Showing posts with label จิตวิทยา. Show all posts
Showing posts with label จิตวิทยา. Show all posts

Sunday, November 29, 2015

ปรับใจสู่ความเป็นจริง / ดร.นิเวศน์




   ถึงวันนี้ผมคิดว่ามันอาจจะเป็น “จุดเริ่ม”  ของการเปลี่ยนแปลง  “ทิศทาง”  ของภาวะตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนของประเทศไทย  ไม่ใช่เพราะดัชนีตลาดหุ้นและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ตกต่ำลงมาตั้งแต่ต้นปี  เพราะดัชนีตลาดหุ้นและปริมาณการซื้อขายหุ้นของไทยนั้นตกลงมาน้อยมาก  แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยรวมถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของไทยนั้นถดถอยลงต่อเนื่องมาหลายปีอย่างเห็นได้ชัดและผมก็ยังไม่เห็นว่าเราจะสามารถปรับตัวให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร  นอกจากนั้น  ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเองก็มีราคาแพงกว่าที่ควรเป็นเมื่อเทียบกับอดีต  สิ่งเดียวที่ผมเห็นว่ายังทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลก็คือการที่ทางเลือกอื่นนั้นก็ไม่ได้ดีกว่า  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้นต่ำมากเป็นประวัติการณ์และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น  เช่นเดียวกับทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพงลิ่วหรือการลงทุนในทองคำที่มีความเสี่ยงสูงและไม่จ่ายผลตอบแทนเป็นเงินสดเลย  ด้วยเหตุดังกล่าว  ผมเองจึง“คาดเดา”  ว่า  ดัชนีตลาดหุ้นนับจากนี้ไปอีกหลายปีนั้นน่าจะเป็นตลาดหุ้น “Sideways”หรือตลาดหุ้นที่ดัชนี “ไม่ไปไหน” อีกหลายปี  แต่ในระหว่างนั้นก็จะปรับตัวขึ้นลงสลับกันไป

ถ้าดัชนีหุ้นเป็น “ไซ้ต์เวย์”  ตามที่คาดเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวยเป็นเวลานาน  สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ  เราควรที่จะ “ปรับใจ” เพื่อที่จะรับกับสถานการณ์ดังกล่าวล่วงหน้า  วิธีคิดและกลยุทธ์ต่าง ๆ  ของเราก็อาจจะต้องปรับตามเพื่อที่จะสอดรับกับสถานการณ์นั้นเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถ  “เอาตัวรอด”  หรือยังสามารถสร้าง “ผลตอบแทนที่เหมาะสม”  ได้   มาดูกันว่านักลงทุนแต่ละแนวน่าจะต้องเตรียมใจรับกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง

เริ่มตั้งแต่นักลงทุนที่เลือกหุ้นไม่เป็นแต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควรในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ซึ่งนิยมลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ   ก่อนหน้านี้พวกเขาหวังว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้นในระยะยาว  ซึ่งจะทำให้เงินของเขาเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุก 6-7 ปี   ผมคิดว่าเราควรปรับความคิดใหม่ว่านั่นคือเรื่องใน “อดีต” ที่อาจจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว  การที่ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% แบบทบต้นนั้นน่าจะหมายความว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมาก  เป็น “ดารา” ของโลก  แต่นับจากนี้ไปในอนาคตเราคงทำไม่ได้แล้ว  ดังนั้น  ผมคิดว่าเราควรปรับใจว่าเราคงจะได้น้อยลง  ถ้าจะมองแบบอนุรักษ์นิยมก็น่าจะคิดว่าเราได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 5-7% แบบทบต้น ซึ่งก็หมายความว่าเงินของเราอาจจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตัวในเวลาประมาณ 10-15 ปี  “ความฝัน” ที่จะเกษียณและมีชีวิตที่จะอยู่อย่างสบายก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

คนที่เล่นหุ้นเป็น “งานอดิเรก” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนที่เล่นหุ้นที่มี Story น่าตื่นเต้น  เล่นหุ้นที่มี “ข่าวดี” ตามหน้าหนังสือพิมพ์หุ้นหรือข่าวตาม Social Media  เล่นหุ้นที่มีนักลงทุนรายใหญ่เข้าไปเล่น  และเล่น “หุ้นปั่น” ที่มีราคาวิ่งขึ้นไปแรงมากโดยที่ “ไม่มีข่าวอะไรเลย”ยกเว้น  “ข่าวลือ”  และหุ้นทั้งหมดนั้นมักเป็นหุ้นตัวเล็กหรือหุ้นที่มี Free Float ต่ำ  ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมรับว่าการทำเงินจากการ  “ตามแห่”  หรือเล่นหุ้นตามกระแสนั้น  ยากที่จะทำกำไรได้  การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่องปกติ  ส่วนกำไรนั้นจะหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ  และนี่จะเป็นงานอดิเรกที่มีต้นทุนสูงเกินไป

เช่นเดียวกัน นักเล่นหุ้นขาใหญ่หรืออาจจะไม่ได้ใหญ่นักแต่ก็มีเงินส่วนตัวและวงเงินมาร์จินมากพอที่จะ  “ไล่ราคา” หุ้นตัวเล็ก ๆ  หรือหุ้นที่มี Free Float ต่ำและขายทำกำไรได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่  “ไม่เคยพลาด” และทำให้หลายคนร่ำรวยมีเงินหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทจากเงินต้นไม่มากนัก  แต่นับจากวันนี้ผมก็คิดว่าวิธีการแบบนี้ก็น่าจะได้ผลน้อยลง  หลายครั้งแทนที่จะกำไรก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักได้โดยเฉพาะถ้าตลาดหุ้นไม่เป็นใจซึ่งจะทำให้คนทำต้อง  “ติดหุ้น” หรือในกรณีเลวร้ายต้องถูกโบรกเกอร์ฟอร์สเซลหรือบังคับขายหุ้นเพื่อลดมาร์จินซึ่งมักจะทำให้กลายเป็น  “หายนะ” ของการเล่นหุ้นของ  “เจ้ามือ” ในท้ายที่สุด

คนที่เล่นหุ้น Growth หรือหุ้นที่คาดว่าจะมีการเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าคือ  “ผู้ชนะ”  หรือประสบความสำเร็จสูงมากกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้น  ลักษณะของหุ้นที่พวกเขาเล่นนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีการเติบโตของกำไรสูงมาระยะหนึ่งหรือไม่ก็เริ่มมีกำไรเติบโตสูงขึ้นมาอย่างเด่นชัดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหรือตัวบริษัทที่เอื้ออำนวยให้บริษัททำกำไรได้ดีขึ้นมากจากอดีตที่ “เซื่องซึม”  หรือ “ธรรมดา”   คนที่เล่นหุ้นเหล่านี้ก็คือคนที่สามารถมองเห็นแนวโน้มหรือการเปลี่ยนแปลงก่อนคนอื่นและเข้าไปลงทุน  หลังจากนั้นพวกเขาก็จะช่วยกันเผยแพร่หรือกระตุ้นให้นักลงทุนคนอื่นสนใจผ่านสื่อต่าง ๆ  จนเกิดเป็น “กระแส” ของหุ้นว่ามันเป็นหุ้นที่โตเร็วและมีศักยภาพสูง  ผลต่อมาก็คือการที่คน “แห่” กันเข้าไปซื้อหุ้นและดันราคาให้ขึ้นไปสูงลิ่วอย่าง  “ไม่น่าเชื่อ”  ส่วนหนึ่งเนื่องจาก Free Float ของหุ้นที่มักจะต่ำเมื่อเทียบกับปริมาณของคนที่เข้าไปซื้อหุ้น  ราคาของหุ้นเติบโตเร็วเหล่านั้นสูงจนค่า PE หลาย ๆ  ตัวนั้นเกินกว่า 40-50 เท่า ค่า PB ก็สูงบางทีเป็น 10 เท่าโดยที่ปันผลตอบแทนนั้นต่ำกว่า 1% ต่อปี  แต่นับจากวันนี้ผมก็คิดว่าสถานการณ์แบบนี้ก็จะเกิดยากขึ้นมาก

เหตุผลก็คือ  ด้วยสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย  ผลประกอบการของหุ้น Growth ก็เริ่มปรากฏให้เห็นว่ามันไม่สามารถที่จะโตได้แบบนั้นในระยะยาว  ประเด็นสำคัญก็คือ  ตัวบริษัทเองนั้น  ส่วนใหญ่ไม่ได้มีศักยภาพหรือความสามารถพอที่จะ “ฝ่า”กระแสของภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงไปได้มากนัก  และนั่นทำให้นักลงทุนเริ่ม  “ขาดความมั่นใจ” ต่ออนาคตของบริษัทที่ถูกวาดภาพไว้อย่างสวยหรู  ผลก็คือ  พวกเขาบางคนจะเริ่มขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมาทำให้ค่า PE ลดลง  ในเวลาเดียวกัน  กำไรที่เพิ่มขึ้นก็ไม่มากพอที่จะสนับสนุนค่า PE ที่สูงได้  บางกรณีที่เลวร้าย  กำไรของบริษัทกลับลดลง  และนี่ทำให้หุ้นกลายเป็น “หายนะ”   ดังนั้น  ผมเองคิดว่าคนที่เล่นหุ้น Growth จะต้อง “ปรับใจ” ให้เข้ากับความเป็นจริงที่ว่า  หุ้นนั้นไม่สามารถที่จะโตได้เร็วและยาวนานมากหากมันไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก  ดังนั้น  ค่า PE ของหุ้นนั้นไม่อาจจะสูงมากอย่างที่เคยเป็นได้

สุดท้ายสำหรับ VI “พันธุ์แท้”  ทั้งหลายที่ก็ทำผลงานการลงทุนได้ประทับใจมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนหลายคนคิดว่าตนเองนั้นจะยังคงทำผลตอบแทนต่อปีเฉลี่ยอย่างน้อยก็ปีละ 20-30% ในระยะยาวได้จากการลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า “มูลค่าพื้นฐาน” ที่แท้จริงมากพอ  มี  Margin of Safety สูง  ผมเองคิดว่า VIจำนวนมากนั้น  “Over Rated” หรือให้คะแนนความสามารถของตนเองเกินความเป็นจริงเนื่องจากสถิติที่โดดเด่นเหนือกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดมากในอดีตที่ผ่านมา  ซึ่งสาเหตุนั้นผมคิดว่ามาจากการที่หุ้นที่เรียกว่า “VI” นั้นได้รับความนิยมสูงและราคาปรับตัวขึ้นไปมากประกอบกับการที่ VI นั้นมักจะมีการซื้อขายเปลี่ยนตัวหุ้นสูงเป็นแนว  “เทรดหุ้น VI” คือเปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อย ๆ  ขายหุ้น VI ที่ปรับตัวขึ้นเร็วและเข้าไปจับหุ้น VI ตัวใหม่ที่ราคายังไม่ขึ้น  ผลจากการนี้ทำให้หุ้น “VI” เกือบทุกตัวมีราคาแพงขึ้นมากจนไม่อาจจะเรียกว่าเป็นหุ้น VI ต่อไปแล้ว  ดังนั้น  ในอนาคต VI เองก็จะต้องปรับใจยอมรับว่าการหาหุ้น VI ที่มีราคาถูกจะยากขึ้นเรื่อย ๆ  และการที่จะทำผลตอบแทนปีละ 20-30% นั้นยากมาก  ควรจะหวังว่าถ้าทำได้ปีละ 12-15% ก็สุดยอดแล้ว

และทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตไปอาจจะอีกหลายปี  แน่นอน มีโอกาสที่จะผิด  หุ้นยังอาจจะดีต่อไปอีกหลายปี  บางทีอาจจะดีมาก “หักปากกา” ของคนที่มองตลาดใน“ภาพลบ”  หลาย ๆ  คน  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอาจจะกลับมา  “วิ่งฉิว” อย่าง “คาดไม่ถึง”  ซึ่งผมเองก็คงจะ “เงิบ” ไป  แต่นั่นคงไม่ปัญหา  เพราะจริง ๆ  แล้วผมเองก็อยากที่จะ “คาดผิด”  เพราะนั่นคงจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของผมเองดีขึ้นมาก

Sunday, May 10, 2015

จิตวิทยาของคนเล่นหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


 แม้ว่า Value Investor ผู้มุ่งมั่นส่วนใหญ่อาจจะบอกว่าตนเองไม่ใคร่สนใจภาวะตลาดหลักทรัพย์มากนักเพราะว่าเขา  “ลงทุนหุ้นเป็นรายตัว”  ไม่ได้ลงทุนในดัชนีหุ้น  แต่การดูภาวะตลาดหุ้นว่ามันน่าจะแพงหรือถูกก็ไม่ได้เสียอะไร  แต่ข้อดีก็คือ  อย่างน้อยมันอาจจะช่วยเตือนให้เราระมัดระวังมากขึ้นในยามที่คน  “กำลังโลภ”  หรือกล้ามากขึ้นในยามที่คน  “กำลังกลัว”  อย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดไว้

    วิธีที่จะดูว่าภาวะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไหนนั้น  นอกจากการดูตัวเลขดัชนีหุ้นหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น  ค่า P/E  P/B  Dividend Yield หรือเครื่องชี้อย่างอื่นเช่น จำนวนของหุ้น IPO และราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดวันแรก ๆ  แล้ว  อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราเห็น “ภาพใหญ่” ก็คือ  การวิเคราะห์เรื่องของ  “จิตวิทยา”  ของคนเล่นหุ้น   เพราะจิตวิทยาหรือความคิดของคนแต่ละคนจะสะท้อนไปถึงหรือเป็นตัวกำหนดการซื้อหรือขายหุ้นของเขา  และเมื่อรวมเอาความคิดของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น  มันก็จะสะท้อนไปถึงหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น  ซึ่งในที่สุดก็สะท้อนไปที่ดัชนีตลาด  พูดแบบรวม ๆ  ก็คือ  ถ้าคนมองโลกในแง่ดีกับหุ้น  ราคาหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นไป  ตรงกันข้าม  ถ้าคนมองโลกในแง่ร้าย  หุ้นก็จะปรับตัวลงมา  ประเด็นก็คือ  มองโลกในแง่ดีแค่ไหน?  หรือมองโลกในแง่ร้ายแค่ไหน? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนส่วนใหญ่มองโลกไปในแง่ไหน?

    ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าคนมองโลกในแง่ไหนนั้น  สิ่งที่จะต้องกำหนดก่อนก็คือ  ระดับของ  “จิตวิทยาสังคม”  ที่นักวิชาการได้กำหนดไว้เป็นขั้น ๆ  เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 นั่นก็คือ  สิ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  Optimism หรือคนเริ่มมีความหวังหรือ  “มองโลกในแง่ดี”  และถ้าคนส่วนใหญ่มองโลกในแง่ดี  สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ  พวกเขาจะอยากลงทุนซื้อหุ้นเพราะมองว่าภาวะทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น  บริษัทจดทะเบียนจะขายสินค้าได้มากขึ้นและมีผลกำไรที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้นหรือสูงกว่าการลงทุนอย่างอื่นที่มีอยู่เช่นการฝากเงิน  ผลก็คือ  ราคาหุ้นก็จะทยอยปรับตัวขึ้น  อาจจะถึง 10%

    ขั้นที่สองของจิตวิทยาสังคมก็คือ  Excitement หรือนักเล่นหุ้นจะเริ่มรู้สึก  “ตื่นเต้น” หลังจากที่หุ้นที่พวกเขาถือและดัชนีหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นมาถึงระดับหนึ่งที่ก็ยังไม่สูงมากจากจุดเริ่มต้น  คนที่ทำกำไรได้แล้วก็อาจจะเริ่มลงทุนเพิ่ม  นักเล่นหุ้นที่เคยเล่นและเลิกไปแล้วก็อาจจะเริ่มกลับเข้าตลาด  เม็ดเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มก็จะผลักดันให้หุ้นและดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นไปอีก  ดัชนีหุ้นในช่วงนี้อาจจะขึ้นไปแล้วถึง 20%

    ขั้นที่สามคือ Thrill หรือที่เรียกว่าขั้น  “เร้าใจ”  ถึงจุดนี้  คนที่เข้ามาตั้งแต่แรกก็เริ่มทำเงินเป็นกอบเป็นกำจากการเล่นหุ้นและได้ประกาศหรือบอกต่อกับคนที่รู้จัก  หลายคนก็เริ่มเขียนหนังสือหรือแนะนำวิธีการลงทุนที่จะทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้นผ่านสื่อต่าง ๆ  อัจฉริยะหรือเซียนหุ้นเริ่มปรากฏตัวขึ้น  การลงทุนในตลาดหุ้นกลายเป็นกิจกรรมที่ดีและทำเงินได้ดีกว่าการทำงานหรือลงทุนอย่างอื่น  คนที่ไม่เคยสนใจหุ้นแต่มีเงินก็เริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้น  การลงทุนดูเหมือนจะง่ายและทำเงินได้ดี  เม็ดเงินที่เข้ามาดันดัชนีหุ้นให้ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว  หุ้นอาจจะขึ้นไปแล้ว 40%

    ขั้นที่สี่คือ Euphoria หรือขั้น  “เคลิบเคลิ้ม”  นี่คือช่วงที่หุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากถึงจุดสุดยอด  คนจำนวนมากคิดว่าหุ้นนั้นสามารถให้ผลตอบแทนได้มหาศาลในเวลาอันสั้น  หุ้นเกือบทุกตัวที่เป็น IPO ต่างก็ปรับตัวขึ้นไปมหาศาลตั้งแต่วันเข้าซื้อขายในตลาดวันแรก  หุ้นตัวเล็กตัวน้อยนั้น  ถ้ามีขาใหญ่หรือเซียนหุ้นเข้ามาเล่นก็จะวิ่งขึ้นมโหฬารภายในเวลาอันสั้น  การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับข่าวหรือการคาดการณ์อนาคตมากกว่าพื้นฐานในปัจจุบัน  นักเล่นหุ้นระยะสั้นที่อายุน้อยและประสบความสำเร็จกลายเป็น  “มหาเศรษฐี”  จากเงินเริ่มต้นเพียงน้อยนิดปรากฏตัวขึ้นเป็นว่าเล่นกลายเป็น  “ไอดอล” ของคนจำนวนมาก  และนี่ก็ดึงดูดนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ที่ไม่มีทั้งประสบการณ์และเงินแต่มี “ความฝัน”  ว่าจะรวยได้อย่างรวดเร็ว  เข้ามาในตลาดหุ้น  คนเลิกคิดว่าหุ้นนั้น  “มีความเสี่ยงสูง”  ช่วงนี้หุ้นอาจจะขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 50% ถึงกว่า 100% แล้ว  และเริ่มจะตกลงเมื่อทุกคนที่สนใจเล่นหุ้นต่างก็อยู่ในตลาดหมดแล้ว

    ขั้นที่ห้านั้นเป็นช่วง “ขาลง”  ของตลาดหุ้นที่เรียกว่า Anxiety หรือช่วง “กังวล”  นี่คือช่วงที่นักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เพิ่งเข้ามาในตลาดในช่วงที่ราคาหุ้นและดัชนีตลาดอยู่ในระดับสูงมาก  แทนที่จะกำไรง่าย ๆ เหมือนช่วงก่อนหน้านั้น  พวกเขากลับขาดทุนแม้จะไม่มากนัก  ราคาหรือดัชนีหุ้นตกลงมา  อาจจะแค่ 10%  นี่ทำให้เขากังวล  อย่างไรก็ตาม  นักวิเคราะห์และเซียนหุ้นต่างก็ปลอบใจว่านี่เป็นการปรับตัวเล็ก ๆ  น้อย ๆ  อนาคตหรือไตรมาศหน้าหุ้นก็จะปรับตัวขึ้น  ไม่มีอะไรน่าห่วง  บริษัทมีพื้นฐานที่ดี  เศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็จะดีขึ้นแน่นอน  เหนือสิ่งอื่นใด  หุ้นไม่ได้มีราคาแพงเทียบกับประเทศอื่นหรือเทียบกับการลงทุนอื่นหรือการฝากเงิน

    ขั้นที่หกก็คือ  Denial หรือ  “การปฏิเสธ”  นี่คือช่วงที่หุ้นตกลงมาอีก  อาจจะ 15-20% จากจุดสูงสุด  คนเล่นหุ้นต่างก็ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจ ผลประกอบการ  หรือภาวะทางการเงินนั้นไม่เอื้ออำนวย  และหุ้นอาจจะตกลงมาเพื่อสะท้อนความเป็นจริง  คนที่ยังถือหุ้นอยู่ “ปฏิเสธที่จะขาย”  แม้ว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้น  พวกเขาเชื่อว่าหุ้นจะต้องกลับมา  แน่นอน  นักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้ขายหุ้นไปแล้ว  พวกเขาอาจจะขาดทุนกำไรไปบ้าง  และนั่นทำให้หุ้นตก

    ขั้นที่เจ็ด  Fear หรือขั้น  “กลัว” นี่คือช่วงที่ราคาหุ้นตกลงไปมาก อาจจะ 20% ขึ้นไป  ข่าวเกี่ยวกับหุ้นและภาวะทางเศรษฐกิจการเงินและตลาดหุ้นน่ากลัว  คนที่ขาดทุนจากหุ้นมีมากมาย  ข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นและนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหายไปมาก  ข่าวคน “เจ๊ง” หุ้นเริ่มออกมาเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ “ข่าวร้าย” ของบริษัทจดทะเบียน  สถานการณ์เลวร้ายลงจนถึงขั้นที่แปดคือ Desperation หรือช่วง  “เข้าตาจน” หลายคนต้องเอาตัวรอดโดยอาจจะต้องขายหุ้นเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาเงินที่ยังเหลืออยู่และนั่นก็อาจจะทำให้หุ้นตกแรงจนถึงจุดที่แม้แต่หุ้นที่ดีก็ตกลงมามากราวกับว่ามันไม่มีค่า  ซึ่งนี่คือจิตวิทยาในขั้นที่ 9 ที่เรียกว่า  Panic หรือขั้น  “ขวัญผวา”  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่นักลงทุนตกใจกลัวอย่างรุนแรงและเทขายหุ้นโดยที่ไม่ได้สนใจมูลค่าพื้นฐานที่ควรเป็น  จนถึงขั้นที่ 10 ของจิตวิทยาที่เรียกว่า Capitulation หรือการ  “ยอมแพ้” ซึ่งจะตามมาด้วยขั้นตอนต่ำที่สุดทางจิตวิทยาคือ Despondency หรือ การ  “สิ้นหวัง”  ซึ่ง ณ.  จุดนั้นก็จะกลายเป็น “โอกาสที่ยิ่งใหญ่” ของการลงทุน  เพราะมันเป็นจุดที่หุ้นตกลงมาต่ำสุด

    ขั้นตอนการฟื้นตัวของหุ้นและตลาดหุ้นจะเริ่มต้นที่ขั้น 12 คือช่วง Depression หรือช่วง  “หดหู่”  ช่วงที่ 13 ช่วง Hope หรือช่วงของ  “ความหวัง”  และช่วงที่ 14 คือ Relief หรือช่วง  “ผ่อนคลาย” ซึ่งจะตามมาด้วยช่วง ที่หนึ่งคือ Optimism หรือนักลงทุนกลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้งหนึ่ง

    ถ้าจะถามว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันนี้จิตวิทยาของนักลงทุนอยู่ในช่วงไหน  คำตอบของผมคงอยู่ที่ช่วงระหว่าง 3ถึง 5 นั่นก็คือ  ระหว่างช่วงเร้าใจ เคลิบเคลิ้ม และกังวล ซึ่งถ้าอยู่ที่ช่วงเร้าใจ  นั่นแปลว่าหุ้นยังอาจจะขึ้นได้อยู่อีกหนึ่งช่วงสุดท้าย  ถ้าเป็นช่วงเคลิบเคลิ้ม ก็แปลว่ามันกำลังอยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้ว  และถ้าเป็นช่วงกังวล  นั่นก็หมายความว่าหุ้นได้ผ่านจุดสูงที่สุดไปแล้วและกำลังจะตกลงมาเป็น “ขาลง” อย่างต่อเนื่อง  ระยะเวลาของแต่ละช่วงนั้น  เป็นสิ่งที่บอกไม่ได้ว่านานเท่าใด  และทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการกำหนดและคาดการณ์ของนักลงทุนแต่ละคน

Thursday, March 5, 2015

เสือสองตัวในถ้ำเดียวกัน / โดย คนขายของ



เป็นที่รู้กันดีว่าสองมหาเศรษฐีนักลงทุนของโลก George Soros และ Warren Buffett ถึงแม้ว่าจะเกิด เดือนเดียวปีเดียวกัน แต่แนวการลงทุนของทั้งสองท่านแตกต่างกันมากทีเดียว Soros นั้นเน้นการเก็งกำไร โดยอาศัยทั้งหลักเศรษฐศาสตร์ การเมืองและจิตวิทยามวลชน แต่ Buffett จะเน้นแนวที่เรียก กันว่า Value Investing หากหันมาดูพอร์ตลงทุนของทั้งสองจะพบว่า หุ้นที่ Soros ถือมากที่สุดในพอร์ตตอนนี้คือหุ้น สุดยอดบริษัทขายของทางอินเตอร์เนตของจีนชื่อ Alibaba ซึ่งเป็นหุ้นแนวเทคโนโลยี โดยให้น้ำหนักถึง 5% ของพอร์ต แต่ Buffett กลับเลือกที่จะถือหุ้นธนาคาร Wells Fargo ซึ่งโมเดลการทำธุรกิจแทบจะไม่ เปลี่ยนแปลงจากในอดีต โดยให้น้ำหนักถึง 23% ของพอร์ต ถึงแม้ว่า แนวการลงทุนจะแตกต่างกัน หลังจาก ศึกษาหุ้นที่ทั้งสองนักลงทุนเอกของโลกถือครองอยู่ ณ ตอนสิ้นปี 2014 กลับพบว่ามีหุ้นอยู่ทั้งหมดเจ็ดตัวที่ทั้ง Buffett และ Soros ถือเหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้ขอยกมา 3 ตัวเพื่อศึกษาว่ากิจการเหล่านี้มีดีอย่างไร



บริษัทที่หนึ่ง General Motor (GM) บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกาซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน Buffett ถือ GM อยู่ 1.3% ของพอร์ตในขณะที่ Soros ถือ GM อยู่ 1.5% ทำไมทั้งสองคนถึงสนใจลงทุน ในหุ้นบริษัทรถยนต์แห่งนี้ ทั้งๆที่ GM เคยมีประวัติในการสร้างผลประกอบการที่ย่ำแย่? นักวิเคราะห์ ต่างชาติหลายคนประเมินว่า หลังจากการเพิ่มทุนครั้งใหญ่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ฐานะทางการเงินของ GM เปลี่ยนไปอย่างมาก ในตอนนี้ GM มีมูลค่ากิจการ 60,000 ล้านเหรียญ แต่บริษัทถือครองเงินสดไว้ราว 28,000 ล้านเหรียญตั้งแต่ปี 2010 เรื่อยมา เรียกว่าถ้าซื้อ GM ทั้งบริษัทแล้วเอาเงินสดออกมา GM จะมี มูลค่าแค่ 32,000 ล้านเหรียญ ซึ่งถูกกว่า Ford คู่แข่งหลักราว 50% แต่ GM มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงกว่า นอกจากนั้นในตอนนี้ยังมีการเรียกร้องจากกองทุนที่ถือหุ้นของ GM ให้บริษัทนำเงินสดส่วนเกินมาซื้อหุ้นคืน ในตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น หากมองกันตามที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศได้ว่ามา ผมก็เชื่อว่า ไม่ใช่แต่ Buffett เท่านั้น Soros เองก็มีมุมมองของ “Value Investing” อยู่ในการเลือกหุ้นด้วยเหมือนกัน

บริษัทที่สอง Direct TV (DTV) เป็นบริษัทบริการรายการทีวีส่งตรงถึงบ้านผ่านระบบดาวเทียม มีแพ็กเกจ หลากหลายให้เลือกทั้งในสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ โดยในสหรัฐมีฐานสมาชิกถึง 20 ล้านคน คู่แข่งหลัก โดยตรงกับ Direct TV มีอยู่รายเดียวคือ Dish Network แต่ DTV ทำอัตรากำไรสุทธิได้ดีกว่า กิจการทีวี แบบบอกรับสมาชิกสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาล ซึ่งกระแสเงินสดจากการดำเนิน งานของ DTV สูงกว่ากำไรสุทธิราว100%ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้เงินสดในงบดุลของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในรอบ ห้าปีที่ผ่านมา Berkshire Hathaway ของ Buffett เข้าไปถืออยู่ 2.5% ของพอร์ต และ Soros Fund ถืออยู่ 0.29% ถึงแม้ว่าคนเลือก DTV เข้าพอร์ตของ Berkshire น่าจะเป็น Todd Combs มือขวา Buffett มากกว่าที่จะเป็นตัว Buffett เอง แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ Berkshire เริ่มสนใจในบริษัทที่ต้องใช้ เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจนอกเหนือจากหุ้นธนาคารและอุปโภคบริโภคที่เป็นหุ้นหลักของบริษัท ส่วน Soros เองเขาถือหุ้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติ ในพอร์ตของเขามีทั้ง Alibaba, Facebook และ Yahoo

บริษัทที่สาม Phillips 66 (PSX) ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิ่งลงปลายปีที่ผ่านมา ทั้ง Buffett และ Soros ต่างก็ ขายหุ้นบริษัท Exxon Mobil ทิ้งออกจากพอร์ต แต่ทั้งสองคนยังเก็บหุ้นPhillip 66ไว้ นอกจากนั้น Buffett ยังซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาหลังจากที่ขายไปบางส่วนตอนต้นปี2014 PSX ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและ ปิโตรเคมีแต่ไม่มีธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ โดยเน้นกลางน้ำและปลายน้ำ มีธุรกิจท่อส่งก๊าซ รถขนส่ง และปั๊ม น้ำมัน ความสามารถในการแข่งขันของ PSX อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานทั้งโรงกลั่นและระบบ ขนส่งเป็นของ ตัวเอง การค้นพบ Shale Gas และ Shale Oil ปริมาณมหาศาลในแถบตอนกลางของอเมริกาเหนือ ทำให้ บริษัทมีต้นทุนน้ำมันดิบในการผลิตที่ต่ำลง ผลิตภัณฑ์ปิโตเลียมของบริษัทสามารถแข่งขันกับของยุโรปที่ใช้ น้ำมันดิบอ้างอิงราคาBrent ซึ่งปกติราคาสูงกว่าได้เป็นอย่างดี ถึงแม้กำไรจากการ ดำเนินงานจะ สูงๆต่ำๆ ตามแบบหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์แต่ Buffet ก็ยังถือหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปี 2012และSorosเริ่มซื้อมาตั้งแต่ปี 2013

ถึงแม้ว่า Soros จะมีการลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่า อย่างหุ้น APPLE ก็ซื้อๆขายๆ ตลอด แต่ Buffett ลงทุนในหุ้น IBM มีแต่ซื้อเข้าอย่างเดียวทุกปีตั้งแต่ปี 2011 ไม่มีเล่นรอบเลย จากการศึกษาหุ้นที่ ทั้งสองกูรูลงทุนโลกเลือกลงทุน เห็นได้ว่าหุ้นแต่ละตัวผ่านการพิจารณาทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงใน อุตสาหกรรม, ความสามารถในการแข่งขัน และอัตราส่วนทางการเงินมาเป็นอย่างดี ตอนนี้ความมั่งของทั้ง สองคนก็อยู่ในระดับเกิน 20,000 ล้านเหรียญ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะลงทุนแบบเล่นรอบหรือถือลงทุนยาว นักลงทุนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้ แต่การเลือกหุ้นเพื่อลงทุนนั้นนักลงทุนต้องใช้ “ความรู้” ในการวิเคราะห์กิจการ และมีความเข้าใจในธุรกิจที่บริษัททำอยู่พอสมควร ไม่ใช้การคิดนึกคาดเดาเอาเอง เป็นหลัก หลายคนเล่นหุ้นเน้นเฉพาะการเก็งกำไรแบบไม่มีความรู้เป็นพื้นฐาน รู้จักแค่ตัวย่อ, ชื่อหุ้น และ ราคาหุ้น หากเราใส่ความพยายามลงไปเพียงเท่านั้นขนาดของกำไรที่พอคาดหวังได้ก็คงไม่ต่างกัน

อดทนไว้ กำไรยั่งยืน