Showing posts with label พัฒนาการ. Show all posts
Showing posts with label พัฒนาการ. Show all posts

Sunday, March 6, 2016

FinTech กับพัฒนาการของภาคการเงิน / โดย ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์


ในปัจจุบันนวัตกรรมใหม่และพัฒนาการด้านเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีการดำเนินชีวิตของเราอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต, การสื่อสาร Telecommunication)และเครื่องมือสื่อสาร (Mobile Device เช่น Smartphone, Tablet) สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุคDigital Mobile และเปลี่ยนแปลง lifestyle จากเดิมที่เคยมีคอมพิวเตอร์ PC หรือ Notebook กลายมาเป็นการที่ทุกคนหรือเกือบทุกคนมี Smartphone หรือ Tablet และใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับ Mobile Deviceทั้งสำหรับการสื่อสาร บันเทิง การค้นหาข้อมูลหรือทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ และในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้บริการทางด้านเงินในรูปแบบใหม่ๆหรือ FinTech นับวันจะก้าวหน้ามากขึ้น

 FinTech เป็นคำย่อมาจาก “Financial Technology” หมายถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีและพัฒนาการด้านการสื่อสารมาช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทางการเงินมีความสะดวกต่อผู้ใช้และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับ Lifestyle ของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ในอดีตการมีบัตร ATM ช่วยให้เราสามารถเบิกเงิน โอนเงิน หรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้โดยง่าย แต่ในปัจจุบัน แทบทุกธนาคารได้ให้บริหาร Online Bankingซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้จาก Mobile Device เป็นต้น

ในบางครั้งเราอาจจะไม่เห็นพัฒนาการของ FinTech ที่ช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้นอย่างชัดเจน แต่ FinTech ก็อยู่เบื้องหลังธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Braintree ที่เป็นผู้พัฒนาระบบการชำระเงินแบบ Online สำหรับ Consumer Application ในมือถือ โดยมีภาพรวมการใช้บริการโดยรวมต่อปีอยู่ที่ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการใช้บริการผ่าน mobile กว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันนั้น Braintree ถูกบริษัท Paypal ซื้อไปแล้ว  นอกจากนี้ Application ยอดนิยมอย่าง Airbnb ที่ให้บริการจองที่พักในต่างประเทศจากเจ้าของโดยตรง ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จด้วย FinTech และเช่นเดียวกับกรณีของ Uber ที่ให้บริการรถแท็กซี่โดยบุคคลทั่วไปที่มีให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก ก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยความคิดสร้างสรร ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากการทำธุรกรรทางการเงินและการชำระค่าบริการแล้ว FinTech ยังครอบคลุมไปถึงการลงทุนและการระดมทุนอีกด้วย เช่น บริษัท Motif Investment ที่เป็น Broker ซึ่งเสนอการให้บริการการลงทุนทางออนไลน์เป็นแบบตระกร้าหุ้นหรือพอร์ตลงทุนที่เรียกว่า Motif โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกพอร์ตการลงทุนในแนวคิดต่างๆ ที่บริษัทนำเสนอ ได้แก่ ด้านแนวคิดของกลยุทธ์การลงทุน Trading Strategy) แนวคิดการลงทุนในอุตสาหกรรม (Sector) เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ ภาคการขนส่ง Digital Dollar (หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเรื่องการชำระเงิน) เป็นต้น ซึ่งบริษัทมีให้เลือกหลากหลายโดยเป็นการลงทุนในหุ้นหรือ ETF นอกจากนี้ยังเปิดให้ผู้ลงทุนสร้าง motif หรือพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้และหากสมัครใจ ผู้ลงทุนสามารถเลือกที่จะแบ่งปันพอร์ตลงทุนของตนเองให้ผู้ลงทุนรายอื่นสามารถนำไอเดียการลงทุนไปใช้ ซึ่งผู้ลงทุนจะสามารถได้รับผลตอบแทนเพิ่มอีกด้วยในกรณีที่มีผู้ลงทุนรายอื่นซื้อ Motif จากแนวคิดของตน

 อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท Circleup ที่ให้บริการ Crowfunding สำหรับธุรกิจใหม่ในกลุ่ม Consumer Product ที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อการระดมทุนระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจและผู้ลงทุน โดยปัจจุบัน Circleup ให้ข้อมูลว่าได้สนับสนุนให้ 149 บริษัทระดมทุนรวมได้ถึง 180 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่ใช้ประมาณ 2-3 เดือน และค่าเฉลี่ยในการระดมทุนถึง 1 ล้านเหรียญ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า FinTech เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายประเภทให้มีความสำเร็จและเชื่อว่าธุรกรรมเหล่านี้จะผสานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในอนาคต ทั้งนี้ ในต่างประเทศนั้นให้ความสำคัญอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้ง FinTech Club ของสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง เช่น Wharton School of Business, MIT Sloan School of Business หรือแม้กระทั่งนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ยังได้มีการจัดลำดับ Top 50 FinTech Company ขึ้นในปี 2015(บริษัทที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ทั้ง 3 บริษัท ก็อยู่ในกลุ่ม Top 50) สำหรับในประเทศไทย องค์กรและบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น AIS, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น ได้หันมาให้ความสำคัญกับFinTech ผ่านการจัดตั้งกองทุนและโครงการให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท Startup ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับFinTech ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนธุรกิจ Start up ให้เติบโตและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศได้

แม้ว่า FinTech จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาให้ภาคการเงินเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วขึ้นด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกลง สร้างโอกาสการลงทุน รวมถึงเปิดช่องทางการระดมทุนใหม่ๆ แล้ว แต่พัฒนาการของ FinTech ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจของผู้ใช้ในระบบความปลอดภัยของการทำธุรกรรมในช่องทางเหล่านี้ รวมถึงข้อจำกัดทางด้านกฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลธุรกรรมเหล่านั้น ซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาของ FinTech ของประเทศไทยให้เติบโตได้ในอนาคต จะเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของทั้งผู้กำกับดูแลและภาคธุรกิจในการพัฒนากฎหมายและเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือได้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อให้การพัฒนา FinTech ในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการต่อยอดสู่การขยายเศรษฐกิจไทยในอนาคต

Friday, February 20, 2015

ที่สุดของVI / โดย คนขายของ




  พัฒนาการของการเป็นนักลงทุนนั้นผมเชื่อว่าคล้ายกับช่วงชีวิตของคนเราที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงอายุ เช่นตอนเป็นเด็กก็ชอบของเล่น เป็นวัยรุ่นก็สนใจเรื่องแฟน โตมาหน่อยก็เรื่องหน้าที่การงาน หรือจะว่าอีกอย่าง พัฒนาการของนักลงทุนคงคล้ายกับวงจรผีเสื้อซึ่งตอนแรกเกิดมาเป็นหนอนแล้วกลายมา เป็นตัวอ่อน มาเป็นดักแด้ แล้วค่อยกลายมาเป็นผีเสื้อที่สวยงาม ในบทความนี้ผมได้ลองแบ่งพัฒนาการ การลงทุนออกเป็นสี่ระยะด้วยกัน เราลองมาดูกันนะครับว่าแต่ละช่วงมีรายละเอียดเป็นอย่างไรกันบ้าง

          พัฒนาการแรกขอเรียกว่าระยะ “ตั้งหลัก” หากคุณเป็นคนที่เรียนจบมาที่บ้านไม่ได้มีเงินทองมากองให้ ไม่มีกิจการร้านรวงอะไร ส่วนใหญ่หลังจากจบมาแล้วได้ใช้เงินไปกับการเที่ยวเตร่ตามประสาคนเริ่มมี เงินเดือนได้สักปีสองปีก็เริ่มรู้สึกตัวได้ว่าต้องเริ่มเก็บออม ในระยะนี้บางคนเริ่มสนใจลงทุนบ้างแล้วแต่ก็ รู้สึกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นน้อยกว่ารายได้จากการทำงานมากๆ การประหยัดอดออมจึงเป็น หัวใจหลักสำหรับในช่วงนี้ที่จะทำให้มูลค่าพอร์ตเติบโตไปได้ ความรู้ในการลงทุนก็มีไม่มาก ดังนั้นโอกาส ขาดทุนมีสูงมากและอาจจะเป็นตัวฉุดมากกว่าตัวเสริมความมั่งคั่งด้วยซ้ำ

          พัฒนาการที่สองขอเรียกว่าระยะ “วัยเรียน” ในช่วงนี้หลังจากที่การออมเริ่มเห็นผล จะเป็นช่วงที่นักลงทุน ขยันเสาะหาความรู้เรื่องการลงทุนมากขึ้นเพราะเงินลงทุนก้อนเริ่มใหญ่ขึ้น แต่เนื่องจากความรู้และ ประสบการณ์ยังไม่มาก ผลก็เลยออกมาแบบแพ้ชนะสลับกันไป ได้มาบ้างเสียไปบ้าง ขายตัวนั้นไปได้กำไรมา ซื้อตัวใหม่มากลับขาดทุน ทั้งนี้เพราะยังเห็น “ภาพใหญ่” ของการลงทุนไม่ชัดเจน ยังเหมือนตาบอดคลำช้าง อยู่ มองการลงทุนออกเป็นส่วนๆ ความรู้ที่สะสมมายังไม่ตกผลึก ทำให้ต้องเร่งขวนขวายมากขึ้น รายได้จาก การทำงานกับรายได้จากการลงทุน เริ่มมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน การออมยังคงมีความสำคัญต่อการสร้าง ความมั่งคั่ง

          พัฒนาการที่สามขอเรียกว่าระยะ “เติบโต” หลังจากอดออมมานาน พัฒนาความรู้เรื่องการลงทุนมาพอสมควร เริ่มมีความชำนาญมากขึ้น ไม่ได้ตัดสินใจในการลงทุนด้วยอะไรเพียงอย่างเดียวเช่น ดูเฉพาะค่าPE หรือ ดูเฉพาะเงินปันผลของบริษัท แต่มองภาพรวมของธุรกิจ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม เริ่มศึกษาประวัติผู้บริหาร ทำการวิเคราะห์บริษัททั้งในแง่อัตราส่วนทางการเงิน และ ความสามารถในการ แข่งขัน พอร์ตเริ่มโตต่อเนื่องยาวนานหลายปี เป็นช่วงสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว รายได้จาก งานประจำเริ่มมีน้ำหนักน้อยลงมาก บางคนพอร์ตโตมากจนมีอิสระภาพทางการเงินและออกมาเป็นนักลงทุน แบบ “Full Time”

          มีหลายๆคนคงคิดว่าที่สุดของชีวิตการเป็นนักลงทุนคงมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ คือการมีอิสระภาพทางการเงิน และชีวิตก็สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองไปเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยมุ่งเป็นพันเป็นหมื่นประมาณนั้น ผมลองศึกษาชีวิตของนักลงทุนชั้นเซียนระดับโลก หลายคนมีชื่อติดหนึ่งในร้อยของอันดับมหาเศรษฐีของโลก เพื่อที่จะดูว่าหลังจากที่เขาสร้างความมั่งคั่งมากมายแล้วเขาทำอะไรกัน?

          ผมพบว่าหลายๆท่านยังไม่หยุดอยู่แค่ “การสร้างความมั่งคั่ง” แต่กลับมุ่งสู่พัฒนาการที่ขั้นสี่ ซึ่งผมขอเรียกว่า ระยะ “ทำประโยชน์” อย่างเช่น Warren Buffett ได้เริ่มโครงการ “The Giving Pledge” ในปี2010 โดยได้ชักชวนมหาเศรษฐีทั้งหลายให้บริจาคเงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งทั้งหมดเพื่อการกุศล ซึ่งอภิมหาเศรษฐีนักลงทุน Ray Dalio ได้ตอบรับการเข้าร่วมโครงการนี้ หรืออย่าง George Sorosเขามีมูลนิธิที่เขาก่อตั้งเองให้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยและการศึกษา โดยเน้นประเทศแถบยุโรปตะวันออก ผู้จัดการกองทุนชื่อก้องโลก Peter Lynch ที่นักลงทุนไทยหลายคนรู้จักดี ตอนนี้เขาไม่ได้รับบริหาร กองทุนเหมือนแต่ก่อนแล้วแต่ให้เวลาส่วน ใหญ่แก่ “Lynch Foundation” ซึ่งเน้นการบริจาคเงินเพื่อ การกุศล

           เราจะเห็นได้ว่า “พัฒนาการที่สี่” ซึ่งว่าด้วยการทำประโยชน์แก่ส่วนรวมนั้น ใช้ทักษะที่แตกต่างจากพัฒนาการในช่วงที่หนึ่งถึงสามเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงที่สี่นี้ นักลงทุนจะต้อง “จ่าย” หรือ “ใช้” ความมั่งคั่งที่อุตส่าห์เก็บออมและลงทุนออกไป ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับที่เคยทำมาตลอด ทำให้อาจจะมีนักลงทุนบางคนไม่สามารถก้าวข้ามไปถึง “ที่สุด” ของการเป็นนักลงทุนได้ แต่หากเขา ลองพิจารณาให้ดีก็อาจจะเห็นว่า เงินที่หามาได้นั้นจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อได้ใช้มันออกไป ในทางที่ถูกที่ควร ไม่เช่นนั้นก็คงกับเหมือนที่มีผู้กล่าวไว้ว่า “หนังสือที่ซื้อไว้แต่ไม่ได้อ่าน มีดที่แหลมคมแต่เอามาแขวนประดับ เงินทองที่มีแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื่น สามอย่างนี้มีไว้ก็เหมือนไม่มี ซ้ำยังเป็นภาระต้องคอยดูแลรักษาอีกต่างหาก”