Monday, May 16, 2016

Sell in May and go away /โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



นักวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น   มักจะพูดถึงแต่เรื่องทาง “เทคนิค”  นั่นคือพูดถึงแต่เรื่องตัวเลข  แนวรับแนวต้าน  เส้นกราฟต่าง ๆ  อย่างเป็นงานเป็นการ  พวกเขาจะต้องทำตัวให้ดูเคร่งขรึม  “น่าเชื่อถือ”  คนที่ใช้ต้องมี “วินัย”  เพื่อที่จะไม่ตัดสินใจผิดพลาด  การ “ไม่เชื่อกราฟ” นั้นดูเหมือนว่าจะทำให้การเล่นหุ้นแบบเทคนิค “ผิดพลาดมากที่สุด”  อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่เทคนิคต่าง ๆ  ถูกศึกษาและมีการนำมาใช้กว้างขวางและ “อยู่ตัวแล้ว”  พวกเขาก็เริ่มที่จะหาอะไรที่มี “สีสัน” มาเล่นมากขึ้น  และต่อไปนี้ก็คือเรื่องที่มีการพูดหรือใช้กันต่อเนื่องมาช้านาน  บางเรื่องหรือบางเทคนิคก็มีการศึกษาต่อเนื่องกันมาและในตลาดหุ้นอื่น ๆ  ซึ่งก็ใช้ได้หรือถูกต้องบ้างไม่ถูกต้องบ้าง   บางเรื่องก็ใช้ไม่ได้เลยหรือพิสูจน์ไม่ได้ทั้งในตลาดเดิมและในตลาดอื่น  อย่างไรก็ตาม  เรื่องที่มีสีสันเหล่านั้นก็มักจะถูกยกขึ้นมากล่าวอยู่เรื่อย ๆ  จนคนรุ่นหลังคิดว่ามันเป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริง ๆ  หรือมีโอกาสถูกต้องในระดับหนึ่ง

เรื่องแรกที่ผมจะพูดก็คือคำกล่าวที่ว่า  Sell in May and go away เพราะขณะนี้เรากำลังอยู่ในเดือน May หรือเดือนพฤษภาคมและนักวิเคราะห์บางคนก็นำมาพูดแนะนำว่านักลงทุนควรขายหุ้นไปก่อนและออกจากตลาดหุ้นจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม   บางคนก็แนะนำว่าเดือนพฤษภาคมปีนี้เราไม่ควรขายแต่ควรจะซื้อ  เสร็จแล้วก็ยกเหตุผลต่าง ๆ  นา ๆ มาประกอบในการวิเคราะห์   ราวกับว่าหุ้นในเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปีนั้นมักจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี

ผมเองในฐานะที่เรียนทางด้านการลงทุนจนจบปริญญาเอกก็ไม่เคยพบว่ามีการศึกษาที่พบว่าเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นจะตก  ผมเข้าใจว่าครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว  คงจะมีนักลงทุนบางคนพูดขึ้นมาหรือเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้  หลังจากนั้นก็อาจจะปรากฏว่าหุ้นตกลงมาอย่างแรงจริงในเดือนพฤษภาคม  หลังจากนั้นก็อาจจะมีคนมาพูดย้ำ   คำพูดที่ว่า Sell in May and go away เองก็เป็นคำพูดที่มีเสียงคล้องจองกันฟังแล้วจำได้ทันที  หลังจากนั้น  พอถึงเดือนพฤษภาคมครั้งใด  คนก็จะพูดกันว่าหุ้นอาจจะตก  และพอปีไหนที่หุ้นตกจริง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตกแรง  คนก็จะยิ่งเชื่อว่าหุ้นมักจะตกในเดือนพฤษภาคม  ส่วนปีใดที่หุ้นไม่ตก  คนก็จะไม่พูดถึง  ผลก็คือ  สมองของนักลงทุนทั่วไปนั้นได้รับการ “ย้ำ” ความเชื่อที่ว่าเดือนพฤษภาคมอาจจะไม่ใช่เดือนที่ดีในแง่ของการลงทุนและควรขายหุ้นไปก่อน

ความเป็นจริงก็คือ  จากการศึกษาตลาดหุ้นในสหรัฐกลับพบว่าตลาดหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมนั้นมักจะขึ้นมากกว่าลง  การศึกษาในตลาดหุ้นไทยนั้นผมไม่แน่ใจ   แต่คิดว่าเรื่อง Sell in May and go away นั้นไม่น่าจะเป็นจริง  พูดง่าย ๆ  เป็นเรื่องที่บังเอิญมีการพูดกันเล่น ๆ  นานมาแล้ว  และคนก็จะพูดต่อ ๆ  กันไปทั้ง ๆ  ที่ไม่เป็นความจริงเลย  ดังนั้น  เรื่องนี้เราไม่ควรจะไปยึดถืออะไรจริงจัง  แต่เชื่อเถอะว่าในปีต่อไปคนก็จะพูดอีกเวลาถึงเดือนพฤษภาคม

เรื่องที่สองก็คือ  January Effect  หรือเดือนมกราคมเป็นเดือนที่หุ้นมักจะขึ้น  เรื่องนี้มีการศึกษาจริงในตลาดสหรัฐในช่วงเวลาหนึ่งที่ยาวพอสมควรและสามารถสรุปได้ว่าเรื่องนี้เป็นจริง  เหตุผลที่หุ้นมักจะขึ้นก็ได้รับการอธิบายว่าเป็นเรื่องของการที่สถาบันลงทุนอาจจะขายหุ้นที่  “ขาดทุน”  ก่อนสิ้นปีเพื่อจะได้ “ลดภาษี” นิติบุคคล  เสร็จแล้วพอขึ้นปีใหม่ก็กลับไปซื้อหุ้นคืนทำให้หุ้นขึ้น  บ้างก็บอกว่าในเดือนมกราคมนั้น  คนมักจะมีความหวังและมองโลกในแง่ดีจึงเข้าไปซื้อหุ้นมากกว่าปกติทำให้หุ้นขึ้น  โดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์แรกของปี  การศึกษาในตลาดหุ้นหลายประเทศก็พบว่าได้ผลคล้าย ๆ  กัน  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่ขึ้นดีมักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูงกว่าปกติและบางทีก็มีสภาพคล่องต่ำซึ่งทำให้กำไรที่จะได้รับนั้นถูกค่าคอมหรือส่วนต่างราคาซื้อขายหุ้นกินหมด  พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ในทางปฏิบัติแล้ว  วิธีนี้ทำกำไรไม่ได้จริงหรือไม่คุ้ม  และบางปีหรือบางช่วง  January Effect ก็ไม่เกิด  ดังนั้น  ผมคิดว่านี่ก็เป็นเรื่องที่เอาไว้พูดเล่น ๆ  เท่ ๆ  มากกว่าที่จะเป็นเรื่องจริงจัง

เรื่องที่สามคือเรื่องของการซื้อขายหุ้นแบบ Odd-Lot หรือซื้อขายไม่ครบ 100 หุ้นหรือ “เศษหุ้น”  นี่เป็นเรื่องของการซื้อขายของนักเล่นหุ้นรายย่อยในสหรัฐที่มีเงินไม่พอซื้อหุ้นครบล็อตเนื่องจากหุ้นในสหรัฐมักจะมีราคาสูง ราคาหุ้นมาตรฐานมักจะอย่างน้อยหลายสิบเหรียญต่อหุ้น    เทคนิคการซื้อขายหุ้นในเรื่องนี้ก็คือ  ดูว่าคนที่เล่นหุ้น Odd-Lot ซื้อ  เทียบกับที่ขาย  ถ้าเมื่อไรคนกลุ่มนี้ซื้อมากกว่าขายก็แปลว่ารายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นซึ่งเป็นสัญญาณว่า  “หมู”  กำลังเข้าตลาด  และถ้าพวกเขาซื้อหุ้นตัวไหน  เราก็ต้องขายหุ้นตัวนั้น  เพราะพวกรายย่อยซึ่งถูกตั้งสมมุติฐานว่า “ลงทุนไม่เป็น”  มักจะ “ผิด” เสมอ

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่านักลงทุนรายย่อยนั้น  ไม่  “หมู”  เท่าไรนัก  ผลตอบแทนของพวกรายย่อยอาจจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเพียงเล็กน้อย  แต่นี่ไม่พอที่เราจะใช้ตัวเลขขายหรือซื้อสุทธิของรายย่อยมาทำกำไรในตลาดได้   ในกรณีของตลาดหุ้นไทยนั้น  ถ้าจะเปรียบเทียบก็คือ  เราสามารถดูว่านักลงทุนรายย่อยซื้อหรือขายสุทธิได้ทุกวันโดยตรงอยู่แล้ว  ถ้าเราคิดว่านักลงทุนรายย่อยเป็น  “หมู”  หรือ  “แมงเม่า”  เราก็สามารถใช้ข้อมูลการซื้อขายหุ้นสุทธิมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการซื้อขายหุ้นได้  เช่น  ถ้านักลงทุนรายย่อยซื้อ  เราต้องขาย  แต่ถ้ากลุ่มนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ  เราก็ซื้อ  เราอาจจะเรียกทฤษฎีนี้ให้เท่ว่าเป็น  “ทฤษฎีแมงเม่า”  ก็ได้  ผมเองไม่แน่ใจว่ามีใครศึกษาเรื่องนี้ในตลาดหุ้นไทยไหม  แต่ครั้งหนึ่งนานมาแล้วสมัยที่ตลาดหุ้นไทยยังเล็กและไม่คึกคักอย่างทุกวันนี้  ผมเคยศึกษาและพบว่า  ช่วงไหนที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ  ตลาดหุ้นจะขึ้น  ถ้า “ฝรั่ง” ขาย  หุ้นก็ตก  รายย่อยเป็น “แมงเม่า”  ที่มักจะถูก “กิน” เสมอ    ในปัจจุบันนั้น  ผมเองไม่แน่ใจว่านักลงทุนกลุ่มไหนเป็น “หมู” หรือเป็น “เซียน”  ดังนั้น  ผมเองก็คิดว่าเทคนิคนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ในตลาดหุ้นไทย

ทฤษฎีที่ดูแล้วไม่เกี่ยวกับหุ้นเลยแต่คนก็นำมาพูดกันและหลายคนก็อาจจะเชื่อก็คือ  “ดัชนีชายกระโปรงหรือกางเกง”  ของผู้หญิง  หลักการง่าย ๆ  ก็คือ  ตอนต้นปีเราก็ตรวจสอบหรือคาดการณ์ดูว่าแฟชั่นกระโปรงหรือกางเกงของผู้หญิงจะเป็นอย่างไร  ดัชนีตลาดหุ้นในปีนั้นก็จะเป็นอย่างนั้น  เช่น ถ้าแฟชั่นเป็นมินิสเกิร์ตหรือกางเกงขาสั้น  ราคาหุ้นก็มักจะปรับขึ้นไปเป็นกระทิง  แต่ถ้าเป็นกระโปรงกรอมเท้าหรือกางเกงขายาว  หุ้นก็ตกลงมา  “ที่พื้น”  คนที่คิดและเสนอเรื่องนี้ถึงกับแสดงดัชนีหุ้นกับชายกระโปรงให้เห็นซึ่งก็ดูสอดคล้องกันพอสมควรย้อนหลังไปถึงร้อยปี  อย่างไรก็ตาม  หลายครั้งก็ผิดพลาดเช่น  ช่วงสมัยที่ผมเป็นวัยรุ่นราวปี  1970 ที่มินิสเกิร์ตเป็นที่นิยมมาก หุ้นกลับตกลงมา  แต่ที่อาจจะทำให้คนทึ่งและจดจำได้แม่นก็คือ  ในปี 1987 ที่ช่วงต้นปีตลาดหุ้นขึ้นไปแรงมากถึงกว่า 40% ในหนึ่งปีซึ่งตรงกับช่วงที่ผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้นมาก  แต่แล้วพอถึงเดือนตุลาคมอากาศก็เย็นลงและแฟชั่นก็ “เปลี่ยนกระทันหัน”กลายเป็นกระโปรงกรอมเท้า  และนั่นก็ตรงกับ  “Black Monday”  ที่ตลาดหุ้นตกลงมาเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก  ในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม วันเดียว ตลาดหุ้นตกลง 508 จุดหรือ 22.6% ตกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นอเมริกา  และนั่นก็คงมีส่วนที่ทำให้คนพูดถึงเรื่องชายกระโปรงนี้ไปอีกนาน

ยังมีเรื่องราวหรือเครื่องชี้แปลก ๆ  ที่โยงไปถึงการคาดการณ์ตลาดหุ้นที่  “ไม่จริง” อีกหลายเรื่องที่คนพูดถึงกันอยู่เรื่อย ๆ  บางเรื่องก็อาจจะ  “เคยจริง”  แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว  ซึ่งนี่ก็เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นที่คอย “ปรับตัวเอง” เสมอที่จะทำให้ไม่มีใครสามารถใช้เทคนิคที่จะทำกำไรได้งามอย่างง่าย ๆ  ดังนั้น  เราในฐานะที่เป็นนักลงทุนจึงไม่ควรจะหวังที่จะ “ชนะ” โดยทำอะไรที่คนอื่นก็รู้และทำกันง่าย ๆ   จำไว้ว่าการทำกำไรสูง ๆ  ได้ในตลาดหุ้นนั้น  ยากมาก

Thursday, May 12, 2016

วางแผนเวลาแบบ VI /โดยคุณวีระพงษ์ ธัม






  เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน และนี่คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่เราจำเป็นต้องบริหาร ชีวิตจะเป็นอย่างไรถ้ามีแต่ความยุ่งเหยิง วุ่นวาย มนุษย์ต้องการเวลาที่ดี ที่เราจะสามารถมีความสุขกับมัน และหลีกเลี่ยงหรือจำกัดเอาเวลาเครียด ๆ ที่เราต้องกดดันให้น้อยลง การลงทุนคือกิจกรรมที่เราต้อง “ลงทุนเวลา” เพื่อจะมีเวลาที่ดีในอนาคต แต่ VI ส่วนมากจะต้อง “ทำงานอย่างน้อยสองอย่าง” คือ งานประจำ และต้องเจียดเวลามาศึกษาการลงทุน ไม่นับเวลาที่ต้องให้กับครอบครัว ซึ่งปัญหาส่วนมากคือ เวลาไม่เคยเพียงพอซักที คำถามคือ VI มือใหม่ควรจะบริหารเวลาอย่างไร?


            แนวคิดในการบริหารเวลามีหลากหลาย แต่ผมขอใช้วิธีคิดของนักกลยุทธ์อย่าง Dan Sullivan ซึ่งแบ่งเวลาออกเป็น 3 วัน คือ วันพัก (Free day) วันจดจ่อ (Focus day) วันจัดระบบ (Buffer day) เพื่อให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพเราควรจะจัดเวลาทั้งสามวันออกจากกันอย่างชัดเจน และเราไม่ควรแบ่งเวลาออกเป็นวันหยุด วันทำงาน หรือวันนักขัตฤกษ์ เหมือนคนทั่วไปเพราะมีประสิทธิภาพน้อย

            วันพัก (Free day) คือวันที่ตั้งแต่เช้า จรดค่ำ เราจะไม่ยุ่งกับงานเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดงาน ติดต่องาน โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับงาน เพื่อไปทำกิจกรรมที่เรารู้สึกชอบ ผ่อนคลาย ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมก็เห็นเพื่อนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ ใช้เวลากับกิจกรรมครอบครัว โดยที่เราจะพบว่า “วันหยุดยาว” ลักษณะนี้จะทำให้เรามีโอกาสพักผ่อนได้มากที่สุด เพราะทุกคน “พร้อมใจ” กันหยุด และไม่ติดต่องานกัน ผู้คนโดยเฉพาะในโลกตะวันออกอย่างบ้านเรามักคิดว่า “วันพัก” ที่ยาวนาน แสดงถึงความไม่ขยันในการทำงาน แต่ผมกลับสังเกตในโลกตะวันตก พวกเขามี “วันพัก” ในฤดูร้อนยาวนานถึงสองเดือน ในวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีใครทำงาน แต่กลับมีผลผลิตรายได้ต่อหัวสูงกว่าเราค่อนข้างมาก เพราะนี่คือการ “เติมพลัง” ให้ชีวิต “เติมไอเดีย” ให้กับสมอง โดยที่ผลผลิต และวันพักที่ดีที่สุด คือวันพักที่มีการวางแผนล่วงหน้า ยิ่งล่วงหน้าเท่าไหร่ ยิ่งดี

            วันจดจ่อ (Focus day) คือวันที่ตั้งแต่เช้า จรดค่ำ เราจะทำแต่งานที่ “สร้างมูลค่า” โดยไม่วอกแวกทำอย่างอื่น งานที่เราจดจ่อต้องเป็นงานที่ “เปลี่ยนชีวิต” ในอนาคตในอีกสามปีของเราได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงงานที่เราทำไปวัน ๆ วันจดจ่อจะต้องเป็นวันที่ส่งผลบวกกับเราในอนาคต และถ้าเราทำได้อย่างถูกต้อง เราจะต้องรู้สึกถึงความก้าวหน้า รู้สึกถึงการมีพลัง แรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง การทำงานในวันจดจ่อจะมีประสิทธิภาพได้จะต้องไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งอื่น ๆ สมองก็มี “Switching Cost” ไม่ต่างกับหลัก ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยาทำงานวิจัย พบว่าสมองมนุษย์ต้องใช้เวลานาน 20 นาที ถึงจะเริ่มสามารถกลับสู่การทำงานเดิมได้ และใช้เวลาต่อจากนั้นอีกระยะถึงกลับสู่ “ศักยภาพสูงสุด” ของสมองได้ สมองไม่ได้ออกแบบให้ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ดังนั้นใครที่ทำงานไป ฟังเพลงไป เล่น Facebook ดู Line ในแต่ละครั้ง จะบั่นทอนประสิทธิภาพของวันจดจ่อไปมากโดยที่เราไม่รู้ตัว

            สำหรับ VI มือใหม่ วันจดจ่อน่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ที่เราจะใช้เวลาทั้งหมด สำหรับการศึกษาตั้งแต่ “ทฤษฎีการลงทุน” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวิเคราะห์ธุรกิจ วิเคราะห์อุตสาหกรรม การบัญชี การเงิน การประเมินมูลค่า จนเมื่อเราสามารถตั้งหลักในเรื่องทฤษฎีการลงทุนได้แล้ว เราก็เริ่มนั่งวิเคราะห์หุ้นรายตัว ทำการจดบันทึกสิ่งที่เราวิเคราะห์ นั่งอ่านรายงานประจำปี 56-1 นอกจากนั้นเราต้องไม่ลืมว่า วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เราต้อง “จดจ่อ” กับงานที่เราทำ ทำให้ผลลัพท์ดีกว่าที่ทุกคนคาดหวัง ทำให้เร็วกว่า เพื่อที่เราจะไม่มี “งานค้าง” หรือ “ความกังวล” ที่จะต้องถูกคนตามงาน ในเวลาที่เราต้องมาศึกษาการลงทุน
            วันจัดระบบ (Buffer day) เปรียบเหมือนวันซักซ้อม วันวางแผนในรายละเอียดต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้เวลาเพื่อที่จะคิดว่าเราจะเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นตัวเชื่อมไปสู่ “วันพัก” หรือ “วันจดจ่อ” ที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น วันจัดระบบคือการเวลากับการวางแผนท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนได้ดีที่สุด ได้เที่ยวอย่างที่อยากได้ไป ในทางกลับกัน นี่คือวันที่เคลียร์สิ่งที่ค้างอยู่ กองเอกสารที่รกบนโต๊ะ งานจุกจิกที่เราจะต้องทำ


            ปัญหาของคนส่วนมากคือ ไม่เคยมีวันจดจ่อ ทำงานไปวันต่อวัน ไม่เคยจัดระบบชีวิต และสุดท้ายก็ทำให้มีวันพักเหลือน้อยมาก จนรู้สึกว่าเหนื่อยแต่ชีวิตที่ไม่ไปไหน

            คำถามสำคัญอีกเรื่องคือ เราควรจัดวันอะไรก่อน? เพื่อลงปฏิทินล่วงหน้า คำตอบซึ่งค่อนข้างน่าประหลาดใจของ Dan คือ เราต้องจัดวันพักก่อน เพราะนี่คือการจัด “แหล่งพลังงาน” ของเรา เราต้องวางมันให้เหมาะสม กระจายตัว เพื่อหวังว่ามันคือ “เชื้อเพลิง” ให้ชีวิตของเรา ให้เรามีวันจดจ่อที่ “ทรงพลัง”

            สำหรับนักลงทุน ถ้าทุกอย่างถูกต้อง คุณจะพบว่าหลายครั้ง ทั้งสามวันอาจจะค่อย ๆ กลายเป็นวันเดียวกัน เราหาหุ้นดี ๆ โอกาสดี ๆ ไอเดียดี ๆ จากริมชายหาดในวันพัก หรือบนเครื่องบินที่มุ่งหน้าสู่ยุโรป นอกจากนั้น เราอาจจะรู้สึกว่าแม้เวลาจะมีไม่เพียงพอเหมือนเดิม แต่เรารู้สึกพอใจกับการใช้เวลาของเราที่ผ่านมา และไม่เสียใจเมื่อมองย้อนกลับไป

Monday, May 9, 2016

เรื่องของแต้มต่อ / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

 
  การได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ต้องถือว่าเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  คงมีคนที่จะ “วิเคราะห์” และพูดถึงเหตุการณ์นี้จำนวนมาก  คนที่อยู่ในแวดวงฟุตบอลทั่วโลกคงจะพูดถึงเรื่องของการ “ทำทีม” ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งของเลสเตอร์ซิตี้ที่สามารถนำชัยชนะทั้ง ๆ  ที่ไม่ได้มีดาราระดับซุปเปอร์สตาร์ที่โดดเด่นเลย  บางคนโดยเฉพาะที่เป็นคนไทยก็อาจจะเชื่อว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับ  “สิ่งศักดิ์สิทธ์” ที่เจ้าของสโมสรใช้ “ช่วย” ในการแข่งขันซึ่งก็มักจะเป็น “ปัจจัยสำคัญ” สำหรับคนไทยที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้มากกว่าอีกหลาย ๆ  สังคมอยู่แล้ว  เหตุผลก็เพราะว่าก่อนเริ่มฤดูการแข่งขันนั้น  ทีมเลสเตอร์ซิตี้ถูกมองว่าเป็นทีม  “รองบ่อน”  ที่แทบไม่มีโอกาสจะชนะเลยมองจากตัวผู้เล่น  ผลงานในอดีตและอื่น ๆ  ว่าที่จริงปีก่อนหน้านี้ทีมยังแทบจะ “เอาตัวไม่รอด”  จากการที่จะยังสามารถเล่นอยู่ในลีกระดับสูงสุดนี้   ตัวเลขการ “ต่อรอง”  สำหรับคนที่ต้องการพนันว่าเลสเตอร์จะชนะก็คือ  5000-1 ซึ่งก็คล้าย ๆ  กับว่ามีเพียงคนเดียวที่คิดว่าเลสเตอร์จะชนะจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องฟุตบอล 5000 คน

            ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากนัก  แต่ผมรู้จัก  “แต้มต่อ” ของการพนัน  เพราะเรื่องของแต้มต่อนั้น  เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากถึงมากที่สุดในการที่จะกำหนดว่าเราจะชนะหรือแพ้พนัน—ในระยะยาว   จริงอยู่ที่ผม  “ไม่เล่นการพนัน”  แต่นั่นคือการพนันในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจเช่น  การเล่นไพ่หรือการเล่นพนันต่าง ๆ  ในคาสิโน  การเล่นม้า  การเล่นพนันฟุตบอล  หรือแม้แต่การเล่นหวยหรือล็อตเตอรี่ ซึ่งสิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้ผมไม่เล่นอยู่แล้ว  เหตุผลก็คือ  ในเกม “พนัน”  เหล่านี้  คนที่เข้าไปเล่นนั้นมักจะแพ้เสมอในระยะยาวโดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้  ส่วนคนที่ชนะนั้นก็มักจะเป็น  “เจ้ามือ”  ที่เป็นคนกำหนด  “แต้มต่อ”  ของการพนัน  เช่น  เจ้ามือหวยที่กำหนดว่าแทงถูกเลขท้าย 2 ตัวจะจ่าย 60 บาท แต่ถ้าแทงผิดจะถูกกิน  ซึ่งในระยะยาวแล้ว  เจ้ามือก็มักจะกำไร 40 บาทโดยเฉลี่ย  เพราะโอกาสที่จะถูกนั้นอยู่ที่ 1 ใน 100  คนแทง 100 คนจะถูกเพียง 1 คน  ดังนั้นเจ้ามือก็จะกินเงิน 100 บาท แต่จ่ายให้กับคนเพียงคนเดียวที่แทงถูกจำนวน 60 บาท  นี่เป็นเรื่องของสถิติโดยแท้  เพราะตัวเลขหวยที่ออกนั้นไม่มีใครทำนายได้ไม่ว่าจะเป็น “เกจิอาจารย์” สำนักไหน

            แต่จริง ๆ  แล้วผมเป็น  “นักการพนัน”  ตัวยงก็ว่าได้  เพราะผมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ผม “พนัน” ว่าหุ้นที่ผมซื้อไว้ในราคาหนึ่งนั้น  จะมีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ  อัตราการเพิ่มขึ้นรวมถึงการจ่ายปันผลจะสูงในระดับที่น่าพอใจเช่นปีละ 10-15% โดยเฉลี่ยแบบทบต้นในอีกไม่น้อยกว่า 5 ปีข้างหน้า  โดยที่ผมกล้าพนันแบบนั้นก็เพราะว่าผมวิเคราะห์แล้วผมเชื่อว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องไปอีก 5 ปี กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นเร็วถึงปีละ 10%  แบบทบต้น  และบริษัทจะเข้มแข็งที่ทำให้บริษัทอื่นไม่สามารถแย่งธุรกิจไปจากบริษัทได้  เป็นต้น

            คำถามก็คือ  แล้วใครมา “พนัน” กับผม  คำตอบก็คือ  “ตลาดหุ้น”  ซึ่งก็คือนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นคนอื่นทั้งหมดรวมกัน  คนทุกคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดนั้น  จริง ๆ  แล้วเขากำลัง “พนัน” กับคนทั้งตลาดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องกว่าคนอื่น ๆ  ทั้งหมดรวมกัน  คนเล่นหุ้นหรือลงทุนนั้นมักคิดว่าเขา  “เก่ง”  และ  “รู้ดีกว่า”  คนอื่น ๆ  ทั้งหมดที่ “ร่วมกัน” มาเล่นหุ้นแข่งกับเขา  เพียงแต่ว่าคนที่รวมกันเหล่านั้นไม่ได้ปรึกษากันเป็นทางการ   พวกเขาใช้วิธี  “โหวต”  ผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์  โดยที่แต่ละคนนั้นก็มีข้อมูลความรู้และความเข้าใจต่อตัวหุ้นที่หลากหลาย  บางทีก็ขัดแย้งกัน  แต่สุดท้ายแล้วเมื่อ  “นับเสียง”  ของแต่ละคนก็จะได้ข้อสรุปว่าหุ้นตัวนั้นพวกเขาให้ราคาเท่าไร  พูดอย่างย่อและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ  เมื่อเราเข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็เท่ากับว่าเราเข้ามา  “พนัน” กับคนอื่นทุกคนว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นหรือลงในอนาคต  คำถามต่อมาก็คือ  “แต้มต่อ”  อยู่ตรงไหน?

            นี่ก็ต้องกลับไปที่การเลือกหุ้นที่จะลงทุนซื้อข้างต้น   นั่นคือ  ผมอาจจะคาดการณ์ถูกต้องว่ากำไรของบริษัทก็เติบโตเป็นไปตามคาด  แต่ราคาหุ้นแทนที่จะขึ้นไปและให้ผลตอบแทน 10-15% ต่อปีนั้นกลับไม่ไปไหน  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นตัวนั้นมีค่า PE ในขณะที่ผมซื้อที่ 50 เท่า เวลาที่ผ่านไปนั้นแม้ว่ากำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้นจริงแต่ค่า PE ของหุ้นกลับลดลงส่งผลให้ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้น  เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ  จนครบ 5 ปี  ค่า PE อาจจะลดลงมาจนเหลือ 20 เท่าโดยที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยแม้ว่าผลประกอบการจะดีขึ้นโดยตลอด  และนี่ก็คือสิ่งที่วงการหุ้นมักพูดว่า  แม้บริษัทจะดีมากแต่ถ้าซื้อในราคาที่แพงเกินไป PE 50 เท่า) คุณก็  “แพ้”  เพราะ  “แต้มต่อ”  ในกรณีนี้ก็ต้องเรียกว่า  “ต่ำมาก”

            ตรงกันข้าม  หุ้นบางตัวนั้นกิจการดูแล้ว  “แย่”  โอกาสทำกำไรเท่าที่เราดูแล้วต่ำมาก  บริษัทคู่แข่งก็มีเพียบแถมเก่งกว่า  โอกาสชนะในธุรกิจของบริษัทน้อยมาก  แต่ราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก  คิดเป็นค่า PE แล้วก็แค่ 5 เท่า  หรือเรียกว่า  “แต้มต่อ” สูงมาก  นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ  กับทีมฟุตบอลลีกรองบ่อนที่ไม่มีคนสนใจและไม่มีใครคิดว่าจะชนะได้  ในกรณีแบบนี้  ถ้าเรามีข้อมูลและมีความสามารถวิเคราะห์ได้ว่าบริษัทจะดีขึ้นอย่างโดดเด่นในอนาคต  เราก็อาจจะ  “พนัน” กับ “ตลาด” ที่มองว่าบริษัทนั้นไม่ดีและมีโอกาสชนะน้อยได้

            โดยทั่วไปแล้ว  ในตลาดหุ้นที่  “พัฒนาแล้ว”  ตลาดจะมีความสามารถสูงมากในการ  “พนัน”  เหตุผลก็เพราะว่าตลาดนั้นประกอบไปด้วย  “ผู้เชี่ยวชาญ” จำนวนมากที่เอาข้อมูลและความสามารถในการวิเคราะห์มา “ร่วมกัน” กำหนดแต้มต่อของหุ้นแต่ละตัว   ราคาหุ้นที่จะ “รับพนัน”  กับเราจึงมักเป็นราคาที่ตลาดจะทำกำไรได้มากกว่าเรา  ตลาดนั้นรู้ว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการทำธุรกิจสูงและได้กำไรดีและรู้ด้วยว่า  “แต้มต่อ” หรือราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  อย่างไรก็ตาม  ในตลาดที่ยังไม่พัฒนามาก  หรือในหุ้นที่มีขนาดเล็กที่ตลาดยังไม่สนใจที่จะลงทุน  ราคาหุ้นที่ตลาด  “รับพนัน”  ก็อาจจะมี “แต้มต่อ”  ที่ผิดพลาด  และอาจจะทำให้เราที่อาจจะ “รู้มากกว่า”  สามารถทำกำไรจากการพนันในตลาดหรือตัวหุ้นได้

            กรณีของทีมเลสเตอร์ซิตี้นั้น  ในมุมมองของ “การพนัน” ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรมหัศจรรย์  ผมเองไม่แน่ใจว่าจะมีใครหรือเม็ดเงินมากแค่ไหนที่พนันเลสเตอร์ตั้งแต่ต้นฤดูการแข่งขันที่มีแต้มต่อ 5000-1  แต่คิดว่าคงมีน้อยมาก  และผมก็ไม่คิดว่าจะมีใครที่จะรวยจากการแทงเลสเตอร์ด้วยเพราะคงไม่มีใครกล้าลงเงินมาก ๆ  เพราะโอกาสที่จะชนะนั้นต่ำมากและโอกาสที่จะสูญเงินมีสูง  อย่างไรก็ตาม  โอกาสนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว  แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตมันจะมีโอกาสเกิดสูงขึ้น  ทีมเลสเตอร์เองในฤดูกาลหน้าแต้มต่อก็คงลดลงมาก  อาจจะเหลือแค่ 4 หรือ 5 ต่อ 1 ซึ่งก็อาจจะทำให้ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

            ในตลาดหุ้นเองนั้น  หุ้นที่อาจจะมีแต้มต่อสูง ๆ หรือสูงลิ่วก็มีอยู่ตลอดเวลา  เช่นหุ้นของบริษัทที่เข้าข่าย “ใกล้ล้มละลาย”  หรือกิจการไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ที่  “แต้มต่อ” สูงลิ่วเป็นประเภท  “100-1”  คิดจากราคาหุ้นที่อาจจะเหลือต่ำกว่า 3-4 สตางค์ต่อหุ้นและ Market Cap. เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท  จากธุรกิจที่เคยทำเป็น 1,000 ล้านบาท  แต่แล้ว  “ปาฏิหาริย์”  ก็เกิดขึ้น  บริษัทฟื้นตัวและราคาหุ้นกลับมามีราคาเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าในเวลาเพียงไม่กี่ปีส่งผลให้คนที่กล้าเข้าไปซื้อและถือต่อเนื่องร่ำรวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ  บางคนก็กลายเป็น  “เซียนหุ้น Turnaround”  อย่างไรก็ตาม  หลายคนนั้นอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความสามารถและไม่ใช่ปาฏิหาริย์  เขาอาจจะ  “เล่นต่อ”  และก็พบว่าโอกาสที่หุ้นหรือการพนันที่มีแต้มต่อสูงมากจะ “ชนะ”  นั้น  มันน้อยจริง ๆ  และทำให้เขาเสียหายอย่างหนัก  และดังนั้น  เราจึงไม่ควรจะ “เล่น” หรือเล่นมาก   ผมเองคิดว่าถ้าอยากจะเล่น  เราควรจะทำคล้าย ๆ  เอาเงินไปซื้อลอตเตอรี่รางวัลแจ็คพ็อตหรือโยกสล็อตแมชินที่เราพร้อมเสียเงินเพื่อ “ความบันเทิง” เท่านั้น