Tuesday, February 25, 2014

หลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ VI จอห์น เนฟฟ์ ( John neff )


            กองทุน Windsor ยึดมั่นหลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ  จอห์น  เนฟฟ์  เป็นรูปแบบในการลงทุน  ไม่ว่าตลาดจะขึ้น  จะลง  หรือทรงตัว  โดยหลักการลงทุนดังกล่าวจะค้นหาและเลือกลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะดังนี้

  คุณลักษณะที่ 1 เป็นหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่ำ (P/E ต่ำ)

              จอห์น  เนฟฟ์  บอกว่าเขาชอบสมญานามที่คนอื่นตั้งให้เขา คือ เป็น "Low Price-Earning Investor" (นักลงทุนที่ชอบซื้อห้นที่มี P/E ต่ำๆ ) ซึ่ง P/E เป็นอัตราส่วนที่มาจากราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น  

             

              ผมขออธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่า  ทำไมในตลาดหุ้น  เราจึงควรสนใจค่า P/E

              นั่นเป็นเพราะ "ค่า P" หรือ "ราคาตลาดในปัจจุบัน" ของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน  โดยหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริัษัทอาจมีราคาไม่เท่ากัน  แม้จะอยู่ในอุตสาหรกรรมเดียวกันก็ตาม  บางบริษัทอาจมีราคาต่ำกว่า 100 บาท ในขณะที่บางบริษัทอาจมีราคาตลาดอยู่ในช่วง 200-300 บาทซึ่งการที่ราคาตลาดของหุ้นแตกต่างกันอาจมาจากหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลังเสนอขายหุ้นครั้งแรกไปแล้ว  รวมถึงระยะเวลาที่บริษัทอยู่ในตลาด  การเพิ่มทุน  หรือการแตกพาร์ต่างๆ ฯลฯ ดังนั้น การจะบอกว่าหุ้น A ที่มีราคาตลาด 30 บาท  ถูกกว่า หุ้น B ที่มีราคาตลาด 90 บาท จึงอาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในทันที

              วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เปรียบเทียบได้ก็คือ  การทำให้ราคาตลาดของทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกัน  โดยนำเอา "ราคาตลาดมาหารด้วยกำไรต่อหุ้น" เมื่อทั้ง 2 หุ้นอยู่ในหน่วยเดียวกันแล้วจึงจะสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ โดย P/E จะอธิบายว่า  ราคาตลาดคิดเป็นกี่เท่าของกำไร

             ตัวอย่างเช่น  หุ้น A มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท  และหุ้น B มีกำไรต่อหุ้น 6 บาท

             

             กล่าวคือ  เมื่อเทียบต่อ 1 หน่วยกำไรแล้ว  ราคาตลาดของหุ้น A คิดเป็น 30 เท่าของกำไร  และราคาตลาดของหุ้น B คิดเป็น 15 เท่าของกำไร  สรุปว่า หุ้น B มีราคาถูกกว่า

             จอห์น  เนฟฟ์ ได้ให้แนวคิดในการดูค่า P/E อย่างง่ายๆ โดยยกตัวอย่างว่าเวลาเราเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต  และต้องการซื้อคุกกี้  แต่มีคุกกี้อยู่ 2 ยี่ห้อ แต่ละย่ห้อมีราคาและน้ำหนักแตกต่างกัน  แนวทางหนึ่งในการเลือก  คือดูราคาต่อปอนด์  ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ ค่า P/E Ratio ก็เช่นกัน  ถือเป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่จะหาของราคาถูก  แต่ของจะดีหรือไม่  เราต้องใช้เกณฑ์คัดเลือกอื่นๆ ในการวิเคราะห์ต่อไป

            นอกจากนี้  การคำนวณค่า P/E ยังแบ่งออกเป็น

           

           การค้นหาว่าหุ้นนั้นๆ  เป็นหุ้นราคาถูกหรือไม่  จะต้องเทียบดูว่าราคาตลาดมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกำไรในอดีตและต่อกำไรในอนาคตอย่างไร  ถ้า P/E ต่ำ  แสดงว่าราคาตอบสนองต่อกำไรน้อย

           จอห์น  เนฟฟ์  ให้ข้อสังเกตุว่า  ในขณะที่ตลาดเป็นขาขึ้น  ราคาหุ้นกำลังร้อนแรงและพุ่งขึ้น  จะทำให้หุ้นที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด  มีค่า P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ (จากผลของค่า P ที่สูงขึ้น)  แต่กองทุน Windsor จะทำในทางตรงกันข้าม คือ จะค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม  ไม่เป็นที่นิยมของตลาด  หรือหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และเมื่อประกอบกับการวิเคราะห์อื่นๆ จะทำให้สามารถค้นหาหุ้นที่ถุกเประเมินราคาต่ำไป (ราคาตลาด  น้อยกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น) หรือที่เรียกว่า "หุ้น Undervalue" ได้    โดยกลยุทธ์การค้นหาหุ้นลักษณะนี้มีข้อดีต่อพอร์ตการลงทุน 3 ประการ ได้แก่
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ลงทุนเกิดประสิทธิภาพ  เพราะได้หุ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ 
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ทำให้พอร์ตการลงทุนไม่เสียงเกินไป  เนื่องจากเน้นหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า  และราคามีโอกาสปรับขึ้นได้ง่ายกว่า
  • หุ้นดี  ราคาถูก  ช่วยป้องกันในช่วงตลาดขาลงได้ดี  เพราะการซื้อจากราคาตลาดที่ถูก  เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับทำให้ทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า  เหมือนเราซื้อของดีและได้ราคาส่วนลดมาสูง  หุ้นหลายตัวที่กองทุน Windsor หามามักจะมี P/E ต่ำกว่าตลาดประมาณ 40-60% ซึ่งอาจหาได้ค่อนข้างง่ายในตลาดขาลง  และหาได้ยากขึ้นในตลาดขาขึ้น
            จอห์น  เนฟฟ์  ย้ำว่า  หุ้นเติบโตที่มีชื่อเสียงโ่ด่งดัง  มักจะมี P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาทำให้นักลงทุนสนใจ  และความสนใจของนักลงทุนก็จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอีก  แต่ก็จะทำได้จนถึงระดับหนึ่งเท่านั้น  ในที่สุดอัตราการเติบโตก็กลับสู่ภาวะปกติ  ราคามักจะปรับตัวลดลงมาก  ทำให้นักลงทุนที่เข้าไปทีหลัง  ซื้อหุ้นในราคาที่สูง  และเกิดการขาดทุนได้

           ดังนั้น  การลงทุนของกองทุน Windsor จึงมักจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/E ประมาณ 8-11 เท่า  ซึ่งปลอดภัยกว่าหุ้นที่มี P/E เริ่มแรก 40 เท่า ที่ P/E อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 55 เท่า แต่เวลาที่ตลาดเป็นขาลง  ราคาของหุ้นที่มี P/E สูงๆ เช่นนี้ ก็จะปรับตัวลดลงเร็วกว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ

 คุณลักษณะที่ 2 เป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ

            แม้ว่า  จอห์น  เนฟฟ์  จะตั้งต้นคัดเลือกหุ้นที่มี P/E ต่ำ  แต่ก็ต้องคอยดูปัจจัยพื้นฐานว่าแข็งแกร่งหรือไม่  ตัวแปรหนึ่งก็คือ "ผลการดำเนินงานของธุรกิจ" ผ่านตัว "กำไร" ว่าเติบโตดีหรือไม่  เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้น  จะทำให้ตลาดสนใจและทำให้ P/E สูงขึ้น  จอห์น เนฟฟ์ แนะนำให้ดูข้อมูลกำไร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งผมขอสรุปเป็นภาพดังนี้

            

          "Historical Earnings" และ "Trailling Earnning" คือ กำไรที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งเราต้องนำมาวิเ้คราะห์ว่า  ที่ผ่านมาเติบโตอย่างไร  สะท้อนถึงความสำเร็จของกิจการและความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน  เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน  ทำให้แน่ใจว่าได้ของดี ราคาถูก แต่ "Forecasted  Earnings" เป็นสิ่งที่ต้องประมาณการขึ้น  เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงอนาคตของกิจการ  นักลงทุนต้องจินตนาการอนาคตของบริษัทและอุตสาหกรรมนั้นให้ได้  และต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัท  ซึ่งเป็นการยากที่บริษัทต่างๆ จะสามารถทำกำไรในแต่ละปีให้เพิ่มขึ้นตลอดไปได้  ผลกำไรอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง  เปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งขึ้นลงไปมา

          กองทุน Windsor เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ดี  จึงค้นหาบริษัทที่มีอัตราการเติบดตของกำไรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ  โดยกำหนดเกณฑ์ว่าถ้าอัตราการเติบโตของกำไรต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 20% ก็จะขายหุ้นนั้นออก  โดยให้ความเห็นว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงๆ มักจะมีความเสี่ยงมากเกินกว่าที่ต้องการ

          ส่วนการพยากรณ์กำไรไปข้างหน้า  จอห์น  เนฟฟ์ เห็นว่าระยะเวลา 5 ปี มีความเหมาะสม เพราะมีความยาวนานพอที่จะพิสูจน์ความสามารถทางการตลาดราคา  และการแข่งขันของธุรกิจ  อย่างไรก็ดี  การพยากรณ์ไปข้างหน้าเป็นเวลานานๆ ให้แม่นยำ  อาจทำได้ยาก ควรพิจารณาปรับตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมด้วย เช่น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี  ตัวสินค้าอาจมีอายุไม่ยาวนาน  การพยากรณ์กำไรทำได้ยากกว่าหุ้นของอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์ทีึ่มีอัตราเติบโตต่ำ เช่น  ปูนซีเมนต์และทองแดง  เป็นต้น

           วิธีการลงทุนของ จอห์น  เนฟฟ์  แตกต่างจากวิธีของนักลงทุนประเภทที่ลงทุนตามสภาวะตลาด (Momentum  Investor) แม้จะสนใจตัวกำไรของบริษัทเหมือนกัน แต่ Momentum Investor มักตั้งความหวังในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง  ดังนั้น  เมื่อกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสลดลง จึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงได้ ส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำไรเพียงเล็กน้อย  ก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึกสดใส  ราคาหุ้นจึงขึ้นได้  โดยธรรมชาติแล้ว  ถ้าบริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการออกมาใกล้เีคียงกับเป้าหมายที่คาดไว้  ราคาตลาดก็ควรขยับตัวเข้าใกล้ราคาเป้าหมาย แต่สำหรับหุ้นที่มี P/E สูงๆ หากความคาดหวังในเป้าหมาย กำไรที่เติบโตสูง มีการพลาดเป้าแม้เพียงเล็กน้อย  ก้จะทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ  และมีกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคตได้

คุณลักษณะที่ 3 เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคงที่

  

     
         เป็นการประมาณโดยคร่าวๆ ว่า ถ้าลงทุนซื้อหุ้นในขณะนั้นแล้วถือไว้เมื่อได้รับเงินปันผลมา  จะคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเท่าไร ถ้าเราซื้อและถือหุ้นไว้เป็นระยะเวลานานๆ Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเห็นกระแสเงินสดรับจากการถือหุ้น (เงินปันผล) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่เราจะได้รับอย่างสม่ำเสมอจากผลการดำเนินงานของบริษัท  การมีบริษัทที่ดีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอและได้รับเงินปันผลดีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้อัตราผลตอบแทนของพอร์ตอยู่ในระดับที่ดีสม่ำเสมอ  ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจกับการขึ้นลงของราคาหุ้น เพราะตราบใดที่ยังไม่ขายออก  กำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างของราคาก็ยังไม่เกิดขึ้น

        เนื่องจากกลยุทธ์การลงทุนของจอห์น เนฟฟ์ เน้นที่หุ้น P/E ต่ำ ซึ่งราคาตลาดมักจะมีราคาถูก  จึงทำให้โดยเปรียบเทียบแล้ว  เมื่อได้รับเงินปันผลตอบแทนกลับมา Dividend Yield จะมีอัตราสูง (เพราะราคาเป็นตัวหาร) สำหรับคนที่ลงทุุนแล้ว  รอที่จะขายโดยมีความหวังว่าจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขายนั้น Dividend Yield จะมีความสำคัญมาก  โดยเปรียบเปรยไว้ว่า "Yield ที่ดีกว่าอย่างน้อยก็ทำให้คุณมีออร์เดิร์ฟ (เงินปันผล) ไว้รับประทานเล่นระหว่างรออาหารจานหลัก (กำไรจากการขาย)" 

         อย่างไรก็ตาม  ในภาวะตลาดขาขึ้น  และราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นการยากที่ Dividend Yield จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องทำให้ Dividend หรือเงินปันผลมีอัตราที่โตกว่าการเพิ่มขึ้นของราคา  คนที่เข้าซื้อหุ้นนี้ทีหลังก็มักจะมีต้นทุนสูงกว่า คนที่ซื้อคนแรก ผมจึงคิดว่า จอห์น เนฟฟ์ พยายามบอกเราเมื่อมาถึงตรงนี้ว่า ให้เราหาของถูก (หุ้น P/E ต่ำ)  พื้นฐานดี (กำไรดี  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี) Dividend Yield ที่ขยับสูงต่อไปไม่ได้หรือเริ่มลดลง  อาจเป็นสัญญานเตือนให้ปรับพอร์ต  และเริ่มขายออกก็ได้

คุณลักษณะที่ 4 เป็นหุ้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีของอัตราผลตอบแทนโดยรวมกับค่า P/E ที่ซื้อ

           อัตราผลตอบแทนโดยรวม (Total Return) ในที่นี้ คำนวณได้จาก

   


         อธิบายได้ว่า  หุ้นที่มีราคาตามหน่วยของ P/E 1 หน่วย  สร้างผลตอบแทนจากกำไรและเงินปันผลได้เท่าไร  ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้ Total Return มีค่ามากนั่นหมายความว่า  ถ้าได้หุ้นที่ P/E ต่ำ  กำไรเติบโตดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีค่าสูงขึ้น

          ดังนั้น  หุ้นที่เราเลือกมากจึงควรเป็นหุ้นที่มี Total Return สูงมากๆ ที่จริงแล้ว  ผมเห็นว่าคุณลักษณะที่ 4 นี้  ไม่มีอะไรใหม่  เพราะเป็นการรวมคุณสมบัติที่ 1 ถึง 3 เข้าด้วยกันเป็นอัตราส่วนเดียว เพื่อยืนยันว่า "เป็นของดี  ราคาถูก"

คุณลักษณะที่ 5 เป็นหุ้นที่มีความผันผวนตามวะฏจักรเศรษฐกิจซึ่งจะถูกชดเชยด้วย P/E 

           หุ้น P/E ต่ำที่กองทุน Windsor เลือกมามีหลายประเภท  แม้หุ้นที่เรียกว่า "หุ้นวัฏจักร" (Cyclical  Stocks) จอห์น  เนฟฟ์  ก็ลงทุนด้วย  โดยในบางขณะกองทุน Windsor มีหุ้นวัฏจักรถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นในพอร์ตการลงทุนซึ่งหุ้นวัฏจักรที่  จอห์น เนฟฟ์ ลงทุน ได้แก่ หุ้นของบริษัทผลิตรถยนต์  เคมีภัณฑ์ และอลูมิเนียม หุ้นเหล่านี้มักมีราคาผันผวนขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ ในช่วงที่วัฏจักรรุ่งเรือง ราคาจะสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงหลังจากจบวงจร ราคาหุ้นก้ลดลงอย่างมาก ดังนั้น จังหวะในการเข้าซื้อควรจะเป็นช่วงหลังจากจบวงจร ซึ่งราคาหุ้นลดลงอย่างมาก (P/E จึงต่ำ  ทำให้ชดเชยความเสี่ยงด้านราคาไปได้มาก)  และเมื่อถึงช่วงรุ่งเรือง  กำไรของธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น  มีความต้องการซื้อหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น  กองทุน Windsor จะถือว่าเป็นจังหวะที่จะขายหุ้นกลุ่มนี้

           จอห์น เนฟฟ์ ย้ำว่า ช่วงจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ  นักลงทุนทุกคนล้วนอยากซื้อเมื่อถึงจุดต่ำสุด  และขายเมื่อวัฏจักรถึงจุดสูงสุด  ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำไว้ก่อน  จะทำให้ปลอดภัยเพราะมีต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนี้ ถ้าเรามีการติดตามสภาวะและแนวโน้มของกำไรจากการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอระหว่างการลงทุน  เราจะสามารถช่วงชิงจังหวะการขายออก  เพื่อทำกำไรได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไป  และโปรดจำไว้ว่า อย่าลงทุนเมื่อบริษัทมีกำไรสูงสุด (เพราะราคาจะขึ้นไปสูง  ทำให้ P/E มีค่าสูงเกินไป)

คุณลักษณะที่ 6 เป็นหุ้นของบริษัทที่มั่นคงแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

        หุ้นที่กองทุน Windsor สนใจจะมีลักษณะดังนี้
  • เป็นบริษัทที่มีตำแหน่งการตลาดที่เข้มแข็ง  มีศักยภาพในการเติบโตซึ่งมีค่า P/E ต่ำ
  • อาจเป็นหุ้นเติบโต ( Growth  Stock ) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  แต่ไม่มีคนสนใจ (ราคาจึงถูก)
  • หรืออาจเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ชั้นแนวหน้า  แต่เผชิญข่าวร้าย ทั้งที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (ราคาจึงยังถูก)
  • วงจรธุรกิจของบริษัทเหล่านี้  กำลังจะกลับมารุ่งเรือง ซึ่งอาจเกิดจากทั้งปัจจัยภายนอก และ/หรือ การดำเนินกลยุทธ์ภายในของบริษัทเอง
  • เจาะดูฐานะการเงิน  และการทำกำไรต้องดี

คุณลักษณะที่ 7 เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

         ในข้อนี้ผมคิดว่า  จอห์น  เนฟฟ์  คงจะอธิบายประเด็นด้านปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่อธิบายในคุณลักษณะที่ 6 โดยสิ่งที่ควรพิจารณาหุ้นของบริษัทเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่
  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่ายอดขายที่เป็น "จำนวนเงิน" และ "จำนวนหน่วย" ถ้ายอดขายที่เพิ่มขึ้น มาจากทั้งราคาและปริมาณ  จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธุรกิจ
  • ตรวจสอบการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ทำได้ตามกำหนดหรือไม่ ถ้าไม่ทัน  อาจจะกระทบต่อยอดขาย  กำไร  และราคาหุ้นให้ลดลงได้
  • อย่าสนใจแต่กำไรสุทธิ ซึ่งเป็น Bottom Line ให้กลับมาดู BITDA (Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization) หรือกำไรจากการดำเนินงานชนิดหนึ่งที่ดูจำนวนเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เราไม่ต้องจ่ายเงินไปจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (Amortization)  ยิ่ง EBITDA สูงเท่าไร  ก็แสดงว่าบริษัทจะจ่ายคืนภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีได้ดีเท่านั้น
  • พิจารณากระแสเงินสดของบริษัท  เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าบริษัทได้เงินมาจากไหน เอาไปใช้ทำอะไร ใช้เงินทุนผิดประเภท ไม่เหมาะสมและจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตหรือไม่ในหลายๆ กรณี  กระแสเงินสดมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาของบริษัท
  • พิจารณาค่า ROE (Return on Equity) 
        


         ยิ่งค่า ROE สูง ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีในการใช้เงินของผู้ถือหุ้น  มาสร้างผลการดำเนินงาน  ผลกำไรให้ธุรกิจ  ซึ่งจะส่งผลดีกลับมายังผู้ถือหุ้น  ผ่านโอกาสการรับเงินปันผลที่สูงขึ้นในงวดถัดไป  และ/หรือ ผ่านมูลค่าธุรกิจที่อาจดีขึ้นในอนาคต  ถ้าบริษัทนำกำไรไปขยายการลงทุนต่อ  ทำให้มีโอกาสได้รับกำไรส่วนเกิน (Capital Gain) ในอนาคตด้วยคับ

ปรัชญาหลักในการลงทุน VI แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)



            หลักปรัชญาในการลงทุน (ซึ่งจะส่งผลไปยังวิธีในการลงทุน) ของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  อาจหาอ่านได้ในหนังสือการลงทุนตามสไตล์ของ  วอเร็น  บัฟเฟตต์ซึ่งมีมากมาย   แต่ในฐานะผู้ตีความคนหนึ่ง  ผมขอสรุปไว้สั้นๆ 3 ข้อหลัก  ดังนี้

            1.ลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ

                  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  แนะนำว่าการจะลงทุนในหุ้นของธุรกิจอะไรสักอย่าง เราควรจะรู้จักสิ่งที่เรากำลังจะเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  นอกจากเข้าใจแล้วจะต้องทำวิจัยก่อนตัิดสินใจซื้อด้วย  ในการลงทุนในหุ้นเราอาจลองใช้แนวคิดเหมือนกับเรากำลังจะลงทุนในธุรกิจนั้นๆ  ถ้าเราจะเปิดร้านอาหาร เราก็คงต้องตอบคำถามหลายอย่าง  เช่น
  • เรากำลังจะขายอะไร
  • สินค้าและบริการคืออะไร
  • ลูกค้าของเราคือใคร
  • เขามีความต้องการอย่างไร
  • วิธีการผลิตและบริการเป็นอย่างไร
  • คู่แข่งเป็นอย่างไร
  • ความพร้อมและความสามารถของผู้บริหารและพนักงานเป็นอย่างไร
  • ราคา  ต้นทุน  และกำไรเป็นอย่างไร
  • ต้องลงทุนเท่าไร    เป็นต้น
         ถ้าคิดแบบนี้  เวลาสนใจจะลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ทำร้านอาหาร  เราก็คงต้องวิเคราะห์เพื่อทำทความเข้าใจแบบนี้เช่นกัน  แต่การลงทุนในหุ้นจะมีข้อดี  คือ  เราไม่ต้องเหนื่อยไปบริหารธุรกิจเอง  เพราะมีผู้บริหารมืออาชีพคอยดูแล  เราเพียงแต่คอยติดตามวิเคราะห์ดูว่าบริษัทจดทะเบียนยังดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี  เติบโต  กำไรดี  ผลตอบแทนดี  มีความมั่นคงอยู่เสมอหรือไม่

         วอเร็น  บัพเฟตต์  มักจะกล่าวว่า "ผมไม่เข้าใจเทคโนโลยี ดังนั้น ผมจึงไม่ลงทุนในกลุ่มนี้"  ไม่ได้หมายความว่า  ธุรกิจเทคโนโลยีไม่ดี  ไม่มีอนาคตแต่  วอเร็น  บัฟเฟตต์  อธิบายว่าเขาไม่ถนัดในการทำความเข้าใจกับธุรกิจดังกล่าว ทำให้ไม่มั่นใจที่จะคาดการณ์สภาพของธุรกิจในอนาคต  ซึ่งส่งผลต่อความไม่เข้าใจในการคาดการณ์กระแสเงินสด  และการประเมินมูลค่าของธุรกิจนี้  เขาจึงไม่กล้าลงทุน

          ลองสังเกตหุ้นที่อยู่ในพอร์ตของธุรกิจลงทุนอย่างยาวนานของ  วอเร็นบัฟเฟตต์ เช่น
  • การลงทุนในหุ้นของโรงงานสิ่งทอ  เบิร์กไซร์  ฮาธาเวย์  ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจการลงทุนของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  แทนแต่ในตอนที่เขาซื้อหุ้นของโรงงานสิ่งทอนี้  วอเร็น  บัฟเฟตต์  ต้องการลงทุนในธุรกิจสิ่งทอจริงๆ เพราะในยุคทศวรรษ 1960 ธุรกิจสิ่งทอยังขยายตัวได้ดีในสหรัฐฯ  ซึ่งวอเร็น  บัพเฟตต์  ศึกษาธุรกิจนี้มาอย่างถ่องแท้แม้ธุรกิจสิ่งทอจะถูกวิพากณ์วิจารณ์ว่าเป็นธุรกิจในเศรษฐกิจแบบเก่า  แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็น  อย่างไรก็ดี ในทศวรรษ 1980 ธุรกิจสิ่งทอในสหรัฐฯ  เผชิญกับการแข่งขันจากสิ่งทอของประเทศจีน  และประเทศกำลังพัฒนา  ทำให้สภาพแวดล้อมเปลีื่ยนไป  วอเร็นจึงเปลี่ยนบริษัทสิ่งทอนี้เป็นธุรกิจการลงทุนแทน  แม้ว่าวอเร็น บัฟเฟตต์จะเห็นว่าการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจสิ่งทอนี้เป็นความผิดพลาด  แต่ในตอนที่ตัดสินใจซื้อ  เขาใช้หลักการที่เกี่ยวกับ "การลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ" แต่บทเรียนที่ได้มาเพิ่มเติมก็คือ  "เราต้องเข้าใจมันตลอดทุกช่วงเวลาด้วย"
  • การลงทุนในหุ้นบริษัทประกันภัย GEICO หุ้นบริษัทเครื่องดื่มโคคา-โคล่า  หรือหุ้นบริษัทหนังสือพิมพ์ เดอะ วอชิงตันโพสต์  ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยงข้องกัีบชีวิตในอดีตที่ผ่านมาของวอเร็น  ที่เขามีประสบการณ์ได้ทำงานเกี่ยวข้องหรือมีโอกาสได้วิเคราะห์จนเข้าใจในธุรกิจเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง  จนแน่ใจใจความมั่นคง  และโอกาสการเติบโตของธุรกิจเหล่านั้น  ซึ่งนำไปสู่การประมาณการมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ  และเมื่อนำมาเทียบกับราคาตลาดของหุ้นที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัท  เหมือนกับได้ "ของดี  ราคาถูก" ทำให้มีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)  ถ้าในอนาคตราคาหุ้นขึ้นไปตามมูลค่า  ก็จะได้ผลตอบแทนสูง (เพราะซื้อมาราคาถูก) หรือถ้าราคาหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นลง  เราก็จะไม่ตกใจมาก เพราะซื้อมาในราคาถูก  จึงทนต่อความผันผวนได้มากกว่า
        จะเข้าใจในธุรกิจได้ต้องทำอย่างไรบ้าง
          
              วอเร็น บัฟเฟตต์ ให้กำลังใจว่า  นักลงทุนรายย่อยก็สามารถศึกษาวิจัยธุรกิจได้ไม่ต้องกลัวว่าเป็นศาสตร์ขึ้นสูง  ต้องเป็นนักวิเคราะห์  นักวิชาการเท่านั้นที่ทำได้  วิธีการศึกษาธุรกิจ  ซึ่งต้องเป็นไปตลอดช่วงเวลาการลงทุน  (ซื้อ, ถือ และขายออก)  พอสรุปได้ดังนี้
  • อ่าน วิเคราะห์  ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกาับการดำเนินธุรกิจ  เช่น ประวัิตกิจการสินค้าและบริการ  ตลาด  คู่แข่ง  ฐานะทางการเงิน  และผลการดำิเนินงาน  เป็นต้น
  • เข้าใจหลักการพื้นฐานของบัญชี  การวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทเพราะบัญชีเป็นภาษาของธุรกิจ  ภาพคตวามสำเร็จหรือไม่สำเร็จทางธุรกิจจะสะท้อนออกมาที่งบการเงิน
  • ไปเยี่ยม  สำรวจ  และสัมภาษณ์กิจการ
  • เข้าร่วมประชุมประจำปี  รู้จักผู้บริหารของบริษัท
  • ฯลฯ
      กล่าวกันว่าในแต่ละวันของ  วอเร็น  บัฟเฟตต์ และทีมงานใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันในการศึกษาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และการใช้เวลาอาจนานกว่านี้โดยเฉพาะในช่วงที่รายงานประจำปีที่สรุปรวมภาวะการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ออกมาสู่สาธารณชน

      และเนื่องจากข้อมูลต่างๆ มีมาก นักลงทุนจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะย่อยข้อมูลและนำเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์  ซึ่งอาศัยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ  เช่น  การบริหารเชิงกลยุทธ์  การบริหารการตลาด  การบริหารการผลิด  การบริหารบุคลากร  และการบริหารการเงิน  เข้ามาช่วยใจการวิเคราะห์  เพื่อหาข้อสรุิปว่าธุรกิจนั้นยังดีและคุ้มค่าที่จะลงทุนต่อไปหรือไม่

       2.ลงทุนในตลาดสินค้าและบริการ

       วอร์เรน  บัฟเฟตต์  ใช้คำเปรียเทียบให้เห็นภาพว่า  เวลาเลือกลงทุนให้คิดว่ากำลังลงทุนในเมนสตรีท (Main Street) ไม่ใช่ วอลล์สตรีท (Wall Street)

       คำว่า "เมนสตรีท" (Main Street) คือ ธุรกิจที่มีการดำเนินงานอยู่แล้วและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ทำธุรกิจแบบยั่งยืนไม่ใช่ธุรกิจตามกระแส  ส่วนการลงทุนใน "วอลล์สตรีท" (Wall Street) เป็นการเปรียบเปรยว่าเป็นการดำเนินธุรกิจในโลกทีจับต้องไม่ได้  เป็นแค่สัญญาณการซื้อขาย  สัญญาณราคาจับต้องไม่ได้

       วอร์เร็นให้ความเห็นว่าการที่เรารู้จักสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ  ทำให้เราสามารถเน้นการลงทุนไปที่ถนนสายหลัก (Main Street) หรือตัวธุรกิจ  แม้ว่าเราจะซื้อมันจากตลาดหุ้น (Wall Street) แต่เราก็จะไม่ตกใจง่ายๆ กับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น  เพราะทุกครั้งเราจะกลับไปดูที่ตัวธุรกิจว่ามันยังดีอยู่ไหม  แนวคิดนี้จึงเป็นการย้ำให้นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าเห็นว่า  "ความมั่งคั่ง...  เกิดจากเมนสตรีทมากกว่าวอลล์สตรีท" 

      ค้นหาธุรกิจที่ดีบนเมนสตรีท
    
           เวลาเราค้นหาธุรกิจดีที่น่าในใจจะลงทุน  วิธีหนึ่งที่ควรทำก็คือเดินไปในย่านเศรษฐกิจของเมือง  สอดส่ายสายตาคอยดูว่าประชาชนทั่วไปจับจ่ายใช้สอยอะไร  ร้านค้าบางร้าน  บริษัทบางแห่ง ทำไมจึงขายดี  ทำเลที่ตั้งดี  หรือเพราะสินค้าบริการถูกใจลูกค้า  หรือเราอาจเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าไปซื้อน้ำผลไม้ยี่ห้อที่เราโปรดปราน  แล้วอาจจะฉุกใจคิดว่า  จะมีคนอีกเท่าไรที่มีรสนิยมแบบเรา  ขนาดตลาดของน้ำผลไม้แบบนี้มีอยู่เท่าใด  และเป็นส่วนแบ่งการตลาดของน้ำผลไม้ยี่ห้อนี้อยู่เท่าใด  นี่คือตัวอย่างของการเข้าไปหาธุรกิจที่ดีบนเมนสตรีท  ซึ่งแนวคิดการลงทุนแบบนี้ให้คิดเสมือนว่าเรากำลังจะทำธุรกิจแบบนี้ด้วยตัวของเราเอง

            ส่วนประเด็นต่อมา  ถ้าบริษัทที่เราสนใจนั้นเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย  อย่างนี้ถือว่าอยู่ในวอลล์สตรีท  ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่จะสามารถขอเข้าไปลงทุนร่วมได้ง่าย  โดยเข้าไปซื้อหุ้นเก็บไว้ผ่า "วอลล์สตรีท" แต่เราจะสบายใจมากกว่าเดิม  เพราะผ่านการวิเคราะห์บน "เมนสตรีท" มาแล้ว

       การลงทุนในเมนสตรีท  เป็นการลงทุนระยะยาว 

           วอร์เรน  บัฟเฟตต์ ใช้คำพูดที่โดนใจมาก  เมื่อถูกถามว่า "ทำอย่างไรจึงจะรวยเร็ว" เขาตอบว่า "ตลาดหุ้น (วอลล์สตรีท)  เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่คนขับรถโรลส์รอยซ์ได้รับคำแนะนำจากคนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน"  ซึ่งตีความหมายได้ว่า  คนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินก็คือประชาชนทั่วไปนั่นเอง  เขาใช้ชีวิตอย่างไร  บริโภคอะไร  วอร์เร็นจึงลงทุนในบริษัทที่ผลิตอิฐ  สีทาอาคาร  ฉนวนกันความร้อน  พรม เครื่องดูดฝุ่น  เครื่องประดับอัญมณี  เฟอร์นิเจอร์  เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น  หลายบริษัทที่วอร์เร็นเข้าไปลงทุน  เขาเริ่มจากการเป็นเจ้าของกิจการบางส่วนโดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์  ไปสู่การซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ  โดยซื้อเพิ่มเรื่อยๆ  ถือหุ้นไว้ในระยะยาว  ถ้าบริษัทมั่นคงดีกำไรสูง  มูลค่าหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย  กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้มีผลทำให้ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตการลงทุนของวอร์เร็นก็เปลี่ยนไปด้วย

           จะเห็นได้ว่า  ในพอร์ตลงทุนของวอร์เร็น ในปี 1997  ลงทุนในหุ้นสามัญถึง 73% ของสินทรัพย์และลดลงเหลือ 26% ในปี 2002 โดยไม่มีการขายหุ้นออกเลย  แต่ขณะที่ได้เข้าซื้อหุ้นธุรกิจที่ดีเิ่พิ่ม  จนมีสัดส่วนจาก 4% ของสินทรัพย์เป็น 30% ในอีก 5 ปีต่อมา  ถ้าบริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้ดี  ราคาหุ้นที่สูงขึ้น  ก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเขามีมูลค่าสูงขึ้น  เพิ่มโอกาสในการไปซื้อกินการเมนสตรีทดีๆ เพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก้ดี วอร์เร็นจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายกิจการแบบไม่เป็นมิตร  และพนักงานทั้งหมดจะยังคงทำงานอยู่ต่อไปเมื่อเขาซื้อกิจการ

           การลงทุนสไตล์แบบวอร์เรน  บัฟเฟตต์  มีลักษณะที่ขัดแย้งกับการลงทุนทั่วไปในวอลล์สตรีท  นักซื้อขายหลักทรัพย์หรือเทรดเดอร์ในวอลล์สตรีทหารายได้จากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น  ซึ่งตรงข้ามกับวอร์เร็นที่สร้างความมั่งคั่งและทำกำไรจากผลประกอบการของแต่ละธุรกิจที่เขาลงทุน  เขาเน้นและจำกัดการลงทุนในบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง  เวลาประเมินบริษัท  เขาไม่ใช้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของบริษัท  แต่จะวัดจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตามบัญชีในแต่ละปี 

            โดยสรุปแล้ว  วิธีการของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  ที่ลงทุนในเมนสตรีทเป็นเรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจดีๆ เพียง 1-2 ธุรกิจ  เขาเจาะลึกศึกษางบกำไรขาดทุน  งบดุล  ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  ความต้องการเงินทุน  หนี้สิน  มูลค่าที่แท้จริง  จริยธรรมของผู้บริหาร  ค่านิยมของผู้บริหาร  บุคลิกของผู้บริหาร  ความภักดีของลูกค้า  พนักงานและเจ้าของ  เขาเห็นว่าการลงทุนแบบวอลล์สตรีท  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ กำลังกระทำ เช่น เข้าซื้อวันนี้แล้วขายออกพรุ่งนี้  มีระยะเวลาสั้นมันไม่เกี่ยวกับมูลค่า  แต่เกี่ยวกับราคาทั้งสิ้น

             Robert P.Mile ผู้เขียนหนังสือ "มั่งคั่งอย่าง วอร์เร็น  บัฟเฟตต์" ได้สรุปวิธีการตรวจสอบกิจการในเมนสตรีทไว้ 3 ประการดังนี้
  • พิจารณาที่ตัวธุรกิจ  เรียบง่ายหรือไม่  อยู่ในอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจหรือไม่  เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงหรือไม่  มีหนี้สินหรือไม่  อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร
  • พิจารณาตัวผู้บริหาร  พวกเขาซื้อสัตย์หรือไม่  แผนการขยายธุรกิจเป็นอย่างไร  ฐานะการเงินดีหรือไม่  สัดส่วนการถือหุ้นในกิจการของพวกเขามากน้อยเพียงใด
  • พิจารณามูลค่าธุรกิจ  กิจการมีมูลค่าที่แท้จริงเท่าใด  สามารถซื้อในราคาถูกหรือไม่

       3.ซื้อเพื่อถือระยะยาว  ซื้อจำนวนมากและของจำนวนน้อย

         เคล็ดลับของวอร์เร็นอยู่ตรงที่ว่า  ถ้าหุ้นบริษัทนั้นถูกพิสูจน์ตลอดเวลาว่าเป็นของดี  เราก็ควรจะ
  • ซื้อเพื่อถือระยะยาว
  • ถ้าเรามีกำลังซื้อสูง  เราควรซื้อมากๆ (ซื้อจำนวนมาก)
  • ของดีจริงๆ มีจำนวนน้อย  ควรซื้อแบบเจาะลึกกับบริษัทเพียง 2-3 บริษัทเท่านั้น (ของจำนวนน้อย)
         วิธีการดังกล่าวนี้ตรงข้ามกับการซื้อหุ้นเพื่อขายเมื่อมีกำไร  วอร์เร็นเห็นว่า "ถ้าซื้อของดี  คุณไม่จำเป็นต้องรีบขาย  อย่าซื้อเพื่อถือไว้เพียง 10 นาที" ถ้าเราลงทุนเพื่อถือระยะยาว  เราจะคิดถึงหุ้นนี้ต่างจากพวกนักเก็งกำไรและนักค้าหลักทรัพย์  เราจะนึกถึงสิ่งที่จะปกป้องธุรกิจ  ความสุข  และความภักดีของพนักงาน  ผู้บริหาร ลูกค้า ถ้าผู้คนเหล่านี้ยังคงพอใจและทำธุรกิจเติบโตต่อไปได้ มันจะทำให้มูลค่าในระยะยาวของธุรกิจสูงขึ้น  และราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย

        ข้อมูลการถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทดีๆ เพียงไม่กี่แห่งของวอร์เร็น  บัฟเฟตต์  สรุปได้ดังนี้

ข้อมูลการถือหุ้นระยะยาวของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  สรุปดังนี้

             ความสำคัญจองการซื้อเพื่อถือระยะยาวในแบบของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์ ก็คือ  การต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าหุ้นหรือบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ยังคงดีอยู่  สมควรอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปหรือไม่  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทนั้นยังคงดีอยู่  วอร์เร็นแนะนำให้ใช้แบบจำลองที่เรียกว่า "Circle of Competence" ซึ่งแสดงได้ด้วยรูปดังนี้



              Circle  of competence

                     จากรูป  เราอาจเรียก Circle of Competence นี้ว่า  การกำหนดขอบเขตความสามารถของบริษัท (ที่เราสามารถเข้าใจได้) บริษัทที่ดีควรจะมีองค์ประกอบพร้อมเพรียงทั้ง 3 ด้าน (ส่วนสีทึบที่วงกลม 3 วงทับซ้อนกัน)

              Outstanding Business  หมายถึง  ความโดดเด่นทางธุรกิจ  ได้แก่
  • ธุรกิจเรียบง่าย  เข้าใจได้
  • มีงบดุล (ฐานะการเงิน)  ที่เข้มแข็ง
  • มีภาวะเศรษฐกิจที่ดี (เช่น  กระแสเงินสดดีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง)
  • มีความได้เปรียบในการแข่งขัน
              Top-notch  Managers หมายถึง  ความสามารถในการบริหารงาน ได้แก่
  • มีผู้บริหารที่มีความสามารถ
  • จัดสรรเงินทุนอย่างมีเหตุผล
  • ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้น
  • ผู้บริหารมีส่วนการเป็นเจ้าของ
               Attractive  Prices หมายถึง  ราคาดี  น่าสนใจ
  • ราคาตลาดปัจจุบัน  ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (ของดีราคาถูก)
              สิ่งที่เราควรทำก็คือ  การค้นหาบริษัทที่ดีมากๆ ซึ่งอาจมีอยู่ไม่มากในพื้นที่สีทึบข้างต้น  ซึ่งในกระบวนการวิเคราะห์  ต้องใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ (วัดได้)  และข้อมูลเชิงคุณภาพ (วัดไม่ได้) ประกอบกัน
            
              ผมขอจบแนวคิดและปรัชญาหลักในการลงทุนแบบ วอร์เร็น  บัฟเฟตต์   ไว้ที่ตอนนี้  ในความเป็นจริงเนื้อหาหรือเรื่องราวการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของ  วอร์เร็น  บัฟเฟตต์  ยังอาจมีรายละเอียดอยู่อีกมากมายกว่านี้  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมต่อไปได้  แต่ส่วนที่สรุปมาให้นี้หวังว่าพอเป็๋นภาพเบื้องต้นที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มีความชอบการลงทุนสไตล์แบบนี้  เริ่มต้นนำไปใช้ประยุกต์กับการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวต่อไปคับ
               

Monday, February 24, 2014

สงครามหุ้นและหน้าที่ของ CEO วิเคราะห์แบบ VI

       
     
            การลงทุนในหุ้นก็เปรียบเหมือนการเข้าสู่สงครามซึ่งจะมีสนามรบ  2 สนาม ได้แก่ "สนามรบบนกระดานหุ้น" ที่ช่วงชิงกันซื้อขายหุ้นจนราคาขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่เห็น กับ "สนามรบทางการค้าของบริษัทเจ้าของหุ้น" ซึ่งต้องไปสู้รบเพื่อขายสินค้า และ/หรือ บริการ ของตนเองให้ชนะกับคู่แข่ง  มูลค่าหรือราคาของหุ้นจะขึ้นอยู่กับสนามรบการค้าเป็นหลัก ซึ่งในระยะยาวก็จะไปส่งผลต่อราคาบนกระดานหุ้นด้วย  ส่วนสนามรบบนกระดานหุ้นนั้นราคาถูกกระทบตลอดเวลาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  คุณเทพแนะนำให้เราให้ความสำคัญกับ "ผลบนสนามรบทางการค้า" มากกว่าดู "ผลบนกระดานหุ้น" โดยให้มองว่าหุ้นแต่ละตัวเปรียบเสมือนกองทัพๆ หนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่หลักในการยึดและขยายดินแดนทางการตลาด

        ทั้งนี้ CEO คือ ตัวแม่ทัพใหญ่  ที่มีหน้าที่ต้องรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัท  ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นสภาสงคราม  และผู้ถือหุ้นก็คือ  ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาสงคราม  โดยที่สภาสงครามต้องร่วมรับผิดชอบกันแม่ทัพใหญ่ด้วย  เช่น คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทำหน้าที่คุมกฎไม่ให้มีการนำเงินกองทัพไปใช้ส่วนตัว  คณะกรรมการบริหาร ( Executive Committee ) ทำหน้าที่กำหนดแนวทางและวิธีการในการทำสงคราม  ทางบริษัทมีการตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน (Nominating & Compensation Committee ) เพื่อช่วยกันหาคนเก่งๆ มาเสริมทัพ  และกำหนดหลักเกณฑ์ปูนบำเหน็จ  นักลงทุนต้องคอยวิเคราะห์ว่า  หุ้นตัวไหนที่มีสภาสงครามดี  มีแม่ทัพเก่ง เราจะมั่นใจมากขึ้นที่จะเข้าไปซื้อ  โดยเฉพาะตอนที่ราคาถูกๆ กว่ามูลค่าจริงๆ ของบริษัท

       รู้จักหน้าที่หลักของ CEO 
         
            เนื่องจาก CEO และทีมบริหารมีความสำคัญมากในการนำทัพออกรบ ถ้ารบสำเร็จมูลค่าจองหุ้นก็จะเพิ่มสูงขึ้น และ CEO ที่ดีควรจะรู้วงจรกระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น  ซึ่งสรุปได้ดังนี้

           กระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น  เริ่มต้นตั้งแต่ผู้ถือหุ้นใส่ ทุน เข้ามา จากนั้นคณะกรรมการจะเลือก CEO เพื่อนำ ทุน ไปทำงานให้เกิดผล  CEO  จะต้องตัดสินใจว่าจะนำ  ทุน  ไปลงทุนใน  สินทรัพย์ ใด และดูแลการใช้  สินทรัพย์  ไปก่อให้เกิด  รายได้  ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ให้สูงเกินไป  และมีกำไรอย่างสม่ำเสมอ  และจะต้องอยู่ให้ได้ในทุกๆ ปี ไม่ว่าจะเผชิญกับความร้ายแรงของเศรษฐกิจในบางปีก็ตาม  เราต้องการ CEO ที่เก่งแบบนี้

            การไปลงทุนเพื่อค้นหาหุ้นห่านทองคำ  จึงต้องรู้จัก CEO ด้วย " CEO คือ บุคคลที่ผู้ถือหุ้นทั้งน้อยใหญ่ฝากอนาคตไว้  ผู้ถือหุ้นที่ตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทที่ CEO เป็นผู้นำ  เพราะมีความต้องการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น  จากเงินออมที่ได้เพียรสะสมไว้  อดเปรี้ยวไว้กินหวานอย่างอดทน  หนทางเดียวที่ CEO จะทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ผิดหวัง  ต้องการทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับบริษัทที่ดูแลอยู่  ไม่วอกแวก  ไม่สนใจอย่างอื่นให้เสียสมาธิ" 

      คุณสมบัติของ CEO ที่เก่งและดี

    การที่เราจะเลือกไว้ใจ ยอมลงทุนกับ CEO คนไหนขอให้เราพิจารณาดังนี้ แล้วจะได้ CEO ที่เก่งและดี
  • เข้าใจถึงถึงหลักการสร้างมูลค่ากิจการ
  • มีวิสัยทัศน์
  • เก่งในเรื่องการเลือกใช้คน  และมอบหมายงาน
  • เข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาดและลูกค้า
  • ทำงานอย่างมุ่งมั่น  ทำในสิ่งที่รู้ว่ามีจุดแข็ง
  • สนใจการเพิ่มประสิทธิภาพ  และการลดต้นทุน
       โอกาสที่เราจะรู้จัก CEO อาจผ่านจากการศึกษาประวัติ  ประสบการณ์ผลการบริหารงานที่ผ่านมา  การแสดงความเห็นผ่านเวทีสัมมนา  การเข้าฟังข้อมูลผ่านงานวัน Opportunity Day ที่ตลาดหลักทรัพย์  เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ซักถามผู้บริหาร  หรือได้พบเมื่อมีโอกาสเยี่ยมชมกิจการ  ที่จริงผมคิดว่าการประเมินควรครอบคลุมไปถึงทีมงานบริหารด้านการผลิต การตลาด การเงินของ CEO ด้วย

       ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะเห็นข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดของ CEO และผู้บริหาร  เพราะข้อมูลทุกอย่างไม่ได้ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน  เราคงประเมินได้ระดับหนึ่งผ่านฐานะการเงินในงบการเงิน  การติดตามผลสำเร็จทางการตลาด  เป็นต้น  อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการประเมิน CEO และทีมบริหารผ่านคณะกรรมการบริษัทหรือสภาสงครามหุ้น  บริษัทใดมีคณะกรรมการบริษัทที่เข้มแข็ง เก่ง และดี ก็จะมีนโยบายและเกณฑ์ในการประเมิน CEO เป้นกรอบให้ CEO ไปปฏิบัติอย่างชัดเจนได้

      หลักเกณฑ์ หรือปัจจัยที่คณะกรรมการบริษัทจะใช้ประเมิน CEO มีดังนี้
  • การวางแผนกลยุทธ์
  • ความเป็นผู้นำ
  • ผลงานด้านการเงิน
  • การบริหารงานระบบต่างๆ
  • การพัฒนาผู้บริหาร  และการสืบทอดตำแหน่ง
  • การดูแลพนักงาน
  • การสื่อสาร
  • ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ
       นี้เป็นหลักเบี้องต้นในการประเมิน CEO ที่จะมาช่วย เป็นแม่ทัพใหญ่ ในกองทัพของเราเพื่อเป็นกำลังให้เราได้ต่อสู้ฝันฝ่าสมรภูมิตลาดหุ้นเพื่ออิสระภาพทางการเงินที่แท้จริง  ก็ขอให้เลือก CEO ที่คุณคิดว่ามีคุณค่าพอที่จะทำงานให้เราอย่างคุ้มค่านะคับ