Showing posts with label แบบวีไอ. Show all posts
Showing posts with label แบบวีไอ. Show all posts

Monday, October 19, 2015

ยีนส์กับการลงทุน / ดร.นิเวศน์

 

   ผมรู้จัก “ยีนส์” ครั้งแรกสมัยที่ผมเรียนวิชาชีววิทยาในระดับมัธยมศึกษา  ในตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรนักเพราะคิดว่ามันเป็นแค่ความรู้ที่เอาไว้สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นสาขาที่ผมไม่สนใจที่จะเรียนต่อ  ผมกลับมาสนใจเรื่องของยีนส์เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เองเนื่องจากยีนส์ถูกนำมาอธิบายเรื่องของจิตวิทยามากขึ้นเรื่อย ๆ  จนกลายเป็นสาขาหนึ่งเรียกว่า  “จิตวิทยาวิวัฒนาการ”

ความรู้เรื่องของยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ  “ก้าวกระโดด”  จนถึงวันนี้ผมคิดว่าแทบทุกพฤติกรรมของคนเรานั้นสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ของยีนส์  

  ยีนส์น่าจะมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนแต่ละคน  “เกินครึ่ง”  ส่วนที่เหลือก็มาจากการอบรมสั่งสอนและสังคมที่เราอยู่  ดังนั้น  ถ้าจะเข้าใจเรื่องของคนผมคิดว่าเราต้องเข้าใจเรื่องของยีนส์ของมนุษย์ที่ถูกออกแบบมา—เพื่อที่จะเอาตัวรอด  เติบโต  และเผยแพร่เผ่าพันธุ์ของมัน  โดยที่ยีนส์ในมนุษย์นั้น  ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกในช่วงกว่าหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา  และดังนั้น  เราจึงต้องเข้าใจว่าทำไมบางครั้งเราจึงทำอะไร  “แปลก ๆ”  ในปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว

ธุรกิจหรือบริษัทที่ผลิตสิ่งของหรือบริการนั้น  ถ้ามองลึก ๆ  จริง ๆ  แล้วก็คือกลุ่มคนที่เข้ามารวมกันเพื่อทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดังนั้น  ความคิดและพฤติกรรมทั้งหลายของบริษัทก็คือความคิดและพฤติกรรมของคน  บริษัทต้องเอาตัวรอด  เติบโต  และขยายตัวแตกหน่อไปเรื่อย ๆ เหมือนคน   บางคนอาจจะบอกว่าบริษัทนั้น  “ไม่มีวันตาย”  ถ้าไม่เจ๊ง   ผมเองคิดว่านี่ก็เหมือนกับยีนส์ที่  “ไม่มีวันตาย”  แม้ว่าคนจะตายแต่ยีนส์ในตัวคนนั้นอาจจะ “ส่งผ่าน”  ต่อไปยังลูกหลานแล้ว  ยกเว้นคน ๆ  นั้นไม่มีลูก  โดยนัยดังกล่าว  บริษัทก็จะต้องทำทุกอย่างคล้าย ๆ  คนนั่นก็คือ  ต้อง “แข่งขัน” แย่งชิงทรัพยากรกับคนอื่นแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้อง “ร่วมมือ” กับคนอื่นเพื่อที่จะเอาตัวรอดและขยายตัวต่อไป  โดยที่วิธีการ  ความคิดและอารมณ์ของบริษัทนั้นก็คงคล้าย ๆ  กับคน  ตัวอย่างเช่น  บริษัทแต่ละแห่งมีความสามารถไม่เท่ากัน  เวลาตัดสินใจส่วนใหญ่ก็ใช้เหตุผลแต่อารมณ์ก็มีส่วนอย่างมาก เป็นต้น

สิ่งของและบริการที่เป็นสินค้าที่มีการผลิตขึ้นในโลกนี้สุดท้ายแล้วก็เพื่อตอบสนองต่อคนที่ต้องการเอาตัวรอด  เติบโต  และเผยแพร่เผ่าพันธุ์  สินค้าและบริการที่จะเป็นที่ต้องการมากนั้นจะต้องช่วย  “เพิ่มโอกาส” ให้คนเอาตัวรอด  เติบโตและเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้มากขึ้น  สินค้าหรือบริการอะไรที่ “ใกล้” กับเรื่องของการเอาตัวรอด  เติบโต และเผยแพร่เผ่าพันธุ์ จะเป็นที่ต้องการมากกว่าสินค้าที่  “ห่าง” จากความต้องการดังกล่าว  สินค้าหรือบริการที่ไม่สามารถช่วย “เพิ่มโอกาส”  ดังกล่าว  อาจจะเพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็ได้ใช้สินค้านั้นอยู่แล้วความต้องการก็จะไม่เพิ่ม  แต่ถ้ามีสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมในการเพิ่มโอกาสอยู่รอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์  คนก็จะต้องการสินค้านั้นเพิ่มหรือแทนที่สินค้าเดิม  ด้วยแนวความคิดแบบนี้   เราก็จะสามารถวิเคราะห์เรื่องของเทรนด์หรือเมกาเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในสินค้าต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ภาวการณ์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น  เกิดขึ้นเพราะคนที่ตัดสินใจซื้อขายหุ้น  คนที่ซื้อขายหุ้นนั้น  พวกเขาทำเพื่อการ  “เอาตัวรอดและเติบโต”  ดังนั้น  บางครั้งพวกเขาก็กลัวและต้อง  “หนีตาย” ขายหุ้นทิ้งโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น  เหมือนกับการที่คนในสมัยดึกดำบรรพ์หนีเสืออย่าง  “ไม่คิดชีวิต”  ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น  เวลาที่เขาคิดว่าหุ้นกำลังขึ้นเป็น “กระทิง”  ยีนส์อาจจะบอกว่าต้องรีบ  “กอบโกย”  ช้าไม่ได้  “อาหารจะหมด”  ถ้า “แย่งไม่ทัน”  นี่ก็ก่อให้เกิดภาวะความผันผวนของราคาหุ้นตลอดเวลา  การที่เราเข้าใจเรื่องของยีนส์ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมจะช่วยให้เราลงทุนในตลาดหุ้นได้ดีขึ้น

การวิเคราะห์หุ้นของเรานั้น  สิ่งที่ต้องทำเพิ่มจากการวิเคราะห์ปกติตามมาตรฐานทั่วไปแล้ว  สิ่งหนึ่งที่เราควรทำเพิ่มเติมก็คือการวิเคราะห์  “เหตุจูงใจ” ของแต่ละคนที่เป็นคนให้ข่าวสารและข้อมูล  เพราะเราควรจะต้องยึดมั่นหลักการสำคัญที่ว่าคนจะทำอะไรก็ตามก็เพราะยีนส์จะเป็นตัวกำหนดที่แท้จริงไม่ใช่สมองที่เป็น “ผู้ปฎิบัติ”  และสิ่งที่คนจะทำก็คือ  การเอาตัวรอด  เติบโต  แพร่พันธุ์  อะไรที่ไม่สอดคล้องคนเราก็จะไม่ทำ  พูดอีกทางหนึ่งก็คือ  คนเรานั้นจะทำอะไร  “เพื่อตัวเอง”  แม้ว่าบางครั้งจะทำ  “เพื่อคนอื่น”  แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จะได้รับการ   “ตอบแทน” ในแง่ของการเป็นที่รักนับถือชมชอบซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถ  เอาตัวรอดได้ดีขึ้นและ/หรือ เผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ดีขึ้น  การที่ต้องวิเคราะห์เรื่องแรงจูงใจนั้นเป็นเพราะว่าคนให้ข้อมูลหรือข่าวสารนั้นอาจจะมีผลประโยชน์ที่แตกต่างจากเราและอาจจะ “หลอก” เราให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเขาแต่เป็นโทษกับเราได้

ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้  ไม่ได้หมายความว่ายีนส์จะมีความคิดหรือชีวิตจิตใจที่สั่งการและเรารับรู้ได้  กระบวนการทำงานนั้นก็คือ  ยีนส์จะเป็นตัวสร้างฮอร์โมนและสารอะไรต่าง ๆ  ที่ประกอบเป็นตัวเราและสมองและประสาทต่าง ๆ  ของเราที่ทำให้เรามีความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ทำให้เรารัก  ชอบ  เกลียด  กลัว  เสียใจ  ดีใจกับบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่ว่าเราจะได้พยามไขว่คว้า  หลีกหนี หรือมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ  ในทางที่จะทำให้เรามีโอกาสอยู่รอดได้ดีขึ้น  เติบโตและเผยแพร่พันธุ์ได้มากขึ้นโดยที่เรา  “ไม่รู้ตัว”   เรื่องนี้คงไม่เป็นประเด็นถ้าเรายังอยู่ในยุคหมื่นปีที่แล้วที่ยีนส์ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นไร่นาป่าเขาและไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดหุ้น  เพราะเราคงทำไม่ผิดจากสิ่งที่ควรทำ  แต่ในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมเรามีความซับซ้อนมากนั้น  การ “ทำตามใจ” นั้น  อาจจะเกิดความเสียหายได้  เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการซื้อขายหุ้นบ่อยแทบทุกวันเพราะ  “อยากได้กำไรหรือหนีการขาดทุน”  นั้น  เป็นหนทางที่  “ลดโอกาสเอาตัวรอด”  แต่เราทำเพราะเราแยกไม่ออกว่าตลาดหุ้นตกหรือขึ้นนั้น  แตกต่างจากการเห็นเสือหรือหมู

ยีนส์ของคนทั้งโลกนั้นมีความเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์  อาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เพราะคนบางกลุ่มอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกับคนกลุ่มอื่น  

เช่น  คนที่อาศัยอยู่ในแถบที่หนาวเย็นก็อาจจะมีสีผิวที่แตกต่างกับคนที่อยู่ในแถบร้อนรวมทั้งอาจจะมีความสามารถและพฤติกรรมที่แตกต่างกับคนในแถบร้อน  “เล็กน้อย”  จนแทบไม่มีความหมาย  ดังนั้น  เวลาที่จะดูว่าสินค้าหรือบริการอะไรจะเป็น  “เมกาเทรนด์” ในประเทศไทยต่อไปนั้น  วิธีง่าย ๆ  อย่างหนึ่งก็คือการดู “เมกาเทรนด์”  ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศที่ร่ำรวยกว่า  เหตุผลก็เพราะว่าคนในประเทศหรือสังคมที่รวยกว่าจะมี  “กำลังซื้อ”  หรือมีรายได้มากพอที่จะใช้สินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการของคนก่อน  ส่วนคนไทยนั้น  เนื่องจากเรายังมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ถึงวันหนึ่งเราก็จะเริ่มมีกำลังซื้อพอที่จะใช้สินค้าหรือบริการนั้น  ซึ่งเราก็จะใช้แน่นอน  เพราะนั่นคือสินค้าที่  “ยีนส์”  ของมนุษย์ต้องการ  กล่าวโดยสรุปก็คือ  คนนั้นเหมือนกันทั้งโลก  สิ่งที่แตกต่างก็คือรายได้  คนบางคนมีปัญญาที่จะซื้อใช้  แต่คนบางคนไม่มีเงินพอ  ถ้าเมื่อไรเขามีเงินพอ  เขาก็ใช้  ถ้าสองประเทศต่างก็มีรายได้เท่ากัน  พฤติกรรมและการใช้จ่ายและการบริโภคจะใกล้เคียงกันมาก

การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของยีนส์และวิวัฒนาการของคนนั้น  แต่เดิมเรามักต้องอ่านจากหนังสือภาษาอังกฤษ  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็มีโอกาสที่ได้อ่านหนังสือแปลและโชคดีที่เราเริ่มมีคนไทยที่เริ่มเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้  โดยหนังสือที่ผมเห็นว่าเขียนได้ดีมากและแนะนำให้อ่านก็คือหนังสือชื่อ “500 ล้านปีของความรัก” ทั้ง 2 เล่ม เขียนโดย นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา  หนังสือทั้งสองเล่มนี้แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องของหุ้นและการลงทุนเลย  แต่ผมคิดว่าเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตและการลงทุนซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตในยุคปัจจุบัน

Friday, October 16, 2015

Beyond Finance / โดย คนขายของ

นักลงทุนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ล้วนมีความรู้ความเข้าใจทางด้านการเงินอย่าง ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเรื่องอัตราส่วนทางการเงิน การอ่านงบดุล และ การประเมินมูลค่าบริษัท แต่ดูเหมือนว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นนักการเงิน ทำงานในแวดวงการเงิน จะเป็นนักลงทุนที่ประสบ ความสำเร็จทุกรายไป แสดงว่าอาจจะมีอีกหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบนอกจากความรู้เรื่องการเงิน เพียงอย่างเดียว เป็นไปได้หรือไม่ว่าถึงแม้ว่านักลงทุนที่มีความรู้ทางการเงินเท่ากัน แต่มี “พื้นฐานทางจิตใจ” ที่ต่างกันจะได้รับผลตอบแทนที่แตกต่างกัน?

Warren Buffett จบจาก Columbia University และ Sir John Templeton จบจาก Yale ซึ่งก็คงเหมือนกับนักลงทุนหลายๆคน แต่ทั้งสองกลับเป็นนักลงทุนที่เป็นระดับตำนาน สร้างผลตอบแทนได้สูงต่อเนื่องยาวนาน 

Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “คุณไม่สามารถเข้าถึงความสำเร็จ ในการลงทุนได้ ถ้าคุณยังไม่สามารถคิดได้อย่างอิสระ” หรือนี่คือสิ่งที่ Buffett กำลังจะบอกพวกเราว่า “ระบบความคิด” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก? ผมคิดว่า John Templeton คงคิดแบบนี้ด้วยเหมือนกัน จึงทำให้เขาเลือกใช้ชีวิตบริหารเงินกองทุนจาก “Bahamas” หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งเขา เคยให้สัมภาษณ์ว่า ผลงานการบริหารกองทุนดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยที่เขายังทำงานอยู่ในนิวยอร์ค

   
   เป็นที่ทราบกันดีว่ารากฐานของความคิดก็คือ “จิตใจ” หนังสือพิมพ์ Financial Times ได้ลงบทความเมื่อปีที่แล้ว พูดถึงหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัย Georgetown University ซึ่งได้มีการบรรจุวิชา “สมาธิ” ซึ่งสอนโดยบาทหลวงชาวคริสเตียนไว้ในหลักสูตร ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า วิชาเลือกนี้ได้รับการลงทะเบียนจากนักศึกษาอย่างล้นหลามทั้งๆที่ไม่ได้เป็นวิชาทางบริหารธุรกิจ จากการประมินผลของนักศึกษาที่ลงวิชานี้พบว่านักศึกษามีระบบความคิดที่แจ่มชัดขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น

       หลายท่านอาจจะประหลาดใจเมื่อทราบว่า Ray Dalio ผู้บริหารกองทุน Bridgewater ซึ่งเป็น กองทุนบริหารความเสี่ยงขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนั้น นั่งสมาธิมาเป็นเวลากว่า 44 ปีแล้ว โดยเขาได้รับแรงดลใจจากวง The Beatles ซึ่งไปศึกษาการทำสมาธิแนว “TM” (Transcendental Meditation) Dalio จะนั่งสมาธิวันละสองครั้ง ครั้งละ 20 นาที เขากล่าว่าการทำสมาธินอกจากทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังช่วงสร้างไอเดียในการลงทุนใหม่ๆให้เขาด้วย นอกจากนั้นยังเน้นย้ำว่า สมาธิเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เขามีความสำเร็จในทุกวันนี้ จากรายงานของนิตยสารฟอร์บส Dalio มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่าหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับที่ 60 ของโลก

Bill Gross เป็นนักลงทุนระดับโลกอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับฉายาว่า “Bond King” สมัยที่เขา ยังทำงานอยู่ที่ PIMCO กองทุนพันธบัตรที่เขาบริหารอยู่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เขาเคยให้สัมภาษณ์ CNN ไว้ว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อทำการเช็คสถานการณ์ล่าสุดทั่วโลกจากที่บ้าน และเริ่มเข้า ออฟฟิสตอนหกโมงเช้า Gross บอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันไม่ใช่การเทรดตราสารหนี้ใน ช่วงที่ตลาดเปิด แต่เป็นช่วงเวลา 8:30-10:00 ซึ่งเขาจะไปเล่นโยคะที่ฟิตเนสซึ่งอยู่ใกล้กันที่ทำงาน เขากล่าวว่า ไอเดียในการลงทุนที่ดีมักออกมาตอนร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งจะออกมามากเมื่อ เวลาเราทำสมาธิ หรือออกกำลังกาย

ถ้าเราลองศึกษาประวัติของนักลงทุนชั้นนำของโลกหลายๆท่าน เราจะพบว่า เขาไม่ได้ศึกษาเฉพาะ เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ศึกษาในแขนงความรู้ต่างๆมากมาย 

   หลายคนเป็นนักเล่นไพ่ตัวฉกาจ หลายคนเป็นนักเดินทาง ไปมาแล้วแทบทุกประเทศในโลก มีความเข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจและ การเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ทุกวันนี้มีนักลงทุนรุ่นใหม่หลายท่านเริ่มสนใจในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการศึกษาด้านการเงินก่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อท่านได้ศึกษา มาพอสมควรแล้วควรศึกษาความรู้ในแขนงอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มุมมองของเรากว้างขึ้น แหลมคมขึ้น และถ้าหากเราเชื่อว่า ความคิดเกิดขึ้นที่ใจ ใจที่ดีย่อมนำมาซึ่งความคิดที่ดี ก็ขอให้ลองศึกษาเรื่อง การฝึกจิตฝึกใจดูบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต

Monday, October 12, 2015

หนังสือเล่มเล็ก / ดร.นิเวศน์

       

     ชีวิตประจำวันหรือ  “งานประจำ” ของผมทุกวันนี้ไม่ใช่การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และสั่งซื้อขายหุ้น  ไม่ใช่การเฝ้าติดตามราคาหุ้นรายนาทีหรือรายชั่วโมง  เพราะปกติผมจะซื้อหรือขายหุ้นปีละไม่กี่ครั้งและครั้งละไม่กี่วัน  ผมคำนวณคร่าว ๆ  แล้วหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อมาจะถูกถือไว้โดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ 5 ปี  ดังนั้น  ปริมาณการซื้อขายหุ้นของผมจะค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนของผม  สำหรับโบรกเกอร์แล้ว  ผมน่าจะเป็น  “ลูกค้ารายย่อย--ขนาดใหญ่”  แม้ว่าช่วงที่มีการซื้อขายแต่ละครั้งอาจจะมีปริมาณมาก  การซื้อขายหุ้นของผมจึงไม่ใช่  “งานลงทุน” แต่เป็นงานเล็ก ๆ  ที่ต้องทำเป็นบางครั้งเมื่อผมเจอหุ้นที่จะซื้อหรือขาย

การ  “ติดตามหุ้น” นั้น  สิ่งที่ “ไม่สำคัญ” แต่ผมก็ทำตลอดเวลาก็คือการดูจอราคาหุ้นเป็นระยะเมื่อนั่ง  “ทำงาน”  ที่บ้านซึ่งก็คือ  “สำนักงาน” ของผม   การดูราคาหุ้นนั้น  ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องของ  “สัญชาติญาณ” ของคนที่น่าจะ  “อดไม่ได้”  ที่จะต้องเฝ้าดู “ทรัพย์สมบัติ” ของตนถ้ามัน  “กอง”  อยู่ตรงหน้า หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือการที่คนชอบ  “ลุ้น” ว่าตนเอง “ได้หรือเสีย”   บน  “จอคอมพิวเตอร์”  ขณะที่ผมนั่งทำงานอื่นอยู่ที่โต๊ะ   แต่ในกรณีที่ผมต้องออกไปทำงานหรือมีกิจธุระนอกบ้าน  ผมก็ไม่จำเป็นต้องติดตามราคาหุ้น

 พูดอย่างสรุปก็คือ  ผมไม่ได้ใช้เวลากับการดูราคาหุ้นเป็นเรื่องเป็นราว  ผมจะ  “จับตาดู” หุ้นบางตัวในบางช่วงเวลาเพื่อมองหา  “โอกาส”  ในการที่จะซื้อหรือขายเท่านั้น

การติดตามหุ้นที่สำคัญของผมนั้น  คือการติดตามการดำเนินงานและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผมลงทุนอยู่และบริษัทอื่นที่ผมสนใจแต่ยังไม่ได้ลงทุน   การติดตามการดำเนินงานนั้น  ผมใช้วิธีการอ่านจากหนังสือ  หนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ รวมถึงสื่ออินเตอร์เน็ตและทางทีวีที่ผมพบเจอโดยไม่ได้ตั้งใจ  นอกจากนั้น  ผมก็ยังติดตามบริษัทจากการไป  “จ่ายตลาด”  ซื้ออาหารและของใช้ประจำวันที่ผมทำเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ผมทำเป็นระยะ  ดังนั้น  นี่ก็ไม่ใช่งานที่ผมต้อง “ใช้เวลา” เป็นเรื่องเป็นราว  ส่วนการติดตาม  “ผลการดำเนินงาน”  ที่เป็นตัวเลขรายได้และกำไรของบริษัทนั้น  ผมก็ใช้เวลาเพียงปีละ 4 ครั้ง คือในช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการรายไตรมาศและรายปี

การเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหม่ ๆ  ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น  ผมโชคดีที่ว่าผมทำรายการทีวีที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน  ทุกสัปดาห์ผมจะได้คุยและซักถามผู้บริหารประมาณ 2-3 บริษัท  ดังนั้น  ผมก็จะได้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทจำนวนมากเนื่องจากผมทำรายการนั้นมาหลายปีแล้ว  บริษัทหลายแห่งนั้นผมเคยพูดคุยด้วยหลายครั้งและนั่นก็พอเพียงที่ผมจะใช้เป็นฐานหลักของการวิเคราะห์หุ้นรายตัว  ผมคิดว่าผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปพบบริษัทเพื่อที่จะศึกษาตัวบริษัทมากนัก  ดังนั้น  ผมไม่ไปงาน Opportunity Day หรือไปคุยกับผู้บริหารบริษัทก่อนที่จะพิจารณาซื้อหุ้น  มีบางบริษัทที่ผมถือหุ้นจำนวนมากที่ผมอาจจะไปเยี่ยมเยียนติดตามการดำเนินงานอยู่บ้างเหมือนกันแต่นั่นเป็น  “ข้อยกเว้น” ไม่ใช่เรื่องปกติ

การไปพบผู้บริหารหรือผู้ให้ข้อมูลที่เรียกว่า IR ของบริษัทเป็นการ  “ส่วนตัว” นั้น  ข้อดีก็คือ  บางครั้งเราอาจจะได้ข้อมูลลึก ๆ  หรือความเข้าใจในสถานการณ์ที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เป็น “เรื่องดี ๆ”  ของบริษัท  เช่นเดียวกับเรื่องที่ “ไม่ดี” ที่เราอาจจะเห็นหรือรู้สึกได้  ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราสามารถ  “ฉกฉวยโอกาส” ในการซื้อหรือขายหุ้นและทำกำไรหรือลดการขาดทุนได้อย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้นก็อาจจะทำให้เข้าใจในตัวบริษัทมากขึ้นซึ่งทั้งสองเรื่องนั้น  สำหรับ VI หลายคนแล้วก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งยวด  สำหรับบางคนแล้วเขาแทบจะบอกว่าถ้าไม่เจอผู้บริหารเขาก็จะไม่ซื้อหุ้นเลย   อย่างไรก็ตาม  การไปพบบริษัทแบบนั้นก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันในความเห็นของผมนั่นก็คือ  การไปพบผู้บริหารอาจจะทำให้เราถูก “ชักนำ” ให้เกิด  “ความลำเอียง” ว่าบริษัทมีคุณสมบัติดีกว่าที่ควรจะเป็นและ/หรือเชื่อว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้รวดเร็วต่อเนื่องด้วยความสามารถของบริษัทและผู้บริหารทั้ง ๆ  ที่ข้อมูลผลประกอบการของกิจการที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้บอกอย่างนั้น  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  เราอาจจะถูกชักนำให้  “เชื่อในสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์”  สำหรับผมเองที่เน้นการลงทุนระยะยาวที่ต้องอิงอยู่กับ  “พื้นฐานระยะยาว” ของบริษัทเป็นหลักนั้น  หุ้นที่จะเข้าข่ายควรจะต้องได้รับการ  “พิสูจน์ด้วยตัวเลขผลประกอบการ” มาพอสมควรแล้วว่าเป็นกิจการที่ดีเยี่ยม  ความจำเป็นต้องพบผู้บริหารมีน้อย

งานหลักที่สำคัญและใช้เวลามากของผมจริง ๆ ในทุกวันนี้น่าจะอยู่ที่การอ่านหนังสือที่เป็น  “ความรู้ที่หลากหลาย”  และต้องเป็น  “ความรู้ที่แท้จริง”  นั่นก็คือ  เป็นความรู้ที่ได้รับการศึกษาและพิสูจน์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  ความรู้ที่ผมสนใจศึกษานั้นรวมถึงเรื่องของจิตวิทยา  ประวัติศาสตร์  สังคมวิทยาและการเมือง  สงครามและการแข่งขัน  เรื่องของการเงินและการแข่งขันทางธุรกิจ  ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็น  และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก เป็นต้น   เมื่ออ่านและเข้าใจหัวใจหรือข้อสรุปของความรู้นั้นแล้ว  ผมก็จะพยายาม “เชื่อมโยง” ความรู้ต่าง ๆ  เหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ในชีวิต  ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นจะเป็นแนวทางที่ ชาร์ลี มังเกอร์  คู่หูและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ทำหรือไม่  แต่ที่ได้ทำมานานผมรู้สึกว่าผมมีความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ของโลกมากขึ้น  ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลมากขึ้น  และนี่อาจจะช่วยให้ผมสามารถตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นอย่างที่มังเกอร์บอก

การอ่านหนังสือเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้ ทฤษฎี ประวัติศาสตร์และเรื่องราวมากมายของโลก  อาทิเช่น  เรื่องของตลาดเสรีและระบบทุนนิยมที่บุกเบิกโดย อาดัม สมิทธิ  ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งของ ชาร์ล ดาร์วิน  สงครามและการแข่งขันระหว่างประเทศที่ฉายภาพโดดเด่นจากสงครามใหญ่โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง  การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แนวทางแบบ Value Investment ของเบน เกรแฮม และการเกิดขึ้นของทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มนักวิชาการนำโดย ยูจีน ฟามา มาร์โควิทซ์และชาร์ป   ทฤษฎีการแข่งขันทางธุรกิจโดยเฉพาะในด้านของการกำหนดกลยุทธ์ที่นำเสนอโดย Aries กับ Jack Trout ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของโลกและไทย   และการขึ้นลงและวิกฤติตลาดหุ้นทั่วโลก  เป็นต้น  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลามากมายโดยเฉพาะถ้าเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์เนื่องจากเราไม่ได้เรียนมาเลยจากห้องเรียนหรือ  “ติดลบ”  เนื่องจากเราเรียนมาด้วยข้อมูลหรือทฤษฎีที่ผิด

ด้วยปริมาณข้อมูลและความรู้มากมายที่อาจจะมีประโยชน์มหาศาลในการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะอ่านหรือศึกษาได้หมดในเวลาอันสั้น  และสำหรับคนที่ยังมีภารกิจงานประจำที่ต้องทำตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ผมคิดว่าเขาคงมีเวลาไม่พอ  ส่วนตัวผมเองนั้นก็ต้องยอมรับว่าความรู้หลากหลายเหล่านั้น  ส่วนใหญ่ผมได้มาหลังจากที่เลิกทำงานประจำมาเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว  นอกจากนั้น  ผมได้ค้นพบว่า  วิธีที่จะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ  ได้รวดเร็วขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ  พยายามอ่าน  “หนังสือเล่มเล็ก”  ที่อธิบายหรือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ  ซึ่งระยะหลัง ๆ  ผมได้เห็นว่ามีออกมามากขึ้น

     หนังสือเล่มเล็กนั้นมีข้อดีคือมันช่วยสรุป  “หัวใจ”  ของเรื่องต่าง ๆ  เอาเฉพาะ “แก่น” หรือ  “พื้นฐาน” ของเรื่องโดยไม่สนใจรายละเอียดที่บางครั้งทำให้เรา  “หลงทาง” หรือสับสน  “หนังสือเล่มเล็ก”  ในความหมายของผมนั้นอาจจะรวมถึงหนังสือ  “การ์ตูน” สั้น ๆ  หรือภาพยนตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวที่เป็น   “ภาพใหญ่” ได้ในเวลาอันสั้น  และนี่ก็คือเทคนิคการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ผมอยากให้ทดลองดู  มันอาจจะส่งผลกระทบให้เราได้อย่างมหาศาลกับการลงทุน—และชีวิต

Sunday, October 4, 2015

หุ้นโตไว ในประเทศโตช้า / โดย คนขายของ

 

   แนวทางการสร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว คือการถือหุ้นในระยะหลายๆปีเพื่อ สร้างอิสระภาพทางการเงินมักถูกตั้งข้อสังเกตุว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ใช้ได้เฉพาะการลงทุนใน ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องยาวนานอย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งคนที่ลงทุนในหุ้น สมัยปี 1960สามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลถ้าถือหุ้นผ่านมาในระยะเวลามากกว่า 50 ปี แต่ยากที่จะนำมาใช้ลงทุนในประเทศที่ไม่ได้เป็น“อภิมหาอำนาจ” ทั้งนี้เพราะประเทศโดยส่วนมาก มักจะมี “ยุคทองทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะประสบวิกฤตไม่ สามารถกลับมารุ่งเรื่องได้อีก ทำให้การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวไม่น่าที่จะสามารถสร้างความมั่งคั่ง ได้จริงข้อสรุปดังกล่าวนี้จะเป็นจริงในทุกกรณีหรือไม่ เราจะลองมาดูกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นกัน

                เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงปี 1970-1990 ดัชนีนิเกอิซึ่งอยู่ที่ราวๆ 2,000 จุดในปี 1970 ได้ทะยานขึ้นไป 19 เท่าเป็น 38,000 จุดในปี 1990 แต่หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี ดัชนีนิเกอิก็ไม่เคยขึ้นไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย GDP ของญี่ปุ่นที่เคยโตสูงถึง 7% ในปี 1988 กลับลดลงมาเหลือแค่ 0-2% ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจาก ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว แสดงว่าเราไม่ควรซื้อหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่หลังจากปี 1990 หรือไม่? จากการ ศึกษาราคาหุ้นของบริษัทญึ่ปุ่นบางบริษัทกลับพบว่า ถึงแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เป็นใจ ไหนจะมีเรื่อง สังคมผู้สูงอายุ และภัยธรรมชาติ มาเป็นอุปสรรคในการเติบโต แต่กลับมีบางบริษัทกลับสามารถ สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ

                ถ้าคุณขายหุ้นของ “TOYOTA” ไปตอนดัชนีนิเคอิสูงสุดที่ 38,000 จุดในปี 1990 เพราะคิดว่า ยุครุ่งเรืองของญี่ปุ่นได้หมดลงแล้ว คุณอาจจะต้องเสียใจเพราะว่าราคาหุ้นของโตโยต้าก็ยังคงโตต่อไปได้แม้ดัชนีโดยรวมไม่เป็นใจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2000 สิบปีให้หลัง ราคาหุ้นขึ้นไป 260% เมื่อเทียบกับปี 1990นอกจากนั้นกำไรสุทธิของโตโยต้าก็ยังโต อย่างต่อเนื่องมาตลอด ในปี 2003 ดัชนีนิเคอิทำจุดต่ำสุดในรอบยี่สิบปีที่ราว 8,000 จุด หรือลงมา กว่า 80% จากปี1990 แต่กำไรสุทธิของโตโยต้าในปี 2003 ก็ยังโตกว่าในปี 1990 ถึง 156%

                บริษัท Fast Retailing เจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ “UNIQLO” นำหุ้นเข้าทำ IPO ในปี 1994 โดยเข้าตลาดหุ้นที่ฮิโรชิมา ก่อนที่จะย้ายมาเทรดในตลาดหุ้นโตเกียวในปี 1999 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายงานอย่างรวดเร็ว มีทั้งการควบรวมกิจการร่วมทุน พร้อมทั้งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 2005-2014 เติบโตขึ้นมาเท่าตัว ในขณะที่ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 4เท่า คิดเป็นผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นแบบทบต้นมากกว่า 15% ต่อปี

                สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งยุคทองของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคงผ่านไปแล้ว ในรอบสิบปีที่ ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโตของ GDPของสเปนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 1% นอกจากนั้นยังมีปัญหาหนี้สิน และอัตราการว่างงานที่สูงถึง 22% แต่ถึงกระนั้นบริษัทของสเปนอย่าง INDITEX เจ้าของร้านเสื้อผ้า แบรนด์ ZARA ยังสามารถสร้างรายได้โตมา2.6 เท่า และกำไรโตขึ้นมา 3 เท่าในระยะเวลาสิบปี และถ้าคุณถือหุ้น INDITEX ในช่วงสิบปีนี้มาและไม่เคยขายออกไปเลย จากเงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น5 ล้านบาทในวันนี้


                ในประเทศที่ GDP โตช้าและมีปัญหาเชิงมหภาค แต่ยังมีบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทสามารถเติบโต ได้อยู่ ปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้บริษัทเหล่านี้เติบโตได้ นอกจากการมีผู้บริหารที่เก่งกาจ ทีมงานที่ดีเยี่ยม และ สินค้าเป็นที่ยอมรับ บริษัทเหล่านี้ยังมีแผนการขยายตลาดออกไปในต่างประเทศแบบเชิงรุก ทำให้ ผลประกอบการของบริษัทไม่ขึ้นอยู่กับผลกระทบทางมหภาคของประเทศใดประเทศหนึ่ง โลกในปัจจุบันมีหลายมาตรการซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายของทุน เช่นการทลายลงของกำแพง ภาษี และ การให้สิทธิประโยชน์แก่ทุนต่างชาติของรัฐบาลต่างๆ จากกรณีศึกษาข้างต้นทำให้ผมเชื่อว่า ยังมีบริษัทจดทะเบียนของไทยที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นในระดับสูงได้ แม้ว่าภาพรวมทาง มหภาคของประเทศอาจจะยังดูไม่ดีนัก ในช่วงต่อจากนี้บริษัทที่มีความสามารถในการขยายธุรกิจใน ต่างประเทศดูน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อ AECก่อให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวในเร็ววันนี้