Showing posts with label หุ้นระยะยาว. Show all posts
Showing posts with label หุ้นระยะยาว. Show all posts

Sunday, March 2, 2014

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการลงทุน การลงทุนแบบ VI

             

    
    เรื่องการลงทุนในหุ้น นักวิชาการจำนวนมากมักบอกว่า เป็นเรื่อง "เสี่ยง" กว่าการลงทุนในพันธบัตร เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้

            เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด เงินต้นยัง "อยู่ครบ" พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหุ้นยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดิน หรือทองคำในสายตาของคนทั่วไป ในแง่ที่ว่าทั้งสองอย่าง "จับต้องได้และไม่สึกหรอ" และรักษาคุณค่าได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ "เพิ่มขึ้น" แม้ช่วงหลังราคาทองคำอาจ "ปรับตัวลงบ้าง" ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว "ไม่เสี่ยง"  ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัว ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้นๆ จนแทบจะหมดค่า และหุ้นสำหรับบางคนเหมือนกับ "กระดาษ" ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งตกลงมาได้มากมาย แทบจะไม่มีค่าเหมือน "กระดาษ" ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ "เสี่ยงมาก"

            นี่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบางมิติ คือ โดยอิงอยู่กับการลงทุน "ระยะสั้น" และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น "รายตัว" แต่ถ้ามองการลงทุนเป็น "ระยะยาว" และลงทุนในทรัพย์สิน หรือหุ้นเป็นแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญ คือ ในระยะยาว มิติสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง คือ "อัตราเงินเฟ้อ" เพราะจะทำให้เงินมีค่าลดลง แม้เม็ดเงินยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น อีก 20 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2%  เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนโตขึ้นจาก 100 บาท  เป็น  149 บาท  แต่วันนั้นสินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท  เป็น 181 บาท  ทำให้เรา "ขาดทุน" 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลง 18% และนี่คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ แต่ไม่เติบโต หรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว

           มิติการลงทุนแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" ช่วยให้การลงทุน "ผันผวน" น้อยลงมากทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้น ถ้าเราลงทุนหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นอาจประสบปัญหารุนแรงได้  กิจการอาจจะเจ๊งไป และทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถือหุ้นหลายๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ราคาหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจไม่ค่อยดี แต่โดยรวมราคาหุ้นจะเปลี่ยนไม่มาก ในระยะสั้น  แม้เราถือหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัว หรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นอาจลดลงได้เพราะปัจจัยร้อยแปด แต่ระยะยาว มูลค่าหุ้นโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราถือหุ้นได้ถึง 20 ปี  โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสหุ้นจะขึ้นไปสูงมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 10% ต่อปี เงิน  100 บาทกลายเป็น 673 บาทในเวลา 20 ปี  เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ 149 บาทแล้ว  ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้น ดีกว่ามากถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือลงทุนระยะยาว

           ข้อสรุปขั้นนี้ คือ ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี การลงทุนในหุ้น โดยลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอ หรือถือกองทุนรวม จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยง "ต่ำที่สุด" และนี่ทำให้เราควรถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างอื่น  มากเท่าไรขึ้นอยู่กับความมั่งคั่ง และความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของแต่ละคน แต่ใจผมคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 50%  ของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ และคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นอย่างดีจะมีหุ้นเกิน 90%  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

            ประเด็นสำคัญต่อมา คือ คนมักจะคิดว่าตนเองแก่แล้วหรือมีอายุมากแล้ว การลงทุนหุ้นอาจเป็นเรื่อง "สายเกินไป" แล้ว เขาไม่มีเวลา 10 หรือ 20 ปี ที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ "ไม่เสี่ยง" เขาขอฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรดีกว่า นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ "ผิดพลาด" เรามาดูกันว่าเพราะอะไร

             เรื่องที่ทำให้คนคิดผิดน่าจะอยู่ที่ประเด็น "อายุเกษียณ" หรือเวลาเลิกทำงานที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแก่แล้วตั้งแต่อายุใกล้เกษียณที่ 50 ปีขึ้นไป ความเป็นจริง คือ อายุของคนกำลังยืนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสุขภาพดีขึ้น และผมคิดว่า  คนรุ่นนี้จำนวนมากจะมีอายุถึง 80 ปีขึ้นไปก่อนตาย ความสามารถลงทุนในหุ้น น่าจะทำได้จนถึงอายุ 80 ปี  และนี่ทำให้ผมคิดว่า การวางแผนเกี่ยวกับการลงทุน ควรกำหนดว่า เราจะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี ถ้าเป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกษียณในวันนี้หรือแม้คนที่กำลังเกษียณ จึงมีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ซึ่งทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

              คำแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดว่าตนเอง"แก่" เกิน ที่จะเริ่มลงทุน คือ การลงทุน โดยเฉพาะแนว  Value Investment ไม่ได้ยาก หรือใช้พลังอะไรมากมายนัก แต่ใช้ความสุขุมรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งคนมีอายุไม่ได้เสียเปรียบคนหนุ่มสาวเลย คนแก่ทำได้ แต่จริงๆ แล้ว บางทีคุณอาจไม่ได้แก่อย่างที่คุณคิด และถ้าสามารถลงทุนได้อีกถึง 20 ปี คุณก็เริ่ม "อาชีพใหม่" ได้ แม้คุณจะอายุ 60 ปีแล้ว และถ้าคุณทำได้ดี โอกาสที่คุณจะเป็น "เซียน" และมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังมีอยู่

             พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง แอนน์ ไชเบอร์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงนานมาแล้วว่า เธอน่าจะเป็น "ไอดอล" ของนักลงทุน "คนแก่" ทั่วโลก เพราะเธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี โดยเธอเป็นเพียงเสมียน และมีเงินเดือนน้อยมากไม่ต้องพูดถึงความรู้ในการเลือกหุ้น เธอเริ่มจากเงิน 5,000 ดอลลาร์ โดยลงทุนซื้อหุ้นที่เป็น "ซูเปอร์สต็อก" ที่ผลิตและขายสินค้าที่เธอรู้จักดี เช่น โคคา-โคลา บริษัทยา เช่น เชอริงพลาวก์ เธอซื้อแล้วก็เก็บ ติดตามดูกิจการของบริษัทไปเรื่อยๆ เมื่อได้เงินปันผลมา ก็ลงทุนเพิ่มในหุ้นทบต้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายในวันที่เธอตาย ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลหมด เพราะเธอไม่เคยแต่งงานและไม่มีญาติพี่น้อง สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จระดับนั้น ก็คือ เวลาในการลงทุนอีก 51 ปี เพราะเธอตายตอนอายุ 101 ปี และผลตอบแทนที่เธอทำได้คือเฉลี่ยปีละประมาณ 17-18%   ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ดีมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ Value Investor มีโอกาสทำได้

             คนมักจะถามว่า แก่แล้วจะหาเงินมากๆ ไปทำอะไรได้ แล้ว "ไม่มีโอกาสใช้" หรือคนที่มีเงินเก็บ "พอดีๆ" อาจกลัวว่าจะขาดทุนจากหุ้น แล้วเงินจะไม่เหลือพอใช้จนตาย คำตอบของผม คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร อาจคำนวณว่าเราจะตายเมื่ออายุ 80 ปี แต่เราอาจจะอยู่จนถึง 100 ปีก็ได้ และเมื่อถึงเวลา เรายังจะมีเงินพอใช้หรือไม่ การไม่ลงทุนในหุ้น จึงอาจเป็นเรื่องเสี่ยงพอๆ หรือมากกว่าการลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผม คือ มีโอกาสสูงที่คุณควรลงทุนในหุ้นแม้ว่าคุณจะอายุมากแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Saturday, March 1, 2014

การลงทุนในหุ้นขั้นเทพ แบบ VI

         


           การวิเคราะห์หุ้น มีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากมาย ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนบางคน ที่อาจจะมีความรู้เชิงธุรกิจไม่มาก

           เพราะอาจไม่ได้เรียนมาทางสายธุรกิจ หรือเพิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นนักลงทุนมือใหม่ และคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมข้อสรุปของหุ้นแต่ละตัว จึงไม่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนแต่ละคน 

             หุ้นตัวหนึ่งนักลงทุนคนหนึ่ง อาจดูว่าดีมากเป็นซูเปอร์สต็อก ในขณะที่อีกคนหนึ่งมองเป็นหุ้นธรรมดาๆ หรือหุ้นตัวหนึ่งนักเล่นหุ้นคนหนึ่งบอกว่า เป็น Growth Stock หรือหุ้นโตเร็ว ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า เป็นหุ้นวัฏจักรที่เพียงแต่อยู่ในช่วงขาขึ้น และพร้อมจะลงในอนาคต 

          วิธีที่จะดูว่าหุ้น หรือบริษัทที่เราสนใจ น่าจะดีหรือไม่อย่างง่ายๆ คือ หาปัจจัยที่สำคัญมากๆ มาเป็นเครื่องชี้ที่จะบอกว่าเป็นหุ้นดีหรือหุ้นแย่ ตัวอย่างเช่น ถ้าการตลาด หรือยี่ห้อของสินค้าของบริษัทนั้น แข็งแกร่งสุดยอดเหนือกว่าคู่แข่งมาก โอกาสสูงว่าหุ้นของบริษัทน่าจะดี โดยอาจจะไม่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นมากหรือละเอียดนัก เป็นต้น

           เครื่องชี้วัดที่สำคัญและวิเคราะห์ได้ง่ายตัวหนึ่ง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และนำมาใช้ได้ในหุ้นเกือบทุกตัว คือ ตัวเลขของผลประกอบการ หรือกำไรในอดีต เพราะนี่คือผลงานที่บริษัททำได้มาแล้ว เป็น "ของจริง" ที่เกิดขึ้น และบอกไปถึงอนาคตได้ โดยเฉพาะกำไรที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากผลการทำงานของบริษัทจริงๆ ไม่ได้เกิดจากภาวะแวดล้อม ที่ทำให้บริษัทกำไรดี พูดง่ายๆ บริษัทไม่ได้กำไรดี เพราะ "โชคดี" แต่บริษัทกำไรดี เพราะบริษัทมีฝีมือดี มีความสามารถเหนือคู่แข่ง

             วิธีที่จะตัดประเด็นของ "โชค" ออกจากตัวเลขผลประกอบการ คือ การดูกำไรย้อนหลังไปหลายๆ ปี ถ้าเป็นเรื่องโชคแล้ว คงไม่เกิดติดต่อกันหลายๆ ปี น่าจะเกิดขึ้นไม่เกิน 2-3 ปี หลังจากนั้น จะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งกำไรหลังจากนั้น จะแย่ลง และสรุปได้ว่า บริษัทคงไม่เก่งอะไรนัก ตรงกันข้าม ถ้าเรามองผลประกอบการย้อนหลังไปยาวๆ พบว่าบริษัทมีผลงาน หรือผลประกอบการที่น่าประทับใจมาตลอด 

           ดังนั้น สรุปได้ว่า บริษัทนี้มีความสามารถในการแข่งขันสูง และแน่นอนในอนาคตต่อไป น่าจะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน เพราะบริษัทก็เหมือนคน   ถ้าเก่งและมีความสามารถ อย่างไรก็ทำเงินได้ต่อไปในอนาคต

          ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง ที่ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอ ที่จะพิสูจน์ได้ว่า บริษัทดีจริงหรือไม่ น่าจะไม่น้อยกว่า 7-10 ปีขึ้นไป เพราะนอกจากจะตัดประเด็นเรื่องโชคของบริษัทแล้ว ยังตัดประเด็นเรื่องวัฏจักรของธุรกิจที่มีเวลาขึ้นลงไม่เกิน 3-5 ปีด้วย  

           ถ้าจะหาปัจจัยสำคัญบางตัว ที่จะบอกว่าบริษัท หรือหุ้นดีหรือไม่ ผมคิดว่า ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง 7-10 ปี เป็นตัวสำคัญมากตัวหนึ่ง และข้อเสนอของผม คือ ถ้าบริษัทไหน มีกำไรสม่ำเสมอ และ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราตั้งแต่ 10% ต่อปีขึ้นไปมาตลอด โดยที่บริษัท ไม่ต้องเรียกเงินจากผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเลย ถือว่าบริษัทนั้น หรือ หุ้นตัวนั้น เป็นหุ้นที่ดีเยี่ยม โดยไม่ต้องไปดูปัจจัยอื่นมากมาย ถ้าจะใช้คำหรูๆ แบบที่วัยรุ่นใช้กับดาราชายที่หน้าตาดีมาก ว่า "หล่อขั้นเทพ" ผมก็อยากจะเรียกหุ้นที่มีผลประกอบการดังกล่าวว่าเป็น "หุ้นขั้นเทพ"

           นอกจากตัวเลขผลกำไรแล้ว ปันผลก็เป็นตัวเลขหนึ่งที่สำคัญ ถ้าบริษัทจ่ายปันผลออกมาน้อย กำไรในอนาคตต้องมากขึ้นอยู่แล้ว ถ้าบริษัทจ่ายปันผลในแต่ละปีในอัตราสูงเช่นเกิน 50% ของกำไรแต่ละปีด้วย นี่เป็นตัวเสริมให้เป็นหุ้นเทพมากขึ้น ถ้าจ่ายปันผลต่ำ ความเป็นหุ้นขั้นเทพก็ลดลง

            ความเป็นเทพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา ถ้ากำไรโตปีละถึง 15%  ขึ้นไป อาจเรียกว่าเป็นหุ้นเทพมาก แต่ถ้ากำไรโตต่ำกว่า 10%  แบบนี้ อาจเรียกว่า เทพธรรมดา หรือไม่เทพเลย ถ้ากำไรโตน้อยมากเพียงแค่ 4-5% เป็นต้น 

           เช่นเดียวกัน ความสม่ำเสมอของกำไรในแต่ละปี ก็เป็นตัวบอกความเป็นเทพมากหรือน้อยได้ บริษัทที่มีกำไรแทบจะเพิ่มขึ้นทางเดียวปีต่อปี ไตรมาสต่อไตรมาส แบบนี้ก็เทพมาก แต่บริษัทที่มีกำไรสลับขึ้นลง และโดยเฉพาะที่มีแนวโน้มลดลงในช่วงท้ายๆ แบบนี้ความเป็นเทพก็ด้อยลง
  
           หุ้นเทพ โดยปกติราคาจะวิ่งขึ้นเสมอและต่อเนื่องยาวนาน ตราบที่แนวโน้ม กำไรยังโตขึ้นใกล้เคียงกับอดีต การถือหุ้นเทพ บางครั้งถือยาวเป็น 5 ปี 10 ปีได้ โดยไม่ต้องทำอะไร ในช่วงสั้นๆ แน่นอน หุ้นเทพอาจมีราคาสูง หรือต่ำจนดูเหมือนกับว่า Overvalue หรือ Undervalue แต่ไม่ควรมีปฏิกิริยาอะไรนัก ยกเว้นจะเกินไปมาก เหตุผล คือ ในที่สุดจะ "กลับมา" คือหุ้นก็ จะขึ้นต่อไปตามผลประกอบการ

          ผมเองเคยพบนักลงทุนหลายคนที่พยายาม "เล่นสั้นๆ" ในหุ้นเทพ นั่นคือ เขาจะขายเมื่อหุ้นขึ้นไปแรง เสร็จก็กลับเข้าไปเก็บ เมื่อหุ้นเทพปรับตัวลงมา  ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายคุ้มค่าไหม เพราะบางครั้งต้องกลับไปซื้อในราคาแพงขึ้น เพราะหุ้นไม่ตกกลับลงมาตามที่คาด บางคนที่ "ขายหมู" ไปแล้วก็ไม่กลับมาซื้ออีก และทำให้พลาด "กำไร" มหาศาลที่ตามมาอีกหลายๆ  ปี

       ข้อจำกัดของการลงทุนในหุ้นเทพ มีพอสมควร เหตุผลหนึ่งคือหุ้นเทพ มักจะไม่ถูก นั่นทำให้ VI จำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน พวกเขามักจะดูว่ากำไรที่โตขึ้นต่อปีของหุ้นขั้นเทพ "ไม่ใคร่สูง" เช่น "แค่ 15%" แต่ค่า PE ของหุ้นอาจจะสูงถึง 20 เท่า หรือมากกว่า ดังนั้น ค่า PEG หรือค่า PE เมื่อเทียบกับการเติบโตนั้นสูงกว่า 1 เท่า 

        ตาม "ตำรา" ต้องบอกว่า ไม่คุ้มที่จะลงทุน ประเด็นนี้ผมคิดว่าค่า  PEG อาจจะใช้ไม่ได้กับเรื่องของหุ้นเทพ และส่วนใหญ่ที่ใช้กันก็มักจะมอง Growth หรือการเติบโตของกำไรไปแค่ 3-4 ปี  ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของหุ้นเทพ

      ข้อจำกัดต่อมาของหุ้นเทพ คือ บางบริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนไม่นาน จึงมีข้อมูลไม่พอ แต่ถ้าบริษัทนั้นกลายเป็นหุ้นเทพจริงๆ ในเวลาต่อมา การลงทุนในหุ้นขั้นเทพตั้งแต่ตอนต้น อาจทำกำไรได้มหาศาล เพราะราคาหุ้นในขณะนั้นอาจจะไม่สูง และนี่นำมาสู่ข้อที่ต้องระวัง ที่สำคัญการลงทุนในหุ้นเทพ คือ ต้องพิจารณาดูว่า หุ้นเทพที่เราดูอยู่กำลังอยู่ในหุ้นเทพ "ขั้นสุดท้าย" หรือเปล่า นั่นคือ  การเติบโตของกำไรของหุ้นเทพ ใกล้สิ้นสุดหรือยัง

       ขณะที่ราคาหุ้นเทพขึ้นไปสูงมาก ถ้าเราเข้าไปลงทุนช่วงที่บริษัทเริ่มอิ่มตัว ไม่สามารถโตต่อไปได้แล้วด้วยเหตุผลต่างๆ ในที่สุด ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลงไปเรื่อยๆ โดยไม่กลับขึ้นมาอีก หุ้นเทพส่วนมาก มักจะมีอายุค่อนข้างยาว บางบริษัทอย่างหุ้นวอลมาร์ทในอเมริกานั้นเติบโตยาวนานหลายสิบปี

        การสรุปว่าหุ้นขั้นเทพตัวที่มองอยู่ "หมดยุค" แล้ว ต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไป หุ้นขั้นเทพที่ไม่ใช่หุ้นไฮเทค ถ้าจะตกต่ำลง ก็จะใช้เวลาเป็นปีๆ  หรือหลายๆ ปี ความจำเป็นต้องรีบขายจึงไม่มี
  
ดร.นิเวศ   เหมวชิรวรากร

Wednesday, February 26, 2014

VI เทคนิคการค้นหาหุ้นดี ราคาถูก จอห์น เนฟฟ์ John neff



ติดตามหุ้นที่ราคาลดลงทุกวัน

           จอห์น  เนฟฟ์แนะนำว่าให้คอยจับตาดูราคาหุ้นในช่วงที่ตลาดขาลง ลองดูว่ามีหุ้นตัวไหนที่ทำสถิติราคาต่ำกว่าที่เคย (New Low) ลงมา 2-3 วัน  และมีราคาใกล้เคียงกับราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์  โดยเราอาจจะตั้งเกณฑ์เอาไว้  เช่น  ถ้าราคาลดลง 8-30% หรือมากกว่า  เราคิดว่าหุ้นนี้น่าสนใจและคุึ้มที่จะเข้าไป "วิเคราะห์หุ้นตัวนี้" เพราะนั่นอาจทำให้เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีได้ในราคาถูก  และมีโอกาสได้กำไรในอนาคต

ค้นหาบริษัทที่มีคุณภาพ ในยามภาวะเศรษฐกิจหรือธุรกิจคับขัน

           บริษัทจดทะเบียนต่างๆ ต้องต่อสู้ในโลกธุรกิจกันอย่างไม่หยุดหย่อน   ไม่ว่าในภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือตกต่ำ  ความสำเร็จของธุรกิจอาจมาจากการใช้จุดแข็ง  แก้ไขจุดอ่อนภายในกิจการ  การใช้โอกาสและลดอุปสรรคจากปัจจัยภายนอก  ในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง  บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากได้อานิสงส์จากผลบวกของปัจจัยภายนอก  การทำธุรกิจจึงไม่ค่อยลำบากมากนัก  แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ หลายๆ บริษัท (ที่ยามปกติมีปัจจัยพื้นฐานดี) ก็ต้องพยายามขวนขวายเอาตัวรอด  ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ มากมาย  ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าจะผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่  แต่นักลงทุนอาจไม่มั่นใจกับภาวะการณ์หรือไม่ทันได้สังเกตจุดที่น่าสนใจของบริษัทนั้นๆ จึงแห่ขายหุ้นออกไป  จนทำให้ราคาหุ้นตกไปอย่างมาก

            จอห์น  เนฟฟ์ เล่าประสบการณ์จากกรณีบริษัท Owens Corning ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟเบอร์กลาสรายใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1980 โดยในปี 1986 บริษัทแห่งนี้ป้องกันตนเองจากการถูกซื้อกิจการ  โดยกู้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น  และออก Stub Shares เพื่อแทนสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม  การปรับโครงสร้างใหม่นี้ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุลติดลบ  มูลค่าตามบัญชีต่ำกว่าศูนย์  ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ  เทขายออกมา  จนทำให้ P/E ต่ำ เหลือประมาณ 5.5 เท่า  แต่กองทุน Windsor คาดว่าอุตสาหกรรมไฟเบอร์กลาส์ยังไปได้ดี  รายได้และกำไรในอนาคต  น่าจะช่วยลดภาระหนี้ได้  แม้จะยังไม่สามารถจ่ายปันผลได้ในปัจจุบัน  แต่ถ้าระดับส่วนของผู้ถือหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นในภายหลัง  จะทำให้กลับมาจ่ายเงินปันผลได้ผลที่เกิดจริงหลังจากนั้น  คือ บริษัทเริ่มมีกำไรในปี 1991 และกองทุน Windsor ขายหุ้น Owens Corning ไปในราคา 2 เท่าของราคาทุนในปี 1993

ค้นหาบริษัที่ดีที่ถูกจำแนกผิดประเภท

         บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  จะถูกจำแนกเข้าอยู่ในหมวดอุตสาหกรรม (Industry) ใดอุตสาหกรรมหนึ่ง  เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกลงทุน  การกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมที่บริษัทจะเข้าไปอยู่ อาจพิจารณาจากลักษณะของผลิตภัณฑ์  ธุรกิจ  และข้อจำกัดที่อาจไม่สามารถเปิดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เหมาะสมกว่าได้  เราอาจใช้จุดนี้ในการค้นหาหุ้นดีที่ถูกจำแนกผิดประเภทได้

         จอห์น  เนฟฟ์  มีประสบการณ์จากการลงทุนในหุ้น Bayer AG ในช่วงปลาย 1990 ซึ่งขณะนั้น หุ้น Bayer ถูกจัดให้อยู่ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์  ทั้งๆ ที่รายได้ 1 ใน 3 มาจากผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ  ในขณะที่ 8%  มาจากเคมีเกษตร และ 13% มาจากเคมีภัณฑ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพ  ซึ่งสรุปโดยรวมว่า  รายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ Bayer ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยตรง  ต่อมาภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ  ส่งผลให้หมวดอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีราคาหุ้นตกต่ำด้วย  ราคาหุ้น Bayer ลดลงถึง 35% ตอนที่กองทุน Windsor เข้าไปซื้อหุ้น Bayer P/E ของ Bayer มีค่าประมาณ 6 เท่า  จากการที่โครงสร้างรายได้ของ Bayer ไม่ผันผวนมากตามวงจรเศรษฐกิจ  เมื่อเศรษฐกิจกลับมารุ่งเรืองผลประกอบการที่กลับมาดี  ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับมาเิ่พิ่มในปี 1993 กองทุน Windsor ได้กำไรจากการขายหุ้น Bayer สูงกว่าตลาด

มองหาบริษัทที่จะลงทุนจากเพื่อนบ้าน

         โอกาสหาหุ้นดีๆ มีอยู่สม่ำเสมอ  จอห์น เนฟฟ์  แนะนำวิธีหาบริษัทจดทะเบียนดีๆ ที่มีผลิตภัณฑ์วางขายอยู่ในศูนย์การค้า  หรือจะพูดคุยกับพ่อค้าปลีกแถวบ้าน  หรือฟังความเห็นของวัยรุ่น  จึงจะรู้ว่าตลาดนิยมบริโภคอะไร  ของใคร ตัวอย่างการลงทุนกรณีของ Windsor คือ เฝ้าติดตามหุ้นของ Pier One Imports ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าเกี่ยวกับบ้านชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น เฟอร์นิเจอร์  ตะกร้า  หมอน  วัสดุปูพื้น  เป็นต้น  แต่ P/E ของหุ้นนี้ ในขณะนั้นสูงเกินไป  แม้ว่าจะมั่นใจในธุรกิจก็ตาม  กองทุน Windsor รอคอยจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ Black Monday ในเดือนตุลาคม ปี 1987 ตลาดหุ้นตกต่ำ  กองทุน Windsor เข้าซื้อ Pier One Imports ในปี 1989 ขณะที่ P/E มีค่าประมาณ 8 เท่าเท่านั้น  ไม่ค่อยมีนักลงทุนมองเห็นกำไรต่อหุ้นของ Pier One Imports ว่ากลับมาเพิ่มขึ้นถึง 47% ในปี 1988 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 25% ในปี 1989 ผลลัพธ์ก็คือ  กองทุน Windsor สามารถได้กำไรจากการขายหุ้น Pier One Imports เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวภายในเวลา 6 เดือนหลังจากนั้น

พัฒนาความคิดเห็นเป็นลำดับขั้น

       จอห์น  เนฟฟ์ เห็นว่าการลงทุนไม่ใช่ธุรกิจซับซ้อน  แต่คนทำให้ซับซ้อนเอง  เราควรเรียนรู้โดยการพัฒนาความคิดเห็นให้เป็นลำดับขั้นตอน (Curbstone Opinions) โดยตั้งข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์จากข้อมูลทั่วไปของบริษัท  อุตสาหกรรม และภาวะเศรษฐกิจที่มีผลต่อบริษัที่เราสนใจอยู่  ซึ่งอาจจะตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เช่น
  • อะไรที่ทำให้บริษัทมีชื่อเสียง (และจำทำชื่อเสียงได้ต่อไป) ?
  • ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่?
  • บริษัทเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือไม่?
  • แนวโน้มของการเติบโตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร?
  • ผู้บริหารมีภาวะผู้นำในเชิงกลยุทธ์หรือไม่?



Tuesday, February 25, 2014

หลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ VI จอห์น เนฟฟ์ ( John neff )


            กองทุน Windsor ยึดมั่นหลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ  จอห์น  เนฟฟ์  เป็นรูปแบบในการลงทุน  ไม่ว่าตลาดจะขึ้น  จะลง  หรือทรงตัว  โดยหลักการลงทุนดังกล่าวจะค้นหาและเลือกลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะดังนี้

  คุณลักษณะที่ 1 เป็นหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่ำ (P/E ต่ำ)

              จอห์น  เนฟฟ์  บอกว่าเขาชอบสมญานามที่คนอื่นตั้งให้เขา คือ เป็น "Low Price-Earning Investor" (นักลงทุนที่ชอบซื้อห้นที่มี P/E ต่ำๆ ) ซึ่ง P/E เป็นอัตราส่วนที่มาจากราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น  

             

              ผมขออธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่า  ทำไมในตลาดหุ้น  เราจึงควรสนใจค่า P/E

              นั่นเป็นเพราะ "ค่า P" หรือ "ราคาตลาดในปัจจุบัน" ของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน  โดยหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริัษัทอาจมีราคาไม่เท่ากัน  แม้จะอยู่ในอุตสาหรกรรมเดียวกันก็ตาม  บางบริษัทอาจมีราคาต่ำกว่า 100 บาท ในขณะที่บางบริษัทอาจมีราคาตลาดอยู่ในช่วง 200-300 บาทซึ่งการที่ราคาตลาดของหุ้นแตกต่างกันอาจมาจากหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลังเสนอขายหุ้นครั้งแรกไปแล้ว  รวมถึงระยะเวลาที่บริษัทอยู่ในตลาด  การเพิ่มทุน  หรือการแตกพาร์ต่างๆ ฯลฯ ดังนั้น การจะบอกว่าหุ้น A ที่มีราคาตลาด 30 บาท  ถูกกว่า หุ้น B ที่มีราคาตลาด 90 บาท จึงอาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในทันที

              วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เปรียบเทียบได้ก็คือ  การทำให้ราคาตลาดของทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกัน  โดยนำเอา "ราคาตลาดมาหารด้วยกำไรต่อหุ้น" เมื่อทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกันแล้วจึงจะสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ โดย P/E จะอธิบายว่า  ราคาตลาดคิดเป็นกี่เท่าของกำไร

             ตัวอย่างเช่น  หุ้น A มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท  และหุ้น B มีกำไรต่อหุ้น 6 บาท

             

             กล่าวคือ  เมื่อเทียบต่อ 1 หน่วยกำไรแล้ว  ราคาตลาดของหุ้น A คิดเป็น 30 เท่าของกำไร  และราคาตลาดของหุ้น B คิดเป็น 15 เท่าของกำไร  สรุปว่า หุ้น B มีราคาถูกกว่า

             จอห์น  เนฟฟ์ ได้ให้แนวคิดในการดูค่า P/E อย่างง่ายๆ โดยยกตัวอย่างว่าเวลาเราเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต  และต้องการซื้อคุกกี้  แต่มีคุกกี้อยู่ 2 ยี่ห้อ แต่ละย่ห้อมีราคาและน้ำหนักแตกต่างกัน  แนวทางหนึ่งในการเลือก  คือดูราคาต่อปอนด์  ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ ค่า P/E Ratio ก็เช่นกัน  ถือเป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่จะหาของราคาถูก  แต่ของจะดีหรือไม่  เราต้องใช้เกณฑ์คัดเลือกอื่นๆ ในการวิเคราะห์ต่อไป

            นอกจากนี้  การคำนวณค่า P/E ยังแบ่งออกเป็น

           

           การค้นหาว่าหุ้นนั้นๆ  เป็นหุ้นราคาถูกหรือไม่  จะต้องเทียบดูว่าราคาตลาดมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกำไรในอดีตและต่อกำไรในอนาคตอย่างไร  ถ้า P/E ต่ำ  แสดงว่าราคาตอบสนองต่อกำไรน้อย

           จอห์น  เนฟฟ์  ให้ข้อสังเกตุว่า  ในขณะที่ตลาดเป็นขาขึ้น  ราคาหุ้นกำลังร้อนแรงและพุ่งขึ้น  จะทำให้หุ้นที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด  มีค่า P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ (จากผลของค่า P ที่สูงขึ้น)  แต่กองทุน Windsor จะทำในทางตรงกันข้าม คือ จะค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม  ไม่เป็นที่นิยมของตลาด  หรือหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และเมื่อประกอบกับการวิเคราะห์อื่นๆ จะทำให้สามารถค้นหาหุ้นที่ถุกเประเมินราคาต่ำไป (ราคาตลาด  น้อยกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น) หรือที่เรียกว่า "หุ้น Undervalue" ได้    โดยกลยุทธ์การค้นหาหุ้นลักษณะนี้มีข้อดีต่อพอร์ตการลงทุน 3 ประการ ได้แก่
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ลงทุนเกิดประสิทธิภาพ  เพราะได้หุ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ 
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้พอร์ตการลงทุนไม่เสียงเกินไป  เนื่องจากเน้นหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า  และราคามีโอกาสปรับขึ้นได้ง่ายกว่า
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ช่วยป้องกันในช่วงตลาดขาลงได้ดี  เพราะการซื้อจากราคาตลาดที่ถูก  เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับทำให้ทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า  เหมือนเราซื้อของดีและได้ราคาส่วนลดมาสูง  หุ้นหลายตัวที่กองทุน Windsor หามามักจะมี P/E ต่ำกว่าตลาดประมาณ 40-60% ซึ่งอาจหาได้ค่อนข้างง่ายในตลาดขาลง  และหาได้ยากขึ้นในตลาดขาขึ้น
            จอห์น  เนฟฟ์  ย้ำว่า  หุ้นเติบโตที่มีชื่อเสียงโ่ด่งดัง  มักจะมี P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาทำให้นักลงทุนสนใจ  และความสนใจของนักลงทุนก็จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอีก  แต่ก็จะทำได้จนถึงระดับหนึ่งเท่านั้น  ในที่สุดอัตราการเติบโตก็กลับสู่ภาวะปกติ  ราคามักจะปรับตัวลดลงมาก  ทำให้นักลงทุนที่เข้าไปทีหลัง  ซื้อหุ้นในราคาที่สูง  และเกิดการขาดทุนได้

           ดังนั้น  การลงทุนของกองทุน Windsor จึงมักจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/E ประมาณ 8-11 เท่า  ซึ่งปลอดภัยกว่าหุ้นที่มี P/E เริ่มแรก 40 เท่า ที่ P/E อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 55 เท่า แต่เวลาที่ตลาดเป็นขาลง  ราคาของหุ้นที่มี P/E สูงๆ เช่นนี้ ก็จะปรับตัวลดลงเร็วกว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ

 คุณลักษณะที่ 2 เป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ

            แม้ว่า  จอห์น  เนฟฟ์  จะตั้งต้นคัดเลือกหุ้นที่มี P/E ต่ำ  แต่ก็ต้องคอยดูปัจจัยพื้นฐานว่าแข็งแกร่งหรือไม่  ตัวแปรหนึ่งก็คือ "ผลการดำเนินงานของธุรกิจ" ผ่านตัว "กำไร" ว่าเติบโตดีหรือไม่  เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้น  จะทำให้ตลาดสนใจและทำให้ P/E สูงขึ้น  จอห์น เนฟฟ์ แนะนำให้ดูข้อมูลกำไร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งผมขอสรุปเป็นภาพดังนี้

            

          "Historical Earnings" และ "Trailling Earnning" คือ กำไรที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งเราต้องนำมาวิเ้คราะห์ว่า  ที่ผ่านมาเติบโตอย่างไร  สะท้อนถึงความสำเร็จของกิจการและความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน  เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน  ทำให้แน่ใจว่าได้ของดี ราคาถูก แต่ "Forecasted  Earnings" เป็นสิ่งที่ต้องประมาณการขึ้น  เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงอนาคตของกิจการ  นักลงทุนต้องจินตนาการอนาคตของบริษัทและอุตสาหกรรมนั้นให้ได้  และต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัท  ซึ่งเป็นการยากที่บริษัทต่างๆ จะสามารถทำกำไรในแต่ละปีให้เพิ่มขึ้นตลอดไปได้  ผลกำไรอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง  เปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งขึ้นลงไปมา

          กองทุน Windsor เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ดี  จึงค้นหาบริษัทที่มีอัตราการเติบดตของกำไรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ  โดยกำหนดเกณฑ์ว่าถ้าอัตราการเติบโตของกำไรต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 20% ก็จะขายหุ้นนั้นออก  โดยให้ความเห็นว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงๆ มักจะมีความเสี่ยงมากเกินกว่าที่ต้องการ

          ส่วนการพยากรณ์กำไรไปข้างหน้า  จอห์น  เนฟฟ์ เห็นว่าระยะเวลา 5 ปี มีความเหมาะสม เพราะมีความยาวนานพอที่จะพิสูจน์ความสามารถทางการตลาดราคา  และการแข่งขันของธุรกิจ  อย่างไรก็ดี  การพยากรณ์ไปข้างหน้าเป็นเวลานานๆ ให้แม่นยำ  อาจทำได้ยาก ควรพิจารณาปรับตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมด้วย เช่น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี  ตัวสินค้าอาจมีอายุไม่ยาวนาน  การพยากรณ์กำไรทำได้ยากกว่าหุ้นของอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์ทีึ่มีอัตราเติบโตต่ำ เช่น  ปูนซีเมนต์และทองแดง  เป็นต้น

           วิธีการลงทุนของ จอห์น  เนฟฟ์  แตกต่างจากวิธีของนักลงทุนประเภทที่ลงทุนตามสภาวะตลาด (Momentum  Investor) แม้จะสนใจตัวกำไรของบริษัทเหมือนกัน แต่ Momentum Investor มักตั้งความหวังในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง  ดังนั้น  เมื่อกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสลดลง จึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงได้ ส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำไรเพียงเล็กน้อย  ก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึกสดใส  ราคาหุ้นจึงขึ้นได้  โดยธรรมชาติแล้ว  ถ้าบริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการออกมาใกล้เีคียงกับเป้าหมายที่คาดไว้  ราคาตลาดก็ควรขยับตัวเข้าใกล้ราคาเป้าหมาย แต่สำหรับหุ้นที่มี P/E สูงๆ หากความคาดหวังในเป้าหมาย กำไรที่เติบโตสูง มีการพลาดเป้าแม้เพียงเล็กน้อย  ก้จะทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และมีกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคตได้

คุณลักษณะที่ 3 เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคงที่

  

     
         เป็นการประมาณโดยคร่าวๆ ว่า ถ้าลงทุนซื้อหุ้นในขณะนั้นแล้วถือไว้เมื่อได้รับเงินปันผลมา  จะคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเท่าไร ถ้าเราซื้อและถือหุ้นไว้เป็นระยะเวลานานๆ Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเห็นกระแสเงินสดรับจากการถือหุ้น (เงินปันผล) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่เราจะได้รับอย่างสม่ำเสมอจากผลการดำเนินงานของบริษัท  การมีบริษัทที่ดีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอและได้รับเงินปันผลดีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้อัตราผลตอบแทนของพอร์ตอยู่ในระดับที่ดีสม่ำเสมอ  ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจกับการขึ้นลงของราคาหุ้น เพราะตราบใดที่ยังไม่ขายออก  กำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างของราคาก็ยังไม่เกิดขึ้น

        เนื่องจากกลยุทธ์การลงทุนของจอห์น เนฟฟ์ เน้นที่หุ้น P/E ต่ำ ซึ่งราคาตลาดมักจะมีราคาถูก  จึงทำให้โดยเปรียบเทียบแล้ว  เมื่อได้รับเงินปันผลตอบแทนกลับมา Dividend Yield จะมีอัตราสูง (เพราะราคาเป็นตัวหาร) สำหรับคนที่ลงทุุนแล้ว  รอที่จะขายโดยมีความหวังว่าจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขายนั้น Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก  โดยเปรียบเปรยไว้ว่า "Yield ที่ดีกว่าอย่างน้อยก็ทำให้คุณมีออร์เดิร์ฟ (เงินปันผล) ไว้รับประทานเล่นระหว่างรออาหารจานหลัก (กำไรจากการขาย)" 

         อย่างไรก็ตาม  ในภาวะตลาดขาขึ้น  และราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นการยากที่ Dividend Yield จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องทำให้ Dividend หรือเงินปันผลมีอัตราที่โตกว่าการเพิ่มขึ้นของราคา  คนที่เข้าซื้อหุ้นนี้ทีหลังก็มักจะมีต้นทุนสูงกว่า คนที่ซื้อคนแรก ผมจึงคิดว่า จอห์น เนฟฟ์ พยายามบอกเราเมื่อมาถึงตรงนี้ว่า ให้เราหาของถูก (หุ้น P/E ต่ำ)  พื้นฐานดี (กำไรดี  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี) Dividend Yield ที่ขยับสูงต่อไปไม่ได้หรือเริ่มลดลง  อาจเป็นสัญญานเตือนให้ปรับพอร์ต  และเริ่มขายออกก็ได้

คุณลักษณะที่ 4 เป็นหุ้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีของอัตราผลตอบแทนโดยรวมกับค่า P/E ที่ซื้อ

           อัตราผลตอบแทนโดยรวม (Total Return) ในที่นี้ คำนวณได้จาก

   


         อธิบายได้ว่า  หุ้นที่มีราคาตามหน่วยของ P/E 1 หน่วย  สร้างผลตอบแทนจากกำไรและเงินปันผลได้เท่าไร  ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้ Total Return มีค่ามากนั่นหมายความว่า  ถ้าได้หุ้นที่ P/E ต่ำ  กำไรเติบโตดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีค่าสูงขึ้น

          ดังนั้น  หุ้นที่เราเลือกมากจึงควรเป็นหุ้นที่มี Total Return สูงมากๆ ที่จริงแล้ว  ผมเห็นว่าคุณลักษณะที่ 4 นี้  ไม่มีอะไรใหม่  เพราะเป็นการรวมคุณสมบัติที่ 1 ถึง 3 เข้าด้วยกันเป็นอัตราส่วนเดียว เพื่อยืนยันว่า "เป็นของดี  ราคาถูก"

คุณลักษณะที่ 5 เป็นหุ้นที่มีความผันผวนตามวะฏจักรเศรษฐกิจซึ่งจะถูกชดเชยด้วย P/E 

           หุ้น P/E ต่ำที่กองทุน Windsor เลือกมามีหลายประเภท  แม้หุ้นที่เรียกว่า "หุ้นวัฏจักร" (Cyclical  Stocks) จอห์น  เนฟฟ์  ก็ลงทุนด้วย  โดยในบางขณะกองทุน Windsor มีหุ้นวัฏจักรถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นในพอร์ตการลงทุนซึ่งหุ้นวัฏจักรที่  จอห์น เนฟฟ์ ลงทุน ได้แก่ หุ้นของบริษัทผลิตรถยนต์  เคมีภัณฑ์ และอลูมิเนียม หุ้นเหล่านี้มักมีราคาผันผวนขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ ในช่วงที่วัฏจักรรุ่งเรือง ราคาจะสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงหลังจากจบวงจร ราคาหุ้นก้ลดลงอย่างมาก ดังนั้น จังหวะในการเข้าซื้อควรจะเป็นช่วงหลังจากจบวงจร ซึ่งราคาหุ้นลดลงอย่างมาก (P/E จึงต่ำ  ทำให้ชดเชยความเสี่ยงด้านราคาไปได้มาก)  และเมื่อถึงช่วงรุ่งเรือง  กำไรของธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น  มีความต้องการซื้อหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น  กองทุน Windsor จะถือว่าเป็นจังหวะที่จะขายหุ้นกลุ่มนี้

           จอห์น เนฟฟ์ ย้ำว่า ช่วงจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ  นักลงทุนทุกคนล้วนอยากซื้อเมื่อถึงจุดต่ำสุด  และขายเมื่อวัฏจักรถึงจุดสูงสุด  ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำไว้ก่อน  จะทำให้ปลอดภัยเพราะมีต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนี้ ถ้าเรามีการติดตามสภาวะและแนวโน้มของกำไรจากการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอระหว่างการลงทุน  เราจะสามารถช่วงชิงจังหวะการขายออก  เพื่อทำกำไรได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไป  และโปรดจำไว้ว่า อย่าลงทุนเมื่อบริษัทมีกำไรสูงสุด (เพราะราคาจะขึ้นไปสูง  ทำให้ P/E มีค่าสูงเกินไป)

คุณลักษณะที่ 6 เป็นหุ้นของบริษัทที่มั่นคงแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

        หุ้นที่กองทุน Windsor สนใจจะมีลักษณะดังนี้
  • เป็นบริษัทที่มีตำแหน่งการตลาดที่เข้มแข็ง  มีศักยภาพในการเติบโตซึ่งมีค่า P/E ต่ำ
  • อาจเป็นหุ้นเติบโต ( Growth  Stock ) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  แต่ไม่มีคนสนใจ (ราคาจึงถูก)
  • หรืออาจเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ชั้นแนวหน้า  แต่เผชิญข่าวร้าย ทั้งที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (ราคาจึงยังถูก)
  • วงจรธุรกิจของบริษัทเหล่านี้  กำลังจะกลับมารุ่งเรือง ซึ่งอาจเกิดจากทั้งปัจจัยภายนอก และ/หรือ การดำเนินกลยุทธ์ภายในของบริษัทเอง
  • เจาะดูฐานะการเงิน  และการทำกำไรต้องดี

คุณลักษณะที่ 7 เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

         ในข้อนี้ผมคิดว่า  จอห์น  เนฟฟ์  คงจะอธิบายประเด็นด้านปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่อธิบายในคุณลักษณะที่ 6 โดยสิ่งที่ควรพิจารณาหุ้นของบริษัทเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่
  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่ายอดขายที่เป็น "จำนวนเงิน" และ "จำนวนหน่วย" ถ้ายอดขายที่เพิ่มขึ้น มาจากทั้งราคาและปริมาณ  จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธุรกิจ
  • ตรวจสอบการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ทำได้ตามกำหนดหรือไม่ ถ้าไม่ทัน  อาจจะกระทบต่อยอดขาย  กำไร  และราคาหุ้นให้ลดลงได้
  • อย่าสนใจแต่กำไรสุทธิ ซึ่งเป็น Bottom Line ให้กลับมาดู BITDA (Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization) หรือกำไรจากการดำเนินงานชนิดหนึ่งที่ดูจำนวนเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เราไม่ต้องจ่ายเงินไปจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (Amortization)  ยิ่ง EBITDA สูงเท่าไร  ก็แสดงว่าบริษัทจะจ่ายคืนภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีได้ดีเท่านั้น
  • พิจารณากระแสเงินสดของบริษัท  เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าบริษัทได้เงินมาจากไหน เอาไปใช้ทำอะไร ใช้เงินทุนผิดประเภท ไม่เหมาะสมและจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตหรือไม่ในหลายๆ กรณี  กระแสเงินสดมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาของบริษัท
  • พิจารณาค่า ROE (Return on Equity) 
        


         ยิ่งค่า ROE สูง ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีในการใช้เงินของผู้ถือหุ้น  มาสร้างผลการดำเนินงาน  ผลกำไรให้ธุรกิจ  ซึ่งจะส่งผลดีกลับมายังผู้ถือหุ้น  ผ่านโอกาสการรับเงินปันผลที่สูงขึ้นในงวดถัดไป  และ/หรือ ผ่านมูลค่าธุรกิจที่อาจดีขึ้นในอนาคต  ถ้าบริษัทนำกำไรไปขยายการลงทุนต่อ  ทำให้มีโอกาสได้รับกำไรส่วนเกิน (Capital Gain) ในอนาคตด้วยคับ

Saturday, February 22, 2014

สไตล์การลงทุนแบบ VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


   ก่อนที่จะอธิบายถึงรายละเอียดของหุ้นที่มีลักษณะแบบ VI ตามแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ จะขอเริ่มต้นอธิบายจากสไตล์การลงทุน  ซึ่งมีลักษณะการลงทุนแบบ VI ก่อนจะเจาะเข้าไปถึงเคล็ดลับการค้นหาหุ้นแบบ VI ตามสไตน์ของ ดร.นิเวศน์  

         สไตล์ คือ แบบแผนของการกระทำ  ซึ่งถ้าทำซ้ำๆ กันหรือกล่าวได้ว่าชอบมีพฤติกรรมแบบนี้  เราอาจเรียกว่า "สไตล์"  ซึ่งในการลงทุนนั้น  นักลงทุนที่มีประสบการณ์น้อยหรือเรียนรู้หลักการลงทุนมาน้อย  มักจะลงทุนโดยไม่มีวิธีการที่ชัดเจน เช่น เล่นเก็งกำไรตามข่าวลือ  ลงทุนเพราะตลาดกำลังบูม  เป็นต้น  อย่างนี้อาจกล่าวได้ว่า  ลงทุนแบบไม่มีสไตล์  หรือเล่นหุ้นแบบมวยวัด

      แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มากๆ มักจะคุ้นเคยหรือชื่นชอบวิธีการบางอย่างเป็นพิเศษ  เพราะคิดว่าเป็นวิธีการลงทุนที่ได้ผล  ได้กำไรเป็นประจำ  หรือไม่ก็ดีกว่าวิธีการอื่นที่เคยใช้มา  อย่างนี้เรียกว่า  เริ่มมีสไตล์การลงทุน

     โดย  ดร.นิเวศน์  สรุปสไตล์การลงทุนออกเป็น 3 แนวทางใหญ่ๆ ดังนี้ 

    ลงทุนในหุ้นโตเร็ว (Growth Investment)
             เป็นสไตล์ที่ลงทุนซื้อหุ้นคุณภาพสูง  ไม่ค่อยเกี่ยงราคา  นักลงทุนกลุ่มนี้มีความคิดว่าหุ้นคุณภาพสูงมักจะให้ผลตอบแทนคุ้มราคา  แม้ราคาที่ลงทุนจะสูงแต่กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่น  คอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์  อิเล็กทรอนิกส์  และสินค้าไฮเทคทั้งหลาย  บริษัทเหล่านี้จะมียอดขายและกำไรเติบโตเร็วมาก  โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจดี  ทำให้คนแย่งกันซื้อ  จนทำให้หุ้นโตเร็วมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนสไตล์อื่น  แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำหุ้นกลุ่มนี้ก็จะมีราคาตกลงเร็วกว่ากลุ่มอื่น  ที่จริงในทุกวันนี้นักลงทุนที่ชอบหุ้นกลุ่มนี้ก็คงมีอยู่จำนวนไม่น้อย  

    ลงทุนในหุ้นแบกับดิน (Value Investment)
             ผมคิดว่าสไตล์การลงทุนของ ดร.นิเวศน์  คือแบบนี้ คำว่าหุ้นแบกับดินไม่ได้หมายความว่า  หุ้นไม่ดีถึงขนาดว่าต้องเอามาวางแบกับดิน  แต่หมายถึง หุ้นที่ดี (หรือมีโอกาสจะดี)  แต่มีราคาตกต่ำลงมามากจนแทบไม่มีค่า  อาจเนื่องจากไม่มีใครมองเห็น  หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น "หุ้นที่ดี  แต่ราคาถูก"  การซื้อได้ในราคาถูกทำให้เรามีภูมิคุ้มกันแม้ในอนาคตราคาขึ้นไปแล้วลงกลับมา  เนื่องจากเรามีต้นทุนต่ำกว่า  ซึ่งเรียกเป็นภาษาการลงทุนว่า เรามี "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (Margin of Safety) อยู่ในระดับสูง

    วิธีค้นหาหุ้นแบกับดินที่มี Margin of Safety สูง ดร.นิเวศน์ แนะนำสูตรอย่างง่ายของ เบนจามิน  เกรแฮม  ปรมาจารย์การลงทุนแบบ VI ดังนี้

         ราคาหุ้น < 2 ใน 3 ของ (สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินทั้งหมด) ของบริษัท

     ดร.นิเวศน์  อธิบายว่า  ถ้านำสินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งคล่องตัวอยู่แล้วไปเปลี่ยนเป็นเงินสดและนำไปชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว  ยังเหลือเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อ  โดยที่ยังไม่ได้รวมถึงสินทรัพย์ถาวรอื่นๆ เลย  ถ้าเป็นเช่นนี้ถือว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูกและคุ้มค่าที่จะซื้อ  เพราะโอกาสที่จะขาดทุนน้อยมากมีความปลอดภัยสูง 

     นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว  ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาวิธีประเมินมูลค่าแบบอื่นที่มุ่งหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น  โดยดูจากความสามารถของกิจการในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต  แล้วคิดส่วนลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน  ถ้ามูลค่าที่แท้จริงอยู่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันของหุ้นมาก  ก็ควรเข้าไป "ซื้อ"  อย่างไรก็ตามการประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตอาจทำได้ไม่ง่ายนักสำหรัรบนักลงทุนมือใหม่  เราอาจดูจากรายงานวิเคราะห์หุ้นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประกอบก็ได้  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการพยากรณ์และสร้างแบบจำลองเพื่อคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเอาไว้

     ลงทุนแบบเหวี่ยงแห (Passive Investment) 
          การลงทุนแบบนี้เกิดจากแนวคิดที่ว่า  ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ  นักลงทุนทุกคนรู้ข้อมูลค่อนข้างเท่าเทียมกัน  ถ้าหุ้น A มีข้อมูลทางบวก  ราคาหุ้น A ก็จะขึ้น ถ้าข้อมูลส่วนใหญ่เป็นลบ  ราคาหุ้น A ก็จะตกลงมา  ดังนั้น  ราคาหุ้น A ก็จะสะท้อนข้อมูลที่เข้ามากระทบอยู่เสมอ  ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้น A ได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปนั่งวิเคราะห์ให้เสียเวลาว่า  หุ้น A ราคาต่ำหรือสูงกว่าที่ควรจะเป็น  วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ  ซื้อหุ้นกระจายไปหลายๆ อุตสาหกรรม  หรือ ถ่วงน้ำหนักให้เหมือนตลาด  ทำให้ผลตอบแทนขึ้นลงตามดัชนีหลักทรัพย์ เป็นต้น

        ในทางปฏิบัติเราไม่จำเป็นต้องหาว่าวิธีไหนดีกว่ากัน  แต่ต้องหาว่า วิธีไหนหรือสไตน์ไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน  เพราะแต่ละสไตล์มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในช่วงเศรษฐกิจดี  หุ้นโตเร็วมักจะให้ผลตอบแทนที่ดี  ในขณะที่หุ้นแบบแบกับดินมักจะทำได้ดีกว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอย  ดร.นิเวศน์  เสนอแนะว่า  เราควรเลือกสไตน์ที่เข้ากับตัวเรา  ไม่ควรเลือก 2 อย่างที่อาจขัดแย้งกันในตัว  สำหรับ ดร.นิเวศน์ ท่านเลือกสไตล์การลงทุนในหุ้นแบบแบกับดิน ( แบบ VI )  พยายามค้นหาหุ้นแบบนี้  และค้นหาวิธีบริหารพอร์ตหุ้นแบบนี้ให้เกิดความมั่งคั่งเพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยาว

     เทคนิคการค้นหาหุ้น VI ของ ดร.นิเวศน์

         การค้นหาหุ้น VI ของ ดร.นิเวศน์  ไม่ได้เริ่มที่กระดานหุ้น  บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์  งบการเงินของบริษัท  แต่เริ่มจากวิธีเรียบง่าย  โดยการสังเกตจากสินค้าและบริการที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งประเภทของกิจการที่น่าลงทุนตามหลัก VI คือ  กิจการของสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด  คนจำเป็นต้องซื้อ ยี่ห้อเป็นที่นิยมติดตลาด  หรือเป็นสินค้าเจ้าเดียวในตลาด  คนอื่นเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ยาก  ดร.นิเวศน์  ให้ความสำคัญกับตัวสินค้าบริการ  และฐานะทางการตลาดของบริษัทก่อนผลกำไรหรือฐานะการเงิน  เมื่อได้พบสินค้าและบริการถูกใจ  และเป็นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  จึงค่อยหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านคุณภาพและปัจจัยทางด้านราคา

     หัวข้อสำคัญของปัจจัยทางด้านคุณภาพ  เช่น ดูจาก
  • รูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model)
  • ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยังยืน (Durable Competitive  Advantage)
  • ผลการดำเนินงาน  หรือกำไรของบริษัท
  • ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE)
  • ฐานะการเงินหรือหนี้สิน
  • ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด
  • ผู้บริหาร
     หัวข้อสำคัญของปัจจัยทางด้านราคา เช่น ดูจาก
  • ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio)
  • ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B Ratio)
  • อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล  (Dividend Yield)
  • มูลค่าตลาดของหุ้น  (Market Capitalization)
ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร