Sunday, May 10, 2015

อนาคตตลาดหุ้นไทย


ตลาดหุ้นไทยได้ครบรอบ 4 ทศวรรษในวันที่ 30 เมษายน 2558 ซึ่งต้องบอกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ผมอยากจะใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับตลาดหุ้นไทย ที่สร้างความมั่งคั่งให้ทั้งบริษัทจดทะเบียน นักลงทุน และระบบเศรษฐกิจไทย ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งระดมทุนที่มีคุณภาพ และช่วยยกระดับให้บริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากก้าวขึ้นมาเป็นระดับภูมิภาคจนถึงระดับโลกได้ และผมจะใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อวิเคราะห์ภาพสิ่งที่เกิดขึ้นของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน และมุมมองสู่อนาคต

    ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมาได้ไกลแค่ไหน ผมจะลองยกสถิติต่าง ๆ มาเปรียบเทียบให้ดู จำนวนบริษัทจดทะเบียน ณ สิ้นปี 2014 มี 613 บริษัท มีมูลค่าตลาดหรือ Market Capitalization ราว 14 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นในภูมิภาคที่มีขนาดใกล้เคียงกับเราคือตลาดหุ้นของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้คือสิงค์โปร์ มีขนาดใหญ่กว่าเราราว 80% ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เล็กกว่าเราครึ่งนึง ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามมีขนาดแค่ 1 ใน 10 ของไทย ตลาดหุ้นอื่น ๆ ยังมีขนาดเล็กมาก หรือกำลังจัดตั้ง แต่อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นเรายังคงอยู่ในระดับกลาง ๆ คือไม่เล็กมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ใช่ตลาดหุ้นที่มีบทบาทมากนักในเวทีโลก เรายังอยู่ในกลุ่มที่กึ่ง ๆ จะเป็น Emerging หรือ Frontier market ในสายตากองทุนใหญ่ ๆ ของโลกอยู่

    ถ้าเทียบสัดส่วน Market Capitalization เรามีสัดส่วนราว 2% ของตลาดเอเชีย และเป็นแค่ 0.6% ของโลก แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในอันดับ 24 ของทั้งตลาดหุ้นทั่วโลก 65 แห่งที่เป็นสมาชิกของ World Federation of Exchange เรียกได้ว่าแม้อันดับจะดูไม่ขี้เหร่ แต่ตลาดหุ้นใหญ่ ๆ มีส่วนแบ่งในตลาดโลกที่ “สูงมาก” ถ้าเราอยากจะอยู่ในอันดับ Top 20 เราต้องมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมากกว่า “เท่าตัว” สถิติที่น่าเหลือเชื่อคือตลาดหุ้น 20 แห่งแรก มีส่วนแบ่งถึง 95% ของตลาดหุ้นทั้งหมดของโลก ดูเหมือนตลาดหุ้นก็มีลักษณะ Winner takes all พอสมควร บริษัทใหญ่ ๆ นิยมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ใหญ่กว่า เนื่องจากมีเม็ดเงินสะพัดกว่า

    เหตุผลนี้ทำให้ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่าง ๆ ในโลกมีลักษณะแย่งพื้นที่พอสมควร วิธีหนึ่งคือการควบรวมของตลาดเข้าด้วยกัน เช่น Euronext, London Stock Exchange, Japan Exchange Group เพื่อสร้างตลาดที่สามารถ “เรียกลูกค้า” ทั้งจากบริษัทจดทะเบียน และนักลงทุน เช่นเดียวกับ AEC ที่กำลังรวมกลุ่มตลาดหุ้นในภูมิภาคจัดตั้ง ASEAN STARS ให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่เป็น 5 อันดับของโลกคือ 1. NYSE (ก่อตั้งปี 1817) ในนิวยอร์ค 2. NASDAQ (ก่อตั้งปี 1971) ในนิวยอร์ค 3. London Stock Exchange (ก่อตั้งปี 1801) ในลอนดอน 4. Japan Exchange Group (ก่อตั้ง 2013 จากการควบรวมตลาด Tokyo และ Osaka) ในโตเกียว 5. Shanghai Stock Exchange (ก่อตั้งปี 1990) ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกทั้งสิ้น บ่งบอกความสำคัญของตลาดทุนต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างดี

    กลับมาที่ตลาดหุ้นในภูมิภาค AEC ตลาดหุ้นไทยมีจุดเด่นหลายอย่าง เช่น อัตราเงินปันผลสูง มีระบบสนับสนุนนักลงทุนรายย่อย มีสภาพคล่องสูง และพักหลังบริษัทไทยที่เป็นลักษณะกิจการครอบครัวจำนวนมากนิยมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยหลาย ๆ สาเหตุ ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี สาเหตุหลักคงเห็นว่ากิจการที่เข้าตลาดจำนวนมากเติบโต และมีมูลค่ากิจการสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการแบ่งปันข้อมูลกับนักลงทุนซึ่งช่วยสอดส่องดูแล พัฒนาบริษัท เพราะนักลงทุนรุ่นใหม่ ๆ คิดว่าตัวเองเป็น “หุ้นส่วน” กับกิจการมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากนั้นเรายังมีตลาดหุ้นรองอย่าง MAI ที่แม้ว่า Venture Capital ยังไม่เฟื่องฟูนัก แต่ MAI ก็ช่วยสนับสนุนการะดมทุนให้กับบริษัทขนาดกลางเล็กได้เป็นอย่างดี

    สำหรับผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในรอบ 40 ปีผ่านมา คิดเป็นประมาณ 7% ต่อปี รวมเงินปันผลราว 3-4% ดังนั้นตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี หรือถ้าเริ่มต้นลงทุน 1 ล้านบาทเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็จะกลายเป็นเกือบ 50 ล้านบาท นี่คือเส้นทางที่คนธรรมดา สามารถมั่งคั่งได้ อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงตลาดหุ้นไม่เคยราบเรียบ นักลงทุนส่วนหนึ่งขาดทุนหนักจากความผันผวน แต่นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความไม่ราบเรียบของตลาดหุ้นเป็นโอกาสชั้นดี เพราะตลาดทุนคือโอกาสของทุกคนที่ใช้มันเป็นครับ

Monday, May 4, 2015

หุ้นสามัญชน / คนขายของ


     สิ่งหนึ่งที่ Warren Buffett เน้นย้ำเรื่องการลงทุนคือให้ลงทุนในกิจการที่นักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจ เป็นอย่างดี แม้ Buffett จะลงทุนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นจนอายุย่าง 85 ปี จากพอร์ตเล็กๆ จนกลายมาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก Buffett เองก็ยังยอมรับว่ามีกิจการบางอย่างที่ยากเกินไป สำหรับเขา กิิจการเหล่านี้เขาไม่เข้าใจในตัวธุรกิจดังนั้นเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะลงทุนในบริษัทเหล่านั้น เพราะมันเป็นการยากที่จะประเมินมูลค่าที่แท้จริง อุตสาหกรรมบางอย่างมีความยากในการประเมิน กำไรในอนาคต ทั้งนี้เพราะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษ หรือ ความรู้เฉพาะทาง ดังนั้นจึงเป็นการยาก สำหรับสามัญชนคนทั่วไปจะประเมินกำไรในอนาคตเพื่อหามูลค่าที่แท้จริงได้ โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า นักลงทุนโดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกิจการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  หนึ่ง กิจการที่มีราคาขายต่อหน่วยลดลงตลอด ขอยกตัวอย่างหนึ่งที่ผมคุ้นเคย เพราะเคยอยู่ในวงการ นี้มาก่อน คือกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่ใช้ตามบ้าน ซึ่งก็เหมือนกิจการ เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไปซึ่งราคาต่อหน่วยเป็นขาลงตลอด สมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ราคาเครื่อง ปรับอากาศขนาด 12,000 BTU ราคาราวๆ 30,000 บาท สมัยนี้เหลืออยู่ 12,000-18,000 บาท คือหายไปราวๆ 50% เมื่อราคาต่อหน่วยลดลง การที่จะได้กำไรเท่าเดิมนั้น หมายความว่าบริษัท ต้องขายให้ได้ปริมาณมากขึ้น หรือไม่ก็ต้องลดต้นทุนต่อหน่วยลง กิจการประเภทนี้จะอยู่นิ่งไม่ได้ บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมประเภทนี้ หากผู้บริหารไม่มีความชำนาญพอ พนักงานไม่ตื่นตัว มีโอกาส ที่จะล้มหายไปจากวงการสูง เครื่องปรับอากาศยังมีข้อดีที่เทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากเป็นพวก โทรศัพท์มือถือ เราจะเห็นได้เลยว่า ผู้ชนะเมื่อสิบยี่สิบปีที่แล้ว พอมาถึงยุคนี้แทบไม่มีใครรู้จัก

สอง กิจการที่ราคาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มีความผันผวนสูง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ ค่าระวาง เรือขนส่งสินค้าทางทะเล ผมยังจำได้ว่าในตอนต้นปี 2008 ราคาน้ำมันทะลุ 100 เหรียญต่อบาเรล ไปทำจุดสูงสุดราวๆ 140 เหรียญ ในตอนนั้นมีกูรูผู้เชี่ยวชาญบอกว่าน้ำมันจะไปถึง 200 เหรียญ แต่กลายเป็นว่าตอนต้นปี 2009 ราคาน้ำมันกลับอยู่ที่ 40 เหรียญ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้น ที่ขายน้ำมันดิบ รายได้ในปี 2009 มีโอกาสที่จะลดลงมากกว่า 50% ซึ่งโดยมากการลดลงของกำไร ก็มักเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้น แม้แต่คนที่อยู่ในวงการยาวนาน มีความชำนาญ เฉพาะทางสูงมาก ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ยิ่งถ้าเราเป็นนักลงทุนรายย่อยธรรมดา หากไปลงทุนในกิจการประเภทนี้ นับว่าเป็นการเสี่ยงอย่างมาก

  สาม กิจการที่มีคู่แข่งเกิดใหม่ในอัตราสูง Steve Jobs ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่น APPLE II ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในอเมริกาตอนช่วงปี 1977-1980 จนทำให้ในที่สุดยักษ์ใหญ่ IBM ตัดสินใจเข้ามาทำตลาด PC ในปี 1981 Compaq อดีตผู้ผลิต PC อีกบริษัทหนึ่งก็ถูกก่อตั้งในปี 1982 และ DELL เกิดขึ้นในปี 1984 และมีผู้ผลิต PC อีกมากมายเกิดขึ้นหลังจากนั้นจนทำให้ APPLE มีปัญหาในการทำกำไรและประสบภาวะขาดทุนเป็นครั้งแรกในปี 1996 เมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่ง ขายดีมากๆ ย่อมเป็นเป้าหมายให้บริษัทต่างๆในอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมแข่งขัน ในช่วง “ตะลุมบอน” ยังไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ นักลงทุนธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในวงการอุตสาหกรรมนั้นๆคงยากที่จะมองออก ดังนั้นการคอยเฝ้าสังเกตุการณ์รอให้ฝุ่นจางก่อน คงเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการด่วนตัดสินใจถือหางฝ่ายไหน

  แต่หากว่าเราเป็นนักลงทุนที่มีความชำนาญพิเศษในอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็ไม่ควรปล่อยองค์ความรู้ที่มีให้ เปล่าประโยชน์ ในช่วงที่ผ่านมาผมเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง พบว่ามีนักลงทุน ซึ่งเป็นผู้รับเหมาท่านหนึ่งให้ความสนใจลงทุนในบริษัทนี้เพราะเขารู้ถึงสภาวะความต้องการผลิตภัณฑ์ นั้นๆเป็นอย่างดี เรียกได้ว่ามี “ความได้เปรียบในการแข่งขันในการลงทุน” เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ใน วงการอื่น แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนธรรมดาสามัญชน ไม่ใช่คนในวงการ ไม่มีความเข้าใจในธุรกิจ ขอให้นึกถึงคำแนะนำของ Jack Welch อดีต CEO ของ GE ที่ว่า “หากไม่มีความสามารถในการแข่งขัน จงอย่าแข่งขัน” กลับมาลงทุนในกิจการที่คุณคุ้นเคยดีกว่าครับ

ฟองสบู่ของนักลงทุน / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล


  ในแวดวงตลาดหุ้นและการลงทุนนั้น  เราคุ้นเคยกับเรื่องของการ  “เฟ้อ” ของราคาหลักทรัพย์หรือที่มักเรียกกันว่า  “ฟองสบู่”  ซึ่งความหมายก็คือ  ราคาหลักทรัพย์ปรับขึ้นไปสูงกว่า “พื้นฐาน” ที่ควรเป็นอันมาก  ซึ่งอาการแบบนั้น  ในที่สุดแล้วมันก็มักจะ “แตก”  นั่นก็คือ  ราคาก็จะตกลงมาแรงจนถึงราคาพื้นฐานหรือต่ำกว่านั้น    เช่นเดียวกับราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์   สิ่งอื่น ๆ  ที่ปรับตัวขึ้นไปมากเกินกว่าที่ควรเป็นมาก  อาจจะไม่ใช่เรื่องของราคา  แต่เป็นเรื่องของปริมาณหรือแม้แต่ความรู้สึกทางสังคม  เราก็อาจจะเรียกว่าเป็น  “ฟองสบู่” ได้เหมือนกัน  และฟองสบู่ที่ว่านั้น  ในที่สุดมันก็มักจะ “แตก” และทุกอย่างก็จะปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งเป็นระดับที่น้อยลงไปมาก   หนึ่งใน  “ฟองสบู่”  ที่ผมเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ  กับการปรับตัวขึ้นอย่างแรงของหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นขนาดเล็กก็คือ  “ฟองสบู่ของนักลงทุนส่วนบุคคล”

  อาการ “ฟองสบู่ของนักลงทุน” นั้น  เห็นได้ชัดจากเครื่องชี้มากมายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี  เรื่องแรกก็คือ  จำนวนคนทั่วไปที่ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุนเข้ามาลงทุนหรือเล่นหุ้นเองนั้น  เพิ่มขึ้นมาก  บางคนอาจจะเข้ามาลงทุนในกองทุนรวม  ซึ่งบางทีก็ดูเหมือนว่าเขาต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อการ “เกษียณ”  และดังนั้นก็อาจจะไม่เกี่ยวกับการเร่งตัวของนักลงทุนหรือการเล่นหุ้น  แต่เมื่อดูไปแล้วผมเองก็สงสัยว่าพวกเขาจำนวนไม่น้อยนั้นกลับเป็นนัก “เก็งกำไร” จากการผันผวนของตลาดหุ้น  หลักฐานอยู่ที่ว่า  คนที่ลงทุนในกองทุนรวมจำนวนไม่น้อยเข้าไปซื้อกองทุน “ทริกเกอร์ฟันด์” โดยเฉพาะของตลาดหุ้นต่างประเทศ  โดยหวังที่จะทำกำไรเร็วและออกจากการลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม

  นอกจากหุ้นแล้ว  นักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากนั้น  ยังพร้อมที่จะเข้าไปเล่นอะไรก็ได้ถ้าเขาคิดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้น  เช่น  วอแร้นต์ ทอง  น้ำมัน  คอนโด หรือบางทีก็อาจจะรวมไปถึงตราสารหรือการลงทุนที่ซับซ้อนอื่น ๆ  เช่น  กองทุนรวมอสังหาฯหรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนบางกอง  และอาจจะรวมไปถึงการซื้อขาย “เงินดิจิตอล”  ที่มีความเสี่ยงสูงมากแต่ในความคิดของเขาอาจจะ  “ไม่เสี่ยง”  อย่าลืมว่าในช่วง  “ฟองสบู่”  นั้น  คนจะ “ไม่กลัวความเสี่ยง”

  สัญญาณที่สองของฟองสบู่ของนักลงทุนก็คือ  มี  “เซียน”  เกิดขึ้นมาก   ความเป็นเซียนนั้น  มักจะเกิดขึ้นจากการที่เขาสามารถทำเงินจากการลงทุนได้สูงมากในเวลาอันสั้นด้วยการลงทุนซื้อขายหุ้นหรือทรัพย์สินบางตัวในปริมาณที่มากเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งของตนและข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวนั้นถูกเผยแพร่ออกมาผ่านสื่อที่มีคนติดตามกันมากทั้งที่เป็นสื่อมวลชนและสื่อสังคมอื่น ๆ  ที่มีมากมายในวันนี้  นอกจากนั้น  บางคนก็อาจจะเป็น “เซียน” ได้จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่เป็น  “พันล้านบาท”  โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสถิติหรือผลตอบแทนการลงทุนที่เห็นเป็นประจักษ์

  ความหลากหลายของ “เซียน”  หรือบางครั้งก็เรียกว่า “กูรู” การลงทุนเองนั้น  ก็มีมากมายตามฐานะ  ผลงาน  หรือ ชีวิต ของแต่ละคนที่ได้รับการกล่าวขวัญหรือได้มีการเปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ  ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น  เราแทบจะเห็น “เซียน”  เกิดใหม่  แทบจะทุกเดือนหรือบางทีติดต่อกันหลายสัปดาห์  กูรูคนใหม่นั้นก็มักจะมีผลงานและชีวิตที่ “น่าทึ่ง” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่อายุของเซียนคนใหม่เองนั้นก็มีแนวโน้มจะน้อยลง  บางคนอายุเพิ่งจะ 30 ปีเศษก็ประสบความสำเร็จและอ้างว่ามีความมั่งคั่งเป็นร้อยหรือพันล้านบาทแล้วจากการลงทุนไม่ถึง 10 ปีด้วยซ้ำ  นอกจากนั้น  ชีวิตของเซียนเองก็ดูว่าเหมือน  “เทพนิยาย”  หรือ  “มหัศจรรย์” ขึ้นทุกที  ประวัติการทำงานหรือผลงานนั้นบางทีไม่รู้ว่าเคยทำอะไรแต่ความสำเร็จจากการลงทุนนั้นมาง่ายแทบจะ “พลิกฝ่ามือ”  แต่เขาก็มักจะเล่าว่ามันผ่าน  “อุปสรรคและวิกฤติ”  มามากมายก่อนที่จะมาเป็น  “เขาในวันนี้”

  ฟองสบู่ของนักลงทุนเองนั้น  ยังเห็นได้จาก  “ความคาดหวังผลตอบแทน” จากการลงทุนที่สูงเกินกว่าที่จะเป็นในระยะยาว  นักลงทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในขณะนี้น่าจะคิดว่าตนเองสามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 15-20% ต่อปีในระยะยาวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  พวกเขาได้รับคำบอกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของตลาดหุ้นไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 12% ต่อปี ซึ่งไม่จริง)  ดังนั้น  ด้วยการลงทุนเองพวกเขาเชื่อว่าจะสามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่านั้น  คนที่ลงทุนเองและประสบความสำเร็จ  “อย่างงดงาม”  ในช่วงที่ผ่านมาหลายปีจึงมักจะตั้งเป้าผลตอบแทนของตนเองสูง  คนที่คิดว่าตนเอง  “ไม่เก่ง”  ก็อาจจะตั้งไว้ปีละ 15%  หรือพอร์ตโตเป็นเท่าตัวใน 5 ปี  รายที่คิดว่าตนเองก็เป็น  “เซียน” อาจจะตั้งไว้สูงถึงขนาดว่า  “10 ปีโต 10 เท่า”  หรือโตปีละประมาณ 26% หรือมากกว่านั้น  ซึ่งก็แปลว่าภายในเวลาไม่กี่ปีก็จะมีเงินเป็นร้อยเป็นพันหรือหมื่นล้านบาทได้ในชั่วชีวิตนี้

  แนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการลงทุนที่จะประสบความสำเร็จนั้น  มีมากมายตาม  “เซียน” หรือ  “กูรู”  ที่ประสบความสำเร็จสูง  ทฤษฎีการเงินที่เป็นวิชาการและได้รับการพิสูจน์จากนักวิชาการในระดับสากลที่บอกว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะตลาด  ทฤษฎีการเงินที่บอกว่าผลตอบแทนการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยง  ผลตอบแทนที่สูงในตลาดหุ้นนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงนั้น  ไม่มีใครสนใจที่จะฟัง   ในตลาดหุ้นไทยวันนี้  ดูเหมือนว่าทุกทฤษฎีหรือหลักการนั้น  สามารถทำกำไรได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำได้ถูกต้องแค่ไหน  ในบางช่วง  Value Investment ดูเหมือนว่าจะโดดเด่นมากเมื่อ  เซียนหุ้น VI กำลังมาแรงและทุกคนต่างก็เป็น VI   ในบางช่วง  “เทคนิคอล” เองก็เป็นวิธีการที่ทำกำไรได้ดี  ถ้าคุณมี “วินัยกับกราฟ” ในหลาย ๆ  โอกาส  “เกร็ดการลงทุน” ของ “เซียน”  คนนั้นคนนี้คือวิธีที่จะทำเงินได้มากกว่าการยึดทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งตายตัว

  “อิทธิพล” และ  “บารมี”  ของนักลงทุนส่วนบุคคลก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งของ “ฟองสบู่นักลงทุน”  ผมเชื่อว่าเวลานี้  นักลงทุนกลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อในระดับสูงมากที่คนค้าขายของหรูของแพงให้ความสนใจ  รถหรูระดับเฟอร์รารี่  คอนโดราคายูนิตละเป็นร้อยล้านบาท อาหารหรูหราจากเชฟระดับมิชลินหลายดาว นั้นผมคิดว่ามีลูกค้าที่เป็นนักลงทุนที่มีความมั่งคั่ง “ระดับมหาเศรษฐี” ในช่วงที่ผ่านมาหลายปีอยู่ไม่น้อย   นี่ยังไม่รวมรถหรูระดับเบนซ์  คอนโดราคา 10 ล้าน และสินค้าหรูอย่างอื่นที่มีลูกค้าที่เป็นนักลงทุน  “อาชีพ”  ที่มีความมั่งคั่งเกินอายุอยู่ไม่น้อย  ในส่วนของบริษัทหรือธุรกิจเองนั้น  อิทธิพลของนักลงทุนต่อผู้บริหารหรือการจัดการบริษัทนั้นผมเห็นว่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับระดับที่ควรจะเป็นอย่างเช่นในต่างประเทศ  นักลงทุนส่วนบุคคลไทยนั้น  ผมคิดว่ามีสิทธิมีเสียงและเป็นกลุ่มคนที่บริษัทต้องคำนึงถึงมาก   พวกเขาต้องให้ข้อมูล  ต้องฟัง  และอาจจะต้องปฏิบัติตาม   ในหลาย ๆ กรณีในระยะหลังนั้น  นักลงทุนส่วนบุคคลสามารถเข้าไป “ยึดกุม” การบริหารของบริษัทได้ด้วยซ้ำ  

  สื่อสารเกี่ยวกับการลงทุนที่มีมากมายในปัจจุบันและแทบทุกรายการนั้นเน้นที่การลงทุนของนักลงทุนส่วนบุคคลก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีฟองสบู่ของนักลงทุนอยู่  แม้แต่รายการที่เป็นMass และเป้าหมายคือชาวบ้านทั่ว ๆ ไปนั้น  บางครั้งก็เริ่มเห็นการสัมภาษณ์นักลงทุนหรือดึงนักลงทุนที่  “ประสบความสำเร็จสูง” มาร่วมรายการ  “เซเลบ” ที่เป็นนักลงทุนและเป็น  “คนรุ่นใหม่”  มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และนั่นก็คือสัญญาณทั้งหมดที่ทำให้ผมเชื่อว่าเรากำลังมีฟองสบู่ของนักลงทุน  ผมเองเชื่อว่า  “ฟองสบู่”  นี้จะต้องแตกซักวันหนึ่ง  อาจจะตามการชะลอตัวลงยาวนานหรือการ “แตก” ของ  “ฟองสบู่” ตลาดหุ้น—ถ้ามี  และหลังจากนั้น  นักลงทุนก็จะกลับไปมีสถานะตามเดิมก่อนที่จะเกิดฟองสบู่ นั่นก็คือ  เป็นคนธรรมดา ๆ