Showing posts with label กฏการลงทุน. Show all posts
Showing posts with label กฏการลงทุน. Show all posts

Thursday, October 2, 2014

6 ขั้นตอนการลงทุน สำหรับมือใหม่



   "การลงทุน" เปรียบเสมือนทางด่วนสู่ความมั่งคั่ง การออกตัวที่ดี ตั้งต้นได้เร็ว และเดินตามแผนที่วางไว้ ย่อมช่วยให้ถึงเส้นชัยได้สมดังใจหวัง สำหรับหลายคนที่สนใจจะลงทุน ถึงเวลา ออกสตาร์ทสู่ความมั่งคั่งด้วย " 6 ขั้น... สู่การลงทุน" กันแล้ว



ขั้นที่ 1 รู้จักตนเอง  ค้นพบเป้าหมาย  
         การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ  ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม...  "การลงทุน" ก็เช่นเดียวกันที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มลงทุน

       เริ่มจาก  กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ว่า...

- ต้องการลงทุนเพื่ออะไร ? 
    ลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต  เพื่อลดหย่อนภาษี  เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ  เพื่ออิสระภาพทางการเงิน หรือเพื่อทำกำไร

- ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่?
     ระบุจำนวนเงินให้ชัดเจน  เพราะแต่ละเป้าหมายย่อมใช้เงินต่างกัน

- ต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อใด 
    ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี  ระยะกลาง 1-5 ปี หรือระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

     เป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นกรอบสำคัญให้คุณ  เลือกประเภทสินทรัพย์ลงทุน  ได้อย่างเหมาะสม


ขั้นที่ 2 รู้ระดับความเสี่ยง  เลี่ยงลงทุนผิด

     เมื่อรู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว  ก็ต้องพิจารณา "ข้อจำกัดและเงื่อนไข" ในการลงทุนว่า....

- มีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด ?
- มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนหรือไม่ ?
- ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด?  เท่าไหร่?

    ที่สำคัญก็คือ "ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?" ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่จะตอบโจทย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า...  ทางเลือกการลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใดเหมาะกับคุณมากที่สุด

ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative)
ยอมรับความผันผวนได้น้อยหรือแทบจะไม่ได้เลย  การลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย

รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate) 
ยอมรับความผันผวนได้ในระดับหนึ่งแต่ต้องไม่มากจนเกินไป  เพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น  และหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

รับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive)
ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้น  ระหว่างการลงทุนเท่าใดนัก โดยมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นรวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโต

ควรพิจารณา  ปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับข้อจำกัดของคุณ  ทั้งเรื่องเงินทุน  ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้  และผลตอบแทนที่คาดหวัง



ขั้นที่ 3 สร้างพอร์ตให้เป็นระบบ  พบทางรวย
     หลังจากรู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว  ก็ต้องมีการ "จัดสรรสินทรัพย์" (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมโดยการแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ

     ทั้งนี้ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีทิศทางการขึ้นลงของราคาแตกต่างกัน   การมีสินทรัพย์หลายๆ ประเภทในพอร์ตการลงทุนจึงช่วย "ลดความเสี่ยง" จากการขาดทุนทั้งพอร์ตในคราวเดียวได้  แถมยังทำให้ "ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย" ของพอร์ตลงทุนอยู่ในกรอบที่คุณต้องการได้อีกด้วย

พอร์ตการลงทุนที่ดี  ควรมีลักษณะดังนี้ 
- ต้องการะจายความเสี่ยงอย่างสมดุล
ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนเพื่อการลงทุนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งทั้งหมด

-ไม่หลากหลายหรือกระจัดกระจายมากเกินไป
เพราะจะทำให้ยากในการติดตามราคาและข่าวสารเกี่ยวกับทางเลือกการลงทุนนั้นๆ

-มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตน  
กล่าวคือ มีความสมดุลกันระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย  ให้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง  ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนไม่แน่นอน  แต่เวลาได้ผลตอบแทนก็ได้เป็นกอบเป็นกำ

-มีความยืดหยุ่น
สามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้  เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  โดยสิ่งสำคัญก็คือ  ต้องหมั่นติดตามประเมิน  และทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์

ขั้นตอนที่ 4 ทำคัมภีร์ลงทุนไว้ใช้ปรับพอร์ตฯ  
คัมภีร์การลงทุนในที่นี้ ก็คือ "นโยบายการลงทุน" ที่คุณควรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  สำหรับใช้เป็นกรอบในการตัดสินใจลงทุน  ซึ่งคุณควรปรับปรุงนโยบายการลงทุนให้เป็นปัจจุบันเสมอ

นโยบายการลงทุน  ควรมีข้อมูลต่างๆ ดังต่อไปนี้
-เป้าหมายการลงทุน  จำนวนเงิน  และระยะเวลาลงทุน
- ข้อจำกัดในการลงทุน  และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
-ระดับอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
-วิธีการสร้างพอร์ตการลงทุน  และแนวทางการคัดเลือกสินทรัพย์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย
-วิธีการติดตามและทบทวนผลการลงทุน  รวมถึงเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน

ขั้นตอนที่ 5 ลงทุนตามกรอบ  ตอบแทนตรงใจ  
    หลังจากจัดทำคัมภีร์ลงทุนหรือนโยบายการลงทุนเสร็จแล้ว  ก็ถึงเวลา...  เริ่มลงทุนกันเสียที

แต่ก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ได้นั้น คุณต้องทำการ "เปิดบัญชี" เพื่อใข้ในการซื้อหรือขายก่อน โดย..

-กรณีลงทุนในหุ้น ตราสารหนี่ ETF หรืออนุพันธ์ 
ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "โบรกเกอร์"

- กรณีลงทุนในกองทุนรวม 
ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บจล.)

เมื่อพร้อมจะลงทุนแล้ว.. ก็ต้อง "ลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่วางไว้" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 6 ติดตามและวัดผลเป็นประจำ  นำสู่เป้าหมาย
     ขั้นตอนสุดท้าย...คุณต้องมีการ "ติดตามผล" กล่าวคือ  หมั่นตรวจสอบสถานะการลงทุนของตนเป็นประจำอาจจะทุกๆ เดือน หรือ ไตรมาส  ก็ได้  ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่  หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  จะได้ปรับพอร์ตการลงทุนของตนได้ทันท่วงที

  เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทน 


8 ข้อคิดเพื่อชีวิตการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

     

    ตอนผมเริ่มต้นชีวิตนักลงทุนใหม่ๆเคยฝันว่าอยากจะมี “เซียนหุ้น” เก่งๆคอยให้คำแนะนำ คล้ายๆกับนักกีฬาที่ต้องการโค้ช มาคอยช่วยให้คำแนะนำในการฝึก คอยบอกเราว่าต้องระวังอะไร ต้องศึกษาเรื่องอะไร และอะไรเป็นปัจจัยของความสำเร็จในอาชีพของเรา
วันนี้ผมโชคดีที่ได้รู้จักกับอาจารย์ นักลงทุนรุ่นพี่ รุ่นน้องเก่งๆหลายท่านที่คอยให้คำแนะนำอันมีคุณค่ากับผม ทุกครั้งที่มีโอกาสผมก็จะถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้กับคนที่สนใจเรียนรู้ แต่ก็ได้เพียงแค่คนหยิบมือเดียวเท่านั้น แถมหลายครั้งก็อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผมก็เลยสรุปแนวคิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและที่รับการถ่ายทอดมาให้ออกมาเป็น “คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นการลงทุน” และหวังว่าคำแนะนำที่ผมเคยอยากได้มากๆตอนเริ่มต้นเส้นทางลงทุนนี้ จะถูกถ่ายทอดให้คนไทยได้อ่านมากที่สุด เท่าที่จะมากได้

(ถึงแม้บทความนี้จะถูกเขียนมาเพื่อ “มือใหม่” แต่ผมเชื่อว่า “มือเก๋า” หลายๆคนน่าจะได้มุมมองและแง่คิดอะไรดีๆกลับไปครับ)

8 ข้อคิดเพื่อชีวิตการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

ข้อ 1: ก่อนจะเริ่มลงทุน เราต้องมีทักษะในการบริหารเงินที่ดีก่อน

ก่อนที่จะถามว่า “ซื้อหุ้นตัวไหนดี?” เราควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า

   ตอน นี้เรามีเงินเก็บเท่าไหร่? ที่ผ่านมาเก็บเงินได้เดือนละกี่บาท? สองคำถามนี้จะตรวจสอบว่าวินัยในการออมของเราเป็นอย่างไร ผมแนะนำให้แยกบัญชีที่ใช้ในการลงทุนออกมาต่างหาก (ห้ามถอนเด็ดขาด) และโอนเงินเข้าบัญชีนั้นด้วยระบบอัตโนมัติทุกๆเดือน ทำอย่างนี้จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงานของเราได้ง่าย และเป็นการสร้างนิสัยในการออมที่มีประโยชน์มากๆในระยะยาว

   การลงทุน มีความหมายต่อเราอย่างไร? เพื่ออิสระทางการเงิน? เพื่อที่จะได้ลาออกจากงานที่ “ไม่ชอบ” ไปทำงานที่ “รัก”? เพื่อที่จะมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น? เหตุผลที่คุณค่าเพียงพอจะทำให้เราทุ่มเทและมุ่งมั่นมากขึ้น

   เป้า หมายในการลงทุนคืออะไร? เขียนออกมาให้ชัดเจนพร้อมทั้งกำหนดเงื่อนเวลา เป้าหมายที่ท้าทายจะทำให้เรามุ่งมั่นและสนุกกับการเดินทางมากขึ้น อาจารย์นิเวศน์เคยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเงิน 1,000 ล้านก่อนอายุ 70 ปีแต่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ก่อนเกือบ 10 ปี สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราไม่มีเป้าหมายที่ดี

   เรามีความ รู้ความเข้าใจในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน? มีเวลาในการดูแลจัดการเงินของเราแค่ไหน? เรายอมรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อย? สามคำถามนี้จะกำหนดแนวทางในการลงทุนของเรา ถ้าเรายังไม่ค่อยเข้าใจการลงทุนเท่าไหร่ การเริ่มต้นด้วยเงินน้อยๆอาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า ถ้าเราไม่มีเวลาการซื้อกองทุนรวมอาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

คำถาม เหล่านี้จะช่วยปูพื้นฐานในการลงทุนให้เรา การเริ่มต้นลงทุนโดยไม่มีการบริหารเงินที่ดีเปรียบเสมือนกับการสร้างบ้านโดย ไม่ได้ตอกเสาเข็ม ปีแรกๆอาจจะยังดูดี แต่ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาจะแก้ไขได้ยากมากครับ (ถ้าบ้านไม่พังครืนไปซะก่อน)

ข้อ 2: มีทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนที่ถูกต้อง

ผมขอรวบรวมหลักคิดที่เป็นประโยชน์เท่าที่พอนึกออกให้อ่านครับ

   ”การ ซื้อหุ้น” ไม่ต่างอะไรกับการ “ร่วมลงทุน” กับเพื่อนหรือญาติของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรให้ความสนใจไม่ใช่แค่ราคา แต่เป็นการเติบโต (และความสม่ำเสมอ) ของผลตอบแทนที่ได้รับจากธุรกิจนั้นๆ

   การคาดเดาตลาดของตลาดเป็นสิ่งที่ทำเงินได้ยาก และการหาเงินจากการคาดเดานั้นทำได้ยากกว่า

   การซื้อขายหุ้นบ่อยๆอาจจะทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
   การลงทุนไม่ใช่การว่ิงแข่ง 100 เมตรแต่เป็นการวิ่งมาราธอน
   สิ่งที่คนส่วนมากทำไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป

   ราคาหุ้นอาจจะผันผวนไปตามอารมณ์ของตลาดได้ในระยะสั้น แต่สุดท้ายแล้วราคาหุ้นในระยะยาวจะสะท้อนผลประกอบการของธุรกิจ

   การซื้อหุ้นตามเซียนไม่ได้ทำให้คุณเป็น “เซียนหุ้น”
   ”ซื้อตัวไหน?” ไม่สำคัญเท่า “ซื้อเพราะอะไร?”

   ”โชค” อาจจะมีผลต่อผลตอบแทนของพอร์ตในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวๆ “ฝึมือ” และ “ความทุ่มเท” จะกำหนดชะตาชีวิตของคุณ

ข้อ 3: เข้าใจหลักของดอกเบี้ยทบต้น

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยบอกไว้ว่า “ดอกเบี้ยทบต้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ของโลก” ถ้าเราอยากจะใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจัยที่จะมีผลต่อมูลค่าของเงินเราในอนาคตมี 3 ข้อ 1. จำนวนเงินที่เรานำมาลงทุน 2. อัตราผลตอบแทน และ 3. ระยะเวลาการลงทุน นักลงทุนทั่วไปมักจะให้ความสนใจว่าพอร์ตใหญ่แค่ไหน หรือจะได้กำไรปีละกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุนเท่าไหร่นัก นักลงทุนที่เก่งจะสามารถใช้เวลาเป็น “ตัวช่วย” ให้พอร์ตเติบโตได้โดยการเลือกลงทุนในธุรกิจที่สามารถรักษาความแข็งแกร่งได้ ในระยะยาวๆ

ข้อ 4: ต้องเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนอย่างถ่องแท้

บัฟเฟต์ เคยกล่าวไว้ว่า “การเป็นนักธุรกิจที่เก่งจะช่วยให้เราเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้นได้” ฉะนั้นนักลงทุนหน้าใหม่คนไหนอยากจะประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนต้องสามารถ วิเคราะห์กิจการที่เราสนใจให้เหมือนเถ้าแก่ที่กำลังจะลงทุนซื้อธุรกิจ เราต้องมองให้ออกว่าธุรกิจที่เราสนใจอยู่มีรายได้จากไหน? ต้นทุนในการดำเนินงานมาจากอะไร? การแข่งขันเป็นยังไง? มีอะไรที่เราต้องกังวลบ้าง? อะไรคือจุดแข็งหรือจุดอ่อนของธุรกิจ? โอกาสในการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ตรงไหน? จะบริหารเงินสดอย่างไร? จะต้องลงทุนอะไรบ้าง?

การซื้อหุ้นโดยไม่วิเคราะห์ธุรกิจให้ถ่องแท้ก็ เหมือนกับการซื้อบ้านโดยดูแค่ราคา การลงทุนก็ไม่ต่างกันอย่างที่ เบน เกรแฮม อาจารย์ของบัฟเฟต์เคยกล่าวไว้ “ราคาคือส่ิงที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ”

ข้อ 5: ต้องเข้าใจเครื่องมือในการวิเคราะห์ทางการเงินก่อนนำมาใช้

การ เข้าใจเครื่องมือเหล่านี้อย่างครึ่งๆกลางๆอาจจะทำให้เราประสบกับปัญหาได้ ตัวอย่างเช่น P/E หรือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น เราต้องเข้าใจว่า P/E ต่ำไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป เราต้องรู้ว่า “กำไรต่อหุ้น” นั้นมีที่มายังไง (ย้อนหลังหรือปีปัจจุบัน เป็นกำไรพิเศษหรือกำไรจากการดำเนินงาน) และปัจจัยใดบ้างที่จะมีผลต่อค่า P/E เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ซับซ้อนและอาจจะใช้เวลาในการเรียนรู้ซักระยะ แต่ถ้าอยากจะเรียนทางลัดการเข้าอบรมหรือการหาหนังสือดีๆมาอ่านก็จะช่วยได้ ผมอยากให้คอยถามตัวเองทุกครั้งก่อนนำตัวเลขทางการเงินไปใช้ว่า “ตัวเลขนี้จริงๆแล้วคืออะไร?” “มีอะไรซ่อนอยู่ในตัวเลขนี้รึเปล่า?”  “ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อตัวเลขเหล่านี้?”

ข้อ 6: ต้องรู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

พี่ Web พรชัยเคยพูดไว้ว่า “ถ้าไม่อ่าน ถ้าไม่ศึกษา ออกจากตลาดไปเลยดีกว่า” ผมว่าคำพูดนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย เพราะถ้าเราสังเกตดูนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคนมีนิสัยเป็นนักอ่านตัวยงทั้งนั้น บัฟเฟต์ ปีเตอร์ ลินช์ เกรแฮม ดร.นิเวศน์ การที่คนเหล่านี้อ่านเยอะก็เพราะเค้าเชื่อว่า “ข้อมูลคือขุมทรัพย์” หน้าที่หลักของนักลงทุนคือการตัดสินใจ และการมีฐานความรู้ที่กว้างและลึกจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องมาก ขึ้นในระยะยาว

ข้อ 7: ฝึกการควบคุมตนเอง

เนื่องจาก การซื้อขายหุ้นทำได้ง่ายมาก การควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ไปทำอะไรที่ไม่ควรทำจะมีประโยชน์อย่างมาก การจด Investment Diary (จดบันทึกการลงทุนของเรา ว่าลงทุนตัวไหน เมื่อไหร่ เพราอะไร) การไม่ตามข่าวตามตลาดจนบ่อยเกินไป และการนั่งสมาธิเป็นประจำก็จะช่วยให้เราแยกแยะ “อารมณ์” ออกจาก “เหตุผล” ได้ง่ายขึ้น

(พี่คนขายของเคยแนะนำว่าการนั่งสมาธิวันละ 5 นาทีจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดีขึ้น ผมนำมาลองใช้ดูแล้วพบว่านอกจากจะทำให้เรา “นิ่ง” ขึ้นแล้วยังช่วยให้เราเครียดน้อยลง มีความสุขกับสิ่งรอบตัวได้ง่ายขึ้นด้วยครับ)

ข้อ 8: มีความสุขในการลงทุน

ผม เชื่อว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่รัก (ฉันทะ หรือ Passion) เราก็จะทำมันอย่างเต็มที่ ตั้งใจ และก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดีขึ้น การลงทุนก็ไม่ต่างกัน จะทำผลตอบแทนให้ดีต้องมีความสุขกับการลงทุน แต่นักลงทุนหลายคนกลับมองเพียงว่าจะหาเงินให้ได้เยอะๆอย่างไร แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งเครียดจนไม่มีอันจะกินทุกครั้งเวลาหุ้นที่ซื้อไว้ ปรับตัวลง
ความสุขจากการลงทุนเกิดจากการที่เรามี “แนวทางในการลงทุน” ที่เหมาะกับตัวเรา บางคนชอบความตื่นเต้นเร้าใจก็จะชอบซื้อๆขายๆ บางคนชอบความมั่นคงอาจจะชอบลงทุนในกิจการที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง การได้ลงทุนในแนวทางที่เหมาะกับตัวเองจะช่วยให้เครียดน้อยลง ทำผลงานได้ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุด จะทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น
สุดท้ายแล้วที่เราอยากมีเงินเยอะๆก็เพราะอยากจะมีความสุขไม่ใช่เหรอครับ?

      ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ผมก็อยากให้ช่วยกันแชร์ ช่วยกันแบ่งปันให้เพื่อนๆที่สนใจการลงทุนครับ ถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรก็โพสถามได้นะครับ ถ้านักลงทุนท่านไหนอยากจะแบ่งปันไอเดียดีๆให้กับน้องๆมือใหม่ในวงการก็เรียน เชิญครับ ถือว่าช่วยๆกันครับ ขอบคุณมากๆครับ

Saturday, March 15, 2014

การเอาชนะ "เกมชีวิต" การลงทุนแบบ VI

        

     ตามที่เคยรู้กันมาแล้วว่า  การลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้งนั้นเป็นกลยุทธ์การลงทุนทีชาญฉลาด  การลงทุนแบบนี้จะทำให้คุณสามารถเอาชนะเกมที่สำคัญมากได้นั่นคือ  เกมชีวิต  เรื่องราวต่อไปนี้จะแสดงคำอธิบายของใจความข้างต้น

            ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลาคนหนึ่งได้รับเชิญให้ไปบรรยายในห้องเรียนของนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) แห่งหนึ่งหลังจากที่เธอได้เกริ่นบทนำไปแล้ว  เธอก็นำกระปุกแก้วใบหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างหน้าเธอ  จากนั้นเธอนำกล่องที่บรรจุหินก้อนใหญ่ออกมา  แล้วค่อยๆ หย่อนหินก้อนใหญ่เหล่านั้นลงในกระปุกแ้ก้วทีละก้อน  จนกระปุกแก้วเต็มไปด้วยก้อนหินและไม่สามารถใส่เข้าไปได้อีกแล้ว  เธอถามนักศึกษาในห้องว่า "กระปุกเต็มหรือยัง?" ทุกคนตะโกนตอบว่า "เต็มแล้ว"

        จากนั้นเธอหยิบถังที่เต็มไปด้วยกรวดออกมาวางบนโต๊ะและค่อยๆ หย่อนใส่ลงไป  จากนั้นก็เขย่ากระปุกแก้วให้กรวดค่อยๆ ไหลลงไป  ซึ่งทำให้บรรดาก้อนกรวดค่อยๆ แทรกตัวลงไปเรื่อยๆ ตามช่องว่างระหว่างก้อนหินในที่สุดเธอใส่กรวดจนเต็มกระปุกแก้วจนไม่สามารถใส่เข้าไปได้อีกแล้วเธอจึงถามนักศึกษาในห้องเรียนว่า "กระปุกเต็มหรือยัง?" หนึ่งในกลุ่มนักศึกษาคิดได้จึงรีบตอบไปว่า "ยัง"

        จากนั้นเธอก็ยกถังที่เต็มไปด้วยทรายออกมา และเริ่มเททรายลงในกระปุกแก้ว  ทรายเิริ่มไหลไปตามช่องว่าระหว่างก้อนหินและก้อนกรวดเธอใส่ทรายลงไปจนไม่สามารถใส่เข้าไปได้อีกแล้ว  อีกครั้งหนึ่งที่เธอถามว่า "กระปุกเต็มหรือยัง?" แต่ครั้งนี้ทุกคนต่างตะโกนออกมาว่า "ยัง!" เธอจึงหยิบเหยือกน่ำออกมาและเทน้ำลงในกระปุกแก้วจนเต็มถึงขอบกระปุกแล้วเธอก็ถามทุกคนในห้องว่า "เรื่องนี้.. บอกอะไรแก่เราบ้าง?" นักศึกษาที่ดูท่าทางกระตือรือร้นคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วพูดว่า "เรื่องนี้บอกให้เรารู้ว่าไม่ว่าตารางเวลาจะเต็มแค่ไหนก็ตาม  เราก็ยังสามารถเพิ่มการนัดประชุมเข้าไปได้อีก!"

        เธอตอบว่า "พยายามดีมากแต่ยังไม่ใช่  ความจริงที่อยากให้ทุกคนเข้าใจในเรื่องนี้ก็คือ  ถ้าคุณไม่ใส่ก้อนหินลงไปก่อน คุณจะไม่มีวันใส่มันเข้าไปได้อีกเลย" สำหรับเราทุกคน "หินก้อนใหญ่" มีความหมายที่แตกต่างไป  แต่แก่นของมันคือ  หินก้อนใหญ่จะเป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุดต่อชีวิตของเรา

       นักลงทุนที่ทำตามกลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อขายบ่อยครั้งมักจะต้องใช้เวลาว่างอันมีค่าของเขาไปกับการเฝ้าดูข่าวธุรกิจล่าสุด  เรียนรู้เทคนิคและกราฟต่างๆ อ่านหนังสือที่เีกี่ยวกับการเงินและอื่นๆ จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาทำอยู่ก็คือการให้ความสำคัญต่อก้อนกรวด  ทรายและน้ำ ดังนั้นถึงแม้พวกเขาจำนวนน้อยจะสามารถบรรลุถึงความสำเร็จในเกมการลงทุนแบบซื้อขายบ่อยครั้งได้ แต่ "ราคา" ของความสำเร็จนั้นอาจเป็นว่าเขาสูญเสียเกมชีวิตที่สำคัญกว่ามากนัก

       คำถามที่คุณควรจะพิจารณาก็คือ  อะไรเป็น "หินก้อนใหญ่" ในชีวิตของคุณ? หินก้อนใหญ่ในชีวิตของคุณกำลังพยายามสร้างผลตอบแทนพิเศษผ่านการลงทุนแบบซื้อขายบ่อยครั้งซึ่งทำให้คุณต้อง "ลงทุน" ด้วยการใช้เวลาที่มีค่าของคุณไปอย่างมากมายใช่หรือไม่ ? หินก้อนใหญ่ในชีิวิตของคุณคือ การมอบเวลาให้แก่คนที่คุณรัก  คนที่คุณศรัทธา การศึกษาของคุณ ความฝันของคุณ สิ่งที่มีค่าต่อคุณ  การสอน  หรือการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นใช่หรือไม่? ถ้าคุณยังไม่รู้คำตอบเลย  บางทีเรื่องนี้อาจจะพอช่วยคุณได้

       ไม่นานหลังจากที่หนังสือเล่มแรกของผมตีพิมพ์ในปี 1998 ผมได้รับโทรศัพท์จากนายแพทย์คนหนึ่ง  เขาเพิ่งทำงานมาได้ไม่กี่ปี  เขาีภรรยาและลูกน้อยคนหนึ่ง  และภรรยากำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองด้วย  เขาชื่นชมกับตลาดขาขึ้นและอยู่ในห้องค้าตลอดทั้งวัน  เขาเห็นเพื่อนๆ ที่เป็นแพทย์ด้วยกันสามารถทำรายได้ก้อนโตจากการซื้อขายหุ้น  และเขาคิดว่าเขาควรจะมีโอกาสหาเงินง่ายๆ แบบนั้นได้บ้าง

      หลังจากทำงานมาตลอดทั้งวัน  เขาก็พุ่งเข้าหาเครื่องคอมพิวเตอร์และเริ่มท่องอินเทอร์เน็ต  เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงศึกษากราฟและรายงานการลงทุนและยังเข้าไปพูดคุยในแชตรูมอีกด้วย  ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเขาเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินก้อนเล็กๆ ของเขา  และจำนวนนั้นก็กลายเป็นเงินจำนวน 100,000 ดอลล่าร์  และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายเพราะภรรยาของเขาเริ่มหมดโอกาสจะมีสามี  เช่นเดียวกับลูกๆ ของเขาก็เริ่มหมดโอกาสที่จะมีพ่อ  เพราะเขาได้แต่งงานใหม่ไปกับการลงทุนของเขาแล้ว  ภรรยาของเขาเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงการแต่งงานของพวกเขา  แต่โชคดีที่ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น  เขาก็สูญเสียกำไรที่ได้มาทั้งหมด

      โชคดีอีกข้อหนึ่งคือ  นายแพทย์คนนี้เข้าใจแล้วว่า  กำไรเดิมของเขาเป็นความโชคดี  และเขาเป็นเพียงผู้ตักตวงผลประโยชน์คนหนึ่งในตลาดขาขึ้นเท่านั้น  ที่สำคัญไปกว่า  เขายังเริ่มเรียนรู้ด้วยว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับครอบครัวของเขาเลย  เมื่อเขาได้คุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนหนึ่ง  เพื่อนของเขาจึงแนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง "The Only Guide to a Winning Investment Strategey You'll Ever Need" หลังจากที่ได้อ่านหนังสือจนจบแล้ว  เขาจึงโทรศัพท์หาผมเพื่อของคุณที่ผมได้ช่วยเหลือเขาให้ค้นพบเกมแห่งผู้ชนะในการลงทุน  หากให้พูดตรงกว่านั้นก็คือ  ช่วยเขาให้ค้นพบเกมแห่งชัยชนะในการดำเนินชีวิต  จากนี้ไปเขารู้วิธีที่จะให้ความสำคัญกับ "หินก้อนใหญ่" แล้ว

        สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นราวหนึ่งปีหลังจากหนังสือเล่มแรกของผมตีพิมพ์ ผมได้พบกับ  ริค  ฮิลล์ (Rick Hill) ริคเป็นนักลงทุนหัวสมัยใหม่ที่จบปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากวอร์ตัน (คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย) ริคมีประสบการณ์ด้านการจัดการการเงินมานานกว่า 30 ปี   หลังจากที่เขาได้พบกับเพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งและได้อ่านหนังสือของผม  ริคก็กลายมาเป็นลูกค้าของผม  ในที่สุดริคก็ได้ไปทำงานในบริษัทจัดการกองทุนบัคกิงแฮมในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงิน  ซึ่งทำให้เขาสามารถช่วยคนอื่นๆ ให้มีความสุขกับการลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้งได้  หลังจากที่ทำงานไประยะหนึ่ง เขาก็แบ่งปันเรื่องราวของตัวเองให้ผมได้รับรู้

         ริคบอกผมว่า  เขาเคยใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงทุกวันเพื่ออ่านบรรดาเอกสารทางการเงิน  บทความวิจัยเกี่ยวกับหุ้น  และเฝ้าดูข่าวการเงินต่างๆ นึ่คือกิจกรรมหลังจากใช้เวลาทำงานทั้งวันที่ออฟฟิศ  แต่เมื่อเขาปรับมาใช้หลักการของทฤษฏีการจัดพอร์ตการลงทุนแนวทางใหม่  พร้อมกับการสร้างสมมติฐานของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ  และใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้งแล้ว  เขาก็ได้พบว่าไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป  เขาได้รู้แล้วว่าเขามัวแต่ไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเสียงรบกวนที่คอยหันเหให้เขายิ่งห่างไกลออกไปจากเกมของผู้ชนะ

         ริคและภรรยามาจับเข่าคุยกันและคำนวณได้ว่า  หากเขารับเอาวิธีการลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้งมาใช้  เขาจะสามารถมีเวลาเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 สัปดาหืในหนึ่งปี  นั่นคือ  6 สัปดาห์ที่เขาสามารถทำกิจกรรมให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้  อย่างไรก็ตาม  ริครู้ด้วยว่ากิจกรรมในอดีตที่เขาเคยทำและไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใดๆ ออกมาเลยนั้นเป็นเพราะค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกิดขึ้นนั่นเอง  มันเกิดจากกลยุทธ์ที่ไปซื้อขายบ่อยๆ ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดที่เขามีนั่นคือ "เวลา" เขามีเวลาจำกัดและไม่ต้องการจะเสียเวลากับสิ่งไร้สารอีกต่อไป

CR. กลยุทธ์การลงทุนแบบวอร์เรน  บัฟเฟตต์

Tuesday, March 4, 2014

กฏการลงทุนอย่างรอบคอบ 30 ข้อ สำหรับนักลงทุน VI

       

       ขณะที่พวกเราพยายามค้นหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้มีชีวิตยืนยาว มันก็มีคำตอบง่ายๆ อยู่ไม่น้อยที่ส่งผลกระทบใจได้มาก ซึ่งก็ยากทีเดียวที่จะสรรหาคำแนะนำเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าคำตอบที่ว่า อย่าสูบบุรี่ อย่าดื่มเหล้า ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนขับรถ  ความคิดที่ก่อปัญหาให้ซับซ้อนแล้วสามารถหาคำตอบได้ง่ายๆ นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่คำถามเรื่องการมีชีวิตยืนยาวเท่านั้น

       ผมได้รวบรวมกฏข้อปฏิบัติไว้ 30 ข้อที่จะทำให้คุณมีโอกาสบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินได้ดังตั้งใจลองดูและนำไปปฏิบัติกันครับ


            1.  จงอย่าเพิ่มความเสี่ยงมากเกินกว่าที่คุณจะรับไหว  แผนหลายฉบับล้มเหลวก็เพราะนักลงทุนแบกรับความเสี่ยงมากเกินกว่าที่ตนจะรับไว้ได้  ความเสี่ยงมักจะปรากฏออกมาอย่างคาดไม่ถึงซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิกแผนการลงทุน  ดังนั้นเมื่อคุณกำลังสร้างแผนการลงทุนอยู่  จงพิจารณาถึงขีดความสามารถ  เสถียรภาพของรายได้  ความสามารถที่จะทนรับภาวะขาดทุน  และอัตราผลตอบแทนที่จะบรรลุตามเป้าหมายของคุณด้วย

            2.  จงอย่าลงทุนในหุ้นถ้าคุณยังไม่เข้าใจธรรมชาติทั้งหมดของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  และถ้าคุณไม่สามารถอธิบายความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้แก่เพื่อนของคุณฟังได้  คุณก็ไม่ควรลงทุน  บรรดาความโชคดีต่างๆ อาจหายไปในบัดดล เพราะว่าผู้คนไม่เข้าใจถึงประเภทความเสี่ยงที่เขาเหล่านั้นกำลังประสบอยู่

            3. การลงทุนยิ่งสลับซับซ้อน  คุณก็ควรจะยิ่งวิ่งหนีให้เร็วขึ้น  สินค่าที่สลับซับซ้อนมักจะออกแบบมากเพื่อขาย  ไม่ใช่เพื่อซื้อ  คุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าความสลับซับซ้อนนั้นออกแบบมาเพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่ออกตราสาร  ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของนักลงทุน  บรรดาวาณิชธนากรไม่ได้เล่นบทเป็นซานตาคลอสมาหยิบยื่นผลตอบแทนสูงๆ ให้คุณเพราะพวกเขาชอบคุณหรอกนะ  เขาหวังเงินของคุณต่างหาก

            4. ความเสี่ยงและผลตอบแทนไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน  แต่ความเสี่ยงและความคาดหวังในผลตอบแทนเป็นสิ่งสัมพันธ์กัน ถ้ามันไม่มีความเสี่ยง  มันก็จะไม่มีความคาดหวังในผลตอบแทนที่สูงขึ้นเช่นกัน

           5. ถ้าหุ้นให้ผลตอบแทนสูง  คุณจงมั่นใจได้เลยว่าความเสี่ยงย่อมสูงด้วยแม้ว่าคุณจะมองไม่เห็นมันก็ตาม  ผลตอบแทนสูงๆ ก็เหมือนกับผลแอปเปิ้ลเปลือกผิวมันวาวที่ราชินีผู้ชั่วร้ายหยิบยื่นให้แก่สโนว์ไวท์  นักลงทุนจึงไม่ควรสับสนระหว่างผลตอบแทนที่แท้จริงกับความคาดหวังในผลตอบแทนสูง ๆ  สโนว์ไวท์มองไม่เห็นยาพิษที่แทรกซึมอยู่ในผลแอปเปิลได้ฉันใด  คุณก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะมองไม่เห็นพวกความเสี่ยงต่างๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในการลงทุนด้วยฉันนั้น

           6.แผนการลงทุนที่ดีมีความจำเป็นสำหรับการลงทุนที่ประสบผลสำเร็จ  แต่คุณต้องมีวินัยที่จะดำเนินตามแผน  ปรับสมดุล และจัดการภาษีเท่าที่จำเป็น  โชคไม่ดีเลยที่บรรดานักลงทุนต่างไม่เคยเขียนแผนการลงทุนไว้กำกับตัวเองและอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโลภ  ความอิจฉาในตลาดขาขึ้น  รวมถึงความกลัวและความตระหนกตกใจในตลาดขาลง  ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แผนดีๆ ต้องถูกทิ้งไป

          7.แผนการลงทุนต้องรวมเอาแผนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  แผนภาษี  และแผนการจัดการความเสี่ยง (การประกันภัยทุกประเภท) เข้าไปด้วย  แผนการลงทุนที่ดีที่สุดสามารถล้มเหลวได้จากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับตลาดการเงินเลย  เช่น บางครอบครัวมีคนทำงานหาเงินอยู่เพียงคนเดียวแต่ต้องหาเลี้ยงทั้งครอบครัวหากคนๆ นั้นตายไปโดยไม่ได้ทำประกันชีวิตใดๆ ไว้เลย  หรืออาจจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้  ก็จะทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ต้องพลอยตกอยู่ในความลำบากไปด้วย

          8. จงอย่าคิดว่าสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้แล้วจะเป็นไปไม่ได้เลย และอย่าเชื่อว่าสิ่งที่เป็นไปได้คือความแน่นอน  นักลงทุนมักจะตั้งสมมติฐานว่าความสามารถของพวกเขามีมากจนล้นเหลือและมีความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีเลย  ผลลัพธ์ก็คือเขาอาจจะต้องรับความเสี่ยงมากเกินไป  การรับความเสี่ยงมากเกินอาจทำให้นักลงทุนระยะยาวกลายเป็นนักลงทุนระยะสั้นไปโดยอัตโนมัติ  หุ้นต่างๆ มีความเสี่ยง ไม่ว่ามันจะมีความสามารถเพียงใดก็ตาม และจงจำไว้ว่าเพราะบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้หรือมันจะไม่เกิดขึ้น

          9. ผลที่ตามมาจากการตัดสินใจควรจะมีผลต่อความเป็นไปได้ของผลลัพธ์นั้นๆ เราซื้อประกันภัยเพื่อจะลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ที่เป็นไปได้น้อย (เช่น ความตาย) เพื่อป้องกันผลที่ตามมาจากการไม่ทำประกันภัยซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง  ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนควรจะทำประกันพอร์ตการลงทุนของเขา (โดยครอบครองตราสารหนี้คุณภาพสูงในจำนวนเหมาะสม) เพื่อลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  เพราะผลที่ออกมาจากการไม่ทำประกันอาจจะหนักหนาเกินกว่าที่ใครจะรับไหว

         10. กลยุทธ์สร้างความร่ำรวยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลยุทธ์รักษาความร่ำรวยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน  บางคนอาจจะอยากรวยโดยยอมเสี่ยงมากขึ้น (หรือได้รับมรดก) ขณะที่บางคนอยากรวยอย่างยั่งยืนโดยลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดด้วยการกระจายการลงทุนและไม่ใช้จ่ายเงินจนเกินตัว

         11. สิ่งเดี่ยวที่แย่ยิ่งกว่าการจ่ายภาษีคือการไม่ยอมจ่ายภาษี  ปัญหาของ "ไข่ล้นเกินในตะกร้าใบเดียว"  ซึ่งเป็นผลจากการครอบครองหุ้นจำนวนมากในราคาต่ำ  หากขายหุ้นเหล่านั้นออกไปแล้วจะได้กำไรมหาศาล  และถ้าหากยังไม่จ่ายภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้นอีกก็จะนำไปสู่ความโชคร้ายอย่างแน่นอน

         12. พอร์ตการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนจะปลอดภัยที่สุดก็ต่อเมื่อมีการกระจายการลงทุนออกไป  พอร์ตการลงทุนควรจะรวมการจัดสรรการลงทุนไปในประเภทสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่  หุ้นขนาดเล็ก หุ้นเน้นคุณค่า หุ้นเติบโต  อสังหาริมทรัพย์  หุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่  สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารหนี้

          13. การกระจายการลงทุนของพอร์ตจะให้ผลตอบแทนอยู่เสมอๆ ซึ่งบางครั้งคุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบผลที่ออกมา   เมื่อใดก็ตามที่คุณกระจายการลงทุนออกไปนอกเหนือจากดัชนีที่เป็นที่นิยม (เช่น ดัชนี SET 100 ) คุณจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ดัชนีนั้นๆ มีผลงานดีกว่าพอร์ตการลงทุนของคุณ  ข่าวลือจากสื่อต่างๆ จะเป็นเครื่องทดสอบว่าคุณมีความสามารถเพียงพอที่จะยึดมั่นกับกลยุทธ์ของคุณให้ถึงที่สุดได้หรือไม่?

          14. ราคาหุ้นทั้งหมดและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยง (เช่น ตารสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง  และตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่) มักจะมีแนวโน้มตกต่ำลงในช่วงเกิดวิกฤตทางการเงิน  แผนการลงทุนของคุณจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ไว้ด้วย

          15. แค่ตามหาหุ้นราคาผิดปกติเท่านั้นยังไม่พอ  คุณต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมาด้วย "ประวัติศาสตร์" มักเต็มไปด้วยเรื่องราวของนักลงทุนที่พยายามใช้โอกาสในยามที่หุ้นมีราคาผิดปกติ  จนในที่สุดก็ได้พบว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงเกินกว่าผลตอบแทนที่ได้รับเสียอีก

         16.การลงทุนในหุ้นเป็นเกมที่ผลรวมออกมาเป็นบวก  แต่ค่าใช้จ่ายจะทำให้เกมได้ผลรวมที่กลายเป็นลบ  นักลงทุนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจะไม่เล่นเกมที่ได้ผลรวมติดลบ  และนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ชอบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง  จงคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่ต่ำ  การลดภาระภาษี  และการจัดการลงทุนที่ซื้อขายน้อยครั้ง

         17. การถือครองหุ้นเป็นตัวๆ และกองทุนหุ้นกลุ่มต่างๆ เป็นการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน  ตลาดจะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนที่ยอมเสี่ยงถือหุ้นเป็นตัวๆ หรือเป็นกลุ่มมากกว่าการกระจายการลงทุน  ซึ่งคล้ายกับการลงทุนในหุ้นเปรียบเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้  และยังจะมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกหากครอบครองหุ้นเพียงตัวเดียว  นักลงทุนที่ฉลาดจึงมักจะยอมรับความเสี่ยงเฉพาะในสถานการณ์ที่เขาเหล่านั้นจะได้รผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนที่เขาคาดหวังไว้เท่านั้น

         18. จงเสี่ยงกับการลงทุนในหุ้น  ตราสารหนี้อาจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพอร์ตการลงทุน  เพราะมันสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้

         19. ก่อนจะทำอะไรกับข้อมูลสำคัญ  คุณควรถามตัวเองก่อนว่า ทำไมคุณถึงคิดว่าข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว  เฉพาะคุณค่าภายในของตัวหุ้นนั้นๆ เท่านั้นที่มีค่า  การจะหาคุณค่าภายในของตัวหุ้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย  ถ้าคุณได้ฟังคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ที่เฉลี่ยวฉลาด  หรือจากโบรกเกอร์ของคุณ  หรืออาจจะอ่านจากหนังสือพิมพ์ด้านการเงินก็ตาม  ตลาดได้รับรู้แล้วว่าขัอมูลนั้นอยู่บนพื้นฐานอะไรและมันได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้วจึงทำให้ข้อมูลดังกล่าวไม่มีค่าอีกต่อไป

         20. ประโยคที่อันตรายที่สุดสำหรับการลงทุนคือ "เวลานี้... มันไม่เหมือนเดิม" ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความหลงใหลที่จะไขว่คว้าหาแต่ "สิ่งใหม่ๆ" และยังเป็นเหตุผลว่าทำไมประโยคที่ว่า "หนทางที่น่ามั่นใจที่สุดเพื่อไขว่คว้าหาความโชคดีเล็กน้อยควรเริ่มต้นด้วยการทำเรื่องใหญ่เสียก่อน" จึงเป็นเพียงการอุปมาอุปไมยเท่านั้น

         21. ตลาดอาจทำตัวไม่มีเหตุผลได้ยาวนานเกินกว่าที่จะสามารถทนได้  ภาวะฟองสบู่จะยังเกิดขึ้นต่อไป  อย่างไรก็ตาม  ขณะที่มันกำลังระเบิดอยู่ มันก็จะโตขึ้นและโตขึ้น  และอยู่อย่างยาวนานเกินกว่าทรัพยากรที่คุณมีทั้งหมดจะช่วยคุณได้

         22. ถ้ามันดีเกินกว่าจะเป็นจริง  มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ   เมื่อเงินกับประสบการณ์มาพบกัน  ประสบการณ์จะดึงดูดเงินไป  และเงินที่ถูกดูดไปจะทำให้เกิดประสบการณ์  มีเพียงทางเดียวที่จะลงทุนได้อย่างปลอดภัยนั้นคือ  กระจายการลงทุน

         23. จงอย่าทำงานกับที่ปรึกษาการเงินที่คิดค่าบริการจากค่าคอมมิชชั่น  ค่าคอมมิชชั่นจะก่อให้เกิดคำแนะนำที่ลำเอียงได้

         24. จงทำงานกับที่ปรึกษาการเงินที่มีจรรยาบรรณเท่านั้น  นั่นคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะมั่นใจได้ว่าคำแนะนำที่คุณได้รับก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของคุณ  ไม่มีเหตุผลใดที่ที่ปรึกษาของคุณจะไม่ยึดหลักจรรยาบรรณ

        25. จงแยกให้ออกระหว่าการบริการของที่ปรึกษาการเงิน  ผู้จัดการฝ่ายการเงิน  ผู้รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) และผู้ดูแลทรัพย์สิน (Trustee) กฏข้อนี้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการทุจริตได้

        26. เนื่องจากพวกเราชาวนักลงทุนต่างอยู่ในโลกของลูกแก้ววิเศษที่หม่นมัวด้วยหมอกเมฆ  กลยุทธ์ใดๆ ที่ใช้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้จนกว่าเราจะรู้ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง  โดยทั่วไปคนโง่ที่โชคดีไม่เคยคิดว่าพวกเขาโชคดี  แม้แต่แผนการลงทุนที่ดีก็อาจจะล้มเหลวได้  นั้นเป็นเพราะความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั้นเกิดขึ้นแล้วและผลของความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไปแล้วก็อาจจะเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย

        27. ความหวังไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุน  จงตัดสินใจลงทุนบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากบทความในวารสารทางวิชาการชั้นนำเท่านั้น

        28. จงจดบันทึกการคาดการณ์ตลาดของคุณทุกวัน  หลังจากนั้นคุณจะรู้ว่า คุณไม่ควรจะลงทุนตาวความรู้สึกในใจของคุณ

        29. ไม่เคยมีเรื่องใหม่ในการลงทุน  มีเพียงแต่ประวัติศาสตร์การลงทุนที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเท่านั้น  ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเงินจะทำให้คุณสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของคุณได้

        30. คำแนะนำที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง  แต่คำแนะนำที่ไม่ดีจะทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายแพงมากไม่ว่าคำแนะนำเหล่านั้นจะมีราคาถูกเพียงใดก็ตาม  คนที่ฉลาดมักจะไม่เลือกหมอที่คิดค่ารักษาราคาถูก  หรือไม่เลือกผู้ตรวจสอบบัญชีที่คิดใช้จ่ายถูกๆ ค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน  แต่มันจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อคำแนะนำนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนที่มีค่ามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้ว

          สิ่งที่ผลจะกล่าวตอนท้ายนี้ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดเท่านั้น  แต่ยังเป็นบทสรุปส่งท้ายที่เหมาะสมอีกด้วย  ขณะที่มันช่างน่าเศร้าที่นักลงทุนจำนวนมากมักจะพลาดผลตอบแทนของตลาดที่เกิดจากกลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้งอย่างน่าเสียดายแล้ว  ความเศร้าอันใหญ่หลวงของแท้ก็คือ พวกเขายังพลาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตสำหรับการแสวงหาสิ่งที่ผมเรียกว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม" ด้วย  ความปรารถนาของผมเปี่ยมด้วยความหวังว่า  กฏการลงทุนเหล่านี้จะนำพาคุณไปสู่เกมแห่งผู้ชนะทั้งในการลงทุนและที่สำคัญกว่านั้นคือ....  ในชีวิตของคุณ