซึ่งแนะนำว่า อัตราส่วนดังกล่าวนั้น ควรจะมีประมาณร้อยละ 60 – 90 (แล้วแต่ว่ารายได้ก่อนการเกษียณมากหรือน้อยแค่ไหนด้วย) อย่างไรก็ดี อัตราส่วนร้อยละ 34 ก็อาจจะน้อยไปจริง ๆ ซึ่งแสดงว่า คนส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความประมาทในการวางแผนหลังเกษียณ โดยอาจจะลืมไปว่า หลังจากที่เกษียณแล้ว ก็คือเข้าสู่วัยชรานั้น จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้นตามความเสื่อมของร่างกาย นอกจากนั้นยังต้องไม่ประมาทว่า อาจจะมีโรคร้ายที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากต้องการจัดการความเสี่ยงเรื่องนี้แล้ว ก็อาจจะจำเป็นต้องมีการวางแผนประกันชีวิตโดยเลือกแผนประกันชีวิตที่มีการประกันสุขภาพด้วย ซึ่งเรื่องการบริหารความเสี่ยงโดยใช้การประกันชีวิตพ่วงการประกันสุขภาพนั้น ก็จำเป็นจะต้องหาความรู้ในเรื่องดังกล่าวมากพอสมควร

กลับมาคุยเรื่องการประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอีกครั้งหนึ่งนะครับ ทางที่ง่ายที่สุดก็คือ ปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่เรียกว่ certified financial planner (CFP) ซึ่งเขาจะมีแบบอย่างของการคิดหรือวิเคราะห์ถึงความต้องการใช้เงินในวัยหลังเกษียณ หรือแม้แต่ความต้องการใช้เงินในช่วงชีวิตก่อนวัยเกษียณด้วยซ้ำไป เพราะการทราบ “กระแสเงินสดเป้าหมาย” หรือ Target cash flow ดังกล่าวนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยให้การวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือการวางแผนเพื่อการบริหารความมั่งคั่ง (wealth planning) ทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

5.     การประมาณอายุคาดเฉลี่ยน้อยเกินควร หมายความว่า คนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีอายุตลอดชีวิตนั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยจริง ๆ ด้วยเหตุที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ aging society คือ อายุเฉลี่ยของผู้คนอยู่ในช่วงสูงวัย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีคนแก่มากกว่าเด็ก สาเหตุสำคัญก็คือ วิทยาการในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามาก ช่วยชะลอวัยได้ดีกว่าในอดีต คนแต่ละคนแก่ช้าลง หรือมีสุขภาพดีขึ้น ตายยากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้น การคาดการณ์ว่าจะอยู่ได้หลังจากเลิกทำงานเป็นระยะเวลาที่สั้นกว่าความเป็นจริงนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้การวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณนั้นมีความผิดพลาด เผื่อเงินออมหรือเผื่อความสามารถในการหารายได้ไว้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่ยังคงดำเนินต่อไปอีกเป็นเวลานาน ผลก็คือ คุณภาพชีวิตในวัยหลังเกษียณลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตอนที่แก่มาก ๆ อาจจะมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ และต้องไม่ลืมว่า ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร โอกาสเจ็บป่วยก็มากขึ้น การคาดหวังการดูแลจากลูกหลานนั้นควรจะเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะสภาพสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก จากครอบครัวซับซ้อนที่ประกอบไปด้วยคนหลายรุ่นในหนึ่งครอบครัว กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีเพียงพ่อแม่และลูกเท่านั้น และเมื่อลูกโตขึ้น ก็อาจจะแยกครอบครัวออกไปโดยเร็ว ทิ้งให้คนแก่อยู่กันตามลำพัง ทำให้ความคาดหวังการดูแลจากลูกหลานเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อย ๆ


6.     การออมเงินไว้น้อยเกินควร จากงานวิจัยของคณะผู้วิจัยนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ การคำนวณความเพียงพอของความมั่งคั่งหลังวัยเกษียณนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ได้นับเอามูลค่าของสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เข้าไว้ในการคำนวณด้วย ซึ่งทำให้มองเห็นว่าน่าจะมีความมั่งคั่งเพียงพอเพื่อการเกษียณแล้ว ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ยาก การมีอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมากในกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนที่เตรียมไว้เพื่อวัยเกษียณนั้น อาจจะมีความเสี่ยงต่อผู้วางแผน เพราะเมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน อาจจะเป็นการยากที่จะขายอสังหาริมทรัพย์นั้นออกไปได้โดยเร็ว ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ทันเวลาต่อความต้องการใช้เงินของผู้ออม ดังนั้น การวางแผนการออมเพื่อวัยเกษียณนั้น อาจจะจำเป็นต้องมีทั้งสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่น หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดหรือ marketable securities ประเภทต่าง ๆ ตามระดับของความเสี่ยงซึ่งจะมีผลต่อผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นด้วย และควรจะต้องมีสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย แต่มีโอกาสที่จะเพิ่มมูลค่าได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิน ส่วนจะมีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งสองประเภทเป็นสัดส่วนเท่าไรนั้น คงต้องคำนึงถึงความต้องการใช้เงินหลังวัยเกษียณเป็นหลัก ประกอบกับประเภทของอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์สภาพคล่องเหล่านั้น ว่ามีอะไรบ้างอย่างละเอียดแยกแยะแต่ละประเภท


7.     การเกษียณอายุก่อนกำหนด เรื่องนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ คือเรื่องอิสรภาพทางการเงิน กล่าวคือ คนจำนวนหนึ่งที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน ก็วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีความมั่งคั่งเท่าไร และเมื่อถึงจำนวนที่ต้องการแล้วก็คิดว่าจะเกษียณอายุก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งหากการคำนวณดังกล่าวมีความผิดพลาด ก็จะทำให้ผู้วางแผนเสียโอกาสการมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังวัยเกษียณไปอย่างน่าเสียดาย ผมจึงพยายามอธิบายเรื่องการเกษียณอายุก่อนถึงเวลาอันควรว่า อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีของความต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ทางที่ดีคือ เมื่อคิดว่ามีความมั่งคั่งเพียงพอแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนอาชีพที่เคยเหนื่อยมากเกินไปเพราะต้องการรายได้มาก ๆ เป็นอาชีพที่ให้ความสุขในการทำงานและได้รายได้เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างดีต่อไปจนถึงเวลาที่สมควรจะเกษียณดีกว่า อีกสาเหตุหนึ่งของการเกษียณอายุก่อนกำหนดนั้น ผมพบเห็นจำนวนไม่น้อยว่าคนทำงานเดี๋ยวนี้ เมื่อมีความกดดันมาก ๆ โดยไม่สามารถหาทางออกหรือหาทางผ่อนคลาดความกดดันเหล่านั้นได้ ก็จะตัดสินใจเลิกทำงานโดยขอเกษียณอายุ ทั้ง ๆ ที่ในหลายกรณี เพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานมีความเสียดายคนทำงานคนนั้นอย่างยิ่ง แต่เมื่อตัดสินใจเลิกทำงานไปแล้ว หลายคนก็เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ ก็ตัดสินใจลาออกจากงานโดยคิดว่าจะเกษียณก่อนถึงเวลา หลายคนบอกว่าไปตายเอาดาบหน้า แล้วก็ไปตายได้ตามประสงค์จริง ๆ หลายคนก็หลอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ต่อไปนี้ก็จะอยู่อย่างสมถะ เกษียณตอนที่ยังมีแรงดีกว่าไปเกษียณเอาตอนที่หมดแรงแล้ว เพราะคงไม่สามารถทำอะไรได้ ความเป็นจริงก็คือ แม้จะเกษียณตามอายุที่สมควรแล้ว ก็ยังคงมีแรงทำสิ่งต่าง ๆ ที่อยากทำได้อีกมาก และที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างสมถะนั้น บางครั้งเป็นสิ่งที่เรากำหนดเองไม่ได้ เพราะอาจจะมีความต้องการใช้เงินอย่างใหญ่เกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ได้คาดการณ์มาล่วงหน้า การเกษียณอายุก่อนกำหนดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และเป็นความท้าทายต่อชีวิตที่เหลือโดยไม่จำเป็น การแก้ไขความดื้อรั้นในเรื่องนี้ คงต้องว่า “สติ” เท่านั้น ที่จะเป็นหนทางของการแก้ไขปัญหาข้อนี้

ชวนคุยเรื่องข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งเป็นผลการวิจัยของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเห็นได้ว่า การหลีกเลี่ยงจากความผิดพลาดเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของคนทั่วไป เพียงทำความเข้าใจตัวเอง และทำความเข้าใจถึงเครื่องมือที่จะช่วยในการลงทุนและการออม โดยเข้าใจลักษณะของเครื่องมือเหล่านั้น เข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในเครื่องมือเหล่านั้น ก็จะสามารถวางแผนและออกแบบการออมเพื่อวัยเกษียณได้โดยไม่ยากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าหลอกตัวเอง คนแต่ละคนมีวิถีการดำเนินชีวิตและดำรงชีวิตต่างกัน ตัวเราเองจะเป็นผู้ที่ตอบตัวเองได้กระจ่างมากที่สุดโดยอาจจะอาศัยประสบการณ์ของผู้อื่น เช่น นักวางแผนทางการเงิน ช่วยให้เราอยู่ในกรอบการวิเคราะห์ที่ง่ายขึ้น

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีการจ่ายสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นการหักเงินเดือนส่วนหนึ่งของผู้มีเงินได้ กับเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบ แล้วนำไปบริหารจัดการโดยมืออาชีพที่เป็นผู้จัดการกองทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งในที่ทำงานที่เราทำงานนั้นจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อดูแลการจัดการผลประโยชน์และเลือกนโยบายการลงทุน อย่างไรก็ดี ในอดีตนั้น การเลือกนโยบายการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในสถานประกอบการแต่ละแห่งนั้น คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะเลือกเพียงนโยบายการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือที่เรียกว่า single policy ซึ่งหากคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องการลงทุน และเครื่องมือการลงทุนที่ดีพอ ก็อาจจะเลือกนโยบายการลงทุนที่ไม่สามารถสร้างหลักประกันหลังวัยเกษียณของลูกจ้างได้ว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนตอนที่ยังทำงานอยู่

ในยุคที่ยังเป็น single policy นั้น ผมเคยได้รับโทรศัพท์ของกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขององค์กรหนึ่ง โทรมาปรึกษาว่า ไหนว่าการลงทุนในตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แล้วทำไมในปีนั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในองค์กรนั้นจึงมีผลขาดทุนเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงคือในปีนั้น มีการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าของทรัพย์สินที่ลงทุน ซึ่งก็คือตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับเครดิตดี ๆ นั้น ต้องมีการทำการตีมูลค่าตามราคาตลาดหรือ mark to market ซึ่งก็จะเกิดผลขาดทุนเกิดขึ้น เพราะเมื่อไรก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าตราสารหนี้ลดลง (เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายโดยผู้ออกตราสารหนี้นั้นคงเดิม เมื่อเทียบกับตลาดซึ่งอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยไม่เพิ่มขึ้นนั้น มีความน่าสนใจน้อยลง จึงทำให้มูลค่าของตราสารหนี้นั้นลดลง) ดังนั้น การที่คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เลือกนโยบายการลงทุนที่ลงทุนเฉพาะในตราสารหนี้ เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเป็นขาขึ้น จึงทำให้กองทุนของตนเองนั้นมีผลตอบแทนที่ลดลงหรือเป็นลบได้เลย หากคณะกรรมการไม่เข้าใจเครื่องมือที่ลงทุนก็จะมีเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นนี่แหละครับ

ยิ่งไปกว่านั้น การมีเพียง single policy ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ไม่ตอบโจทย์ความเหมาะสมของสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับอายุหรือปัจจัยที่กำหนดระดับความเสี่ยงของผู้มีเงินได้แต่ละคน ทางออกที่สำคัญและเป็นสิ่งที่นายจ้างรวมทั้งคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพควรจะพิจารณา คือ การกำหนดให้มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ลูกจ้างแต่ละคนสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละช่วงชีวิตการทำงาน หรือการเปลี่ยนแปลงไปของปัจจัยที่มีผลต่อระดับความเสี่ยงและความต้องการผลตอบแทนของคนทำงาน ซึ่งการกำหนดนโยบายที่หลากหลายนี้เรียกว่า employee choices หรือนโยบายการลงทุนที่มีทางเลือก

ข้อแนะนำสำหรับคนทำงานก็คือ หากสถานที่ทำงานของท่านมี employee choices อยู่แล้ว ควรจะต้องพิจารณาว่า สัดส่วนของสินทรัพย์ในแต่ละนโยบายเป็นอย่างไร ควรจะมีความหลากหลายตั้งแต่มีสัดส่วนของหุ้นค่อนข้างมาก (หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน) ไปจนถึงสัดส่วนของหุ้นน้อยและเป็นตราสารหนี้ภาครัฐค่อนข้างมาก ซึ่งตามทฤษฎีที่พิจารณาโดยให้ตัวแปรอื่นที่มีผลต่อระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนทนได้มีความนิ่งไว้ จะเห็นว่า หากลูกจ้างมีอายุน้อย ก็ควรจะเลือกนโยบายการลงทุนที่มีหุ้นมาก ๆ เพื่อการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวค่อนข้างมาก และเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ซึ่งเป็นการสะสมความมั่งคั่งมามากแล้ว ก็จะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเรื่อย ๆ เพื่อลดความเสี่ยงของกลุ่มสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อการเกษียณอายุนั้นลง เพราะในช่วงปลายของการทำงาน ไม่ควรจะมีความไม่แน่นอนกับความมั่งคั่งนั้นมาก เพราะเหลือเวลาในการแก้ไขไม่มากแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การมี employee choices ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนจัดการกับชีวิตหลังเกษียณได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากสถานที่ทำงานของท่านยังคงเป็น single policy ก็มีคำแนะนำอีกแบบหนึ่งก็คือ ควรจะพูดคุยกับคณะกรรมการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของสถานประกอบการให้มีความเข้าใจในเรื่อง employee choices มากขึ้นเพื่อให้เห็นความสำคัญของนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เหมาะสมกับลูกจ้างแต่ละวัย เหมาะสมกับลูกจ้างแต่ละคนที่มีวิถีการดำรงชีวิตและการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน การมีเพียง single policy ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของชีวิตได้ และยิ่งไปกว่านั้นเสถียรภาพของประเทศชาติ เริ่มต้นที่ประชาชนแต่ละคนต้องสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม หากทำไม่ได้ก็จะกลายเป็นภาระของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากลองวิเคราะห์ให้ดี อาจจะเห็นได้ว่า ปัญหาของความวุ่นวายในประเทศ มักจะมีพื้นฐานของปัญหาเกิดจากคุณภาพชีวิตของคนในประเทศไม่ดีเท่าที่ควร หากคุณภาพการดำเนินชีวิตของคนในชาติไม่ดี ก็จะเป็นปัจจัยที่ผู้ไม่หวังดีนำมาสร้างความแตกแยกจากความเข้าใจผิดได้ง่ายมาก

เริ่มต้นเป็นเรื่องความคิดคำนึงถึงอนาคตของคนทำงานแต่ละคน มาจบลงด้วยความคิดคำนึงในอนาคตของชาติ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันนะครับ


ติดตามอ่านบทความการลงทุนดี ๆ ได้ที่ www.thaistockvi.com
Facebook : https://www.facebook.com/setvii

Monday, February 15, 2016

รายการตรวจสอบซุปเปอร์สต็อก /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   
  นึกย้อนหลังไปนาน ๆ  ผมรู้สึกว่าผมได้พูดถึงเรื่องของหุ้นที่เป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ค่อนข้างบ่อย  เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าผมเน้นลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกและก็มีความเชื่อว่านี่คือหุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวและให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีโดยที่มีความเสี่ยงต่ำ  โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เป็น  “หายนะ”  ประสบการณ์ของผมก็คือ  หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้นมักจะโตขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่าหุ้นจะ “สะดุด”  ไม่ไปไหน บางที 2-3 ปี  หรือตกลงมาแรงตามภาวะตลาดหรือเพราะปัญหาของบริษัทเอง  การตกลงมานั้นก็มักไม่ถึงกับรุนแรงมากจนรับไม่ไหว  แต่เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็น  “ปกติ”  ราคาหุ้นก็กลับขึ้นมาใหม่และสูงกว่าเดิม  นี่คือเหตุผลข้อแรก  เหตุผลข้อสองก็คือ  การเรียนรู้จักซุปเปอร์สต็อกนั้น  จะทำให้เรารู้จักหรือเข้าใจวิธีวิเคราะห์  “คุณภาพของกิจการ” ทุกประเภท  เพราะซุปเปอร์สต็อกก็คือบริษัทที่มี Business Model ที่ดีสุดยอดในแทบทุกด้าน  พูดง่าย ๆ  โครงสร้างของธุรกิจและการแข่งขันทางธุรกิจของหุ้นที่เข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น  จะได้เปรียบคู่แข่งและสามารถทำเงินหรือทำกำไรได้ดีต่อเนื่องยาวนานโดยที่คนอื่นไม่สามารถมาทำลายได้ง่าย  ดังนั้น  ถ้าเราเข้าใจ  เราก็สามารถนำหลักการนั้นมาใช้กับทุกบริษัทได้  บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับซุปเปอร์สต็อกก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพดี  บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติห่างก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพแย่  ซึ่งก็จะช่วยให้เรารู้ว่าบริษัทควรมีมูลค่าแค่ไหน

ต่อไปนี้ก็คือ  Checklist หรือรายการตรวจสอบว่าหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง  ประการแรกก็คือ  มันมักเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็น Megatrend หรือเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  หรือเพิ่มขึ้นเร็วมากจนมีมูลค่าสูงขึ้นมากเทียบกับสถานะปัจจุบัน  ซึ่งนั่นก็มักจะเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ “ใหม่”  ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้กันแต่ไม่ใช้สินค้าแฟชั่นที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นสินค้าเกี่ยวกับ IT และอินเตอร์เน็ต  บางทีก็เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอายุประชากรของสังคมที่ “แก่ตัวลง” เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ  หรือไม่ก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นหรือราคาลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ทำให้คนเข้ามาซื้อมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  การท่องเที่ยวเดินทางทางอากาศหรือการกินอาหารภัตตาคาร  เป็นต้น

หลังจากผ่านเกณฑ์ข้อแรก  เราก็ต้องมาดูว่าในอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้น  มีหรือจะมี  “ผู้ชนะ”  หรือไม่  คำว่าผู้ชนะก็คือ  บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าคู่แข่งระดับรองลงไปมาก  คร่าว ๆ  อาจจะมากกว่าเท่าตัว  เช่น  บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 30%  คู่แข่งอันดับรองลงไปมีแค่ 15% หรือต่ำกว่านั้น  และโดยทั่วไปแล้วบริษัทก็จะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในอุตสาหกรรม  แต่ในบางอุตสาหกรรมนั้น  ก็อาจจะมีผู้ชนะมากกว่าหนึ่งราย  เช่น มีสองรายที่มีส่วนแบ่งการตลาดพอ ๆ  กันและทิ้งห่างอันดับสาม  มีอุตสาหกรรมน้อยมากที่มีผู้ชนะเกินสองราย  ดังนั้น  ซุปเปอร์สต็อกโดยปกติแล้วก็จะต้องไม่เป็นบริษัทหมายเลข 3  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมายเลข 1  และแน่นอนว่าในหลาย ๆ  อุตสาหกรรมนั้น  เราหาผู้ชนะไม่ได้เนื่องจากไม่มีบริษัทไหนที่ใหญ่กว่าคู่แข่งอันดับรองลงไปมาก ๆ  ตัวอย่างก็คือ  สถาบันการเงินทั้งหลายและบริษัททำบ้านจัดสรรที่ “ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร”

หลังจากเจอผู้ชนะแล้ว  สิ่งที่ต้องดูต่อไปก็คือบริษัทจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  ข้อแรกก็คือ  บริษัทจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  นั่นก็คือ  บริษัทมีปัจจัยในการแข่งขันหรือการทำธุรกิจบางอย่างที่ทำให้ได้เปรียบคนอื่น  และปัจจัยนั้นคู่แข่งหรือคนอื่นไม่สามารถหามาได้หรือได้ก็ยากมาก  ปัจจัยที่ว่ามีหลายอย่างเช่น  หนึ่ง  บริษัทมียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นมากจนคนต้องการซื้อแม้ว่าจะมีราคาแพงมาก เป็น  “ซุปเปอร์แบรนด์” เช่น  ยี่ห้อแอร์เมส หลุยส์วิตตอง หรือ เฟอรารี่ เป็นต้น  หรือสอง บริษัทมีการผลิตที่สูงมากที่ทำให้ต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งมากหรือเรียกว่ามี Economies of Scale สูงกว่าคู่แข่งมาก  หรือสาม  บริษัทมี “เครือข่าย”  ของผู้ใช้ที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก  นี่คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ IT และอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล อูเบอร์ อะเมซอน เป็นต้น  หรือสี่  บริษัทที่มี  “ต้นทุนของการเลิกใช้บริการสูง”  เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่ลูกค้ามักไม่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลเนื่องจาก “ติดหมอ” ที่รักษากันมานาน  หรือห้า  บริษัทที่เป็น  ผู้  “ผูกขาดโดยธรรมชาติ”  เช่น  สนามบินที่มักจะมีผู้ให้บริการรายเดียวในท้องถิ่น  หรือหก  บริษัทที่ควบคุมวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำเช่นในธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้นและแร่ธาตุหายากเช่น ยูเรเนียม  และสุดท้าย บริษัทจะต้องไม่ถูกทำลายโดยเทคโนโลยีและ IT ได้ง่ายเช่นพวกหนังสือหรือ CD  เป็นต้น

หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น  จะต้องอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “Virtuous Cycle” คือเป็นช่วงที่บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเวลาผ่านไป  อาจจะเนื่องจากบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ถูกลงและมีคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้นซึ่งก็จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก  เป็นวัฏจักรที่ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ชนะนั้นจะต้องมีผลประกอบการและฐานะทางการเงินที่ดี  โดยข้อแรก  จะต้องมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงเกิน 15% ต่อปีขึ้นไป สอง  มีกำไรต่อยอดขายหรือ Profit Margin สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน  และสามที่น่าจะสำคัญอย่างยิ่งก็คือ  บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ทุกปีหรือเกือบทุกปีติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 6-7 ปีขึ้นไป ยิ่งยาวยิ่งดี ข้อสี่ บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดี  อาจจะเนื่องจากเวลาขายสินค้ามักจะได้เงินสดแต่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงินเชื่อ  ข้อห้า  บริษัทใช้เงินลงทุนต่ำในการขยายงานและบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ ซึ่งทั้งสองข้อหลังนี้ทำให้บริษัทมีเงินสดสูงซึ่งทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้มาก

สุดท้ายก่อนที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกที่เราจะซื้อก็คือ  ราคาหุ้นจะต้องเหมาะสมหรือมีราคาถูก  ค่า PE จะต้องไม่เกิน 30 เท่าในกรณีที่เป็นหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกโดยสมบูรณ์แล้ว  แต่ในกรณีของบริษัทที่กำลังจะเป็นซุปเปอร์สต็อกในด้านของการตลาดแต่ยังไม่มีกำไรเนื่องจากกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว  เราก็จะต้องดู Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นเทียบกับศักยภาพของตลาดในอนาคต  ดูว่ามูลค่าหุ้นนั้นไม่สูงเกินไปซึ่งกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายนัก

หลังจากที่ซื้อหุ้นซุปเปอร์สต็อกแล้ว  โดยปกติเราก็จะไม่ขายหุ้นนั้นง่าย ๆ  ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง  เรามักจะไม่มีเป้าหมายราคาที่จะขายหรือเวลาที่จะถือหุ้น  ตราบใดที่มันยังเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่เราก็มักจะถือเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  มีบางกรณีที่เราอาจจะขายหุ้นทิ้งเช่น  ข้อหนึ่ง หุ้นหมดสภาพความเป็นซุปเปอร์สต็อก  อาจจะเพราะมีคู่แข่งที่เหนือกว่าหรือใกล้เคียงที่เข้ามาในตลาดหรือบริษัททำผิดพลาดรุนแรงจนทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการย่ำแย่ลงมาก  สอง  ตลาดของสินค้าอาจจะเริ่มอิ่มตัว  การเติบโตในอนาคตจะช้ามากและอาจจะถดถอยซึ่งจะทำให้หุ้นกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่งจ่ายปันผลดีแต่ไม่โต  สาม เราอาจจะไปเจอหุ้นซุปเปอร์สต็อกตัวใหม่ที่ดูแล้วมีคุณค่าเหนือราคามากกว่าตัวเดิมที่เราถืออยู่มากแต่เราไม่มีเงินสดที่จะลงทุน  เราจึงตัดสินใจขายตัวเก่าเพื่อที่จะลงทุนในตัวใหม่  และสี่ก็คือ  ในบางครั้งซึ่งมักไม่เกิดขึ้นบ่อยก็คือ  ราคาหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นขึ้นไปสูงมากเกินพื้นฐานไปมาก  เช่น  ค่า PE สูงถึง 40-50 เท่า  อาจจะเนื่องจากภาวะตลาดหุ้นที่เป็น “ฟองสบู่”  หรือมีการเก็งกำไรในตัวหุ้นรุนแรง  ในกรณีแบบนี้เราก็อาจจะพิจารณาขายไป

และทั้งหมดนั้นก็คือ  Checklist ที่จะบอกและเตือนเราเกี่ยวกับการมองหา  ลงทุน  และการขายซุปเปอร์สต็อก  อย่างไรก็ตาม  การลงทุนนั้น  “ไม่มีกฎตายตัว”  ในทุกขั้นตอนเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีอะไรที่อาจจะทำให้เราควรละเว้นกฎเกณฑ์เหล่านั้นหรือไม่ด้วย

Monday, December 21, 2015

ลงทุนปี 2559 / โดยวีระพงษ์ ธัม



ปีนี้เป็นปีที่หุ้นหลายกลุ่มและนักลงทุนต่างลำบากกันถ้วนหน้า นักลงทุนที่ถือหุ้นประเภทบลูชิพอย่างธนาคารก็มีผลขาดทุนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ หุ้นสื่อสารที่ปกติเป็นพระเอก “หุ้นปันผล” ก็ทำให้นักลงทุนที่หวังเงินปันผลยามเกษียณเจ็บตัวกันมากมาย หุ้นพลังงานน้ำมันมีราคาปรับตัวลดลงจนไม่รู้ว่าราคาต่ำสุดจะไปอยู่ที่ไหน หุ้นอสังหาก็ประสบปัญหาชะลอตัวอย่างรวดเร็วตามกำลังซื้อจากตลาดล่างและลามขึ้นมาตลาดบน หุ้นส่งออกก็ประสบปัญหาการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นที่หนักเป็นพิเศษคือหุ้นประเภท “หุ้นซิ่ง” “หุ้น Turn Around” ก็ทำให้ความฝันรวยเร็วจบลงพร้อม ๆ การขาดทุนหนัก ที่กำไรสิบครั้งยังไม่พอการขาดทุนเพียงครั้งเดียว คำถามทุกปลายปีคือเราจะปรับกลยุทธ์อย่างไรในปีหน้า สำหรับปีนี้ผมอยากจะเล่าเป็นเรื่องเปรียบเทียบจากนิยายปรกรณัมกรีก

            เมื่อสองพันปีที่แล้ว ฮีเซียด นักกวีชาวกรีก ยุคเดียวกับที่เกิดมหากาพย์เรื่องอีเลียดและโอดิสซีย์ ได้เขียน Ages of Men เปรียบเปรยโลก ว่าถูกแบ่งออกเป็นห้ายุคหลัก ๆ โดยยุคแรกคือ “ยุคทอง” เป็นยุคที่เทพโครโนส (Cronos) ยังดูแลสวรรค์อยู่ ยุคนี้เป็นยุคที่มีพืชพรรณธัญญาหารสมบูรณ์ มีฤดูใบไม้ผลิที่ “ยืนยาว” ไม่สิ้นสุด มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ต้องทำงาน ไม่มีสงคราม ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล มนุษย์จึงขาดการเตรียมพร้อม

            หลังจากยุคทองสิ้นสุดลง ยุคเงิน และยุคทองแดงจึงเริ่มต้นขึ้น เป็นสมัยที่เทพซุส (Zeus) เข้ามาปกครองสวรรค์แทนที่โครโนส ซุสลดฤดูใบไม้ผลิให้สั้นลงและทำให้โลกมี 4 ฤดู มนุษย์ต้องรู้จักสร้างบ้านเพื่อป้องกันลมหนาว ทำการเพาะปลูกเพื่อเก็บไว้กินในช่วงที่ขาดแคลน มนุษย์เริ่มรู้จักคำว่า “กลัว” และมองโลกเป็นจริงมากขึ้น ทุกครั้งที่โลกมีความขาดแคลน มีความขัดแย้ง โลกจะเริ่มสับสนวุ่นวาย มีผู้คนอดอยาก เกิดสงคราม ต่อเนื่องไปถึงยุคที่เลวร้ายที่สุดคือยุคเหล็ก ซึ่งความศรัทธา ความเชื่อ ถูกความกังวลและความกลัวบดบังทั้งหมด เป็นยุคที่มนุษย์ไม่เหลืออะไร และหลังจากนั้นก็คงเป็นภาพจุดสิ้นสุดและการเริ่มต้นขึ้นใหม่ของผู้รอดหรือ “วีรบุรุษ”

            ในภาพยุคทองที่เกิดขึ้นสองครั้งล่าสุดในประเทศไทย คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองสุดขีดในช่วงทศวรรษ 2530 มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ทุกอย่างราบรื่นเหมือนวลีทอง “ไม่มีปัญหา” ของนายกสมัยนั้นคือพลเอกชาติชาย และยุคทองที่สองคือช่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นฟูจากวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2546 ด้วยการส่งออก เกิดความรุ่งเรืองในประเทศจีนและกำลังซื้อในประเทศก็เติบโต ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น เงินสะพัด สำหรับภาคเศรษฐกิจจริงนี่อาจจะไม่เป็น “ทองแท้” เหมือนยุคแรก แต่สำหรับการลงทุนนี่ถือเป็นทศวรรษทองของนักลงทุน

            ยุคทองแรกของเศรษฐกิจไทยผ่านไปพร้อมกับวิกฤตเหมือนที่เราอ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยุคทองที่สองเหมือนจะจบลงพร้อมกับทิ้งคำถามว่า อะไรกำลังอยู่ในประวัติศาสตร์หน้าถัดไป ถ้าวิเคราะห์ “ภาพใหญ่” ในปีนี้เศรษฐกิจถดถอยเพราะกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน หรือปัจจัยต่างประเทศ แต่นี่คือวัฎจักรที่เปรียบเหมือนฤดูกาล ที่สุดท้ายมันก็จะกลับมา แต่ภาพต่อจากนี้ที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือเรื่อง “ภาพอุตสาหกรรม” ยุคนี้เกิดการแข่งขัน “เปิด” กับต่างประเทศโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน AEC หลายอุตสาหกรรมเหนื่อยหนักกับการก้าวขึ้นมาของคู่แข่งอย่างประเทศกลุ่ม CLMV ในขณะเดียวกันหลายธุรกิจก็ได้รับประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ จากการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนต่างนี้จะมีผลมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นนี่คือปัจจัยแรกที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในระยะยาว

            เรื่องที่สองคือ “เรื่องการแข่งขัน” ซึ่งเหมือนจะกระทบกับภาพย่อยหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะดีอีกต่อไป เพราะเราไม่ได้อยู่ใน “ยุคทอง” อีกแล้ว ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ไม่มีผู้ชนะชัดเจน จะเริ่มลำบากจากการแข่งขัน ธุรกิจปัจจุบันแทบไม่มีเส้นเขตแดน เราจะเห็นกลุ่มทุนกลุ่มใหญ่ “ย้ายค่าย” ไปทำสิ่งอื่นนอกจากที่ตัวเองเคยทำมาก่อน เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ ดังนั้นธุรกิจไหนที่ไม่มี Barrier to Entry หรือคนมาใหม่กับคนเดิม “ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าไหร่” จะลำบาก แต่ธุรกิจที่มีความสามารถควบคุมทรัพยากรที่ได้เปรียบกว่า จะสามารถรักษาระดับการแข่งขันได้และนี่คือธุรกิจที่เราควรร่วมลงทุนด้วย

            อย่างไรก็ดีในยุคที่แย่ ๆ มีความพิเศษอยู่ที่ว่า เมื่อใดที่เศรษฐกิจ “ภาพใหญ่” กลับคืนมา คนที่แข็งแรงจะแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะผู้อ่อนแอจะออกไปจากตลาด ไม่ต่างจากตลาดหุ้น ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่ว่า “ปีหน้าลงทุนอะไรดี” แต่เป็นคำถามว่า “ความสามารถในการแข่งขันของคุณคืออะไร” เพราะการลงทุนคือธุรกิจที่การแข่งขัน “เสรี” มากที่สุดอย่างหนึ่ง ไม่มี Barrier to entry วันที่การแข่งขันสูงขึ้น ในสภาวะที่ตลาดแย่ลงหรือไม่ไปไหน นักลงทุนที่อยู่รอดคือผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคนอื่น

Tuesday, December 8, 2015

เก็บเงินริมทาง /โดยดร.นิเวศน์

     
  ช่วงปลายปี 2010 จนถึงต้นปี 2011 หรือเมื่อประมาณ 4-5 ปี มาแล้ว  มีการพูดถึงประเด็นเรื่องการ “สืบทอด”  ตำแหน่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ในเบิร์กไชร แฮททาเวย์ ค่อนข้างมากเนื่องจากบัฟเฟตต์ก็เริ่มแก่ตัวลงและไม่มีใครรู้ว่าใครจะมาแทนเขา  หนึ่งใน “ตัวเลือก” ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่ามีโอกาสสูงสุดก็คือ  David Sokol ผู้บริหารของบริษัท MidAmerican Energy Holding บริษัทลูกของเบิร์กไชร์ที่ดูแลเรื่องของการลงทุนในธุรกิจพลังงาน และยังเป็นผู้บริหารของ Netjets บริษัทให้บริการเช่าใช้เครื่องบินของบัฟเฟตต์ด้วย  นอกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทลูกที่มีขนาดใหญ่โตมากแล้ว  โซโคลยังมีบทบาทในเบิร์กไชร์มาก  ดูเหมือนว่าเขาจะเป็น  “มือขวา” คนหนึ่งของบัฟเฟตต์ในการที่เขามักจะนำเสนอบริษัทหรือกิจการต่าง ๆ  ที่น่าสนใจให้บัฟเฟตต์พิจารณาซื้อ  นอกจากนั้น  เขายังช่วยบัฟเฟตต์แก้ปัญหาเวลาบริษัทลูก ๆ  ในเครือมีปัญหาด้วย  และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ  โซโคลเองนั้นเป็นคน  “บ้านเดียวกัน” กับบัฟเฟตต์  คือ เป็นคนที่เกิดที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา  แถมเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับบัฟเฟตต์  ในมุมมองของคนท้องถิ่นแล้ว  เขาก็เป็น “หนึ่ง”  รอง  ๆ จากบัฟเฟตต์  สถานที่สำคัญหลายแห่ง  รวมถึงสนามกีฬาที่จัดประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ก็มีชื่อของเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง  เขาทำกิจกรรม บริจาคและช่วยเหลือสังคมอย่างกว้างขวางเป็นที่รักและชื่นชมทั่วไปในเมืองบ้านเกิด  อายุเขาก็ยังไม่มากคือเพียง 56 ปี  ดังนั้น  อนาคตของเขานั้นดูเหมือนว่าจะ “โรยด้วยกลีบกุหลาบ”

แต่แล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด  เขาประกาศลาออกจากเบิร์กไชร์ในวันที่ 28 มีนาคม 2011 และต่อมาในเดือนเมษายนคณะกรรมการตรวจสอบของเบิร์กไชร์ก็ออกมาแถลงถึงผลการตรวจสอบที่แสดงว่าโซโคลมีความ “ไม่โปร่งใส” ในกรณีของการเทคโอเวอร์บริษัทผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่น Lubrizol ของเบิร์กไชร์  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  โซคอลนั้นซื้อหุ้นของ Lubrizol ก่อนที่จะนำเสนอดีลให้กับบัฟเฟตต์  จำนวนเงินที่เขาซื้อประมาณ 10 ล้านเหรียญ และเมื่อการเทคโอเวอร์เกิดขึ้น  เขาทำกำไรได้ประมาณ 3 ล้านเหรียญ  โซโคลแถลงแก้ว่าเขาเองได้บอกกับบัฟเฟตต์ก่อนแล้วว่าเขามีหุ้นและมีก่อนที่จะนำเสนอดีลเทคโอเวอร์กับบัฟเฟตต์  ดังนั้นเขาไม่ผิด  บัฟเฟตต์เองในตอนแรกก็พูดทำนองว่า  โซโคลไม่ได้ลาออกเพราะเรื่องนี้และเขาก็เชื่อว่าสิ่งที่โซโคลทำไม่น่าจะผิดกฎหมาย  แต่ต่อมาภายหลัง  บัฟเฟตต์ก็ยอมรับว่าเขาอาจจะไม่ได้สรุปหรือคิดเรื่องนี้ละเอียดพอ  พูดง่าย ๆ  บัฟเฟตต์เองก็คิดว่าโซโคลทำไม่ถูก  อย่างไรก็ตามต่อมา  กลต. ของสหรัฐก็เข้ามาตรวจสอบเรื่อง “การใช้ข้อมูลภายใน” ของโซโคลและก็สรุปว่าโซโคลไม่ผิด  แต่ทุกอย่างก็จบลงแล้ว  เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างบัฟเฟตต์กับโซโคล

ในวันประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเบิร์กไชร์ปี 2011 บัฟเฟตต์พูดกับผู้ถือหุ้นว่าเขาทำผิดอย่างแรงที่ไม่ถามโซโคลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น Lubrizol ที่อธิบายและแก้ตัวไม่ได้  เพราะสิ่งที่โซโคลทำนั้นละเมิดกฎของการปฎิบัติงานที่ดีของเบิร์กไชร์และเรื่องของการใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้น  บัฟเฟตต์ยังพูดอีกว่าเขาจะไม่มีวันเข้าใจเลยว่าทำไมโซโคลทำสิ่งที่เขาทำ  เขาอธิบายไม่ได้ว่าทำไมโซโคลจึงไม่ปิดบังหรือใช้โนมินีเข้ามาซื้อหุ้น Lubrizol ถ้าเขาคิดว่าเขากำลังทำอะไรผิด  เขาปล่อยข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของเขาอย่างเปิดเผย  บัฟเฟตต์ยังพูดต่อว่า เขาไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมชื่อเสียงของโซโคลจึงถูกทำลายไปด้วยเรื่องฉาวโฉ่ที่เกี่ยวกับเงินเพียง 3 ล้านเหรียญ ทั้ง ๆ  ที่โซโคลเองนั้นเคยสมัครใจที่จะยกเงินค่าตอบแทนหรือโบนัสที่เขาควรจะได้จำนวนถึง 12.5 ล้านเหรียญให้กับเพื่อนร่วมงานคือ Greg Abel ที่บริษัท MidAmerican

ผมเองคิดว่าเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อทำเงินนั้น  มันคงจะเปรียบคล้าย ๆ  กับการที่เราเดินไปตามทางเดินสาธารณะ  แล้วเราไปเห็นเงินที่ตกหล่นอยู่ข้างทาง  เราไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร  และด้วย  “สัญชาตญาณ” ซึ่งเป็นอารมณ์ที่อยู่ในมนุษย์ทุกคน  เราก็จะเก็บ  เงินที่ได้จากการเก็บของตกหล่นนั้น  ถ้าจำได้ตอนเป็นเด็ก  เราจะรู้สึกดีใจมากทั้ง ๆ  ที่มันอาจจะเป็นแค่เหรียญหรือเงินไม่กี่บาท  เพราะมันได้มาฟรี  แทบไม่ต้องออกแรงเลย เรารู้สึกว่าเป็นความโชคดี  เราไม่คิดว่าเราไป “โกง” ใคร  เราไม่ได้ทำผิด  และถ้ามีใครมาอ้างว่าเป็นเงินของเขา เราก็มักจะคืนเงินไป  นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตาม  “ธรรมชาติ”  แต่ในตลาดหุ้นนั้น  กฎเกณฑ์การซื้อขายหุ้นที่ห้ามไม่ให้ใช้ “ข้อมูลภายใน”  ที่เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้มาซื้อขายหุ้นก็เพื่อที่จะทำให้ตลาดนั้นมีความยุติธรรมสำหรับทุกคน  ดังนั้น  คนที่ทำและถูกจับได้ก็ผิด  แต่ถ้าถามว่าคนที่ถูกตัดสินว่าผิดในเรื่องนี้หมายความว่าเขามีพฤติกรรม “โกง” เป็นนิสัยหรือไม่ ผมก็คิดว่าไม่ใช่ และก็คงต้องดูเป็นกรณี ๆ  ไป  ในกรณีของโซโคลนั้น  ทางกฎหมายถือว่าไม่ผิดแม้ว่าทางเบิร์กไชร์จะ “รับไม่ได้”  และสังคมเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมรับคำอธิบายของโซโคล  ในโลกยุคปัจจุบันนั้น  ถ้าคุณเป็นคนดังและยิ่งใหญ่  แม้แต่สิ่งที่อาจจะเล็กน้อยหรือไม่จริง  แต่ถ้ามีคำถามถึงความโปร่งใสหรือความมีธรรมาภิบาล  คนก็จะไม่ยอมรับและ “แสดงออก” อย่างแรง  นี่ก็คงเป็น “ธรรมชาติ” ของคนอีกเช่นกัน

วันที่มีข่าวเรื่อง Insider’s Trading ของโซโคล  หุ้นเบิร์กไชร์ตกลงไป 2% ซึ่งต้องถือว่าหนักพอสมควรเนื่องจากเป็นหุ้นตัวใหญ่มากที่ไม่ใคร่ผันผวน  แต่หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จางหายไป หุ้นเบิร์กไชร์ยังเหมือนเดิม  ความ “น่าเชื่อถือ” ของเบิร์กไชร์ในด้านของ Governance ไม่ถูกกระทบ  ถ้าจะถามว่ามีโอกาสที่จะเกิดกรณีแบบนี้อีกไหม  ผมก็คิดว่ามี  โดยเฉพาะปริมาณการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารที่มีจำนวนมากทุกวันก็คงต้องมีบ้างที่จะเกิดความผิดพลาดทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ประเด็นสุดท้ายสำหรับนักลงทุนก็คือ  เราจะทำอย่างไรถ้าเรามีหุ้นของบริษัทที่มีกรณีอินไซ้ด์ของผู้บริหารและในกรณีที่ยังไม่มีหุ้น   หลายคนบอกว่าเราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับหุ้นเหล่านั้นเลยเพราะ  ผู้บริหารคง “ไว้ใจไม่ได้แล้ว”  และถ้าวอเร็น บัฟเฟตต์ เจอแบบนี้เขาก็คงจะขายหุ้นทิ้งแน่นอน ตัวอย่างเช่นกรณีของหุ้นเทสโก้ที่เกิดกรณีอื้อฉาวแต่งบัญชีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์ขายหุ้นเทสโก้ทิ้งหมด

สำหรับคำตอบนี้  ผมเองคิดว่าการพิจารณาเรื่องของธรรมาภิบาลหรือ CG นั้นเราคงจะต้องดูระดับของความเลวร้ายด้วย  กรณีของเทสโก้นั้น  ผมคิดว่าผู้บริหารตั้งใจและวางแผนที่จะหลอกลวงผู้ถือหุ้นและคนทั่วไปเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงและทำมานาน  ในกรณีแบบนี้เราก็คงยอมรับยาก  เหนือสิ่งอื่นใด  บัฟเฟตต์เองอาจจะขายหุ้นทิ้งเพราะพื้นฐานของกิจการมากกว่าเรื่อง CG ด้วยซ้ำ  เนื่องจากเขาพบว่าผลการดำเนินงานของกิจการที่เขาคิดว่า OK นั้น  จริง ๆ  แย่กว่าที่รายงานมากเพราะคู่แข่งเด่นขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่เทสโก้แย่ลงหนัก  

ในกรณีที่ยังไม่มีหุ้นอยู่  เราควรที่จะเข้าไปซื้อหรือไม่โดยเฉพาะถ้าราคาหุ้นร่วงลงมาก ?  ในกรณีนี้ก็อีกเช่นกัน  เราคงต้องดูเป็นกรณี ๆ  ไป  ถ้าเรื่องไม่เลวร้ายอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน  หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น  “ครั้งเดียว”  และน่าจะ “แก้ไขได้”  เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎ  “ตายตัว” ว่าจะไม่เกี่ยวข้อง  บัฟเฟตต์เองนั้น  ครั้งหนึ่งก็เคยเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทอเมริกันเอ้กซเพรสซึ่งเกิดเรื่องอื้อฉาวกรณี  “น้ำมันสลัด” ที่มีการโกงกันอย่างมโหฬาร  แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงครั้งเดียวและแก้ไขได้ในขณะที่กิจการหลักของบริษัทยังดีและแข็งแกร่งมากแต่ราคาหุ้นตกลงไปมาก  เขาเข้าไปซื้อหุ้นอเมริกันเอ้กซเพรสแบบ  “ตีแตก”  ด้วยเงินเกือบครึ่งพอร์ตและทำกำไรมหาศาลจนกลายเป็น “ตำนาน” มาจนถึงทุกวันนี้

บทเรียนสุดท้ายสำหรับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนของผมก็คือ  ชื่อเสียงนั้นสร้างยากและส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายสิบปี  แต่เวลาที่มันถูกทำลายนั้น  มักเกิดขึ้นภายในเวลาชั่วข้ามคืน  ดังนั้น  เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง “โซนอันตราย” ทั้งหมด  การซื้อขายหุ้นของบริษัทที่ตนเป็นผู้บริหารหรือมีความเกี่ยวข้องควรจะต้องเลิกหมด  พูดแบบเปรียบเทียบก็คือต้อง  “เลิกเก็บเงินริมทาง”  อย่างสิ้นเชิง

Monday, November 2, 2015

TPP กับหุ้น/ โดยดร.นิเวศน์

เรื่องของการเปิดเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศอื่นนั้น  เท่าที่ผ่านมาก็มักจะไม่เป็นประเด็นการโต้แย้งกันมากมายนัก  เหตุผลก็เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีข้อเสียอะไรกับคนไทยที่เป็นคนธรรมดามากนัก  แต่ข้อดีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจนั้นค่อนข้างชัดเจนกว่าในแง่ที่ว่าการค้าขายโดยเฉพาะการส่งออกจะมากขึ้นเนื่องจากผู้ส่งออกจะได้รับการยกเว้นหรือลดภาษีการนำเข้าจากประเทศที่เป็นคู่สัญญากับเรา  ทำให้สินค้าของเราได้เปรียบคู่แข่งส่งผลให้สามารถส่งออกไปขายได้มากขึ้น  ในส่วนของการนำเข้าเองนั้น  ก็ดูเหมือนว่าเราก็อาจจะนำเข้าเท่าเดิม  เพียงแต่เปลี่ยนจากการนำเข้าจากประเทศอื่น  เราก็นำเข้าจากประเทศคู่สัญญาแทน  ดังนั้น  การทำสัญญาเปิดการค้าเสรีจึงเป็นสิ่งที่ให้ผลดีและไม่ค่อยจะมีอะไรเสียมากนัก  สถิติการส่งออกไปสู่ประเทศที่มีสัญญากับเราก็ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออกไปประเทศอื่น  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่นการส่งออกรถยนต์ของไทยไปออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังมีสัญญาเปิดการค้าเสรี  นี่ยังไม่พูดถึงจีนและประเทศใน AEC ที่การค้าขายระหว่างกันเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากเรามีข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีที่ครอบคลุมกว้างขวาง

การพยายามเปิด “ตลาดเสรี” ของไทยนั้น  ต้องถือว่าเราทำมาตลอดในประวัติศาสตร์  ตั้งแต่สมัย “สุโขทัย” ถ้าเราเชื่อ “ศิลาจารึกหลักที่1” ที่ว่า… “ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว  เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย  ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า” และส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยก็พบว่ารัฐไทยนั้นค่อนข้าง“เปิด” ในแง่ของการต้อนรับและค้าขายกับต่างชาติมาตลอด  ว่าที่จริงถ้าจะพูดว่าเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในยุค 50-60 ปีหลังที่เติบโตขึ้นมามหาศาลนั้น  เกิดขึ้นจากสาเหตุสำคัญก็คือ  เราเป็นประเทศ “เปิด” ที่เป็นทางเลือกที่สำคัญของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการ  “ย้ายฐานการผลิต”  จากประเทศของตนที่มีต้นทุนสูงกว่า  มาสู่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำและถูกจำกัดทางด้านการค้าจากประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาน้อยกว่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น  การ “เปิด” ประเทศของไทยดูเหมือนว่าจะลดน้อยลง  ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากภาวะทางการเมืองที่ทำให้ไทยไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องที่มีการโต้แย้งในสังคมได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม  ที่ผ่านมานั้น  ไทยได้มีสัญญาทางการค้าเสรีกับประเทศอื่นค่อนข้างมากอยู่แล้ว  ดังนั้น  ปัญหาที่เราจะเสียเปรียบคู่แข่งทางด้านการค้าที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เช่น มาเลเซียที่อยู่สูงกว่าเราเล็กน้อย  และเวียตนามที่อยู่ต่ำกว่าเราเล็กน้อย  ก็ไม่มี  พูดง่าย ๆ  ถึงแม้เราจะห่างเหินจากการเปิดเสรีการค้ากับต่างประเทศมานาน  เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก  แต่แล้ว  โดยไม่คาดคิด  กลุ่มการค้าเสรีกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า  TPP หรือ Trans-Pacific Partnership หรือข้อตกลงทางการค้าระดับภูมิภาคทรานส์แปซิฟิกซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาก็กำลังเกิดขึ้นและประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วม

ความสำคัญของ TPP ก็คือ  มันประกอบด้วยประเทศขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 3 ของโลกคืออเมริกาและญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆ  ริมมหาสมุทรแปซิฟิกจำนวน 12 ประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 40% ของโลก  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าสำหรับไทยและประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในเรื่องของการส่งออกก็คือ TPP มีอเมริกาอยู่  การเข้าร่วมใน TPP ก็หมายถึงการที่ได้เข้าถึงตลาดอเมริกาที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมหาศาล  ประเทศที่อยู่ใน TPP เมื่อส่งสินค้าเข้าอเมริกาต่อไปจะไม่เสียภาษีหรือเสียน้อยกว่าประเทศที่อยู่นอก TPP มาก  พูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ  เมื่อ TPP มีผลบังคับใช้  สินค้าไทยก็จะเสียเปรียบสินค้าจากเวียตนามและมาเลเซียมากรายการใหญ่ ๆ  เช่น   สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิกจากไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากเวียตนามและมาเลเซียได้เพราะสินค้าไทยอาจจะต้องเสียภาษีถึง 17% ในขณะที่คู่แข่งไม่เสียภาษีเลย

บางคนอาจจะเถียงว่าทุกวันนี้เราส่งออกไปอเมริกาไม่ได้มากมายนักเพียงแค่ 10% ต้น ๆ  ของสินค้าส่งออกไทยทั้งหมด  ดังนั้น  ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอาจจะไม่มากแม้ว่าไทยอาจจะไม่ได้อยู่ใน TPP แต่ถ้ามองลึกลงไปผมคิดว่าผลกระทบนั้นน่าจะสูงทีเดียว  ประเด็นแรกก็คือ  อเมริกานั้นเป็นประเทศ “ผู้นำเข้าตลอดกาล”  นั่นก็คือ  อเมริกานั้นจะนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกต่อเนื่องยาวนาน  หรือเป็นผู้นำเข้าสุทธิได้ไปเรื่อย ๆ  โดยไม่มีปัญหาเนื่องจากทุกประเทศต่างก็ต้องการเงินดอลลาร์มาเป็นเงินทุนสำรองของประเทศ  ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ  นั้นมักจะพยายามเป็นผู้ขายหรือผู้ส่งออกไม่อยากเป็นผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อเพื่อที่ว่าตนจะได้มีเงินดอลลาร์มาเป็นเงินทุนสำรอง  ดังนั้น  สหรัฐจึงเป็นดินแดนที่คนอยากจะค้าขายด้วย  เพราะขายแล้วมักได้เปรียบดุลการค้า  ซึ่งนั่นรวมถึงไทยและหลาย ๆ  ประเทศในเอเชีย  ดังนั้น  แม้จะขายให้อเมริกา 10%  แต่เราก็ได้เปรียบดุลการค้ามาก ไม่เหมือนขายกับประเทศอื่นที่บางทีเราเสียเปรียบ

ประเด็นที่สองและอาจจะสำคัญยิ่งกว่าก็คือ  การได้ขายเข้าไปในตลาดอเมริกาได้มากกว่าคู่แข่งมากนั้น  จะทำให้บริษัทในมาเลเซียและเวียตนามมียอดขายที่สูงซึ่งจะก่อให้เกิดEconomies of Scale ซึ่งก็คือทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าที่ผลิตต่ำลง  และนั่นจะทำให้บริษัทเหล่านั้นสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดอื่นนอกเหนือจากอเมริกาด้วย  ผลก็คือ ข้อแรก  สินค้าไทยจะส่งออกได้น้อยลงในตลาดอื่นด้วย  และข้อสองที่ตามมาก็คือ   บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ  ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าขายทั่วโลกต่างก็จะอยากเข้าไปลงทุนในเวียตนามและมาเลเซียมากขึ้นแทนที่จะมาลงทุนในประเทศไทย  ดังนั้นการลงทุนในประเทศไทยก็จะน้อยลงและที่จะแย่ขึ้นไปอีกก็คือ  บริษัทที่มีฐานการผลิตอยู่ในไทยอยู่แล้วก็อาจจะย้ายฐานไปอยู่ในประเทศทั้งสอง  ตัวอย่างที่เห็นก็เช่น บริษัทซัมซุงที่ได้ย้ายโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จากไทยไปเวียตนามแล้ว  เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทที่ย้ายไปอยู่มาเลเซีย  ผลก็คือ  การจ้างงานและการส่งออกของไทยก็จะลดลงและจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจจะไม่โตขึ้นแต่อาจจะกลายเป็นติดลบก็เป็นได้

ล่าสุดดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะประกาศแล้วว่าจะขอเข้าร่วม TPP และต่อไปฟิลิปปินส์ก็อาจจะตามมา  แต่ดูเหมือนว่าไทยจะยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เนื่องจากยังมีคนคัดค้านและระบบภายในประเทศของเราก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใคร่พร้อมซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต่อเนื่องกันมาน่าจะเกือบ 10 ปีมาแล้ว  สิ่งที่ไทยควรจะเข้าใจก็คือ  ประเทศในอาเซียนเกือบทั้งหมดนั้นต่างก็เป็นคู่แข่งกันหรือกำลังจะเป็นคู่แข่งกันในเกือบทุกอุตสาหกรรมในด้านของการส่งออกเพราะเราต่างก็มีวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจที่คล้ายกันนั่นก็คือ  เราต่างก็อาศัยการลงทุนของบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นหลัก  ในอดีตที่ผ่านมานั้น  มาเลเซียและไทยได้เปรียบเนื่องจากเรา  “เปิดประเทศ” และต้อนรับนักลงทุนต่างชาติมากกว่าเราจึงก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าเพื่อนบ้านใน AEC แต่ในขณะนี้ดูเหมือนว่าเราจะเริ่ม  “ล้าหลัง” ซึ่งถ้าเราไม่รีบปรับตัวเราก็อาจจะ  “แพ้”  สิ่งนี้ประกอบกับการที่ประชากรของเราแก่ตัวลงมากกว่าประเทศคู่แข่งมากทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราถดถอยลงอย่างน่าใจหาย หลายปีมานี้เราน่าจะเติบโตช้าที่สุดในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ  ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตในอนาคตก็ดูเหมือนว่าเราจะยัง “รั้งท้าย” อยู่   ยิ่งถ้าเราไม่เข้าร่วม TPP เราก็อาจจะยิ่งถูก  “ทิ้ง”  ไว้ข้างหลัง  และไม่แน่ว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าเราอาจจะกลายเป็น  “คนป่วยแห่งเอเซีย”  อย่างที่ครั้งหนึ่งฟิลิปปินส์เคยเป็นก็เป็นได้

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  ผมก็หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็เป็นข้อกังวลลึก ๆ  ในฐานะของนักลงทุนระยะยาวที่ผลตอบแทนและอนาคตภาพใหญ่ของการลงทุนผูกติดอยู่กับภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ  ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือในฐานะของคนไทยที่อย่างไรก็ยังต้องอยู่และตายในประเทศนี้  ผมก็หวังที่จะเห็นประเทศไทยที่ยังเติบโตและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  เพราะนั่นจะทำให้เป็นสังคมที่คนอยู่กันอย่างมีความสุข  สังคมที่เศรษฐกิจ “ถดถอย” นั้น  มักจะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ  มากมายและจะหาความสงบได้ยาก  เพราะเศรษฐกิจและสังคมนั้น  จริง ๆ แล้วก็แทบเป็นเรื่องเดียวกันในโลกยุคปัจจุบัน

Monday, October 19, 2015

ยีนส์กับการลงทุน / ดร.นิเวศน์

 

   ผมรู้จัก “ยีนส์” ครั้งแรกสมัยที่ผมเรียนวิชาชีววิทยาในระดับมัธยมศึกษา  ในตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรนักเพราะคิดว่ามันเป็นแค่ความรู้ที่เอาไว้สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นสาขาที่ผมไม่สนใจที่จะเรียนต่อ  ผมกลับมาสนใจเรื่องของยีนส์เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เองเนื่องจากยีนส์ถูกนำมาอธิบายเรื่องของจิตวิทยามากขึ้นเรื่อย ๆ  จนกลายเป็นสาขาหนึ่งเรียกว่า  “จิตวิทยาวิวัฒนาการ”

ความรู้เรื่องของยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ  “ก้าวกระโดด”  จนถึงวันนี้ผมคิดว่าแทบทุกพฤติกรรมของคนเรานั้นสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ของยีนส์  

  ยีนส์น่าจะมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนแต่ละคน  “เกินครึ่ง”  ส่วนที่เหลือก็มาจากการอบรมสั่งสอนและสังคมที่เราอยู่  ดังนั้น  ถ้าจะเข้าใจเรื่องของคนผมคิดว่าเราต้องเข้าใจเรื่องของยีนส์ของมนุษย์ที่ถูกออกแบบมา—เพื่อที่จะเอาตัวรอด  เติบโต  และเผยแพร่เผ่าพันธุ์ของมัน  โดยที่ยีนส์ในมนุษย์นั้น  ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกในช่วงกว่าหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา  และดังนั้น  เราจึงต้องเข้าใจว่าทำไมบางครั้งเราจึงทำอะไร  “แปลก ๆ”  ในปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว

ธุรกิจหรือบริษัทที่ผลิตสิ่งของหรือบริการนั้น  ถ้ามองลึก ๆ  จริง ๆ  แล้วก็คือกลุ่มคนที่เข้ามารวมกันเพื่อทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดังนั้น  ความคิดและพฤติกรรมทั้งหลายของบริษัทก็คือความคิดและพฤติกรรมของคน  บริษัทต้องเอาตัวรอด  เติบโต  และขยายตัวแตกหน่อไปเรื่อย ๆ เหมือนคน   บางคนอาจจะบอกว่าบริษัทนั้น  “ไม่มีวันตาย”  ถ้าไม่เจ๊ง   ผมเองคิดว่านี่ก็เหมือนกับยีนส์ที่  “ไม่มีวันตาย”  แม้ว่าคนจะตายแต่ยีนส์ในตัวคนนั้นอาจจะ “ส่งผ่าน”  ต่อไปยังลูกหลานแล้ว  ยกเว้นคน ๆ  นั้นไม่มีลูก  โดยนัยดังกล่าว  บริษัทก็จะต้องทำทุกอย่างคล้าย ๆ  คนนั่นก็คือ  ต้อง “แข่งขัน” แย่งชิงทรัพยากรกับคนอื่นแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้อง “ร่วมมือ” กับคนอื่นเพื่อที่จะเอาตัวรอดและขยายตัวต่อไป  โดยที่วิธีการ  ความคิดและอารมณ์ของบริษัทนั้นก็คงคล้าย ๆ  กับคน  ตัวอย่างเช่น  บริษัทแต่ละแห่งมีความสามารถไม่เท่ากัน  เวลาตัดสินใจส่วนใหญ่ก็ใช้เหตุผลแต่อารมณ์ก็มีส่วนอย่างมาก เป็นต้น

สิ่งของและบริการที่เป็นสินค้าที่มีการผลิตขึ้นในโลกนี้สุดท้ายแล้วก็เพื่อตอบสนองต่อคนที่ต้องการเอาตัวรอด  เติบโต  และเผยแพร่เผ่าพันธุ์  สินค้าและบริการที่จะเป็นที่ต้องการมากนั้นจะต้องช่วย  “เพิ่มโอกาส” ให้คนเอาตัวรอด  เติบโตและเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้มากขึ้น  สินค้าหรือบริการอะไรที่ “ใกล้” กับเรื่องของการเอาตัวรอด  เติบโต และเผยแพร่เผ่าพันธุ์ จะเป็นที่ต้องการมากกว่าสินค้าที่  “ห่าง” จากความต้องการดังกล่าว  สินค้าหรือบริการที่ไม่สามารถช่วย “เพิ่มโอกาส”  ดังกล่าว  อาจจะเพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็ได้ใช้สินค้านั้นอยู่แล้วความต้องการก็จะไม่เพิ่ม  แต่ถ้ามีสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมในการเพิ่มโอกาสอยู่รอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์  คนก็จะต้องการสินค้านั้นเพิ่มหรือแทนที่สินค้าเดิม  ด้วยแนวความคิดแบบนี้   เราก็จะสามารถวิเคราะห์เรื่องของเทรนด์หรือเมกาเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในสินค้าต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ภาวการณ์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น  เกิดขึ้นเพราะคนที่ตัดสินใจซื้อขายหุ้น  คนที่ซื้อขายหุ้นนั้น  พวกเขาทำเพื่อการ  “เอาตัวรอดและเติบโต”  ดังนั้น  บางครั้งพวกเขาก็กลัวและต้อง  “หนีตาย” ขายหุ้นทิ้งโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น  เหมือนกับการที่คนในสมัยดึกดำบรรพ์หนีเสืออย่าง  “ไม่คิดชีวิต”  ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น  เวลาที่เขาคิดว่าหุ้นกำลังขึ้นเป็น “กระทิง”  ยีนส์อาจจะบอกว่าต้องรีบ  “กอบโกย”  ช้าไม่ได้  “อาหารจะหมด”  ถ้า “แย่งไม่ทัน”  นี่ก็ก่อให้เกิดภาวะความผันผวนของราคาหุ้นตลอดเวลา  การที่เราเข้าใจเรื่องของยีนส์ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมจะช่วยให้เราลงทุนในตลาดหุ้นได้ดีขึ้น

การวิเคราะห์หุ้นของเรานั้น  สิ่งที่ต้องทำเพิ่มจากการวิเคราะห์ปกติตามมาตรฐานทั่วไปแล้ว  สิ่งหนึ่งที่เราควรทำเพิ่มเติมก็คือการวิเคราะห์  “เหตุจูงใจ” ของแต่ละคนที่เป็นคนให้ข่าวสารและข้อมูล  เพราะเราควรจะต้องยึดมั่นหลักการสำคัญที่ว่าคนจะทำอะไรก็ตามก็เพราะยีนส์จะเป็นตัวกำหนดที่แท้จริงไม่ใช่สมองที่เป็น “ผู้ปฎิบัติ”  และสิ่งที่คนจะทำก็คือ  การเอาตัวรอด  เติบโต  แพร่พันธุ์  อะไรที่ไม่สอดคล้องคนเราก็จะไม่ทำ  พูดอีกทางหนึ่งก็คือ  คนเรานั้นจะทำอะไร  “เพื่อตัวเอง”  แม้ว่าบางครั้งจะทำ  “เพื่อคนอื่น”  แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จะได้รับการ   “ตอบแทน” ในแง่ของการเป็นที่รักนับถือชมชอบซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถ  เอาตัวรอดได้ดีขึ้นและ/หรือ เผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ดีขึ้น  การที่ต้องวิเคราะห์เรื่องแรงจูงใจนั้นเป็นเพราะว่าคนให้ข้อมูลหรือข่าวสารนั้นอาจจะมีผลประโยชน์ที่แตกต่างจากเราและอาจจะ “หลอก” เราให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเขาแต่เป็นโทษกับเราได้

ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้  ไม่ได้หมายความว่ายีนส์จะมีความคิดหรือชีวิตจิตใจที่สั่งการและเรารับรู้ได้  กระบวนการทำงานนั้นก็คือ  ยีนส์จะเป็นตัวสร้างฮอร์โมนและสารอะไรต่าง ๆ  ที่ประกอบเป็นตัวเราและสมองและประสาทต่าง ๆ  ของเราที่ทำให้เรามีความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ทำให้เรารัก  ชอบ  เกลียด  กลัว  เสียใจ  ดีใจกับบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่ว่าเราจะได้พยามไขว่คว้า  หลีกหนี หรือมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ  ในทางที่จะทำให้เรามีโอกาสอยู่รอดได้ดีขึ้น  เติบโตและเผยแพร่พันธุ์ได้มากขึ้นโดยที่เรา  “ไม่รู้ตัว”   เรื่องนี้คงไม่เป็นประเด็นถ้าเรายังอยู่ในยุคหมื่นปีที่แล้วที่ยีนส์ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นไร่นาป่าเขาและไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดหุ้น  เพราะเราคงทำไม่ผิดจากสิ่งที่ควรทำ  แต่ในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมเรามีความซับซ้อนมากนั้น  การ “ทำตามใจ” นั้น  อาจจะเกิดความเสียหายได้  เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการซื้อขายหุ้นบ่อยแทบทุกวันเพราะ  “อยากได้กำไรหรือหนีการขาดทุน”  นั้น  เป็นหนทางที่  “ลดโอกาสเอาตัวรอด”  แต่เราทำเพราะเราแยกไม่ออกว่าตลาดหุ้นตกหรือขึ้นนั้น  แตกต่างจากการเห็นเสือหรือหมู

ยีนส์ของคนทั้งโลกนั้นมีความเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์  อาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เพราะคนบางกลุ่มอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกับคนกลุ่มอื่น  

เช่น  คนที่อาศัยอยู่ในแถบที่หนาวเย็นก็อาจจะมีสีผิวที่แตกต่างกับคนที่อยู่ในแถบร้อนรวมทั้งอาจจะมีความสามารถและพฤติกรรมที่แตกต่างกับคนในแถบร้อน  “เล็กน้อย”  จนแทบไม่มีความหมาย  ดังนั้น  เวลาที่จะดูว่าสินค้าหรือบริการอะไรจะเป็น  “เมกาเทรนด์” ในประเทศไทยต่อไปนั้น  วิธีง่าย ๆ  อย่างหนึ่งก็คือการดู “เมกาเทรนด์”  ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศที่ร่ำรวยกว่า  เหตุผลก็เพราะว่าคนในประเทศหรือสังคมที่รวยกว่าจะมี  “กำลังซื้อ”  หรือมีรายได้มากพอที่จะใช้สินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการของคนก่อน  ส่วนคนไทยนั้น  เนื่องจากเรายังมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ถึงวันหนึ่งเราก็จะเริ่มมีกำลังซื้อพอที่จะใช้สินค้าหรือบริการนั้น  ซึ่งเราก็จะใช้แน่นอน  เพราะนั่นคือสินค้าที่  “ยีนส์”  ของมนุษย์ต้องการ  กล่าวโดยสรุปก็คือ  คนนั้นเหมือนกันทั้งโลก  สิ่งที่แตกต่างก็คือรายได้  คนบางคนมีปัญญาที่จะซื้อใช้  แต่คนบางคนไม่มีเงินพอ  ถ้าเมื่อไรเขามีเงินพอ  เขาก็ใช้  ถ้าสองประเทศต่างก็มีรายได้เท่ากัน  พฤติกรรมและการใช้จ่ายและการบริโภคจะใกล้เคียงกันมาก

การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของยีนส์และวิวัฒนาการของคนนั้น  แต่เดิมเรามักต้องอ่านจากหนังสือภาษาอังกฤษ  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็มีโอกาสที่ได้อ่านหนังสือแปลและโชคดีที่เราเริ่มมีคนไทยที่เริ่มเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้  โดยหนังสือที่ผมเห็นว่าเขียนได้ดีมากและแนะนำให้อ่านก็คือหนังสือชื่อ “500 ล้านปีของความรัก” ทั้ง 2 เล่ม เขียนโดย นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา  หนังสือทั้งสองเล่มนี้แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องของหุ้นและการลงทุนเลย  แต่ผมคิดว่าเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตและการลงทุนซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตในยุคปัจจุบัน

Friday, October 16, 2015

Beyond Finance / โดย คนขายของ

นักลงทุนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ล้วนมีความรู้ความเข้าใจทางด้านการเงินอย่าง ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเรื่องอัตราส่วนทางการเงิน การอ่านงบดุล และ การประเมินมูลค่าบริษัท แต่ดูเหมือนว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นนักการเงิน ทำงานในแวดวงการเงิน จะเป็นนักลงทุนที่ประสบ ความสำเร็จทุกรายไป แสดงว่าอาจจะมีอีกหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบนอกจากความรู้เรื่องการเงิน เพียงอย่างเดียว เป็นไปได้หรือไม่ว่าถึงแม้ว่านักลงทุนที่มีความรู้ทางการเงินเท่ากัน แต่มี “พื้นฐานทางจิตใจ” ที่ต่างกันจะได้รับผลตอบแทนที่แตกต่างกัน?

Warren Buffett จบจาก Columbia University และ Sir John Templeton จบจาก Yale ซึ่งก็คงเหมือนกับนักลงทุนหลายๆคน แต่ทั้งสองกลับเป็นนักลงทุนที่เป็นระดับตำนาน สร้างผลตอบแทนได้สูงต่อเนื่องยาวนาน 

Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “คุณไม่สามารถเข้าถึงความสำเร็จ ในการลงทุนได้ ถ้าคุณยังไม่สามารถคิดได้อย่างอิสระ” หรือนี่คือสิ่งที่ Buffett กำลังจะบอกพวกเราว่า “ระบบความคิด” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก? ผมคิดว่า John Templeton คงคิดแบบนี้ด้วยเหมือนกัน จึงทำให้เขาเลือกใช้ชีวิตบริหารเงินกองทุนจาก “Bahamas” หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งเขา เคยให้สัมภาษณ์ว่า ผลงานการบริหารกองทุนดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยที่เขายังทำงานอยู่ในนิวยอร์ค

   
   เป็นที่ทราบกันดีว่ารากฐานของความคิดก็คือ “จิตใจ” หนังสือพิมพ์ Financial Times ได้ลงบทความเมื่อปีที่แล้ว พูดถึงหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัย Georgetown University ซึ่งได้มีการบรรจุวิชา “สมาธิ” ซึ่งสอนโดยบาทหลวงชาวคริสเตียนไว้ในหลักสูตร ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า วิชาเลือกนี้ได้รับการลงทะเบียนจากนักศึกษาอย่างล้นหลามทั้งๆที่ไม่ได้เป็นวิชาทางบริหารธุรกิจ จากการประมินผลของนักศึกษาที่ลงวิชานี้พบว่านักศึกษามีระบบความคิดที่แจ่มชัดขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น

       หลายท่านอาจจะประหลาดใจเมื่อทราบว่า Ray Dalio ผู้บริหารกองทุน Bridgewater ซึ่งเป็น กองทุนบริหารความเสี่ยงขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนั้น นั่งสมาธิมาเป็นเวลากว่า 44 ปีแล้ว โดยเขาได้รับแรงดลใจจากวง The Beatles ซึ่งไปศึกษาการทำสมาธิแนว “TM” (Transcendental Meditation) Dalio จะนั่งสมาธิวันละสองครั้ง ครั้งละ 20 นาที เขากล่าว่าการทำสมาธินอกจากทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังช่วงสร้างไอเดียในการลงทุนใหม่ๆให้เขาด้วย นอกจากนั้นยังเน้นย้ำว่า สมาธิเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เขามีความสำเร็จในทุกวันนี้ จากรายงานของนิตยสารฟอร์บส Dalio มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่าหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับที่ 60 ของโลก

Bill Gross เป็นนักลงทุนระดับโลกอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับฉายาว่า “Bond King” สมัยที่เขา ยังทำงานอยู่ที่ PIMCO กองทุนพันธบัตรที่เขาบริหารอยู่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เขาเคยให้สัมภาษณ์ CNN ไว้ว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อทำการเช็คสถานการณ์ล่าสุดทั่วโลกจากที่บ้าน และเริ่มเข้า ออฟฟิสตอนหกโมงเช้า Gross บอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันไม่ใช่การเทรดตราสารหนี้ใน ช่วงที่ตลาดเปิด แต่เป็นช่วงเวลา 8:30-10:00 ซึ่งเขาจะไปเล่นโยคะที่ฟิตเนสซึ่งอยู่ใกล้กันที่ทำงาน เขากล่าวว่า ไอเดียในการลงทุนที่ดีมักออกมาตอนร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งจะออกมามากเมื่อ เวลาเราทำสมาธิ หรือออกกำลังกาย

ถ้าเราลองศึกษาประวัติของนักลงทุนชั้นนำของโลกหลายๆท่าน เราจะพบว่า เขาไม่ได้ศึกษาเฉพาะ เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ศึกษาในแขนงความรู้ต่างๆมากมาย 

   หลายคนเป็นนักเล่นไพ่ตัวฉกาจ หลายคนเป็นนักเดินทาง ไปมาแล้วแทบทุกประเทศในโลก มีความเข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจและ การเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ทุกวันนี้มีนักลงทุนรุ่นใหม่หลายท่านเริ่มสนใจในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการศึกษาด้านการเงินก่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อท่านได้ศึกษา มาพอสมควรแล้วควรศึกษาความรู้ในแขนงอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มุมมองของเรากว้างขึ้น แหลมคมขึ้น และถ้าหากเราเชื่อว่า ความคิดเกิดขึ้นที่ใจ ใจที่ดีย่อมนำมาซึ่งความคิดที่ดี ก็ขอให้ลองศึกษาเรื่อง การฝึกจิตฝึกใจดูบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต

Sunday, October 4, 2015

หุ้นโตไว ในประเทศโตช้า / โดย คนขายของ

 

   แนวทางการสร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว คือการถือหุ้นในระยะหลายๆปีเพื่อ สร้างอิสระภาพทางการเงินมักถูกตั้งข้อสังเกตุว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ใช้ได้เฉพาะการลงทุนใน ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องยาวนานอย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งคนที่ลงทุนในหุ้น สมัยปี 1960สามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลถ้าถือหุ้นผ่านมาในระยะเวลามากกว่า 50 ปี แต่ยากที่จะนำมาใช้ลงทุนในประเทศที่ไม่ได้เป็น“อภิมหาอำนาจ” ทั้งนี้เพราะประเทศโดยส่วนมาก มักจะมี “ยุคทองทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะประสบวิกฤตไม่ สามารถกลับมารุ่งเรื่องได้อีก ทำให้การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวไม่น่าที่จะสามารถสร้างความมั่งคั่ง ได้จริงข้อสรุปดังกล่าวนี้จะเป็นจริงในทุกกรณีหรือไม่ เราจะลองมาดูกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นกัน

                เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงปี 1970-1990 ดัชนีนิเกอิซึ่งอยู่ที่ราวๆ 2,000 จุดในปี 1970 ได้ทะยานขึ้นไป 19 เท่าเป็น 38,000 จุดในปี 1990 แต่หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี ดัชนีนิเกอิก็ไม่เคยขึ้นไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย GDP ของญี่ปุ่นที่เคยโตสูงถึง 7% ในปี 1988 กลับลดลงมาเหลือแค่ 0-2% ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจาก ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว แสดงว่าเราไม่ควรซื้อหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่หลังจากปี 1990 หรือไม่? จากการ ศึกษาราคาหุ้นของบริษัทญึ่ปุ่นบางบริษัทกลับพบว่า ถึงแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เป็นใจ ไหนจะมีเรื่อง สังคมผู้สูงอายุ และภัยธรรมชาติ มาเป็นอุปสรรคในการเติบโต แต่กลับมีบางบริษัทกลับสามารถ สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ

                ถ้าคุณขายหุ้นของ “TOYOTA” ไปตอนดัชนีนิเคอิสูงสุดที่ 38,000 จุดในปี 1990 เพราะคิดว่า ยุครุ่งเรืองของญี่ปุ่นได้หมดลงแล้ว คุณอาจจะต้องเสียใจเพราะว่าราคาหุ้นของโตโยต้าก็ยังคงโตต่อไปได้แม้ดัชนีโดยรวมไม่เป็นใจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2000 สิบปีให้หลัง ราคาหุ้นขึ้นไป 260% เมื่อเทียบกับปี 1990นอกจากนั้นกำไรสุทธิของโตโยต้าก็ยังโต อย่างต่อเนื่องมาตลอด ในปี 2003 ดัชนีนิเคอิทำจุดต่ำสุดในรอบยี่สิบปีที่ราว 8,000 จุด หรือลงมา กว่า 80% จากปี1990 แต่กำไรสุทธิของโตโยต้าในปี 2003 ก็ยังโตกว่าในปี 1990 ถึง 156%

                บริษัท Fast Retailing เจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ “UNIQLO” นำหุ้นเข้าทำ IPO ในปี 1994 โดยเข้าตลาดหุ้นที่ฮิโรชิมา ก่อนที่จะย้ายมาเทรดในตลาดหุ้นโตเกียวในปี 1999 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายงานอย่างรวดเร็ว มีทั้งการควบรวมกิจการร่วมทุน พร้อมทั้งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 2005-2014 เติบโตขึ้นมาเท่าตัว ในขณะที่ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 4เท่า คิดเป็นผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นแบบทบต้นมากกว่า 15% ต่อปี

                สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งยุคทองของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคงผ่านไปแล้ว ในรอบสิบปีที่ ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโตของ GDPของสเปนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 1% นอกจากนั้นยังมีปัญหาหนี้สิน และอัตราการว่างงานที่สูงถึง 22% แต่ถึงกระนั้นบริษัทของสเปนอย่าง INDITEX เจ้าของร้านเสื้อผ้า แบรนด์ ZARA ยังสามารถสร้างรายได้โตมา2.6 เท่า และกำไรโตขึ้นมา 3 เท่าในระยะเวลาสิบปี และถ้าคุณถือหุ้น INDITEX ในช่วงสิบปีนี้มาและไม่เคยขายออกไปเลย จากเงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น5 ล้านบาทในวันนี้


                ในประเทศที่ GDP โตช้าและมีปัญหาเชิงมหภาค แต่ยังมีบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทสามารถเติบโต ได้อยู่ ปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้บริษัทเหล่านี้เติบโตได้ นอกจากการมีผู้บริหารที่เก่งกาจ ทีมงานที่ดีเยี่ยม และ สินค้าเป็นที่ยอมรับ บริษัทเหล่านี้ยังมีแผนการขยายตลาดออกไปในต่างประเทศแบบเชิงรุก ทำให้ ผลประกอบการของบริษัทไม่ขึ้นอยู่กับผลกระทบทางมหภาคของประเทศใดประเทศหนึ่ง โลกในปัจจุบันมีหลายมาตรการซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายของทุน เช่นการทลายลงของกำแพง ภาษี และ การให้สิทธิประโยชน์แก่ทุนต่างชาติของรัฐบาลต่างๆ จากกรณีศึกษาข้างต้นทำให้ผมเชื่อว่า ยังมีบริษัทจดทะเบียนของไทยที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นในระดับสูงได้ แม้ว่าภาพรวมทาง มหภาคของประเทศอาจจะยังดูไม่ดีนัก ในช่วงต่อจากนี้บริษัทที่มีความสามารถในการขยายธุรกิจใน ต่างประเทศดูน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อ AECก่อให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวในเร็ววันนี้

Thursday, July 16, 2015

ค้นฟ้าคว้าดาว /ดร.นิเวศน์



กระบวนการที่ยากและสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ VI ก็คือ การค้นหาหุ้นที่จะลงทุน เหตุผลก็คือ มีหุ้นที่เป็นบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท ที่ทำธุรกิจหลากหลายมากมาย บริษัทเหล่านี้อยู่ใน “ช่วงชีวิต” ต่าง ๆ เช่น กำลังเริ่มต้น เติบโต เติบโตเร็ว อิ่มตัว ตกต่ำ ซึ่งเราไม่รู้ นอกจากนั้น ราคาหุ้นของแต่ละบริษัทก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาซึ่งทำให้ความน่าสนใจของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น การมองหาหุ้นที่จะเข้าไปศึกษาและลงทุนจึงเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา ต่อไปนี้คือวิธีการหาหุ้นที่ VI รวมถึงผมมักจะใช้

วิธีแรกที่น่าจะง่ายที่สุดก็คือ การติดตามบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์หลาย ๆ แห่งที่จะมีการนำเสนอหุ้นที่ “น่าสนใจ” เป็นหุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อหรือบางครั้งแนะนำให้ซื้อ “อย่างแรง” วิธีนี้มีข้อดีก็คือ เราไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา หุ้นถูกเสิร์ฟให้เราถึงที่ แต่ข้อเสียก็คือ เขามักจะวิเคราะห์และแนะนำเฉพาะหุ้นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาและมีสภาพคล่องในการซื้อขายมากพอ ซึ่งอาจจะมีหุ้นเพียง 200-300 ตัวเท่านั้นที่โบรกเกอร์ครอบคลุม ประเด็นก็คือ หุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อนั้น บ่อยครั้งมีราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ความน่าสนใจก็จะลดลงเพราะราคาหุ้นแพงขึ้น ในบางกรณี โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยและสภาพคล่องมีไม่มากนั้น ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาสูงลิ่วแล้วก่อนที่เขาจะแนะนำ ดังนั้น การหาหุ้นจากวิธีการนี้ เราจะต้องระวังว่ามันอาจจะไม่ถูกในแง่ของ VI การเข้าไปซื้ออาจจะเป็นการ “เก็งกำไร” ก็ได้

วิธีที่สอง สำหรับคนที่ขยันและมีเวลา เช่น คนที่ “ลงทุนเป็นอาชีพ” อาจจะติดตามเข้าร่วมฟังรายการ “บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” หรือที่เรียกว่า “Opportunity Day” ที่มีการจัดที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นประจำเกือบทั้งปี นี่คือรายการที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก มาบรรยายและให้ข้อมูลรวมทั้งตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทแก่นักลงทุน รายการนี้จึงเป็นช่องทางในการที่เราจะได้ข้อมูลค่อนข้างลึกเกี่ยวกับบริษัทรวมถึงในหลาย ๆ กรณี ได้พบกับผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียนซึ่งบางคนบอกว่าจะได้ดู “โหงวเฮ้ง” ว่าน่าจะเป็นคนมีความสามารถและไว้ใจได้แค่ไหน และนั่นก็คือข้อดีของการไปหา ศึกษา และวิเคราะห์หุ้นจากงาน “อ็อปเดย์” อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็อาจจะมีเหมือนกัน นั่นคือ การไปฟังบริษัทมาก ๆ นั้น บางทีก็ทำให้เรา “เคลิ้ม” ได้เหมือนกัน กล่าวคือ บริษัทอาจจะให้แต่ภาพที่ดี ๆ และพยามพูดให้เราเชื่อว่าเขาดีกว่าปกติ เรา ที่มีความรู้น้อยกว่าก็จะคล้อยตามโดยที่ไม่ได้ไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มและทำให้เราวิเคราะห์ผิดพลาดไปได้

ช่องทางที่สามในการหาหุ้นก็คือ การใช้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” นี่คือการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการคัดเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการและงบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน อัตราส่วนที่แสดงความถูกความแพงของหุ้น มาเป็นตัวคัดกรองเพื่อที่จะศึกษาตัวหุ้นที่มีคุณสมบัติที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น บางคนจัดเรียงหุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดจนถึงหุ้นที่มีค่า PE สูงที่สุด จากนั้นจึงคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีค่า PE ต่ำที่สุดไม่เกิน 20 ตัวเพื่อนำมาศึกษาต่อเป็นต้น หรือบางคนอาจจะมองบริษัทที่มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงที่สุดเป็นตะแกรงที่จะคัดกรองหุ้น เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้ก็คือ มันทำได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างจะทั่วถึงคือเราจะไม่พลาดหุ้นที่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจเลยเพราะมันทำโดยคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นเราค่อยมาดูข้อมูลเป็นรายตัวว่าเราสนใจตัวไหนเป็นพิเศษ ส่วนข้อเสียก็คือ ข้อมูลที่เป็นเชิงปริมาณนั้น มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและมันไม่ได้บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นต่อไปหรือไม่ และบางทีมัน “หลอก” ให้เราเข้าใจผิดในคุณสมบัติเชิงคุณภาพได้ ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลาย ๆ คนรวมถึงผมด้วยนั้น ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเขียนหรือรันโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้ได้

ช่องทางที่สี่ในการหาหุ้นลงทุนก็คือ การติดตามอ่านข่าวสารในหน้าข่าวธุรกิจและข่าวอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนและอาจจะมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ ว่าที่จริงผมหมายรวมถึงการดูและฟังจากสื่อทุกชนิด เพียงแต่การอ่านนั้นมักจะให้ข้อมูลที่มากและเร็วกว่าช่องทางอื่น นี่คือการ “อ่านเพื่อหาหุ้น” ไม่ใช่การอ่านผ่าน ๆ ความแตกต่างก็คือ เมื่อเราอ่านแล้วเราจะต้องคิดต่อว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะได้ประโยชน์และตัวไหนจะเสียประโยชน์ บริษัทไหนจะชนะและบริษัทไหนจะแพ้ในระยะยาว เทรนด์ของธุรกิจไหนจะมาและอุตสาหกรรมไหนจะตกต่ำลง การหาหุ้นจากช่องทางนี้ เป็นการหาหุ้นที่ใช้เวลามากแต่ก็จำเป็น เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของการหาหุ้นลงทุนใหม่ ๆ แล้ว มันยังเป็นเรื่องของการติดตามข้อมูลของหุ้นตัวเดิมที่ยังอยู่ในพอร์ตด้วยว่าเราควรถือต่อหรือขายทิ้ง

ช่องทางที่ห้าก็คือ การหาหุ้นโดยการถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวของ “เซียนหุ้น” หรือบางทีเรียกว่า “CI” หรือ “เล่นหุ้นตามเซียน” นี่คือวิธีการหาหุ้นที่ง่ายและอาจจะให้ผลดี เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดว่า ถ้า “เซียน” ซื้อหรือถือหุ้นไว้ หุ้นก็น่าจะดี เพราะเซียนนั้นก็คงต้องวิเคราะห์กันมาเป็นอย่างดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่าคงจะมีคนอื่นที่ซื้อหุ้นตามเซียนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หุ้นก็จะมีแรงซื้อมากและอาจจะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้เร็วและแรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ บ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าเซียนนั้นซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อเป็นเท่าไร และเขาจะขายเมื่อไร ดังนั้น ในบางครั้ง เราอาจจะซื้อในราคาที่เกินกว่าพื้นฐานและเซียนที่ซื้อหรือถือไว้กำลังขาย ผลก็คือ เราอาจจะขาดทุนได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ บ่อยครั้ง เซียนก็อาจจะผิดได้ หรือบางทีเซียนที่เรากำลังตามอยู่นั้น อาจจะกำลัง “โฆษณา” หุ้นของตนเพื่อให้หุ้นเป็นที่น่าสนใจและมีราคาดีขึ้นก็ได้

ช่องทางที่หกของการหาหุ้นก็คือ การ “เดินตามห้าง” นี่ก็คือการสังเกตและ “สัมผัส” ความเป็นไปของธุรกิจจริง ๆ ใน “สนาม” ไม่ใช่ดูจากรายงานในหน้ากระดาษหรือบนจอคอมพิวเตอร์ คำว่าเดินตามห้างนั้น รวมไปถึงสถานที่ทุกแห่งที่เราเข้าหรือผ่านไปเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไปซื้อหรือใช้บริการต่าง ๆ ข้อดีของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ เราจะได้ข้อมูลที่หาไม่ได้จากงบการเงินนั่นก็คือ ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และ แนวโน้มของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของการเติบโตของกิจการและตัวหุ้น ข้อควรระวังสำหรับการหาหุ้นแนวทางนี้ก็คือ อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นเครื่องตัดสินสินค้าหรือตัวบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายของเขา

สุดท้ายก็คือ การดูข้อมูลจากกิจกรรมการซื้อขายของตัวหุ้นเอง เช่น การซื้อหรือขายของผู้บริหารบริษัท หรือปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของตัวหุ้น นี่อาจจะเป็นสิ่งที่บอกว่า คนที่ “รู้เรื่องดี” กำลังทำอะไรอยู่ ข้อมูลชิ้นนี้อาจจะกระตุ้นให้เราไปศึกษาตัวหุ้นเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม ก็เช่นเดียวกับข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้บริหารหรือเซียนหุ้นรายใหญ่ เราจะต้องระวังว่ามันอาจจะเป็นข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อที่จะ “ลวง” ให้นักลงทุนหลงก็ได้

Sunday, June 14, 2015

รวยหุ้นรุ่นใหม่ / โดย คนขายของ

 

   หากคุณลองเดินเข้าไปในร้านหนังสือวันนี้  คุณจะเห็นหนังสือที่หน้าปกมีคำว่า “รวย” กับคำว่า "หุ้น" อยู่มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นแสดงว่าผู้คนต่างให้ความสนใจกับการลงทุนมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ถ้าหากจะถามว่าคนอ่านหนังสือพวก "รวยหุ้น" นั้นเป็นคนกลุ่มไหน ผมเชื่อว่ากลุ่ม เป้าหมายน่า จะเป็นคนวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 20-35 ปี หรือ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่ากลุ่ม "Millennials" ที่ได้ชื่อว่า "Millennials" นั้นเป็นเพราะว่าเป็นคนที่เริ่มใช้ชีวิตวัยทำงานตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ผมเองทำ งานให้ทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ประเทศไทย) ก็สังเกตุว่าสมาชิกสมาคม­­ส่วนใหญ่มีอายุ อยู่ในช่วงนี้เช่นกัน ทำไมคนรุ่นนี้ถึงมาสนใจการลงทุนหุ้นกันมาก? จริงหรือไม่ที่เขาว่ากันว่าการ ลงทุนในหุ้นเป็นงานง่ายๆสบายๆ ดังนั้นจึงเหมาะกับนิสัยรักงานสบายของคนกลุ่มนี้?

  ในช่วงที่ผ่านมามีหลายบทความที่เขียนถึงพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อโดยทั่วไปเห็นว่าพวก Millennials นี้เป็นพวกไม่จงรักภัคดีต่อองค์กรเหมือนรุ่นก่อน ไม่สู้งานหนัก และ รักงานสบาย ในปี 2010 บริษัท PricewaterhouseCoopers PwC) เริ่มสังเกตุเห็นอัตราการลาออก ของพนักงานอายุงานน้อยที่สูงขึ้นอย่างผิดสังเกตุ จึงได้ริเริ่มการทำวิจัยร่วมกับ University of Southern California และ London Business School เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนกลุ่ม Millennials โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานของบริษัทมากกว่าหมื่นคน ผลวิจัยออกมาอย่างน่า

ประหลาดใจว่า คนในกลุ่ม Millennials นั้นไม่ได้เป็นคนที่เกี่ยงงานหนักอย่างที่เชื่อกัน

  ผมเองพอรู้จักนักลงทุนที่อายุน้อยกว่า 35 ปีที่สร้างพอร์ตจนมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทอยู่บ้าง และจากการสังเกตุการใช้ชีวิตในการเป็นนักลงทุนของพวกเขา ทำให้ผมเชื่อว่างานวิจัยของ PwC ที่บอกว่า คนในกลุ่ม Millennials เป็นคนขยันทำงานไม่ใช่รักแต่งานสบายนั้นเป็นความจริง ผมเห็นน้องๆ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จล้วนทำการศึกษาธุรกิจของหุ้นที่ตัวเองถืออยู่จนเข้าใจ อย่างถ่องแท้ เข้าเยี่ยมชมบริษัท พบปะผู้บริหาร เข้าร่วมกิจกรรม "Opportunity Day" ที่ตลาดหลัก ทรัพย์ฯ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ บางคนอ่านหนังสือ การลงทุน, งานวิจัย และ บทวิเคราะห์ ถึงตีหนึ่ง ตีสอง ถึงจะเข้านอน ผมเองยังไม่เห็นใครเลยที่ไม่ ศึกษาหาความรู้ มุ่งแต่เก็งกำไรราคารายวัน มองหุ้นเป็นการพนัน แล้วลงทุนประสบความสำเร็จ

  แล้วทำไมคนรุ่นนี้ถึงมาสนใจหุ้นกันมาก? ผมคิดว่าทั้งนี้เพราะเมื่อคนรุ่นนี้เรียนจบออกมา สภาพ เศรษฐกิจไทยไม่ได้สวยหรูแบบสมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะ Millennials รุ่นแรกๆที่เรียน จบมาตอนปี พ.ศ. 2543-2545 การหางานไม่ได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน บางคนหันไปเรียนปริญญา โทต่อทันที และมีบางคนเริ่มศึกษาการลงทุนหุ้นเพื่อเป็นรายได้เสริม แต่พอตลาดหุ้นกลับตัวเป็น ตลาดกระทิงในปี 2546 สร้างผลตอบแทนอย่างงามให้กับผู้ลงทุน ทำให้หลายคนยึดเอาอาชีพ นักลงทุนเป็นอาชีพหลักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 Michael Liersch ผู้อำนวยการทางด้าน Behavioral Finance ของ Merrill Lynch ได้ทำการ

  ศึกษาพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่ม Millennials ที่มีความมั่งคั่งสูงในอเมริกาแล้วพบว่า ส่วนใหญ่ ต้องการตัดสินใจในเรื่องการลงทุนด้วยตัวเอง โดยกลยุทธที่ใช้ในการลงทุนที่นิยมมากที่สุด ที่ถูก เลือกโดย 40% ของกลุ่มตัวอย่างคือ การซื้อและถือยาว Buy and Hold) ซึ่งก็สอดคล้องกับหลัก การการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนังสือแนวลงทุนเน้นคุณค่า Value Investing) จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักลงทุนรุ่นนี้

  อาชีพนักลงทุน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย คงจะเหมือนกับการเป็น ดารา นักร้อง นักแสดงในสมัยก่อนที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้การยอมรับ มองว่าเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นใหม่กลับเห็นเป็นตรงกันข้าม แต่ทั้งนี้ การที่ Millennials หันมาเป็น นักลงทุนหุ้นกันมาก ก็คงต้องเตรียมใจเหมือนในวงการเบินเทิงไว้ด้วยว่า ใช่ว่าดาราทุกคนจะประสบ ความสำเร็จโด่งดังทำเงินมหาศาลเหมือนกัน หลายคนทำเงินแค่เลี้ยงครอบครัวไปได้ หลายคนต้อง เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ดูเหมือนว่า โชคชะตา พรสวรรค์ ความมุ่งมั่น และฝีมือ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าวันนี้คุณเลือกที่จะอยู่ในวงการมายา หรือเลือกว่าจะเป็นนักลงทุน

Monday, May 18, 2015

ลงทุนหุ้นเปลี่ยนชีวิต



    ถ้าจะถามว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ VI จำนวนมากที่เราเห็นอยู่ในวันนี้มาจากอะไร  คำตอบผมคงเป็นว่า  พวกเขาหรือพวกเราถ้ารวมผมเข้าไปด้วยก็คือ  เราเริ่มการลงทุนอย่างจริงจังและเป็นการลงทุน  “เพื่อชีวิต”  อย่างเต็มตัวในช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของตลาดหุ้นไทย  นั่นก็คือ  เราเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงหลังปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติครั้งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย  หลังปี 2540 เฉพาะอย่างยิ่งประมาณปี 2542-2543 นั้น  เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างมั่นคง  GDP ของไทยเริ่มเติบโตประมาณ 4-5%  ต่อปีและรักษาระดับนั้นต่อไปได้ยาวนาน  อานิสงค์ส่วนหนึ่งที่สำคัญจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมากประกอบกับการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานก่อนหน้านั้นและในเวลาต่อมา  ทำให้การส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ  อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมาอย่าง  “มโหฬาร” เหลือเพียงไม่เกิน 2-3% ต่อปีต่อเนื่องกันมานับสิบปี  นี่ทำให้การบริโภคของคนไทยเติบโตขึ้นมากเพราะคนไทยสามารถกู้เงินได้ง่ายและมากเพื่อการใช้จ่ายส่งผลให้การผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเติบโตเร็วขึ้นทวีคูณ

ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนเองนั้น  มีการปรับโครงสร้างหนี้และลดระดับการกู้เงินลงไปมากทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นมาก  สัดส่วนของหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนจาก 4-5 เท่าลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือระดับที่ปลอดภัยส่วนใหญ่น่าจะไม่เกิน 1 เท่าตัว    เช่นเดียวกัน  ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่อิงอยู่กับผู้บริโภคก็เติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจในระดับน่าจะไม่ต่ำกว่าปีละ 6-7% ซึ่งก็ตามมาด้วยการจ่ายปันผลที่ดีที่ทำให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในแต่ละปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี

ระดับราคาและความถูกความแพงของตลาดหุ้นในช่วงปี 2542-43 วัดโดยค่า PE และค่าอื่น ๆ  นั้นส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่า 10 เท่า  บางปีนั้นต่ำเหลือเพียง 7-8 เท่าและก็มีบ้างที่เกิน 10 เท่าแต่ก็ไม่สูงถึง 20 เท่า  แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือ  หุ้นจำนวนมากและไม่ได้เป็นหุ้นหรือกลุ่ม  “ยอดนิยม” ของสถาบันนั้น  มีราคาที่ถูกมีค่า PE ที่ต่ำกว่า 10 เท่าทั้ง ๆ  ที่มีการเติบโตของรายได้หรือกำไรเท่า ๆ  กับหรือสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่มีสภาพคล่องสูง  และนั่นนำมาซึ่งการลงทุนของนักลงทุน  “VI รุ่นแรก”  ที่เข้ามาลงทุนโดยใช้หลักการของ เบน เกรแฮม ที่เน้นศึกษาข้อมูลพื้นฐานอย่างจริงจังและซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก  ถ้าจะเปรียบเทียบกับความคิดของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เคยพูดไว้ในปี 1974 ก็คือ  “ผมรู้สึกเหมือนคนที่กำลังกลัดมันในฮาเรม  นี่คือเวลาที่จะเริ่มลงทุน”

ก็อย่างที่เห็น  เวลาสิบกว่าปีนับจากปี 2542-2543  จนถึงวันนี้  ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างน่าประทับใจประมาณ 7- 8 เท่าตัว ตลาดหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ 15-16% ต่อปี กลายเป็นยุคทองของการลงทุนในตลาดหุ้น  แต่สิ่งที่ “มหัศจรรย์”  จริง ๆ อยู่ที่นักลงทุน VI จำนวนมากที่สามารถเลือกและซื้อขายหุ้นรายตัวทำกำไรและผลตอบแทนสูงจนไม่น่าเชื่อ  บางคนได้กำไรเป็น 100เท่าตัว  ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเกิน 20-30% เป็นระยะเวลายาวนานกว่าสิบปี  นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเศรษฐีทั้ง ๆ ที่มีเงินลงทุนส่วนตัวไม่มาก  หลายคนที่มีเงินเริ่มต้นสูงกลายเป็นมหาเศรษฐี  “หุ้น VI” ที่ครั้งหนึ่งเป็นหุ้นมีราคาถูกมากนั้น  ส่วนใหญ่กลายเป็นหุ้นมีราคาแพงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ๆ มาก   หุ้นที่เคยเล็กบางตัวในวันนี้มีราคา  “หลุดโลก” คนที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นในวันนี้ไม่น่าที่จะสามารถสร้างผลกำไรที่งดงามอย่าง VI รุ่นก่อน  ผมคิดว่าเราไม่สามารถลงทุนหุ้นเพื่อ “เปลี่ยนชีวิต”  ได้ง่ายเหมือนเมื่อ 5 10 หรือ 15 ปีที่ผ่านมาในตลาดหุ้นไทย ความรู้สึกของผมในเวลานี้ก็คงคล้ายที่วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดในปี 1973 ว่า   “ผมรู้สึกเหมือนคนกลัดมันในทะเลทราย  ผมไม่สามารถหาหุ้นอะไรที่จะซื้อได้เลย”

ถ้าจะมีที่ไหนที่จะเป็นโอกาสในการลงทุนคล้าย ๆ  ตลาดหุ้นไทยในปี 2542-2543 ผมคิดว่าตลาดหุ้นเวียตนามเป็นจุดหนึ่ง  ผมเองได้เขียนบทความเมื่อเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับประเทศเวียตนามว่าจะเป็น  “The Next Thailand”  ในแง่ของการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ  เวียตนามในวันนี้ก็คือไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และกำลังฟื้นตัว  นั่นก็คือเศรษฐกิจเวียตนามกำลังโตเร็วมาก  การโตนี้ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่โตเร็วขึ้นมากอานิสงค์จากการลดค่าเงินด่องหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาและการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเกาหลีและไต้หวันเช่นเดียวกับในกรณีของไทย    การบริโภคในประเทศเองผมก็คิดว่าน่าจะโตได้ดีเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ลดลงมากและรายได้ที่มากขึ้นของคนเวียตนาม  นอกจากนั้น ผมคิดว่าในไม่ช้าระบบการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านและรถยนต์ที่ยังมีน้อยมากก็จะพัฒนาขึ้นซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคเติบโตขึ้นทวีคูณ  การเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจของเวียตนามนั้นจะต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายสิบปีเหมือนไทยในปี 2542-43

ตลาดหุ้นเวียตนามโดยรวมในวันนี้เองนั้นก็คล้าย ๆ ตลาดหุ้นไทยหลังปี 2540  ประการแรก  หุ้นเวียตนามเพิ่งเผชิญ “วิกฤติ” และตกลงมาครึ่งหนึ่ง  ดัชนีเวียตนามเมื่อ 7-8 ปีก่อนสูงถึง 1170 จุด ปัจจุบันแค่ประมาณ 550 จุด  สอง ระดับ PE ของตลาดเวียตนามนั้นค่อนข้างต่ำ  น่าจะประมาณไม่เกิน 10-15 เท่า  แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือ  ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นที่นิยมของสถาบันต่างประเทศจำนวนประมาณ 10-20 ตัว มีค่า PE คล้าย ๆ หุ้นขนาดใหญ่ของไทยที่มีค่า PE 10-20 เท่า  หุ้นขนาดเล็กจำนวนมากกลับมีค่าไม่เกิน 10 เท่า ค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่าและมีปันผลต่อราคาหุ้นกว่า 5% บางตัวสูงถึง 10% โดยที่ภาพรวมของการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนนั้น  ผมคิดว่าสูงกว่าของไทยในช่วงปี 2542-43  เนื่องจากเศรษฐกิจของเวียตนามต่อจากนี้น่าจะโตได้ถึงปีละ 6-7% ในขณะที่หลังวิกฤติปี 2540 เศรษฐกิจไทยโตปีละประมาณ 5%

จุดอ่อนของเวียตนามก็คือ  ค่าเงินเวียตนามอาจจะตกลงทำให้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้  อย่างไรก็ตาม  ในระยะยาวถ้าเศรษฐกิจเวียตนามดีขึ้นเรื่อย ๆ  ค่าเงินก็อาจจะไม่อ่อนลงหรือกลับแข็งขึ้น  จุดอ่อนข้อที่สองก็คือ  เรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทและกฎระเบียบของเวียตนามที่ยังอ่อนเมื่อเทียบกับของไทย  แต่นี่ก็น่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเวียตนามเปิดประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จุดอ่อนข้อสามอยู่ที่คุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียนที่คุณภาพยังไม่ดีนักเนื่องจากระบบเศรษฐกิจของเวียตนามยังไม่เป็นเสรีร้อยเปอร์เซ็นต์  ทำให้การแข่งขันไม่รุนแรงพอ  ดูเหมือนว่าบริษัทที่ “ไม่พัฒนาพอ” ก็ยังอยู่ได้ในขณะที่บริษัทที่ “ชนะ” ก็ไม่ได้ “กินรวบ” และเติบโตโดดเด่นจนมีมูลค่าตลาดมาก ๆ   เหนือสิ่งอื่นใด  บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดยังเป็นรัฐวิสาหกิจ  ดังนั้น  คุณภาพของกิจการจึงอาจจะไม่โดดเด่นเหมือนในไทย  จุดอ่อนข้อสี่ก็คือ  หุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพดีและสภาพคล่องในการซื้อขายสูงรวมทั้งราคาไม่แพงนั้น  มักจะมีส่วนของผู้ถือหุ้นต่างประเทศเต็ม 49%) ถ้าต้องการซื้อเรามักจะต้องซื้อจากผู้ถือหุ้นต่างประเทศที่ราคาสูงกว่ากระดานปกติ 20-30% และจุดอ่อนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การหาข้อมูลและการเยี่ยมบริษัทและพบปะผู้บริหารทำได้ยาก  ทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์กิจการได้ง่ายเหมือนตลาดไทย

ด้วยเหตุผลและข้อจำกัดต่าง ๆ  ดังกล่าว  การลงทุนในเวียตนาม  “รอบแรก” เมื่อเกือบหนึ่งปีมาแล้วของผมจึงเป็นการซื้อหุ้นกระจายจำนวนมากกว่า 50 บริษัทโดยใช้ “ตะแกรงร่อน”  แบบ VI คือในด้านของราคา  ผมเลือกหุ้นที่มีค่า PE PB ต่ำ และปันผลตอบแทนสูง   ส่วนในด้านของคุณภาพ  ผมเลือกหุ้นที่มี ROE หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง  ใน “รอบสอง” ที่ผมกำลังคิดจะซื้อหุ้นเพิ่มหลังจากการเยี่ยมเยียนเวียตนามครั้งที่สอง  ผมคงเจาะหาหุ้นเป็นรายตัวและซื้อในปริมาณเม็ดเงินที่มากขึ้น  ผมเองหวังว่า  การลงทุนในเวียตนามช่วงนี้จะเหมือนกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2540 นั่นคือ  วันหนึ่งมันจะเติบโตขึ้นมากและ  “เปลี่ยนชีวิต” เราอีกครั้งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอีกซัก 10-20 ปี