Showing posts with label หนังสือหุ้น vi. Show all posts
Showing posts with label หนังสือหุ้น vi. Show all posts
Tuesday, December 16, 2014
ปรัชญา VI จากหนังสือลงทุน
ตั้งแต่หนังสือการลงทุนเล่มแรกที่ผมเขียนคือ “ตีแตก” ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2542 แล้ว ผมก็ยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนออกมาอย่างต่อเนื่อง ถึงวันนี้ผมนับดูแล้วมีรวมกันเกือบ 20 เล่ม ทุกเล่มนั้น สิ่งที่ผมต้องคิดนอกจากเนื้อหาของหนังสือแล้วก็คือ “ชื่อ” ของหนังสือ เพราะชื่อนั้นมีส่วนสำคัญที่จะทำให้หนังสือขายได้ดีหรือไม่ดีไม่น้อยไปกว่าเนื้อหา ถ้าจะว่าไปก็คงเหมือนกับสินค้าที่จะขายดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ “หีบห่อ” ไม่น้อย ดังนั้น ก่อนที่จะออกหนังสือ ผมจึงต้องตั้งชื่อเรื่องที่ผมคิดว่ามันจะสื่อถึงประเด็นสำคัญที่มีต่อการลงทุนที่เข้ากับสถานการณ์ในขณะที่หนังสือออกวางแผง ผลก็คือ ถึงวันนี้ ผมมี “ชื่อ” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการลงทุนแบบ VI เกือบ 20 ชื่อซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูก็พบว่าแต่ละชื่อนั้น เหมือนกับเป็น “ปรัชญา” ที่สำคัญสำหรับ VI ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
เริ่มต้นด้วยหนังสือชื่อ “ลงทุนเพื่อชีวิต-ด้วยหุ้น” นี่เป็นปรัชญาหรือหลักการลงทุนที่ผมเห็นว่าสำคัญและจะเปลี่ยนวิถีการลงทุนของเราโดยสิ้นเชิง คนที่เข้ามา “เล่นหุ้น” โดยกันเงินส่วนหนึ่งเข้ามาซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่ใช่การลงทุน “เพื่อชีวิต” แต่น่าจะเป็นการลงทุนเพื่อความสนุกสนานหรือความโลภหรือความต้องการทำกำไรเพื่อนำเงินมาใช้เพิ่มขึ้น ดังนั้น โอกาสที่ชีวิตจะ “เปลี่ยนแปลง” ไปจึงแทบไม่มี เราจะเข้าไปลงทุนก็เฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นคึกคักและก็เลิกเล่นเมื่อทุกอย่างเหงา เงินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมีไม่มาก ชีวิตในระยะยาวของเราก็เหมือนเดิม แต่การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เป็นการลงทุนที่เราตั้งความหวังว่าเมื่อเราแก่ตัวลงหรือมีอายุมากขึ้น เราก็จะมีเงินมากพอที่จะทำให้เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน มันจึงมีความสำคัญมากและไม่ใช่เรื่อง “เล่น” และสำหรับบางคนนั้น มันเป็นหนทางที่จะทำให้ “รวย” เป็นเศรษฐีได้ ดังนั้น วิธีการลงทุนจึงต้องแตกต่างจากคนอื่น ที่สำคัญก็คือ เราต้อง “ทุ่มเท” ทรัพยากร ทั้งทางด้านเม็ดเงินและแรงกายแรงใจที่จะทำให้มันบรรลุผล นี่คือสิ่งเราต้องเลือก
หนังสือชื่อ “เซียนหุ้นพันธุ์แท้” “เซียนหุ้นมือทอง” และ “เทคนิคพิชิตหุ้น” นั้น บ่งบอกให้รู้ว่า การลงทุนนั้น ไม่ใช่ว่าจะแค่รู้จักชื่อหุ้นและสามารถสั่งซื้อสั่งขายได้โดยการการดูราคาหุ้นที่ขึ้นลงทุกวันและอ่านข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รายวันหรือติดตามจากสื่อสมัยใหม่เท่านั้น แต่การลงทุนที่ถูกต้องนั้นเราจะต้องเข้าใจหลักการที่ถูกต้อง เราต้องเรียนรู้จาก “เซียน” ที่เป็น “ตัวจริง” ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ การเล่นหุ้นตามคนอื่นโดยที่เราไม่ได้รู้เหตุผลที่แท้จริงในแง่ของมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยาก และนี่ก็คือหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “เล่นหุ้นตามเซียน” ที่ผมเขียนขึ้นในปีที่หุ้นที่ “เซียน” เล่นกันมากมีการปรับตัวขึ้นอย่างมากมาย แต่เนื้อหาที่แท้จริงของหนังสือก็คือ “อย่าเล่นหุ้นตามเซียน”
วิธีการลงทุนที่ผมคิดว่าดีที่สุดในระยะยาวก็คือ การพยายาม “ชนะอย่างเต่า” ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก ว่าที่จริงถ้าจะหาคุณลักษณะการลงทุนของผมโดยเปรียบเทียบกับสัตว์แล้ว ผมคิดว่าผมก็คือ “เต่า” นั่นก็คือ ผมเน้นว่าผมเลือกที่จะ “เดินทาง” หรือลงทุนอย่างช้า ๆ ไม่เลือกหุ้นที่หวือหวาที่อาจจะให้ผลตอบแทนเร็วมากแต่อาจจะมีความเสี่ยง ผมอยากที่จะเดินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด ผมคิดว่าถ้าเรามี “เวลา” ในการลงทุนยาวนานเหมือนอายุเต่า เงินของเราก็จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ต้องรีบ นอกจากนั้น การเป็น “เต่า” ที่มีกระดองหนาป้องกันตัวและสามารถอยู่ได้ในทุกสถานที่และสถานการณ์แม้แต่ในน้ำนั้น ก็เปรียบเสมือนกับการลงทุนของเราที่จะต้องออกแบบพอร์ตการลงทุนของเราให้ปลอดภัยในทุกสถานการณ์รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่มักจะต้องเกิดขึ้นเสมอได้
ชื่อหนังสือสองเล่มที่จะบอกถึงความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งและเราจะต้องผ่านมันไปได้ก็คือ “เล่นหุ้นในภาวะวิกฤติ” และ “เล่นหุ้นปีทอง” ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงวิกฤติและทุ่มเททุกอย่างลงทุนในปีทอง ว่าที่จริงในทั้งสองช่วงนั้น ผมลงทุนร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งสองช่วง เหตุผลก็เพราะว่าเราไม่รู้ว่าปีไหนเป็นปีวิกฤติและปีไหนจะเป็นปีทองจนกระทั่งมันผ่านไปแล้วเราไม่รู้ล่วงหน้า สิ่งที่เราต้องทำตลอดเวลาก็คือ ออกแบบหรือเลือกหุ้นลงทุนที่จะทำให้เราอย่าเสียหายมากเกินไปเมื่อเกิดวิกฤติและกำไรดีแต่อาจจะไม่ดีเท่าคนอื่นที่เล่นเก็งกำไรมากเมื่อเป็นปีทอง โดยวิธีนี้ ในระยะยาวแล้วเราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เหตุผลเพราะว่า เวลาหุ้นตก 50% นั้น เราจะต้องทำผลตอบแทนขึ้น 100% เราถึงจะเท่าทุน ดังนั้น โดยทั่วไป การป้องกันหุ้นตกย่อมดีกว่าพยายามทำกำไรให้มากขึ้น
ในการลงทุนนั้น ถ้าเราหวังที่จะ “รวย” ไม่ได้หวังแค่ได้ผลตอบแทนปกติ บ่อยครั้งเราต้องกล้าที่จะ “ตีแตก” นั่นก็คือ ลงทุนในหุ้นบางตัวในจำนวนเงินที่มากกว่าปกติมาก มันเป็นหุ้นที่เรา “เดิมพัน” สูงมาก ถ้าเราชนะเราจะได้เงินมากอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าเราแพ้ เราก็อาจจะเสียหายหนัก ดังนั้น การที่เราจะลงทุนในหุ้นตัวนั้น เราจะต้องมั่นใจมากว่าโอกาสที่เราจะชนะมีมาก และโอกาสที่เราจะแพ้มีน้อย และถ้าแพ้ เราก็จะต้องไม่เสียหายหนักเกินไปจนอยู่ไม่รอด ซึ่งหลักเบื้องต้นง่าย ๆ ของผมก็คือ อย่าถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 50% ของพอร์ต นอกจากนั้น บริษัทจะต้องมีความเสี่ยงที่จะ “หายนะ” ต่ำมาก และสุดท้ายก็คือ อย่าคิดว่าเราพบหุ้นที่เราสามารถ “ตีแตก” ได้ปีละหลาย ๆ ตัว ผมคิดว่าหุ้นที่สมควรที่เราจะตีแตกนั้น ถ้าภายใน 5 ปีมีหนึ่งตัวก็สุดยอดแล้ว
หุ้นที่จะตีแตกหรือหุ้นที่เราคิดจะลงทุนเป็น “แกน” ของพอร์ตของเราในระยะยาวนั้น ผมคิดว่าควรที่จะอยู่ในกลุ่มที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก-มหัศจรรย์ของหุ้น VI” ซึ่งก็เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ออกมาในช่วงที่หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” หรือหุ้นที่มีคุณสมบัติทางธุรกิจดีสุดยอดนั้น สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างงดงาม บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและบริษัทเป็นผู้นำที่มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมถึงขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งหรือแทบจะเป็นบริษัทใหญ่บริษัทเดียวในอุตสาหกรรม ดังนั้น มันจึงทำกำไรได้สูงกว่าปกติและสามารถขยายตัวและเพิ่มความได้เปรียบมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้หุ้นมีการเติบโตต่อเนื่องยาวนาน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้น เราก็ต้องพึงระวังว่าราคาหุ้นจะไม่สูงเกินไป
การลงทุนนั้น เนื่องจากมันเป็นเรื่องระยะยาวมากแทบจะตลอดชีวิต มันจึงควรเป็นอย่างชื่อหนังสือเรื่อง “การลงทุนหุ้นอย่างสบายใจ” ไม่เคร่งเครียด และสำหรับบางคนนั้น เมื่อ “รวย” แล้วก็ควรเป็นการ “รวยหุ้นอย่างพอเพียง” ตามชื่อหนังสืออีกเล่มหนึ่ง นั่นก็คือ ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น รู้จักหาความสุขไม่ใช่จากการใช้เงิน แต่หาความสุขโดยมีเงินเป็นตัวสนับสนุนในกรณีที่จำเป็นต้องใช้เงิน นอกจากนั้น ในการลงทุนเราก็ควรจะนึกถึงเรื่อง “ธรรมะกับการลงทุน” ที่เป็นชื่อหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่จะช่วยชี้นำการใช้ชีวิตในตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยกิเลศและความโลภด้วย
สุดท้ายก็คือหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ออกในโอกาสที่ผมอายุครบ 60 ปีเมื่อปีที่แล้วชื่อ “ก้าวเล็ก ๆ ในตลาดหุ้น ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตคนเราที่จะประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะต้องเริ่มจาก “ก้าวที่เล็ก ๆ” โดยที่ก้าวของผมก็มาจากความคิดที่ว่าผมจะ “รวยด้วยหุ้น” ตามชื่อหนังสือเล่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงแต่เขียนมานานแล้ว และทั้งหมดนั้นก็คือ “ปรัชญา VI” ที่ได้มาจากชื่อหนังสือการลงทุนที่ผมเขียนขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรากุล
Tuesday, October 14, 2014
10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI
ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ
สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ)
หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ
The Intelligent Investor
ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข
หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เลยที่ VI พันธุ์แท้ควรอ่านให้จบคับ แม้จะเป็นหนังสือที่หนา แต่ถ้าเราค่อย ๆ อ่านไปเดี๋ยวก็จบคับ
Common Stocks and Uncommon Profits and Other Writings หุ้นสามัญ กับ กำไรที่ไม่สามัญ
ผู้เขียน Philip A. Fisher
ผู้แปล ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวารกร
Philip A. Fisher อาจารย์อีกคนของ Warren Buffett หนังสือเล่มนี้จะมีแนวคิดเกี่ยวกับการหาหุ้น แนวเติบโต หรือหุ้นโตเร็ว (Growth Stock) เน้นไปที่การวิเคราะห์ดูลูกค้า การแข่งขัน และการดูซัพพลายเออร์ รวมถึงว่า ควรซื้อเมื่อไหร่ ขายเมื่อไหร่ สิ่งควรทำหรือไม่ควรทำในการซื้อหุ้นก็มีบอกไว้หมดคับ
ผู้เขียน Peter Lynch กับ John Rothchild
ผู้แปล ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวารกร
Peter Lynch ถือเป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนมือหนึ่งของอเมริกาก็ว่าได้ หนังสือเล่มนี้จะบอกถึงการมองหาโอกาสในการลงทุนจากการตั้งข้อสังเกตสิ้งที่อยู่ใกล้ตัว และกล่าวถึงหลักการการลงทุนในหุ้นแต่ละประเภทไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น หุ้นวัฏจักร หุ้นพื้นตัว และหุ้นโตเร็ว สำหรับท่านที่ชอบและมองหาหุ้น “สิบเด้ง” ตัวต่อไปไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้
เล่มนี้อ่านสนุกกว่าสองเล่มแรก สำหรับมือใหม่แนะนำให้อ่านเล่มนี้ก่อนนะครับ จะได้ไม่เบื่อไปเสียก่อน
ตีแตก : กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต
ผู้เขียน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวารกร
เล่มนี้เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวารกร เนื้อหาภายในหนังสือจะบอกถึงสิ่งที่ควรจะต้องศึกษาก่อนที่จะเข้าไปลงทุน และเน้นแนวคิดที่ว่า “ลงทุนในหลักทรัพย์ให้เหมือนกับ การเข้าหุ้นทำธุรกิจ” ถือว่าเป็นหนังสือแนว VI เล่มแรกๆ ของเมืองไทย ที่ยังคลาสสิกและใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยครับ
ผู้เขียน คุณสุมาอี้ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
หนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีการวัดมูลค่าหุ้นแบบ DCF ในแบบที่เข้าใจได้ง่ายมากๆ มีทั้งแนวคิดและตัวอย่างที่สามารถทำตามได้เลย เรียกว่านักลงทุนรายย่อยที่อยากวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวเองเป็น ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้นะครับ
คัมภีร์ VI
ผู้เขียน คุณมนตรี นิพิฐวิทยา และคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ
ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ทั้งสองท่านถือเป็น VI พันธุ์แท้อันดับต้นๆ จากเว็บ thaivi.org เลยก็ว่าได้ เล่มนี้รวบรวมแนวคิด หลักการ และวิธีการในการลงทุนอย่างถูกต้อง ไว้ได้อย่างครบถ้วน
วิถีแห่งเซียนหุ้นห่านทองคำ
ผู้เขียน เทพ รุ่งธนาภิรมย์
ท่านที่สนใจการลงทุนหุ้นปันผล เน้นเก็บไข่ทองคำกินไปตลอด ควรหาเล่มนี้มาอ่านนะครับ มีครบทั้งแนวคิด วิธีการ ประสบการณ์จริงและตัวอย่างมากมาย จากเซียนหุ้นปันผลตัวจริงของวงการอย่างอาจารย์เทพ รุ่งธนาภิรมย์
The New Buffettology ลงทุนอย่าง…วอร์เรน บัฟเฟตต์
ผู้เขียน Mary Buffett และ David Clark
ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข
เนื้อหาในหนังสือ การหามูลค่าหุ้นแบบ DCF และการคำนวณหามูลค่าในอนาคตและผลตอบแทนแบบทบต้น และให้รายละเอียดในเชิงลึกถึงวิธีการที่ Warren Buffett ใช้ในการหาโอกาส จากการมองระยะสั้นๆ และการมองโลกในแง่ร้ายของตลาดหุ้น โดยการเข้าไปซื้อหุนในธุรกิจที่ดีในราคาถูกมากเมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทเหล่านั้น
เล่มนี้เป็นเล่มที่นักลงทุนเน้นคุณค่าทุกคนควรจะอ่านนะครับ จะได้เข้าใจว่าทําไม Warren Buffet ถึงชอบซื้อธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน(DCA) ไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นวัฏจักร(Commodity)ครับ
ผู้เขียน Mark Tier (มาร์ก เทียร์)
ผู้แปล ชัชวนันท์ สันธิเดช, สุภศักดิ์ จุลละศร
เล่มนี้เนื้อหาแนว “จิตวิทยาการลงทุน” ที่เขียนได้สนุก อ่านง่าย ได้แนวคิดทั้งในส่วนของเชิงเทคนิคการเล่นหุ้น และการลงทุนเชิงพื้นฐาน จากสองผู่ยิ่งใหญ่ในโลกการลงทุนในยุคปัจจุบัน ทั้ง Warren Buffett และ George Soros
ถ้าอยากรู้ว่ามืออาชีพเขามีอุปนิสัย มีแนวคิด มีทัศนคติอย่างไร ทำไมพวกเข้าถึงอยู่รอดและทำกำไรได้อย่าง ยั่งยืน ยาวนาน ให้อ่านเล่มนี้นะครับ
The Dhandho Investor นักลงทุนดันโด
ผู้เขียน Mohnish Pabrai
ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข
หนังสือเล่มนี้จะบอกถึงแนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง มีตัวอย่างประกอบ อธิบายแบบเข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้ในทุกวงการการลงทุน ใช้ได้กับธุรกิจต่างๆ ที่เราต้องใช้เงินลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ
โดยมีแนวคิดหลักๆ คือ
- ลงทุนในธุรกิจที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว
- ลงทุนในธุรกิจที่เรียบง่าย
- ลงทุนในธุรกิจที่มีปัญหาในอุตสาหกรรมซึ่งกำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก
- ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืน
- เดิมพันน้อยอย่าง เดิมพันหนักๆ ไม่เดิมพันบ่อยๆ
- มองหาโอกาสทำอาร์บิทราจ
- มีส่วนเผื่อเพี่อความปลอดภัยเสมอ (Margin of Safety)
- ลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีความไม่แน่นอนสูง
- ลงทุนในพวกเลียนแบบ ไม่ใช่พวกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
เล่มนี้เนื้อหาแต่ล่ะบทน่าติดตาม อ่านแล้วแทบจะวางไม่ลง แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบเนื่อหาบทสุดท้ายเรื่องการตอบแทนสังคมมากที่สุด เพราะนักลงทุนที่ดีนั้นเมื่อสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวได้แล้ว ต้องไม่ลืมที่จะตอบแทนสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมรอบข้างด้วยนะครับ
ที่จริงยังมีหนังสือดีๆ อีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้กล่าวถึงนะครับ เอาไว้จะมาเจาะเป็นเล่มๆ ในคราวต่อไปส่วน 10 เล่มที่บอกไปแล้วข้างบน แนะนำให้หามาอ่านให้ได้ ไม่ว่าจะวิธีการใด ซื้อ ยืม(ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีเยอะ) หรือว่าจิ๊กของเพื่อนตอนเผลอ (อันนี้ไม่แนะนำ ) และหากเพื่อนๆ คิดว่ามีเล่มอื่นๆ ที่น่าสนใจก็สามารถแนะนำเข้ามาได้เลยนะครับ เราจะได้มีรายชื่อหนังสือดีๆ ไว้อ่านกันเยอะๆ เพื่อพัฒนาการลงทุนในตลาดหุ้นของเรากันต่อไปครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)











