Showing posts with label หุ้นค่า P/E. Show all posts
Showing posts with label หุ้นค่า P/E. Show all posts

Tuesday, February 25, 2014

หลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ VI จอห์น เนฟฟ์ ( John neff )


            กองทุน Windsor ยึดมั่นหลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ  จอห์น  เนฟฟ์  เป็นรูปแบบในการลงทุน  ไม่ว่าตลาดจะขึ้น  จะลง  หรือทรงตัว  โดยหลักการลงทุนดังกล่าวจะค้นหาและเลือกลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะดังนี้

  คุณลักษณะที่ 1 เป็นหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่ำ (P/E ต่ำ)

              จอห์น  เนฟฟ์  บอกว่าเขาชอบสมญานามที่คนอื่นตั้งให้เขา คือ เป็น "Low Price-Earning Investor" (นักลงทุนที่ชอบซื้อห้นที่มี P/E ต่ำๆ ) ซึ่ง P/E เป็นอัตราส่วนที่มาจากราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น  

             

              ผมขออธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่า  ทำไมในตลาดหุ้น  เราจึงควรสนใจค่า P/E

              นั่นเป็นเพราะ "ค่า P" หรือ "ราคาตลาดในปัจจุบัน" ของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน  โดยหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริัษัทอาจมีราคาไม่เท่ากัน  แม้จะอยู่ในอุตสาหรกรรมเดียวกันก็ตาม  บางบริษัทอาจมีราคาต่ำกว่า 100 บาท ในขณะที่บางบริษัทอาจมีราคาตลาดอยู่ในช่วง 200-300 บาทซึ่งการที่ราคาตลาดของหุ้นแตกต่างกันอาจมาจากหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลังเสนอขายหุ้นครั้งแรกไปแล้ว  รวมถึงระยะเวลาที่บริษัทอยู่ในตลาด  การเพิ่มทุน  หรือการแตกพาร์ต่างๆ ฯลฯ ดังนั้น การจะบอกว่าหุ้น A ที่มีราคาตลาด 30 บาท  ถูกกว่า หุ้น B ที่มีราคาตลาด 90 บาท จึงอาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในทันที

              วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เปรียบเทียบได้ก็คือ  การทำให้ราคาตลาดของทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกัน  โดยนำเอา "ราคาตลาดมาหารด้วยกำไรต่อหุ้น" เมื่อทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกันแล้วจึงจะสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ โดย P/E จะอธิบายว่า  ราคาตลาดคิดเป็นกี่เท่าของกำไร

             ตัวอย่างเช่น  หุ้น A มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท  และหุ้น B มีกำไรต่อหุ้น 6 บาท

             

             กล่าวคือ  เมื่อเทียบต่อ 1 หน่วยกำไรแล้ว  ราคาตลาดของหุ้น A คิดเป็น 30 เท่าของกำไร  และราคาตลาดของหุ้น B คิดเป็น 15 เท่าของกำไร  สรุปว่า หุ้น B มีราคาถูกกว่า

             จอห์น  เนฟฟ์ ได้ให้แนวคิดในการดูค่า P/E อย่างง่ายๆ โดยยกตัวอย่างว่าเวลาเราเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต  และต้องการซื้อคุกกี้  แต่มีคุกกี้อยู่ 2 ยี่ห้อ แต่ละย่ห้อมีราคาและน้ำหนักแตกต่างกัน  แนวทางหนึ่งในการเลือก  คือดูราคาต่อปอนด์  ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ ค่า P/E Ratio ก็เช่นกัน  ถือเป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่จะหาของราคาถูก  แต่ของจะดีหรือไม่  เราต้องใช้เกณฑ์คัดเลือกอื่นๆ ในการวิเคราะห์ต่อไป

            นอกจากนี้  การคำนวณค่า P/E ยังแบ่งออกเป็น

           

           การค้นหาว่าหุ้นนั้นๆ  เป็นหุ้นราคาถูกหรือไม่  จะต้องเทียบดูว่าราคาตลาดมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกำไรในอดีตและต่อกำไรในอนาคตอย่างไร  ถ้า P/E ต่ำ  แสดงว่าราคาตอบสนองต่อกำไรน้อย

           จอห์น  เนฟฟ์  ให้ข้อสังเกตุว่า  ในขณะที่ตลาดเป็นขาขึ้น  ราคาหุ้นกำลังร้อนแรงและพุ่งขึ้น  จะทำให้หุ้นที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด  มีค่า P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ (จากผลของค่า P ที่สูงขึ้น)  แต่กองทุน Windsor จะทำในทางตรงกันข้าม คือ จะค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม  ไม่เป็นที่นิยมของตลาด  หรือหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และเมื่อประกอบกับการวิเคราะห์อื่นๆ จะทำให้สามารถค้นหาหุ้นที่ถุกเประเมินราคาต่ำไป (ราคาตลาด  น้อยกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น) หรือที่เรียกว่า "หุ้น Undervalue" ได้    โดยกลยุทธ์การค้นหาหุ้นลักษณะนี้มีข้อดีต่อพอร์ตการลงทุน 3 ประการ ได้แก่
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ลงทุนเกิดประสิทธิภาพ  เพราะได้หุ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ 
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้พอร์ตการลงทุนไม่เสียงเกินไป  เนื่องจากเน้นหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า  และราคามีโอกาสปรับขึ้นได้ง่ายกว่า
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ช่วยป้องกันในช่วงตลาดขาลงได้ดี  เพราะการซื้อจากราคาตลาดที่ถูก  เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับทำให้ทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า  เหมือนเราซื้อของดีและได้ราคาส่วนลดมาสูง  หุ้นหลายตัวที่กองทุน Windsor หามามักจะมี P/E ต่ำกว่าตลาดประมาณ 40-60% ซึ่งอาจหาได้ค่อนข้างง่ายในตลาดขาลง  และหาได้ยากขึ้นในตลาดขาขึ้น
            จอห์น  เนฟฟ์  ย้ำว่า  หุ้นเติบโตที่มีชื่อเสียงโ่ด่งดัง  มักจะมี P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาทำให้นักลงทุนสนใจ  และความสนใจของนักลงทุนก็จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอีก  แต่ก็จะทำได้จนถึงระดับหนึ่งเท่านั้น  ในที่สุดอัตราการเติบโตก็กลับสู่ภาวะปกติ  ราคามักจะปรับตัวลดลงมาก  ทำให้นักลงทุนที่เข้าไปทีหลัง  ซื้อหุ้นในราคาที่สูง  และเกิดการขาดทุนได้

           ดังนั้น  การลงทุนของกองทุน Windsor จึงมักจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/E ประมาณ 8-11 เท่า  ซึ่งปลอดภัยกว่าหุ้นที่มี P/E เริ่มแรก 40 เท่า ที่ P/E อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 55 เท่า แต่เวลาที่ตลาดเป็นขาลง  ราคาของหุ้นที่มี P/E สูงๆ เช่นนี้ ก็จะปรับตัวลดลงเร็วกว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ

 คุณลักษณะที่ 2 เป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ

            แม้ว่า  จอห์น  เนฟฟ์  จะตั้งต้นคัดเลือกหุ้นที่มี P/E ต่ำ  แต่ก็ต้องคอยดูปัจจัยพื้นฐานว่าแข็งแกร่งหรือไม่  ตัวแปรหนึ่งก็คือ "ผลการดำเนินงานของธุรกิจ" ผ่านตัว "กำไร" ว่าเติบโตดีหรือไม่  เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้น  จะทำให้ตลาดสนใจและทำให้ P/E สูงขึ้น  จอห์น เนฟฟ์ แนะนำให้ดูข้อมูลกำไร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งผมขอสรุปเป็นภาพดังนี้

            

          "Historical Earnings" และ "Trailling Earnning" คือ กำไรที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งเราต้องนำมาวิเ้คราะห์ว่า  ที่ผ่านมาเติบโตอย่างไร  สะท้อนถึงความสำเร็จของกิจการและความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน  เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน  ทำให้แน่ใจว่าได้ของดี ราคาถูก แต่ "Forecasted  Earnings" เป็นสิ่งที่ต้องประมาณการขึ้น  เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงอนาคตของกิจการ  นักลงทุนต้องจินตนาการอนาคตของบริษัทและอุตสาหกรรมนั้นให้ได้  และต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัท  ซึ่งเป็นการยากที่บริษัทต่างๆ จะสามารถทำกำไรในแต่ละปีให้เพิ่มขึ้นตลอดไปได้  ผลกำไรอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง  เปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งขึ้นลงไปมา

          กองทุน Windsor เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ดี  จึงค้นหาบริษัทที่มีอัตราการเติบดตของกำไรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ  โดยกำหนดเกณฑ์ว่าถ้าอัตราการเติบโตของกำไรต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 20% ก็จะขายหุ้นนั้นออก  โดยให้ความเห็นว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงๆ มักจะมีความเสี่ยงมากเกินกว่าที่ต้องการ

          ส่วนการพยากรณ์กำไรไปข้างหน้า  จอห์น  เนฟฟ์ เห็นว่าระยะเวลา 5 ปี มีความเหมาะสม เพราะมีความยาวนานพอที่จะพิสูจน์ความสามารถทางการตลาดราคา  และการแข่งขันของธุรกิจ  อย่างไรก็ดี  การพยากรณ์ไปข้างหน้าเป็นเวลานานๆ ให้แม่นยำ  อาจทำได้ยาก ควรพิจารณาปรับตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมด้วย เช่น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี  ตัวสินค้าอาจมีอายุไม่ยาวนาน  การพยากรณ์กำไรทำได้ยากกว่าหุ้นของอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์ทีึ่มีอัตราเติบโตต่ำ เช่น  ปูนซีเมนต์และทองแดง  เป็นต้น

           วิธีการลงทุนของ จอห์น  เนฟฟ์  แตกต่างจากวิธีของนักลงทุนประเภทที่ลงทุนตามสภาวะตลาด (Momentum  Investor) แม้จะสนใจตัวกำไรของบริษัทเหมือนกัน แต่ Momentum Investor มักตั้งความหวังในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง  ดังนั้น  เมื่อกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสลดลง จึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงได้ ส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำไรเพียงเล็กน้อย  ก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึกสดใส  ราคาหุ้นจึงขึ้นได้  โดยธรรมชาติแล้ว  ถ้าบริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการออกมาใกล้เีคียงกับเป้าหมายที่คาดไว้  ราคาตลาดก็ควรขยับตัวเข้าใกล้ราคาเป้าหมาย แต่สำหรับหุ้นที่มี P/E สูงๆ หากความคาดหวังในเป้าหมาย กำไรที่เติบโตสูง มีการพลาดเป้าแม้เพียงเล็กน้อย  ก้จะทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และมีกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคตได้

คุณลักษณะที่ 3 เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคงที่

  

     
         เป็นการประมาณโดยคร่าวๆ ว่า ถ้าลงทุนซื้อหุ้นในขณะนั้นแล้วถือไว้เมื่อได้รับเงินปันผลมา  จะคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเท่าไร ถ้าเราซื้อและถือหุ้นไว้เป็นระยะเวลานานๆ Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเห็นกระแสเงินสดรับจากการถือหุ้น (เงินปันผล) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่เราจะได้รับอย่างสม่ำเสมอจากผลการดำเนินงานของบริษัท  การมีบริษัทที่ดีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอและได้รับเงินปันผลดีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้อัตราผลตอบแทนของพอร์ตอยู่ในระดับที่ดีสม่ำเสมอ  ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจกับการขึ้นลงของราคาหุ้น เพราะตราบใดที่ยังไม่ขายออก  กำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างของราคาก็ยังไม่เกิดขึ้น

        เนื่องจากกลยุทธ์การลงทุนของจอห์น เนฟฟ์ เน้นที่หุ้น P/E ต่ำ ซึ่งราคาตลาดมักจะมีราคาถูก  จึงทำให้โดยเปรียบเทียบแล้ว  เมื่อได้รับเงินปันผลตอบแทนกลับมา Dividend Yield จะมีอัตราสูง (เพราะราคาเป็นตัวหาร) สำหรับคนที่ลงทุุนแล้ว  รอที่จะขายโดยมีความหวังว่าจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขายนั้น Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก  โดยเปรียบเปรยไว้ว่า "Yield ที่ดีกว่าอย่างน้อยก็ทำให้คุณมีออร์เดิร์ฟ (เงินปันผล) ไว้รับประทานเล่นระหว่างรออาหารจานหลัก (กำไรจากการขาย)" 

         อย่างไรก็ตาม  ในภาวะตลาดขาขึ้น  และราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นการยากที่ Dividend Yield จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องทำให้ Dividend หรือเงินปันผลมีอัตราที่โตกว่าการเพิ่มขึ้นของราคา  คนที่เข้าซื้อหุ้นนี้ทีหลังก็มักจะมีต้นทุนสูงกว่า คนที่ซื้อคนแรก ผมจึงคิดว่า จอห์น เนฟฟ์ พยายามบอกเราเมื่อมาถึงตรงนี้ว่า ให้เราหาของถูก (หุ้น P/E ต่ำ)  พื้นฐานดี (กำไรดี  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี) Dividend Yield ที่ขยับสูงต่อไปไม่ได้หรือเริ่มลดลง  อาจเป็นสัญญานเตือนให้ปรับพอร์ต  และเริ่มขายออกก็ได้

คุณลักษณะที่ 4 เป็นหุ้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีของอัตราผลตอบแทนโดยรวมกับค่า P/E ที่ซื้อ

           อัตราผลตอบแทนโดยรวม (Total Return) ในที่นี้ คำนวณได้จาก

   


         อธิบายได้ว่า  หุ้นที่มีราคาตามหน่วยของ P/E 1 หน่วย  สร้างผลตอบแทนจากกำไรและเงินปันผลได้เท่าไร  ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้ Total Return มีค่ามากนั่นหมายความว่า  ถ้าได้หุ้นที่ P/E ต่ำ  กำไรเติบโตดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีค่าสูงขึ้น

          ดังนั้น  หุ้นที่เราเลือกมากจึงควรเป็นหุ้นที่มี Total Return สูงมากๆ ที่จริงแล้ว  ผมเห็นว่าคุณลักษณะที่ 4 นี้  ไม่มีอะไรใหม่  เพราะเป็นการรวมคุณสมบัติที่ 1 ถึง 3 เข้าด้วยกันเป็นอัตราส่วนเดียว เพื่อยืนยันว่า "เป็นของดี  ราคาถูก"

คุณลักษณะที่ 5 เป็นหุ้นที่มีความผันผวนตามวะฏจักรเศรษฐกิจซึ่งจะถูกชดเชยด้วย P/E 

           หุ้น P/E ต่ำที่กองทุน Windsor เลือกมามีหลายประเภท  แม้หุ้นที่เรียกว่า "หุ้นวัฏจักร" (Cyclical  Stocks) จอห์น  เนฟฟ์  ก็ลงทุนด้วย  โดยในบางขณะกองทุน Windsor มีหุ้นวัฏจักรถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นในพอร์ตการลงทุนซึ่งหุ้นวัฏจักรที่  จอห์น เนฟฟ์ ลงทุน ได้แก่ หุ้นของบริษัทผลิตรถยนต์  เคมีภัณฑ์ และอลูมิเนียม หุ้นเหล่านี้มักมีราคาผันผวนขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ ในช่วงที่วัฏจักรรุ่งเรือง ราคาจะสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงหลังจากจบวงจร ราคาหุ้นก้ลดลงอย่างมาก ดังนั้น จังหวะในการเข้าซื้อควรจะเป็นช่วงหลังจากจบวงจร ซึ่งราคาหุ้นลดลงอย่างมาก (P/E จึงต่ำ  ทำให้ชดเชยความเสี่ยงด้านราคาไปได้มาก)  และเมื่อถึงช่วงรุ่งเรือง  กำไรของธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น  มีความต้องการซื้อหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น  กองทุน Windsor จะถือว่าเป็นจังหวะที่จะขายหุ้นกลุ่มนี้

           จอห์น เนฟฟ์ ย้ำว่า ช่วงจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ  นักลงทุนทุกคนล้วนอยากซื้อเมื่อถึงจุดต่ำสุด  และขายเมื่อวัฏจักรถึงจุดสูงสุด  ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำไว้ก่อน  จะทำให้ปลอดภัยเพราะมีต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนี้ ถ้าเรามีการติดตามสภาวะและแนวโน้มของกำไรจากการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอระหว่างการลงทุน  เราจะสามารถช่วงชิงจังหวะการขายออก  เพื่อทำกำไรได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไป  และโปรดจำไว้ว่า อย่าลงทุนเมื่อบริษัทมีกำไรสูงสุด (เพราะราคาจะขึ้นไปสูง  ทำให้ P/E มีค่าสูงเกินไป)

คุณลักษณะที่ 6 เป็นหุ้นของบริษัทที่มั่นคงแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

        หุ้นที่กองทุน Windsor สนใจจะมีลักษณะดังนี้
  • เป็นบริษัทที่มีตำแหน่งการตลาดที่เข้มแข็ง  มีศักยภาพในการเติบโตซึ่งมีค่า P/E ต่ำ
  • อาจเป็นหุ้นเติบโต ( Growth  Stock ) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  แต่ไม่มีคนสนใจ (ราคาจึงถูก)
  • หรืออาจเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ชั้นแนวหน้า  แต่เผชิญข่าวร้าย ทั้งที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (ราคาจึงยังถูก)
  • วงจรธุรกิจของบริษัทเหล่านี้  กำลังจะกลับมารุ่งเรือง ซึ่งอาจเกิดจากทั้งปัจจัยภายนอก และ/หรือ การดำเนินกลยุทธ์ภายในของบริษัทเอง
  • เจาะดูฐานะการเงิน  และการทำกำไรต้องดี

คุณลักษณะที่ 7 เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

         ในข้อนี้ผมคิดว่า  จอห์น  เนฟฟ์  คงจะอธิบายประเด็นด้านปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่อธิบายในคุณลักษณะที่ 6 โดยสิ่งที่ควรพิจารณาหุ้นของบริษัทเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่
  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่ายอดขายที่เป็น "จำนวนเงิน" และ "จำนวนหน่วย" ถ้ายอดขายที่เพิ่มขึ้น มาจากทั้งราคาและปริมาณ  จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธุรกิจ
  • ตรวจสอบการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ทำได้ตามกำหนดหรือไม่ ถ้าไม่ทัน  อาจจะกระทบต่อยอดขาย  กำไร  และราคาหุ้นให้ลดลงได้
  • อย่าสนใจแต่กำไรสุทธิ ซึ่งเป็น Bottom Line ให้กลับมาดู BITDA (Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization) หรือกำไรจากการดำเนินงานชนิดหนึ่งที่ดูจำนวนเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เราไม่ต้องจ่ายเงินไปจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (Amortization)  ยิ่ง EBITDA สูงเท่าไร  ก็แสดงว่าบริษัทจะจ่ายคืนภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีได้ดีเท่านั้น
  • พิจารณากระแสเงินสดของบริษัท  เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าบริษัทได้เงินมาจากไหน เอาไปใช้ทำอะไร ใช้เงินทุนผิดประเภท ไม่เหมาะสมและจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตหรือไม่ในหลายๆ กรณี  กระแสเงินสดมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาของบริษัท
  • พิจารณาค่า ROE (Return on Equity) 
        


         ยิ่งค่า ROE สูง ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีในการใช้เงินของผู้ถือหุ้น  มาสร้างผลการดำเนินงาน  ผลกำไรให้ธุรกิจ  ซึ่งจะส่งผลดีกลับมายังผู้ถือหุ้น  ผ่านโอกาสการรับเงินปันผลที่สูงขึ้นในงวดถัดไป  และ/หรือ ผ่านมูลค่าธุรกิจที่อาจดีขึ้นในอนาคต  ถ้าบริษัทนำกำไรไปขยายการลงทุนต่อ  ทำให้มีโอกาสได้รับกำไรส่วนเกิน (Capital Gain) ในอนาคตด้วยคับ

Sunday, February 23, 2014

วิธีเปรียบเทียบหุ้นถูก-หุ้นแพง คุณภาพ VS ราคาหุ้น ลงทุนหุ้น VI

       

                ในการซื้อของเรามักจะเปรียบเทียบคุณภาพสินค้ากับราคา  เราชอบซื้อสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาต่ำ  หลายคนแย้งว่า  คุณภาพสูงแต่ราคาต่ำนั้นไม่มี  สินค้าที่ราคาต่ำก็มักจะมีคุณภาพต่ำไปด้วย  อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น

          ในชีวิตประจำวันของคนเรา  มีคนหลายๆ คนที่นิยมใช้สินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อยี่ห้อโปโล รองเท้าไนกี้  นาฬิกาสว๊อต  กีตาร์มาร์ติน หรือ Gibson  แต่ไม่ใคร่จะมีสตางค์มากนัก  เรียกว่า  รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ  คนเหล่านั้นไม่หมดความหวังที่จะได้สินค้าดังกล่าว  วิธีการก็คือ  คุณๆ เหล่านั้นจะหมั่นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ เป็นประจำ  วันดีคืนดีก็อาจจะเจอสินค้าเป้าหมายประกาศลดราคาแบบ Amazing Sale คือลดลงมา 40 - 70 เปอร์เซนต์ก็มี  คนกลุ่มนี้ก็จะไม่รอช้า  รีบซื้อสินค้าทันที  เพราะเฝ้ารอดูราคาสินค้ามานาน  เมื่อวานยังเห็นติดป้าย  7,000 บาท  แต่วันนี้สินค้าตัวเดียวกัน  ราคาเหลือ 3,500 บาท  ก็ต้องรีบตะครุบทันทีก่อนที่ของหมด

       เรื่องนี้  ผมเห็นว่าเอามาใช้กับเรื่องของการซื้อหุ้นได้  นั่นคือ  คุณต้องรู้ก่อนว่า  หุ้นบริษัทไหนดี  ราคาควรจะเป็นเท่าไร  เสร็จแล้วเฝ้ารอว่า  เมื่อไหร่หุ้นตัวนั้นจะลดราคาขายแบบ Grand Sale คือราคาตกลงมาจากราคาที่ควรจะเป็นอย่างมหาศาล  เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น  คุณต้องรีบซื้อหุ้นตัวนั้นในทันทีเพราะถ้าช้า  ราคาอาจขึ้นกลับไปที่เดิม  และคุณซื้อไม่ลง

       คุณภาพของหุ้น

         หุ้นคุณภาพดีนั้น  เราวัดที่ความสามารถในการทำกำไรว่า  กำไรของบริษัทเติบโตมากน้อยแค่ไหน  พูดให้ชัดก็คือ  กำไรต่อห้น (Earnning per Share : EPS)  เติบโตปีละกี่เปอร์เซนต์โดยเฉลี่ย

         การเจริญเติบโตที่ว่านี้  จะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 5-6 ปีข้างหน้าเพราะฉะนั้นบางบริษัทที่มีกำไรก้าวกระโดดมากๆ เป็น 100 เปอร์เซนต์ต่อปี  เช่น กรณีของบริษัทสื่อสารโทรศัพท์มือถือในช่วงแรกๆ  ของการดำเนินงานนั้นเราจะถือว่าบริษัทนั้นเติบโต 100 เปอร์เซนต์ต่อปีไม่ได้  เพราะถ้าให้โตอย่างนี้เพียงแค่ไม่กี่ปี  บริษัทก็จะมีกำไรมากกว่ากำไรของบริษัทอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันในเวลาไม่กี่ปี  ดังนั้นเราจะต้องลดปริมาณการเติบโตนี้ลงมา  ไม่ใช่เหลือ 50 เปอร์เซนต์  แต่จะต้องเหลือ 20-25 เปอร์เซนต์ต่อปีเท่านั้น  ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตสูงมากอยู่แล้ว  เพราะถ้าธุรกิจเติบโตตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ  ก็จะเติบโตเพียงปีละไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น

         นอกจากการเจริญเติบโตแล้ว  เรื่องของความมั่นคงในการทำกำไรก็เป็นตัววัดคุณภาพที่สำคัญ  กำไรที่ขึ้นๆ ลงๆ ผันผวนมาก  ทำให้คุณภาพของหุ้นหย่อนลง  แต่การวัดเป็นตัวเลขว่า  กำไรของบริษัทมั่นคงมากน้อยแค่ไหนนั้นยุ่งยาก  เอาเป็นว่า  คุณรู้อยู่ในใจว่าคุณภาพในด้านความมั่นคงของกำไรบริษัทดีหรือเลวอย่างไร  แค่ไหน  โดยไม่ต้องวัดค่าออกมาเป็นตัวเลข

         นอกจากความมั่นคงของกำไรแล้ว  คุณภาพของบริษัทยังดูได้จากความเข้มแข็งของสินค้าของบริษัท  ฐานะการเงิน  และอื่นๆ อีกมาก  ซึ่งผลได้กล่าวถึงไว้แล้ว  แต่วัดออกมาเป็นตัวเลขตัวเดียวยาก  ดังนั้นในชั้นนี้  สิ่งที่เราสนใจและจะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการดูว่าธุรกิจมีคุณภาพดีแค่ไหนก็คือ  การเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัท

         ถ้าจะถามว่า  โตเท่าไรถึงจะเรียกว่าดี  ผมใช้สามัญสำนึกและประสบการณ์เสนอว่า

  • ถ้าโตต่ำกว่า 7 เปอร์เซนต์ต่อปี   ถือว่าเป็นประเภทโตช้า
  • 7-15 เปอร์เซนต์ต่อปี  ถือว่าโตปานกลาง และ
  • 15 เปอร์เซนต์ขึ้นไป  ถือว่าโตเร็ว  หรือเป็นหุ้นคุณภาพดี
       ในการที่จะคำนวณว่า  หุ้นตัวที่เราสนใจนั้นโตปีละกี่เปอร์เซนต์  บางทีผมขี้เกียจจะคำนวณ  เพราะต้องหาข้อมูลย้อนหลังมาก  นอกจากนั้นถึงจะได้ข้อมูลมาและคำนวณได้ว่าโตกี่เปอร์เซ็นต์ในอดีต  ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอนาคตจะโตกี่เปอร์เซนต์  เพราะอนาคตไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกับอดีต  ถ้าอย่างนั้น  ผมใช้อะไรวัด ?

        ใช้กึ๋นครับ !!

        ผมจะดูว่า  บริษัทนั้นทำอะไร  ถ้าเป็นธุรกิจสิ่งทอ  ผมคิดว่าตอนนี้บ้านเรามีเสื้อผ้าใส่กันเกือบทุกคน  เด็กใหม่ก็เกิดน้อย  ผู้ผลิตเสื้อผ้าก็มีเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นสิ่งทอหน้าจะเป็นธุรกิจที่โตช้า  ผมให้โตอย่างมาก 5-7 เปอร์เซนต์ต่อปี

         ส่วนเป๊ปซี่นั้น  ถึงแม้คนไทยจะเพิ่มขึ้นไม่มาก  แต่คนมีเงินมากขึ้น  เด็กๆ เริ่มโตเป็นวัยรุ่นมากขึ้น  คนเหล่านี้นิยมดื่มน้ำอัดลมมากขึ้น   ผมให้คะแนนว่าเป็นบริษัทที่น่าจะเติบโตปานกลางสัก 12 เปอร์เซนต์ต่อปี  

         ส่วนหุ้นพิซซ่า, แกรมมี่ หรือโทรศัพท์มือถือ  พวกนี้เป็นเรื่องของ New Generation  หรือคนรุ่นใหม่  มาทีหลังเป๊ปซี่นาน  เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเติบโตเท่ากับแป๊ปซี่  ซึ่งมีขายอยู่แล้วแทบทุกหมู่บ้านในประเทศไทย  ดังนั้นสำหรับพิซซ่าหรือแกรมมี่  หรืออินเตอร์เนต  อาจจะถือเป็นธุรกิจที่โตเร็ว  คุณภาพสูงและมีการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น 15-20 เปอร์เซนต์ต่อปี


         ราคาหุ้น

         ต่อมาก็คือ  วิธีการดูว่า   หุ้นมีราคาถูกหรือแพง  ซึ่งดูง่ายกว่าเรื่องคุณภาพ

         ยกตัวอย่างเช่น  หุ้น  ก. มีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับ 100 บาท  ส่วนหุ้น ข. มีราคา 10 บาท  แปลว่าหุ้น ก. เป็นหุ้นแพง และหุ้น ข. เป็นหุ้นถูกใช่หรือไม่ ?

         คำตอบคือ "ไม่ใช่!!"
 
         หุ้น ก. เป็นหุ้นราคาสูง  แต่อาจจะไม่แพง  ในขณะที่หุ้น ข. เป็นหุ้นราคาต่ำแต่อาจจะแพงมาก  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า  กำไรต่อหุ้นของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าบริษัท ก. มีกำไรต่อหุ้น 20 บาทต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. มีกำไรเพียง 1 บาทต่หุ้น  ก็แปลว่า ถ้าเราต้องการผลตอบแทน 20 บาทต่อปี เราต้องลงทุนซื้อหุ้น ก. 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 100 บาท หรือเราจะซื้อหุ้น ข. เราก็จะต้องซื้อถึง 20หุ้น คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายถึง 200 บาท เห็นได้ชัดว่า หุ้น ข. แพงกว่าหุ้น ก. ถึงหนึ่งเท่าตัว

        ในการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพงนั้น  เราต้องเปรียบเทียบราคาหุ้นกับผลกำไรต่อหุ้นดังที่กล่าว  อัตราส่วนนี้มีชื่อเรียกว่า P/E Ratio หรือ ค่า P/E ซึ่งหาโดยใช้ราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้นในระยะเวลา 1 ปี เรียกทัพศัพท์เป็นภาษาไทยว่า  พีอีเรโช

       ในกรณีของหุ้น ก. ค่า P/E เท่ากับ 100/20 หรือเท่ากับ 5 เท่า  ขณะที่หุ้น ข. มีค่า P/E เท่ากับ 10/1 หรือ 10 เท่า  ในกรณีอย่างนี้  ถือว่าหุ้น ก. ถูกกว่าหุ้น ข.

      กล่าวโดยสรุปก็คือ  หุ้นที่มีค่า P/E สูง  ถือว่าเป็นหุ้นแพง ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำถือเป็นหุ้นถูก
       
      P/E ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าแพง  และขนาดไหนถึงจะเรียกว่าถูก เราอาจเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้นทั้งตลาด  ซึ่งก็แสดงอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน เช่น ภาวะปัจจุบัน P/E ทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ฉะนั้นหุ้นที่มี P/E เกิน 10 เท่า ก็ถือว่าแพงกว่าหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ย  ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกกว่าหุ้นอื่นๆ โดยทั่วไป

     ในบางครั้ง P/E ของตลาดเคยขึ้นไปสูงถึงเกือบ 30 เท่า นั่นคือ ช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์บูมมาก ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยจึงมีราคาแพงมาก  ในขณะที่ปัจจุบัน P/E อยู่ในระดับประมาณ 10 เท่า ถือว่าหุ้นโดยทั่วไปในช่วงนี้ถูกสุดๆ

     แต่ถึงหุ้นจะถูก  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรซื้้อ  เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วว่า  ราคาต้องเปรียบเทียบกับคุณภาพเสมอ  หุ้นราคาถูกแต่เน่า  จะเอาไปทำอะไร?

     คุณภาพ VS ราคาหุ้น 

       ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของหุ้นนั้น  จะต้องเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของหุ้นหรือของกิจการกับราคาหุ้นที่จะซื้อ  ซึ่งหลังจากที่ได้อธิบายว่าจะวัดคุณภาพออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร  และราคาจะต้องปรับอย่างไรเพื่อให้ได้มาตรฐาน  เราก็สามารถนำมิติทั้งสองด้านนั้นมาเปรียบเทียบกัน  ก็จะได้อัตราส่วนความคุ้มค่าเรียกว่า  PEG  Ratio ซึ่งเกิดจากการเอา P/E ของหุ้นตั้งและหารด้วย G (Growth) หรือการเจริญเติบโตของกำไร

       ถ้าอัตราส่วนออกมาน้อยกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E ต่ำกว่าการเจริญเติบโตของกำไร  แสดงว่าหุ้นมีราคาถูก  เพราะราคา (ซึ่งแทนด้วยค่า P/E) ต่ำกว่าคุณภาพ (ซึ่งแสดงด้วยการเจริญเติบโตของกำไร)

       ในทางตรงกันข้าม  ถ้า PEG มีค่ามากกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E สูง  แต่การเจริญเติบโตต่ำ  แสดงว่าหุ้นมีราคาแพงเกินกว่าคุณภาพ  ไม่น่าสนใจที่จะซื้อ

       ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องของหุ้น ก. ซึ่งมี P/E เพียง 5 เท่า และหุ้น ข. ซึ่งมี P/E 10 เท่า  เราบอกว่าหุ้น ก. มีราคาถูก และหุ้น ข. มีราคาแพง แต่ถ้าสมมติว่า  กำไรของบริษัท ก.นั้น ถึงแม้ว่าจะมาก  แต่วิเคราะห์ดูแล้ว อนาคตคงไม่เติบโตขึ้นอีกเท่าไร  ประมาณให้เพียง 2.5 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในขณะที่บริษัท ข. นั้นกำไรมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปอีกมาก  เพราะอยู่ในธุรกิจที่โตเร็ว และบริษัทเป็นผู้นำ  คาดว่าจะโตถึง 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5-6 ปีข้างหน้า  คำนวณค่า PEG พบว่า  หุ้น ก. มีค่า PEG เท่ากับ 5/2.5 เท่ากับ 2 เท่า  มากกว่า 1 ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน  ในขณะที่หุ้น ข. มี PEG เท่ากับ 10/20 เท่ากับ 0.5 เท่า  น้อยกว่า 1 เป็นหุ้นที่คุ้มค่า น่าลงทุนกว่า

        อย่างไรก็ตาม  การใช้ค่า PEG นั้น โดยส่วนตัวผมไม่ใช้เป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกหุ้นบริษัทหนึ่งเหนือหุ้นอีกบริษัทหนึ่ง  โดยดูว่ามีค่า PEG ต่ำกว่าแต่เพียงอย่างเดียว   เพราะค่า G หรือการเจริญเติบโตของกำไรนั้น  เป็นค่าที่เกิดจากการคาดการณ์อนาคตไปหลายปี  เอาแน่เอานอนไม่ได้  แต่ค่า P/E เป็นค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงกว่า  โดยเฉพาะค่า P หรือราคาหุ้นนั้น  เป็นของจริงที่เราต้องควักกระเป๋าจ่าย

       ดังนั้นในหลายๆ กรณี  ผมจะให้ความสำคัญแก่ค่า P/E มากกว่า เช่น ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า P/E เพียง 3-4 เท่า  ซึ่งถือว่าต่ำมาก แบบนี้แม้ผมจะดูว่ากำไรของบริษัทไม่โตเลย  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุนเพราะค่า P/E ที่ 3-4 เท่า   นั้นหมายความว่า  ค่า E/P หรือผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนซื้อหุ้น จะเท่ากับ  25-33 เปอร์เซ็นต์  ไม่จำเป็นที่กำไรจะต้องโต  ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน

       ในทางตรงกันข้าม  หากค่า P/E สูงมาก เช่น เท่ากับ 20 เท่า  แม้จะดูว่าบริษัทเป็นประเภทเติบโตเร็วไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซนต์ต่อปี  ผมก็อาจจะไม่สนใจซื้อหุ้นตัวนี้  เพราะถ้าการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาด  ราคาหุ้นอาจตกลงมาได้มาก  เนื่องจากเป็นหุ้นราคาแพง.