Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts

Sunday, July 12, 2015

เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน

 
   เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ผมเข้าไปกราบพระที่วัดอุโมงค์ และสะดุดใจกับป้ายธรรมอันหนึ่งที่เขียนไว้ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน" ไม่ทราบว่าเป็นเทศน์ของครูบาอาจารย์องค์ใด ผมเดาว่าคงเป็นของท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะท่านอาจารย์เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาวัดอุโมงค์ให้ร่มรื่นย์ด้วยต้นไม้ ประวัติศาสตร์ และหลักธรรม
  คนทั่วไปคงไม่คิดว่าเศรษฐกิจกับจิตใจเกี่ยวข้องกัน ที่จริงแล้วสองเรื่องนี้แยกจากกันไม่ออก และผูกพันกันในหลายมิติ เพราะเรื่องเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคน และพฤติกรรมของคนถูกกำหนดด้วยจิตใจ ปัญหาเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศเผชิญก็สะท้อนถึงสภาวะจิตใจและพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ หนี้ครัวเรือน การขาดวินัยการคลัง การว่างงาน ตลอดจนการคอรัปชั่น ในทางตรงกันข้ามทุกครั้งที่สำรวจสภาพจิตใจของคนในสังคมว่าสุขหรือทุกข์เพียงใด สภาวะเศรษฐกิจจะโผล่ขึ้นมาเป็นปัจจัยขาประจำ
  ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เรามักได้ยินรัฐบาลพูดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่เสมอ ประเทศไทยมีดัชนีวัดระดับความเชื่อมั่นของคนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุน เมื่อใดก็ตามที่ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนตกต่ำ รัฐบาลจะขาดความมั่นใจ และต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีต่างๆ ทั้งมาตรการที่อัดฉีดเม็ดเงินจริงลงไปในระบบเศรษฐกิจ และมาตรการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อแก้ปัญหาจิตตกของประชาชน ในบางประเทศรัฐบาลถึงกับแอบแก้ตัวเลขเศรษฐกิจหรือไม่พูดข้อมูลที่แท้จริง เพราะกลัวว่าจิตใจที่วิตกกังวลของประชาชนจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยากขึ้นไปอีก
  สำหรับภาคธุรกิจแล้ว จิตใจของเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงสำคัญมากต่อความสำเร็จในระยะยาวทั้งของตัวธุรกิจเองและสังคมที่ธุรกิจนั้นเกี่ยวข้อง ถ้านักธุรกิจมีจิตใจดี ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล บริหารธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อคู่ค้า คู่แข่ง พนักงาน และสังคมรอบข้าง ธุรกิจนั้นมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในระยะยาว ในทางตรงกันข้าม เราเห็นธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่หลายแห่งต้องสะดุดขาตัวเองล้มลง เพราะมุ่งหวังแต่ผลกำไรระยะสั้น เร่งขยายธุรกิจจนเกินภูมิคุ้มกันที่ตนมี บริหารธุรกิจแบบเอาเปรียบสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น
  มีหลายตัวอย่างที่จิตใจของนักธุรกิจมีผลต่อระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาคลัสเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐบาลหลายประเทศพยายามส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เพราะนักธุรกิจส่วนหนึ่งไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่จะต้องร่วมมือกับคู่แข่ง(โดยเฉพาะคู่แข่งที่เล็กกว่า)ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ มองว่าการแข่งขันกับความร่วมมือขัดแย้งกัน หรือต้องการหาประโยชน์เข้าตัวเองให้มากที่สุด ทั้งๆ ที่คลัสเตอร์จะช่วยให้ขนาดของทั้งอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง สร้างฐานสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และสามารถที่จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมให้มีทักษะและประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ ถ้านักธุรกิจไม่เปิดใจที่จะร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อชนะด้วยกันแล้ว จิตใจของนักธุรกิจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตัวเองและของประเทศในระยะยาว
  ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและคุณภาพของสังคมไทยที่ไหลลงเรื่อยๆ จะไม่มีทางแก้ไขได้ ถ้าภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และไม่คิดว่าตนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เราต้องไม่ลืมว่าทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจมีผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างวัตถุดิบทั้งทางตรงและผ่านห่วงโซ่อุปทานที่อาจจะเอาเปรียบคนตัวเล็กๆ ในสังคม การละเลยเรื่องสวัสดิการแรงงาน การผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน กลยุทธ์การตลาดที่ทำลายคู่แข่งขนาดกลางขนาดเล็ก การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ชนะการประมูล การโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้บริโภคมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสมหรือบริโภคเกินควร ไปจนถึงการไม่จัดการขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการบริโภคสินค้าที่ตนผลิต ถ้าธุรกิจเปิดใจทบทวนวิธีการทำธุรกิจของตนทุกขั้นตอนให้เป็นธรรมต่อคู่ค้า สร้างผลบวก ลดผลลบที่มีต่อสังคม และปรับปรุงวิธีการทำธุรกิจให้ดีขึ้นแล้ว เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพของสังคมไทยจะดีขึ้นมาก
  เศรษฐกิจและสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลก็ต่อเมื่อนักธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่) มีจิตใจที่ต้องการเป็นพลเมืองดีของประเทศ คือต้องการเห็นเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวมดีขึ้น และไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่ตนทำได้ ในเรื่องนี้ผมขอชื่นชมคุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่ออกมาเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นิ่งเฉยต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมไม่ได้ชื่นชมคุณบัณฑูรตรงที่ช่วยให้กลไกการทำงานของนโยบายการเงินมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่ชื่นชมที่คุณบัณฑูรช่วยกระตุกกรอบความคิดและจิตใจของนายธนาคารไม่ให้ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาวะเศรษฐกิจและความตึงเครียดในสังคม
  นอกจากเรื่องจิตใจจะสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศแล้ว เรื่องจิตใจยังสำคัญมากต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนบทที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่การแย่งทรัพยากรน้ำ การจัดการสารเคมีตกค้างจากการทำการเกษตร การจัดสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ (ที่ต้องรับภาระเลี้ยงหลานที่พ่อแม่ทิ้งไว้) การจัดตั้งสหกรณ์ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีจิตใจต้องการชนะด้วยกัน เคารพในสิทธิ์ หน้าที่ และกติกาของชุมชน รวมทั้งมีจิตอาสาที่จะร่วมมือร่วมใจกันทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรวมดีขึ้น ชุมชนใดที่ขาดผู้นำและผู้ตามที่มีจิตอาสา และจิตที่ยึดมั่นในความถูกต้องตรงธรรมแล้ว ยากที่จะสามารถสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนได้ในระยะยาว

  ในระดับครัวเรือนและปัจเจกบุคคลแล้ว เรื่องเศรษฐกิจเริ่มที่จิตใจ เพราะจิตใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตของแต่ละคน ปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายและปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีมิติด้านจิตใจเป็นปัจจัยสำคัญ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจกับจิตใจได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจนมาก การใช้ชีวิตของเราทุกคนต้องมีหลักความพอเพียงในจิตใจ เพื่อควบคุมการกินอยู่ จับจ่ายใช้สอยให้พอประมาณ สมเหตุสมผลกับฐานะและความจำเป็นของตน ไม่ลงทุนจนเกินตัว รวมทั้งต้องรู้จริงในเรื่องที่ตนทำ สามารถวางแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่นับวันดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ จิตใจที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ความอดทน ความเพียร และการพึ่งตนเอง จะเป็นพลังสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน
  เรื่องจิตใจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนทุกระดับมักมองไม่เห็น เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องภายนอกมากกว่าเรื่องภายในตัวเอง (และบ่อยครั้งเราวิตกกับเรื่องในอนาคตหรือในอดีต มากกว่าที่จะหยุดดูสภาวะจิตในปัจจุบัน) ยิ่งเวลาที่คิดถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยแล้ว คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ธุรกิจขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน หรือนักลงทุน มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่อง(ภายในใจ)ของตน หรือคิดว่าตนจะมีบทบาทช่วยแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร
  สำหรับผมแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะเกิดผลยั่งยืน ต้องเริ่มที่การปฏิรูปในใจของคนในสังคม โดยเฉพาะคนกลุ่มบนที่ได้รับประโยชน์สูงมากจากพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การปฏิรูปเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่สามารถเปิดใจรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นของคนที่คิดต่าง(ด้วยความบริสุทธิ์ใจ)ได้อย่างไม่มีอคติ สามารถเสียสละผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมในระยะยาว กล้าที่จะแสดงจุดยืนสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องและต่อต้านวิถีเดิมๆ ที่ทำผิดต่อเนื่องกันมา แม้ว่าอาจจะทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ และทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี คือไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม
  เศรษฐกิจไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเตือนตัวเองเรื่อยๆ ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน"

Sunday, June 7, 2015

กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย? / ดร.วิรไท สันติประภพ


ช่วงนี้ผมมักถูกถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย หลายคนกังวลกับข่าวและตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัว บางคนสับสนกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้น(หรือไม่เกิดขึ้น) และบางคงหงุดหงิดกับนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไม่เกิดผลแบบทันอกทันใจ

หลายคนสงสัยและหงุดหงิดเพราะมองไม่ออกว่าปัญหาของเศรษฐกิจไทยเวลานี้เป็นปัญหาวัฏจักรทางเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ (cyclical) หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (structural) ที่ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด คนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาวัฎจักรทางเศรษฐกิจ มักหวังให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากเข้าไว้เพื่อจุดเครื่องยนต์ภาคเอกชนให้กลับมาเดินเครื่องใหม่ แต่สำหรับคนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะเกิดผลเพียงเล็กน้อยในช่วงสั้นๆ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้จริง ที่สำคัญผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ จะทำให้เราชะล่าใจ ผลักปัญหาไปข้างหน้า ไม่จัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซ่อนไว้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นในอนาคต

ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายจุด ถ้าจะเปรียบกับร่างกายคน เศรษฐกิจไทยเวลานี้เหมือนกับคนอ้วนที่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวกินตามใจปากมานาน มีอาการทั้งโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเข่าเริ่มเสื่อม กระดูกหลายชิ้นเริ่มทรุด ทางเดียวที่จะทำให้กลับมาแข็งแรงได้อย่างแท้จริง คือต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดการกินตามใจปาก หันมาออกกำลังกายรีดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งยอมเจ็บผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข้าและชิ้นกระดูกที่เป็นปัญหา

ใครก็ตามที่โดนหมอวินิจฉัยโรคแบบนี้ย่อมทำใจยาก การเลิกกินตามใจปากและหันมาออกกำลังกายทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง ทั้งหน้ามืด อ่อนแรง หงุดหงิด จนหลายคนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนไข้ที่ใจอ่อนมักหันกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม และหวังว่าจะเจอหมอคนใหม่ที่ชอบเอาใจ วินิจฉัยโรคว่าไม่ได้เป็นอะไรรุนแรง ทุกคนรู้ดีว่าคนไข้ที่หลอกตัวเอง มีแต่จะสะสมโรคร้ายมากขึ้น เสี่ยงที่จะหัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตกได้แบบฉับพลัน ถ้าเราปล่อยให้สุขภาพเสื่อมลงถึงจุดนั้นแล้ว การรักษาให้กลับมาปกติใหม่จะยากขึ้น และต้นทุนค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นมาก (จนอาจจะทำให้คนไข้และญาติพี่น้องหมดเนื้อหมดตัว)

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเหมือนกับคนอ้วนที่เคยกินตามใจปากจนเกินพอดี เป็นเพราะนโยบายภาครัฐในอดีตหลายเรื่องที่สร้างรายได้เทียมให้แก่ประชาชน ส่งเสริมให้คนนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และสร้างวัฒนธรรมรอรัฐอุปถัมภ์ หมอที่ชอบเอาใจคนไข้มักเร่งให้คนไข้ดูดี ด้วยการเร่งการบริโภคและการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วในช่วงสั้นๆไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก (ที่หลายคนกู้เงินซื้อรถเพื่อรักษาสิทธิ์เอาภาษีคืนจากรัฐบาล) โครงการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงเกินจริง (ที่สร้างผลขาดทุนกว่าครึ่งล้านล้านบาท สร้างหนี้สาธารณะ และทำให้เกษตรกรถูกหลอกว่าจะมีรายได้ดีต่อเนื่อง จนใช้จ่ายจนเกินตัว) การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ (ทำให้แรงงานเชื่อว่าจะมีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กไปไม่รอด และราคาสินค้ากระโดดขึ้นเร็ว ) และการขึ้นเงินเดือนข้าราชการแบบก้าวกระโดดโดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพ (ได้สร้างข้อจำกัดทางงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ) ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และโครงการเร่งลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจที่ไม่คุ้มค่าอีกหลายสิบโครงการ

เมื่อนโยบายเหล่านี้เริ่มอ่อนฤทธิ์ และร่างกายเริ่มแสดงอาการที่แท้จริง จึงพบสัญญาณหลายอย่างว่าการกินเกินพอดีที่ผ่านมาได้ทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงมาก ตัวบ่งชี้โรคร้ายหลายตัวกระโดดขึ้นเกินค่ามาตรฐานมาก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ประชาชาติ สัดส่วนรายจ่ายประจำของรัฐบาล อัตราหนี้เสียของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผลขาดทุนของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง หนี้สาธารณะของรัฐบาล ตลอดจนการคอรัปชั่นในหลายรูปแบบ ที่เป็นพยาธิคอยสูบเลือดจากทุกอวัยวะของระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ เรากำลังเผชิญกับปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเข่าเสื่อม และกระดูกทรุดอีกมากมาย จากการอ่อนประสิทธิภาพของระบบราชการ การด้อยคุณภาพของระบบการศึกษาไทย ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยที่ถดถอยลง โดยเฉพาะการส่งออก การขาดแคลนแรงงานอาชีวะและแรงงานมีฝีมือ รวมไปถึงความแตกแยกในสังคมที่ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนมือยาวสาวได้สาวเอา การที่เราเพลินกับการกินตามใจปาก ไม่รักษาสุขภาพ และขาดวินัย ได้สร้างปัญหาให้กับเราแล้วในวันนี้และจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตถ้าเราไม่แก้ไข

จุดเริ่มต้นของการรักษาคือ ต้องทำให้คนไข้ยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยรุนแรงด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง คนไข้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง และต้องยอมรับการผ่าตัดในหลายจุด คนไทยหลายกลุ่มยังคิดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาวัฎจักรเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ เช่น เศรษฐกิจไม่ดีเพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คนไม่ยอมใช้จ่ายเงินเพราะขาดความมั่นใจในรัฐบาล รัฐบาลเบิกจ่ายเงินช้า ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำชั่วคราว หรือค่าเงินบาทแข็งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกมีปัญหา คนกลุ่มนี้(ซึ่งส่วนหนึ่งเคยชินกับวัฒนธรรมรอรัฐอุปถัมภ์) มักเรียกร้องให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยยาชูกำลังแบบเดิมๆ ซึ่งจะทำให้อาการป่วยหลบใน รอเวลาสำหรับการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าในอนาคต
ในสภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ หรือเร่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อ เป็นได้เพียงแค่ยาชูกำลังที่ทำให้คนไข้สดชื่นชั่วคราว หรือเป็นเพียงยาหอม ยาดม ที่เยียวยาอาการภายนอกในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะภาครัฐมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของระบบเศรษฐกิจไทย และการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้แก้ต้นเหตุของปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่ถ้าเราใช้ยาพวกนี้มากเกินควรย่อมเกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง รวมทั้งต้องระวังไม่ให้รัฐบาลซื้อยาชูกำลัง ยาหอม ยาดมจนเงินหมดกระเป๋า ไม่เหลือเงินสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงที่ต้นเหตุของปัญหา ในเวลานี้ หมอและคนไข้ต้องร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูปการศึกษา และการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นทุกระดับ

การปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจสำคัญมากสำหรับอนาคตของประเทศไทย (สำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ หลายเท่านัก) ปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เราวุ่นวายกับเรื่องภายใน และมองแต่ปัญหาระยะสั้นมากกว่าการทำเรื่องระยะยาว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งรอบบ้านของเราตั้งแต่จีนถึงอินโดนีเซีย และพม่าถึงเวียดนาม ได้เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศ(และนักลงทุนไทย)มองข้ามประเทศไทย และสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการเริ่มตกรุ่น แข่งขันไม่ได้

นโยบายปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจหลายเรื่องไม่ต้องใช้เงินงบประมาณและไม่สร้างภาระการคลังให้แก่รัฐบาล การปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชน ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกเพื่อเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะในกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ต้องเร่งทำให้นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษตรงกับตามความต้องการของธุรกิจในอนาคตและเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ต้องยอมตัดใจเลิกอุดหนุนกิจกรรมที่ล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับการแข่งขันในอนาคต ภาครัฐต้องเร่งเปิดประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายเรื่องที่ภาคเอกชนเฝ้ารอมานาน ภาครัฐต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับจุดยืนของประเทศไทยในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ (โดยเฉพาะ Trans Pacific Partnership หรือ TPP และ EU-Thailand FTA) นอกจากนี้ ภาครัฐควรเปิดเสรีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจที่(ธุรกิจไทยขนาดใหญ่)ได้รับการคุ้มครองมากเกินควร เพื่อลดต้นทุนการทำธุรกิจในประเทศไทย และส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ โดยผู้ประกอบการที่มีความสามารถสูงกว่า

ความสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย และความหงุดหงิดว่านโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐไม่เกิดผลแบบทันอกทันใจจะบรรเทาลง ถ้าเรายอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องเลิกกินตามใจปาก ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง และยอมเจ็บตัวผ่าตัดเปลี่ยนชิ้นกระดูกหลายจุดที่มีปัญหา การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไม่มีทางลัด ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลากว่าจะเห็นผล ตอนนี้ได้แต่หวังว่าหมอต้องมั่นคงและคนไข้ต้องเข้าใจ ไม่ใจอ่อน กลับมารักษาโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ ด้วยยาหอม ยาดม ยาชูกำลัง แบบเดิมๆ

Monday, March 2, 2015

Scenario Investing /ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล





ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

ในการลงทุนนั้น  ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจ  การเมือง  และสังคมของประเทศหรือตลาดที่เราลงทุนอยู่หรือที่เราจะเข้าไปลงทุนตลอดเวลา  ถ้าเรามีข้อจำกัดว่าเราคงต้องลงทุนในประเทศไทยเป็นหลักเนื่องจากเหตุผลบางประการ เช่น เรายังมีความรู้ไม่พอในตลาดของประเทศอื่น  สิ่งที่เราจะต้องดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็คือ  ภาพของประเทศไทยในอนาคตทั้งระยะสั้นและระยะยาว  หลังจากนั้นก็จะต้องดูว่าดัชนีหุ้นอาจจะเป็นอย่างไรในอนาคต  อาจจะซัก 4-5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย  นอกจากนั้น  เราก็ต้องดูว่าหุ้นในพอร์ตที่เราถืออยู่นั้นจะขึ้นหรือลงในสถานการณ์อย่างนั้น  ในการวิเคราะห์นั้น  เพื่อที่จะให้เห็นภาพที่กว้างและไม่ให้เรา “ติดยึด” ว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงแท้แน่นอนซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากในการลงทุน  เราก็ควรที่จะ  “วาดภาพในอนาคต” เป็นหลาย ๆ  ภาพหรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าหลาย ๆ   Scenario แล้วก็ดูถึง  “โอกาสความเป็นไปได้” ของแต่ละภาพ  เสร็จแล้วเราก็จะต้องกำหนดกลยุทธการลงทุนของเรา

  สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองของเราในปัจจุบันนั้น  ต้องบอกว่าอยู่ในอาการที่ไม่ดี  หรือถ้าจะพูดว่าเลวร้ายพอสมควรก็ไม่น่าจะผิดนัก  การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราต่ำมากเกือบ 0% ในปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ไม่มีภาวะวิกฤติในระดับโลก  นี่เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก  ผมเองยังจำได้ว่าถ้าเป็นในสมัยก่อนที่ผมยังหนุ่มและเศรษฐกิจไทยกำลังโตวันโตคืนเฉลี่ยปีละถึง 7% นั้น  ปีที่ไทยโต 4% ถือว่าเป็นปีที่แทบจะเรียกได้ว่าเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  คนเดือดร้อนกันไปทั่ว  ข้ออ้างที่ว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดีทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ไปด้วยในช่วงนี้นั้นก็พอฟังได้บ้าง  แต่มันก็ไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่า  เศรษฐกิจไทยอาจจะกำลังเริ่มชะลอตัวอย่างถาวรด้วยเหตุผลทางด้านโครงสร้าง เช่น อายุของประชากรหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะว่าประเทศที่กำลัง “โตวันโตคืน” อย่างพม่าหรือ  เวียตนามนั้น  แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะแย่และคนเวียตนามจะบ่นว่า เศรษฐกิจในประเทศ “ตกต่ำ” นั้น  ปีที่แล้วเขาก็ยังโตกว่า 5%

  สถานการณ์ทางด้านสังคมและการเมืองของไทยเองนั้นก็อยู่ในภาวะที่ไม่ดี  ความแตกแยกกันทางความคิดมีอยู่สูงกว่าช่วงปกติ  ทางด้านการเมืองนั้นเองก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ  ถ้าจะเปรียบเทียบกับโลกแล้ว  เราน่าจะอยู่ในกลุ่มท้าย ๆ ของตารางทางด้านของพัฒนาการทางสังคมและการเมืองทั้ง ๆ ที่เราเคยได้รับการมองว่าเป็นประเทศและสังคมที่ค่อนข้างจะเปิดและปรับตัวเข้ากับโลกได้ดีประเทศหนึ่ง

  อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสถานะปัจจุบันก็คืออนาคต   ภาพหรือ Scenario ที่คนส่วนใหญ่มองก็คือ  ใช่!  เรากำลังแย่ทุกด้าน  แต่ทุกอย่างก็อาจจะกำลังดีขึ้น  เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น  สังคมและการเมืองก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น  และเนื่องจากมันแย่มาก  ดังนั้น  มันก็จะดีขึ้นมาก  เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นถึงประมาณ 4%  สังคมและการเมืองก็กำลังถูก “ปฏิรูป” ให้ดีขึ้น  ดังนั้น  ภาพอนาคตก็จะดีขึ้นไม่ใช่แย่ลง  แต่นั่นสำหรับผมก็เป็นเพียง Scenario หรือภาพหนึ่ง  เราจำเป็นต้องคิดถึงภาพอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้  อาจจะเป็นภาพที่  “ทรง ๆ”  คือเศรษฐกิจไม่ได้โตขึ้นขนาดนั้นเช่นเดียวกับสังคมและการเมือง  หรืออาจจะเป็นภาพที่  “แย่ลงไปอีก”  คือเศรษฐกิจก็ยังไม่โตและสังคมและการเมืองก็ไม่ดีขึ้นในอนาคตอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า  แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นอาจจะไม่มากนัก

  ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของดัชนีหุ้นในอนาคต  ซึ่งโดยทั่วไปนั้นก็ควรจะปรับตัวล้อไปกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม  การเมืองในอนาคต  และความถูกความแพงของหุ้นในปัจจุบัน  ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมากในอนาคตและหุ้นในปัจจุบันมีราคาถูกมาก  โอกาสก็เป็นไปได้มากว่าดัชนีหุ้นในอนาคตจะปรับตัวขึ้นไปได้ดีมาก  และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยหลังปี 2542-43  และอีกครั้งหนึ่งหลังวิกฤติของอเมริกาในปี 2009  แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมากในอนาคตแต่หุ้นในปัจจุบันแพง  ดัชนีก็อาจจะยังปรับตัวขึ้นได้แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอาจจะไม่มากนักอาจจะซักปีละ 10% ใน 2-3 ปีข้างหน้า  อย่างไรก็ตาม  ถ้าหากภาพใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองไม่ได้ดีขึ้นในอนาคตแต่หุ้นในปัจจุบันแพง  ดัชนีตลาดหุ้นก็อาจจะนิ่งหรือตกลงมารุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาพใหญ่แย่ลงไปอีก

  ในความรู้สึกของผมเองนั้น  ผมคิดว่าหุ้นไทยในปัจจุบันนั้นค่อนข้างแพง  ดังนั้น  แม้ว่าภาพใหญ่ของเศรษฐกิจในอนาคตจะดีขึ้น  โอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงมากอย่างในอดีตก็อาจจะยาก  ผมเองคิดว่าดัชนีหุ้นโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าน่าจะเป็นจุดสูงสุดที่เราจะคาดได้  และนี่ก็คือ Scenario ที่ดีที่สุดของผม

  ภาพที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้มากกว่าก็คือ  ภาพใหญ่ของไทยนั้น  อาจจะไม่ค่อยสดใสนัก  เศรษฐกิจก็โตขึ้นบ้างแต่ไม่สูงในอนาคตหลายปีข้างหน้า  แต่เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันค่อนข้างสูงโอกาสก็เป็นไปได้ว่าหุ้นในอีกหลายปีข้างหน้าก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวแม้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างช้า ๆ  สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  ค่า PE ของหุ้นจะลดลงจากระดับ 20 เท่าในปัจจุบันเหลือเพียง 10 เท่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้า  นั่นก็คือสิ่งที่เราจะเห็น  อย่างไรก็ตาม  จากวันนี้ถึงอีก 4 ปี ข้างหน้า  ดัชนีหุ้นอาจจะวิ่งขึ้นลงผันผวนทุกปีแต่สุดท้ายก็ไปไม่ไกลเนื่องจากพื้นฐานและราคาของหุ้นไม่เอื้ออำนวย  ตลาดแบบนี้เราเรียกว่า  Sideway Market  นักลงทุนระยะยาวทำกำไรได้ยาก

  ถ้าภาพใหญ่ของไทยเลวร้ายลงอีกในหลายปีข้างหน้า  และด้วยดัชนีหุ้นที่ค่อนข้างแพง  ก็เป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมี  คือหุ้นจะลดลงในระยะยาวอีก 3-4 ปีข้างหน้า  คนที่ลงทุน  ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือยาวก็จะ “เจ็บตัว” อย่างหนัก  ความสนใจในหุ้นของคนไทยก็จะหมดไป  ปริมาณการซื้อขายที่สูงลิ่วในปัจจุบันก็จะหายไปและถูกแทนที่ด้วยความซบเซาของการซื้อขายหุ้น  การลงทุนในหุ้นก็จะเป็นเรื่องของคนที่  กล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาที่ลงทุนเพื่อชีวิตที่มั่นคงอย่างที่อาจจะเป็นบ้างในช่วงนี้

  แน่นอนว่ามี Scenario อื่นอีกหลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ผมเองดูว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยจึงไม่ได้พูดถึง  นักลงทุนคงต้องวิเคราะห์เอง  ส่วนตัวผมนั้นมองว่าโอกาสที่เป็นไปได้สูงก็คือ  ดัชนีหุ้นไทยถ้ามองไปข้างหน้า 3-4 ปี อาจจะไปได้ไม่ไกล  ในระหว่างทางนั้น  ในภาพหนึ่งก็คือ ดัชนีไป Sideway ไม่ได้ขึ้นหรือลงหนักมาก  ในอีกภาพหนึ่งก็คือ  ดัชนีหุ้นตกหนักมากแม้ว่าอาจจะไม่ถึงกับวิกฤติเนื่องด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่คาดการณ์ไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ในที่สุดหุ้นก็ปรับตัวกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับดัชนีในวันนี้ใน 3-4 ปีข้างหน้า  และนี่ต้องบอกอีกครั้งหนึ่งว่ามันเป็นการ “คาดเดา”


  กลยุทธการลงทุนของผมนั้น  แน่นอน  ไม่ได้มองเฉพาะตลาดหุ้น  เพราะผมเองไม่มีความสามารถในการลงทุนได้ทั่วโลก  ดังนั้น  ผมต้องดูสถานการณ์การลงทุนอย่างอื่นเช่น ดอกเบี้ย  พันธบัตร หุ้นกู้ หรือการลงทุนทางเลือกอย่างอื่นในประเทศไทยด้วย  น่าเสียใจที่ว่าการลงทุนทางเลือกอย่างอื่นนั้น  มีสภาพที่แย่พอ ๆ กับการลงทุนในตลาดหุ้นหรือแย่กว่า  นี่ก็เป็นความลำบากและ “อึดอัด” ใจของผมในการลงทุนในช่วงนี้  ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่อันตรายและโอกาสได้ผลตอบแทนสูงทำได้ยาก  ในขณะเดียวกัน  การลงทุนในสิ่งอื่นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน  ดังนั้น  ผมจึงเลือกที่จะ “รอ” โดยเตรียมเงินสดเอาไว้บ้างเพื่อที่จะได้ “ฉกฉวยโอกาส”  ในกรณีที่เกิดเหตุหรือสถานการณ์ที่ทำให้หุ้นตกลงมาจนคุ้มที่จะลงทุน  แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดหรือไม่  และถ้าเวลาผ่านไปนาน ๆ  ต้นทุนในการถือเงินสดก็จะ “ท่วม” คิดแล้วก็รู้สึกอิจฉาเพื่อนนักลงทุนต่างชาติของผมบางคนที่เขาสามารถไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

Tuesday, February 3, 2015

“ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ...ทำทำไม ทำอย่างไร”

 

   คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ มักคิดว่ารัฐวิสาหกิจเป็นเพียงกลุ่มบริษัทไม่กี่แห่งที่ให้บริการสาธารณะ จะหวังให้รัฐวิสาหกิจมีคุณภาพดีหรือบริการดีก็คงยาก เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นเพียงแขนขาของระบบราชการ ถูกบริหารโดยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และต้องเกรงใจอิทธิพลทางการเมือง นอกจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงทีไรก็มักถูกแรงต้านจากสหภาพแรงงานอีกด้วย ดังนั้นจะหวังให้รัฐวิสาหกิจเปลี่ยนแปลงได้คงยาก เอาทรัพยากรและพลังไปทำเรื่องอื่นน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าสำหรับสังคมไทย
  เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความคิดความเห็นแบบนี้ รัฐวิสาหกิจจึงไหลลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราคิดว่ารัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาที่ปล่อยปละละเลยได้แล้ว เราจะพลาดโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น รัฐวิสาหกิจมีความสำคัญมาก(กว่าที่คนไทยส่วนใหญ่คิด)อย่างน้อยในหกมิติสำคัญ
มิติแรก รัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจครอบคลุมทรัพยากรจำนวนมากที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ของประเทศ ประเทศไทยจะยกระดับการพัฒนาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ทรัพยากรที่อยู่ในมือรัฐวิสาหกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่โทรคมนาคม ระบบการขนส่งทางราง ท่าเรือ สนามบิน สิทธิ์การบิน ที่ดินผืนงามๆ กลางเมือง ตลอดไปจนถึงบริการสาธารณะต่างๆ ที่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการใช้ชีวิตของคนไทย และต้นทุนการทำธุรกิจของธุรกิจไทย ถ้าหากรัฐวิสาหกิจไม่สามารถใช้ทรัพยากรในมือของตนได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพแล้ว จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและความอยู่ดีกินดีของคนไทย
  มิติที่สอง รัฐวิสาหกิจมีงบประมาณรวมกันจำนวนมาก คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่างบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจในแต่ละปีรวมกันถึงสี่ล้านสี่แสนล้านบาท หรือประมาณสองเท่าของงบประมาณของรัฐบาล ถ้าพิจารณาเฉพาะงบลงทุน จะพบว่ารัฐวิสาหกิจมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของทุกรัฐบาล จะต้องทำผ่านรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากรัฐวิสาหกิจยังไหลไปเรื่อยๆ โครงการลงทุนเหล่านี้มีโอกาสสูงมากที่จะล้มเหลวหรือได้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ เหมือนกับโครงการลงทุนส่วนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา

  มิติที่สาม รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ประกอบการสำคัญในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจการเงิน (ซึ่งสถาบันการเงินของรัฐมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าร้อยละ 30 ของระบบการเงินไทย) ธุรกิจพลังงาน (ที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่แทบทุกประเภท และมีอิทธิพลในการกำหนดราคา) และธุรกิจขนส่ง พฤติกรรมของรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจต่างๆ มีผลต่อโครงสร้างการทำธุรกิจและโครงสร้างการแข่งขัน สามารถสร้างความบิดเบือนให้กลไกตลาด สร้างภาระให้แก่ผู้บริโภค และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งเอกชน ในบางธุรกิจรัฐวิสาหกิจเป็นทั้งผู้มีอำนาจกำกับดูแลและเป็นผู้ประกอบการเองด้วย สามารถใช้อำนาจกีดกันคู่แข่งเอกชนได้ไม่ยาก ส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

  มิติที่สี่ แม้ว่าในวันนี้รัฐวิสาหกิจไทยสามารถนำส่งรายได้ให้แก่รัฐบาลรวมกันถึงปีละกว่าแสนล้านบาท แต่เรามีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ประสบกับปัญหาขาดทุนโดยต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะขาดทุนเพิ่มขึ้น จากการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมการทำธุรกิจ ปัญหาขาดทุนมักถูกซุกใต้พรม ซ่อนไว้รอเวลาที่จะระเบิดออกมาให้รัฐบาลต้องเอาภาษีประชาชนไปช่วยเหลือ เราคุ้นเคยกันดีกับข่าวรัฐบาลล้างหนี้ให้รัฐวิสาหกิจบางแห่งรอบแล้วรอบเล่า หรือต้องช่วยเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีอัตราหนี้เสียสูงกว่าสถาบันการเงินเอกชนนับสิบเท่า ส่วนรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการเอกชนในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วจะพบว่ามีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่ามาก ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่รัฐได้ใส่เข้าไป และกำไรส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด

  มิติที่ห้า รัฐวิสาหกิจเป็นช่องทางสำคัญของการคอรัปชั่นในสังคมไทย เพราะรัฐวิสาหกิจมีงบประมาณสูงและมีอำนาจกึ่งรัฐที่จะให้คุณให้โทษได้ในหลายภาคเศรษฐกิจ การคอรัปชั่นขนาดใหญ่ในปัจจุบันวิวัฒนาการไปมาก จากที่เคยเรียกเงินทอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นการคอรัปชั่นผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่มีราคากลาง สามารถปรับตัวเลขสมมุติฐานต่างๆ เพื่อให้แสดงผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุนได้โดยง่าย เกิดปรากฎการณ์กินหัวคิวกันตั้งแต่เริ่มชงโครงการไปจนถึงอนุมัติโครงการ โดยไม่ต้องรอให้ดำเนินโครงการจริง เมื่อผ่านไปหลายปีโครงการลงทุนเหล่านี้ล้มเหลวก็จับมือใครดมไม่ได้ โทษผู้บริหารระหว่างทางได้หลายรุ่น และมักอ้างว่าสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองจึงนิยมแย่งกันเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อยู่ในอาณัติ และเราถึงได้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวอยู่มาก

  มิติที่หก รัฐวิสาหกิจได้กลายเป็นช่องทางสำคัญของการทำนโยบายประชานิยม(แบบไร้ความรับผิดชอบ) เพราะกระบวนการงบประมาณและกระบวนการกำกับดูแลมีช่องโหว่อยู่มาก (มากกว่ากระบวนการงบประมาณและกฎระเบียบขอหน่วยงานราชการ) เราคุ้นเคยกันดีกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรแบบรับซื้อทุกเมล็ดในราคาสูงเพื่อแจกเงินซื้อเสียง โครงการพักหนี้ให้แก่ลูกหนี้สารพัดประเภททั้งหนี้เสียและหนี้ดี หรือโครงการบริการสาธารณะฟรีแบบไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โครงการประชานิยม (แบบไร้ความรับผิดชอบ)เหล่านี้อาศัยรัฐวิสาหกิจเป็นกลไกสำคัญทั้งสิ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักการเมืองชนะการเลือกตั้ง และสร้างภาระการคลังจำนวนมากให้แก่คนไทยในระยะยาว

  เหตุผลทั้งหกมิติข้างต้นชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แต่คำถามที่ยากกว่า คือจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างไรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ของโอกาสปฏิรูปประเทศไทยรอบนี้ ปัญหาของรัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน หลายปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผู้มีอำนาจรัฐที่ผ่านมามักจะซื้อเวลาและปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาของรัฐบาลต่อไป จนรัฐวิสาหกิจหลายแห่งอยู่ในฐานะยากที่จะเยียวยา และเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ใช้วิธีซื้อเวลา หวังว่าเมื่อนักการเมืองกลับมามีอำนาจใหม่ ชีวิตแบบรัฐวิสาหกิจไทยไหลไปเรื่อยๆ ก็จะกลับมาเหมือนเดิม

  ผมเชื่อว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าเรากล้าตัดสินใจเลือกทำเฉพาะเรื่องที่จะเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว อย่างน้อยในสี่เรื่องสำคัญ

  เรื่องแรก จะต้องเร่งจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ ในวันนี้ไม่มีหน่วยงานใดที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนประชาชนไทยอย่างแท้จริง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานประสานงาน และเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐวิสาหกิจและกระทรวงต่างๆ เท่านั้น อำนาจการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจยังกระจายอยู่ตามกระทรวงต้นสังกัด ทำให้นักการเมืองเจ้ากระทรวงแทรกแซงรัฐวิสาหกิจได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหาร การชงและอนุมัติโครงการลงทุน หรือการให้รัฐวิสาหกิจทำบทบาทที่เกินพันธะกิจหลักและความสามารถของตนเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง

  การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจในหลายประเทศที่เคยมีปัญหาคล้ายกับเราได้สำเร็จ หน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่ควรจัดตั้งขึ้นใหม่จะต้องสามารถเล่นบทบาทเจ้าของรัฐวิสาหกิจได้อย่างเต็มที่ (คล้ายกับผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชน) จะต้องกำกับดูแลให้แน่ใจว่ารัฐวิสาหกิจทุกแห่งประสบความสำเร็จตามพันธกิจของการจัดตั้งทั้งในฐานะของการเป็นวิสาหกิจที่ต้องหารายได้และการให้บริการสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ หน่วยงานใหม่นี้ต้องสามารถแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องรอใบสั่งจากนักการเมือง หน่วยงานนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีระบบการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตรงไปตรงมา มีระบบป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง มีพนักงานคุณภาพสูงที่รู้เรื่องการทำธุรกิจและการบริหารการลงทุนขนาดใหญ่ และมีความเป็นอิสระด้านงบประมาณ (คล้ายกับกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงาน กลต. ที่ไม่ต้องรอให้นักการเมืองจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้)

  อย่างไรก็ดีรัฐวิสาหกิจต้องเป็นกลไกของรัฐ ดังนั้นกำหนดนโยบายที่จะให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งดำเนินการยังเป็นอำนาจของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่ควรจัดตั้งขึ้นใหม่จะต้องพิจารณาผลของการดำเนินนโยบายที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลขอให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการเรื่องที่อยู่นอกเหนือพันธกิจหลัก รัฐบาลจะต้องรู้ภาระที่จะเกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ก่อนที่จะดำเนินการ และมีกลไกชดเชยผลกระทบทางการเงินให้แก่รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ใช้รัฐวิสาหกิจแบบขาดความรับผิดชอบและซ่อนปัญหาไว้ใต้พรมเหมือนกับที่ผ่านมา

  เรื่องที่สองจะต้องยกระดับระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้เท่าเทียมหรือเหนือกว่าบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศ ระบบบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องเริ่มจากการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนระหว่างรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกัน (ทั้งในระดับหน่วยงาน และระดับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ) เพื่อไม่ให้ชี้นิ้วกันไปมา หรือประนีประนอมกันจนไม่เกิดผลอย่างที่คาดหวัง โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย (policy maker) การกำกับดูแลตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ (regulator) บทบาทการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ (owner) และการดำเนินงานของตัวรัฐวิสาหกิจเอง (operator) และที่สำคัญจะต้องสร้างระบบตรวจสอบการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบแต่ละด้านได้อย่างตรงไปตรงมา

  ในปัจจุบันการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจถูกกำกับโดยกฎหมายและกฎเกณฑ์หลายฉบับ แต่รัฐวิสาหกิจยังมีปัญหาบรรษัทภิบาลอยู่มาก เราอาจจะต้องเร่งทบทวนกฎหมายต่างๆที่มีอยู่ และกำหนดกระบวนการทำงานเกี่ยวกับระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจใหม่ เพื่อแน่ใจว่าการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามพันธะกิจหลัก มีเป้าหมายที่ชัดเจน โปร่งใสและตรวจสอบได้ รัฐวิสาหกิจต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานอย่างเพียงพอในรูปแบบที่นักวิเคราะห์จะสามารถติดตามได้ คณะกรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจต้องปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการทำหน้าที่ทับซ้อน ต้องรับผิดรับชอบต่อการกระทำ และถูกประเมินอย่างเหมาะสมกับสภาวะทางธุรกิจและการแข่งขัน การให้ผลตอบแทนแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องสอดคล้องกับผลงาน และที่สำคัญการทำงานของรัฐวิสาหกิจตามนโยบายของรัฐบาลจะต้องมีกรอบที่ชัดเจนทั้งในเรื่องผลสำเร็จที่คาดหวังและต้นทุนการดำเนินงาน

  เรื่องที่สาม จะต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจกับผู้ประกอบการเอกชนในกิจการหารายได้ของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในรูปบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน การแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รัฐวิสาหกิจไม่ควรใช้ความได้เปรียบจากอำนาจรัฐสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากการแข่งขัน หรือบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งเอกชน ในปัจจุบันมีหลายเรื่องที่รัฐวิสาหกิจได้เปรียบคู่แข่ง อาทิเช่น รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่รัฐวิสาหกิจ(แทนที่จะให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย)ทำให้รัฐวิสาหกิจมีต้นทุนการทำธุรกิจลดลง กฎเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐยังคงให้สิทธิ์รัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าไม่ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดและทำธุรกิจแข่งกับเอกชน และรัฐวิสาหกิจบางแห่งยังเป็นผู้กำกับดูแลคู่แข่งเอกชนด้วย

  ในขณะเดียวกันมีหลายปัจจัยที่ทำให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันกับคู่แข่งเอกชนด้วยความเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกบังคับให้ทำหน้าที่เกินพันธกิจหลักของตนโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสมและทันการณ์ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและแรงงานรัฐวิสาหกิจขาดความยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขันและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข รัฐวิสาหกิจจะแข่งขันไม่ได้ กลายเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องดูแลในอนาคต และรัฐวิสาหกิจต้องพยายามหาอำนาจรัฐสร้างเกราะป้องกันการแข่งขันให้ตนเองจนเกิดความบิดเบือนในกลไกตลาด

  เรื่องสุดท้าย รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนสถานะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ควรเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป ให้อยู่ในรูปองค์กรอื่นที่เหมาะสมกว่า หรือลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาลลง สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันและปัญหาทางการเงิน รัฐบาลต้องกล้าที่จะผ่าตัดปฏิรูปอย่างเด็ดขาด ไม่เลี้ยงไข้ไว้สร้างปัญหาที่รุนแรงกว่าในระยะยาว รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาไม่ควรได้รับเงินช่วยเหลือ หรือถูกมอบหมายให้ดำเนินโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จนกว่าจะแน่ใจได้ว่าจะเกิดการปฏิรูปการดำเนินงานอย่างแท้จริง

  การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหานี้หนีไม่พ้นที่รัฐบาลและคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจต้องกล้าตัดสินใจเรื่องพนักงาน ทั้งในด้านจำนวนที่มักเกินพอดี และคุณภาพของพนักงานที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขัน ปัญหาของรัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาโครงสร้างที่หมักหมมมานานและมักไม่ใช่ความผิดของพนักงาน ดังนั้น รัฐบาลต้องดูแลพนักงานที่จะได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

  ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้านี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนี่งที่จะต้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะถ้าเรานิ่งเฉยไม่ทำอะไรกันอย่างจริงจังแล้ว รัฐวิสาหกิจมีแนวโน้มที่จะเป็นระเบิดเวลา และเป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย การอยู่ดีกินดีของประชาชน และที่สำคัญการพัฒนาระบบประชาธิปไตย ให้ก้าวข้ามการคอรัปชั่นและกับดักนโยบายประชานิยม (แบบไร้ความรับผิดชอบ) ไปได้อย่างยั่งยืน

โดย ดร.วิรไท สันติประภพ

Friday, December 12, 2014

"Qianhai เขตเศรษฐกิจพิเศษยกกำลังสอง"

 
   เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปร่วมประชุม Qianhai Conference ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อปักธงให้โลกรู้จักเมือง Qianhai (หรือเฉียนไห่) หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ประกาศสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ Qianhai อย่างเป็นทางการครบรอบสองปีพอดี

  คนส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย) คงไม่เคยได้ยินชื่อ Qianhai มาก่อน เมื่อผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานนี้ ต้องรีบปรึกษาอากู๋ Google ว่าเมืองนี้อยู่ตรงไหนในจีน มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมถึงคิดจะจัดการประชุมนานาชาติใหญ่โตเรื่องการเงินกับการพัฒนา เชิญคนใหญ่คนโตทั้งอดีตรัฐมนตรี ข้าราชการผู้ใหญ่ นักวิชาการ จากทั้งยุโรป เอเชีย และจีนเอง มาร่วมมากมาย เมื่อได้คำตอบจากอากู๋แล้ว ไม่รีรอที่จะตอบรับคำเชิญ

  Qianhai จัดได้ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษยกกำลังสอง เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ที่ตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Shenzen ที่เรารู้จักกันดี ประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยว ผิง จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ Shenzen ในปี 1980 โดยมีวัตถุประสงค์ที่ให้เป็นพื้นที่ทดลองแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และกลไกตลาด ก่อนที่จะนำไปใช้ทั่วประเทศจีน สามสิบปีเศษผ่านไป Shenzen เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จากหมู่บ้านชาวประมงชายแดน กลายเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่สามสิบอันดับแรกของโลก เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญ ท่าเรือ Shenzen ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Shenzen ตลาดหลักทรัพย์ Shenzen เป็นตลาดหลักทรัพย์อันดับสองของจีน คนไทยแต่เดิมชอบไปซื้อของราคาถูกที่ Shenzen ทั้งของจีนทำเองและจีนทำเลียนแบบ ผมไป Shenzen รอบนี้ตกใจกับราคาของและราคาอาหารตามร้านทั่วไป เกือบทุกอย่างแพงกว่าเมืองไทย สะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตของคน Shenzen ที่สูงขึ้นทั้งคุณภาพและราคา

  Qianhai เป็นบริเวณพื้นที่ริมทะเลขนาดสิบห้าตารางกิโลเมตรของ Shenzen ส่วนที่อยู่ใกล้กับฮ่องกง รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ Qianhai เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับธุรกิจบริการทันสมัย (modern service industry) ที่เน้นความเป็นนานาชาติ ระบบตลาดเสรี และให้มีกฎเกณฑ์กติกาที่โปร่งใสเป็นสากลเพิ่มขึ้นยิ่งไปกว่าที่ Shenzen ได้รับอนุญาตไว้แต่เดิม ธุรกิจบริการที่ Qianhai ให้ความสำคัญประกอบด้วยสี่ด้านหลัก คือ บริการการเงิน โลจิสติกส์สมัยใหม่ การบริหารจัดการข้อมูลและระบบสารสนเทศ และบริการที่ต้องอาศัยผู้เชียวชาญมืออาชีพ (professionals) โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนในช่วงหลังต่างไปจากสมัยที่รัฐบาลจีนตั้ง Shenzen เพราะตอนนี้เป็นแนวคิดจากล่างขึ้นบน รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้ริเริ่มทำข้อเสนอให้รัฐบาลกลางพิจารณาสนับสนุนให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในเขตของตนเอง รวมทั้งขอให้รัฐบาลกลางให้สิทธิ์พิเศษต่างๆ ตามเป้าหมายของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ซึ่งอาจจะมีเป้าหมายที่ซ้อนทับกันบ้างระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ๆ

  การจัดตั้งเมือง Qianhai ก็เป็นแนวคิดจากล่างขึ้นบน รัฐบาลท้องถิ่น Shenzen ต้องการทำเรื่องใหม่ๆ หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการพาณิชย์และอุตสาหกรรมแล้ว จึงเสนอให้รัฐบาลกลางพิจารณาสนับสนุนให้ Qianhai เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับบริการทันสมัย รัฐบาลท้องถิ่น Shenzen ต้องลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใน Qianhai เอง ข้อดีของจีนคือว่าเมื่อรัฐบาลกลางตัดสินใจให้การสนับสนุนด้านนโยบายแล้ว จะกดปุ่มให้หน่วยงานระดับประเทศร่วมกันสนับสนุน Qianhai อย่างเต็มที่ แก้ไขกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ เพื่อให้ Qianhai สามารถทดลองทำธุรกรรมทันสมัยได้ โดยหวังว่าจะเป็นบทเรียนสำคัญก่อนที่จะขยายผลไปพื้นที่อื่นต่อไป

  โจทย์สำคัญในวันนี้ของ Qianhai คือจะกำหนดกลยุทธ์ของตัวเองอย่างไรในฐานะน้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาแทรกกลางระหว่าง Shenzen กับฮ่องกง ซึ่งก้าวหน้ากว่า Qianhai หลายช่วงตัว ในด้านหนึ่ง Qianhai จะต้องแข่งขันกับทั้ง Shenzen และฮ่องกง ในอีกด้านหนึ่ง Qianhai จะต้องร่วมมือกับท้ัง Shenzen และฮ่องกง โดยอาศัยความได้เปรียบที่รัฐบาลกลางมอบให้ โดยเฉพาะความได้เปรียบเรื่องกฎเกณฑ์ กติกา และความได้เปรียบจากการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อบริการทันสมัยไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศจีน ความได้เปรียบเหล่านี้เป็นความได้เปรียบเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะรัฐบาลจีนกำลังดำเนินการเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเปิดเสรีอย่างจริงจัง ธุรกิจจะตั้งอยู่ที่ไหนในประเทศจีนก็จะได้ประโยชน์เหมือนกัน

  หัวใจของ Qianhai ดูจะเป็นบริการด้านการเงิน ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีบริษัทเข้าไปจดทะเบียนใน Qianhai รวมกันประมาณ 16,000 บริษัท และกว่าร้อยละ 60 เป็นธุรกิจการเงิน บริเวณถนนที่กำลังก่อร่างเป็นศูนย์กลางการเงินของ Qianhai เริ่มเห็นธนาคารชื่อดังๆ ของจีนเปิดสาขาแข่งกันให้บริการอยู่มากมาย บริการการเงินในเขต Qianhai ได้รับสิทธิ์พิเศษหลายอย่างเหนือกว่าที่ทำได้ในบริเวณอื่นของประเทศจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนกำลังทดลองเกี่ยวกับการเปิดเสรีบัญชีเคลื่อนย้ายเงินทุน และการทำให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลสากล สาขาของสถาบันการเงินที่ตั้งใน Qianhai จึงได้รับสิทธิ์พิเศษเกี่ยวกับสองเรื่องนี้เป็นหลัก อาทิเช่น ธนาคารใน Qianhai สามารถนำเงินหยวนจากนอกประเทศจีน (รวมทั้งจากฮ่องกง) มาปล่อยกู้ต่อให้แก่บริษัทจีนที่จดทะเบียนใน Qianhai ได้ สามารถจัดตั้งกองทุนประเภทต่างๆ ที่นำเงินหยวนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนใน Qianhai สามารถให้บริการบริหารเงินสดข้ามประเทศ บริการระบบชำระเงินและบริการหลังบ้านสำหรับธุรกรรมเงินหยวนข้ามประเทศ บริการ wealth management ข้ามประเทศ นอกจากนี้ บริษัทที่จดทะเบียนใน Qianhai ได้รับอนุญาตให้ออก dimsum bond (พันธบัตรสกุลเงินหยวน) ในต่างประเทศได้ด้วย

  ในด้านบริการการเงินนั้น Qianhai ยังต้องแข่งขันกับเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน และมีระบบสถาบันการเงินก้าวหน้ากว่า Qianhai อยู่หลายสิบปี แต่แนวโน้มของการเปิดเสรีเคลื่อนย้ายเงินทุน และการส่งเสริมให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลสากลนั้น จะทำให้ตลาดทางการเงินในประเทศจีนใหญ่โตขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งรัฐบาลจีนและสถาบันการเงินจีนจึงเชื่อว่าโอกาสที่จะทำธุรกิจการเงินใหม่ๆ ยังมีไม่จำกัด ไม่ต้องกลัวว่า Qianhai จะสู้เซี่ยงไฮ้หรือฮ่องกงไม่ได้ หรือจะไม่มีธุรกิจการเงินให้ทำ

  Qianhai เป็นเหมือนกับอีกหลายเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน ที่รัฐบาลต้องการใช้เป็นแล็บทดลองเรื่องใหม่ๆ ก่อนที่จะขยายผลเป็นนโยบายในระดับประเทศต่อไป ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจากหลายสถาบันการเงินหลายแห่งเล่าให้ฟังในที่ประชุมว่าธุรกรรมการเงินใน Qianhai กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว นักวิชาการหลายคนกังขาว่าเป็นธุรกรรมที่ถูกสั่งมาให้ลงบัญชีที่ Qianhai หรือเป็นธุรกรรมที่เกิดจากกลไกตลาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ หลายคนสงสัยว่าบทเรียนจากที่ Qianhai จะนำไปใช้ทั่วประเทศจีนได้มากน้อยเพียงใด เพราะ Qianhai เป็นเพียงเมืองทดลองขนาดเล็กๆ ที่สามารถควบคุมกำกับดูแลได้ใกล้ชิด จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเมื่อนำนโยบายเหล่านี้ไปขยายผลทั่วประเทศจีน ที่สำคัญเมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจผ่อนคลาดกฎเกณฑ์การเคลื่อนย้ายทุนข้ามประเทศเป็นการทั่วไป และยอมให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลสากลมากขึ้นแล้ว Qianhai จะอยู่ได้จริงหรือ เพราะเป็นศูนย์การเงินที่ตั้งขึ้นใหม่ เทียบชั้นกับฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ไม่ได้

  ในการประชุมครั้งนี้ เรื่องใหญ่ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีน ที่ต้องการสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เชื่อมเมืองสำคัญทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ลงมาผ่านเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง Qianhai ผ่านทะเลจีนใต้ อ่าวไทย ช่องแคมมะละกา มหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ต่อไปจนถึงแอฟริกา และยุโรป การสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่ไปไกลกว่าเรื่องการค้าการลงทุนมาก เป็นแนวทางที่จะขยายอิทธิพล บารมีความยิ่งใหญ่ของจีนให้ไพศาลมากขื้น ทั้งด้านการเมือง กรอบความคิด และวัฒนธรรม หนีไม่พ้นที่รัฐบาลจีนจะเป็นพี่ใหญ่ผลักดันแนวคิดนี้ และสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ วันนี้เราจึงเห็นรัฐบาลจีนลุกขึ้นมาตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) รวมทั้ง Maritime Silk Road Management Fund รวมๆ กันคิดเป็นเงินทุนประเดิมกว่าสองแสนล้านดอลลาร์

  แนวคิดนี้เส้นทางสายใหม่ทางทะเลอาจจะยังไม่มีโครงการลงทุนชัดเจนเป็นรูปธรรม และจะต้องเผชิญกับปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่เพื่อนบ้านจีนหลายประเทศยังไม่ไว้ใจ (ในการประชุมครั้งนี้ ไม่มีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อขัดแย้งทางทะเลกับจีนเข้าร่วมเลย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์) แต่เชื่อได้ว่ารัฐบาลจีนคงจะทำจริง และจะทำเร็ว รัฐบาลท้องถิ่น Shenzen หวังว่า Qianhai จะเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการเงินที่เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล และศูนย์กลางโลจิสติกส์ทันสมัย และจะเป็นตัวละครที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายไหมทางทะเล นอกจาก Qianhai มีชัยภูมิที่ตั้งที่เหมาะสมแล้ว ชื่อเมือง Qianhai ยังได้เปรียบกว่าเมืองอื่นอีกมาก เพราะ Qianhai แปลว่าเปิดสู่ทะเล

  Qianhai จะไปได้ไกลแค่ไหนคงต้องรอดูต่อไป ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำโครงการยากๆ ให้เกิดขึ้นได้สำเร็จ และยังมีเงินที่จะทุ่มทุนสร้างอีกมาก แต่ระบบตลาดในประเทศจีนวันนี้พัฒนาไปไกลมาก และรัฐบาลจีนมีแนวโน้มจะเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกเรื่อง ช่วงเวลาที่ Qianhai ได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์เหนือเมืองอื่นอาจจะสั้นกว่าที่หลายคนคิด ดังนั้น Qianhai (และเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกหลายแห่งของจีน) จึงนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องลุกขึ้นวิ่งอย่างรวดเร็ว

  วันนี้ในเมืองจีนตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว เมืองไทยเรามีนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษกันมาหลายรัฐบาล แต่ยังไม่เห็นเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม หลายเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยยังเป็นแนวคิดที่กำหนดจากบนลงล่าง (มากกว่าที่จะเป็นการผลักดันจากคนในท้องถิ่นแบบล่างขึ้นบน) การประสานงานกันของหน่วยงานราชการยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่สามารถแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีเพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษจัดตั้งได้จริง และเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ เขตเศรษฐกิจต่างๆ ไม่มีพลวัตภายใน และไม่มีแรงจูงใจระดับท้องถิ่นที่จะเร่งกันทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษประสบความสำเร็จ และที่สำคัญการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยดูจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (เช่น แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วยการให้สิทธิพิเศษในการจ้างแรงงานต่างด้าว) มากกว่าที่จะปักธงทำเรื่องสมัยใหม่ที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 cr. ดร. วิรไท  สันติประภพ   http://portal.settrade.com/blog/veerathai/2014/12/11/1502