Showing posts with label หุ้นคุณภาพ. Show all posts
Showing posts with label หุ้นคุณภาพ. Show all posts

Sunday, March 2, 2014

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการลงทุน การลงทุนแบบ VI

             

    
    เรื่องการลงทุนในหุ้น นักวิชาการจำนวนมากมักบอกว่า เป็นเรื่อง "เสี่ยง" กว่าการลงทุนในพันธบัตร เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้

            เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด เงินต้นยัง "อยู่ครบ" พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหุ้นยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดิน หรือทองคำในสายตาของคนทั่วไป ในแง่ที่ว่าทั้งสองอย่าง "จับต้องได้และไม่สึกหรอ" และรักษาคุณค่าได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ "เพิ่มขึ้น" แม้ช่วงหลังราคาทองคำอาจ "ปรับตัวลงบ้าง" ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว "ไม่เสี่ยง"  ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัว ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้นๆ จนแทบจะหมดค่า และหุ้นสำหรับบางคนเหมือนกับ "กระดาษ" ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งตกลงมาได้มากมาย แทบจะไม่มีค่าเหมือน "กระดาษ" ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ "เสี่ยงมาก"

            นี่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบางมิติ คือ โดยอิงอยู่กับการลงทุน "ระยะสั้น" และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น "รายตัว" แต่ถ้ามองการลงทุนเป็น "ระยะยาว" และลงทุนในทรัพย์สิน หรือหุ้นเป็นแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญ คือ ในระยะยาว มิติสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง คือ "อัตราเงินเฟ้อ" เพราะจะทำให้เงินมีค่าลดลง แม้เม็ดเงินยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น อีก 20 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2%  เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนโตขึ้นจาก 100 บาท  เป็น  149 บาท  แต่วันนั้นสินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท  เป็น 181 บาท  ทำให้เรา "ขาดทุน" 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลง 18% และนี่คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ แต่ไม่เติบโต หรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว

           มิติการลงทุนแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" ช่วยให้การลงทุน "ผันผวน" น้อยลงมากทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้น ถ้าเราลงทุนหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นอาจประสบปัญหารุนแรงได้  กิจการอาจจะเจ๊งไป และทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถือหุ้นหลายๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ราคาหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจไม่ค่อยดี แต่โดยรวมราคาหุ้นจะเปลี่ยนไม่มาก ในระยะสั้น  แม้เราถือหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัว หรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นอาจลดลงได้เพราะปัจจัยร้อยแปด แต่ระยะยาว มูลค่าหุ้นโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราถือหุ้นได้ถึง 20 ปี  โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสหุ้นจะขึ้นไปสูงมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 10% ต่อปี เงิน  100 บาทกลายเป็น 673 บาทในเวลา 20 ปี  เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ 149 บาทแล้ว  ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้น ดีกว่ามากถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือลงทุนระยะยาว

           ข้อสรุปขั้นนี้ คือ ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี การลงทุนในหุ้น โดยลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอ หรือถือกองทุนรวม จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยง "ต่ำที่สุด" และนี่ทำให้เราควรถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างอื่น  มากเท่าไรขึ้นอยู่กับความมั่งคั่ง และความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของแต่ละคน แต่ใจผมคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 50%  ของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ และคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นอย่างดีจะมีหุ้นเกิน 90%  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

            ประเด็นสำคัญต่อมา คือ คนมักจะคิดว่าตนเองแก่แล้วหรือมีอายุมากแล้ว การลงทุนหุ้นอาจเป็นเรื่อง "สายเกินไป" แล้ว เขาไม่มีเวลา 10 หรือ 20 ปี ที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ "ไม่เสี่ยง" เขาขอฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรดีกว่า นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ "ผิดพลาด" เรามาดูกันว่าเพราะอะไร

             เรื่องที่ทำให้คนคิดผิดน่าจะอยู่ที่ประเด็น "อายุเกษียณ" หรือเวลาเลิกทำงานที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแก่แล้วตั้งแต่อายุใกล้เกษียณที่ 50 ปีขึ้นไป ความเป็นจริง คือ อายุของคนกำลังยืนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสุขภาพดีขึ้น และผมคิดว่า  คนรุ่นนี้จำนวนมากจะมีอายุถึง 80 ปีขึ้นไปก่อนตาย ความสามารถลงทุนในหุ้น น่าจะทำได้จนถึงอายุ 80 ปี  และนี่ทำให้ผมคิดว่า การวางแผนเกี่ยวกับการลงทุน ควรกำหนดว่า เราจะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี ถ้าเป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกษียณในวันนี้หรือแม้คนที่กำลังเกษียณ จึงมีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ซึ่งทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

              คำแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดว่าตนเอง"แก่" เกิน ที่จะเริ่มลงทุน คือ การลงทุน โดยเฉพาะแนว  Value Investment ไม่ได้ยาก หรือใช้พลังอะไรมากมายนัก แต่ใช้ความสุขุมรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งคนมีอายุไม่ได้เสียเปรียบคนหนุ่มสาวเลย คนแก่ทำได้ แต่จริงๆ แล้ว บางทีคุณอาจไม่ได้แก่อย่างที่คุณคิด และถ้าสามารถลงทุนได้อีกถึง 20 ปี คุณก็เริ่ม "อาชีพใหม่" ได้ แม้คุณจะอายุ 60 ปีแล้ว และถ้าคุณทำได้ดี โอกาสที่คุณจะเป็น "เซียน" และมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังมีอยู่

             พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง แอนน์ ไชเบอร์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงนานมาแล้วว่า เธอน่าจะเป็น "ไอดอล" ของนักลงทุน "คนแก่" ทั่วโลก เพราะเธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี โดยเธอเป็นเพียงเสมียน และมีเงินเดือนน้อยมากไม่ต้องพูดถึงความรู้ในการเลือกหุ้น เธอเริ่มจากเงิน 5,000 ดอลลาร์ โดยลงทุนซื้อหุ้นที่เป็น "ซูเปอร์สต็อก" ที่ผลิตและขายสินค้าที่เธอรู้จักดี เช่น โคคา-โคลา บริษัทยา เช่น เชอริงพลาวก์ เธอซื้อแล้วก็เก็บ ติดตามดูกิจการของบริษัทไปเรื่อยๆ เมื่อได้เงินปันผลมา ก็ลงทุนเพิ่มในหุ้นทบต้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายในวันที่เธอตาย ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลหมด เพราะเธอไม่เคยแต่งงานและไม่มีญาติพี่น้อง สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จระดับนั้น ก็คือ เวลาในการลงทุนอีก 51 ปี เพราะเธอตายตอนอายุ 101 ปี และผลตอบแทนที่เธอทำได้คือเฉลี่ยปีละประมาณ 17-18%   ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ดีมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ Value Investor มีโอกาสทำได้

             คนมักจะถามว่า แก่แล้วจะหาเงินมากๆ ไปทำอะไรได้ แล้ว "ไม่มีโอกาสใช้" หรือคนที่มีเงินเก็บ "พอดีๆ" อาจกลัวว่าจะขาดทุนจากหุ้น แล้วเงินจะไม่เหลือพอใช้จนตาย คำตอบของผม คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร อาจคำนวณว่าเราจะตายเมื่ออายุ 80 ปี แต่เราอาจจะอยู่จนถึง 100 ปีก็ได้ และเมื่อถึงเวลา เรายังจะมีเงินพอใช้หรือไม่ การไม่ลงทุนในหุ้น จึงอาจเป็นเรื่องเสี่ยงพอๆ หรือมากกว่าการลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผม คือ มีโอกาสสูงที่คุณควรลงทุนในหุ้นแม้ว่าคุณจะอายุมากแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Saturday, March 1, 2014

การลงทุนในหุ้นขั้นเทพ แบบ VI

         


           การวิเคราะห์หุ้น มีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากมาย ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนบางคน ที่อาจจะมีความรู้เชิงธุรกิจไม่มาก

           เพราะอาจไม่ได้เรียนมาทางสายธุรกิจ หรือเพิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นนักลงทุนมือใหม่ และคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมข้อสรุปของหุ้นแต่ละตัว จึงไม่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนแต่ละคน 

             หุ้นตัวหนึ่งนักลงทุนคนหนึ่ง อาจดูว่าดีมากเป็นซูเปอร์สต็อก ในขณะที่อีกคนหนึ่งมองเป็นหุ้นธรรมดาๆ หรือหุ้นตัวหนึ่งนักเล่นหุ้นคนหนึ่งบอกว่า เป็น Growth Stock หรือหุ้นโตเร็ว ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า เป็นหุ้นวัฏจักรที่เพียงแต่อยู่ในช่วงขาขึ้น และพร้อมจะลงในอนาคต 

          วิธีที่จะดูว่าหุ้น หรือบริษัทที่เราสนใจ น่าจะดีหรือไม่อย่างง่ายๆ คือ หาปัจจัยที่สำคัญมากๆ มาเป็นเครื่องชี้ที่จะบอกว่าเป็นหุ้นดีหรือหุ้นแย่ ตัวอย่างเช่น ถ้าการตลาด หรือยี่ห้อของสินค้าของบริษัทนั้น แข็งแกร่งสุดยอดเหนือกว่าคู่แข่งมาก โอกาสสูงว่าหุ้นของบริษัทน่าจะดี โดยอาจจะไม่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นมากหรือละเอียดนัก เป็นต้น

           เครื่องชี้วัดที่สำคัญและวิเคราะห์ได้ง่ายตัวหนึ่ง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และนำมาใช้ได้ในหุ้นเกือบทุกตัว คือ ตัวเลขของผลประกอบการ หรือกำไรในอดีต เพราะนี่คือผลงานที่บริษัททำได้มาแล้ว เป็น "ของจริง" ที่เกิดขึ้น และบอกไปถึงอนาคตได้ โดยเฉพาะกำไรที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากผลการทำงานของบริษัทจริงๆ ไม่ได้เกิดจากภาวะแวดล้อม ที่ทำให้บริษัทกำไรดี พูดง่ายๆ บริษัทไม่ได้กำไรดี เพราะ "โชคดี" แต่บริษัทกำไรดี เพราะบริษัทมีฝีมือดี มีความสามารถเหนือคู่แข่ง

             วิธีที่จะตัดประเด็นของ "โชค" ออกจากตัวเลขผลประกอบการ คือ การดูกำไรย้อนหลังไปหลายๆ ปี ถ้าเป็นเรื่องโชคแล้ว คงไม่เกิดติดต่อกันหลายๆ ปี น่าจะเกิดขึ้นไม่เกิน 2-3 ปี หลังจากนั้น จะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งกำไรหลังจากนั้น จะแย่ลง และสรุปได้ว่า บริษัทคงไม่เก่งอะไรนัก ตรงกันข้าม ถ้าเรามองผลประกอบการย้อนหลังไปยาวๆ พบว่าบริษัทมีผลงาน หรือผลประกอบการที่น่าประทับใจมาตลอด 

           ดังนั้น สรุปได้ว่า บริษัทนี้มีความสามารถในการแข่งขันสูง และแน่นอนในอนาคตต่อไป น่าจะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน เพราะบริษัทก็เหมือนคน   ถ้าเก่งและมีความสามารถ อย่างไรก็ทำเงินได้ต่อไปในอนาคต

          ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง ที่ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอ ที่จะพิสูจน์ได้ว่า บริษัทดีจริงหรือไม่ น่าจะไม่น้อยกว่า 7-10 ปีขึ้นไป เพราะนอกจากจะตัดประเด็นเรื่องโชคของบริษัทแล้ว ยังตัดประเด็นเรื่องวัฏจักรของธุรกิจที่มีเวลาขึ้นลงไม่เกิน 3-5 ปีด้วย  

           ถ้าจะหาปัจจัยสำคัญบางตัว ที่จะบอกว่าบริษัท หรือหุ้นดีหรือไม่ ผมคิดว่า ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง 7-10 ปี เป็นตัวสำคัญมากตัวหนึ่ง และข้อเสนอของผม คือ ถ้าบริษัทไหน มีกำไรสม่ำเสมอ และ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราตั้งแต่ 10% ต่อปีขึ้นไปมาตลอด โดยที่บริษัท ไม่ต้องเรียกเงินจากผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเลย ถือว่าบริษัทนั้น หรือ หุ้นตัวนั้น เป็นหุ้นที่ดีเยี่ยม โดยไม่ต้องไปดูปัจจัยอื่นมากมาย ถ้าจะใช้คำหรูๆ แบบที่วัยรุ่นใช้กับดาราชายที่หน้าตาดีมาก ว่า "หล่อขั้นเทพ" ผมก็อยากจะเรียกหุ้นที่มีผลประกอบการดังกล่าวว่าเป็น "หุ้นขั้นเทพ"

           นอกจากตัวเลขผลกำไรแล้ว ปันผลก็เป็นตัวเลขหนึ่งที่สำคัญ ถ้าบริษัทจ่ายปันผลออกมาน้อย กำไรในอนาคตต้องมากขึ้นอยู่แล้ว ถ้าบริษัทจ่ายปันผลในแต่ละปีในอัตราสูงเช่นเกิน 50% ของกำไรแต่ละปีด้วย นี่เป็นตัวเสริมให้เป็นหุ้นเทพมากขึ้น ถ้าจ่ายปันผลต่ำ ความเป็นหุ้นขั้นเทพก็ลดลง

            ความเป็นเทพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา ถ้ากำไรโตปีละถึง 15%  ขึ้นไป อาจเรียกว่าเป็นหุ้นเทพมาก แต่ถ้ากำไรโตต่ำกว่า 10%  แบบนี้ อาจเรียกว่า เทพธรรมดา หรือไม่เทพเลย ถ้ากำไรโตน้อยมากเพียงแค่ 4-5% เป็นต้น 

           เช่นเดียวกัน ความสม่ำเสมอของกำไรในแต่ละปี ก็เป็นตัวบอกความเป็นเทพมากหรือน้อยได้ บริษัทที่มีกำไรแทบจะเพิ่มขึ้นทางเดียวปีต่อปี ไตรมาสต่อไตรมาส แบบนี้ก็เทพมาก แต่บริษัทที่มีกำไรสลับขึ้นลง และโดยเฉพาะที่มีแนวโน้มลดลงในช่วงท้ายๆ แบบนี้ความเป็นเทพก็ด้อยลง
  
           หุ้นเทพ โดยปกติราคาจะวิ่งขึ้นเสมอและต่อเนื่องยาวนาน ตราบที่แนวโน้ม กำไรยังโตขึ้นใกล้เคียงกับอดีต การถือหุ้นเทพ บางครั้งถือยาวเป็น 5 ปี 10 ปีได้ โดยไม่ต้องทำอะไร ในช่วงสั้นๆ แน่นอน หุ้นเทพอาจมีราคาสูง หรือต่ำจนดูเหมือนกับว่า Overvalue หรือ Undervalue แต่ไม่ควรมีปฏิกิริยาอะไรนัก ยกเว้นจะเกินไปมาก เหตุผล คือ ในที่สุดจะ "กลับมา" คือหุ้นก็ จะขึ้นต่อไปตามผลประกอบการ

          ผมเองเคยพบนักลงทุนหลายคนที่พยายาม "เล่นสั้นๆ" ในหุ้นเทพ นั่นคือ เขาจะขายเมื่อหุ้นขึ้นไปแรง เสร็จก็กลับเข้าไปเก็บ เมื่อหุ้นเทพปรับตัวลงมา  ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายคุ้มค่าไหม เพราะบางครั้งต้องกลับไปซื้อในราคาแพงขึ้น เพราะหุ้นไม่ตกกลับลงมาตามที่คาด บางคนที่ "ขายหมู" ไปแล้วก็ไม่กลับมาซื้ออีก และทำให้พลาด "กำไร" มหาศาลที่ตามมาอีกหลายๆ  ปี

       ข้อจำกัดของการลงทุนในหุ้นเทพ มีพอสมควร เหตุผลหนึ่งคือหุ้นเทพ มักจะไม่ถูก นั่นทำให้ VI จำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน พวกเขามักจะดูว่ากำไรที่โตขึ้นต่อปีของหุ้นขั้นเทพ "ไม่ใคร่สูง" เช่น "แค่ 15%" แต่ค่า PE ของหุ้นอาจจะสูงถึง 20 เท่า หรือมากกว่า ดังนั้น ค่า PEG หรือค่า PE เมื่อเทียบกับการเติบโตนั้นสูงกว่า 1 เท่า 

        ตาม "ตำรา" ต้องบอกว่า ไม่คุ้มที่จะลงทุน ประเด็นนี้ผมคิดว่าค่า  PEG อาจจะใช้ไม่ได้กับเรื่องของหุ้นเทพ และส่วนใหญ่ที่ใช้กันก็มักจะมอง Growth หรือการเติบโตของกำไรไปแค่ 3-4 ปี  ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของหุ้นเทพ

      ข้อจำกัดต่อมาของหุ้นเทพ คือ บางบริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนไม่นาน จึงมีข้อมูลไม่พอ แต่ถ้าบริษัทนั้นกลายเป็นหุ้นเทพจริงๆ ในเวลาต่อมา การลงทุนในหุ้นขั้นเทพตั้งแต่ตอนต้น อาจทำกำไรได้มหาศาล เพราะราคาหุ้นในขณะนั้นอาจจะไม่สูง และนี่นำมาสู่ข้อที่ต้องระวัง ที่สำคัญการลงทุนในหุ้นเทพ คือ ต้องพิจารณาดูว่า หุ้นเทพที่เราดูอยู่กำลังอยู่ในหุ้นเทพ "ขั้นสุดท้าย" หรือเปล่า นั่นคือ  การเติบโตของกำไรของหุ้นเทพ ใกล้สิ้นสุดหรือยัง

       ขณะที่ราคาหุ้นเทพขึ้นไปสูงมาก ถ้าเราเข้าไปลงทุนช่วงที่บริษัทเริ่มอิ่มตัว ไม่สามารถโตต่อไปได้แล้วด้วยเหตุผลต่างๆ ในที่สุด ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลงไปเรื่อยๆ โดยไม่กลับขึ้นมาอีก หุ้นเทพส่วนมาก มักจะมีอายุค่อนข้างยาว บางบริษัทอย่างหุ้นวอลมาร์ทในอเมริกานั้นเติบโตยาวนานหลายสิบปี

        การสรุปว่าหุ้นขั้นเทพตัวที่มองอยู่ "หมดยุค" แล้ว ต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไป หุ้นขั้นเทพที่ไม่ใช่หุ้นไฮเทค ถ้าจะตกต่ำลง ก็จะใช้เวลาเป็นปีๆ  หรือหลายๆ ปี ความจำเป็นต้องรีบขายจึงไม่มี
  
ดร.นิเวศ   เหมวชิรวรากร

Sunday, February 23, 2014

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น แบบฉบับ VI ห่านทองคำ



          รู้จักธรรมชาติของตลาดหุ้น
          มือใหม่หัดลงทุนเวลามองกระดานหุ้นที่มีสีเขียวๆ แดงๆ ราคาหุ้นต่างๆ เปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมา มักจะมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลายคนคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ดีพอ  กลัวจะเป็นแมงเม่าที่ถูกไฟเผา  ตกเป็นเหยื่อของนักลงทุนที่มีประสบการณ์มากกว่า  เริ่มต้นอยากให้มองว่า ในตลาดหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวเพียง 3 อย่าง คือ ขึ้น ลง หรืออยู่นิ่งๆ
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะวิ่งขึ้น  เมื่อมีผู้สนใจซื้อ  มากกว่า  ผู้ที่ต้องการจะขาย ซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะกระทิง" (Bull Market)
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะตกลง  เมื่อมีผู้ต้องการจะขาย  มากกว่า  ผู้สนใจซื้อซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะหมี" (Bear Market)
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่อยู่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ เรียกว่า "ภาวะ Sideway" ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งหมีและกระทิงสู้กันจนเหนื่อยต้องมีการพัก
         ในภาวะกระทิง  ราคาหุ้นส่วนใหญ่วิ่งขึ้น  นักลงทุนบางคนรู้สึกคึกคักพากันซื้อมากขึ้น  และคิดว่าคนอื่นก็จะเข้ามาซื้ออีก (ในระยะสั้น) ทำให้ราคาสูงขึ้นอีก  ดังนั้น จึงเข้าใจว่าการทำกำไรจากตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องง่ายจนอาจนำมาเป็นค่ากับข้าว (จากตลาดหลักทรัพย์)  ได้แทบทุกวัน

          พอตลาดอยู่นิ่งๆ ( เพราะกระทิงวิ่งจนหมดแรง ) นักลงทุนก็จะเกิดความอึดอัด  เพราะเริ่มหาค่ากับข้าวได้ยากขึ้น  และพอมีข่าวร้ายขึ้นมา  ราคาหุ้นก็เริ่มลด  นักลงทุนเริ่มเทขาย  ราคาหุ้นก็ตกลงไปอีก  ภาวะคุณหมีก็จะปรากฏชัดเจนขึ้น  ใน 3 ช่วงดังกล่าวดูเหมือนว่านักลงทุนจะมีความสุขในการ "ซื้อถูก ขายแพง" ในช่วงตลาดขาขึ้นเท่านั้น

         แต่โอกาสและวิธีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันออกไป
  • ในช่วงขาขึ้น  ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะสูงขึ้น  การเข้าไปซื้อในช่วงนี้ต้นทุนจะสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนจะลดลง เช่น หุ้นที่เคยมีราคา 20 บาท จ่ายปันผล 2 บาท คิดเป็น Dividend Yield จะได้ 10% แต่ถ้าราคาขึ้นไป 40 บาท และเงินปันผลเท่าเดิม Yield จะเหลือเพียง 5% ในช่วงกระทิงนี้ควร เข้าไปขาย มากกว่า  เพียงแต่จะต้องมีเทคนิคค่อยๆ ทยอยขาย  เพื่อให้ต้นทุนลดลง  และ Yield สูงขึ้นเรื่อยๆ
  • ในช่วงตลาดนิ่งๆ  ควรเป็นช่วงที่นักลงทุนใช้เวลาเพื่อการศึกษาค้นหาว่าหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีอยู่ที่ไหนบ้าง  คัดเลือกไว้ในใจ  รอคอยจังหวะที่ตลาดหมีจะมาเยือน
  • ในช่วงตลาดหมี  คุรเทพมองว่านักลงทุนมักจะกลัวและเทขายออกมาอย่างมากมาย  จนทำให้มีของดี  ราคาถูกออกมาขายปนอยู่ด้วยในตลาด  ซึ่งควรจะเป็นโอกาสทองในการ เข้าไปซื้อ  เหมือนไปช้อปปิ้งในห้างตอนมีการกระหน่ำ Summer Sale
         กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น ( แบบฉบับห่านทองคำ )
                การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั้น มีกลยุทธ์ 5 วิธีเท่านั้น ( แบบฉบับห่านทองคำ )
โดยจะสร้างคำให้คล้องจองจำง่ายๆ ดังนี้
  • เล่นกับไฟ
  • ไข่ทองคำ
  • กำไว้แน่น
  • แผนรังนก
  • ชกผ่านสิงห์
             กลยุทธ์ "เล่นกับไฟ"
                  เป็นการลงทุนแบบซื้อหุ้นตัวที่คาดว่าราคาจะขึ้น  โดยอาจจะได้ข้อมูลมาหรือวิเคราะห์เองมาอย่างดีก็ตาม  ซึ่งผมเองตีความว่า  ก็ไม่แปลกเพราะตรงกับ "สัญชาติญานของนักลงทุน" ที่ต้องการ "ซื้อถูก  ขายแพง" เพียงแต่คนที่ลงทุนแบบเล่นกับไฟนี้  เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามากบ้าง น้อยบ้างก็ขายเอากำไรไม่ต้องการถือยาว  แต่บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นกลับตกลง ไม่ขึ้นตามที่คิด  ก็ต้องยอมตัดขาดทุนขายทิ้ง  ที่เรียกว่า "Cut Loss" คนที่ชอบแบบนี้ซึ่งมีมากก็เพราะเป็นวิธีที่ง่ายใครๆ ก็ทำกัน  แต่ว่า  นี่แหล่ะคือ "แมงเม่า" ที่ชอบเล่นกับไฟซึ่งบ่อยครั้งก็ถูกเผาได้

            กลยุทธ์ "ไข่ทองคำ"
                 เป็นกลยุทธ์ที่คุณเทพ (ผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์ห่านทองคำ)  ใช้อยู่ในการลงทุน  วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นที่ดี  ราคาสมเหตุสมผล  จ่ายปันผลสม่ำเสมอ  และคุมสติไม่ให้โลภมาก  ปรับพอร์ตบ้าง ( คุณเทพใช้คำว่าตกแต่งสวน ) โดยทยอยขายเมื่อราคาขึ้น  เคล็ดลับจึงอยู่ที่การค้นหาหุ้นห่านทองคำที่จะสามารถออกไข่ทองคำสม่ำเสมอ  และเมื่อห่านทองคำในฟาร์มของเราโตขึ้นก็ต้องแบ่งขายออกไปบ้าง  นักลงทุนที่ชอบสไตล์การลงทุนแบบนี้ต้องเรียนรู้ด้านการเงิน  มีเวลาติดตามบ้าง  แต่มีข้อดี คือ ไม่ต้องตื่นเต้น คอยติดจอหุ้นตลอดเวลา

            กลยุทธ์ "กำไว้แน่น"
                   กลยุทธ์นี้เป็นญาติสนิทกับกลยุทธ์ "ไข่ทองคำ" ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่  การลงทุนแบบ Value Investor ( VI ) ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์  วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นห่านทองคำที่ไข่ทองคำได้เหมือนกัน  แต่จะถือไว้นานมาก  และรอคอยจนห่านทองคำโตเต็มที่และขายออกไปภายหลัง  วิธีการลงแบบนี้จึงต้องมีสายป่านยาวและเป็นเงินเย็น

           กลยุทธ์ "แผนรังนก"
                  กลยุทธ์นี้เหมาะสมกับนักลงทุนมือใหม่  ซึ่งมีเงินลงทุนน้อย  ค่อยๆ หาหุ้นดี  สะสมเข้าพอร์ตตามกำลังที่มี  เข้ากับตำราที่ว่า "นกน้อยทำรังแต่พอตัว" รอคอยจนกว่ารังนกนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผมตีความว่า กลยุทธ์นี้ก้เป็นญาติสนิทของ "ไข่ทองคำ"  และ  "กำไว้แน่น"  เช่นกัน  เพราะการหาหุ้นดีเข้ารังนกก็ควรเป้นหุ้นห่านทองคำนั่นแหล่ะ  แต่ก็ไม่ได้มีวิธีเดียวนะคับ เพราะของที่ให้เลือกอาจมีหุ้นในลักษณะอื่นอีก  เช่น  ห่านเนื้อ (หุ้นของบริษัทที่โตเร็ว)  ห่านวัยรุ่น ( หุ้นของบริษัทที่เริ่มเข้ามาในตลาด ) ห่านบาดเจ็บ (หุ้นที่อาจฟื้นตัวภายหลัง) เป็นต้น

           กลยุทธ์ "ชกผ่านสิงห์"
                  วิธีการนี้คือการลงทุนผ่านกองทุนรวม  ซึ่งเปรียบเสมือนสิงโต  ซึ่งเป็นเจ้าป่าเป็นที่พึ่งพิงของนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราซึ่งมีอีกจำนวนมาก ถ้าเรามีเงินลงทุนไม่มากและขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน  รวมทั้งไม่มีเวลาติดตามจึงต้องอาศัยสิงโตเป็นผู้คุ้มครองและลงมือลงทุนแทนเรา เพราะกองทุนรวมจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคัดเลือก  วิเคราะห์ติดตามหุ้น  ตรวจเยี่ยมกิจการของหุ้น  ซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้กำไร  เป็นต้น  อย่างไรก้ตาม  กองทุนรวมมีหลากหลาย ซึ่งอาจให้ลงทุนในห่านชนิดต่างๆ กันไป ซึ่งเราก้ต้องเลือกให้เข้ากับสไตล์การลงทุนของเราด้วย

          ผมตีความเพิ่มเติมว่าในชีวิตจริงของการลงทุน  เราอาจเลือกสไตล์หรือกลยุทธ์การลงทุนแบบใดแบบหนึ่งตามที่เราชอบ  บางคนอาจเริ่มต้นแบบ "แผนรังนก"  แล้วโตขึ้นเป้น "ไข่ทองคำ" บางคนอาจใช้แผน "กำไว้แน่น" ตลอด บางคนแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้กลยุทธ์แบบ "ไข่ทองคำ" อีกส่วนหนึ่ง "ชกผ่านสิงห์" ยางคนเริ่มต้นแบบ "ไข่ทองคำ" และเมื่อทำกำไรได้อาจนำกำไรบางส่วนมาทำกลยุทธ์ "เล่นกับไฟ" ก็ได้ตามถนัดคับ

วิธีเปรียบเทียบหุ้นถูก-หุ้นแพง คุณภาพ VS ราคาหุ้น ลงทุนหุ้น VI

       

                ในการซื้อของเรามักจะเปรียบเทียบคุณภาพสินค้ากับราคา  เราชอบซื้อสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาต่ำ  หลายคนแย้งว่า  คุณภาพสูงแต่ราคาต่ำนั้นไม่มี  สินค้าที่ราคาต่ำก็มักจะมีคุณภาพต่ำไปด้วย  อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น

          ในชีวิตประจำวันของคนเรา  มีคนหลายๆ คนที่นิยมใช้สินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อยี่ห้อโปโล รองเท้าไนกี้  นาฬิกาสว๊อต  กีตาร์มาร์ติน หรือ Gibson  แต่ไม่ใคร่จะมีสตางค์มากนัก  เรียกว่า  รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ  คนเหล่านั้นไม่หมดความหวังที่จะได้สินค้าดังกล่าว  วิธีการก็คือ  คุณๆ เหล่านั้นจะหมั่นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ เป็นประจำ  วันดีคืนดีก็อาจจะเจอสินค้าเป้าหมายประกาศลดราคาแบบ Amazing Sale คือลดลงมา 40 - 70 เปอร์เซนต์ก็มี  คนกลุ่มนี้ก็จะไม่รอช้า  รีบซื้อสินค้าทันที  เพราะเฝ้ารอดูราคาสินค้ามานาน  เมื่อวานยังเห็นติดป้าย  7,000 บาท  แต่วันนี้สินค้าตัวเดียวกัน  ราคาเหลือ 3,500 บาท  ก็ต้องรีบตะครุบทันทีก่อนที่ของหมด

       เรื่องนี้  ผมเห็นว่าเอามาใช้กับเรื่องของการซื้อหุ้นได้  นั่นคือ  คุณต้องรู้ก่อนว่า  หุ้นบริษัทไหนดี  ราคาควรจะเป็นเท่าไร  เสร็จแล้วเฝ้ารอว่า  เมื่อไหร่หุ้นตัวนั้นจะลดราคาขายแบบ Grand Sale คือราคาตกลงมาจากราคาที่ควรจะเป็นอย่างมหาศาล  เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น  คุณต้องรีบซื้อหุ้นตัวนั้นในทันทีเพราะถ้าช้า  ราคาอาจขึ้นกลับไปที่เดิม  และคุณซื้อไม่ลง

       คุณภาพของหุ้น

         หุ้นคุณภาพดีนั้น  เราวัดที่ความสามารถในการทำกำไรว่า  กำไรของบริษัทเติบโตมากน้อยแค่ไหน  พูดให้ชัดก็คือ  กำไรต่อห้น (Earnning per Share : EPS)  เติบโตปีละกี่เปอร์เซนต์โดยเฉลี่ย

         การเจริญเติบโตที่ว่านี้  จะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 5-6 ปีข้างหน้าเพราะฉะนั้นบางบริษัทที่มีกำไรก้าวกระโดดมากๆ เป็น 100 เปอร์เซนต์ต่อปี  เช่น กรณีของบริษัทสื่อสารโทรศัพท์มือถือในช่วงแรกๆ  ของการดำเนินงานนั้นเราจะถือว่าบริษัทนั้นเติบโต 100 เปอร์เซนต์ต่อปีไม่ได้  เพราะถ้าให้โตอย่างนี้เพียงแค่ไม่กี่ปี  บริษัทก็จะมีกำไรมากกว่ากำไรของบริษัทอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันในเวลาไม่กี่ปี  ดังนั้นเราจะต้องลดปริมาณการเติบโตนี้ลงมา  ไม่ใช่เหลือ 50 เปอร์เซนต์  แต่จะต้องเหลือ 20-25 เปอร์เซนต์ต่อปีเท่านั้น  ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตสูงมากอยู่แล้ว  เพราะถ้าธุรกิจเติบโตตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ  ก็จะเติบโตเพียงปีละไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น

         นอกจากการเจริญเติบโตแล้ว  เรื่องของความมั่นคงในการทำกำไรก็เป็นตัววัดคุณภาพที่สำคัญ  กำไรที่ขึ้นๆ ลงๆ ผันผวนมาก  ทำให้คุณภาพของหุ้นหย่อนลง  แต่การวัดเป็นตัวเลขว่า  กำไรของบริษัทมั่นคงมากน้อยแค่ไหนนั้นยุ่งยาก  เอาเป็นว่า  คุณรู้อยู่ในใจว่าคุณภาพในด้านความมั่นคงของกำไรบริษัทดีหรือเลวอย่างไร  แค่ไหน  โดยไม่ต้องวัดค่าออกมาเป็นตัวเลข

         นอกจากความมั่นคงของกำไรแล้ว  คุณภาพของบริษัทยังดูได้จากความเข้มแข็งของสินค้าของบริษัท  ฐานะการเงิน  และอื่นๆ อีกมาก  ซึ่งผลได้กล่าวถึงไว้แล้ว  แต่วัดออกมาเป็นตัวเลขตัวเดียวยาก  ดังนั้นในชั้นนี้  สิ่งที่เราสนใจและจะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการดูว่าธุรกิจมีคุณภาพดีแค่ไหนก็คือ  การเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัท

         ถ้าจะถามว่า  โตเท่าไรถึงจะเรียกว่าดี  ผมใช้สามัญสำนึกและประสบการณ์เสนอว่า

  • ถ้าโตต่ำกว่า 7 เปอร์เซนต์ต่อปี   ถือว่าเป็นประเภทโตช้า
  • 7-15 เปอร์เซนต์ต่อปี  ถือว่าโตปานกลาง และ
  • 15 เปอร์เซนต์ขึ้นไป  ถือว่าโตเร็ว  หรือเป็นหุ้นคุณภาพดี
       ในการที่จะคำนวณว่า  หุ้นตัวที่เราสนใจนั้นโตปีละกี่เปอร์เซนต์  บางทีผมขี้เกียจจะคำนวณ  เพราะต้องหาข้อมูลย้อนหลังมาก  นอกจากนั้นถึงจะได้ข้อมูลมาและคำนวณได้ว่าโตกี่เปอร์เซ็นต์ในอดีต  ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอนาคตจะโตกี่เปอร์เซนต์  เพราะอนาคตไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกับอดีต  ถ้าอย่างนั้น  ผมใช้อะไรวัด ?

        ใช้กึ๋นครับ !!

        ผมจะดูว่า  บริษัทนั้นทำอะไร  ถ้าเป็นธุรกิจสิ่งทอ  ผมคิดว่าตอนนี้บ้านเรามีเสื้อผ้าใส่กันเกือบทุกคน  เด็กใหม่ก็เกิดน้อย  ผู้ผลิตเสื้อผ้าก็มีเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นสิ่งทอหน้าจะเป็นธุรกิจที่โตช้า  ผมให้โตอย่างมาก 5-7 เปอร์เซนต์ต่อปี

         ส่วนเป๊ปซี่นั้น  ถึงแม้คนไทยจะเพิ่มขึ้นไม่มาก  แต่คนมีเงินมากขึ้น  เด็กๆ เริ่มโตเป็นวัยรุ่นมากขึ้น  คนเหล่านี้นิยมดื่มน้ำอัดลมมากขึ้น   ผมให้คะแนนว่าเป็นบริษัทที่น่าจะเติบโตปานกลางสัก 12 เปอร์เซนต์ต่อปี  

         ส่วนหุ้นพิซซ่า, แกรมมี่ หรือโทรศัพท์มือถือ  พวกนี้เป็นเรื่องของ New Generation  หรือคนรุ่นใหม่  มาทีหลังเป๊ปซี่นาน  เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเติบโตเท่ากับแป๊ปซี่  ซึ่งมีขายอยู่แล้วแทบทุกหมู่บ้านในประเทศไทย  ดังนั้นสำหรับพิซซ่าหรือแกรมมี่  หรืออินเตอร์เนต  อาจจะถือเป็นธุรกิจที่โตเร็ว  คุณภาพสูงและมีการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น 15-20 เปอร์เซนต์ต่อปี


         ราคาหุ้น

         ต่อมาก็คือ  วิธีการดูว่า   หุ้นมีราคาถูกหรือแพง  ซึ่งดูง่ายกว่าเรื่องคุณภาพ

         ยกตัวอย่างเช่น  หุ้น  ก. มีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับ 100 บาท  ส่วนหุ้น ข. มีราคา 10 บาท  แปลว่าหุ้น ก. เป็นหุ้นแพง และหุ้น ข. เป็นหุ้นถูกใช่หรือไม่ ?

         คำตอบคือ "ไม่ใช่!!"
 
         หุ้น ก. เป็นหุ้นราคาสูง  แต่อาจจะไม่แพง  ในขณะที่หุ้น ข. เป็นหุ้นราคาต่ำแต่อาจจะแพงมาก  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า  กำไรต่อหุ้นของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าบริษัท ก. มีกำไรต่อหุ้น 20 บาทต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. มีกำไรเพียง 1 บาทต่หุ้น  ก็แปลว่า ถ้าเราต้องการผลตอบแทน 20 บาทต่อปี เราต้องลงทุนซื้อหุ้น ก. 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 100 บาท หรือเราจะซื้อหุ้น ข. เราก็จะต้องซื้อถึง 20หุ้น คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายถึง 200 บาท เห็นได้ชัดว่า หุ้น ข. แพงกว่าหุ้น ก. ถึงหนึ่งเท่าตัว

        ในการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพงนั้น  เราต้องเปรียบเทียบราคาหุ้นกับผลกำไรต่อหุ้นดังที่กล่าว  อัตราส่วนนี้มีชื่อเรียกว่า P/E Ratio หรือ ค่า P/E ซึ่งหาโดยใช้ราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้นในระยะเวลา 1 ปี เรียกทัพศัพท์เป็นภาษาไทยว่า  พีอีเรโช

       ในกรณีของหุ้น ก. ค่า P/E เท่ากับ 100/20 หรือเท่ากับ 5 เท่า  ขณะที่หุ้น ข. มีค่า P/E เท่ากับ 10/1 หรือ 10 เท่า  ในกรณีอย่างนี้  ถือว่าหุ้น ก. ถูกกว่าหุ้น ข.

      กล่าวโดยสรุปก็คือ  หุ้นที่มีค่า P/E สูง  ถือว่าเป็นหุ้นแพง ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำถือเป็นหุ้นถูก
       
      P/E ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าแพง  และขนาดไหนถึงจะเรียกว่าถูก เราอาจเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้นทั้งตลาด  ซึ่งก็แสดงอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน เช่น ภาวะปัจจุบัน P/E ทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ฉะนั้นหุ้นที่มี P/E เกิน 10 เท่า ก็ถือว่าแพงกว่าหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ย  ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกกว่าหุ้นอื่นๆ โดยทั่วไป

     ในบางครั้ง P/E ของตลาดเคยขึ้นไปสูงถึงเกือบ 30 เท่า นั่นคือ ช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์บูมมาก ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยจึงมีราคาแพงมาก  ในขณะที่ปัจจุบัน P/E อยู่ในระดับประมาณ 10 เท่า ถือว่าหุ้นโดยทั่วไปในช่วงนี้ถูกสุดๆ

     แต่ถึงหุ้นจะถูก  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรซื้้อ  เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วว่า  ราคาต้องเปรียบเทียบกับคุณภาพเสมอ  หุ้นราคาถูกแต่เน่า  จะเอาไปทำอะไร?

     คุณภาพ VS ราคาหุ้น 

       ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของหุ้นนั้น  จะต้องเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของหุ้นหรือของกิจการกับราคาหุ้นที่จะซื้อ  ซึ่งหลังจากที่ได้อธิบายว่าจะวัดคุณภาพออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร  และราคาจะต้องปรับอย่างไรเพื่อให้ได้มาตรฐาน  เราก็สามารถนำมิติทั้งสองด้านนั้นมาเปรียบเทียบกัน  ก็จะได้อัตราส่วนความคุ้มค่าเรียกว่า  PEG  Ratio ซึ่งเกิดจากการเอา P/E ของหุ้นตั้งและหารด้วย G (Growth) หรือการเจริญเติบโตของกำไร

       ถ้าอัตราส่วนออกมาน้อยกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E ต่ำกว่าการเจริญเติบโตของกำไร  แสดงว่าหุ้นมีราคาถูก  เพราะราคา (ซึ่งแทนด้วยค่า P/E) ต่ำกว่าคุณภาพ (ซึ่งแสดงด้วยการเจริญเติบโตของกำไร)

       ในทางตรงกันข้าม  ถ้า PEG มีค่ามากกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E สูง  แต่การเจริญเติบโตต่ำ  แสดงว่าหุ้นมีราคาแพงเกินกว่าคุณภาพ  ไม่น่าสนใจที่จะซื้อ

       ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องของหุ้น ก. ซึ่งมี P/E เพียง 5 เท่า และหุ้น ข. ซึ่งมี P/E 10 เท่า  เราบอกว่าหุ้น ก. มีราคาถูก และหุ้น ข. มีราคาแพง แต่ถ้าสมมติว่า  กำไรของบริษัท ก.นั้น ถึงแม้ว่าจะมาก  แต่วิเคราะห์ดูแล้ว อนาคตคงไม่เติบโตขึ้นอีกเท่าไร  ประมาณให้เพียง 2.5 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. นั้นกำไรมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปอีกมาก  เพราะอยู่ในธุรกิจที่โตเร็ว และบริษัทเป็นผู้นำ  คาดว่าจะโตถึง 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5-6 ปีข้างหน้า  คำนวณค่า PEG พบว่า  หุ้น ก. มีค่า PEG เท่ากับ 5/2.5 เท่ากับ 2 เท่า  มากกว่า 1 ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน  ในขณะที่หุ้น ข. มี PEG เท่ากับ 10/20 เท่ากับ 0.5 เท่า  น้อยกว่า 1 เป็นหุ้นที่คุ้มค่า น่าลงทุนกว่า

        อย่างไรก็ตาม  การใช้ค่า PEG นั้น โดยส่วนตัวผมไม่ใช้เป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกหุ้นบริษัทหนึ่งเหนือหุ้นอีกบริษัทหนึ่ง  โดยดูว่ามีค่า PEG ต่ำกว่าแต่เพียงอย่างเดียว   เพราะค่า G หรือการเจริญเติบโตของกำไรนั้น  เป็นค่าที่เกิดจากการคาดการณ์อนาคตไปหลายปี  เอาแน่เอานอนไม่ได้  แต่ค่า P/E เป็นค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงกว่า  โดยเฉพาะค่า P หรือราคาหุ้นนั้น  เป็นของจริงที่เราต้องควักกระเป๋าจ่าย

       ดังนั้นในหลายๆ กรณี  ผมจะให้ความสำคัญแก่ค่า P/E มากกว่า เช่น ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า P/E เพียง 3-4 เท่า  ซึ่งถือว่าต่ำมาก แบบนี้แม้ผมจะดูว่ากำไรของบริษัทไม่โตเลย  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุนเพราะค่า P/E ที่ 3-4 เท่า   นั้นหมายความว่า  ค่า E/P หรือผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนซื้อหุ้น จะเท่ากับ  25-33 เปอร์เซ็นต์  ไม่จำเป็นที่กำไรจะต้องโต  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน

       ในทางตรงกันข้าม  หากค่า P/E สูงมาก เช่น เท่ากับ 20 เท่า  แม้จะดูว่าบริษัทเป็นประเภทเติบโตเร็วไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ผมก็อาจจะไม่สนใจซื้อหุ้นตัวนี้  เพราะถ้าการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาด  ราคาหุ้นอาจตกลงมาได้มาก  เนื่องจากเป็นหุ้นราคาแพง.