Showing posts with label warren buffet. Show all posts
Showing posts with label warren buffet. Show all posts

Tuesday, October 7, 2014

กำเนิด VI (Value Investor )

      
     พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffet นั้น “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก” เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ ของอเมริกา จอร์จ โซรอส นั้น เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ความคิดของเขาก็คือ ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้ การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับการต่อสู้หรือสงคราม นั่นคือ เข้า “โจมตี” อย่างรุนแรง รวดเร็ว “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ


        ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value Investment นั้น คือทางออกที่จะทำให้ผมยังมีชีวิตในฐานะชนชั้นกลางแบบที่ผมเป็นอยู่ในขณะนั้นได้แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการทำงานหรือรายได้ประจำลดลงมาก กลยุทธการลงทุนของผมจึงเน้นที่ “ความปลอดภัย” หรือการ “ปกป้องเงินต้น” เป็นหัวใจหลัก อะไรที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสขาดทุน “อย่างถาวร” ผมจะหลีกเลี่ยง การลงทุนของผมแต่ละครั้งจะต้อง “ไม่ขาดทุน”

          ถึงวันนี้ที่ Value Investment เป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ผมเห็นว่าการเริ่มต้นของคนเหล่านี้สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ

         กลุ่มแรก คนทำงานกินเงินเดือน อายุประมาณ 30-45 ปี นี่คือกลุ่ม VI ที่เริ่มสนใจลงทุนเนื่องจากตระหนักว่าตนเองจำเป็นที่จะต้องออมเงินเพื่อการเกษียณหรือบางคนต้องการสร้างอนาคตและเห็นว่าการฝากเงินนั้นเป็น “การลงทุน” ที่แย่มาก คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความมั่งคั่งไม่มาก เงินทุกบาททุกสตางค์ “หามาได้ยาก” การที่มันจะ “หายไป” หรือลดน้อยลงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจรุนแรง ดังนั้น กลยุทธการลงทุนจึงมักจะ “อนุรักษ์นิยม” และไม่ลงทุนในหุ้นมากนัก หุ้นที่เลือกลงทุนต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและขนาดไม่เล็กเกินไป ระยะการลงทุนก็มักจะค่อนข้างยาวเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามมากนัก เป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนก็มักจะไม่สูง แต่พวกเขาก็ยังหวังได้ประมาณปีละ 15-20%

          กลุ่มที่สองเป็น “เด็กจบใหม่” ที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลาง พวกเขาไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านในการลงทุนแต่ก็ไม่ได้มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แต่งงานเพราะอายุยังไม่ถึง 30 ปี พวกเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่ค่อนข้างสูงที่จะ “รวย” เป็นเศรษฐีในเวลาอาจจะแค่ 10-15 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้อ่านประวัติของนักลงทุนเอกหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ จนทำให้คิดว่าเขาก็น่าจะทำได้แบบเดียวกันหรือดีกว่า ว่าที่จริงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าประทับใจมากเช่นทำกำไรได้ 100% ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เป็นต้น

         VI ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะใช้กลยุทธการลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย” และมักจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนแต่มีช่วงเวลาที่โดดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้หลายเท่าในเวลาไม่นาน เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ ถ้าพลาดเขาก็สามารถหาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเม็ดเงินที่ยังน้อย พวกเขาก็ไม่สามารถเป็น “ผู้นำ” ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้น พวกเขาจึงมักจะเป็น “ผู้ตาม” ที่คอยรับอานิสงค์จาก VI “ขาใหญ่” ดังนั้น ผลตอบแทนของพวกเขาจึงอาจจะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับคนที่มีพอร์ตใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร VI ในกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้นและมุ่งมั่น พวกเขาใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากและมีการเทรดหุ้นสูง

         กลุ่มที่สาม นี่คือกลุ่มคนที่มักทำธุรกิจและมีเงินเหลือที่ถูกเก็บสะสมมานาน พวกเขาเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีที่อาจจะเริ่มมีเวลามากขึ้นเนื่องจากธุรกิจอยู่ตัวแล้วหรือธุรกิจที่ทำอยู่เริ่ม “ตกดิน” เขาอาจจะเริ่มสนใจหาทางลงทุนเงินสดที่กองอยู่ในธนาคารที่แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ย เขาอาจจะพบว่าการลงทุนแบบ VI นั้น เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนที่จะใช้เงินนั้นไปสร้างธุรกิจใหม่ คนกลุ่มนี้จึงมักเลือกลงทุนในกิจการที่มีขนาดกลาง ๆ มีความมั่นคงพอสมควรและมีพื้นฐานดี พวกเขาเข้าใจดีว่าธุรกิจไหนเป็น “ของจริงหรือของปลอม” การลงทุนของพวกเขามักจะเป็นการลงทุนระยะยาว หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น เนื่องจากเม็ดเงินเริ่มต้นจำนวนมาก ทำให้พวกเขากลายเป็น VI “รายใหญ่” ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลาอันสั้น และทำให้มีบทบาท “ชี้นำ” ในหลาย ๆ กรณี

         กลุ่มที่สี่ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ กลุ่ม “ลูกเศรษฐี” นี่คือนักลงทุนหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่ผมเห็นว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้น ลูกเศรษฐีที่ว่านี้จริง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่ที่ลูกจะสามารถหรือควรสืบทอดกิจการ พวกเขามีธุรกิจหรือมีทรัพย์สินและมีเงิน แต่งานของพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าไปช่วยทำ ลูก ๆ ของพวกเขาควรไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใหญ่ ๆ มากกว่า แต่การไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้นเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยและได้เงินน้อยมาก ดังนั้น หนทางที่ดีกว่าก็คือ การลงทุนที่จะให้เงินมาช่วยทำงาน และนี่ก็มาถึงการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นกิจกรรมที่ “ทำได้ง่ายที่สุด” และอาจจะ “เหนื่อยน้อยที่สุด” และนั่นนำไปสู่การเป็น VI

        VI ที่เป็นลูกคนรวยนั้น ในช่วงเริ่มต้นพ่อแม่ก็อาจจะให้เงินไป “ลอง” เพียง 1-2 ล้านบาท แต่ครั้นได้ลองทำและได้ผลตอบแทนอย่าง “น่าทึ่ง” ในเวลาอันสั้น พวกเขาก็มักจะได้เงินลงทุนเพิ่มจากพ่อแม่ที่เห็นศักยภาพ หลายคนสามารถต่อยอดเงินไปสูงมากจนร่ำรวยเป็น “เศรษฐี” ด้วยตนเองในเวลาอันสั้น VI กลุ่มนี้โดยพฤติกรรมก็คือ มักจะมีความกล้าเสี่ยงได้อย่างเต็มที่ เหตุผลก็คือ เสียก็ไม่เป็นไรเพราะอาจจะขอพ่อแม่ใหม่ได้หรือไม่ก็กลับไปทำงานกินเงินเดือน พวกเขาจะลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ เหมือนนักเก็งกำไร หลายคนสามารถ “ไล่หุ้น” ที่มีขนาดเล็กและไม่ใคร่มีสภาพคล่องได้ทำให้กลายเป็น “ผู้นำ” ที่มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นและทำให้สามารถลงทุนและได้ผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า นี่คือกลุ่ม “Golden Boy” ในตลาดหุ้นที่น่าจับตามอง เพราะพวกเขาอาจจะมีทั้งเงิน ความสามารถ และเวลาในการลงทุนอีกยาวไกล ถ้าไม่ “แพ้ภัยตนเอง” เสียก่อน

Thursday, October 2, 2014

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สมบัติที่รอการปล้นของวอร์เรน บัฟเฟตต์


งบดุล/สินทรัพย์
($ ล้าน)

Ò เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น
Ò สินค้าคงคลัง
Ò ลูกหนี้การค้า – สุทธิ
     ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า



$4,208
2,220
3,317
2,260
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ – รวม                                         0
      รวม สินทรัพย์หมุนเวียน
$12,005











         หนึ่งในสิ่งแรกที่วอร์เรนทำคือ ดูที่สินทรัพย์ว่าบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่าใด
สินทรัพย์รายการนี้มีความหมายตรงตัวคือ
เงินสดหรือสิ่งที่เทียบเท่ากับเงินสด เช่น ตั๋วเงินฝากระยะสั้น (CD) ตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอื่นๆ การที่เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดมีตัวเลขสูงบอกวอร์เรนว่า บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งสามารถทำเงินสดได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเป็นสิ่งดี หรือบริษัทเพิ่งขายกิจการใดกิจการหนึ่ง หรือพันธบัตรมูลค่ามหาศาล ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก การไม่มีเงินสดกองโตหรือมีน้อยมักจะหมายความว่า บริษัทมีเศรษฐกิจแย่หรือ งั้นๆเพื่อจะให้รู้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เราจะมาเจาะลึกสินทรัพย์ประเภทเงินสดของบริษัทกัน

                ปกติแล้ว บริษัทต่างๆจะเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ให้เราคิดถึงเงินก้อนนี้ว่าเป็นเสมือนสมุดเช็คเล่มหนา หากบริษัททำรายได้มากกว่ารายจ่าย เงินสดก็จะเริ่มเพิ่มพูน ทำให้เกิดปัญหาการลงทุนขึ้นมาว่า จะทำอย่างไรดีกับเงินสดที่มี แต่นี่คือปัญหาที่เราชอบ

                เนื่องจากเงินสดทำรายได้ให้ไม่มากหากฝากบัญชีหรือซื้อตั๋วเงินฝาก ดังนั้น จึงดีกว่าหากจะนำมาใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท หรือนำไปลงทุนอย่างอื่นซึ่งให้ผลตอบแทนในอัตราสูงกว่า ดังนั้น เราจึงต้องมานั่งคิดว่าอยากเป็นเจ้าของอะไรดี ระหว่าง ตั๋วเงินฝากระยะสั้นที่มีผลตอบแทน 4% ของเงินที่ลงทุน หรืออพาร์ตเมนต์ซึ่งให้ผลตอบแทน 20%? หากเลือกอพาร์ตเมนต์ สิ่งที่เกิดจะเหมือนกันคือ หากมีรายได้มากกว่ารายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ เงินก็จะเริ่มพอกพูน และเราต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมันต่อไป

                ปกติบริษัทจะใช้เงินสดส่วนเกินในการขยายธุรกิจ ซื้อกิจการใหม่ที่ต่างจากเดิมทุกประการ หรือลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจเพียงบางส่วนโดยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้นคืน หรือนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่บ่อยครั้งที่บริษัทจะเก็บไว้เพื่อเป็นเงินสำรองสำหรับวันที่ธุรกิจไม่สดใสนัก ในโลกธุรกิจที่ท้าทายและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่มีใครที่เตรียมตัวพร้อม มากเกินไป

                บริษัทหนึ่งๆมีวิธีการพื้นฐาน 3 วิธี ในการสร้างเงินสดกองโต คือ 1 ขายพันธบัตรหรือออกหุ้นเพิ่ม ซึ่งจะทำเงินสดได้กองโตก่อนจะนำมาใช้ 2ขายกิจการที่มีอยู่หรือสินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของอยู่ ซึ่งทำเงินได้กองโตก่อนที่บริษัทรู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรเช่นกัน หรือ 3 บริษัทมีธุรกิจที่กำลังสร้างเงินจำนวนมหาศาลกว่าที่จะผลาญหมด ข้อ 3 นี่แหละที่วอร์เรนสนใจ เงินสดกองโตที่มาจากธุรกิจที่กำลังทำอยู่ เพราะบริษัทที่มีเงินสดเหลือใช้กองโตจากธุรกิจที่ทำอยู่ มักจะเป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือคู่แข่ง

                เมื่อวอร์เรนกำลังมองที่บริษัทที่กำลังประสบปัญหาระยะสั้น ซึ่งทำให้ชาววอลล์สตรีทสายตาสั้นพากันทิ้งหุ้นนั้น เขาจะมองไปที่เงินสดและหลักทรัพย์ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ที่บริษัทกักตุนไว้ ทำให้เขารู้ว่าบริษัทนั้นๆมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับปัญหาที่เผชิญอยู่หรือไม่

                และนี่คือกฎ หากเราเห็นเงินสดและหลักทรัพย์ที่สามารถขายได้จำนวนสูง และไม่มีหนี้เลยหรือมีเพียงเล็กน้อย เป็นไปได้มากที่บริษัทจะฝ่าฟันพายุไปได้ แต่ถ้าบริษัทประสบปัญหาขาดเงินสด และกอดหนี้กองโตไว้ เป็นไปได้ว่าเรือกำลังจะจม ซึ่งแม้แต่ผู้บริหารที่เก่งที่สุดคงก็คงไม่สามารถกอบกู้ได้

                วิธีทดสอบง่ายๆ เพื่อดูว่าเงินสดของบริษัทมาจากที่ใด คือ ดูที่งบดุลของ 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเผยให้เห็นว่า เงินสดก้อนโตที่ตุนไว้มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เช่น การขายพันธบัตรหรือออกหุ้นใหม่หรือการขายสินทรัพย์หรือกิจการที่มีอยู่ของบริษัท หรือมาจากธุรกิจที่ทำอยู่ หากเราเห็นหนี้ก้อนโต ธุรกิจที่กำลังดูนั้นคงไม่ใช่ธุรกิจที่ดีนัก แต่หากเห็นเงินสดที่กำลังพอกพูนขึ้นเรื่อยๆและไม่มีหนี้เลยหรือมีเพียงเล็กน้อย ไม่มีการขายหุ้นใหม่หรือสินทรัพย์ และเห็นประวัติกำไรที่สม่ำเสมอธุรกิจที่ว่านั้นน่าจะเป็นธุรกิจชั้นยอดที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่งวอร์เรนมองหา บริษัทที่จะทำให้เรารวยได้ในระยะยาว


                อย่าลืมว่า เงินสดคือพระราชาในยามยาก เพราะฉะนั้น หากเรามีเงินขณะที่คู่แข่งไม่มี เราก็จะเป็นผู้ชนะ และการเป็นผู้ชนะคือเป้าหมายของเรา

Tuesday, September 30, 2014

วัฏจักรของสินทรัพย์หมุนเวียน : วิธีการทำเงิน การลงทุนหุ้น VI

วัฏจักรของสินทรัพย์หมุนเวียน : วิธีการทำเงิน

งบดุล/สินทรัพย์
($ ล้าน)

Ò เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น
Ò สินค้าคงคลัง
Ò ลูกหนี้การค้า – สุทธิ
     ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า



$4,208
2,220
3,317
2,260
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ – รวม                                         0
      รวม สินทรัพย์หมุนเวียน
$12,005


  









      สินทรัพย์หมุนเวียน มีชื่อเรียกอีกอย่างไรภาษาอังกฤษว่า ‘working assets’ หรือ สินทรัพย์เพื่อการดำเนินกิจการ เนื่องจากอยู่ในวัฏจักรของเงินสดที่จะนำไปซื้อสินค้าคงคลัง ซึ่งจะนำไปขายให้ผู้ค้าอีกต่อหนึ่งที่จะกลายมาเป็นลูกหนี้การค้า หลังจากที่เก็บหนี้จากผู้ค้าแล้วบัญชีลูกหนี้เหล่านี้ก็จะกลับมาเป็นเงินสดอีกครั้ง โดยวัฏจักรจะหมุนเวียนไปเช่นนี้ คือ เงินสด Ò สินค้าคงคลัง Ò ลูกหนี้การค้า Ò เงินสด  นี่คือวิธีทำเงินของธุรกิจ

                สิ่งที่เกิดขึ้นในวัฏจักรขอสินทรัพย์หมุนเวียนสามารถบอก วอร์เรนถึงอะไรต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจของธุรกิจ และการที่ธุรกิจนั้นๆมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืนในตลาดหรือไม่

Saturday, September 27, 2014

Balance Sheet in General ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงบดุล


สิ่งหนึ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ (warren buffet) ทำเมื่อพยายามค้นหาว่าบริษัทใดมีความได้เปรียบเทียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่มีคือ ดูว่าบริษัทมีสินทรัพย์ (ให้คิดถึงเงินสด ที่ดิน/อาคาร) และเป็นหนี้ผู้ขาย ธนาคาร หรือผู้ถือพันธบัตร จำนวนเท่าใด ซึ่งเขาจะทราบได้โดยการดูงบดุลของบริษัท
                งบดุลต่างกับงบกำไรขาดทุนตรงที่ งบดุลคือรายงานตัวเลข ณ วันที่ระบุเท่านั้น เราไม่มีงบดุลสำหรับปีนั้นปีนี้ หรือไตรมาสนั้นไตรมาสนี้ แต่สามารถจัดทำขึ้นได้ทุกเมื่อในวันใดก็ได้ของปี และจะเป็นตัวเลข ณ วันที่จัดทำเท่านั้น ฝ่ายบัญชีของบริษัทหนึ่งๆ จะจัดทำงบดุล ณ วันสุดท้ายของทุกไตรมาส ให้เราคิดว่ามันคือภาพถ่ายของสภาพการเงินของบริษัท ณ วันนั้นที่จัดทำก็แล้วกัน
                งบดุลในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ : ส่วนแรก คือ สินทรัพย์ ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน คือ เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน/อาคาร โรงงาน และเครื่องจักร
ส่วนที่สอง  ของงบดุล คือ หนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น ภายใต้หมวดหนี้สิน เราจะพบหนี้สิน 2 ประเภท คือ : หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และหนี้สินไม่หมุนเวียน หรือหนี้สินระยะยาว (Long-Term Liabilities) หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี ซึ่งรวมถึงการลงทุนเงินสดและการลงทุนระยะสั้น สินค้าคงคลังรวม ลูกหนี้รวม และค่าใช้จ่ายที่ชำระล่วงหน้า
                หนี้สินไม่หมุนเวียนหรือหนี้สินระยะยาว คือหนี้ที่ถึงกำหนดชำระในอีก 1 ปีหรือกว่า ซึ่งรวมถึง เงินที่เป็นหนี้ผู้ขายสินค้าให้บริษัท ภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ เงินกู้ธนาคาร และเงินกู้ยืมจากการออกพันธบัตร เป็นต้น
                ในการมองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน วอร์เรนจะมองหาอะไรบางอย่างจากแต่ละหมวดของสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งเราจะพูดถึงต่อไปในเนื้อหานี้
หากนำสินทรัพย์ทั้งหมดตั้งแล้วหักหนี้สินทั้งหมดออก เราจะได้มูลค่าสุทธิของธุรกิจซึ่งเท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น : หารธุรกิจมีสินทรัพย์มูลค่า $1000,000 และหนี้สิน $25,000 มูลค่าสุทธิของหรือส่วนของผู้ถือหุ้นของธุรกิจนั้นๆ จะเท่ากับ $75,000 แต่ถ้าหากธุรกิจมีสินทรัพย์มูลค่า $100,000 และหนี้สิน $175,000 มูลค่าสุทธิของหรือส่วนของผู้ถือหุ้นของธุรกิจนั้นๆจะเท่ากับติดลบ $75,000 หมื่น
สินทรัพย์ หนี้สิน = มูลค่าสุทธิ หรือส่วนของผู้ถือหุ้น
                ทั้งหมดนี้คือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงบดุล ตอนนี้เราจะกระโจนเข้าไปดูว่าวอร์เรนใช้งบดุลและข้อมูลในแต่ละหมวดอย่างไรในการบ่งชี้ว่าบริษัทใดที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือคู่แข่ง

งบดุล
($ ล้าน)
   สินทรัพย์
   เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น
   สินค้าคงคลัง
   ลูกหนี้การค้า – สุทธิ
   ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

$4,208
2,220
3,317
2,260
หนี้สิน
เจ้าหนี้การค้า
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
หนี้ระยะสั้น
หนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนด

$1,380
5,535
5,919
133
รวม สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ                             0                                                                         
หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ                                      258
   รวม สินทรัพย์หมุนเวียน
12,005
รวม หนี้สินหมุนเวียน
13,225
 
   อาคาร-ที่ดิน/โรงงาน/เครื่องจักร
   ค่าความนิยม – สุทธิ
   สินทรัพย์ไม่มีตัวตน – สุทธิ

8,493
4,246
7,863

หนี้ระยะยาว
ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

3,277
1,890
0
   การลงทุนระยะยาว
7,777
หนี้สินอื่นๆ                                                    3,133
   สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นๆ
2,675
รวม หนี้สิน
21,525
   สินทรัพย์อื่นๆ                                                     0


   รวม สินทรัพย์
$43,059
ส่วนของผู้ถือหุ้น
หุ้นบุริมสิทธิ์
หุ้นสามัญ
ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร

0
1,296
7,378
36,235


หุ้นซื้อคืน-หุ้นสามัญ                                  -23,375


รวม ส่วนของผู้ถือหุ้น
รวม หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
21,534
$43.059


Tuesday, February 25, 2014

ปรัชญาหลักในการลงทุน VI แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)



            หลักปรัชญาในการลงทุน (ซึ่งจะส่งผลไปยังวิธีในการลงทุน) ของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  อาจหาอ่านได้ในหนังสือการลงทุนตามสไตล์ของ  วอเร็น  บัฟเฟตต์ซึ่งมีมากมาย   แต่ในฐานะผู้ตีความคนหนึ่ง  ผมขอสรุปไว้สั้นๆ 3 ข้อหลัก  ดังนี้

            1.ลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ

                  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  แนะนำว่าการจะลงทุนในหุ้นของธุรกิจอะไรสักอย่าง เราควรจะรู้จักสิ่งที่เรากำลังจะเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  นอกจากเข้าใจแล้วจะต้องทำวิจัยก่อนตัิดสินใจซื้อด้วย  ในการลงทุนในหุ้นเราอาจลองใช้แนวคิดเหมือนกับเรากำลังจะลงทุนในธุรกิจนั้นๆ  ถ้าเราจะเปิดร้านอาหาร เราก็คงต้องตอบคำถามหลายอย่าง  เช่น
  • เรากำลังจะขายอะไร
  • สินค้าและบริการคืออะไร
  • ลูกค้าของเราคือใคร
  • เขามีความต้องการอย่างไร
  • วิธีการผลิตและบริการเป็นอย่างไร
  • คู่แข่งเป็นอย่างไร
  • ความพร้อมและความสามารถของผู้บริหารและพนักงานเป็นอย่างไร
  • ราคา  ต้นทุน  และกำไรเป็นอย่างไร
  • ต้องลงทุนเท่าไร    เป็นต้น
         ถ้าคิดแบบนี้  เวลาสนใจจะลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ทำร้านอาหาร  เราก็คงต้องวิเคราะห์เพื่อทำทความเข้าใจแบบนี้เช่นกัน  แต่การลงทุนในหุ้นจะมีข้อดี  คือ  เราไม่ต้องเหนื่อยไปบริหารธุรกิจเอง  เพราะมีผู้บริหารมืออาชีพคอยดูแล  เราเพียงแต่คอยติดตามวิเคราะห์ดูว่าบริษัทจดทะเบียนยังดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี  เติบโต  กำไรดี  ผลตอบแทนดี  มีความมั่นคงอยู่เสมอหรือไม่

         วอเร็น  บัพเฟตต์  มักจะกล่าวว่า "ผมไม่เข้าใจเทคโนโลยี ดังนั้น ผมจึงไม่ลงทุนในกลุ่มนี้"  ไม่ได้หมายความว่า  ธุรกิจเทคโนโลยีไม่ดี  ไม่มีอนาคตแต่  วอเร็น  บัฟเฟตต์  อธิบายว่าเขาไม่ถนัดในการทำความเข้าใจกับธุรกิจดังกล่าว ทำให้ไม่มั่นใจที่จะคาดการณ์สภาพของธุรกิจในอนาคต  ซึ่งส่งผลต่อความไม่เข้าใจในการคาดการณ์กระแสเงินสด  และการประเมินมูลค่าของธุรกิจนี้  เขาจึงไม่กล้าลงทุน

          ลองสังเกตหุ้นที่อยู่ในพอร์ตของธุรกิจลงทุนอย่างยาวนานของ  วอเร็นบัฟเฟตต์ เช่น
  • การลงทุนในหุ้นของโรงงานสิ่งทอ  เบิร์กไซร์  ฮาธาเวย์  ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจการลงทุนของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  แทนแต่ในตอนที่เขาซื้อหุ้นของโรงงานสิ่งทอนี้  วอเร็น  บัฟเฟตต์  ต้องการลงทุนในธุรกิจสิ่งทอจริงๆ เพราะในยุคทศวรรษ 1960 ธุรกิจสิ่งทอยังขยายตัวได้ดีในสหรัฐฯ  ซึ่งวอเร็น  บัพเฟตต์  ศึกษาธุรกิจนี้มาอย่างถ่องแท้แม้ธุรกิจสิ่งทอจะถูกวิพากณ์วิจารณ์ว่าเป็นธุรกิจในเศรษฐกิจแบบเก่า  แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็น  อย่างไรก็ดี ในทศวรรษ 1980 ธุรกิจสิ่งทอในสหรัฐฯ  เผชิญกับการแข่งขันจากสิ่งทอของประเทศจีน  และประเทศกำลังพัฒนา  ทำให้สภาพแวดล้อมเปลีื่ยนไป  วอเร็นจึงเปลี่ยนบริษัทสิ่งทอนี้เป็นธุรกิจการลงทุนแทน  แม้ว่าวอเร็น บัฟเฟตต์จะเห็นว่าการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจสิ่งทอนี้เป็นความผิดพลาด  แต่ในตอนที่ตัดสินใจซื้อ  เขาใช้หลักการที่เกี่ยวกับ "การลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ" แต่บทเรียนที่ได้มาเพิ่มเติมก็คือ  "เราต้องเข้าใจมันตลอดทุกช่วงเวลาด้วย"
  • การลงทุนในหุ้นบริษัทประกันภัย GEICO หุ้นบริษัทเครื่องดื่มโคคา-โคล่า  หรือหุ้นบริษัทหนังสือพิมพ์ เดอะ วอชิงตันโพสต์  ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยงข้องกัีบชีวิตในอดีตที่ผ่านมาของวอเร็น  ที่เขามีประสบการณ์ได้ทำงานเกี่ยวข้องหรือมีโอกาสได้วิเคราะห์จนเข้าใจในธุรกิจเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง  จนแน่ใจใจความมั่นคง  และโอกาสการเติบโตของธุรกิจเหล่านั้น  ซึ่งนำไปสู่การประมาณการมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ  และเมื่อนำมาเทียบกับราคาตลาดของหุ้นที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัท  เหมือนกับได้ "ของดี  ราคาถูก" ทำให้มีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)  ถ้าในอนาคตราคาหุ้นขึ้นไปตามมูลค่า  ก็จะได้ผลตอบแทนสูง (เพราะซื้อมาราคาถูก) หรือถ้าราคาหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นลง  เราก็จะไม่ตกใจมาก เพราะซื้อมาในราคาถูก  จึงทนต่อความผันผวนได้มากกว่า
        จะเข้าใจในธุรกิจได้ต้องทำอย่างไรบ้าง
          
              วอเร็น บัฟเฟตต์ ให้กำลังใจว่า  นักลงทุนรายย่อยก็สามารถศึกษาวิจัยธุรกิจได้ไม่ต้องกลัวว่าเป็นศาสตร์ขึ้นสูง  ต้องเป็นนักวิเคราะห์  นักวิชาการเท่านั้นที่ทำได้  วิธีการศึกษาธุรกิจ  ซึ่งต้องเป็นไปตลอดช่วงเวลาการลงทุน  (ซื้อ, ถือ และขายออก)  พอสรุปได้ดังนี้
  • อ่าน วิเคราะห์  ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกาับการดำเนินธุรกิจ  เช่น ประวัิตกิจการสินค้าและบริการ  ตลาด  คู่แข่ง  ฐานะทางการเงิน  และผลการดำิเนินงาน  เป็นต้น
  • เข้าใจหลักการพื้นฐานของบัญชี  การวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทเพราะบัญชีเป็นภาษาของธุรกิจ  ภาพคตวามสำเร็จหรือไม่สำเร็จทางธุรกิจจะสะท้อนออกมาที่งบการเงิน
  • ไปเยี่ยม  สำรวจ  และสัมภาษณ์กิจการ
  • เข้าร่วมประชุมประจำปี  รู้จักผู้บริหารของบริษัท
  • ฯลฯ
      กล่าวกันว่าในแต่ละวันของ  วอเร็น  บัฟเฟตต์ และทีมงานใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันในการศึกษาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และการใช้เวลาอาจนานกว่านี้โดยเฉพาะในช่วงที่รายงานประจำปีที่สรุปรวมภาวะการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ออกมาสู่สาธารณชน

      และเนื่องจากข้อมูลต่างๆ มีมาก นักลงทุนจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะย่อยข้อมูลและนำเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์  ซึ่งอาศัยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ  เช่น  การบริหารเชิงกลยุทธ์  การบริหารการตลาด  การบริหารการผลิด  การบริหารบุคลากร  และการบริหารการเงิน  เข้ามาช่วยใจการวิเคราะห์  เพื่อหาข้อสรุิปว่าธุรกิจนั้นยังดีและคุ้มค่าที่จะลงทุนต่อไปหรือไม่

       2.ลงทุนในตลาดสินค้าและบริการ

       วอร์เรน  บัฟเฟตต์  ใช้คำเปรียเทียบให้เห็นภาพว่า  เวลาเลือกลงทุนให้คิดว่ากำลังลงทุนในเมนสตรีท (Main Street) ไม่ใช่ วอลล์สตรีท (Wall Street)

       คำว่า "เมนสตรีท" (Main Street) คือ ธุรกิจที่มีการดำเนินงานอยู่แล้วและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ทำธุรกิจแบบยั่งยืนไม่ใช่ธุรกิจตามกระแส  ส่วนการลงทุนใน "วอลล์สตรีท" (Wall Street) เป็นการเปรียบเปรยว่าเป็นการดำเนินธุรกิจในโลกทีจับต้องไม่ได้  เป็นแค่สัญญาณการซื้อขาย  สัญญาณราคาจับต้องไม่ได้

       วอร์เร็นให้ความเห็นว่าการที่เรารู้จักสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ  ทำให้เราสามารถเน้นการลงทุนไปที่ถนนสายหลัก (Main Street) หรือตัวธุรกิจ  แม้ว่าเราจะซื้อมันจากตลาดหุ้น (Wall Street) แต่เราก็จะไม่ตกใจง่ายๆ กับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น  เพราะทุกครั้งเราจะกลับไปดูที่ตัวธุรกิจว่ามันยังดีอยู่ไหม  แนวคิดนี้จึงเป็นการย้ำให้นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าเห็นว่า  "ความมั่งคั่ง...  เกิดจากเมนสตรีทมากกว่าวอลล์สตรีท" 

      ค้นหาธุรกิจที่ดีบนเมนสตรีท
    
           เวลาเราค้นหาธุรกิจดีที่น่าในใจจะลงทุน  วิธีหนึ่งที่ควรทำก็คือเดินไปในย่านเศรษฐกิจของเมือง  สอดส่ายสายตาคอยดูว่าประชาชนทั่วไปจับจ่ายใช้สอยอะไร  ร้านค้าบางร้าน  บริษัทบางแห่ง ทำไมจึงขายดี  ทำเลที่ตั้งดี  หรือเพราะสินค้าบริการถูกใจลูกค้า  หรือเราอาจเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าไปซื้อน้ำผลไม้ยี่ห้อที่เราโปรดปราน  แล้วอาจจะฉุกใจคิดว่า  จะมีคนอีกเท่าไรที่มีรสนิยมแบบเรา  ขนาดตลาดของน้ำผลไม้แบบนี้มีอยู่เท่าใด  และเป็นส่วนแบ่งการตลาดของน้ำผลไม้ยี่ห้อนี้อยู่เท่าใด  นี่คือตัวอย่างของการเข้าไปหาธุรกิจที่ดีบนเมนสตรีท  ซึ่งแนวคิดการลงทุนแบบนี้ให้คิดเสมือนว่าเรากำลังจะทำธุรกิจแบบนี้ด้วยตัวของเราเอง

            ส่วนประเด็นต่อมา  ถ้าบริษัทที่เราสนใจนั้นเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย  อย่างนี้ถือว่าอยู่ในวอลล์สตรีท  ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่จะสามารถขอเข้าไปลงทุนร่วมได้ง่าย  โดยเข้าไปซื้อหุ้นเก็บไว้ผ่า "วอลล์สตรีท" แต่เราจะสบายใจมากกว่าเดิม  เพราะผ่านการวิเคราะห์บน "เมนสตรีท" มาแล้ว

       การลงทุนในเมนสตรีท  เป็นการลงทุนระยะยาว 

           วอร์เรน  บัฟเฟตต์ ใช้คำพูดที่โดนใจมาก  เมื่อถูกถามว่า "ทำอย่างไรจึงจะรวยเร็ว" เขาตอบว่า "ตลาดหุ้น (วอลล์สตรีท)  เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่คนขับรถโรลส์รอยซ์ได้รับคำแนะนำจากคนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน"  ซึ่งตีความหมายได้ว่า  คนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินก็คือประชาชนทั่วไปนั่นเอง  เขาใช้ชีวิตอย่างไร  บริโภคอะไร  วอร์เร็นจึงลงทุนในบริษัทที่ผลิตอิฐ  สีทาอาคาร  ฉนวนกันความร้อน  พรม เครื่องดูดฝุ่น  เครื่องประดับอัญมณี  เฟอร์นิเจอร์  เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น  หลายบริษัทที่วอร์เร็นเข้าไปลงทุน  เขาเริ่มจากการเป็นเจ้าของกิจการบางส่วนโดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์  ไปสู่การซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ  โดยซื้อเพิ่มเรื่อยๆ  ถือหุ้นไว้ในระยะยาว  ถ้าบริษัทมั่นคงดีกำไรสูง  มูลค่าหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย  กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้มีผลทำให้ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตการลงทุนของวอร์เร็นก็เปลี่ยนไปด้วย

           จะเห็นได้ว่า  ในพอร์ตลงทุนของวอร์เร็น ในปี 1997  ลงทุนในหุ้นสามัญถึง 73% ของสินทรัพย์และลดลงเหลือ 26% ในปี 2002 โดยไม่มีการขายหุ้นออกเลย  แต่ขณะที่ได้เข้าซื้อหุ้นธุรกิจที่ดีเิ่พิ่ม  จนมีสัดส่วนจาก 4% ของสินทรัพย์เป็น 30% ในอีก 5 ปีต่อมา  ถ้าบริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้ดี  ราคาหุ้นที่สูงขึ้น  ก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเขามีมูลค่าสูงขึ้น  เพิ่มโอกาสในการไปซื้อกินการเมนสตรีทดีๆ เพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก้ดี วอร์เร็นจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายกิจการแบบไม่เป็นมิตร  และพนักงานทั้งหมดจะยังคงทำงานอยู่ต่อไปเมื่อเขาซื้อกิจการ

           การลงทุนสไตล์แบบวอร์เรน  บัฟเฟตต์  มีลักษณะที่ขัดแย้งกับการลงทุนทั่วไปในวอลล์สตรีท  นักซื้อขายหลักทรัพย์หรือเทรดเดอร์ในวอลล์สตรีทหารายได้จากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น  ซึ่งตรงข้ามกับวอร์เร็นที่สร้างความมั่งคั่งและทำกำไรจากผลประกอบการของแต่ละธุรกิจที่เขาลงทุน  เขาเน้นและจำกัดการลงทุนในบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง  เวลาประเมินบริษัท  เขาไม่ใช้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของบริษัท  แต่จะวัดจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตามบัญชีในแต่ละปี 

            โดยสรุปแล้ว  วิธีการของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  ที่ลงทุนในเมนสตรีทเป็นเรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจดีๆ เพียง 1-2 ธุรกิจ  เขาเจาะลึกศึกษางบกำไรขาดทุน  งบดุล  ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  ความต้องการเงินทุน  หนี้สิน  มูลค่าที่แท้จริง  จริยธรรมของผู้บริหาร  ค่านิยมของผู้บริหาร  บุคลิกของผู้บริหาร  ความภักดีของลูกค้า  พนักงานและเจ้าของ  เขาเห็นว่าการลงทุนแบบวอลล์สตรีท  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ กำลังกระทำ เช่น เข้าซื้อวันนี้แล้วขายออกพรุ่งนี้  มีระยะเวลาสั้นมันไม่เกี่ยวกับมูลค่า  แต่เกี่ยวกับราคาทั้งสิ้น

             Robert P.Mile ผู้เขียนหนังสือ "มั่งคั่งอย่าง วอร์เร็น  บัฟเฟตต์" ได้สรุปวิธีการตรวจสอบกิจการในเมนสตรีทไว้ 3 ประการดังนี้
  • พิจารณาที่ตัวธุรกิจ  เรียบง่ายหรือไม่  อยู่ในอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจหรือไม่  เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงหรือไม่  มีหนี้สินหรือไม่  อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร
  • พิจารณาตัวผู้บริหาร  พวกเขาซื้อสัตย์หรือไม่  แผนการขยายธุรกิจเป็นอย่างไร  ฐานะการเงินดีหรือไม่  สัดส่วนการถือหุ้นในกิจการของพวกเขามากน้อยเพียงใด
  • พิจารณามูลค่าธุรกิจ  กิจการมีมูลค่าที่แท้จริงเท่าใด  สามารถซื้อในราคาถูกหรือไม่

       3.ซื้อเพื่อถือระยะยาว  ซื้อจำนวนมากและของจำนวนน้อย

         เคล็ดลับของวอร์เร็นอยู่ตรงที่ว่า  ถ้าหุ้นบริษัทนั้นถูกพิสูจน์ตลอดเวลาว่าเป็นของดี  เราก็ควรจะ
  • ซื้อเพื่อถือระยะยาว
  • ถ้าเรามีกำลังซื้อสูง  เราควรซื้อมากๆ (ซื้อจำนวนมาก)
  • ของดีจริงๆ มีจำนวนน้อย  ควรซื้อแบบเจาะลึกกับบริษัทเพียง 2-3 บริษัทเท่านั้น (ของจำนวนน้อย)
         วิธีการดังกล่าวนี้ตรงข้ามกับการซื้อหุ้นเพื่อขายเมื่อมีกำไร  วอร์เร็นเห็นว่า "ถ้าซื้อของดี  คุณไม่จำเป็นต้องรีบขาย  อย่าซื้อเพื่อถือไว้เพียง 10 นาที" ถ้าเราลงทุนเพื่อถือระยะยาว  เราจะคิดถึงหุ้นนี้ต่างจากพวกนักเก็งกำไรและนักค้าหลักทรัพย์  เราจะนึกถึงสิ่งที่จะปกป้องธุรกิจ  ความสุข  และความภักดีของพนักงาน  ผู้บริหาร ลูกค้า ถ้าผู้คนเหล่านี้ยังคงพอใจและทำธุรกิจเติบโตต่อไปได้ มันจะทำให้มูลค่าในระยะยาวของธุรกิจสูงขึ้น  และราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย

        ข้อมูลการถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทดีๆ เพียงไม่กี่แห่งของวอร์เร็น  บัฟเฟตต์  สรุปได้ดังนี้

ข้อมูลการถือหุ้นระยะยาวของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  สรุปดังนี้

             ความสำคัญจองการซื้อเพื่อถือระยะยาวในแบบของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์ ก็คือ  การต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าหุ้นหรือบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ยังคงดีอยู่  สมควรอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปหรือไม่  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทนั้นยังคงดีอยู่  วอร์เร็นแนะนำให้ใช้แบบจำลองที่เรียกว่า "Circle of Competence" ซึ่งแสดงได้ด้วยรูปดังนี้



              Circle  of competence

                     จากรูป  เราอาจเรียก Circle of Competence นี้ว่า  การกำหนดขอบเขตความสามารถของบริษัท (ที่เราสามารถเข้าใจได้) บริษัทที่ดีควรจะมีองค์ประกอบพร้อมเพรียงทั้ง 3 ด้าน (ส่วนสีทึบที่วงกลม 3 วงทับซ้อนกัน)

              Outstanding Business  หมายถึง  ความโดดเด่นทางธุรกิจ  ได้แก่
  • ธุรกิจเรียบง่าย  เข้าใจได้
  • มีงบดุล (ฐานะการเงิน)  ที่เข้มแข็ง
  • มีภาวะเศรษฐกิจที่ดี (เช่น  กระแสเงินสดดีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง)
  • มีความได้เปรียบในการแข่งขัน
              Top-notch  Managers หมายถึง  ความสามารถในการบริหารงาน ได้แก่
  • มีผู้บริหารที่มีความสามารถ
  • จัดสรรเงินทุนอย่างมีเหตุผล
  • ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้น
  • ผู้บริหารมีส่วนการเป็นเจ้าของ
               Attractive  Prices หมายถึง  ราคาดี  น่าสนใจ
  • ราคาตลาดปัจจุบัน  ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (ของดีราคาถูก)
              สิ่งที่เราควรทำก็คือ  การค้นหาบริษัทที่ดีมากๆ ซึ่งอาจมีอยู่ไม่มากในพื้นที่สีทึบข้างต้น  ซึ่งในกระบวนการวิเคราะห์  ต้องใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ (วัดได้)  และข้อมูลเชิงคุณภาพ (วัดไม่ได้) ประกอบกัน
            
              ผมขอจบแนวคิดและปรัชญาหลักในการลงทุนแบบ วอร์เร็น  บัฟเฟตต์   ไว้ที่ตอนนี้  ในความเป็นจริงเนื้อหาหรือเรื่องราวการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  ยังอาจมีรายละเอียดอยู่อีกมากมายกว่านี้  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมต่อไปได้  แต่ส่วนที่สรุปมาให้นี้หวังว่าพอเป็๋นภาพเบื้องต้นที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มีความชอบการลงทุนสไตล์แบบนี้  เริ่มต้นนำไปใช้ประยุกต์กับการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวต่อไปคับ