Showing posts with label วีระพงษ์ ธัม. Show all posts
Showing posts with label วีระพงษ์ ธัม. Show all posts

Thursday, May 12, 2016

วางแผนเวลาแบบ VI /โดยคุณวีระพงษ์ ธัม






  เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน และนี่คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่เราจำเป็นต้องบริหาร ชีวิตจะเป็นอย่างไรถ้ามีแต่ความยุ่งเหยิง วุ่นวาย มนุษย์ต้องการเวลาที่ดี ที่เราจะสามารถมีความสุขกับมัน และหลีกเลี่ยงหรือจำกัดเอาเวลาเครียด ๆ ที่เราต้องกดดันให้น้อยลง การลงทุนคือกิจกรรมที่เราต้อง “ลงทุนเวลา” เพื่อจะมีเวลาที่ดีในอนาคต แต่ VI ส่วนมากจะต้อง “ทำงานอย่างน้อยสองอย่าง” คือ งานประจำ และต้องเจียดเวลามาศึกษาการลงทุน ไม่นับเวลาที่ต้องให้กับครอบครัว ซึ่งปัญหาส่วนมากคือ เวลาไม่เคยเพียงพอซักที คำถามคือ VI มือใหม่ควรจะบริหารเวลาอย่างไร?


            แนวคิดในการบริหารเวลามีหลากหลาย แต่ผมขอใช้วิธีคิดของนักกลยุทธ์อย่าง Dan Sullivan ซึ่งแบ่งเวลาออกเป็น 3 วัน คือ วันพัก (Free day) วันจดจ่อ (Focus day) วันจัดระบบ (Buffer day) เพื่อให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพเราควรจะจัดเวลาทั้งสามวันออกจากกันอย่างชัดเจน และเราไม่ควรแบ่งเวลาออกเป็นวันหยุด วันทำงาน หรือวันนักขัตฤกษ์ เหมือนคนทั่วไปเพราะมีประสิทธิภาพน้อย

            วันพัก (Free day) คือวันที่ตั้งแต่เช้า จรดค่ำ เราจะไม่ยุ่งกับงานเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดงาน ติดต่องาน โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับงาน เพื่อไปทำกิจกรรมที่เรารู้สึกชอบ ผ่อนคลาย ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมก็เห็นเพื่อนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ ใช้เวลากับกิจกรรมครอบครัว โดยที่เราจะพบว่า “วันหยุดยาว” ลักษณะนี้จะทำให้เรามีโอกาสพักผ่อนได้มากที่สุด เพราะทุกคน “พร้อมใจ” กันหยุด และไม่ติดต่องานกัน ผู้คนโดยเฉพาะในโลกตะวันออกอย่างบ้านเรามักคิดว่า “วันพัก” ที่ยาวนาน แสดงถึงความไม่ขยันในการทำงาน แต่ผมกลับสังเกตในโลกตะวันตก พวกเขามี “วันพัก” ในฤดูร้อนยาวนานถึงสองเดือน ในวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีใครทำงาน แต่กลับมีผลผลิตรายได้ต่อหัวสูงกว่าเราค่อนข้างมาก เพราะนี่คือการ “เติมพลัง” ให้ชีวิต “เติมไอเดีย” ให้กับสมอง โดยที่ผลผลิต และวันพักที่ดีที่สุด คือวันพักที่มีการวางแผนล่วงหน้า ยิ่งล่วงหน้าเท่าไหร่ ยิ่งดี

            วันจดจ่อ (Focus day) คือวันที่ตั้งแต่เช้า จรดค่ำ เราจะทำแต่งานที่ “สร้างมูลค่า” โดยไม่วอกแวกทำอย่างอื่น งานที่เราจดจ่อต้องเป็นงานที่ “เปลี่ยนชีวิต” ในอนาคตในอีกสามปีของเราได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงงานที่เราทำไปวัน ๆ วันจดจ่อจะต้องเป็นวันที่ส่งผลบวกกับเราในอนาคต และถ้าเราทำได้อย่างถูกต้อง เราจะต้องรู้สึกถึงความก้าวหน้า รู้สึกถึงการมีพลัง แรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง การทำงานในวันจดจ่อจะมีประสิทธิภาพได้จะต้องไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งอื่น ๆ สมองก็มี “Switching Cost” ไม่ต่างกับหลัก ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยาทำงานวิจัย พบว่าสมองมนุษย์ต้องใช้เวลานาน 20 นาที ถึงจะเริ่มสามารถกลับสู่การทำงานเดิมได้ และใช้เวลาต่อจากนั้นอีกระยะถึงกลับสู่ “ศักยภาพสูงสุด” ของสมองได้ สมองไม่ได้ออกแบบให้ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ดังนั้นใครที่ทำงานไป ฟังเพลงไป เล่น Facebook ดู Line ในแต่ละครั้ง จะบั่นทอนประสิทธิภาพของวันจดจ่อไปมากโดยที่เราไม่รู้ตัว

            สำหรับ VI มือใหม่ วันจดจ่อน่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ที่เราจะใช้เวลาทั้งหมด สำหรับการศึกษาตั้งแต่ “ทฤษฎีการลงทุน” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวิเคราะห์ธุรกิจ วิเคราะห์อุตสาหกรรม การบัญชี การเงิน การประเมินมูลค่า จนเมื่อเราสามารถตั้งหลักในเรื่องทฤษฎีการลงทุนได้แล้ว เราก็เริ่มนั่งวิเคราะห์หุ้นรายตัว ทำการจดบันทึกสิ่งที่เราวิเคราะห์ นั่งอ่านรายงานประจำปี 56-1 นอกจากนั้นเราต้องไม่ลืมว่า วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เราต้อง “จดจ่อ” กับงานที่เราทำ ทำให้ผลลัพท์ดีกว่าที่ทุกคนคาดหวัง ทำให้เร็วกว่า เพื่อที่เราจะไม่มี “งานค้าง” หรือ “ความกังวล” ที่จะต้องถูกคนตามงาน ในเวลาที่เราต้องมาศึกษาการลงทุน
            วันจัดระบบ (Buffer day) เปรียบเหมือนวันซักซ้อม วันวางแผนในรายละเอียดต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้เวลาเพื่อที่จะคิดว่าเราจะเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นตัวเชื่อมไปสู่ “วันพัก” หรือ “วันจดจ่อ” ที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น วันจัดระบบคือการเวลากับการวางแผนท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนได้ดีที่สุด ได้เที่ยวอย่างที่อยากได้ไป ในทางกลับกัน นี่คือวันที่เคลียร์สิ่งที่ค้างอยู่ กองเอกสารที่รกบนโต๊ะ งานจุกจิกที่เราจะต้องทำ


            ปัญหาของคนส่วนมากคือ ไม่เคยมีวันจดจ่อ ทำงานไปวันต่อวัน ไม่เคยจัดระบบชีวิต และสุดท้ายก็ทำให้มีวันพักเหลือน้อยมาก จนรู้สึกว่าเหนื่อยแต่ชีวิตที่ไม่ไปไหน

            คำถามสำคัญอีกเรื่องคือ เราควรจัดวันอะไรก่อน? เพื่อลงปฏิทินล่วงหน้า คำตอบซึ่งค่อนข้างน่าประหลาดใจของ Dan คือ เราต้องจัดวันพักก่อน เพราะนี่คือการจัด “แหล่งพลังงาน” ของเรา เราต้องวางมันให้เหมาะสม กระจายตัว เพื่อหวังว่ามันคือ “เชื้อเพลิง” ให้ชีวิตของเรา ให้เรามีวันจดจ่อที่ “ทรงพลัง”

            สำหรับนักลงทุน ถ้าทุกอย่างถูกต้อง คุณจะพบว่าหลายครั้ง ทั้งสามวันอาจจะค่อย ๆ กลายเป็นวันเดียวกัน เราหาหุ้นดี ๆ โอกาสดี ๆ ไอเดียดี ๆ จากริมชายหาดในวันพัก หรือบนเครื่องบินที่มุ่งหน้าสู่ยุโรป นอกจากนั้น เราอาจจะรู้สึกว่าแม้เวลาจะมีไม่เพียงพอเหมือนเดิม แต่เรารู้สึกพอใจกับการใช้เวลาของเราที่ผ่านมา และไม่เสียใจเมื่อมองย้อนกลับไป

Monday, April 25, 2016

Mega Trend ยุคของหุ่นยนต์ (2) /วีระพงษ์ ธัม


เราอาจจะไม่รู้ว่า ธุรกิจขนาดใหญ่บนโลกในยุคนี้ ก้าวขึ้นมาได้ไม่ใช่เพราะความสามารถของ “คน” เพียงอย่างเดียว แต่มี “มือที่มองไม่เห็น” ที่ฉลาดขึ้นทุกวันอย่าง AI (Artificial Intelligence) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง นับตั้งแต่ที่มนุษย์ให้กำเนิด AI ในปี 1958 พวกมันพิสูจน์ตัวเอง ว่าสามารถช่วยงานมนุษย์ได้จริง จนในที่สุด AI ก็ชนะมนุษย์แล้วในหลาย ๆ หน้าที่ มันกำลังผนวกเข้ากับชีวิตผู้คน เข้ากับธุรกิจ และสังคมมนุษย์ AI กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

            ชัยชนะของ AI ที่ชาญฉลาดช่วยให้ Google ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยความฉลาดในการ ของ Search Engine ที่ช่วย “ค้นหา” ทุกสิ่งที่มนุษย์อยากได้ ทุกสิ่งที่มนุษย์อยากรู้ นี่คือ “ผู้ช่วยที่มองไม่เห็น” ของมนุษย์ที่เราสามารถนำไปติดตัวไปทุกที่บนมือถือของคนทุกคน APPLE สร้าง AI ที่จัดการงานสั่งงานด้วยเสียงอย่าง SIRI การคาดการณ์การพิมพ์โดย AI (ซึ่งแต่เดิมเราต้องใช้ปากกา Stylus จิ้มหน้าจอ) ก็ช่วยให้ iPhone 1 ชนะ Smart Phone ทุกรุ่นไปอย่างรวดเร็ว

            ในด้านสังคมศาสตร์ AI ของ Facebook ช่วยให้เราติดต่อกับ “เพื่อนสนิท” หรือ “เพื่อนที่เราน่าจะสนิท” อย่างง่ายดายบน Newsfeed ปัจจุบันเราอาจจะไม่ได้เป็นคน “เลือก” ที่จะคุยกับเพื่อนคนไหนอีกต่อไป แต่ AI ต่างหากที่ช่วยจัดหมวดหมู่เพื่อน ช่วยให้เราคุยกับคนที่เราอยากจะคุย เวลาเราต้องการ Shopping ก็มี AI ใน Amazon ทำหน้าที่ช่วยแนะนำสินค้าที่เราน่าจะสนใจ โดยศึกษาจากพฤติกรรมของเรา ผนวกกับฐานข้อมูล จนกลายเป็น “นักขายชั้นยอด” ที่สามารติดต่อกับคนนับล้านคนได้ในเวลาเดียวกัน และ AI คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้ e-commerce เติบโตขึ้นมาอย่างน่ากลัวในทุกแห่งของโลก

            ผลสืบเนื่องจากบทความที่แล้วเมื่อเซียนหมากล้อมเกาหลีอย่างลี เซดอล แพ้ AI ที่ชื่อว่า Alpha Go “รัฐบาลเกาหลี” ตอบโต้โดยการทุ่มเงิน 1 ล้านล้านวอน ใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้าง “AI” ที่เก่งกว่า เป็นที่แน่ชัดว่า นี่คือสงคราม AI โดย “มนุษย์” ต้องยืนดูอยู่ข้าง ๆ ผลผลิตของพวกมัน ช่วยให้บริษัททั้งหลายก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจ เราอยู่ในยุคที่ “เปลี่ยนมือ” จากบริษัทที่พึ่งพิงมนุษย์ กลายมาเป็นพึ่งพิง AI ว่าของใครเก่งกว่ากัน

            Elon Musk เคยพูดว่า การสร้าง AI เสมือนเรากำลังจะเสกปีศาจขึ้นมา และการนี่คือภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดต่อการคงอยู่ของมนุษย์ คล้าย ๆ กับหนังภาพยนต์ฮอลลี่วู๊ดที่เราเคยดู แต่นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมและใช้ประโยชน์มันได้อย่างไร

            มนุษย์อาจจะต้องเริ่มคิดผลกระทบของ AI ต่อ “งาน” ของตัวเอง IBM ที่ชื่อ WATSON กำลังทำให้ “จัดซื้อ” อาวุธให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐด้วยตัวเอง วงการแพทย์กำลังจะมี AI หลายตัวช่วยวินิจฉัยโรค ช่วยคาดการณ์ความน่าจะเป็นของโรคตั้งแต่เรื่องการควบคุมอาหารจนถึงโรคมะเร็ง ในวงการการเงิน AI ที่ชื่อ PEFIN รุ่น beta กำลังจะช่วยวางแผนการเงินให้กับคนทั้งโลกอย่างสมบูรณ์ได้เป็นครั้งแรก สำหรับวงการลงทุน ไม่มีอะไรดีกว่า AI เพราะพวกมันสามารถทำงานได้ไม่มีวันเหนื่อย มันสามารถหาหุ้นได้ตลอดเวลา ตรวจสอบข่าวสาร หาหุ้นที่ “ราคาถูก ต่ำกว่ามูลค่า” พวกมันไม่มีอคติ สามารถเข้าใจและคาดคะเนงบการเงินได้ทะลุปรุโปร่ง สามารถซื้อขายหุ้นได้โดยใช้เวลาชั่วพริบตา นี่คือสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นคงเปลี่ยนวงการลงทุนไปมากทีเดียว

            ไม่นับการนำ AI มาใช้เทรดหุ้น ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ช่วย การวิเคราะห์ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัจจัยด้าน “ราคา” และ “ปริมาณการซื้อขาย” ย่อมซับซ้อนน้อยกว่ามาก ไม่น่าแปลกใจที่ 50-60% ของการเทรดในตลาดอเมริกาถูกกระทำด้วย AI ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นกองทุนที่ทำงานโดยหุ่นยนต์ที่สามารถคิดเอง สามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา อย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า

            นี่อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ว่า มันจะเกิดประโยชน์ และภัยคุกคามให้กับบริษัทไหน ที่อันตรายยิ่งไปกว่า คือมันจะคุกคาม “ตัวเราเอง” หรือไม่ พัฒนาการของมันอาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า “เมื่อไหร่” มันจะเกิดขึ้น หรือมันจะ “น่ากลัว” อย่างที่คนพูดถึงกันหรือไม่ แต่คนที่เตรียมตัวย่อมเป็นผู้ที่ได้เปรียบ ทักษะของมนุษย์ที่ยังจำเป็นอยู่ คือการคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการอารมณ์ระหว่างมนุษย์ ทักษะไหนที่หุ่นยนต์เลียนแบบเราได้ เราคงต้องเลิกให้ความสำคัญไป เพราะ Megatrend เรื่องหุ่นยนต์คงไม่ใช่เพียงแค่เรื่อง “วิทยาศาสตร์” หรือ “หนังภาพยนตร์” อีกต่อไป แต่นี่คือเรื่องเกี่ยวข้องกับวงการอื่น ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามที่ว่าเราจะเลี้ยงดู ให้การศึกษา เด็กรุ่นใหม่ ให้ “ทำงาน” คู่กับ AI ได้อย่างไร

อ่านเรื่อง Mega Trend ยุคของหุ่นยนต์ บทความ 1 โดยคุณวีระพงษ์ ธัม 

Sunday, March 20, 2016

ยูนิคอร์นหมื่นล้าน / โดยคุณวีระพงษ์ ธ้ม



ยูนิคอร์น ไม่ได้หมายถึงม้ามีเขาในเทพนิยาย แต่หมายถึงบริษัทเอกชน ซึ่งมักจะอยู่ในกลุ่ม Tech Startups ซึ่งมีมูลค่า (จริง ๆ คือราคาซื้อขาย) มากกว่า 35,000 ล้านบาท (1 Billion USD) นี่คือความฝันของทั้ง “ผู้สร้าง” “นักพัฒนา” และ “นักลงทุน” ที่จะเป็นเจ้าของยูนิคอร์นหมื่นล้าน จากสถิติของ Venturebeat ปัจจุบันมียูนิคอร์น 229 บริษัท รวมมูลค่าทั้งหมดสูงกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่น่าทึ่งคือเกือบทุกธุรกิจยังไม่มี “กำไร” แม้แต่เหรียญเดียว นี่คือกระแสที่กำลังมาแรงที่สุดอย่างหนึ่งในโลกธุรกิจและการลงทุน เพราะนี่ไม่ใช่หุ้น 10 เด้ง (ราคา 10 เท่าตัว) ตามตำราปีเตอร์ ลินซ์ แต่นี่คือหุ้นผลตอบแทนระดับ 10,000 เด้ง

            ยูนิคอร์นที่โดดเด่น 3 อันดับแรกของฟอร์จูน คือ Uber (อันดับ 1) Xiaomi (อันดับ 2) Airbnb (อันดับ 3) ซึ่งล้วนเป็นยูนิคอร์นที่กำลัง “แปลงร่าง” เป็น IPO เข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยมูลค่าสูงลิ่ว ธุรกิจ Airbnb มีราคาซื้อขายนอกตลาดเพิ่มขึ้นถึง 155% ในปี 2015 มูลค่าปัจจุบันประมาณ 25,000 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นธุรกิจโรงแรมที่มี “มูลค่าสูงที่สุดในโลก” แซงหน้าเครือข่ายโรงแรมระดับโลกที่มีสาขานับพันอย่างฮิลตัน (HLT) แมริออท (MAR) ไปอย่างง่ายดาย แม้ว่ารายได้จะโตจาก 250 ล้านเหรียญในปี 2014 เป็น 1,000 ล้านเหรียญในปี 2015 แต่ก็ต่ำกว่าแมริออทที่มีรายได้ 14,000 ล้านเหรียญหลายสิบเท่าอยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงกำไร เพราะแผนของ Airbnbคือวางแผน “ขาดทุน” อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีรายได้เติบโตสู่ระดับ 10,000 ล้านเหรียญในปี 2020

            ยูนิคอร์นกระจายตัวไปในเกือบทุกอุตสาหกรรมทั้งในโลกการเงินหรือ Fintech หรือธุรกิจอาหาร, Healthcare, Logistics หรือการให้บริการต่าง ๆ อย่างเราที่คาดไม่ถึง ประเทศที่มีม้ายูนิคอร์นมากที่สุด คือสหรัฐและจีน ซึ่งมีจำนวนพอ ๆ กัน แม้ประเทศไทยยังไม่มีม้าในเทพนิยายตัวนี้ แต่สำหรับในอาเซียน เรามี GrabTaxi, Lazada และ Garena ที่จดทะเบียนอยู่ในสิงค์โปร์ อย่างไรก็ดีวงการ Startups ไทยก็ได้อิทธิพลมาไม่น้อย ซึ่งเราจะได้เห็นภาครัฐ ธุรกิจ ที่มีความตื่นตัวสูงในธุรกิจสมัยใหม่แบบนี้

            การมาของยูนิคอร์น ไม่เพียงส่งผลภายในวงการลงทุน แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจดั้งเดิมอีกด้วย คำว่า Disruptive คือการเกิดใหม่โดยทำลายสิ่งที่ดั้งเดิมออกไปด้วยวิธีที่ “ไม่ธรรมชาติ” เพราะผู้สร้างและนักลงทุนที่เลี้ยง “ม้ายูนิคอร์น” จะมอง “ความเร่งของการเติบโต” มากกว่าผลกำไร ดังนั้นการขาดทุนจึงถูก “อุดหนุน” ด้วยเงินพวกเขา การปลดล็อคเรื่องเงินออกไป ทำให้ลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น ถ้า Uber เติบโตด้วยวิธีการปกติหรือ Organic Growth อาจจะช้าหรือไม่มีโอกาสเกิด แต่ด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนที่พร้อมปั้น Startups สู่ยูนิคอร์น ทำให้ Uber สามารถใช้วิธี Subsidize โดยจ่ายเงินให้ “คนขับ” มากกว่าปกติหลายเท่า การขับ Uber จึงเป็นงานไซด์ไลน์ที่ทำเงิน “สูงผิดปกติ” ในขณะเดียวกันก็ลดราคาให้ “ผู้โดยสาร” จนแทบจะใช้ฟรี ผลที่ตามมาคืออุตสาหกรรม Taxi สีเหลืองทั่วเมืองนิวยอร์คอาจจะกลายเป็นแค่ความทรงจำในหนัง

            ดังนั้นกลยุทธ์ธุรกิจแบบดั้งเดิม อาจจะไม่สามารถ “ตอบโจทย์” การแข่งขันในรูปแบบสมัยใหม่ได้ หลายธุรกิจ Startups แม้กระทั่งเป็นยูนิคอร์นแล้วก็ตาม ยังให้บริการ “ฟรี” กับลูกค้า โดยพยายามหาวิธีหารายได้ในรูปแบบใหม่ ๆ ปัจจุบันมียูนิคอร์นเกือบ 30 บริษัทอยู่ในกลุ่ม FinTech ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง “โลกการเงิน” เดิมอย่างสิ้นเชิง เราไม่จำเป็นต้องโอนเงินผ่านธนาคาร กู้เงินกับธนาคารเหมือนในอดีต ถ้าเราตามข่าวจะเห็นการ “เคลื่อนไหว” อย่างต่อเนื่องของธนาคารเพื่อป้องกันภัยคุกคามจาก Fintech เหล่านี้

            ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่เป็นเดจาวู หรือ “ภาพหลอน” คือภาพนี้คล้ายยุค Dotcom ซึ่งธุรกิจต่าง ๆ มีมูลค่า (Valuation) สูงลิ่ว ยูนิคอร์นใช้คำว่า Valuation แทนราคาซื้อขาย ทั้ง ๆ ที่สำหรับนักลงทุนนั้น สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน อันที่จริงถ้าการระดมทุนนอกตลาดยังทำได้อย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทอาจจะแทบไม่อยากเข้าตลาดหุ้น เพราะอย่าง Facebook เคยมีราคาลดลงจาก IPO เกือบครึ่ง ถ้าผลประกอบการไม่ดี แต่ในกลุ่มยูนิคอร์นผู้คนมองแต่ข่าวดี ความสามารถในการเอาตัวรอดของธุรกิจจึงยังคงเป็นคำถาม เพราะหากไม่มี “เงิน” ของนักลงทุนมาเพิ่มทุนตลอดเวลา ธุรกิจไม่ว่าจะมูลค่ากี่พันล้านอาจจะล้มลงได้ในเวลาสั้น ๆ นี่คือกระแสที่แม้แต่บัฟเฟตต์ยังพูดว่าเขาไม่สนใจในเกมนี้ เพราะราคาสูงเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจมัน

            ท่ามกลางกระแส “ข่าวด้านบวก” ในธุรกิจเหล่านี้ ถ้าเราตามข่าวในกรอบเล็ก ๆ จะพบว่า ธุรกิจจำนวนมาก กำลังยากลำบาก การระดมทุนรอบหลัง ๆ มีราคา “ต่ำกว่า” รอบแรก หรือเรียกว่า Down round ยิ่งซื้อช้า ยิ่งถูก เป็นวงจรที่น่ากลัวที่สุดซึ่งทำร้ายธุรกิจที่ต้องการ “เงิน” จากนักลงทุนโดยตรง ยูนิคอร์นที่เคยร้อนแรงที่สุดมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญของประเทศอังกฤษเพิ่งล้มละลายไปเดือนที่ผ่านมา Jawbone, Evernote, Tango, Snapchat, Dropbox ก็ต่างประสบปัญหาต้อง “รัดเข็มขัด” ลดพนักงานเพราะประสบปัญหาการเงิน งานเลี้ยงยูนิคอร์นกำลังเริ่มต้น หรือกำลังจบลง เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ

Thursday, March 10, 2016

แข่งกันเป็นนกตัวแรก / โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

 

 ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จ สุภาษิตฝรั่งที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ในเรื่องนี้คือ “Early Bird catches The Worm” หรือแปลว่านกที่ตื่นเช้าจะได้กินหนอน (ส่วนนกที่ตื่นสายก็จะไม่มีอะไรกิน เพราะนกที่ตื่นเช้ากินหมดแล้ว) นี่คือความเชื่อหลักซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์ทางธุรกิจในเรื่อง First Mover Advantage หรือความได้เปรียบหากเรารีบลงมือก่อน ส่วนการผลัดวันประกันพรุ่งดูเหมือนจะเป็น “ผู้ร้าย” ในทุก ๆ เรื่อง แต่คนมักจะลืมไปว่า Early Bird catches the worm, but the early Worm gets caught แปลว่าหากเรามองอีกมุมหนึ่ง “นกตัวแรก” อาจจะได้กินหนอน ในขณะเดียวกัน “หนอนตื่นเช้า” ก็จะถูกจับกินเป็นตัวแรกเช่นเดียวกัน ปัญหาคือเรามักจะคิดว่าตัวเองเป็น “นกตัวแรก” แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ใช่ “หนอนตัวแรก”

            ธุรกิจในโลกส่วนใหญ่ล้วนประกอบไปด้วยคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้บุกเบิก ผู้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ลงหลักปักฐานหรือ “ผู้ชนะ” บนความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนสองกลุ่มนี้อาจจะเป็นคนเดียวกัน และหลายครั้งกว่ามักจะเป็นคนละคนกัน เช่นถ้าเราพูดถึงผู้คิดค้นโทรศัพท์มือถือคือโมโตโรลา แต่ผู้ชนะคือโนเกียที่ใหญ่กว่าเป็นสิบเท่าในยุคทอง แต่หลังจากนั้นโนเกียคิดค้น Smart Phone เป็นคนแรก ๆ ผู้ชนะกลับเป็น APPLE จนก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ระดับโลก บริษัท Magnavox และอาตาริ คือผู้บุกเบิกเกมคอนโซล แต่นินเทนโดคือผู้ที่มาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ซัคเคอร์เบิร์กนำเอาแนวคิดเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีมาตั้งแต่ปี 1999 มาสร้าง The Facebook ในปี 2004 และกลายเป็นผู้ชนะ เรื่องราวหนึ่งที่เจ็บปวดคือ ผู้ที่คิดกล้องดิจิตอลคนแรกคือโกดัก บริษัทไอคอนของอเมริกา แต่นี่คือบริษัทที่ล้มละลายในเวลาต่อมา คำถามคือ ทำไม Early Bird กลับไม่ได้ประโยชน์ เหมือนผู้ที่ตามมาในภายหลัง

            การเป็น Early Bird อาจจะหมายถึงผู้ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ “ประสิทธิภาพ” เป็นคนละเกมกับ “ความคิดสร้างสรรค์” และประสิทธิภาพสูงไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว หากปราศจากความคิดต่อยอด ความคิดชั้นยอดในโลกมักจะเกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ เช่น ลีโอนาโด ดาวินชี ใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อวาดรูปโมนาลิซา เขา “ถ่วงเวลา” เพื่อค้นหาวิธีการวาดแสงเงา จนสามารถสร้างมาสเตอร์พีซของโลกขึ้นมาได้ ซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟนก็ใช้เวลากว่า 4 ปีในการเขียน นี่คือผลของการรอคอยที่สร้างผลต่างมหาศาล คำว่าผลัดวันประกันพรุ่งในภาษาอียิปต์ แปลได้สองอย่าง คือ “ขี้เกียจ” และอีกความหมายหนึ่งคือ “รอจนกว่าเวลาจะเหมาะสม” คนที่ช้าไม่ได้หมายถึงขี้เกียจเสมอไป ถ้าเป็น “การช้าอย่างตั้งใจ” การมีเวลาในการคิดอะไรสิ่งที่ดีกว่า มองเห็นจุดอ่อนของผู้บุกเบิก สามารถเติมเต็มจุดอ่อนเปลี่ยนเป็นจุดแข็งนั้นได้เป็นอย่างดี เหมือนที่ขงเบ้งพูดในศึกผาแดงว่า ทุกอย่างพร้อม แต่เราต้องรอ “ลมบูรพา”

            มองอีกมุมหนึ่งกิจกรรมที่จะได้ผลดีกับการเป็น Early Bird หรือการมี First Mover Advantage นั้น จำเป็นจะต้องควบคู่กับความสามารถในการ “รักษา” หรือ “ครอบครอง” ทรัพยากรที่เราเข้าถึงได้ก่อน เช่นถ้าเราสามารถคิดสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา เราต้องสามารถจดสิทธิบัตร หรือทรัพยากรนั้นจะต้องมี “หนึ่งเดียว” หรือ “ขาดแคลน” เช่น ทำเลที่ดีที่สุดในเมือง เหมืองที่มีอยู่แห่งเดียว นอกจากนั้น เราต้องสามารถ “ยึด” ลูกค้าไว้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่นการมี “ตราสินค้า” ที่ผู้บริโภคหลงใหลแบบหัวปักหัวปำ หรือการสร้าง “เครือข่าย” Network Effect มี Switching Cost สูง นั่นหมายถึงลูกค้าที่อยู่ในเครือข่ายเรา ไม่สามารถ “ย้าย” ไปเครือข่ายอื่นได้ง่าย หรือการมีขนาดที่ใหญ่จนมีการประหยัดต่อขนาดที่สูงกว่ามาก เกมเหล่านี้ ผู้มาทีหลังย่อมเสียเปรียบมาก

            ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้น คนต่างมุ่งหา “ความเร็ว” อยากเป็น “คนแรก” อยากเริ่มต้นยึดหัวหาดก่อน แต่ในที่สุด “เวลาที่เหมาะสม” และ “ความคิดที่ตกผลึก” คือกุญแจสำคัญกว่าในการเป็นผู้ชนะในบั้นปลาย ยุคที่ความคิดถูกคัดลอกง่าย สินค้าถูกเลียนแบบง่าย การเริ่มต้นก่อนไม่ใช่คำตอบที่จะสร้างชัยชนะในธุรกิจ ดังนั้นถ้าทรัพยากรเราน้อยกว่า การเดินเกมช้า อาจจะได้ผลดีกว่า เพราะเราไม่ต้องเสียทรัพยากรในจุดที่ไม่สำคัญ

            สำหรับการลงทุน ผมก็คิดว่าคนส่วนมากคิดว่า “ตัวเองเป็น” หรือ “พยายามจะเป็น” Early Bird เราคิดว่าเรารู้ข่าวนี้ก่อนคนอื่น เราคิดไกลกว่าคนอื่น เราต้องรีบ “ซื้อหุ้น” กว่าหุ้นจะวิ่ง แต่เท่าที่ผมรู้สึกคือจริง ๆ แล้ว นักลงทุนมีแนวโน้มจะกลายเป็น “Early Worm” เสียมากกว่า เช็คลิสต์ที่สำคัญข้อหนึ่งในการลงทุนของชาลี มังเกอร์ คือ “การคิดอย่างรอบคอบ” การรักษาเงินต้นสำคัญที่สุดในการลงทุน เพราะสำหรับนักลงทุน การไม่มี “เงิน” ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้เลย อย่าให้ไอเดียการลงทุนมากมายที่มีทั้งโลก ไอเดีย Startups ที่ฟังดูหวือหวา ข่าวต่าง ๆ ในตลาดหุ้น มา “เร่ง” ทำให้คุณกลายเป็น Early Worm ผู้โชคร้าย

Friday, February 5, 2016

ปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่ /โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

   
ในปี 1990 สามบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของเมืองดีทรอยต์ เมืองที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของยุคอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา มีขนาดตลาดหรือ Market Capitalization 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีรายได้รวม 250,000 ล้านเหรียญ และมีพนักงาน 1.2 ล้านคน ในขณะที่ปี 2014 สามบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนวัลเลย์ สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ยุคดิจิตอลในสหรัฐอเมริกา มี Market Capitalization 1.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีรายได้เกือบเท่า ๆ กันคือ 247,000 ล้านเหรียญ และที่น่าสนใจคือมีพนักงานเพียงแค่ 137,000 คน หรือน้อยกว่าเศรษฐกิจยุคเดิมเกือบ 10 เท่า

            อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Walmart บริษัทที่เคยเป็นอันดับหนึ่งหลายปีใน Fortune 500 มีพนักงาน 2.2 ล้านคน ในขณะเดียวกันธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่อย่าง e-commerce อย่างบริษัท Alibaba มีพนักงานแค่ 35,000 คน มีขนาดตลาดใกล้เคียงกับ Walmart และยังมีการเติบโตของรายได้ปีล่าสุดสูงกว่า Walmart เป็นสิบ ๆ เท่า

            ทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ในการผลิตบอกว่า เราจะมีความถดถอยทางผลตอบแทน ( Diminishing return ) เมื่อเราเพิ่มกำลังการผลิตถึงจุด ๆ หนึ่ง เพราะเราอาจจะต้องเพิ่มคนงาน ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับคนงาน เราต้องมีความยุ่งยากในการจัดการเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขสำหรับธุรกิจ Digital ที่ต้นทุนส่วนเพิ่มที่เพิ่มขึ้นแทบจะเป็นศูนย์

            บทความใน Techcrunch อุปมายุคเศรษฐกิจ Digital ว่า Uber เป็นบริษัท Taxi ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่มีรถแม้แต่คันเดียว Facebook สื่อกลางที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ไม่เคยสร้าง Content เองเลย Alibaba บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีสินค้าคงคลังของตัวเอง Airbnb บริษัทที่พักที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีห้องของตัวเองเลย นี่คงเป็นเหตุผลที่ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจ Digital คำว่า “Startup” เฟื่องฟู ธุรกิจ Platform เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และมี Valuation ที่สูงเสียดฟ้า เศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงแค่ Digital แต่เทคโนโลยีที่เป็นสิ่งที่จับต้องได้ก็มีอนาคตที่ “ใหญ่มาก” เช่น พาหนะขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ทั้งรถยนต์ โดรน เครื่องบิน เรือ หรือเทคโนโลยี 3D Printing ที่สามารถพิมพ์สิ่งที่มหัศจรรย์ได้มากขึ้นทุกที อนาคตเราอาจจะต้องกินอาหารที่ออกมาจากปริ้นเตอร์ตัวเอง ใส่เสื้อที่พิมพ์ออกมาจากปริ้นเตอร์ รวมไปถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ที่เข้ามาช่วยงานมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เราเคยเห็นแต่ในโรงงานผลิต อนาคตมนุษย์อาจจะแต่งงานกับหุ่นยนต์ หรือพวกวัสดุศาสตร์ที่เบา แข็งแรง และทำหน้าที่ได้อย่างมหัศจรรย์ นาโนเทคโนโลยี ก็ไปไกลมากเช่นเดียวกัน

            ก่อนที่จะจะมาคุยต่อในเรื่องแนวคิดเหล่านี้ ที่จะส่งผลกับภาพการลงทุนในอนาคต เราต้องมองเห็นจุดอ่อนเรื่อง “ความเชื่อ” ของมนุษย์ก่อน ตัวอย่างหนึ่งคือข่าวใหญ่ในวงการดาราศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ที่นักวิทยาศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ( Caltech ) พบข้อสมมุติฐานว่าอาจจะมีดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยะที่ซ่อนอยู่ด้วยวงโคจรที่ไกลมาก

            ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ที่ใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์อะไรได้อย่างหนึ่ง เช่นมนุษย์ใช้เวลาหลายพันปี กว่าที่โคเปอร์นิคัสจะค้นพบสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อหลักในยุคนั้น เขาพบว่า “พระอาทิตย์” ต่างหากคือจุดศูนย์กลางของ “ระบบสุริยะ” และนี่เป็นส่วนสำคัญของการปฏิวัติ “วิทยาศาสตร์” และฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป

            เมื่อมีหลักฐานใหม่ ความคิดเชื่อเดิม ๆ ก็จะถูกลบล้างไป สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ สิ่งที่เราเคยรู้อาจจะ “ล้าสมัย” ข้อมูลที่เรามีส่วนมากมักไม่ได้เป็น Fact หรือข้อเท็จจริง แต่มันเป็นแค่ Truth หรือสิ่งที่เป็นความจริง ณ ขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้น

            ผมพบตัวอย่างที่ใกล้ตัวขึ้นอย่าง “การเลี้ยงลูก” นั้นก็เคยมีความเชื่อแบบที่เราไม่คุ้นเคยเลย เช่น “ความรักต่อลูก” หรือ “การให้เวลาลูก” เป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็น” แค่เราให้อาหารที่เหมาะสม ให้ที่อยู่อาศัย ก็สามารถให้ลูกโตขึ้นมาอย่างดีได้ ไม่น่าเชื่อว่าความเชื่อนี้ถูกเขียนโดยศาสตราจารย์เด็กอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในหนังสือเลี้ยงเด็กที่ดีที่สุดเมื่อร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง หลังจากนั้นก็มีการทดลองมากมาย จึงพบว่าความเชื่อนั้นผิด และเป็นที่มาของวิธีการเลี้ยงลูกในโลกยุคปัจจุบัน (ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ต่อว่าถูกต้องหรือไม่)

            โลกในยุคต่อไป จึงเป็นเรื่องของการพิสูจน์ความเชื่อเดิม ๆ ว่าสิ่งไหนถูกผิด อะไรจะเกิดขึ้น ช้าหรือเร็ว เรื่องราวเหล่านี้จะนำไปสู่แนวคิดอะไรใหม่ ๆ และเราต้องปรับตัวอย่างไร วิธีการลงทุนเดิม ๆ จะได้ผลหรือไม่ ธุรกิจไหนเป็นอนาคต วางแผนชีวิตอนาคตอย่างไรดีเพื่อเตรียมตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ติดตามได้ในตอนถัดไปครับ