Showing posts with label ความเสี่ยงของ VI. Show all posts
Showing posts with label ความเสี่ยงของ VI. Show all posts

Friday, September 19, 2014

หุ้นดีต้องมีคู

   

          เงื่อนไขหรือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนระยะยาวในหุ้นของผมก็คือ  ดูว่าบริษัทมี “Moat” หรือ  “คูเมือง” สำหรับป้องกัน  “ข้าศึก” ที่จะเข้ามา “โจมตี”  แย่งชิงทรัพย์สมบัติของ  “ปราสาท” หรือบริษัทของเราหรือไม่   ความหมายของ Moat หรือคูเมืองก็คือ  ความได้เปรียบที่ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายสินค้าสูงกว่าปกติหรือ  “ขายอยู่คนเดียว”  และทำกำไรได้สูงกว่า  “ต้นทุนเงินทุน”  ของบริษัทโดยที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแย่งชิงธุรกิจได้—อย่างถาวร  หรือยาวนานอย่างน้อย 5-10 ปีขึ้นไป

            ที่มาของ Moat หรือคูเมืองหรือคูของกิจการหรือบริษัทนั้น  มีอยู่ 4 ประการหลัก ๆ คือ: เรื่องแรก  ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตหรือให้บริการของบริษัท  บริษัทที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่งนั้น  จะต้องเป็นการได้เปรียบอย่างถาวรหรือยาวนาน  ยิ่งยาวนานเท่าไร  “คู”  ก็  “กว้าง” ขึ้นเท่านั้น  และคูที่กว้างก็เป็นเครื่องที่แสดงว่าบริษัทมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นตามกันไป   ถ้าจะนิยามว่ายาวนานแค่ไหนถึงจะเรียกว่าบริษัทมี  Moat  ผมก็อยากกำหนดว่า 5 ปี นั้นจะเป็นบริษัทที่มีคู “แคบ”  10 ปีก็น่าจะเป็นคูที่กลาง ๆ  และถ้าเกิน 20 ปีขึ้นไปเรียกว่าบริษัทมีคูที่กว้างซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติอย่าง  “ถาวร”  และดังนั้นจึงมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมและสมควรที่หุ้นจะมีราคาแพง  มีค่า PE สูงได้มาก  ในขณะที่หุ้นที่ไม่มีคูเลยนั้น  ไม่ควรที่จะมีค่า PE ปกติสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือมีค่า PE เกิน 10 เท่าขึ้นอยู่กับว่าค่าไหนต่ำกว่ากัน

           ต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งนั้น  ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากเรื่องของ Economies of Scale (EOS) หรือขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมซึ่งก็มักจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งทำให้ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยต่ำกว่า  แต่ประเด็นที่สำคัญนั้นยังอยู่ที่ความสามารถหรือความตั้งใจของคู่แข่งที่จะขยายขนาดกิจการให้ใหญ่ขึ้นจนมี EOS หรือไม่  และถ้าเป็นอย่างนั้น  ความได้เปรียบของบริษัทก็จะหมดไปในไม่ช้า   โดยปกติแล้ว  คู่แข่งก็มักจะพยายามขยายขนาดเพื่อลดต้นทุน  แต่ในหลาย ๆ  กรณี  ขนาดของตลาดนั้นอาจจะไม่ใหญ่พอ  ถ้าขยายกำลังการผลิต  สินค้าก็อาจจะล้นตลาดและทำให้ราคาลดลงมากซึ่งจะทำให้  “ตายกันทั้งคู่”  ดังนั้น  แรงจูงใจที่จะขยายกำลังการผลิตก็ไม่มี  บริษัทที่ยึดกุมตลาดอยู่ก็ถือว่ามี  “คู”  ที่ป้องกันคู่แข่งได้  จะยาวนานแค่ไหนก็เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป

           ต้นทุนต่ำนั้นยังอาจจะมีที่มาจากการที่บริษัทเป็นเจ้าของทรัพยากรหรือวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่าราคาในตลาด  ตัวอย่างเช่นบริษัทเป็นเจ้าของเหมืองทอง  เหมืองถ่านหิน  หรือบ่อน้ำมันที่ค้นพบมานานและต้นทุนในการได้มาต่ำกว่าราคาปัจจุบันมากและมีปริมาณของแร่สูงสามารถใช้ไปได้นานมาก  แบบนี้  บริษัทก็จะสามารถทำกำไรได้สูงกว่าปกติไปอีกนาน

           แหล่งของคูเมืองที่สำคัญแหล่งที่สองก็คือเรื่องของ  Intangible Assets หรือทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้  ซึ่งตัวใหญ่ก็คือ Brand หรือยี่ห้อสินค้าที่เป็นที่นิยมสูงจนคนเลือกที่จะซื้อมากกว่าของคู่แข่งการเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักแพร่หลายหรือดังแต่คนไม่ได้จำเพาะหรือเลือกที่จะใช้จริง ๆ  นั้นไม่อยู่ในข่ายนี้  ตัวอย่างเช่นน้ำดื่ม  แบตเตอรี่  ปูนซีเมนต์  เหล่านี้เราจะไม่ถือว่ามันจะเป็น  “คู” ที่มีค่ากีดกันคู่แข่งได้  แต่ถ้าเป็นแบรนด์อย่างกระเป๋าหลุยส์วิตตองหรือนาฬิกาโรเล็กซ์ แบบนี้ก็ต้องถือว่ามันเป็นแบรนด์ที่คนเลือกและยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อที่จะซื้อ  ดังนั้น  มันจึงเป็นธุรกิจที่มีคูที่กว้าง

          นอกจากแบรนด์แล้ว  ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้แต่มีค่าที่สำคัญก็คือเรื่องของสิทธิบัตร  เช่น สิทธิบัตรยาที่เป็นแหล่งของคูที่มีค่ามากของบริษัทยาในต่างประเทศ  อย่างไรก็ตามในตลาดหุ้นไทยเราน่าจะมีบริษัทที่หากินกับสิทธิบัตรน้อย  สิ่งที่อาจจะเปรียบเทียบได้บ้างก็อาจจะเป็นสิทธิหรือสัมปทานหรือสัญญาที่บริษัทจดทะเบียนได้ทำไว้กับหน่วยงานรัฐที่บริษัทได้ทำไว้นานแล้วและสถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทำให้บริษัทได้เปรียบหรือได้กำไรดีกว่าปกติ  หรืออาจจะเป็นสัญญาที่บริษัทได้ประโยชน์มากกว่าที่ควรจะเป็นด้วยเหตุผลร้อยแปดที่เราจะต้องวิเคราะห์ให้ออก  อย่างไรก็ตาม  “คู” ในลักษณะแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะไม่ใช่คูที่กว้างนัก  เหตุผลก็คือ  ระยะเวลาในการทำกำไรสูงกว่าปกติอาจจะไม่นานนักและโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยปัจจัยต่าง ๆ  รวมถึง  “การเมือง”  ก็มักจะสูง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  คูเหล่านี้มักจะมีแนวโน้มที่จะ  “แคบ”  ลงไปเรื่อย ๆ  ซึ่งจะทำให้คุณภาพหุ้นลดลงเรื่อย ๆ  ในขณะที่คูแบบอื่นนั้นอาจจะมีโอกาส  “กว้าง”  ขึ้น  ซึ่งก็จะทำให้หุ้นนั้นพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ

           คูอีกแบบหนึ่งคือเรื่องของ  “Switching Cost”  หรือ  “ต้นทุนในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ”  นี่เป็น “ต้นทุน” ที่ทำให้คนที่ใช้บริการบริษัทเราอยู่แล้วไม่เปลี่ยนไปใช้ผู้บริการอื่นแม้ว่าเราอาจจะคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นที่จะทำให้เราได้กำไรมากกว่าปกติ  เหตุผลก็คือ  มันไม่คุ้มที่จะเปลี่ยน  เพราะถึงแม้จะได้ลดราคาจากผู้ให้บริการรายอื่น  แต่เขาอาจจะได้บริการที่แย่ลงหรือต้องทำงานอย่างอื่นมากขึ้น  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่นการเปลี่ยนโรงพยาบาลซึ่งจะทำให้เราต้องเจอหมอคนใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยของเราที่ทำให้เราไม่สบายใจในการไปรับการรักษา  หรืออย่างในกรณีของการย้ายบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ  ซึ่งในอดีตนั้นต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรือแม้แต่ปัจจุบันเราก็ยังต้องไปทำเรื่องต่าง ๆ  ที่อาจจะไม่ใคร่สะดวก  ดังนั้น  ถ้าไม่ได้อะไรที่ถูกกว่าจริง ๆ แล้ว  เราก็มักจะไม่ใคร่อยากย้ายผู้ให้บริการ  ดังนั้น  ถ้าเราพบว่าลักษณะของบริการของบริษัทนั้นมี Switching Cost สูง  โอกาสก็เป็นไปได้ว่าบริษัทจะมีคูที่จะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้สูงกว่าต้นทุนเงินทุน  และดังนั้นมันจึงสามารถมีค่า PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดได้

           คูเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของ  “Network Effect” หรือ  “คุณค่าของการอยู่ในเครือข่าย”  นี่ก็คือข้อได้เปรียบที่ทำให้คู่แข่งไม่สามารถเข้าแย่งชิงธุรกิจและทำให้บริษัทที่มีเครือข่ายที่ใหญ่จะได้เปรียบเครือข่ายที่เล็ก  เนื่องจากประโยชน์ของธุรกิจนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของคนที่อยู่ในธุรกิจ  ตัวอย่างเช่นพวกสื่อสังคมเช่น  Face Book หรือ Line หรือเวบไซ้ต์การประมูลขายสินค้าเช่น E-Bay นั้น  ลูกค้าผู้ใช้อยากใช้บริการเนื่องจากมันเป็นบริษัทที่มีคนเข้ามาใช้กันมากซึ่งทำให้เขาได้ประโยชน์สูงสุดในการติดต่อคนอื่น ๆ  ในเครือข่ายเดียวกัน  ที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับคูประเภทนี้ก็คือ  มันจะเป็นคูที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ  และโอกาสที่คู่แข่งจะเข้ามาแข่งก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ  ดังนั้น  หุ้นของบริษัทที่ประสบความสำเร็จด้วยคูชนิดนี้จึงเป็นหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกอย่างแท้จริง

          สุดท้าย  ผมขอสรุปรวบยอดของเรื่อง Moat หรือคูเมืองว่า   มันจะทำให้บริษัทที่มีคูมีกำไรสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนเงินทุนของบริษัท  ถ้าจะดูง่าย ๆ  ก็คือดูว่าบริษัทมี ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าปกติ  เช่น  บางบริษัทมี ROE สูงกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานเป็นต้น  นอกจากนั้น  บริษัทที่มีคูกว้างจะสามารถทำกำไรสูงกว่าปกติได้นานกว่า 20 ปี ในขณะที่บริษัทที่มีคูที่แคบอาจจะมีโอกาสทำกำไรสูงได้ไม่เกิน 10 ปี  อย่างไรก็ตาม  คูของแต่ละบริษัทอาจจะกว้างขึ้นหรือแคบลงเมื่อเวลาผ่านไป  บริษัทที่คูกว้างขึ้นก็คือบริษัทที่มีการพัฒนาความได้เปรียบของตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่บริษัทที่มีคูแคบลงก็คือบริษัทที่ด้อยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่พัฒนาตัวขึ้น ทั้งหมดนี้เราจะต้องคอยจับตาดูในเรื่องของการแข่งขันตลอดเวลา  ถ้าเรารู้ว่าคูของบริษัทกว้างแค่ไหนและมันมีแนวโน้มจะกว้างขึ้นหรือแคบลงเราก็สามารถนำมาช่วยตัดสินใจลงทุนได้  สำหรับบริษัทที่เราดูแล้วไม่มีคูหรือมีคูที่แคบมากแต่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงลิ่วคิดจากค่า PE  สิ่งที่เราต้องทำก็คือขาย  และนี่ก็คือศิลปะอย่างหนึ่งของ VI ที่ต้องเรียนรู้

CR. ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล

Monday, September 1, 2014

นิสัยแห่งความสำเร็จของการลงทุน

     
 
    คนที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นมักจะมีนิสัยที่สำคัญหลาย ๆ  ประการ  และต่อไปนี้คือบางส่วนที่ผมคิดว่าเราควรจะต้องมีหรือต้องฝึกฝนไว้:

          ข้อแรกคือ  เวลาลงทุนอะไรก็ตาม  คิดถึงเรื่องความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากกว่ากำไร  ในการคิดถึงเรื่องนี้นั้น  ผมมักจะดูหรือวิเคราะห์ถึง  “พื้นฐาน”  ที่แท้จริงของบริษัท  การดูเรื่องนี้แปลว่าเราจะต้องคิดถึงผลประกอบการในระยะยาวหลาย ๆ  ปี  ในกรณีของบริษัทปกติก็อย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป  ในกรณีของกิจการที่เป็นสัมปทานหรือมีใบอนุญาตที่มีกำหนดเวลาแน่นอน  ส่วนใหญ่ผมก็จะต้องคิดไปถึงเวลาที่ครบกำหนด  ผมมักจะ  “หลอก”  ตัวเองว่า  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว  ผมไม่มีสิทธิที่จะขายในเวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี  ดังนั้น  เวลาเราคิดแบบนี้   เราจะไม่เอาข่าวหรือการคาดการณ์ผลประกอบการในระยะสั้น ๆ  เพียงไม่กี่เดือนหรือแค่ 2-3 ปี มาเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน  มีอยู่บ่อย ๆ  ที่ผมพลาดลงทุนในหุ้นที่ราคาพุ่งพรวดเพราะกำลังมีเหตุการณ์ที่ดี ๆ  เกิดขึ้นและผมก็คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น  อย่างไรก็ตาม  ผมก็ไม่ซื้อมัน  เหตุเพราะว่าผมคิดว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว  อนาคตต่อไปก็ “ไม่แน่นอน”  ถ้าเราถือหุ้นยาวไปก็อาจจะขาดทุนได้    ความมี “วินัย” ที่แรงกล้าแบบนี้ทำให้เราพลาดโอกาสทำกำไรง่าย ๆ  แต่ก็ช่วยให้เราไม่ขาดทุนกับหุ้นตัวไหนได้ง่าย ๆ  และแม้ว่าบางตัวจะ  “สะบักสะบอม”  ในช่วงแรก  แต่เมื่อถือยาวต่อไปมันก็มักจะ “ได้ทุนคืนมา”

            ข้อสองคือ  ถ้าเราเลือกหุ้นที่พื้นฐานดีในระยะยาวและ/หรือมีระบบในการลงทุนที่ถูกต้อง  เช่น มีพอร์ตการลงทุนที่เราคิดว่าเหมาะกับตัวเราแล้ว  เช่น  มีจำนวนเงินลงทุนในหุ้น 50% มีหุ้นกู้หรือพันธบัตร 30%  มีสินทรัพย์ทางเลือกเช่น ทอง 10%  ที่เหลือเป็นเงินสด  เราก็ควรจะรักษาการลงทุนของเราให้  “คงเส้นคงวา”  ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปมาเมื่อประสบกับสถานการณ์ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง  อย่าตื่นเต้นหรือตกใจง่ายกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง  ว่าที่จริงอะไรก็ตามถ้าไม่กระทบกับบริษัทที่เราลงทุนตรง ๆ  และแรง  โดยส่วนใหญ่แล้วเราก็ไม่ต้องทำอะไร  นิสัยสำคัญที่เราจะต้องสร้างก็คือ  เราต้องทำใจให้สงบ  เป็นคนที่  “ใจเย็นเป็นน้ำ”  เวลาลงทุน    ผมเองไปลอนดอนบ่อย  สิ่งที่เห็นเป็นประจำก็คือป้ายคำขวัญที่ทำเป็นของที่ระลึกที่เขียนว่า  “Keep Calm  and Carry on” หรือ “ใจเย็นและสู้ต่อไป”   ซึ่งผมเข้าใจว่าเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่คนอังกฤษพยายาม “ปลอบใจ”  ให้คนใจเย็น ๆ  มีขวัญกำลังใจที่จะเอาชนะสงคราม  ตอนหลังสินค้าก็เอามาทำเป็นคำโฆษณามากมายเช่น Keep Calm and Have a Cupcake หรือ ใจเย็น ๆ  แล้วก็กินขนมเค้กซักชิ้น และอื่น ๆ  อีกมาก

           นิสัยข้อสามที่ผมคิดว่าควรจะเตือนตัวเองให้ปฏิบัติตลอดเวลาก็คือ  “สังเกตและคิดแบบนักลงทุน”  นี่จะทำให้เราพบโอกาสในการลงทุนเช่นเดียวกับฝึกฝนให้เราเป็นนักวิเคราะห์ที่ดี  สูตรที่ผมใช้ก็คือ  พยายามคิดว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ต่างก็ “แข่งขันกัน”  ผู้ชนะนั้นจะได้ “รางวัล” มากน้อยตามระดับการชนะนั้น  ซึ่งก็จะส่งผลให้เขาหรือบริษัทหรือองค์กรอะไรก็ตามมี  “ค่า” ต่อ  “เจ้าของ”  ตามที่ควรจะเป็น   แน่นอน  บางสิ่งบางอย่างเช่นวัดหรือศิลปินที่ไม่มีสังกัดนั้นไม่มี  “เจ้าของ” ซึ่งในฐานะของนักลงทุนเราก็ทำอะไรไม่ได้  แต่ในกรณีของบริษัทจดทะเบียนนั้น  เราสามารถเป็นเจ้าของได้  และนี่ก็คือโอกาสที่เราจะลงทุน  ในช่วงที่เรายังไม่คุ้นเคยกับการคิดแบบนี้  สิ่งที่เรามักจะสับสนก็คือ  เราไม่รู้ว่าใครแข่งกับใคร  บ่อยครั้งเราอาจจะสรุปว่ามัน  “ไม่มีคู่แข่ง”  แต่ในความคิดผมแล้ว  สิ่งมีชีวิตหรือองค์กรของสิ่งมีชีวิตนั้นมีคู่แข่งและแข่งกันเสมอ  เพียงแต่บางครั้งเราอาจจะยังหาไม่พบ

          นิสัยข้อสี่ที่สำคัญก็คือ  หมั่นศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์และจิตวิทยานอกเหนือไปจากการศึกษาเรื่องการลงทุน  การอ่านหนังสือควรเป็นนิสัยที่ติดตัว  ผมเองมีคติว่าเราต้องกินอาหารที่ดีทุกวันเช่นเดียวกับต้องบริโภค  “อาหารสมอง”  เป็นประจำ  ดังนั้น  ทุกสัปดาห์ที่ผมไปจ่ายตลาดเพื่อหาอาหารมากินตลอดสัปดาห์แล้ว   ผมก็มักจะต้องไปจ่าย  “อาหารสมอง”  ในร้านหนังสือที่มีหนังสือดี ๆ  ที่ผมต้องใช้เวลาอยู่กับมันพอ ๆ  กับการจ่าย “อาหารกาย” อาหารสมองหรือความรู้ที่เราได้รับนั้นจะช่วยให้เรามีพื้นฐานและความคิดในการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ  ได้อย่างถูกต้องซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการลงทุน

           ข้อที่ห้า  นิสัยที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนก็คือ  อย่าเล่น  “หุ้นปั่น”  ทุกกรณี  และพยายามหลีกเลี่ยงหุ้นที่มี Story หรือเรื่องราวที่น่าสนใจที่ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงมากในเวลาอันสั้นแล้ว  วิธีสังเกตว่าตัวไหนเข้าข่ายเป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นที่มี Story นั้น  นอกจากข่าวและเหตุผลดี ๆ  ที่ออกมาจากบริษัทหรือแหล่งข่าวอื่น ๆ  แล้ว  ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นก็เป็นข้อมูลสำคัญที่จะชี้ว่ามันเป็นหุ้นดังกล่าวหรือไม่  เกณฑ์คร่าว ๆ  ก็คือ  ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงติดต่อกันหลายวันคิดแล้วหุ้นอาจจะขึ้นไปเป็น 100% ในเวลาเพียงไม่เกิน 2-3 สัปดาห์  ส่วนปริมาณหุ้นเองก็สูงขึ้นมาก  อัตราการหมุนเวียนหุ้นนั้นอาจสูงเป็น 50-100% ของปริมาณหุ้นทั้งหมดของบริษัทภายในการซื้อขายเพียงวันเดียว เป็นต้น  นอกจากนั้น  ในเวบบอร์ดเกี่ยวกับหุ้นที่แพร่หลายมีผู้ติดตามกันมากนั้นก็มักจะมีคนโพสต์ข้อความเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าวมากผิดปกติ    นิสัยไม่สนใจหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงและราคาหุ้นขึ้นไปมากแล้วนั้น  ผมคิดว่าจะช่วยปกป้องให้เราไม่ขาดทุนหรือล้มเหลวจากการลงทุนในระยะยาว   เหตุผลหนึ่งก็คือ  มันทำให้เราต้องเน้นการเลือกหุ้นลงทุนเฉพาะในกิจการที่มีผลประกอบการเป็นหลักแทนที่จะเน้นที่ข่าวและปัจจัยเอื้ออำนวยในระยะสั้นซึ่งอาจจะไม่ได้กระทบกับพื้นฐานจริง ๆ  ของบริษัท

          นิสัยแห่งความสำเร็จของการลงทุนข้อที่หกก็คือ  ลงทุนเฉพาะในสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจ  นั่นก็คือ  ไม่ลงทุนตามคนอื่นตราบใดที่ตนเองยังไม่เข้าใจตัวกิจการจริง ๆ  นั่นหมายความว่า  เราอาจจะไม่ยอมลงทุนในหุ้นของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น ปิโตรเคมีเลยเนื่องจากมันเป็นอุตสาหรรมที่อยู่นอกเหนือความรู้ของเรา  นิสัยข้อนี้อาจจะทำให้เรามีหุ้นที่สามารถลงทุนได้น้อยลง  อย่างไรก็ตาม  ข้อดีก็คือ  ทำให้เรามีเวลาศึกษาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวมากขึ้น  นอกจากนั้น  ความถูกต้องของการวิเคราะห์ก็จะสูงขึ้น  การลงทุนของเราก็จะ Focus หรือไม่กระจายมากเกินไป  และนี่ก็จะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเรามีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น

          นิสัยสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การเน้นคุณค่าเวลาจะซื้อหรือทำอะไรต่าง ๆ  นี่ไม่ใช่เฉพาะการลงทุนแต่รวมถึงการซื้อของอย่างอื่นหรือแม้แต่การทำงาน  พูดง่าย ๆ  ทำอะไรก็ต้องดูว่าเราจะได้ผลตอบแทนสูงกว่ารายจ่ายหรือต้นทุนที่เราทุ่มเทลงไป  เมื่อเราทำแบบนี้จนกลายเป็นนิสัย  การลงทุนของเราก็จะมีแนวทางหรือแนวคิดแบบเดียวกัน  และนั่นจะทำให้การลงทุนของเราเป็นเรื่องของ Value Investment หรือเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าโดยอัตโนมัติ  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ  เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวโดยที่มีความเสี่ยงต่ำ  ถ้าจะว่าไป  ไม่มีเซียน VI คนไหนที่จะรักษาสถิติหรือผลงานการลงทุนที่ดีได้โดยปราศจากการมีนิสัยการลงทุนที่ดีด้วย  และไม่มีใครคนไหนที่จะกลายเป็นเซียนได้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติและพัฒนานิสัยที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการเป็น VI  ผมเชื่ออย่างนั้น

Sunday, March 2, 2014

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการลงทุน การลงทุนแบบ VI

             

    
    เรื่องการลงทุนในหุ้น นักวิชาการจำนวนมากมักบอกว่า เป็นเรื่อง "เสี่ยง" กว่าการลงทุนในพันธบัตร เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้

            เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด เงินต้นยัง "อยู่ครบ" พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหุ้นยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดิน หรือทองคำในสายตาของคนทั่วไป ในแง่ที่ว่าทั้งสองอย่าง "จับต้องได้และไม่สึกหรอ" และรักษาคุณค่าได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ "เพิ่มขึ้น" แม้ช่วงหลังราคาทองคำอาจ "ปรับตัวลงบ้าง" ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว "ไม่เสี่ยง"  ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัว ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้นๆ จนแทบจะหมดค่า และหุ้นสำหรับบางคนเหมือนกับ "กระดาษ" ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งตกลงมาได้มากมาย แทบจะไม่มีค่าเหมือน "กระดาษ" ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ "เสี่ยงมาก"

            นี่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบางมิติ คือ โดยอิงอยู่กับการลงทุน "ระยะสั้น" และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น "รายตัว" แต่ถ้ามองการลงทุนเป็น "ระยะยาว" และลงทุนในทรัพย์สิน หรือหุ้นเป็นแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญ คือ ในระยะยาว มิติสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง คือ "อัตราเงินเฟ้อ" เพราะจะทำให้เงินมีค่าลดลง แม้เม็ดเงินยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น อีก 20 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2%  เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนโตขึ้นจาก 100 บาท  เป็น  149 บาท  แต่วันนั้นสินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท  เป็น 181 บาท  ทำให้เรา "ขาดทุน" 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลง 18% และนี่คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ แต่ไม่เติบโต หรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว

           มิติการลงทุนแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" ช่วยให้การลงทุน "ผันผวน" น้อยลงมากทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้น ถ้าเราลงทุนหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นอาจประสบปัญหารุนแรงได้  กิจการอาจจะเจ๊งไป และทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถือหุ้นหลายๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ราคาหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจไม่ค่อยดี แต่โดยรวมราคาหุ้นจะเปลี่ยนไม่มาก ในระยะสั้น  แม้เราถือหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัว หรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นอาจลดลงได้เพราะปัจจัยร้อยแปด แต่ระยะยาว มูลค่าหุ้นโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราถือหุ้นได้ถึง 20 ปี  โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสหุ้นจะขึ้นไปสูงมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 10% ต่อปี เงิน  100 บาทกลายเป็น 673 บาทในเวลา 20 ปี  เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ 149 บาทแล้ว  ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้น ดีกว่ามากถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือลงทุนระยะยาว

           ข้อสรุปขั้นนี้ คือ ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี การลงทุนในหุ้น โดยลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอ หรือถือกองทุนรวม จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยง "ต่ำที่สุด" และนี่ทำให้เราควรถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างอื่น  มากเท่าไรขึ้นอยู่กับความมั่งคั่ง และความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของแต่ละคน แต่ใจผมคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 50%  ของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ และคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นอย่างดีจะมีหุ้นเกิน 90%  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

            ประเด็นสำคัญต่อมา คือ คนมักจะคิดว่าตนเองแก่แล้วหรือมีอายุมากแล้ว การลงทุนหุ้นอาจเป็นเรื่อง "สายเกินไป" แล้ว เขาไม่มีเวลา 10 หรือ 20 ปี ที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ "ไม่เสี่ยง" เขาขอฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรดีกว่า นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ "ผิดพลาด" เรามาดูกันว่าเพราะอะไร

             เรื่องที่ทำให้คนคิดผิดน่าจะอยู่ที่ประเด็น "อายุเกษียณ" หรือเวลาเลิกทำงานที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแก่แล้วตั้งแต่อายุใกล้เกษียณที่ 50 ปีขึ้นไป ความเป็นจริง คือ อายุของคนกำลังยืนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสุขภาพดีขึ้น และผมคิดว่า  คนรุ่นนี้จำนวนมากจะมีอายุถึง 80 ปีขึ้นไปก่อนตาย ความสามารถลงทุนในหุ้น น่าจะทำได้จนถึงอายุ 80 ปี  และนี่ทำให้ผมคิดว่า การวางแผนเกี่ยวกับการลงทุน ควรกำหนดว่า เราจะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี ถ้าเป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกษียณในวันนี้หรือแม้คนที่กำลังเกษียณ จึงมีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ซึ่งทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

              คำแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดว่าตนเอง"แก่" เกิน ที่จะเริ่มลงทุน คือ การลงทุน โดยเฉพาะแนว  Value Investment ไม่ได้ยาก หรือใช้พลังอะไรมากมายนัก แต่ใช้ความสุขุมรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งคนมีอายุไม่ได้เสียเปรียบคนหนุ่มสาวเลย คนแก่ทำได้ แต่จริงๆ แล้ว บางทีคุณอาจไม่ได้แก่อย่างที่คุณคิด และถ้าสามารถลงทุนได้อีกถึง 20 ปี คุณก็เริ่ม "อาชีพใหม่" ได้ แม้คุณจะอายุ 60 ปีแล้ว และถ้าคุณทำได้ดี โอกาสที่คุณจะเป็น "เซียน" และมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังมีอยู่

             พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง แอนน์ ไชเบอร์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงนานมาแล้วว่า เธอน่าจะเป็น "ไอดอล" ของนักลงทุน "คนแก่" ทั่วโลก เพราะเธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี โดยเธอเป็นเพียงเสมียน และมีเงินเดือนน้อยมากไม่ต้องพูดถึงความรู้ในการเลือกหุ้น เธอเริ่มจากเงิน 5,000 ดอลลาร์ โดยลงทุนซื้อหุ้นที่เป็น "ซูเปอร์สต็อก" ที่ผลิตและขายสินค้าที่เธอรู้จักดี เช่น โคคา-โคลา บริษัทยา เช่น เชอริงพลาวก์ เธอซื้อแล้วก็เก็บ ติดตามดูกิจการของบริษัทไปเรื่อยๆ เมื่อได้เงินปันผลมา ก็ลงทุนเพิ่มในหุ้นทบต้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายในวันที่เธอตาย ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลหมด เพราะเธอไม่เคยแต่งงานและไม่มีญาติพี่น้อง สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จระดับนั้น ก็คือ เวลาในการลงทุนอีก 51 ปี เพราะเธอตายตอนอายุ 101 ปี และผลตอบแทนที่เธอทำได้คือเฉลี่ยปีละประมาณ 17-18%   ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ดีมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ Value Investor มีโอกาสทำได้

             คนมักจะถามว่า แก่แล้วจะหาเงินมากๆ ไปทำอะไรได้ แล้ว "ไม่มีโอกาสใช้" หรือคนที่มีเงินเก็บ "พอดีๆ" อาจกลัวว่าจะขาดทุนจากหุ้น แล้วเงินจะไม่เหลือพอใช้จนตาย คำตอบของผม คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร อาจคำนวณว่าเราจะตายเมื่ออายุ 80 ปี แต่เราอาจจะอยู่จนถึง 100 ปีก็ได้ และเมื่อถึงเวลา เรายังจะมีเงินพอใช้หรือไม่ การไม่ลงทุนในหุ้น จึงอาจเป็นเรื่องเสี่ยงพอๆ หรือมากกว่าการลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผม คือ มีโอกาสสูงที่คุณควรลงทุนในหุ้นแม้ว่าคุณจะอายุมากแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Thursday, February 27, 2014

นักลงทุน VI สภาพคล่องของหุ้น



         

          ปัจจัยสำคัญหนึ่งของการลงทุนที่ดูเหมือนว่า Value Investor "พันธุ์แท้" จำนวนมากอาจจะไม่พูดถึงเลย ก็คือ สภาพคล่องในการซื้อขายของหุ้น


            เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะ นี่คือปัจจัยที่  “ไม่เกี่ยวกับพื้นฐาน”  ของกิจการ  หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนแบบ VI มีน้อยมากที่จะกล่าวถึง สภาพคล่องของหุ้น   คนที่สนใจเรื่องสภาพคล่องของหุ้นมากที่สุดน่าจะเป็น นักวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มองว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันนั้น   ถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญสุดยอดที่จะบอกว่าราคาหุ้นจะไปทางไหนในอนาคตอันใกล้  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น  ก็เป็นหุ้นที่นักเทคนิคหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือวิเคราะห์   ว่าที่จริงนักเทคนิคนั้นมองว่าหุ้นประเภทนี้ใช้หลักการทางเทคนิคไม่ได้ด้วย ซ้ำ   อย่างไรก็ตาม  ในฐานะของ VI  ความเข้าใจในเรื่องของสภาพคล่องน่าจะมีประโยชน์พอสมควร  และต่อไปนี้ เป็นมุมมองของผมต่อเรื่องสภาพคล่องของหุ้น

                ประเด็นแรก ก็คือ สภาพคล่องของหุ้นนั้นมองได้เป็นสองมิติ นั่นคือ  มิติแรก  มองจากนักลงทุนที่จะซื้อขายหุ้นหรือพูดง่ายๆ มองจากตัวเราเองว่าเรามีเงินลงทุนเท่าไรและจะซื้อหุ้นแต่ละตัวในวงเงิน เท่าไร ตัวอย่างเช่น  พอร์ตของเรามีอยู่ 10 ล้านบาท  และเราจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 2-3 ล้านบาท แบบนี้ เราก็จะต้องดูว่าหุ้นที่เราสนใจจะลงทุนนั้นมีการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ เท่าไร ถ้าพบว่าหุ้นตัวนั้นมีการซื้อขายประมาณวันละเพียงหนึ่งแสนบาท  นั่นก็แปลว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาในการขายหุ้นให้หมดถึง 20-30 วัน ถ้าเราลงทุนในหุ้นตัวนั้น 2-3 ล้านบาท และสมมติว่าไม่มีคนอื่นขายเลยนอกจากเรา ในสถานการณ์แบบนี้  ก็ต้องถือว่าหุ้นมีสภาพคล่องต่ำเกินไป   การซื้อหุ้นอาจจะอันตรายถ้าเราคาดการณ์ผิดและจำเป็นต้องขายทิ้ง   เพราะในการขายหุ้นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวัน จะทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมากอย่างต่อเนื่อง   ดังนั้น   การซื้อหุ้นแบบนี้เราจะต้องมั่นใจมากว่าราคามันต่ำกว่ามูลค่ามากและเราพร้อม ที่จะถือมันไว้ตลอดไป  หรืออย่างน้อยก็ต้องถือได้ 3-5 ปีขึ้นไป  นอกจากนั้น  ในระหว่างที่ถือหุ้นอยู่  มันควรจะมีปันผลให้เราอย่างน้อย 4-5% ต่อปีโดยไม่ลดลงและมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

               มิติที่สองเกี่ยวกับสภาพคล่อง ก็คือ  ปริมาณการซื้อขายของหุ้นเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท  นี่เป็นการวัดอย่างคร่าวๆ  ว่าคนที่เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทนั้น  ซื้อแล้วถือไว้นานแค่ไหนโดยเฉลี่ย  ตัวอย่างเช่น  ถ้าบริษัทมีมูลค่าหุ้นทั้งบริษัทหรือเรียกว่า  Market Cap . เท่ากับ  1,000 ล้านบาท  และหุ้นของบริษัทมีการซื้อขายในตลาดหุ้นเฉลี่ยวันละ 10 ล้านบาท  นี่ก็แปลว่าคนที่ซื้อและถือหุ้นของบริษัทไว้นั้น  เขาจะทยอยขายหุ้นและใช้เวลาขายหมดภายใน 100 วัน  หรือประมาณ 3 เดือนกว่าๆ    หรือพูดอีกแบบหนึ่ง ก็คือ  คนที่ลงทุนในบริษัทนี้  โดยเฉลี่ยแล้วลงทุนเพียง 3 เดือนเศษๆ  ก็ขายทิ้งแล้ว  ไม่ได้เป็นนักลงทุนระยะยาวที่เน้นที่ผลประกอบการและรอกินปันผลที่บริษัทอาจ จะจ่ายปีละครั้ง
 

               คำถามที่อาจจะตามมา ก็คือ  คนที่ลงทุนถือหุ้นนั้น  ต้องถือไว้นานเท่าไรจึงจะถือว่าเป็นนักลงทุนระยะยาว คำตอบนั้น ก็คือ มันเป็นเรื่องอัตวิสัยของแต่ละคน บางคนบอกว่า  3  เดือนถือว่ายาว แต่บางคนบอกว่า 3 ปี ถึงจะเรียกว่ายาว อย่างไรก็ตาม  เราสามารถพูดโดยเปรียบเทียบได้  เพราะเรามีค่าเฉลี่ยระยะเวลาของการถือหุ้นของบริษัททุกแห่งในตลาดหลักทรัพย์ ในแต่ละปีหรือในแต่ละช่วงเวลา  ยกตัวอย่างเช่น  มูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดในช่วงนี้ คือ  8.5 ล้านล้านบาท ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันโดยเฉลี่ยประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จะใช้เวลาขายหุ้นหมดเท่ากับประมาณ  340 วันทำการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ปีกับ 4 เดือน ดังนั้น เราก็สามารถพูดได้ว่า หุ้นตัวไหนที่มีการซื้อขายหุ้นที่ทำให้คนถือหุ้นเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ปี 4 เดือน ก็ถือว่าหุ้นตัวนั้นมีผู้ถือที่เป็นนักลงทุนระยะสั้นกว่าค่าเฉลี่ย  และหุ้นที่มีการซื้อขายน้อยและทำให้คนถือหุ้นเฉลี่ยเกิน 1 ปี 4 เดือน ถือว่าผู้ถือหุ้นถือหุ้นลงทุนนานกว่าค่าเฉลี่ย

                  ประเด็นของการถือหุ้นสั้นหรือถือหุ้นยาวของนักลงทุนในหุ้นแต่ละตัว ก็คือ   มันเป็นการบอกถึง  "ดีกรี"  หรืออัตราในการ "เก็งกำไร"  ของนักลงทุนในหุ้นแต่ละตัว   นั่นก็คือ  หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมาก  วัดจากปริมาณการซื้อขายต่อวันเทียบกับมูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัท  เช่น  หุ้นบางตัวที่มีการซื้อขายต่อวันเท่ากับ  100 ล้านบาท  ในขณะที่ Market Cap. เท่ากับ  1,000 ล้านบาท ซึ่งแปลว่าผู้ถือหุ้นถือหุ้นลงทุนเพียง 10 วันโดยเฉลี่ยก็ขายทิ้งแล้ว  แบบนี้ก็ถือว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรร้อนแรง  ตรงกันข้าม  หุ้นบางตัวนั้น  ผู้ถือหุ้นถือไว้โดยเฉลี่ยถึง 3 ปี  แบบนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นหุ้นที่ไม่มีการเก็งกำไรหรืออาจจะบอกว่าเป็นหุ้นที่คนไม่ สนใจที่จะซื้อขายเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ

                เป็นเรื่องยากที่จะขีดเส้นว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้น "เก็งกำไร" และหุ้นตัวไหนไม่มีอาการอย่างนั้น  ส่วนตัวผมเอง  กำหนดว่า  หุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 1% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดถือว่าเข้าข่ายเป็น "หุ้นเก็งกำไร" ยิ่งมากกว่านั้นก็ยิ่งมีการเก็งกำไรสูงเท่านั้น  และยิ่งหุ้นมีการเก็งกำไรสูงเท่าไร  ราคาหุ้นก็มีแนวโน้มที่จะสูงเกินกว่าราคาที่ควรจะเป็น  ดังนั้น  โอกาสที่หุ้นเก็งกำไรสูงจะเป็นหุ้น Value จึงมีน้อย ผมจึงมักหลีกเลี่ยงและถ้ามีก็จะขายทิ้ง หุ้นที่เข้าข่ายเก็งกำไรสูงลิ่วกลุ่มหนึ่ง ก็คือ หุ้นที่เพิ่งเข้าซื้อขายหุ้นใหม่ในตลาดหลังจากการทำ IPO  ซึ่งมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงมาก ดังนั้น ผมจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน และถ้าผมได้จองซื้อหุ้นไว้ผมก็มักจะขายทิ้งค่อนข้างเร็ว ถ้าผมสนใจหุ้นเหล่านี้ ผมจะรอจนปริมาณการซื้อขายหุ้นลดลงจนต่ำกว่า 1%  ต่อวันซึ่งเป็นจุดที่ผมคิดว่าหุ้นไม่มีการเก็งกำไรมากจนเกินไป

                กลับมาที่สภาพคล่องของหุ้นเมื่อเทียบกับขนาดของพอร์ตหรือการลงทุนของเรา ในอดีตที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ๆ นั้น ปัญหามีน้อยมาก ผมสามารถลงทุนได้ในหุ้นเกือบทุกตัว เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนที่ยังน้อยมาก

                 อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำมากก็ทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากผมไม่สามารถลงทุนเป็นเม็ดเงินมากเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายต่อ วันของหุ้นได้  การลงทุนด้วยเงินที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับพอร์ตโดยรวมนั้น ทำให้เราจะต้องหาหุ้นลงทุนจำนวนมากตัวซึ่งจะทำให้พอร์ตของเราไม่ Focus หรือไม่มีจุดเน้นกลายเป็น  "เบี้ยหัวแตก"  และทำให้ผลตอบแทนของเราต่ำลง เนื่องจากเราจะไม่เอาใจใส่กับมันเท่าที่ควร ดังนั้น ในระยะหลังๆ ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงถ้าหุ้นมีสภาพคล่องน้อยเกินไป และนี่ก็เกิดขึ้นเฉพาะในหุ้นตัวเล็กๆ ทั้งหลายซึ่งบางครั้งเป็นหุ้นที่ดีและเป็นหุ้น Value หุ้นเหล่านี้บางตัวอาจจะให้ผลตอบแทนได้เป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาอันสั้นได้ และนั่นก็เป็นข้อได้เปรียบของ VI ที่ยังมีพอร์ตไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ  โดยเฉพาะสถาบันการลงทุนเช่นกองทุนรวมที่มีข้อจำกัดมากกว่า และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พอร์ตเล็กนั้นโตวัยกว่าพอร์ตใหญ่เมื่อ องค์ประกอบอย่างอื่นเช่นความสามารถในการลงทุนและการกล้ารับความเสี่ยงของนักลงทุนเท่ากัน

หุ้นกับสงคราม


          เวลาผมวิเคราะห์หาหุ้นเพื่อลงทุนนั้น   ผมมักจะคิดถึงเรื่องของสงคราม  เหตุผลก็คือ   ผมต้องการหาบริษัทที่จะเติบโตไปได้ในระยะยาว  และบริษัทที่จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปได้ยาวนานนั้น   จะต้องเป็นบริษัทที่  “ชนะ”  ในการแข่งขันทางธุรกิจในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่บริษัททำอยู่   การแข่งขัน  หรือที่ผมอยากจะเรียกให้มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้นก็คือ  การ  “ต่อสู้”  ทางธุรกิจนั้น  มักจะมีความเข้มข้นสูงมาก  เป็นลักษณะที่  “เอาเป็นเอาตาย”  ไม่มีใครปราณีใคร   “ผู้แพ้”  นั้น  บ่อยครั้งก็ล้มหายตายจากออกจากธุรกิจไปเลย    ดังนั้น   ถ้าเปรียบเทียบไปแล้วก็คล้าย ๆ  กับการสงครามที่มีการสู้รบกันรุนแรง   ผู้ชนะจะเป็นผู้ยึดครองและได้ทรัพยากรไว้ในครอบครอง  เช่นเดียวกับบริษัทที่เป็นผู้ชนะก็จะได้ลูกค้าได้ยอดขายและทำกำไรได้มากซึ่ง ก็จะทำให้หุ้นมีค่ามหาศาล


         กฎของการรบและสงครามของ คาร์ล วอน คลอสวิตซ์  “บิดาแห่งการสงคราม”  นั้น   สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจได้และผมก็ใช้อยู่ เสมอ  ลองมาดูกันว่าเวลาวิเคราะห์การแข่งขันของธุรกิจแต่ละอย่างผมทำอย่างไร?


         กฎข้อแรกของสงครามที่ผมจะเริ่มก็คือ   ในการรบนั้น  เราจะต้องกำหนดหรือมองดูว่า  สนามรบอยู่ที่ไหน  ใครยึดชัยภูมิไหนอยู่  อุปนิสัยของแม่ทัพแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร เราจะต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนถึงจะรู้ว่าใครได้เปรียบและใครอยู่ในชัยภูมิที่ เสียเปรียบ  และพอจะคาดได้ว่ากลยุทธ์ในการศึกจะเป็นอย่างไร  และสุดท้ายใครน่าจะเป็นฝ่ายชนะ   ในทำนองเดียวกัน  ในเรื่องของธุรกิจนั้น   ผมก็จะต้อง  “ขีดวง”  ให้ชัดเจนก่อนว่า  สนามรบ”  อยู่ที่ไหน  นั่นก็คือ  ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์คืออะไร   ใครเป็นลูกค้าเช่น  เป็นคนรายได้สูงหรือรายได้ต่ำ  หรือเป็นเด็กหรือเป็นผู้หญิง    หรืออยู่ในอาณาบริเวณไหน   เป็นต้น    ต่อจากนั้น  ผมก็จะมาดูว่าบริษัทไหนยึด  “ชัยภูมิ”  ไหนอยู่และชัยภูมินั้นได้เปรียบหรือเสียเปรียบ   คำว่าชัยภูมินั้น  ในทางธุรกิจก็คือ  มันอยู่ที่จุดไหน  “ในใจของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าของบริษัท    ชัยภูมิที่ได้เปรียบและแข็งแกร่งเหมือนกับอยู่บนภูเขาในสงครามก็เช่น   เป็นบริษัทที่เป็น  “อันดับหนึ่ง”  หรือสินค้าของบริษัทนั้น  “หรูที่สุด”   หรือ  บริษัทหรือร้านของบริษัทมีสินค้า  “ครบที่สุด”  ในที่เดียว  เป็นต้น


          ในการวิเคราะห์เรื่องสนามรบและการรบนั้น   เราต้องดูว่ากลยุทธ์ของแต่ละบริษัทนั้นเป็นอย่างไร   นี่ก็คือ  เราต้องดูไปถึงแม่ทัพหรือผู้บริหารว่าเขาทำอย่างไร  กลยุทธ์นั้นถูกต้องหรือไม่   เขาทุ่มเทกับการรบในสนามหลักหรือเขามักชอบที่จะ  “เปิดแนวรบใหม่ ๆ”  ไปในจุดที่เขาไม่คุ้นเคยหรือเสียเปรียบหรือไม่  ถ้าเขาทำอย่างนั้นโอกาสที่จะชนะสงครามจะมีแค่ไหน   ถ้าเราดูแล้วรู้สึกว่ากลยุทธ์เหล่านั้นไม่ถูกต้องและจะทำให้เสียหายหนัก   เราก็จะต้องระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงบริษัทนั้น    ว่าที่จริงในเรื่องของการวิเคราะห์ตัวแม่ทัพหรือผู้บริหารนั้น  ผมจะมองไปถึงเรื่องของ  คุณธรรม” คุณสมบัติและนิสัยอีกหลายอย่าง  รวมถึงอายุและความเป็นคน  หัวอนุรักษ์  หรือเป็นคน  หัวก้าวหน้า  ด้วย   เพราะผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญต่อการที่บริษัทจะชนะหรือแพ้ในการรบ หรือการต่อสู้ทางธุรกิจ


        การวิเคราะห์ว่าใครจะชนะหรือแพ้ในการรบหรือการแข่งขันทางธุรกิจนั้น  ผมจะยึดกฎของการสงครามข้อที่สองนั่นก็คือ  ในสนามรบที่เราได้ขีดวงไว้แล้วนั้น   ฝ่ายไหนมีทรัพยากรมากกว่าฝ่ายนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ  ทรัพยากรของสงครามนั้นก็คือ  กำลังทหารและอาวุธต่าง ๆ   กองทัพที่มี  “อำนาจการยิง”  ที่เหนือกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ   ดังนั้น  ในการศึกแต่ละครั้ง  แม่ทัพที่มีความสามารถก็คือคนที่สามารถทุ่มสรรพกำลังเข้าไปในสนามรบมากกว่า ศัตรู   ดังนั้น  กองทัพที่ใหญ่โตแต่ไม่ได้อยู่ในสนามรบก็ไม่สามารถชนะศึกได้  กองทัพที่เล็กแต่ทุ่มกำลังเข้าไปในจุดที่สู้รบได้มากกว่ากลับเป็นฝ่ายชนะ   ถ้าจะเปรียบกับธุรกิจก็ลองนึกไปถึงบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ของโลกนั้น   ถ้าจะเข้ามาแข่งขันกับร้านค้าปลีกที่ยึดทำเลและมีธุรกิจที่แข็งแกร่งในเมือง ไทยก็จะเห็นภาพชัด  นั่นก็คือ  บริษัทระดับโลกนั้นไม่ได้มีทรัพยากรในท้องถิ่นไทยพอ   ดังนั้นถ้าเข้ามารบหรือมาแข่งขันก็จะแพ้ตามกฎของสงครามข้อนี้    ซึ่งประวัติศาสตร์ก็บอกเราตลอดเวลาว่า   ประเทศที่ใหญ่โตเป็นมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็ไม่สามารถรบชนะเวียตนามในสนามรบ ประเทศเวียตนามได้ทั้งนี้เพราะอเมริกาไม่สามารถระดมทรัพยากรเข้าไปในป่าดง ดิบได้   เช่นเดียวกัน  เราเห็นบริษัทระดับโลกที่พ่ายแพ้ต้องถอนตัวออกจากประเทศที่กำลังพัฒนามากมาย ทั้ง ๆ   ที่บริษัทท้องถิ่นมีขนาดที่เล็กกว่ามาก


     กฎข้อที่สองของสงครามนั้น   เรามองเฉพาะในกรณีที่  ทำเลของกองทัพแต่ละฝ่ายเสมอกันและกองทัพเข้าประจัญบานกัน   แต่ในสงครามนั้นมีเรื่องของชัยภูมิและการเป็นฝ่ายรุกที่ต้องเคลื่อนไหวหรือ เป็นฝ่ายตั้งรับที่สามารถตระเตรียมและยึดชัยภูมิที่ดีกว่าไว้หรือไม่   ดังนั้น  กฎข้อที่สามของสงครามก็คือ  ฝ่ายที่ตั้งรับย่อมแข็งแกร่งกว่าฝ่ายที่รุกรบ   และถ้าฝ่ายที่รุกต้องการชนะสงครามก็จะต้องใช้กำลังพลหรืออำนาจการยิงเป็นสาม เท่าของฝ่ายที่ตั้งรับ   กฎข้อนี้ถ้านำมาประยุกต์กับการแข่งขันทางธุรกิจก็คือ  บริษัทที่สามารถสร้าง  ฐาน  ได้ในระดับหนึ่งหรือกลายเป็นผู้นำในธุรกิจหนึ่งแล้วก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับ คนที่จะเข้ามาแข่งขัน   เพราะถ้าคนใหม่จะเอาชนะได้นั้น   ไม่ใช่แค่ว่าจะมีอำนาจการยิงหรือทรัพยากรที่เหนือกว่าเท่านั้น  จะต้องมีเหนือกว่าหลายเท่าถึงจะเอาชนะได้     แต่นี่ก็คงต้องมองไปถึงสนามรบด้วยว่าโดยธรรมชาติของมันเป็นสนามที่สามารถ  “ตั้งค่ายหรือมี  “คูเมือง”  ป้องกันข้าศึกได้หรือไม่   ถ้าไม่มี  ฝ่ายรุกก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรเป็นสามเท่าถึงจะเอาชนะได้  และนี่นำเรากลับไปที่กฎข้อที่หนึ่งของสงครามที่ว่าเราต้องวิเคราะห์สนามรบ และชัยภูมิว่ามันเป็นป่าเขา  ลุ่มน้ำ  หรือที่ราบ

        ในสนามรบที่เป็นที่ราบกว้างใหญ่นั้น   ผู้ชนะส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัย  ฝีมือและความสามารถของทหารรวมถึงกลยุทธ์ที่แม่ทัพใช้  ในบางช่วงบางตอนก็จะมีผู้ชนะที่เกรียงไกรสามารถครองพื้นที่กว้างขวาง   ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ก็อาจจะเป็นนักรบบนหลังม้าอย่างเจ็งกิสข่าน  อย่างไรก็ตาม  การรบ  “บนหลังม้า”  นั้น  พวกเขาก็ไม่สามารถยึดชัยภูมิที่ดีและสร้างป้อมค่ายที่จะป้องกันข้าศึกใน อนาคตได้   ดังนั้น  ก็เป็นการยากที่กองทัพแบบนี้จะสามารถชนะต่อไปยาวนาน   ซักวันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่เข้ามาต่อสู้และเอาชนะได้ในที่สุด   นี่ก็เปรียบเสมือนกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมบางอย่างโดยเฉพาะที่เป็นสินค้า โภคภัณฑ์หรือสินค้าที่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบในด้านของขนาด  หรือความได้เปรียบในด้านอื่น ๆ  ได้อย่างถาวรเพราะคู่แข่งสามารถเลียนแบบความสำเร็จได้  ในธุรกิจแบบนี้   ผู้ชนะก็มักจะเป็น ผู้ชนะชั่วคราวราคาหุ้นที่ขึ้นไปก็มักจะเป็นการขึ้นชั่วคราว   ดังนั้น  ถ้าเราเลือกที่จะลงทุน   เราก็จะต้องรู้ว่าจะ  “ออกเมื่อไร  มิฉะนั้น  เราอาจจะขาดทุนได้


         ประเด็นสุดท้ายก็คือ  เรื่องของธุรกิจนั้นก็เหมือนกับสงครามที่อาจจะมีผู้ชนะหลายรายเช่นเดียวกับ ผู้แพ้จำนวนมาก  และผู้ชนะเองก็อาจจะเป็นศัตรูหรือเป็นมิตรกันได้   ประเด็นสำคัญก็คือ  ผู้ชนะมักเป็นผู้ที่ทำลายฝ่ายผู้แพ้และอาจจะสู้กันเองด้วย  ในเรื่องของธุรกิจก็เหมือนกัน  กระบวนการแข่งขันนั้น  ผู้ที่อ่อนแอจะถูก  “กลืน”  ก่อน  จนกว่าผู้อ่อนแอจะหมด  ผู้ที่แข็งแรงและ ชนะ”  จึงจะหันมาต่อสู้กันตรง ๆ