Showing posts with label เศรษฐกิจไทย. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจไทย. Show all posts
Friday, July 31, 2015
ข่าวดีเศรษฐกิจไทย / วีระพงษ์ ธัม
ประเทศไทยในเวลานี้เหมือนกับขาด “ข่าวดี” มาอย่างยาวนาน แทบจะพลิกหาข่าวดีไม่เจอในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวิกฤตย่อมเกิดโอกาส ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีแฝงเสมอ ผมจะลองมองต่างมุมกับข่าวเศรษฐกิจไทย
การส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมากในปีนี้ แท้จริงแล้วถ้าดูในรายละเอียด ส่วนที่ส่งออกลดลงอย่างมาก ก็เนื่องจาก “ราคา” สินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ลดลงอย่างรุนแรง เช่น สินค้าเกษตร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แต่สำหรับสินค้าบางอย่างเช่น รถยนต์ ก็แสดงให้เห็นตัวเลขที่เติบโต โดยเฉพาะหมวดรถกระบะซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของภาคยานยนต์ของไทย นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ ประเทศก็เริ่มแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน เช่นการประมง การเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่ำ นำมาซึ่งผลดีในระยะยาว ส่วนสินค้าหมวดอิเล็กโทรนิคโดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์หลังจากโดนผลกระทบมาโดยตลอดก็เริ่มตั้งตัวและหาพื้นที่เติบโตได้ ธุรกิจอาหารก็เริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการส่งออกแม้ฝืดไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่กำลังผ่านช่วงปรับตัว
ในแง่การส่งออก “บริการ” เราทำได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าตลาดรัสเซียจะหดตัวอย่างรุนแรงแต่ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่นโรงแรม สปา บริการทางการแพทย์ ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นพระเอกของประเทศในอนาคต ยังไม่นับธุรกิจ “โรงเรียน” ซึ่งผมเห็นแนวโน้มเติบโตโดยตลอด โดยเฉพาะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหรือภาคอินเตอร์ เรียกได้ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยในหมวดบริการค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแล้ว
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีข่าวร้ายมาโดยตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ตลาดต่างจังหวัดชะลอตัว และตลาดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหดตัวอย่างรวดเร็ว ก็มีข่าวดีซ่อนอยู่ คือ การที่เราเริ่มเห็นนักลงทุนหรือผู้ซื้อจาก “ต่างประเทศ” เข้ามาซื้อคอนโดฯในประเทศไทยจำนวนมาก คอนโดฯบางแห่ง ถึงขั้น “ล็อคห้อง” ให้กับผู้ซื้อต่างชาติกันทีเดียว การที่เราสามารถส่งออก “ที่อยู่อาศัย” แสดงให้เห็นว่าเมืองหลัก ๆ ในไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยระดับภูมิภาค กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะภาครัฐและเอกชนช่วยกันมาโดยตลอด จุดสำคัญคือการดึงดูด “คน” ได้ คือพื้นฐานของการสร้าง “เมือง”
สำหรับการบริโภคในประเทศที่หดตัว สาเหตุหลัก ๆ คือการ “บริโภคเกินตัว” ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กระแส “ผ่อน Iphone เครื่องแรก” “ผ่อนรถคันแรก” “ผ่อนบ้านหลังแรก” “ผ่อนทีวีจอแบนดูบอลโลก” “ผ่อนบัตรกดเงินต่าง ๆ” ทำให้หนี้ภาคครัวเรือนเราถีบตัวสูงขึ้นเร็วมาก แต่นี่คือช่วงเวลา “เรียนรู้” ของคนไทยในการก้าวจากยุค “นักออม” สู่ยุค “บริโภคนิยม” ตามกระแสโลก บทเรียนเรื่องการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนไทยรุ่นลูกของ Baby Boomer แต่ในทางกลับกันผู้ที่เคยเรียนรู้บทเรียนนี้มาแล้ว อย่างภาครัฐ หรือภาคเอกชน ก็มีฐานะคงคลังและงบดุลที่แข็งแรงมาก เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว
การลงทุนของไทยก็ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าดูดี ๆ แล้ว การลงทุนของ “ผู้เล่นรายใหญ่” ก็ไม่ได้ลดถอยลง การลงทุนใหญ่ ๆ ยังมีให้เห็นอยู่ พร้อม ๆ กับการลงทุน Mega Project ของภาครัฐ ซึ่งแม้จะช้าไปบ้าง แต่เราอย่าลืมว่าเราแทบไม่ได้จริงจังในการลงทุนเรื่องเหล่านี้มาเป็นสิบปี สนามบินอย่างสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาสร้างหลายสิบปี ดังนั้นการคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นหลักเดือนก็คงเป็นสิ่งที่คาดหวังเกินความสามารถของประเทศ แต่ถ้าใน 2-3 ปีนี้เราเริ่มเห็นการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และนี่จะเป็น “อนาคตใหม่” ของประเทศไทย
สำหรับข่าวร้ายของเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีเข้ามาทุก ๆ วัน หากวิเคราะห์ดูแล้วนี่คือสิ่งที่โลกกำลังปรับตัว ประเทศในเอเชียซึ่ง “ทำงานหนักมาก” สมควรที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล รัฐที่อ่อนแอกว่าก็ควรจะปรับตัวถอยลง นี่คือธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันเกือบสมบูรณ์ เมื่อมีรัฐหนึ่งล่มสลาย ก็ต้องมีรัฐหนึ่งที่รุ่งเรือง รัฐที่รุ่งเรืองเร็วเกินไปก็ควรจะชะลอตัวลงบ้าง และประเทศที่เติบโตเร็วในอนาคตจะประกอบด้วยประเทศในเอเชียอยู่หลาย ๆ ประเทศ รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV
สุดท้ายในแง่นักลงทุน นี่คือเวลาที่วิเศษ ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อสินค้าก็ได้ราคา “ถูกมาก” เรียกได้ว่ามี Sales 50% แทบทุกอาทิตย์ หุ้นไทยก็ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะไม่ถูก แต่ถ้าเลือก “หุ้น” ให้ดี ก็เริ่มมีหุ้น Super Stock PE แค่ 20 เท่าต้น ๆ ให้เห็นแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เห็นมายาวนานหลาย ๆ ปี เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเวลาที่เราควรจะเริ่มเชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาวของประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ในที่สุด
Sunday, July 12, 2015
ยกเครื่องเรื่องการลงทุน/ดร.วิรไท
เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ดูจะทำงานตะกุกตะกักอยู่หลายตัว คนพูดกันมากเรื่องการบริโภคชะลอตัวเพราะหนี้ครัวเรือนสูง ในขณะที่รายได้ของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น การส่งออกหดตัวต่อเนื่องมาหลายเดือนเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และสินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เห็นข่าวเกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐเริ่มใจชื้นขึ้นบ้าง เครื่องยนต์เริ่มติดแม้ว่าจะยังเดินหน้าไม่เต็มที่ มีอีกหนึ่งเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน คือการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
การลงทุนของภาคเอกชนสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว การลงทุนจะช่วยสร้างการจ้างงานเพิ่ม ซึ่งจะช่วยให้การบริโภคของประชาชนขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญ โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมทันสมัยที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นได้ทั้งระบบ
ทำไมผมถึงคิดว่าสถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนน่าเป็นห่วง ข้อมูลการลงทุนจากฐานข้อมูลต่างๆ ส่งสัญญาณเตือนภัยในหลายมิติ
มิติแรก ตัวเลขการลงทุนโดยรวมของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ การลงทุนซ่อมแซมโรงงานและเครื่องจักรที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วยให้ตัวเลขการลงทุนสูงขึ้น 2-3ไตรมาส แต่หลังจากผ่านช่วงซ่อมแซมแล้ว การลงทุนของภาคเอกชนก็ลดลงมาเรื่อยๆ
มิติที่สอง การลงทุนของภาคเอกชนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรม ได้แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับอานิสงค์จากการประมูล 3G อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และการขนส่งซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าเครื่องบินใหม่ของการบินไทยและสายการบินต้นทุนต่ำ การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มักเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนอุปกรณ์เก่า มากกว่าที่จะสร้างฐานการผลิตใหม่ให้แก่ประเทศ ถ้าหักข้อมูลของสามอุตสาหกรรมนี้ออกแล้ว จะพบว่าการลงทุนของอุตสาหกรรมอื่นน่าเป็นห่วงมาก ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรซึ่งสามารถสะท้อนการลงทุนในภาพใหญ่ได้ดีหดตัวต่อเนื่องมาเกือบ 3 ปีแล้ว
มิติที่สาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไปสู่ภาคบริการมากกว่าอุตสาหกรรมการผลิต และการลงทุนขนาดใหญ่หลายกรณีเป็นการซื้อหุ้นของกิจการที่มีอยู่แต่เดิม (เช่น ซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย) มากกว่าที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ๆ
มิติที่สี่ ถ้าดูเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงห้าปีหลังต่างจากช่วงห้าถึงสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพระเอก (champion industries) เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิคส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงห้าปีหลังกระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมพระรอง (support industries) เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และกระดาษ อุตสาหกรรมพระรองผลิตวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมอื่นๆ อีกที ทำให้เรามองไม่ออกว่าอุตสาหกรรมใดจะขับเคลื่อนภาคการผลิตไทยในอนาคต และอุตสาหกรรมพระรองไม่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างก้าวกระโดดเหมือนกับอุตสาหกรรมพระเอก
มิติที่ห้า ถ้าศึกษาข้อมูลโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และใบอนุญาตขอเปิดโรงงานใหม่จะได้ภาพที่คล้ายกันว่าขนาดของโครงการลงทุนหรือโรงงานที่เปิดใหม่มีขนาดเล็กลง สะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นการขยายกำลังการผลิตต่อยอดโรงงานเดิมที่มีอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นการตั้งฐานการผลิตใหม่
มิติที่หก ไม่ใช่แต่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้นที่สนใจลงทุนในประเทศไทยน้อยลง นักธุรกิจไทยมีแนวโน้มไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยหลายแห่งเห็นโอกาสที่จะไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกและขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ ธุรกิจไทยขนาดกลางออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานสูงซึ่งถูกกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลายธุรกิจย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพราะนอกจากค่าแรงถูกกว่าแล้ว ตลาดของประเทศเพื่อนบ้านกำลังขยายตัว และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากประเทศใหญ่ๆ หลายประเทศด้วย
การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนน่ากังวลมาก เพราะในขณะที่การลงทุนในประเทศไทยหดตัว การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งสามประเทศมีขนาดของประชากรที่ใหญ่กว่าเรามาก และเป็นประชากรวัยหนุ่มสาวที่เป็นทั้งแรงงานและกำลังซื้อ การขยายตัวของการลงทุนในประเทศเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองตลาดในประเทศเท่านั้น แต่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับการส่งออกด้วย จึงไม่น่าประหลาดใจที่สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ (โดยเฉพาะสินค้าที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว) ต้องสูญเสียสัดส่วนการตลาดให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ เราเคยเชื่อว่าตลาดญี่ปุ่นเป็นของตายเพราะบริษัทญี่ปุ่นมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับพบว่าสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการมีสัดส่วนตลาดในญี่ปุ่นลดลง คงเป็นเพราะบริษัทญี่ปุ่นไปลงทุนโครงการใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นักอุตสาหกรรมบางท่านเกรงว่านโยบาย Thailand Plus One ของบริษัทญี่ปุ่น จะเป็นนโยบาย Exit Thailand เราต้องไม่ลืมว่าคนญี่ปุ่นสุภาพไม่พูดตรงๆ
ถ้ารัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลต่อเนื่องทั้งวันนี้และวันหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “ยกเครื่องเรื่องการลงทุน” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมทันสมัยต้องเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ทำอย่างบูรณาการ และมีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบพร้อมทั้งมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน ควรยกเครื่องเรื่องการลงทุนอย่างน้อยในสี่เรื่องต่อไปนี้
เรื่องแรก จะต้องทำงาน"เชิงรุก"เพื่อดึงบริษัทชั้นนำของโลกให้ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตทันสมัย การตัดสินใจลงทุนของบริษัทชั้นนำจะดึงผู้ผลิตอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิตตามมาอีกมากและสร้างความมั่นใจในประเทศไทย การทำงานเชิงรุกต้องทำในหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ต้องมี market intelligence ที่รอบด้านเพื่อติดตามแผนการลงทุนของบริษัทชั้นนำอย่างใกล้ชิด และอาจจะต้องพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรให้มาตรการจูงใจแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับบริษัทชั้นนำ (customized package) ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทเหล่านี้เหมือนกับที่ประเทศคู่แข่งของเราทำ มาตรการที่ตรงใจอาจไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบที่เราให้มาโดยต่อเนื่อง
เรื่องที่สอง ต้องเร่งสร้างความชัดเจนทางนโยบายในหลายด้าน โดยเฉพาะกรอบส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ BOI ที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ต้นปี หลายเรื่องยังขาดความชัดเจน เช่น การส่งเสริมการลงทุนแบบคลัสเตอร์ หรือกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติตามเกณฑ์ merit ของ BOI นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งประกาศรายละเอียดของเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมทันสมัยและอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม เพิ่มเติมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ควรสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพราะบริษัทชั้นนำไม่ต้องการเลี่ยงกฎหมายด้วยการใช้ nominee และต้องการทราบถึงแนวทางการเปิดเสรีภาคบริการที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย
เรื่องที่สาม ต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยมีประสิทธิภาพ กล้าตัดสินใจ และทำได้จริง ความมั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐไทยเสื่อมลงมากตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้รัฐไทยเป็นอัมพาต และข่าวร้ายเกี่ยวกับความล้มเหลวของหน่วยงานราชการตั้งแต่เรื่อง ICAO และ IUU จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการไทยมีประสิทธิภาพ และไม่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม (โดยเฉพาะอาชีวะศึกษา และการผลิตแรงงานมีทักษะ) ต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูประบบราชการ ต้องแก้ปัญหาหน่วยงานราชการที่เป็นปัญหาแก่ภาคธุรกิจ (เช่น ทบทวนระบบรางวัลนำจับของศุลกากร ปรับกระบวนการต่ออายุ visa สำหรับนักธุรกิจต่างชาติ) รัฐบาลต้องเดินหน้าจัดการการทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจเอกชนโดยต่อเนื่อง และที่สำคัญจะต้องเร่งเปิดประมูลโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่ประกาศไปนานแล้วให้เดินเครื่องได้จริงโดยเร็ว
เรื่องที่สี่ ควรกำหนดจุดยืนของประเทศไทยเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะข้อตกลง Trans Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีแนวโน้มจะเจรจาได้สำเร็จหลังจากที่รัฐสภาอเมริกาให้อำนาจประธานาธิบดีโอบามาเดินหน้าแบบ fast track ข้อตกลง TPP จะเป็นมาตรฐานการค้าใหม่ของโลก เพื่อนบ้านสำคัญของเราสามประเทศคือ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมอยู่ในข้อตกลง TPP กลุ่มแรกแล้ว ส่งผลให้ธุรกิจที่ไปลงทุนในประเทศเหล่านี้จะได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศดีกว่าการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
ถ้าเราไม่เร่งยกเครื่องเรื่องการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกกี่รอบ เศรษฐกิจไทยก็จะอ่อนไหว เปราะบาง และตะกุกตะกักไปอีกนาน
Sunday, June 7, 2015
กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย? / ดร.วิรไท สันติประภพ
ช่วงนี้ผมมักถูกถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย หลายคนกังวลกับข่าวและตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัว บางคนสับสนกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้น(หรือไม่เกิดขึ้น) และบางคงหงุดหงิดกับนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไม่เกิดผลแบบทันอกทันใจ
หลายคนสงสัยและหงุดหงิดเพราะมองไม่ออกว่าปัญหาของเศรษฐกิจไทยเวลานี้เป็นปัญหาวัฏจักรทางเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ (cyclical) หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (structural) ที่ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด คนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาวัฎจักรทางเศรษฐกิจ มักหวังให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากเข้าไว้เพื่อจุดเครื่องยนต์ภาคเอกชนให้กลับมาเดินเครื่องใหม่ แต่สำหรับคนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะเกิดผลเพียงเล็กน้อยในช่วงสั้นๆ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้จริง ที่สำคัญผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ จะทำให้เราชะล่าใจ ผลักปัญหาไปข้างหน้า ไม่จัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซ่อนไว้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นในอนาคต
ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายจุด ถ้าจะเปรียบกับร่างกายคน เศรษฐกิจไทยเวลานี้เหมือนกับคนอ้วนที่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวกินตามใจปากมานาน มีอาการทั้งโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเข่าเริ่มเสื่อม กระดูกหลายชิ้นเริ่มทรุด ทางเดียวที่จะทำให้กลับมาแข็งแรงได้อย่างแท้จริง คือต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดการกินตามใจปาก หันมาออกกำลังกายรีดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งยอมเจ็บผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข้าและชิ้นกระดูกที่เป็นปัญหา
ใครก็ตามที่โดนหมอวินิจฉัยโรคแบบนี้ย่อมทำใจยาก การเลิกกินตามใจปากและหันมาออกกำลังกายทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง ทั้งหน้ามืด อ่อนแรง หงุดหงิด จนหลายคนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนไข้ที่ใจอ่อนมักหันกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม และหวังว่าจะเจอหมอคนใหม่ที่ชอบเอาใจ วินิจฉัยโรคว่าไม่ได้เป็นอะไรรุนแรง ทุกคนรู้ดีว่าคนไข้ที่หลอกตัวเอง มีแต่จะสะสมโรคร้ายมากขึ้น เสี่ยงที่จะหัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตกได้แบบฉับพลัน ถ้าเราปล่อยให้สุขภาพเสื่อมลงถึงจุดนั้นแล้ว การรักษาให้กลับมาปกติใหม่จะยากขึ้น และต้นทุนค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นมาก (จนอาจจะทำให้คนไข้และญาติพี่น้องหมดเนื้อหมดตัว)
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเหมือนกับคนอ้วนที่เคยกินตามใจปากจนเกินพอดี เป็นเพราะนโยบายภาครัฐในอดีตหลายเรื่องที่สร้างรายได้เทียมให้แก่ประชาชน ส่งเสริมให้คนนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และสร้างวัฒนธรรมรอรัฐอุปถัมภ์ หมอที่ชอบเอาใจคนไข้มักเร่งให้คนไข้ดูดี ด้วยการเร่งการบริโภคและการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วในช่วงสั้นๆไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก (ที่หลายคนกู้เงินซื้อรถเพื่อรักษาสิทธิ์เอาภาษีคืนจากรัฐบาล) โครงการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงเกินจริง (ที่สร้างผลขาดทุนกว่าครึ่งล้านล้านบาท สร้างหนี้สาธารณะ และทำให้เกษตรกรถูกหลอกว่าจะมีรายได้ดีต่อเนื่อง จนใช้จ่ายจนเกินตัว) การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ (ทำให้แรงงานเชื่อว่าจะมีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กไปไม่รอด และราคาสินค้ากระโดดขึ้นเร็ว ) และการขึ้นเงินเดือนข้าราชการแบบก้าวกระโดดโดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพ (ได้สร้างข้อจำกัดทางงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ) ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และโครงการเร่งลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจที่ไม่คุ้มค่าอีกหลายสิบโครงการ
เมื่อนโยบายเหล่านี้เริ่มอ่อนฤทธิ์ และร่างกายเริ่มแสดงอาการที่แท้จริง จึงพบสัญญาณหลายอย่างว่าการกินเกินพอดีที่ผ่านมาได้ทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงมาก ตัวบ่งชี้โรคร้ายหลายตัวกระโดดขึ้นเกินค่ามาตรฐานมาก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ประชาชาติ สัดส่วนรายจ่ายประจำของรัฐบาล อัตราหนี้เสียของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผลขาดทุนของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง หนี้สาธารณะของรัฐบาล ตลอดจนการคอรัปชั่นในหลายรูปแบบ ที่เป็นพยาธิคอยสูบเลือดจากทุกอวัยวะของระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ เรากำลังเผชิญกับปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเข่าเสื่อม และกระดูกทรุดอีกมากมาย จากการอ่อนประสิทธิภาพของระบบราชการ การด้อยคุณภาพของระบบการศึกษาไทย ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยที่ถดถอยลง โดยเฉพาะการส่งออก การขาดแคลนแรงงานอาชีวะและแรงงานมีฝีมือ รวมไปถึงความแตกแยกในสังคมที่ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนมือยาวสาวได้สาวเอา การที่เราเพลินกับการกินตามใจปาก ไม่รักษาสุขภาพ และขาดวินัย ได้สร้างปัญหาให้กับเราแล้วในวันนี้และจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตถ้าเราไม่แก้ไข
จุดเริ่มต้นของการรักษาคือ ต้องทำให้คนไข้ยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยรุนแรงด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง คนไข้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง และต้องยอมรับการผ่าตัดในหลายจุด คนไทยหลายกลุ่มยังคิดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาวัฎจักรเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ เช่น เศรษฐกิจไม่ดีเพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คนไม่ยอมใช้จ่ายเงินเพราะขาดความมั่นใจในรัฐบาล รัฐบาลเบิกจ่ายเงินช้า ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำชั่วคราว หรือค่าเงินบาทแข็งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกมีปัญหา คนกลุ่มนี้(ซึ่งส่วนหนึ่งเคยชินกับวัฒนธรรมรอรัฐอุปถัมภ์) มักเรียกร้องให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยยาชูกำลังแบบเดิมๆ ซึ่งจะทำให้อาการป่วยหลบใน รอเวลาสำหรับการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าในอนาคต
ในสภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ หรือเร่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อ เป็นได้เพียงแค่ยาชูกำลังที่ทำให้คนไข้สดชื่นชั่วคราว หรือเป็นเพียงยาหอม ยาดม ที่เยียวยาอาการภายนอกในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะภาครัฐมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของระบบเศรษฐกิจไทย และการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้แก้ต้นเหตุของปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่ถ้าเราใช้ยาพวกนี้มากเกินควรย่อมเกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง รวมทั้งต้องระวังไม่ให้รัฐบาลซื้อยาชูกำลัง ยาหอม ยาดมจนเงินหมดกระเป๋า ไม่เหลือเงินสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงที่ต้นเหตุของปัญหา ในเวลานี้ หมอและคนไข้ต้องร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูปการศึกษา และการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นทุกระดับ
การปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจสำคัญมากสำหรับอนาคตของประเทศไทย (สำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ หลายเท่านัก) ปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เราวุ่นวายกับเรื่องภายใน และมองแต่ปัญหาระยะสั้นมากกว่าการทำเรื่องระยะยาว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งรอบบ้านของเราตั้งแต่จีนถึงอินโดนีเซีย และพม่าถึงเวียดนาม ได้เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศ(และนักลงทุนไทย)มองข้ามประเทศไทย และสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการเริ่มตกรุ่น แข่งขันไม่ได้
นโยบายปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจหลายเรื่องไม่ต้องใช้เงินงบประมาณและไม่สร้างภาระการคลังให้แก่รัฐบาล การปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชน ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกเพื่อเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะในกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ต้องเร่งทำให้นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษตรงกับตามความต้องการของธุรกิจในอนาคตและเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ต้องยอมตัดใจเลิกอุดหนุนกิจกรรมที่ล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับการแข่งขันในอนาคต ภาครัฐต้องเร่งเปิดประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายเรื่องที่ภาคเอกชนเฝ้ารอมานาน ภาครัฐต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับจุดยืนของประเทศไทยในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ (โดยเฉพาะ Trans Pacific Partnership หรือ TPP และ EU-Thailand FTA) นอกจากนี้ ภาครัฐควรเปิดเสรีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจที่(ธุรกิจไทยขนาดใหญ่)ได้รับการคุ้มครองมากเกินควร เพื่อลดต้นทุนการทำธุรกิจในประเทศไทย และส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ โดยผู้ประกอบการที่มีความสามารถสูงกว่า
ความสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย และความหงุดหงิดว่านโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐไม่เกิดผลแบบทันอกทันใจจะบรรเทาลง ถ้าเรายอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องเลิกกินตามใจปาก ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง และยอมเจ็บตัวผ่าตัดเปลี่ยนชิ้นกระดูกหลายจุดที่มีปัญหา การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไม่มีทางลัด ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลากว่าจะเห็นผล ตอนนี้ได้แต่หวังว่าหมอต้องมั่นคงและคนไข้ต้องเข้าใจ ไม่ใจอ่อน กลับมารักษาโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ ด้วยยาหอม ยาดม ยาชูกำลัง แบบเดิมๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)


