Saturday, March 1, 2014
วอร์เรนเริ่มการค้นหาบริษัทชั้นยอดจากตรงไหน
ก่อนที่เราจะเริ่มค้นหาบริษัทที่จะทำให้เรารวย ซึ่งก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน จะเป็นการช่วยได้มากถ้าเรารู้ว่า สามารถเริ่มค้นหาได้จากตรงไหน วอร์เรนพบว่าบริษัทชั้นยอดเหล่านี้มีรูปแบบธุรกิจพื้นฐาน 3 รูปแบบ คือ : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ ขายบริการเฉพาะ หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายปลิตภัฎฑ์หรือบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของสาธารณชนอยู่เสมอในราคาต่ำ
เราจะมาวิเคราะห์ดูแต่ละรูปแบบกัน
ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ : นี่คือโลกของโคคา-โคล่า, เป๊ปซี่, ริกลี่ย์, เฮอร์ชีย์, บัดไวเซอร์, วอชิงตันโพส, และฟิลิปมอร์ลิส บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต่างได้สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในใจผู้ซื้อ จากการเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าประสบการณ์ และโฆษณาส่งเสริมการขาย ทำให้ผู้ซื้อคิดถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัททุกครั้งที่ต้องการสนองความต้องการของตน เมื่ออยากเคี้ยวหมากฝรั่ง คุณจะคิดถึงริกลี่ย์ เมื่ออยากดื่มเบียร์เย็นๆ หลังเสร็จจากงานในวันอากาศร้อนจัด คุณจะคิดถึงบัดไวเซอร์ และแน่นอน อาหารจะอร่อยขึ้นเมื่อกินกับโค้ก
วอร์เรนจะคิดว่าบริษัทเหล่านี้ครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าแล้วและตราบใดที่บริษัทหนึ่งๆ สามารถครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าได้ บริษัทจะไม่ต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ ยังสามารถขายสินค้าในราคาสูงขึ้นได้ และขายได้มากขึ้น ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าที่ง ซึ่งจะปรากฏออกมาในงบการเงินของบริษัท
ขายบริการเฉพาะ : นี่คือโลกของมูดีส์ คอร์ป, เอชแอนด์อาร์,บล็อก อิงค์, อเมริกันเอ็กเพรส, เซอร์วิสมาสเตอร์, และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค เช่นเดียวกับทนายความหรือหมอ บริษัทเหล่านี้ขายบริการที่คนต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อ แต่ต่างจากทนายความและหมอตรงที่ว่า ความสำคัญของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่ตัวสถาบัน ( Instritutional Spacific ) ไม่ใช่ที่คน ( People Spacific ) เมื่อคุณคิดจะทำเรื่องภาษี คุณจะคิดถึงเอชแอนด์อาร์ บล็อก ไม่ใช่คิดถึงตาแจ็คที่ทำงานในเอชแอนด์อาร์ บล็อก ซึ่งเป็นคนลงมือทำภาษีให้คุณ เมื่อวอร์เรนซื้อหุ้นของซาโลมอน บราเธอส์ ธนาคารวาณิชธนกิจ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิตี้กรุ๊ป) ซึ่งเขาได้ขายออกไปในภายหลังนั้น เขาคิดว่าเขากำลังซื้อสถาบัน แต่เมื่อคนเก่งระดับหัวกะทิเริ่มพากันลาออกจากบริษัทพร้อมลูกค้ารายใหญ่ เขาพบว่าความสำคัญอยู่ที่คน ในบริษัที่มีความสำคัญอยู่ที่คน ( People Spacific ) พนักงานจะสามารถเรีรยกร้องและเอากำไรส่วนใหญ่ไปจากบริษัท ทิ้งส่วนเล็กๆ ให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น และการได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่วิธีที่นักลงทุนจะรวยได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ขายบริการเฉพาะสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้เช่นกัน เพราะบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือลงทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานผลิตและคลังสินค้าทำให้บริษัทที่ขายบริการเฉพาะที่ครองใจลูกค้าสามารถสร้างส่วนต่างกำไรได้มากกว่าบริษัทที่ขายสินค้า
การเป็นผู้ซื้อและผู้ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สาธารณชนต้องการเสมอในราคาต่ำ : นี่คือโลกของวอลมาร์ท, คอสโก, เนบราสก้า, เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท, และเดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ บริษัทเหล่านี้ยอมแลกการได้ส่วนต่างกำไรสูงๆ กำับการจำหน่ายในปริมาณมาก ซึ่งกำไรที่ได้จากการจำหน่ายในปริมาณมากขึ้นแสนคุ้มค่ากับการได้ส่วนต่างกำไรที่ลดลง หัวใจสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้คือ เป็นผู้ซื้อราคาถูก และเป็นผู้ขายราคาถูก ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงกว่าคู่แข่ง และขณะเดียวกันยังเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการในราคาต่ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ เรื่องราวการเป็นผู้ขายสินค้าราคาต่ำที่สุดในเมืองยังจะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวตัดสินใจเลือกร้านเมื่อลูกค้าต้องการจับจ่ายซื้อสินค้า ในโอมาฮา หากคุณต้องการเตาใหม่สำหรับบ้านของคุณคุณจะไปที่เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท ที่คุณคิดว่ามีสินค้าให้เลือกมากที่สุดและราคาคุ้มค่าที่สุด เมื่อจะส่งสินค้าข้ามประเทศ คุณจะนึกถึง เดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ ซึ่งคุ้มค่าเงินที่คุณที่สุดและหากคุณอยู่ในเมืองเล็กและต้องการไปซื้อของใหห้างที่มีสินค้าให้เลือกมากที่สุดในราคาคุ้มที่สุด คุณจะไปที่วอลมาร์ท
นี่คือสิ่งซึ่งธรรมดามาก : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ หรือขายบริการเฉพาะ หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าและบริการในราคาถูก แล้วเงินสดจะไหลเข้ามาในมือคุณปีแล้วปีเล่า เหมือนกับว่าคุณกำลังปล้นธนาคารในมอนติคาร์โลอย่างไรอย่างนั้น
ธุรกิจประเภทใดที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยระเบิด
ในยุคแรก นักพนันบางคนสามารถสร้างความมั่งคั่งและชื่อเสียงให้กับตนเอง กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ผู้คนจะพากันติดตามความเคลื่อนไหวในหน้าข่าวการเงิน ตัวอย่างคนเหล่านี้สองสามคน คือ จิม เบรดี หรือ 'ไดมอนด์' และ เบอร์นาร์ด บารุค ซึ่งได้รับการยกย่องว่าคือ "ปรมาจารย์แห่งการลงทุน" ในยุคของพวกเขา
ในยุคปัจจุบันนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม กองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) และกองทุนเพื่อการลงทุน ได้เข้ามาแทนที่นักเก็งกำไรสมัยก่อน นักลงทุนสถาบัน "ขาย" ตัวเองแก่สาธารณชนด้วยการสร้างภาพว่าคือผู้เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น และเที่ยวโฆษณาอวดผลการดำเนินการประจำปีเป็นเหยื่อล่อผู้ไร้วิสัยทัศน์ซึ่งกระหายจะรวยอย่างรวดเร็ว
ตามกฏก็คือ นักเก็งกำไรมักจะเป็นพวก "อยู่ไม่สูข" คือ... รีบซื้อเมื่อมีข่าวดี และรีบขายเมื่อมีข่าวร้าย หากราคาหุ้นไม่เคลื่อนไหวภายในเดือนสองเดือน พวกเขาจะรีบขายเพื่อมองหาตัวใหม่
นักพนันรุ่นใหม่ระดับหัวกระทิต่างพากันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเพื่อวัดความเร็วจองการขึ้นหรือตกของราคาหุ้น หากราคาหุ้นขึ้นเร็วระดับหนึ่ง คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณซื้อ หากราคาหุ้นตกเร็วระดับหนึ่ง คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญานขาย ทำให้เกิดการกระโดดเข้า กระโดดออกในหุ้นนับพันตัวทุกวัน
การที่นักลงทุนคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะรีบกระโดดเข้าซื้อในวันนี้แล้วรีบกระโดออกในวันรุ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกกติ ผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรหลายรายก็ใช้ระบบนี้ และสามารถทำเงินมากมายให้กับลูกค้าได้ แต่เมื่อใดที่ขาดทุน ลูกค้าเหล่านี้ (หากยังมีเงินเหลือ) ก็จะบอกลาทันทีเพื่อไปหานักเลือกหุ้นคนใหม่
วอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเรื่องราวความรุ่งโรจน์และความตกต่ำของนักเลือกหุ้นระดับเซียนและไม่ค่อยเซียนเหล่านี้
การซื้อขายหุ้นอย่างบ้าระห่ำของนักเก็งกำไรมีมานมนาน หนึ่งในปรากฏการณ์ซื้อระห่ำครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งคือ ในทศวรรษ 1920 ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงลิ่ว แต่แล้วในปี 1929 ตลาดก็พังครืน หุ้นร่วงไม่เป็นท่า
ในต้นทศวรรษ 1930 นักวิเคราะห์หนุ่มกล้าได้กล้าเสียแห่งวอลล์สตรีท นาม เบนจามิน เกรแฮม สังเกตเห็นว่านักเลือกหุ้นคนดังส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทไม่ได้ให้ความสนใจเลยกับเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจซึ่งพวกเขากำลังวุ่นกับการซื้อ - ขาย สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือ ราคาหุ้นที่พวกเขาเลือกจะวิ่งขึ้นหรือลงหรือไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ
เกรแฮมยังสังเกตเห็นว่า บางครั้งในการเก็งกำไร นักเลือกหุ้นระดับเซียนเหล่านี้จะไล่ราคาหุ้นจนขึ้นสูงอย่างน่าขัน เมื่อเทียบกับความเป็นจริงจองเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจที่แฝงอยู่ และยังตระหนักด้วยว่า ในทำนองเดียวกัน เซียนพวกเดียวกันนี้บางครั้งยังพากันเทขายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่สนใจกับโอกาสทำกำไรในระยะยาวของบริษัทเลย และราคาหุ้นที่ตกต่ำลงอย่างเหลือเชื่อนี้แหละที่เกรแฮมเห็นเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการทำเงิน
เกรแฮมให้เหตุผลว่า หากเขาซื้อ "ธุรกิจที่เข้าข่ายขายมากเกินไปในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงในระยะยาว ในที่สุดตลาดจะพบความผิดพลาดและปรับราคาขึ้นไปใหม่ และเมื่อตลาดให้ราคาใหม่ที่สูงขึ้นแล้วเขาก็จะขายทำกำไร นี่คือพื้นฐานที่รู้กันทุกวันนี้ ซึ่งเรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ...เกรแฮมคือบิดาของศาสตร์นี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตระหนักคือ เกรแฮมไม่สนใจว่าธุรกิจประเภทไหนที่เขาซื้อ ในโลกของเขาทุกธุรกิจจะมีราคาหนึ่งซึ่งถือว่าถูกมาก เมื่อเขาเริ่มใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในทศวรรษ 1930 เขามุ่งเน้นการค้นหาบริษัทที่มีการซื้อขายต่ำกว่าจำนวนเงินสดที่บริษัทถืออยู่ ซึ่งเขาเรียกว่า "การซื้อ 1 ดอลลาร์ ในราคา 50 เซนต์" นอกจากนี้เขายังมีมาตรฐานอื่นๆ ด้วย เช่น จงอย่าจ่ายเงินซื้อหุ้นสูงกว่า 10 เท่า ของกำไรของบริษัท และจงขายหุ้นเมื่อราคาเพิ่มขึ้น 50% และหากหุ้นใดๆ ไม่ขึ้นภายใน 2 ปี เขาก็จะขายทิ้งด้วย จริงอยู่ การมองของเขายาวขึ้นกว่าพวกนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทเล็กน้อย แต่ความจริงก็คือเขาให้ความสนใจเป็นศูนย์ หรือเรียกได้ว่าไม่สนใจเลยว่าบริษัทนั้นๆ จะเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากเกรแฮมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในทศวรรษ 1950 จากนั้นก่อนที่เกรแฮมจะเกษียนไม่นาน ได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ในบริษัทของแกรแฮมที่วอลล์สตรีท และได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มีชื่อเสียง คือ วอลลเตอร์ ชโลสส์ ซึ่งได้สอนให้หนุ่มน้อย วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ถึงศิลปะในการค้นพบสถานการณ์ที่ราคาของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าจริง ด้วยการให้เขาอ่านงบการเงินของบริษัทนับพัน
หลังจากที่เกรแฮมเกษียนอายุแล้ว วอร์เรนเดินทางกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา ทำให้เขามีเวลานั่งไตร่ตรองแนวคิดของเกรแฮมห่างจากนักเก็งกำไรบ้าระห่ำในวอลล์สตรีท และในช่วงนี้เองที่เขาพบว่า คำสอนของอาจารย์ของเขามีปัญหาสองสามประการ
ประการแรกคือ ไม่ใช่ว่าธุรกิจที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าจะได้รัรบการปรับราคาให้สูงขึ้นทุกธุรกิจ และบางธุรกิจถึงกับล้มละลายก็มี ทุกงวดของการขายหุ้นจะมีจำนวนหนึ่งซึ่งกำไรและอีกจำนวนหนี่งที่ขาดทุน ซึ่งฉุดให้ผลประกอบการโดยรวมต่ำลง เกรแฮมพยายามป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ด้วยการมีพอร์ตฟอลิโอที่ประกอบด้วยบริษัทมากมาย บางครังถึง 100 บริษัทหรือกว่านั้นก็มี นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ในการขจัดหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นหลังจากลงทุนมา 2 ปีออกด้วย กระนั้นก็ตาม สุดท้ายแล้ว "หุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่า" ของเขาหลายตัวก็ยังคงต่ำกว่ามูลค่าอยู่
วอร์เรน บัฟเฟตต์ พบว่าบริษัทจำนวนหนึ่่งซึ่งเขาและเกรแฮมซื้อ และขายไปแล้วตามกฏ 50% ของเกรแฮมยังคงเติบโตขึ้นทุกปี และระหว่างนี้เขาได้เห็นราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นเรื่อยๆ หลักจากที่เกรแฮมขายทิ้งไปแล้ว เหมือนกับว่าพวกเขาซื้อตั๋วรถไฟไปที่ "ถนนสุขสบาย" แต่กลับกระโดดรถก่อนจะถึงสถานีเสืยอย่างนั้น เพราะว่าไม่รู้อย่างแท้จริงว่ารถไฟกำลังมุ่งไปที่ไหน
วอร์เรน คิดว่าเขาสามารถพัฒาผลงานของอาจารย์ให้ดีขึ้นได้ด้วยการศึกษาเศรษฐกิจของธุรกิจองบริษัทดาวเด่นเหล่านี้ แล้วก็เริ่มศึกษางบการเงินของบริษัทเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมในระยะยาว
สิ่งที่วอรเรน บัฟเฟตต์เรียนรู้ก็คือบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ล้วนได้ประโยชน์จากความได้เปรียบในการแข่งขั้นบางประการที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจซึ่งเหมือนระบบผูกขาด ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หรือขายผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า และสามารถทำเงินได้เหนือกว่าคู่แข่งจำนวนมหาศาล
วอร์เรนยังพบว่า หากบริษัทสามารถคงความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นเวลานาน หรือหากว่าความได้เปรียบนั้นมีความ "ยั่งยืน" มูลค่าแฝงของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นแล้ว วอร์เรนก็ยิ่งเห็นเหตุผลว่ายิ่งเขาลงทุนนานเท่าใดเขาก็ยิ่งมีโอกาสในการทำกำไรมาขึ้นจากความได้เปรียบของธุรกิจ
วอร์เรนยังพบว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งในอนาคต นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร หรือทั้ง 2 กลุ่ม -- จะเห็นมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นของบริษัทนั้นๆ และดันราคาหุ้นของบริษัทขึ้น ซึ่งเหมือนกับว่าการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัท ทำให้การลงทุนในธุรกิของบริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้เองตามคาด
วอร์เรนได้พบบางสิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์กว่าแล้ว...ธุรกิจเหล่านี้มีเศรษฐกิจขอธุรกิจน่าทึ่งซึ่งทำงานอยู่ฝ่ายพวกเขา ทำให้โอกาสการล้มละลายของบริษัทเหล่านี้เป็นศุนย์ ซึ่งหมายความว่ายิ่งนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทพากันทุบราคาหุ้นให้ยิ่งต่ำลงเท่าใด วอร์เรนก็จะมีความเสี่ยงในการซื้อหุ้นเหล่านี้เข้ามาเก็บน้อยลงเท่านั้น นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ต่ำลงยังหมายถึงโอกาสในการขึ้นมากขึ้นด้วย ยิ่งเขาเก็บหุ้นไว้นานเท่าใด เขาก็ยิ่งมีเวลาในการทำกำไรจากเศรษฐกิจแฝงของธุรกิจเหล่านี้ยิ่งขึ้น ความจริงดังกว่านี้จะสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้เขาทันทีที่ตลาดหุ้นมองเห็นอนาคตอันสดใสของบริษัทเหล่านี้ในที่สุด
ทั้งหมดนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับภาษิตของวอลล์สตรีทที่บอกว่าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดคุณต้องเพิ่มความเสี่ยงแฝง หรือที่ว่ากันว่า "ยิ่งมีความเสี่ยงมาก ยิ่งกำไรมาก" วอร์เรนได้พบ "จอกศักสิทธิ์" แห่งการลงทุนแล้ว ....เขาได้พบกับการลงทุนที่เสี่ยงน้อยลง แต่มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น
เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น วอร์เรนพบว่าเขาไม่ต้องรอให้วอลล์สตรีททุบหุ้นจนได้ราคาถูกแสนถูกอีกต่อไป แต่เขาสามารถซื้อหุ้นของบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งยังคงทำกำไรได้หากลงทุนนานพอ นอกจากนี้ ยังพบว่า หากเขาเก็บหุ้นในระยะยาว ไม่ขายออก เขายังสามารถเลื่อนการจ่ายภาษีของกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นออกไปเรื่อยๆ ทำให้การลงทุนของเขาปลอดภาษีไปตลอดตราบใดที่เขายังถือหหุ้นไว้ด้วย
มาดูตัวอย่างกัน.... ใปี 1973 วอร์เรนลงทุน 11 ล้านเหรียญ ในวอชิงตันโพสต์ บริษัทหนังสือพิมพ์ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และยังคง "กอด" ไว้อยู่จนถึงตอนนี้ ในช่วงกว่า 35 ปี ที่วอร์เรนลงทุน มูลค่าของบริษัทได้พุ่งขึ้นถึง $1.4 พันล้านเหรียญ นี่คือการลงทุน 11 ล้านเหรียญ ที่ทำกำไรได้ $1.4 พันล้านเหรียญ!!! ไม่เลวเลยทีเดียว และที่ดีที่สุดคือ เนื่องจากวอร์เรนไม่เคยขายหุ้นเลยสักหุ้น ดังนั้นจนถึงขณะนี้เขาจึงยังไม่ต้องเสียภาษีสักสตางค์แดงเดียวจากกำไรที่ได้รับด้วย
ในทางกลับกัน เกรแฮมซึ่งใช้หลัก 50% คงขายหุ้นวอชิงตันโพสต์ของวอร์เรนไปตั้งแต่ปี 1976 ในราคาราว 116 ล้านเหรียญ และต้องเสียภาษี 39% ของกำไรที่ได้จากส่วนต่างราคาหุ้น แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ บรรดาเซียนคัดหุ้นในวอลล์สตรีทที่คงจะซื้อๆ ขายๆ เป็นเจ้าของหุ้นเหล่านี้ครั้งไม่ถ้วนในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้กำไร 10-20% จากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง และต้องเสียภาษีทุกครั้งที่ขายด้วย แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์คั้นกำไรจากการลงทุนในวอชิงตันโพสต์ได้มากถึง 12,460% และถึงทุกวันนี้ยังไม่ต้องเสียภาษีสักแดงเดียวจากกำไร $1.4 พันล้านเหรียญ
วอร์เรนได้เรียนรู้ว่า เวลาจะทำให้เขารวยระเบิด หากเขาลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน
การลงทุนในหุ้นขั้นเทพ แบบ VI
การวิเคราะห์หุ้น มีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากมาย ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนบางคน ที่อาจจะมีความรู้เชิงธุรกิจไม่มาก
เพราะอาจไม่ได้เรียนมาทางสายธุรกิจ หรือเพิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นนักลงทุนมือใหม่ และคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมข้อสรุปของหุ้นแต่ละตัว จึงไม่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนแต่ละคน
หุ้นตัวหนึ่งนักลงทุนคนหนึ่ง อาจดูว่าดีมากเป็นซูเปอร์สต็อก ในขณะที่อีกคนหนึ่งมองเป็นหุ้นธรรมดาๆ หรือหุ้นตัวหนึ่งนักเล่นหุ้นคนหนึ่งบอกว่า เป็น Growth Stock หรือหุ้นโตเร็ว ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า เป็นหุ้นวัฏจักรที่เพียงแต่อยู่ในช่วงขาขึ้น และพร้อมจะลงในอนาคต
วิธีที่จะดูว่าหุ้น หรือบริษัทที่เราสนใจ น่าจะดีหรือไม่อย่างง่ายๆ คือ หาปัจจัยที่สำคัญมากๆ มาเป็นเครื่องชี้ที่จะบอกว่าเป็นหุ้นดีหรือหุ้นแย่ ตัวอย่างเช่น ถ้าการตลาด หรือยี่ห้อของสินค้าของบริษัทนั้น แข็งแกร่งสุดยอดเหนือกว่าคู่แข่งมาก โอกาสสูงว่าหุ้นของบริษัทน่าจะดี โดยอาจจะไม่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นมากหรือละเอียดนัก เป็นต้น
เครื่องชี้วัดที่สำคัญและวิเคราะห์ได้ง่ายตัวหนึ่ง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และนำมาใช้ได้ในหุ้นเกือบทุกตัว คือ ตัวเลขของผลประกอบการ หรือกำไรในอดีต เพราะนี่คือผลงานที่บริษัททำได้มาแล้ว เป็น "ของจริง" ที่เกิดขึ้น และบอกไปถึงอนาคตได้ โดยเฉพาะกำไรที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากผลการทำงานของบริษัทจริงๆ ไม่ได้เกิดจากภาวะแวดล้อม ที่ทำให้บริษัทกำไรดี พูดง่ายๆ บริษัทไม่ได้กำไรดี เพราะ "โชคดี" แต่บริษัทกำไรดี เพราะบริษัทมีฝีมือดี มีความสามารถเหนือคู่แข่ง
วิธีที่จะตัดประเด็นของ "โชค" ออกจากตัวเลขผลประกอบการ คือ การดูกำไรย้อนหลังไปหลายๆ ปี ถ้าเป็นเรื่องโชคแล้ว คงไม่เกิดติดต่อกันหลายๆ ปี น่าจะเกิดขึ้นไม่เกิน 2-3 ปี หลังจากนั้น จะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งกำไรหลังจากนั้น จะแย่ลง และสรุปได้ว่า บริษัทคงไม่เก่งอะไรนัก ตรงกันข้าม ถ้าเรามองผลประกอบการย้อนหลังไปยาวๆ พบว่าบริษัทมีผลงาน หรือผลประกอบการที่น่าประทับใจมาตลอด
ดังนั้น สรุปได้ว่า บริษัทนี้มีความสามารถในการแข่งขันสูง และแน่นอนในอนาคตต่อไป น่าจะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน เพราะบริษัทก็เหมือนคน ถ้าเก่งและมีความสามารถ อย่างไรก็ทำเงินได้ต่อไปในอนาคต
ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง ที่ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอ ที่จะพิสูจน์ได้ว่า บริษัทดีจริงหรือไม่ น่าจะไม่น้อยกว่า 7-10 ปีขึ้นไป เพราะนอกจากจะตัดประเด็นเรื่องโชคของบริษัทแล้ว ยังตัดประเด็นเรื่องวัฏจักรของธุรกิจที่มีเวลาขึ้นลงไม่เกิน 3-5 ปีด้วย
ถ้าจะหาปัจจัยสำคัญบางตัว ที่จะบอกว่าบริษัท หรือหุ้นดีหรือไม่ ผมคิดว่า ข้อมูลผลกำไรย้อนหลัง 7-10 ปี เป็นตัวสำคัญมากตัวหนึ่ง และข้อเสนอของผม คือ ถ้าบริษัทไหน มีกำไรสม่ำเสมอ และ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราตั้งแต่ 10% ต่อปีขึ้นไปมาตลอด โดยที่บริษัท ไม่ต้องเรียกเงินจากผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเลย ถือว่าบริษัทนั้น หรือ หุ้นตัวนั้น เป็นหุ้นที่ดีเยี่ยม โดยไม่ต้องไปดูปัจจัยอื่นมากมาย ถ้าจะใช้คำหรูๆ แบบที่วัยรุ่นใช้กับดาราชายที่หน้าตาดีมาก ว่า "หล่อขั้นเทพ" ผมก็อยากจะเรียกหุ้นที่มีผลประกอบการดังกล่าวว่าเป็น "หุ้นขั้นเทพ"
นอกจากตัวเลขผลกำไรแล้ว ปันผลก็เป็นตัวเลขหนึ่งที่สำคัญ ถ้าบริษัทจ่ายปันผลออกมาน้อย กำไรในอนาคตต้องมากขึ้นอยู่แล้ว ถ้าบริษัทจ่ายปันผลในแต่ละปีในอัตราสูงเช่นเกิน 50% ของกำไรแต่ละปีด้วย นี่เป็นตัวเสริมให้เป็นหุ้นเทพมากขึ้น ถ้าจ่ายปันผลต่ำ ความเป็นหุ้นขั้นเทพก็ลดลง
ความเป็นเทพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา ถ้ากำไรโตปีละถึง 15% ขึ้นไป อาจเรียกว่าเป็นหุ้นเทพมาก แต่ถ้ากำไรโตต่ำกว่า 10% แบบนี้ อาจเรียกว่า เทพธรรมดา หรือไม่เทพเลย ถ้ากำไรโตน้อยมากเพียงแค่ 4-5% เป็นต้น
เช่นเดียวกัน ความสม่ำเสมอของกำไรในแต่ละปี ก็เป็นตัวบอกความเป็นเทพมากหรือน้อยได้ บริษัทที่มีกำไรแทบจะเพิ่มขึ้นทางเดียวปีต่อปี ไตรมาสต่อไตรมาส แบบนี้ก็เทพมาก แต่บริษัทที่มีกำไรสลับขึ้นลง และโดยเฉพาะที่มีแนวโน้มลดลงในช่วงท้ายๆ แบบนี้ความเป็นเทพก็ด้อยลง
หุ้นเทพ โดยปกติราคาจะวิ่งขึ้นเสมอและต่อเนื่องยาวนาน ตราบที่แนวโน้ม กำไรยังโตขึ้นใกล้เคียงกับอดีต การถือหุ้นเทพ บางครั้งถือยาวเป็น 5 ปี 10 ปีได้ โดยไม่ต้องทำอะไร ในช่วงสั้นๆ แน่นอน หุ้นเทพอาจมีราคาสูง หรือต่ำจนดูเหมือนกับว่า Overvalue หรือ Undervalue แต่ไม่ควรมีปฏิกิริยาอะไรนัก ยกเว้นจะเกินไปมาก เหตุผล คือ ในที่สุดจะ "กลับมา" คือหุ้นก็ จะขึ้นต่อไปตามผลประกอบการ
ผมเองเคยพบนักลงทุนหลายคนที่พยายาม "เล่นสั้นๆ" ในหุ้นเทพ นั่นคือ เขาจะขายเมื่อหุ้นขึ้นไปแรง เสร็จก็กลับเข้าไปเก็บ เมื่อหุ้นเทพปรับตัวลงมา ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายคุ้มค่าไหม เพราะบางครั้งต้องกลับไปซื้อในราคาแพงขึ้น เพราะหุ้นไม่ตกกลับลงมาตามที่คาด บางคนที่ "ขายหมู" ไปแล้วก็ไม่กลับมาซื้ออีก และทำให้พลาด "กำไร" มหาศาลที่ตามมาอีกหลายๆ ปี
ข้อจำกัดของการลงทุนในหุ้นเทพ มีพอสมควร เหตุผลหนึ่งคือหุ้นเทพ มักจะไม่ถูก นั่นทำให้ VI จำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน พวกเขามักจะดูว่ากำไรที่โตขึ้นต่อปีของหุ้นขั้นเทพ "ไม่ใคร่สูง" เช่น "แค่ 15%" แต่ค่า PE ของหุ้นอาจจะสูงถึง 20 เท่า หรือมากกว่า ดังนั้น ค่า PEG หรือค่า PE เมื่อเทียบกับการเติบโตนั้นสูงกว่า 1 เท่า
ตาม "ตำรา" ต้องบอกว่า ไม่คุ้มที่จะลงทุน ประเด็นนี้ผมคิดว่าค่า PEG อาจจะใช้ไม่ได้กับเรื่องของหุ้นเทพ และส่วนใหญ่ที่ใช้กันก็มักจะมอง Growth หรือการเติบโตของกำไรไปแค่ 3-4 ปี ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของหุ้นเทพ
ข้อจำกัดต่อมาของหุ้นเทพ คือ บางบริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนไม่นาน จึงมีข้อมูลไม่พอ แต่ถ้าบริษัทนั้นกลายเป็นหุ้นเทพจริงๆ ในเวลาต่อมา การลงทุนในหุ้นขั้นเทพตั้งแต่ตอนต้น อาจทำกำไรได้มหาศาล เพราะราคาหุ้นในขณะนั้นอาจจะไม่สูง และนี่นำมาสู่ข้อที่ต้องระวัง ที่สำคัญการลงทุนในหุ้นเทพ คือ ต้องพิจารณาดูว่า หุ้นเทพที่เราดูอยู่กำลังอยู่ในหุ้นเทพ "ขั้นสุดท้าย" หรือเปล่า นั่นคือ การเติบโตของกำไรของหุ้นเทพ ใกล้สิ้นสุดหรือยัง
ขณะที่ราคาหุ้นเทพขึ้นไปสูงมาก ถ้าเราเข้าไปลงทุนช่วงที่บริษัทเริ่มอิ่มตัว ไม่สามารถโตต่อไปได้แล้วด้วยเหตุผลต่างๆ ในที่สุด ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลงไปเรื่อยๆ โดยไม่กลับขึ้นมาอีก หุ้นเทพส่วนมาก มักจะมีอายุค่อนข้างยาว บางบริษัทอย่างหุ้นวอลมาร์ทในอเมริกานั้นเติบโตยาวนานหลายสิบปี
การสรุปว่าหุ้นขั้นเทพตัวที่มองอยู่ "หมดยุค" แล้ว ต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไป หุ้นขั้นเทพที่ไม่ใช่หุ้นไฮเทค ถ้าจะตกต่ำลง ก็จะใช้เวลาเป็นปีๆ หรือหลายๆ ปี ความจำเป็นต้องรีบขายจึงไม่มี
ดร.นิเวศ เหมวชิรวรากร
Subscribe to:
Posts (Atom)




