Showing posts with label หุ้นคุณค่า (Value Stock). Show all posts
Showing posts with label หุ้นคุณค่า (Value Stock). Show all posts

Thursday, February 27, 2014

การลงทุนแบบ VI หุ้นคุณค่า (Value Stock) และหุ้นเติบโต (Growth Stock)

 

        เชื่อว่า...  นักลงทุนหลายท่ามีผู้ลงทุนที่เป็นต้นแบบ  ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนที่เน้นหุ้นคุณค่าทั้งในหรือต่างประเทศ  ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนอันน่าประทับใจในระยะยาว  หรือผู้ลงทุนที่เน้นหุ้นเติบโต  ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงเวลาที่ทายได้อย่างรวดเร็ว  ผู้ลงทุนมือใหม่ทั้งหลายอาจตั้งคำถามว่า..."หุ้นคุณค่า" และ "หุ้นเติบโต" เป็นสไตล์หุ้นบนทางสองแพร่งที่ต้องเลือกเพียงทางใดทางหนึ่ง  หรือสามารถลงทุนแบบผสมผสานกันได้  ก่อนที่จะไขข้อข้องใจนี้  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจคุณลักษณะทั่วไปของหุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้ก่อน

         การแบ่งประเภทหุ้นตามสไตล์ข้างต้น  อีกนัยหนึ่งถือเป็น การแบ่งประเภทหุ้นตามการเปรียบเทียบเครื่องชี้ความถูกแพงของราคาหุ้นค่อความคาดหวังในอัตราการเติบโตของกิจการ ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญและความเสี่ยงของหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโต   สามารถสรุปได้ตามตารางด้านล่างนี้

   


         ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ การแบ่งประเภทหุ้นตามสไตล์จะไม่ใช้ราคาหุ้น เช่น หุ้น A ราคาหุ้นละ 10 บาท หุ้น B ราคาหุ้นละ 25 บาท  เป็นเครื่องกำหนดว่าหุ้น A มีราคาถูกกว่าหุ้น B แต่จะ เปรียบเทียบเครื่องชี้ความถูกแพงของราคาหุ้นต่อความคาดหวังในอัตราการเติบโตของกิจการ  เช่น อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) หรืออัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV Ration) ดังแสดงไว้ในตารางด้านบน โดย "หุ้นเติบโต"  มักมีค่า P/E Ratio และ/หรือ P/BV Ratio สูงกว่า "หุ้นคุณค่า" อย่างไรก็ตาม การเลือกสรรหุ้นเพื่อการลงทุนโดยพิจารณาเพียงเครื่องชี้ประเภทเดียว เช่น P/E Ratio จะมีความเสี่ยง ผู้ลงทนสถาบันส่วนใหญ่ทั้งที่เน้นหุ้นคุณค่าหรือหุ้นเติบโตต่างอ้างอิงการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเปรียบเทียบเครื่องชี้หลายประเภทเป็นหลักสำคัญในการลงทุน

1  หุ้นคุณค่า (Value Stock)

        ในเกณฑ์เบื้องต้น "หุ้นคุณค่า" มักมีค่า P/E Ratio หรือ P/BV Ratio ต่ำบ่งบอกว่าเป็นหุ้นราคาถูก  เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดละเลยหุ้นประเภทนี้  เนื่องจากกิจการถูกปรคลุมด้วยข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับผลประกอบการ หรือการบริหารจัดการ ทำให้เกิดการคาดการณืว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นช้าหรือลดลง ซึ่งก่อนการลงทุนผู้ลงทุนต้องวิเคราะห์ให้แน่ใจว่าแท้จริงแล้วกิจการยังมีศักยภาพที่ดี เพื่อสนับสนุนสมมติฐานว่าเป็นหุ้นที่ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เมื่อผู้ลงทุนเข้าสะสมหุ้น ณ ราคานั้น" จะมี "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (Margin of Safety) ในการลงทุนสูง คือ หากราคาจะลดลงต่อ  ก็ไม่ควรลดลงมาก อย่างไรก็ตาม  คุณค่าที่แท้จริงจะปรากฏเมื่อสถานการณืนั้นคลี่คลายลง และปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของกิจการเริ่มแสดงตนผ่านการทยอยฝ้นตัวของผลประกอบการความสำเร็จของการลงทุนในหุ้นคุณค่าจึงขึ้นอยู่กับว่า
  • กิจการจะสามารถพลิกฟื้นขึ้นได้จริงหรือ
  • การลดลงของราคาตลาดเป็นเพียงชั่วคราวตามที่คิดการณ์ไว้หรือไม่ และต้องใช้ระยะเวลาเท่าใด
         ความจริงข้อหนึ่ง คือ การลงทุนที่รอคอยเป็นเวลานาน อาจทำให้ผู้ลงทุนขาดความมั่นใจในผลการวิเคราะห์   หรือแรงกดดันที่ต้องสร้างผลตอบแทน ที่แข่งขันได้ในกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันด้วยกัน อาจไม่เอื้อให้ผู้ลงทุนรอบการฟื้นตัวของราคาตลาดของหุ้นคุณค่าในระยะเวลานานๆ ได้

         ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นคุณค่าเข้าพอร์ตจำนวนหนึ่ง  เวลาผ่านไป 1 ปี ยังไม่มีสัญญานว่าราคาตลาดของหุ้นคุณค่าจะเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันกองทุนของคู่แข่งที่เน้นหุ้นเติบโต  ราคาตลาดของหุ้นกลับตอบสนองอย่างรวดเร็วทำให้กองทุนที่เน้นหุ้นคุณค่ามีผลตอบแทนน้อยกว่าคู่แข่งเป็นระยะเวลานานจนผู้ถือหน่วยลงทุนตั้งคำถามหรือพากันสับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนอื่น  ผู้จัดการกองทุนที่เน้นหุ้นคุณค่าก็อาจต้องเปลี่ยนสไตล์ของหุ้นเพื่อรองรับความท้าทายนี้ในช่วงเวลาก่อนที่คุณค่าของหุ้นที่เลือกไว้จะแสดงผล

         สถานการณ์เช่นนี้  สามารถแก้ไขได้โดยการตั้งชื่อกองทุนและระบุนโยบายการลงทุนให้ชัดเจน  พร้อมสื่อความให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบว่า  กองทุนนี้ไม่ใช่กองทุนตราสารทุนทั่วไป  แต่เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่า เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความเข้าใจและความคาดหวังที่ถูกต้องต่อระยะเวลาลงทุนและลักษณะผลตอบแทนของกองทุน


2 หุ้นเติบโต (Growth Stock)

            "หุ้นเติบโต" (Growth Stock) มักเป็นหุ้นที่เครื่องชี้มูลค่าหุ้นบ่งบอกว่าเป็นหุ้นราคาสูงส่วนใหญ่เป็นหุ้นของกิจการที่คาดว่าจะสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในสินทรัพย์รายได้ และกำไร  ผู้ลงทุนพร้อมเข้าซื้อในราคาสูง  เพราะเชื่อว่าการขยายตัวของกิจการจำทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นได้อีกมากในอนาคต  ในบางครั้งเกิดเป็นปรากฏการณ์ "ราคายิ่งสูง  ยิ่งขึ้นต่อ"

              ข้อพึงระวังในการลงทุนหุ้นเติบโต  คือ  ซื้อในราคาสูง  ไม่ใช่ราคาแพง  ราคาสูงเพราะคาดหวังการเติบโต  แต่ต้องเป็นราคาที่เหมาะสม  จึงเป้นที่มาของคาถาประจำตัวผู้ลงทุนหุ้นเติบโต คือ "Growth at a Reasonable Price (GARP)"  ความสำเร็จของการลงทุนในหุ้นเติบโตขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลือกหุ้นของกิจการที่จะมีการขยายตัวได้เท่ากับหรือสูงกว่าอัตราที่คาดหวัง

             ศักยภาพ  คือ  สาเหตุของความเสี่ยงที่สำคัญ  หากผลประกอบการไม่เติบโตเท่าที่คาด (Below Expectation) ผู้ลงทุนที่เคยซื้อหุ้นในราคาสูง  เมื่อผิดหวังจะปรับลดราคาเป้าหมาย  และอาจทำให้เกิดแรงเทขายจนส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว

             ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนซื้อหุ้นโดยให้ราคาเทียบเท่า P/E Ratio ที่ 18 เท่า สูงกว่า P/E Ratio ของตลาดและหุ้นในหมวดธุรกิจเดียวกันที่ 11 เท่า และ 15 เท่า  ตามลำดับ  เพราะคาดว่ากำไรจะขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 20 แต่เมื่อกิจการประกาศผลประกอบการประจำปีที่กำไรขยายตัวได้ร้อยละ 15 ราคาหุ้นกลับตอบรับด้วยการปรับลดลงในทันที

            เนื่องจากหุ้นเติบโตมีราคาสูงและจ่างเงินปันผลต่ำ  ผู้ลงทุนจึงควรติดตามปัจจัยที่สร้างการเติบโตและตรวจสอบอัตราการเติบโตที่แท้จริงว่าต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพหรือไม่
  • หากเติบโตด้วยสิทธิบัตร ( Patents ) หรือลิขสิทธิ์ ( Copyrights ) ในที่สุดจะถึงวันหมดอายุ
  • หากเติบโตจากการผูกขาดธุรกิจ ( Monopoly ) อาจพบข้อห้ามการผูกขาดจากภาครัฐ
  • ช่วงการเติบโตในวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) อาจเป็นระยะเวลาสั้น  หรือหมดลง
  • การขยายตัวอย่างมากของยอดขายและกำไร  จะเป็นแรงจูงใจให้คู่แข่งเข้ามามากขึ้น  และอัตรากำไรลดลง
             นอกจากนี้  ผู้ลงทุนควรตั้งคำถามในเชิงคุณภาพเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นเติบโต เช่น
  • กิจการมีสินค้าหรือบริการที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่  ถ้ามี จะทำให้กิจการมีอำนาจกำหนดราคาสินค้าหรือบริการ  และความสำเร็จของธุรกิจในอนาคตอันใกล้
  • กิจการมีแผนนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่ๆ สู่ตลาดในเร็วๆ นี้หรือไม่ ถ้ามี  จะส่งเสริมโอกาสสร้างรายได้และกำไรที่เพิ่มพูนขึ้น
  • กิจการมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) หรือไม่ ถ้ามี จะช่วยสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว เช่น มีตราสินค้า (Brand Name) เป็นที่ยอมรับ  มีความภักดีของลูกค้า  ฝ่ายบริหารเข้มแข็งและมีความสามารถ  ทำเลที่ตั้งโดดเด่น  กระบวนการผลิตมีประสิทธ์ภาพ และต้นทุนต่ำ เป็นต้น
  • กิจการมีสิทธบัตร  หรือการผูกขาดธุรกิจ หรือการปกป้องจากการเข้ามาของคู่แข่งหรือไม่ ถ้ามี จะช่วยป้องกันกิจการจากการแข่งขันได้ในระยะสั้น  ทำให้กิจการมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าหรือบริการ  หรือริเริ่มกิจกรรมเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน (Head Start) เหนือคู่แข่ง อย่างไรก้ตาม กิจการต้องเตรียมพร้อมกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตต่อเมื่ออภิสิทธ์เหล่านี้ครบอายุลง  
         เมื่อได้ทราบนิยาม  ลักษณะสำคัญ และความเสี่ยง รวมทั้งปัจจัยสู่ความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นแต่ละสไตล์กันแล้ว  มาดูสถิติอัตราผลตอบแทนรวมระยะยาวของหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโตกันบ้าง  ในที่นี้เราใช้  "ดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 1000 Value" ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนรวมของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี ( P/BV Ratio ) และความคาดหวังต่ออัตราการเติบโตของกำไรต่ำ  เป็นตัวแทนของหุ้นคุณค่า และ "ดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 1000 Growth" ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนรวมของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ  ที่มีอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) และความคาดหวังต่ออัตราการเติบโตของกำไรสูง  เป็นตัวแทนของหุ้นเติบโต  โดยมี "ดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 3000" ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนรวมของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จำนวน 3,000 หลักทรัพย์ครอบคลุมประมาณร้อยละ 98 ของหุ้นทั้งหมดในตลาด เป็นตัวแทนของตลาดโดยรวม  จากรูปที่ 10 พบว่า  หุ่นคุณค่าสร้างผลตอบแทนรวมที่ดีกว่าหุ้นเติบโตในช่วงระยะเวลา 32 ปีที่ผ่านมา ( ปี พ.ศ. 2523 - 2555 )

  
           

         
            สถิติผลตอบแทนรวมของหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโตข้างต้น  อาจทำให้ผู้ลงทุนที่เน้นหุ้นเติบโตลังเลใจว่า  หุ้นที่เลือกซื้อในช่วง "ยิ่งสูง  ยิ่งขึ้น" หรือจะเป็น "ยิ่งขึ้น  ยิ่งแพง"  จึงทำให้ผลตอบแทนรวมในระยะยาวน้อยกว่าหุ้นคุณค่าผู้ลงทุนสามารถศึกษาพฤติกรรมราคาหุ้นเพิ่มเติมโดยการแบ่งระยะเวลาลงทุนเป็นช่วงๆ ดังนี้

           
              ช่วงที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2538 - 2542 ( ค.ศ. 1995-1999 )  ดังแสดงในรูปที่ 11 ในช่วงรุ่งเรืองของเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่ได้รับอานิสงส์มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผลผลิต  ตลอดจนกำไรในภาคอุตสาหกรรมในช่วงก่อนหน้า คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 - 2538 ( ค.ศ. 1985-1995 ) แม้ผลประกอบการที่แท้จริงในช่วงนี้จะเริ่มชะละลง  แต่ราคาตราสารการเงินต่างๆ รวมทั้งหุ้นยังคงเป็นขาขึ้นสอดคล้องกับการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น  ความมั่งคั่งที่พอกพูนขึ้น ( Wealth Effect ) จากการเพิ่มขึ้นของราคาห้น  ทำให้ภาคการผลิตซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่แท้จริงถูกละเลย  ผู้ลงทุนและนักธุรกิจใช้ความั่งคั่งที่ได้รับจากตลาดหุ้นมาเพิ่มการลงทุนในตลาดทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งภายใต้วงจรเศรษฐกิจ ( Business Cycle ) ลักษณะนี้ หุ้นเติบโตจะอยู่ในความสนใจของผู้ลงทุนมากกว่าหุ้นประเภทอื่น  ราคาหุ้นเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า  สะท้อนจากดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 100 Growth ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 307 เปรียบเทียบกับดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 1000 Value ที่เพิ่มขึ้น เพียงร้อยละ 182 ในช่วงเวลาเดียวกัน

          
        


           ช่วงที่ 2 คือ ช่วงเริ่มต้นของภาวะตกต่ำในตลาดหุ้นในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ. 2000) ดังแสดงในรูปที่ 12 เป็นรอยต่อระหว่าการเพิ่มของราคาหุ้นและอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับอัตรากำไรของกิจการชะลอลง ซึ่งในที่สุดในช่วงกลางปี พ.ศ. 2543 กิจการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อสารที่เป็นผู้นำเศรษฐกิจเผชิญกับสถานะการณ์ที่รายได้ลดลง  กไรไม่สามารถเพิ่มขึ้นต่อไปได้  ตามมาด้วยราคาหุ้นตกต่ำ  ความมั่งคั่งที่ผู้ลงทุนสะสมไว้หายไปในเวลาอันรวดเร็ว  สถานะลงทุนเริ่มขาดทุน  ธุรกิจมีความยากลำบากในการจัดหาแหล่างเงินทุน  สุดท้ายต้องระงับแผนลงทุนหรือขยายกิจการ  ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

            นอกจากนี้  การยายการลงทุนมากเกินไปในช่วงก่อนหน้าที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพการสร้างกำไร  ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา  ทั้งเครื่องจักรและโรงงานที่สะสมหรือสร้างไว้  ไม่ได้ใช้งาน กำลังการผลิตส่วนเกินทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า  และถูกซ้ำเติมอีกครั้งด้วยวิกฤตสถาบันการเงินในปี  พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ซึ่งในวงจรเศรษฐกิจลักษณะนี้หุ้นเติบโตสร้างความผิดหวังให้ผู้ลงทุน  หุ้นคุณค่าที่แม้จะมีราคาตลาดลดลงตามวงจรเศรษฐกิจ  แต่ไม่หนักนาเท่าหุ้นเติบโต  เพราะมีความพร้อมด้านกระแสเงินสดและเงินปันผลรองรับ  สะท้อนจากดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 1000 Growth ที่ลดลงร้อยละ 55 เปรียบเทียบกับดัชนีผลตอบแทนรวม Russell 1000 Value ที่ลดลงเพียงร้อยละ 15 ในช่วงปี พ.ศ. 2543-2545

         

      ถึงตรงนี้   นักลงทุนคงได้คำตอบแล้วว่า "หุ้นคุณค่า" และ "หุ้นเติบโต" ต่างมีช่วงเวลาที่จะแสดงผลงานแตกต่างกันไป  เพราะในแต่ละวงจรเศรษฐกิจ หุ้นทั้งสองประเภทได้รับผลกระทบและมีพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของราคาไม่เหมือนกัน พอร์ตลงทุนที่ดีจึงควรผสมผสานหุ้นทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน เนื่องจากการคาดการณ์วงจรเศรษฐกิจอย่างแม่นยำทำได้ยาก  นอกจากนี้ในบางครั้งผู้ลงทุนจะพบว่าหุ้นที่เคยลงทุนในอดีตในฐานะหุ้นเติบโต  เมื่อเวลาเปลี่ยนไป  องคืประกอบต่างๆ อาจผลักดันให้หุ้นตัวเดียวกันเปลี่ยนสถานะเป็นหุ้นคุณค่าได้

 

        จากรูปที่ 13 หุ้นเติบดตอยู่ใน Matrix ที่ 3 คือ "GROWTH" เนื่องจากอัตราการเติบโตและราคาสูง  เมื่อเวลาผ่านไป  อัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและอุตสาหกรรมไม่สามารถยั่งยืนถาวร  อาจด้วยสภาพการแข่งขันหรือวงจรกเศรษฐกิจทำให้อัตราการขยายตัวชะลอลง ณ ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่ลดลงสะท้อนการชะลอตัวเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของผลประกอบการ  หุ้นจะตกมาอยู่ใน Matrix ที่ 2 คือ "DOG" เนื่องจากราคาหุ้นสูงเกินกว่าศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต  เมื่อผู้ลงทุนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในผลประกอบการในอนาคต เมื่อผู้งทุนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในผลประกอบการจะเกิดแรงเทขายหรือการต่อรองราคาที่จะเข้ามาสะสมหุ้น ทำให้ราคาตลาดของหุ้นลดลง จนหุ้นเข้ามาใน Matrix ที่ 1 คือ "VALUE" หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  แต่ผู้ลงทุนยังไม่สนใจ เพราะอัตราการขยายตัวไม่ดึงดูด เข้าข่าย "การไม่เล่น ก็ไม่เล่นเลย"  ทำให้ราคาตลาดของหุ้นไม่เพิ่มขึ้นหรืออาจลดลงต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง  ผู้ลงทุนที่เน้นหุ้นคุณค่าจะเข้าสะสมหุ้นในช่วงเวลานี้ถือลงทุนและรับเงินปันผล  พร้อมทบทวนความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานจวบจนผลประกอบการเริ่มฟื้นตัว  ปรากฏเป็นจุดสนใจของนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนในวงกว้างว่าเป็นหุ้นดี  และราคายังถูกอยู่ หุ้นจึงเคลื่อนเข้า Matix ที่ 4 คือ "STAR" ผู้ลงทุนจะเริ่มสับเปลี่ยนจากหุ้นที่ราคาเข้าข่ายสูงเกินไปแล้วเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้  ก่อนที่จะกลัีบมาที่ Matix ที่ 3 คือ "GROWTH"  อีกครั้ง

          โดยสรุป  หุ้นเติบโตสร้างกำไรงามในภาวะที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง หุ้นคุณค่าเป็นผู้นำเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงกลางและกำลังเคลื่อนเข้าสู่การชะลอตัวหรือตกต่ำ หุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโตผลัดกันเป็นผู้นำตลาดในแต่ละช่วงเวลา  อย่างไรก็ดีผลตอบแทนในหุ้นคุณค่ามีค่าสูงกว่าเนื่องจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงบ่อยครั้งจากความเชื่อมโยงกันของตลาดการเงินโลก  นวัตกรรมในตราสารการเงินที่ซับซ้อน  และการขาดการควบคุมดูแลและระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี