Showing posts with label ห่านทองคำ. Show all posts
Showing posts with label ห่านทองคำ. Show all posts
Tuesday, June 10, 2014
IPO ร้อน ๆ
ตั้งแต่ปี 2552 หรือหลัง “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” เป็นต้นมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องยกเว้นก็อาจจะปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อย ผลของมันก็คือ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ที่มุ่งมั่นจำนวนไม่น้อยร่ำรวยไปตาม ๆ กันจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในเวลาไม่นานเพียง 4-5 ปี เหตุผลที่นักลงทุนทำกำไรหรือสร้างผลตอบแทนได้มโหฬารนั้น นอกจากเรื่องของการที่ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวขึ้นสูงและเร็วมากแล้ว ยังอยู่ที่กลยุทธ์ในการลงทุนที่พวกเขาเน้นในหุ้นตัวเล็กที่มีการเติบโตสูงกว่าดัชนีโดยรวมมากด้วย นี่เป็นประเด็นแรก อีกประเด็นหนึ่งก็คือ VI หรือนักลงทุนผู้มุ่งมั่นเหล่านั้นยังมีการใช้มาร์จินหรือกู้เงินซื้อหุ้นในอัตราที่สูงมากซึ่งช่วย “ขยาย” ผลตอบแทนเป็นทวีคูณ ผลก็คือ ผลตอบแทนของนักลงทุนบางกลุ่มนั้นสูงลิ่วปีละหลายสิบหรือบางทีเป็นร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์ และอาจจะทำให้หุ้นตัวเล็กเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยสนใจมากกว่าหุ้นตัวใหญ่มาก
อาการที่หุ้นตัวเล็กที่มีผลประกอบการที่ดีหรือมี Story หรือเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น “วิ่ง” ระเบิด เมื่อมีการ “โหม” เข้าซื้อของนักลงทุนนั้น ผมคิดว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงที่ “บูม” จัดเป็นกระทิง ยิ่งบูมนาน หุ้นดังกล่าวก็จะมีมากและบ่อยขึ้น แต่เมื่อการปรับตัวของดัชนีขึ้นไปสูงมากและนานพอจนอาจจะเริ่มชะลอตัว หุ้นตัวเล็กที่มีผลการดำเนินงานดีและมีสตอรี่เด่นก็ถูกค้นพบและมีราคาปรับตัวขึ้นไปจนเกือบหมด การวิ่งระเบิดของหุ้นตัวเล็กก็จะน้อยลง นักลงทุนจำนวนหนึ่งก็จะหันมาหาหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถมาทดแทน และนี่ก็คือหุ้นที่เข้าตลาดครั้งแรกหรือเข้ามาเทรดใหม่ที่เรียกกันว่าหุ้น IPO พวกเขาเข้ามาซื้อขายหุ้นเหล่านี้กันอย่าง “บ้าคลั่ง” โดยเฉพาะในวันแรก ๆ ของการเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อ ราคาหุ้นคิดตามค่า PE หรือ PB สูงหรือแพงมากพอ ๆ หรือมากกว่าหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ในฐานะของ VI เรามองหุ้น IPO อย่างไร?
ประการแรก ผมคิดว่าหุ้น IPO หลายตัวในภาวะตลาดบูมนั้น อาศัยสภาวะของการเก็งกำไรที่มีอยู่มากในตลาดหุ้นเข้ามาระดมทุนและสร้างมูลค่าของกิจการที่สูงกว่าความเป็นจริง พูดง่าย ๆ บริษัทสามารถขายบางส่วนของกิจการในราคาที่สูงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น เงินที่บริษัทได้รับจากการขายหุ้น IPO นั้นมีมากพอที่จะทำให้บริษัท “สบาย” และสามารถที่จะ “เติบโต” เร็วขึ้นซึ่งสำหรับบริษัทนั้นแทบไม่มีอะไรจะเสียเลย ในส่วนของเจ้าของนั้น แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะลดลงเมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่มูลค่ารวมของความมั่งคั่งวัดจากจำนวนและราคาของหุ้นที่ซื้อขายในตลาดก็มักจะสูงขึ้นมากจากเดิมที่ความมั่งคั่งนั้นวัดได้ไม่ชัดเจนเพราะไม่มีราคาซื้อขาย แต่สำหรับนักลงทุนที่เข้าไปซื้อหุ้น IPO นั้น พวกเขาได้อะไร?
ในระยะสั้น ในภาวะที่ตลาดหุ้นยังอยู่ในโหมดของความสดใส การซื้อ “หุ้นจอง” หรือหุ้น IPO ก่อนเข้าตลาดนั้นดูเหมือนว่าจะ “ปิดประตูขาดทุน” เหตุเพราะว่าวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดนั้น การเก็งกำไรหรือแม้แต่ การ “ดูแลราคาหุ้น” ของเจ้าของหรือใครก็ตาม มักจะทำให้ราคาหุ้นสามารถขึ้นไปเหนือราคาจองเสมอ และถ้าโชคดี ราคาขึ้นไปสูงกว่าราคาจองหลายสิบเปอร์เซ็นต์หรือบางทีเป็นร้อย คนได้หุ้นจองก็ทำเงินได้ง่าย ๆ อย่างรวดเร็วจากการลงทุนไปเพียงไม่กี่วัน แต่ปัญหาก็คือ หุ้นจองในภาวะที่ตลาดหุ้นร้อนแรงนั้น “หาได้ยาก” ถ้าคุณไม่ได้เป็นนักเล่นหุ้นรายใหญ่หรือมีสายสัมพันธ์พิเศษกับเจ้าของบริษัทหรือผู้รับประกันการจำหน่ายหุ้น ส่วนการเข้าไปซื้อหุ้นที่เข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ในวันแรก ๆ ของการซื้อขายนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการเก็งกำไรล้วน ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า หุ้นจองหรือ IPO ในความเห็นของผมนั้น มักจะถูกตั้งราคาที่สูงกว่าพื้นฐานอยู่แล้วโดยที่ปรึกษาและรับประกันการจำหน่ายหุ้น และถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นในวันแรก ๆ ที่ราคาวิ่งสูงขึ้นไปอีก นั่นก็แปลว่าเรากำลังซื้อหุ้นที่ยิ่งสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก ดังนั้น ถ้าเราถือหุ้นลงทุนระยะยาว เราก็น่าจะขาดทุนมากกว่าที่จะกำไร เพราะในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นก็มักจะวิ่งเข้าสู่พื้นฐานของมัน
เหตุผลที่ผมเชื่อว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่นั้นถูกกำหนดให้มีราคาสูงกว่าพื้นฐานนั้น เป็นเพราะว่าราคานั้นมักถูกกำหนดโดยเจ้าของบริษัทที่รู้จัก “พื้นฐาน” ของบริษัทเป็นอย่างดี และขายให้กับนักลงทุนโดยทั่วไปที่มักจะไม่รู้จักกับบริษัทเลยหรือรู้จักแบบผิวเผินแต่มาซื้อหุ้นเพราะหวัง “เก็งกำไร” ในระยะสั้น ดังนั้น เขาจึงไม่สนใจมากนักว่าราคาจะแพงหรือถูก อาจจะมีข้อถกเถียงว่าคนที่กำหนดหรือคำนวณราคาหุ้น IPO คือผู้ที่รับประกันการจำหน่ายหุ้นซึ่งก็คือที่ปรึกษาการเงินที่มีความรู้ในการประเมินราคาหุ้นเป็นอย่างดี ดังนั้น ราคาหุ้นที่ขาย IPO ก็น่าจะเป็นราคาที่ยุติธรรม ว่าที่จริงโบรกเกอร์ก็มักจะพูดว่าราคาหุ้นที่ตั้งนั้นมี “ส่วนลด” จากราคาพื้นฐานด้วยซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าขายไม่หมดเขาก็ต้องรับซื้อหุ้น IPO นั้นไว้เอง ดังนั้น ราคาหุ้น IPO จึงไม่น่าจะแพงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น แต่ข้อถกเถียงนี้ผมคิดว่าอาจจะไม่ถูกต้อง ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ข้อแรก ที่ปรึกษาไม่รู้หรือไม่สามารถประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมได้จริง ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะอิงตัวเลขบางตัวเช่น ค่า PE ของปีที่ผ่านมาหรือปีปัจจุบันที่กำลังจะมาถึงโดยที่บ่อยครั้งบริษัทนั้นไม่ได้มีผลประกอบการที่มั่นคงสม่ำเสมอพอที่จะใช้กำไรที่เห็นในช่วงสั้น ๆ มาประเมินมูลค่าหุ้นได้ เป็นต้น ข้อสอง โบรกเกอร์ไม่มีปัญหาในการขายหุ้น IPO ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูม ดังนั้น เขาก็ไม่กลัวว่าจะขายหุ้น IPO ไม่ได้
เหตุผลที่ผมไม่ใคร่สนใจซื้อหุ้น IPO หลังจากเข้ามาเทรดในตลาดใหม่ ๆ อีกข้อหนึ่งก็คือ หุ้นเหล่านี้มักจะมีประวัติหรือข้อมูลผลประกอบการที่สั้นมากเพียง 2-3 ปีที่เปิดเผยให้เราเห็น นอกจากนั้น เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชนมาก่อน ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็มักจะไม่เพียงพอ ที่สำคัญก็คือ ข้อมูลผลประกอบการปีล่าสุดเองนั้นก็มักจะต้องถูกทำให้ดูดีเพื่อที่ที่ปรึกษาการเงินจะได้สามารถตั้งราคาหุ้นให้สูงขึ้น ดังนั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ากำไรที่ดูดีนั้นมาจากการ “แต่งตัว” หรือทำให้ดูดีด้วยวิธีการทางบัญชีหรือเกิดจากกลยุทธ์ประเภทดึงกำไรให้เกิดก่อนแล้วค่อยไปลดกำไรในภายหลังหรือไม่ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมอาจจะไม่เข้าใจหรือรู้จักบริษัทจริง ๆ และเป็นความเสี่ยง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ หุ้นใหม่ ๆ เหล่านี้มีอัตราของการเก็งกำไรสูงมากมองจากอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือของหุ้นที่สูงลิ่ว ดังนั้น ราคาหุ้นก็มักจะสูงกว่าความเป็นจริง ผมจึงมักเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งหรือซื้อขายหุ้น IPO โดยเฉพาะการซื้อขายหลังจากเข้าตลาดไปแล้ว
แน่นอนว่ามีหุ้น IPO บางตัวที่ “ร้อนแรง” ตั้งแต่วันเปิดจอง ร้อนแรงมากในวันที่เข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยและผลประกอบการของบริษัทที่ประกาศออกมาดูน่าประทับใจรวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่ดูสดใส หรือร้อนแรงมากเนื่องจากเหตุผลที่ว่ามันเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีหุ้นจำนวนน้อยและอาจจะมีคนที่เล่นหรือ “ดูแล” หุ้นอย่างมีประสิทธิผล แต่ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นก็จะต้องสะท้อนถึงพื้นฐานที่แท้จริงของมัน และนั่นก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดหุ้นซบเซาหรือนักลงทุนหมดความสนใจในตัวหุ้นเนื่องจากผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่คนคาดหวัง ราคาหุ้นก็จะตกลงมาอย่างหนักและคนที่ซื้อหุ้นไว้ก็จะเสียหาย ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว ถ้าผมได้หุ้นจองมา ผมก็มักจะขายหุ้นค่อนข้างเร็วหลังจากที่มันเข้าซื้อขายในตลาด โอกาสที่ผมจะถือเก็บไว้ยาวนานมีน้อย โอกาสที่ผมจะซื้อหุ้น IPO ที่เข้าตลาดใหม่ ๆ เพื่อเก็บไว้ยาวเพื่อลงทุนแทบจะไม่มีเลย เมื่อผมยังเป็นเด็กนั้น มีเนื้อเพลงเกี้ยวสาวยอดนิยมประโยคหนึ่งบอกว่า “เก่า ๆ เป็นสนิม ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม” แต่ในตลาดหุ้นนั้น ผมคิดว่าหุ้น เก่า ๆ นั้นไม่เป็นสนิมและหุ้นใหม่ ๆ นั้นหน้าตาก็ไม่จุ๋มจิ๋ม ครับ
CR. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล
Sunday, February 23, 2014
กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น แบบฉบับ VI ห่านทองคำ
รู้จักธรรมชาติของตลาดหุ้น
มือใหม่หัดลงทุนเวลามองกระดานหุ้นที่มีสีเขียวๆ แดงๆ ราคาหุ้นต่างๆ เปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมา มักจะมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลายคนคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ดีพอ กลัวจะเป็นแมงเม่าที่ถูกไฟเผา ตกเป็นเหยื่อของนักลงทุนที่มีประสบการณ์มากกว่า เริ่มต้นอยากให้มองว่า ในตลาดหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวเพียง 3 อย่าง คือ ขึ้น ลง หรืออยู่นิ่งๆ
- ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะวิ่งขึ้น เมื่อมีผู้สนใจซื้อ มากกว่า ผู้ที่ต้องการจะขาย ซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะกระทิง" (Bull Market)
- ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะตกลง เมื่อมีผู้ต้องการจะขาย มากกว่า ผู้สนใจซื้อซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะหมี" (Bear Market)
- ราคาหุ้นส่วนใหญ่อยู่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ เรียกว่า "ภาวะ Sideway" ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งหมีและกระทิงสู้กันจนเหนื่อยต้องมีการพัก
พอตลาดอยู่นิ่งๆ ( เพราะกระทิงวิ่งจนหมดแรง ) นักลงทุนก็จะเกิดความอึดอัด เพราะเริ่มหาค่ากับข้าวได้ยากขึ้น และพอมีข่าวร้ายขึ้นมา ราคาหุ้นก็เริ่มลด นักลงทุนเริ่มเทขาย ราคาหุ้นก็ตกลงไปอีก ภาวะคุณหมีก็จะปรากฏชัดเจนขึ้น ใน 3 ช่วงดังกล่าวดูเหมือนว่านักลงทุนจะมีความสุขในการ "ซื้อถูก ขายแพง" ในช่วงตลาดขาขึ้นเท่านั้น
แต่โอกาสและวิธีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันออกไป
- ในช่วงขาขึ้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะสูงขึ้น การเข้าไปซื้อในช่วงนี้ต้นทุนจะสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนจะลดลง เช่น หุ้นที่เคยมีราคา 20 บาท จ่ายปันผล 2 บาท คิดเป็น Dividend Yield จะได้ 10% แต่ถ้าราคาขึ้นไป 40 บาท และเงินปันผลเท่าเดิม Yield จะเหลือเพียง 5% ในช่วงกระทิงนี้ควร เข้าไปขาย มากกว่า เพียงแต่จะต้องมีเทคนิคค่อยๆ ทยอยขาย เพื่อให้ต้นทุนลดลง และ Yield สูงขึ้นเรื่อยๆ
- ในช่วงตลาดนิ่งๆ ควรเป็นช่วงที่นักลงทุนใช้เวลาเพื่อการศึกษาค้นหาว่าหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีอยู่ที่ไหนบ้าง คัดเลือกไว้ในใจ รอคอยจังหวะที่ตลาดหมีจะมาเยือน
- ในช่วงตลาดหมี คุรเทพมองว่านักลงทุนมักจะกลัวและเทขายออกมาอย่างมากมาย จนทำให้มีของดี ราคาถูกออกมาขายปนอยู่ด้วยในตลาด ซึ่งควรจะเป็นโอกาสทองในการ เข้าไปซื้อ เหมือนไปช้อปปิ้งในห้างตอนมีการกระหน่ำ Summer Sale
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั้น มีกลยุทธ์ 5 วิธีเท่านั้น ( แบบฉบับห่านทองคำ )
โดยจะสร้างคำให้คล้องจองจำง่ายๆ ดังนี้
- เล่นกับไฟ
- ไข่ทองคำ
- กำไว้แน่น
- แผนรังนก
- ชกผ่านสิงห์
เป็นการลงทุนแบบซื้อหุ้นตัวที่คาดว่าราคาจะขึ้น โดยอาจจะได้ข้อมูลมาหรือวิเคราะห์เองมาอย่างดีก็ตาม ซึ่งผมเองตีความว่า ก็ไม่แปลกเพราะตรงกับ "สัญชาติญานของนักลงทุน" ที่ต้องการ "ซื้อถูก ขายแพง" เพียงแต่คนที่ลงทุนแบบเล่นกับไฟนี้ เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามากบ้าง น้อยบ้างก็ขายเอากำไรไม่ต้องการถือยาว แต่บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นกลับตกลง ไม่ขึ้นตามที่คิด ก็ต้องยอมตัดขาดทุนขายทิ้ง ที่เรียกว่า "Cut Loss" คนที่ชอบแบบนี้ซึ่งมีมากก็เพราะเป็นวิธีที่ง่ายใครๆ ก็ทำกัน แต่ว่า นี่แหล่ะคือ "แมงเม่า" ที่ชอบเล่นกับไฟซึ่งบ่อยครั้งก็ถูกเผาได้
กลยุทธ์ "ไข่ทองคำ"
เป็นกลยุทธ์ที่คุณเทพ (ผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์ห่านทองคำ) ใช้อยู่ในการลงทุน วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นที่ดี ราคาสมเหตุสมผล จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และคุมสติไม่ให้โลภมาก ปรับพอร์ตบ้าง ( คุณเทพใช้คำว่าตกแต่งสวน ) โดยทยอยขายเมื่อราคาขึ้น เคล็ดลับจึงอยู่ที่การค้นหาหุ้นห่านทองคำที่จะสามารถออกไข่ทองคำสม่ำเสมอ และเมื่อห่านทองคำในฟาร์มของเราโตขึ้นก็ต้องแบ่งขายออกไปบ้าง นักลงทุนที่ชอบสไตล์การลงทุนแบบนี้ต้องเรียนรู้ด้านการเงิน มีเวลาติดตามบ้าง แต่มีข้อดี คือ ไม่ต้องตื่นเต้น คอยติดจอหุ้นตลอดเวลา
กลยุทธ์ "กำไว้แน่น"
กลยุทธ์นี้เป็นญาติสนิทกับกลยุทธ์ "ไข่ทองคำ" ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่ การลงทุนแบบ Value Investor ( VI ) ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นห่านทองคำที่ไข่ทองคำได้เหมือนกัน แต่จะถือไว้นานมาก และรอคอยจนห่านทองคำโตเต็มที่และขายออกไปภายหลัง วิธีการลงแบบนี้จึงต้องมีสายป่านยาวและเป็นเงินเย็น
กลยุทธ์ "แผนรังนก"
กลยุทธ์นี้เหมาะสมกับนักลงทุนมือใหม่ ซึ่งมีเงินลงทุนน้อย ค่อยๆ หาหุ้นดี สะสมเข้าพอร์ตตามกำลังที่มี เข้ากับตำราที่ว่า "นกน้อยทำรังแต่พอตัว" รอคอยจนกว่ารังนกนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผมตีความว่า กลยุทธ์นี้ก้เป็นญาติสนิทของ "ไข่ทองคำ" และ "กำไว้แน่น" เช่นกัน เพราะการหาหุ้นดีเข้ารังนกก็ควรเป้นหุ้นห่านทองคำนั่นแหล่ะ แต่ก็ไม่ได้มีวิธีเดียวนะคับ เพราะของที่ให้เลือกอาจมีหุ้นในลักษณะอื่นอีก เช่น ห่านเนื้อ (หุ้นของบริษัทที่โตเร็ว) ห่านวัยรุ่น ( หุ้นของบริษัทที่เริ่มเข้ามาในตลาด ) ห่านบาดเจ็บ (หุ้นที่อาจฟื้นตัวภายหลัง) เป็นต้น
กลยุทธ์ "ชกผ่านสิงห์"
วิธีการนี้คือการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งเปรียบเสมือนสิงโต ซึ่งเป็นเจ้าป่าเป็นที่พึ่งพิงของนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราซึ่งมีอีกจำนวนมาก ถ้าเรามีเงินลงทุนไม่มากและขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน รวมทั้งไม่มีเวลาติดตามจึงต้องอาศัยสิงโตเป็นผู้คุ้มครองและลงมือลงทุนแทนเรา เพราะกองทุนรวมจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคัดเลือก วิเคราะห์ติดตามหุ้น ตรวจเยี่ยมกิจการของหุ้น ซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้กำไร เป็นต้น อย่างไรก้ตาม กองทุนรวมมีหลากหลาย ซึ่งอาจให้ลงทุนในห่านชนิดต่างๆ กันไป ซึ่งเราก้ต้องเลือกให้เข้ากับสไตล์การลงทุนของเราด้วย
ผมตีความเพิ่มเติมว่าในชีวิตจริงของการลงทุน เราอาจเลือกสไตล์หรือกลยุทธ์การลงทุนแบบใดแบบหนึ่งตามที่เราชอบ บางคนอาจเริ่มต้นแบบ "แผนรังนก" แล้วโตขึ้นเป้น "ไข่ทองคำ" บางคนอาจใช้แผน "กำไว้แน่น" ตลอด บางคนแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้กลยุทธ์แบบ "ไข่ทองคำ" อีกส่วนหนึ่ง "ชกผ่านสิงห์" ยางคนเริ่มต้นแบบ "ไข่ทองคำ" และเมื่อทำกำไรได้อาจนำกำไรบางส่วนมาทำกลยุทธ์ "เล่นกับไฟ" ก็ได้ตามถนัดคับ
Subscribe to:
Posts (Atom)

