Showing posts with label วอร์เรน. Show all posts
Showing posts with label วอร์เรน. Show all posts

Wednesday, February 25, 2015

แกะรอย บันทึกจาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์



“อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ผมขอเริ่มต้นบทความผมด้วยสุภาษิตไทยบทนี้ กับภาวะของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ภาวะตลาดหุ้นไทยในกระแสวีไอ นักลงทุนรุ่นใหม่มาแรงครับ คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เมื่อเริ่มเล่นหุ้นก็อยากเป็นVI  ไว ไว เสือเฒ่าเก๋าเกมส์ก็สวมวิญญาณVI  กันก็มี นักเก็งกำไรปล่อยข่าวก็แอบใส่หน้ากากวีไอ ก็ไม่ใช่น้อย เม่าน้อยกับคำถามว่า พี่ NB ครับ เราควรใช้ พีบี พีอี พีเอสอาร์ พีโน่น พีนี่ พีนั่น มาวิเคราะห์ดีมั๊ยครับ? จะใช้ตัวอะไรก่อน อะไรมากดี น้อยดีมั๊ย จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไร จะยังไงดีครับพี่?

พี่ครับ พี่ครับ! สัปดาห์ที่แล้วผมวิเคราะห์ได้หุ้นมาตัวนึง พีอี ต่ำผมเลยซื้อไว้ใส่พอร์ต สัปดาห์นี้ได้หุ้นใหม่มาอีกตัวครับพี่ แหมตัวนี้พีอีต่ำกว่าเดิมอีก ผมเลยรีบขายตัวเดิมเลยครับพี่มาใส่ตัวใหม่แบบนี้ผมเป็นวีไอแล้วใช่มั๊ยครับพี่ แล้ว พีบี, พีอีจี แล้วเอ่อ พีอาร์อาร์ พีเอสอาร์ แล้วต้องดูประกอบกันยังไงครับพี่ แหม ผมใจร้อนอยากเป็นวีไอเร็ว ๆ อยากรวยเร็ว ๆ

เอ่อ น้องครับใจเย็น ทั้งนี้เมื่อประเทศของเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น นักลงทุนแนววีไอ ก็มากขึ้น ทฤษฎีวีไอ โดนตีความกันไปหลากหลาย ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ แล้วนักเก็งกำไรหายไปไหนครับ? นักเก็งกำไรหายไปจากตลาดหุ้นแล้วหรือ ไม่เชิงหรอกครับ นักเล่นม้าเมื่อสนามม้าเปิดพวกเค้าก็พร้อมจะมาเจอกัน นักเล่นหุ้นก็เช่นเดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเปรียบเปรยไว้ว่า

นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้า ตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้นเอง”

น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่นเดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญาการลงทุนของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์   นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า “ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น พีอี พีบี ยิลด์ ฯลฯ”

 ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า “ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่สุด, ประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ”

น่ามีความสุขครับ, ทาง ไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ วอร์เรนโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาเค้าไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของฟิชเชอร์ หลังจากอ่านหนังสือของ ฟิล ฟิชเชอร์ Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 วอร์เรนก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

เมื่อ วอร์เรนพบเค้าครั้งแรก เค้าค้นพบว่า ฟิล มีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบน แกรม อย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน วอร์เรนเรียนรู้เรื่องทฤษฎีการแกะรอย (Scuttlebutt) มาจากจุดนี้   ”

เราต้องออกไปเสาะหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคุยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่ง, ซัพพลายเออร์, ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?”

ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้วอร์เรนประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ เค้าเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา และนั่นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

“ลงทุนด้วยสติปัญญา” คำ ๆ นี้เป็นคำสำคัญ เมื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์เลือกบริษัทลงทุนเค้าให้น้ำหนักกับตัวเลขหรือคุณภาพกิจการมากกว่า กัน วอร์เรนพูดไว้ละเอียดครับเมื่อครั้งเค้าไปบรรยายที่ University of Florida Business School ช่วงวันที่ 15 ตุลาคม 2540

“อย่า! ซื้อเพียงเพราะตัวเลขมันบอกคุณให้ซื้อ” ถึงแม้ตัวเลขมันจะบอกคุณให้ซื้อและคุณซื้อมามันก็ยังไม่นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี จงซื้อเพราะคุณมั่นใจในสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ใช่เพียงเพราะมันถูก ครั้งหนึ่งวอร์เรนก็เคยซื้อบริษัททำกังหันลม (windmill) เป็นการลงทุนแบบก้นบุหรี่ เค้าซื้อมันมาราคาถูกมากในราคาเพียงหนึ่งในสามของเงินทุนหมุนเวียน และแน่นอนมันทำกำไร แต่มันก็แค่ครั้งเดียวและมันไม่เกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ชีวิตวอร์เรน บัฟเฟตต์ผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้วบริษัทรถรางเค้าก็ซื้อมาแล้ว

กลับกันในเชิงคุณภาพ วอร์เรนแทบจะสามารถตีแตกเกือบทุกครั้งแค่เพียงแค่พูดคุยโทรศัพท์เพียงห้านาที หรือสิบนาที !

 “But if you don’t know enough to know about the business instantly, you won’t know enough in a month or in two months.”  

 ถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยากเย็น ฟังคำอธิบายสั้น ๆ แล้วคุณไม่เข้าใจ ต่อให้คุณใช้เวลาอีกเดือนหรือสองเดือนคุณก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี คุณต้องมองตัวเองให้ออกว่าสิ่งใดเรารู้สิ่งใดเราไม่รู้ สิ่งใดเราเข้าใจสิ่งใดเราไม่เข้าใจ นั่นคือหัวใจสำคัญของการลงทุน แต่กว่า วอร์เรน จะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่ง่าย

“ลงทุนภายใต้ขอบเขตความรู้ของตนเอง” มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้มากรู้น้อยเป็นพหูสูตรมาจากไหน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์คนที่สอง คุณไม่ต้องเป็น ดร.นิเวศน์ คนที่สอง มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่าสิ่งใดที่คุณไม่รู้ไม่เข้าคุณอย่าไปยุ่ง ไม่จำเป็นต้องรู้จักหุ้นหมดทุกตัวในตลาดสมมติคุณรู้แค่ 30 ตัวในตลาดรู้แบบรู้จริงนะ คุณก็โอเคแล้วครับ เมื่อคุณรู้จักธุรกิจนั้น ๆ เป็นอย่างดีคุณก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยลง จุดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” แต่กว่าเราจะ “รู้กระจ่าง” ในธุรกิจนั้น ๆ เราต้องทำอย่างไร วอร์เรน เองเค้าก็ไม่ได้เก่งมาแต่เกิดหรือเริ่มลงทุน เค้าทำอย่างไร?

วอร์เรนทำงานหนักอย่างมากเพื่อให้รู้ลึกในบริษัทที่เค้าลงทุนและเค้าใช้ Scuttlebutt Approach  หรือทฤษฎีการแกะรอยครับ


 I would go out and talk to customers, suppliers, and maybe ex-employees in some cases. Everybody. Everytime I was interested in an industry, say it was coal, I would go around and see every coal company.  

 วอร์เรนจะไปพูดคุยกับลูกค้าของบริษัท ซัพพลายเออร์ของบริษัท และพนักงานเก่า คือ ทุกคน ทุกที่ นั่นหล่ะครับ ถ้าเค้าสนใจในธุรกิจเหมืองเค้าก็จะไปดูบริษัทเหมืองทุกๆ ที่ เค้าจะไปคุยกับซีอีโอว่า “ถ้าคุณจะซื้อสต๊อกของบริษัทเหมืองบริษัทอื่นที่ไม่ใช่คุณ คุณคิดว่าใครน่าสนใจ?” ทำไมครับ? คุณเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทีละนิดทีละน้อย และคุณก็จะได้เรียนรู้เติมเต็มภาพของธุรกิจจนคุณเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมา

แล้วคู่แข่งล่ะ ถ้าคุณมีปืนอยู่ในมือและคุณยิงใครทิ้งก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายคุณอยากซัดใคร? ทำไม? ลองถามซีอีโอ ด้วยประโยคเหล่านี้และคุณจะได้รับคำตอบที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของคนที่อยู่ในธุรกิจจริง ๆ เชื่อผมเถอะความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นองค์ความรู้ให้เราต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ นั่นทำให้คุณได้เรียนรู้ รู้ลึก รู้จริง “รู้กระจ่าง”

น้องไวไว อยากเป็นวีไอ ซื้อปั๊บขึ้นปุ๊บกำไรเลยเดือนหน้า หรืออีกสองเดือน ค่อยหาตัวใหม่ให้พีอีต่ำ ๆ ไว้ ผมคิดว่านั่นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรครับ นักลงทุนรุ่นใหม่ควรใช้เวลาให้ลึกกับธุรกิจ อ่านรายงานประจำปี 56-1 ฟัง Oppday ประชุมผู้ถือหุ้น คุยกับ IR หาข้อมูลจากเน็ต จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เปรียบเทียบงบการเงินของลูกค้า คู่แข่ง หลาย ๆ บริษัท ถามตัวเองว่าทำไม เค้ากำไรมากกว่า ทำไมคู่แข่งมาร์เก็ตแชร์มากกว่า ผู้บริหารให้สัมภาษณ์อะไรไว้บ้าง นั่นเป็นเส้นทางวีไอที่ถูกต้อง และจะทำให้พวกเราประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้ยั่งยืนกว่าครับ

Tuesday, January 6, 2015

บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน


ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงยาวนานนั้น ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เรามักพบเห็นเสมอ ก็คือ มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดหุ้น  ผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับ หลายๆ คน สามารถทำได้สูงลิ่วอย่างไม่น่าเชื่อ จำนวนไม่น้อยสูงยิ่งกว่า "วอร์เรน บัฟเฟตต์"  ไม่ว่าจะวัดกันในช่วงเวลาไหนในเวลาที่เท่าๆ กัน


ตัวอย่างเช่น  นาย ก. ลงทุนมา 10 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นที่ทำได้สูงถึงปีละกว่า 40% ขณะที่บัฟเฟตต์ ไม่เคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่พอร์ตเขายังเล็กที่การสร้างผลตอบแทนสูงยังทำได้ง่าย หรือในช่วง "ยุคทอง" ไหนของบัฟเฟตต์ก็ตาม ว่าที่จริงปีที่บัฟเฟตต์ทำผลตอบแทนได้ถึง 40% นั้นก็มีไม่เกิน 10 ปีในช่วงเวลากว่า 50 ปีของชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์


ดังนั้น  ถ้าจะวัดกันที่ผลการลงทุนเป็นเปอร์เซ็นต์แบบทบต้นต่อปีแล้ว  คนที่ทำได้สูงกว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้น  มีไม่น้อย  เพียงแต่ว่าชื่อเขาอาจจะไม่เป็นที่รู้จักยกเว้นในกลุ่มคนเล็กๆ  ที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กันอยู่  คนเหล่านี้  บางที เราก็เรียกกันว่า "วอร์เรน บัฟเฟตต์  ข้างบ้าน"  อย่างไรก็ตาม  ระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน  กับ วอร์เรน บัฟเฟตต์  ตัวจริง นั้น  มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่เราควรรู้


ข้อแรก ก็คือ  ระยะเวลาการลงทุนของ "วอร์เรน ข้างบ้าน"  นั้น มักจะสั้นกว่ามาก  ส่วนมากก็มักจะไม่เกิน 10 ปี ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง  ส่วนใหญ่อาจจะลงทุนมาแค่ 5-6 ปี  แต่ผลตอบแทนอาจจะสูงกว่าที่บัฟเฟตต์ทำได้ในเวลา 10 ปี  พูดง่าย ๆ   บัฟเฟตต์นั้น "ชิดซ้าย"  ไปได้เลย  อย่างไรก็ตาม  ผลตอบแทนที่ทำได้สูงลิ่วนั้น  ส่วนมากมาจากเงินต้นจำนวนที่ค่อนข้างต่ำ  ดังนั้น  พวกเขาก็ยังมักจะไม่รวยมาก  แม้ว่าบางคนก็อาจเข้าข่าย "เศรษฐี"  ย่อยๆ  ได้เหมือนกัน


ข้อสอง  ผลตอบแทนของ วอร์เรน ข้างบ้าน ที่ทำได้สูงลิ่วนั้น  มักจะทำได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมมากและต่อเนื่องยาวนาน  ถ้าจะมีการปรับตัวก็เป็นการปรับตัวในระยะเวลาสั้นๆ  ถ้าคิดถึงตลาดหุ้นไทย ก็คือ ช่วงเวลานี้ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วหลังจากวิกฤติในปี 2540 ที่ดัชนีหุ้นเคยตกต่ำลงไปเหลือแค่ 200 จุดต้น ๆ จนถึง 1,000 จุดในช่วงนี้   ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริงนั้น  ผ่านสถานการณ์ตลาดหุ้นมาทุกสถานการณ์  ตั้งแต่ดีสุดถึงร้ายสุด  ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี


ข้อสาม  ผลตอบแทนของ วอร์เรน ข้างบ้าน  ปีต่อปี นั้น  มักจะไม่สม่ำเสมอ  บางปีก็ได้ไม่มากและบางปีอาจจะถึงกับขาดทุน  แต่ในบางปีโดยเฉพาะในปีท้ายๆ  ของการวัดผลงานนั้น  พวกเขามักทำผลตอบแทนได้อย่างมโหฬารคิดเป็นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์  ซึ่งทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงลิ่ว  ในขณะที่ วอร์เรน ตัวจริงนั้น  ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ  น้อยครั้งที่พอร์ตของเขาจะขาดทุน  ในช่วงเวลากว่า 50 ปี  เขาเคยขาดทุนไม่น่าจะเกิน 5 ปี  นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า การลงทุนของบัฟเฟตต์ตัวจริงนั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก


ข้อสี่ หุ้นที่ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ลงทุนนั้น  มักจะเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรง  หรือเป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรร้อนแรง  ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนสูงลิ่วในระยะเวลาสั้นๆ   ในขณะที่หุ้นที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง ลงนั้น  มักจะเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมปกติที่มีความได้เปรียบที่ยั่งยืน  มีผลประกอบการดี  และให้ผลตอบแทนที่สูงสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน


ข้อห้า  วอร์เรน ข้างบ้าน  นั้น  มักจะมีการซื้อขายหุ้นในระยะเวลาที่สั้น  โดยทั่วไป มักจะถือหุ้นเฉลี่ยไม่เกินหนึ่งปี  พวกเขาทำกำไรโดย การ  "หมุนหุ้น"  ซื้อหุ้นที่มีโอกาสดีดตัวอย่างแรงจากปัจจัยบางอย่าง  เมื่อหุ้นขึ้นถึงจุดหนึ่งก็ขาย  แล้วไปจับหุ้นตัวใหม่ที่น่าจะมี  "Upside" หรือโอกาสในการวิ่งขึ้นสูงกว่า  ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง  นั้น  ซื้อหุ้นแล้วแทบไม่ขาย  ปล่อยให้ผลตอบแทนของหุ้นโตตามผลประกอบการของบริษัท


ข้อหก  ในแง่ของจำนวนหุ้นที่ถือในช่วงเวลาหนึ่งๆ  บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน  มักลงทุนตามแบบบัฟเฟตต์ ตัวจริง  นั่นก็คือ  ถือหุ้นน้อยตัวหรือลงทุนแบบ  Focus  เพียงแต่ว่า  วอร์เรน  ข้างบ้าน  นั้น  มักจะถือหุ้นน้อยตัวยิ่งกว่า  หลายคนถือหุ้นเพียงตัวเดียวหรือสองสามตัวในช่วงเวลาหนึ่งๆ  หรือหุ้นตัวสองตัวก็คิดเป็น 80-90%  ของพอร์ตไปแล้ว  ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง  นั้นน้อยครั้งที่เขาจะมีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งคิดเป็น 40-50%  ของพอร์ต  และนั่นคือ ช่วงเวลาที่พอร์ตของเขายังไม่ใหญ่มาก  ในช่วงปัจจุบัน  ผมคิดว่าหุ้นแต่ละตัวน่าจะมีมูลค่าไม่เกิน 10-20% ของพอร์ตของบัฟเฟตต์


ข้อเจ็ดและเป็นข้อสุดท้าย ที่ผมจะพูดถึง ก็คือ  ในกรณีของ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน นั้น  กำไรหรือผลตอบแทนที่ทำได้สำหรับบางคนก็เป็น  "กระดาษ"  นี่คือ กรณีที่มีการแสดงผลการลงทุนของพอร์ตที่ไม่ได้ใช้เงินจริง แต่เป็นการ  "แข่งขัน"  ลงทุนระยะยาวตามเว็บไซต์ในต่างประเทศ  ในกรณีแบบนี้เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ลงเงินจริงๆ  ก็ได้  และสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนจริงๆ  คนส่วนมากก็มักจะไม่ได้เก็บสถิติอย่างละเอียดถี่ถ้วน  และมักจะมีการเติมเงินและถอนเงินเป็นระยะ ดังนั้น  ผลตอบแทนที่อ้างว่าทำได้ก็อาจจะไม่ถูกต้อง  เหนือสิ่งอื่นใด  ข้อมูลผลตอบแทนที่มีการอ้างถึงก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนและเป็นข้อมูลที่เปิดเผยพิสูจน์ได้  ตรงกันข้าม  ในกรณีของ บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั้นผลตอบแทนที่ทำได้เป็น "ข้อมูลสาธารณะ"  ที่เขาต้องประกาศทุกปีในฐานะห้างหุ้นส่วน และต่อมา เป็นบริษัทมหาชน


กล่าวโดยสรุปสำหรับความแตกต่างระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตัวจริง กับ วอร์เรนบัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ก็คือ  วอร์เรน ตัวจริง นั้น เขาประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว ที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่ดีสม่ำเสมอและปลอดภัยจริงๆ  ในทุกสถานการณ์  เขาไม่เก็งกำไรและมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นในระดับที่เหมาะสมไม่น้อยหรือมากตัวเกินไป  ในขณะที่ วอร์เรน ข้างบ้านนั้น  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีเท่าหรือเหนือกว่าบัฟเฟตต์ตัวจริง  แต่ความเสี่ยงก็สูง  จำนวนมากนั้นมีลักษณะแบบนักเก็งกำไร  ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นบูมปัญหาก็ไม่มี  อย่างไรก็ตาม  โชคอาจจะไม่ดีเสมอไป  ดังนั้น  เมื่อมาถึงจุดที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย  ผลงานของบัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ก็มักจะด้อยลงไปมาก  เช่นเดียวกัน  พอร์ตที่ใหญ่ขึ้นมากก็มักไม่เอื้อให้ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน สามารถดำเนินกลยุทธ์เดิมๆ  ได้ง่าย  และนั่นเป็นเหตุให้  วอร์เรน บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน  ส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงแบบเดิมต่อไปได้นานพอที่จะทำให้เขารวยมากจนเป็นที่สังเกตของคนในสังคมวงกว้างได้